การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดโรงพยาบาลกำแพงแสน
คำสำคัญ:
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด, รูปแบบการพยาบาล, โรงพยาบาลชุมชน, คุณภาพการพยาบาลบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นแบบวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โดยอาศัยกรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพบริการของ Donabedian และการประเมินคุณภาพแนวทางปฏิบัติด้วยเครื่องมือ AGREE II เป็นแนวทางกำกับการพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และร่างรูปแบบ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและนำไปใช้จริง และระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยใน จำนวน 230 คน และพยาบาลวิชาชีพ
12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ (1) การพัฒนาระบบการประเมินคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง (2) การพัฒนาความรู้และแนวทางการรักษาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (3) การเผยแพร่แนวปฏิบัติและสร้างระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และ (4) การติดตามประเมินผลและกำกับดูแลการปฏิบัติ ในด้านผลลัพธ์ของผู้ป่วยหลังใช้รูปแบบ พบว่าผู้ป่วยมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อเพียงร้อยละ 12.17 แสดงถึงประสิทธิผลของการดูแลภายใต้รูปแบบใหม่
ในด้านผลลัพธ์เชิงกระบวนการ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดของพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 14.08 เป็น 17.50 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การปฏิบัติตามแนวทาง โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติสม่ำเสมอร้อยละ 89.70 ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทุกด้าน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. รายงานทางสถิติอัตราตายผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด [อินเตอร์เน็ต]. ค้นเมื่อ
ธันวาคมธันวาคม 2567 เข้าถึงได้จาก: https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reportsกรมการแพทย์
Donabedian A. (1960). Explorations in Quality Assessment and Monitoring. Vol. 1. The Definition of Quality and Approaches to Its Assessment. Ann Arbor (MI): Health Administration Press.
Edwards M, Jones S. (2021). Effects of sepsis and Surviving Sepsis Campaign training on nurses’ knowledge, skills and attitudes: A quasi-experimental study. Nurse Educ Today;103:104949.
กองตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2562). แนวทางการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562. เข้าถึงได้จาก: http://data.ptho.moph.go.th/inspec/2562/inspec62_1/9 (14.11.61%20edited).pdf
Ruangchan K, Rattanapong C, et al. (2016). Clinical outcomes of community-acquired severe sepsis after implementation of a simple severe sepsis fast track: A retrospective multicenter study. J Med Assoc Thai;99(4):S120–9.
Satiracharoenkul S, Worapot A, Chatrattanakulchai N, et al. (2024). FAST (Fast Track Alert System Timer): Reducing time to antibiotics for septic patients in the emergency department. Emerg Med J;41(2):95–102.
คนึงนิจ ศรีษะโคตร, วไลพร ปักเคระกา, จุลินทร ศรีโพนทัน, นิสากร วิบูลชัย, สุคนธ์ทิพย์ ปัตติทานัง, รุ่งนภา ธนูชาญ, พุทธกัญญา นารถศิลป์, เพิ่มพูน ศิริกิจ, และชวมัย ปิ่นะเก. (2564). การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเพื่อป้องกันอาการทรุดลงทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีภาวะเหตุติดเชื้อ. วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล, 27(2), 150-167.
สมพร รอดจินดา. (2563). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดโรงพยาบาลน่าน. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 31(1), 212-231.
จริยา พันธุ์วิทยากูล, และจิราพร มณีพราย. (2561). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต. วารสารกองการพยาบาล, 45(1), 86-104.
วิทยา บุตรสาระ, ยุพนา ลิงลม, และสำเนียง คำมุข. (2560). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม ฉบับการประชุมวิชาการครบรอบ 25 ปี, 17-25.
Bloom, B. M. (1968). Learning for Mastery. Center for the Study of Evaluation of Instructional Programs, 1, 1-12.
สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย. (2558). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วย severe sepsis และ septic shock (ฉบับร่าง). เข้าถึงได้จาก: http://www.ayhosp.go.th/ayh/images/HA/miniconf/5.pdf.
ฐิติมา ประเสริฐ. (2567). ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติตามกระบวนชุดการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภายในหนึ่งชั่วโมงกับการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคเหตุพิษติดเชื้อ ณ ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น. ขอนแก่น: โรงพยาบาลพล
ประไพพรรณ ฉายรัตน์, และสุพัฒศิริ ทศพรพิทักษ์กุล. (2565). ประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 35(3), 224-231

