ผลของโปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเด็ก อายุแรกเกิด - 5 ปีที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า
คำสำคัญ:
โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการ, เด็กปฐมวัย, พัฒนาการล่าช้า, TEDA4I, ผู้ปกครองบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด–5 ปีที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอายุแรกเกิด–5 ปี และผู้ปกครอง/ผู้เลี้ยงดูเด็กที่มารับบริการ ณ คลินิกเด็กสุขภาพดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเลาเต่า ตำบลห้วยพระ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอดอนตูม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จำนวน 90 คน และมีกลุ่มตัวอย่างที่มีข้อมูลสมบูรณ์สำหรับการวิเคราะห์จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของเด็ก แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครอง/ผู้เลี้ยงดูเด็ก แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และแบบประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการซึ่งประเมินพัฒนาการเด็ก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเคลื่อนไหว ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม
ผลการวิจัยพบว่า เด็กส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.25 อายุ 1–2 ปีมากที่สุด ร้อยละ 37.50 ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.50 หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ปกครองมีระดับความรู้ดีมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.50 เป็นร้อยละ 55.00 และคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 3.09 ± 0.60 เป็น 4.21 ± 0.47 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) ด้านพัฒนาการเด็ก พบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมเด็กทั้งหมดมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 100 หลังได้รับโปรแกรม 30 วัน เด็กมีพัฒนาการกลับมาสมวัยร้อยละ 47.50
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2558). คู่มือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ: กรมสุขภาพจิต. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต.
กรมอนามัย. (2564). เอกสารรายงานผลโครงการสำรวจสถานการณ์พัฒนาการและพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวไทยครั้งที่ 7 พ.ศ. 2564. นนทบุรี.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2564). แนวทางการส่งเสริมคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสุขภาพ (4D) ตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ. จากhttps://nich.anamai.moph.go.th/webupload/9x45fd5e87a10707bad447547633b2d76d/tinymce/2564/Child_Standard/std_64_17.pdf
กิตติ กรรภิรมย์. (2560). การเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กกลุ่มอายุ 0-5 ปี เขตสุขภาพที่ 5 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.วารสารแพทย์เขต;36(4):305-316.
ศูนย์ความรู้นโยบาลเด็กและครอบครัว. (2565). ผลสำรวจความเห็นและทัศนคติของเด็กและเยาวชน. พฤษภาคม 2565.
ชนิตพล บุญยะวัตร. (2563). เล่นอย่างไรให้เหมาะกับวัย. จาก https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/knowledge-article/occupational/เล่นอย่างไรให้เหมาะกับวัย
ชรินทร์พร มะชะรา และคณะ. (2564). ความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของผู้ดูแลและพัฒนาการด้านภาษาของเด็กอายุ 2-5 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เขตเทศบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดอุดรธานี. วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 9.;15(38):574-587.
ทิพย์ภารัตน์ ไชยชนะแสง และคณะ. (2561). การมีส่วนร่วมของครอบครัวในการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ;41(1):95-104.
สุนันท์ทา พิลุน และวิศรุุดา ตีเมืองซ้าย. (2565). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 0–5 ปี ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 19(3), 207–218.
ฮาลาวาตี สนิทวี. (2563). รูปแบบการพัฒนากระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านพัฒนาการเด็ก อำเภอหนองจิกจังหวัดปัตตานี. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยทักษิณ;2(1):41-51.
อรุณศรี กัณวเศรษฐ และคณะ. (2561). ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาต่อความรู้และการรับรู้ความสามารถของผู้ดูแลเด็กวัยปฐมวัย. วชิรสารการพยาบาล;20(1):40-53.
Almalki, A., et al. (2024). Influence of early childhood education programmes on child development: A systematic review and meta-analysis. Children, 11.
Cuartas, J., et al. (2023). Family play, reading, and other stimulation and early childhood development in developing countries. Developmental Science, 26(3).
Kemmis, S., Mc Taggart, R. (2008). The Action Research Planner (5th ed.). Geelong. Australia: Deakin University.
World Health Organization. (2023). EARLY CHILDHOOD DEVELOPMENT AND DISABILITY: A DISCUSSION PAPER. WHO.

