แนวทางการสร้างแรงจูงใจในการทำวิจัยสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร
คำสำคัญ:
แรงจูงใจในการทำวิจัย, บุคลากรสาธารณสุข, โรงพยาบาลชุมชน, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ, การวิจัยที่เชื่อมโยงชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำวิจัยของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชนและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจดังกล่าว และ (3) เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการทำวิจัยที่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุขจากโรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ 7 แห่ง จำนวน 280 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหาร บุคลากรที่มีประสบการณ์วิจัย และผู้แทนชุมชน รวม 52 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567
ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสาธารณสุขมีระดับแรงจูงใจในการทำวิจัยโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.71, S.D. = 0.58) โดยด้านการเชื่อมโยงงานวิจัยกับชุมชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 4.03) และด้านการสนับสนุนจากองค์กรและทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (Mean = 3.12) ปัจจัยองค์กรภายนอกมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ในระดับน้อย (Mean = 2.44) โดยรายการที่วิกฤตที่สุดคือระบบค่าตอบแทนพิเศษ (Mean = 1.89) และการมีเวลาเพียงพอสำหรับการทำวิจัย (Mean = 2.12) ผู้วิจัยได้พัฒนาแนวทางการสร้างแรงจูงใจ 5 แนวทางหลัก ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมาก (Mean = 4.25, S.D. = 0.50) โดยมิติความเชื่อมโยงกับการเข้าถึงประชาชนได้รับการประเมินสูงสุด (Mean = 4.41)
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2566.
ชมพูนุช สุภาพวานิช, ไพสิฐ จิรรัตนโสภา, เบญจวรรณ พูนธนานิวัฒน์กุล, บุญแทน กิ่งสายหยุด. การพัฒนาสมรรถนะการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในมุมมองผู้บริหารของเขตสุขภาพ 1–12. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2565;5(3):138–153.
Kengia JT, Kalolo A, Barash D, Chwa C, Hayirli TC, Kapologwe NA, et al. Research capacity, motivators and barriers to conducting research among healthcare providers in Tanzania's public health system: a mixed methods study. Hum Resour Health. 2023;21(1):67. doi: 10.1186/s12960-023-00858-w
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร. รายงานประจำปีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร 2566. มุกดาหาร: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร; 2566.
ทักษิณ ชาวดร, พาณี สีตกะลิน, สมจิตต์ สุพรรณทัสน์. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาลชุมชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพ จังหวัดอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี. 2562;27(3):249–260.
เทพอินทร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, สุวิทย์ อุดมพาณิชย์. แรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามสมรรถนะหลักของนักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2562;12(1):42–51.
วิทยา สุนทรฤทธิ์ และคณะ. ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนต่อสมรรถนะหลักของบุคลากรสาธารณสุข. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน. 2564. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JCCPH/article/view/274880
Lincoln YS, Guba EG. Naturalistic inquiry. Newbury Park: Sage Publications; 1985.
อุไรวรรณ และคณะ. แรงจูงใจในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี. 2565. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/SNC/article/view/242972
Herzberg F, Mausner B, Snyderman BB. The motivation to work. 2nd ed. New York: John Wiley & Sons; 1959.
Deci EL, Ryan RM. Self-determination theory and the facilitation of intrinsic motivation, social development, and well-being. Am Psychol. 2000;55(1):68–78. doi: 10.1037/0003-066X.55.1.68
การวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชนเป็นฐาน: ในฐานะเครื่องมือและปัจจัยแห่งความสำเร็จของการร่วมสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่เกาะยาว. วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว. 2566. Available from: https://so03.tci-thaijo.org/index.php/PCFM/article/view/270617
Deci EL, Ryan RM. Intrinsic motivation and self-determination in human behavior. New York: Plenum Press; 1985.
Wittayapun Y, Nawarat J. Effectiveness of an academic-practice team approach on research capacity building of nurses and public health professionals. Int J Environ Res Public Health. 2021;18(13):7199. doi: 10.3390/ijerph18137199

