การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยอายุ 3–5 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการ ในชุมชนให้เข้าถึงบริการในรูปแบบค่ายส่งเสริมพัฒนาการ โรงพยาบาลเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
คำสำคัญ:
เด็กปฐมวัย, กลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการ, การสร้างเสริมศักยภาพ, ค่ายส่งเสริมพัฒนาการ, บริการเชิงรุกบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยกลุ่มเสี่ยงในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการ จำนวน 50 คน และผู้ปกครอง ดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสถานการณ์และความต้องการ 2) การพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ และ 3) การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบคัดกรองพัฒนาการ แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบประเมินผลลัพธ์ด้านพัฒนาการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความเสี่ยงด้านพัฒนาการอย่างน้อย 1 ด้าน โดยด้านที่พบความเสี่ยงมากที่สุดคือด้านภาษาและการสื่อสาร ในขณะที่ผู้ปกครองประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่อง จึงมีความต้องการรูปแบบบริการเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยอายุ 3–5 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการในชุมชน ประกอบด้วย (1) การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การบริการเชิงรุก: เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงบริการส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างต่อเนื่อง รูปแบบบริการจึงต้องมุ่งเน้นการเข้าหาผู้รับบริการมากกว่าการตั้งรับในสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว (2) การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสถาบันครอบครัว: รูปแบบบริการจำเป็นต้องถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของครอบครัว เพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ดูแลสามารถบูรณาการการส่งเสริมพัฒนาการเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ(3) การมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญ: โดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากที่สุด พร้อมทั้งครอบคลุมไปถึงการพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของพัฒนาการในทุกมิติ และ 3)ค่ายส่งเสริมพัฒนาการช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านภาษาและการสื่อสาร รวมถึงด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ ขณะเดียวกันผู้ปกครองมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Improving early childhood development: WHO guideline. Geneva: WHO.;2020.
กรมอนามัย. รายงานสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : กระทรวงสาธารณสุข; 2565.
กระทรวงสาธารณสุข. ระบบข้อมูลสุขภาพและการเข้าถึงบริการเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด; 2566.
UNICEF. Early childhood development and family-centered care. New York: UNICEF; 2021.
Penchansky, R., & Thomas, J. W. The concept of access: Definition and relationship to consumer satisfaction. Medical Care; 1981. 19(2), 127–140 .
กรมอนามัย. แนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงวัย. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข;2565
Dunst, C. J., Trivette, C. M., & Hamby, D. W. . Family-centered practices for early childhood intervention. Journal of Early Intervention ; 2019 .41(3), 1–15.
วราภรณ์ ชัยอนันต์. ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยในชุมชน. วารสารพยาบาลสาธารณสุข ; 2564. 35(2), 45–59.
Britto, P. R., et al. Nurturing care: Promoting early childhood development. The Lancet, ; 2017. 389(10064) 91–102.
Polit, D. F., & Beck, C. T. Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice (11th ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer ; 2021.
Creswell, J. W., & Plano Clark, V. L. Designing and conducting mixed methods research (4th ed.). SAGE Publications ; 2023.

