ผลของโปรแกรมสานพลังครอบครัวต่อการจัดการอาการรบกวนและความสุขสบายของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ในเขตอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
คำสำคัญ:
โปรแกรมสานพลังครอบครัว, ผู้ป่วยระยะสุดท้าย, ระดับความสะดวกสบาย, การจัดการอาการ, กล่องปันสุขบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) นี้เป็นแบบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมสานพลังครอบครัว (4Es) ต่อสมรรถนะการจัดการอาการรบกวนของผู้ดูแลและระดับความสุขสบายของผู้ป่วยระยะสุดท้าย กลุ่มตัวอย่างคือคู่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและผู้ดูแลหลักที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอราชสาส์น จำนวน 10 คู่ ซึ่งศึกษาจากประชากรทั้งหมดและเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมสานพลังครอบครัว (4Es) และนวัตกรรมกล่องปันสุข 2) แบบประเมินสมรรถนะการจัดการอาการ และ 3) แบบประเมินความสุขสบายของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคะแนนเฉลี่ยความสุขสบายสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.45 (SD = 0.52) เป็น 4.12 (SD = 0.48) ผู้ดูแลหลักร้อยละ 90.00 มีสมรรถนะในการจัดการอาการรบกวนของผู้ป่วยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80) โดยทักษะที่มีความสามารถสูงที่สุดคือการจัดการภาวะเหนื่อยหอบและการจัดท่า นวัตกรรมกล่องปันสุข ร่วมกับการติดตามผ่านระบบแอปพลิเคชัน LINE ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและลดความวิตกกังวลในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์. แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย; 2563.
นพวรรณ และคณะ. การพัฒนารูปแบบการพยาบาลแบบประคับประคองโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานในผู้ป่วยระยะสุดท้าย. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 2566;46(2):45-58.
สมชาย และคณะ. ประสิทธิผลของการเยี่ยมบ้านเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายชุมชนในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2567;42(1):12-25.
Worldwide Hospice Palliative Care Alliance (WHPCA). Global Atlas of Palliative Care. 3rd ed. London: WHPCA; 2024.
Ferrell BR, Coyle N. Oxford Textbook of Palliative Nursing. 5th ed. New York: Oxford University Press; 2020.
Smith J, et al. Effectiveness of home-based support programs for caregivers of terminal patients: A systematic review. Journal of Palliative Medicine. 2022;25(4):567-580.
จันทิมา และคณะ. การประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน. วารสารสภาการพยาบาล. 2565;37(3):89-102.
Kolcaba K. Comfort Theory and Practice: A Vision for Holistic Health Care and Research. New York: Springer Publishing Company; 2003.
นพวรรณ พงษ์ศิริ และคณะ. การพัฒนารูปแบบการพยาบาลแบบประคับประคองโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานในผู้ป่วยระยะสุดท้าย. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 2566;46(2):45-58.
สมชาย รัตนจารุ และคณะ. ประสิทธิผลของการเยี่ยมบ้านเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายชุมชนในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2567;42(1):12-25.
Worldwide Hospice Palliative Care Alliance. Global Atlas of Palliative Care. 3rd ed. London: WHPCA; 2024.
Ferrell BR, Coyle N. Oxford Textbook of Palliative Nursing. 5th ed. New York: Oxford University Press; 2020.
Smith J, et al. Effectiveness of home-based support programs for caregivers of terminal patients. Journal of Palliative Medicine. 2022;25(4):567-580.
จันทิมา พลอยแสง และคณะ. การประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน. วารสารสภาการพยาบาล. 2565;37(3):89-102.
Chen L, et al. Intensive home visit interventions and clinical outcomes in palliative care: A meta-analysis. International Journal of Nursing Studies. 2023;138:104412.
Kolcaba K. Comfort Theory and Practice: A Vision for Holistic Health Care and Research. New York: Springer Publishing Company; 2003.

