การพัฒนารูปแบบการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล โรงพยาบาลนาดูน
คำสำคัญ:
การเยี่ยมบ้านหลังคลอด, การมีส่วนร่วมของครอบครัวบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล โรงพยาบาลนาดูน เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นหญิงหลังคลอด จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะการดูแลตนเอง แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบประเมินความเครียด ST5 และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดครบตามเกณฑ์มีเพียงร้อยละ 58.4 สาเหตุสำคัญมาจากภาระงานบุคลากร ระยะทางห่างไกล ระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการไม่เป็นระบบเดียวกัน และขาดการมีส่วนร่วมของครอบครัว ปัญหาในมารดาหลังคลอด ได้แก่ แผลฝีเย็บแยกและติดเชื้อ น้ำนมไม่เพียงพอ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และการใช้สารเสพติด 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ NADUN Postpartum Home Visit Model ได้แก่ N–การประเมินแบบองค์รวมตามความต้องการรายบุคคล A–การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงรุกของครอบครัว D–แพลตฟอร์มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ U–การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ 4ส และ N–การเชื่อมโยงการดูแลต่อเนื่องระหว่างทีมสหวิชาชีพ 3) คะแนนความรู้การดูแลตนเองหลังคลอดหลังใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) มีทักษะการดูแลตนเอง ร้อยละ 86.23 มีภาวะความเครียดในระดับต่ำ การมีส่วนร่วมของครอบครัวอยู่ในระดับมาก (= 4.23, SD = 0.36) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.65, SD = 0.35)
เอกสารอ้างอิง
วิจิตรา กุสุมภ์, สุชาดา เกิดมงคลการ, รัชนี สรรเสริญ.(2563). การพยาบาลมารดาและทารก. พิมพ์ครั้งที่ 5. นครปฐม: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล; 2563.
World Health Organization.(2022). WHO recommendations on maternal and newborn care for a positive postnatal experience [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2022 [cited 2026 May 18]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/ 9789240045989
Katon W, Russo J, Lin EH, Schmittdiel J, Ciechanowski P, Ludman E, et al.(2010). Cost-effectiveness of a multicondition collaborative care intervention: a randomized controlled trial. Arch Gen Psychiatry. 2010;67(5):468-76.
Shields L, Zhou H, Pratt J, Taylor M, Hunter J, Pascoe E.(2012). Family-centred care for hospitalized children aged 0-12 years. Cochrane Database Syst Rev. 2012;10(10):CD004811.
อรพรรณ โตสิงห์, นุจรี ไชยมงคล, วรรณรัตน์ ลาวัง.(2563). ผลของการสนับสนุนจากครอบครัวต่อภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. วารสารพยาบาลศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2563;32(3):102-16.
นันทนา ธนะไชย, สุภาพร ใจการุณ, และพิชชาภา พันธุ์เพ็ง.(2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลหลังคลอดในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดเชียงราย. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 2565;45(3):12-24.
Dol J, Richardson B, Murphy GT, Aston M, McMillan D, Campbell-Yeo M.(2020). Impact of mobile health interventions during the perinatal period on maternal psychosocial outcomes: A systematic review. JBI Evid Synth. 2020;18(1):30-55.
ปิยะนุช ชูโต, วารุณี ฟองแก้ว, นุชนาถ แก้วมาตย์.(2564). ผลของการใช้แอปพลิเคชัน LINE ในการติดตามดูแลหญิงหลังคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจังหวัดขอนแก่น. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2564;39(2):55-66.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.(2565). รายงานสถานการณ์การดูแลอนามัยแม่และเด็กประเทศไทย ประจำปี 2565. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2565.
สุพัตรา อ่วมเจริญ, ลดาวัลย์ ประทีปชัยกูร, สุพร ดนัยดุษฎีกุล.(2564). ปัจจัยที่มีผลต่อการเยี่ยมบ้านหลังคลอดใน เขตชนบท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย. วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา. 2564;16(2):45-58.
โรงพยาบาลนาดูน.(2567). รายงานประจำปีแผนกสูติเวช โรงพยาบาลนาดูน 2566. มหาสารคาม: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม; 2567.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม.(2567). นโยบายด้านการสร้างสุขภาพด้วยกลไก 3อ 4ส มุ่งสู่มหาสารคามจังหวัดสุขภาพดี ปี 2568. มหาสารคาม: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม; 2567.
Kemmis S, McTaggart R.(1988). The action research planner. 3rd ed. Victoria: Deakin University Press; 1988.
Miller GE.(1990). The assessment of clinical skills/competence/performance. Acad Med. 1990;65(9):S63-7.
Shields L, Pratt J, Hunter J.(2006). Family centred care: A review of qualitative studies. J Clin Nurs. 2006;15(10):1317-23.
Cohen S, Wills TA.(1985). Stress, social support, and the buffering hypothesis. Psychol Bull. 1985;98(2):310-57.
บุญชม ศรีสะอาด.(2560). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น; 2560.
กรมสุขภาพจิต.(2564). แบบประเมินความเครียด (ST5) [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 1 เม.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: กรมสุขภาพจิต Mental Health Check In
Donabedian A.(1988). The quality of care: How can it be assessed? JAMA. 1988;260(12):1743-8.
มาลีวัล เลิศสาครศิริ, จุฬาภรณ์ โสตะ, ดาราวรรณ ต๊ะปินตา.(2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองหลังคลอดโดยบูรณาการครอบครัวต่ออัตราการกลับมารักษาซ้ำ และความพึงพอใจในการรับบริการ. วารสารพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. 2562;37(1):78-92.

