การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดศรีสะเกษ

ผู้แต่ง

  • กุลชาติ วัฒนวงศ์ เวฬุวนารักษ์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • อารี บุตรสอน วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • พุทธิไกร ประมวล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปาก, ผู้ช่วยเหลือดูแล, ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดศรีสะเกษ และประเมินแนวโน้มผลลัพธ์เบื้องต้นจากการทดลองนำร่องรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การศึกษาใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ภายใต้แนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหารด้านสุขภาพ ทันตแพทย์ บุคลากรทันตสาธารณสุข พยาบาล ผู้จัดการดูแล ผู้ช่วยเหลือดูแล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตัวแทนครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์จำนวน 23 คน และผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนารูปแบบจำนวน 69 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวคำถามสัมภาษณ์ แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบบันทึกการสังเกต และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบประเด็นและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา

     ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดศรีสะเกษยังไม่ได้รับความสำคัญอย่างเพียงพอในระบบการดูแลระยะยาว ทั้งที่สุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์กับการบดเคี้ยว ภาวะโภชนาการ ความสุขสบาย และคุณภาพชีวิต ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ผู้ช่วยเหลือดูแลขาดทักษะเชิงปฏิบัติและความมั่นใจในการดูแลสุขภาพช่องปากในสถานการณ์ซับซ้อน การขาดสื่อและเครื่องมือที่เหมาะสม การบูรณาการสุขภาพช่องปากเข้าสู่แผนการดูแลรายบุคคลยังไม่ชัดเจน ผลการทดลองนำร่องในผู้ช่วยเหลือดูแลจำนวน 30 คน หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยของตัวแปรทุกด้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 5.07 เป็น 6.67 คะแนน ทัศนคติด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 3.51 เป็น 3.92 การรับรู้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจาก 2.07 เป็น 2.21 การรับรู้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจาก 2.35 เป็น 2.50 การรับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นจาก 2.18 เป็น 2.45 แรงสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้นจาก 2.02 เป็น 2.25 และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 1.98 เป็น 2.27

เอกสารอ้างอิง

Petersen PE, Yamamoto T. Improving the oral health of older people: the approach of the World Health Organization. Community Dent Oral Epidemiol. 2005;33(2):81-92.

Glick M, Williams DM, Kleinman DV, Vujicic M, Watt RG, Weyant RJ. A new definition for oral health developed by the FDI World Dental Federation opens the door to a universal definition of oral health. J Dent Res. 2012;91(9):878-83.

Kandelman D, Petersen PE, Ueda H. Oral health, quality of life, and ageing: current evidence and research needs. Community Dent Oral Epidemiol. 2008;36(2):123-32.

Peres MA, Macpherson LMD, Weyant RJ, Daly B, Venturelli R, Mathur MR, et al. Oral diseases: a global public health challenge. Lancet. 2019;394(10194):249-60. doi:10.1016/S0140-6736(19)31146-8

van der Maarel-Wierink CD, Vanobbergen JNO, Bronkhorst EM, Schols JMGA, Hildebrandt GH. Dental care use and barriers among nursing home residents: a systematic review. Spec Care Dentist. 2013;33(6):282-90.

Lamster IB, Mallonee S. Oral health in an aging population. J Am Geriatr Soc. 2018;66(1):13-20.

World Health Organization. World report on ageing and health. Geneva: World Health Organization; 2015.

World Health Organization. Global oral health status report: towards universal health coverage for oral health by 2030. Geneva: World Health Organization; 2022.

Tonetti MS, Jepsen S, Jin L, Otomo-Corgel J. Impact of the global burden of periodontal diseases on health, nutrition, and wellbeing of mankind: a call for global action. J Clin Periodontol. 2017;44(5):456-62.

Sheiham A. Oral health, general health and quality of life. Bull World Health Organ. 2005;83(9):644.

Yoshino M, Yoshino K, Maki K. Mobile dental services and ageing society: implementation and outcomes in Japan. J Oral Sci. 2020;62(1):1-7.

Kemmis S, McTaggart R. Participatory action research. In: Denzin NK, Lincoln YS, editors. The Sage handbook of qualitative research. 3rd ed. Thousand Oaks (CA): Sage Publications; 2005. p. 559-603.

Kline RB. Principles and practice of structural equation modeling. 4th ed. New York: Guilford Press; 2015.

World Health Organization. Guidelines for sample size determination in health studies. Geneva: World Health Organization; 1996.

Chan CCK, Wong AHM, Lo ECM, Chu CH. Theory-based behavioral interventions for improving oral health among older adults: a systematic review. Int J Environ Res Public Health. 2023;20(5):4123.

Kumari M, Bhat N, Singh A, et al. Community-based oral health promotion interventions among tribal populations: a participatory approach. BMC Oral Health. 2023;23:411.

Camplain C, Dong F, Perry R, et al. Community-based participatory research approaches to reduce oral health inequities among indigenous populations. Int J Equity Health. 2021;20(1):222.

สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สามเจริญพาณิชย์; 2560.

สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักทันตสาธารณสุข; 2561.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ. รายงานสุขภาพช่องปากในจังหวัดศรีสะเกษ รายงานทันตกรรม HDC. ศรีสะเกษ: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ; 2567.

สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล. รายงานสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุอำเภอราษีไศล รายงานทันตกรรม HDC. ศรีสะเกษ: สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล; 2568.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานสถิติแห่งชาติ; 2564.

ตันดากุล ช, หินตาว จ, พิทพรชัยกุล ว. การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงในชุมชนบ้านดอนสลาบ จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารการวิจัยชุมชนและการพัฒนาสังคม. 2565;16:193-206.

ยศพล น, เสียงบุญ อ. การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุและการเข้าถึงบริการทันตกรรม โรงพยาบาลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม. วารสารการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2565;2:32-45.

เธียรวิบูลย์ ส. การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากและการเฝ้าระวังสำหรับผู้สูงอายุในเครือข่ายชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ จังหวัดปทุมธานี. วารสารการพัฒนาระบบสุขภาพ. 2567;17:30-44.

ภักดีธนกุล ค, ศรีสุบัติ อ, เนาวรัตน์สุโพชน์ อ, นิพัทธ์สาตร์ พ, สมพีวงษ์ พ, วิชัยไทย ว. การพัฒนารูปแบบบริการทันตกรรมผู้สูงอายุที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย: ตัวอย่างเครือข่ายโรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารกรมการแพทย์. 2562;44:139-44.

พลอยไพลิน เอนกแสน. ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ. วารสารทันตาภิบาล. 2563;31(2):45-58.

วรรษชล ลุนาวัน, และคณะ. ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยประยุกต์ทฤษฎีการกำกับตนเองในผู้สูงอายุ. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา. 2563;15(1):77-89.

ภัสรา รัตนะ. การพัฒนาระบบบริการทันตกรรมใส่ฟันเทียมที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2565;31(2):282-288.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-02

รูปแบบการอ้างอิง

เวฬุวนารักษ์ ก. ว. ., บุตรสอน อ., & ประมวล พ. (2026). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดศรีสะเกษ . วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(2), 786–795. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296260