ผลของโปรแกรมโภชนาการต่อความรู้และพฤติกรรมในผู้ป่วยที่ได้รับการขยายหลอดเลือด โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
คำสำคัญ:
โปรแกรมโภชนาการ, ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการขยายหลอดเลือดหัวใจ, ความรู้ด้านโภชนาการ, พฤติกรรมการบริโภคอาหาร, การส่งเสริมสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมโภชนาการต่อความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังได้รับการขยายหลอดเลือด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ จำนวน 35 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t - test
ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น โดยก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมาก ร้อยละ 68.57 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 97.14 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 18.43 ± 2.51 คะแนน เป็น 23.66 ± 1.08 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) สำหรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 77.14 และภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82.86 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นจาก 26.17 ± 2.64 คะแนน เป็น 31.83 ± 2.41 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001)
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์, กระทรวงสาธารณสุข. (2565). รายงานสถิติโรค 2564 (Statistical Report 2021). กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมการแพทย์.
ณัฐกานต์ ช่างเหล็ก, วาสนา นัยโพธิ์, & สุจินต์ จงใจรัก. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและค่าดัชนีมวลกายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 29(1), 35–47.
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคหลอดเลือดแดงแห่งประเทศไทย, & คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาโรคหัวใจ กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน พ.ศ. 2563 (Thai Acute Coronary Syndromes Guidelines 2020). กรุงเทพฯ: สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย.
สุวรรณา หาญสันเทียะ, นฤมล วิจิตร, & พัชรี ชูประยูร. (2562). ผลของโปรแกรมปรับพฤติกรรมด้านโภชนาการร่วมกับการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลในผู้ป่วยโรคหัวใจ. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 37(2), 65–76.
สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พ.ศ. 2564. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
หน่วยเวชระเบียนและสถิติ ฝ่ายวิชาการ โรงพยาบาลบ้านโป่ง. (2567). สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรงพยาบาลบ้านโป่ง ปีงบประมาณ 2565-2567. ราชบุรี: โรงพยาบาลบ้านโป่ง.
ยุภาณี แต้มเรืองอิทธิ์, มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์, สุปรียา ตันสกุล, นิรัตน์ อิมามี, และธรรมรัฐ ฉันทแดนสุวรรณ. (2560). โปรแกรมการรับรู้ความสามารถตนเองในการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ ณ สถาบันโรคทรวงอก ประเทศไทย. วารสารกรมการแพทย์, 42(5), 53–61.
วัชรินทร์ คำสา. (2564). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จังหวัดตาก [ปริญญานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อภิชาติ สุคนธรรพ์. (2563). Prevention of coronary artery disease. ใน อภิชาต สุคนธรรพ์ (บรรณาธิการ), Coronary artery disease (หน้า 1–35). เชียงใหม่: ทริคธิงค์.
Gillen, M. M., Heath, E. M., & Morgan, J. A. (2016). The effectiveness of audiovisual education versus verbal education alone for patients undergoing coronary procedures: A randomized controlled trial. Canadian Journal of Cardiovascular Nursing, 26(2), 10–17.
Pereira, L. M., Souza, G. C., & Santos, R. D. (2020). Nutrition education and follow-up improve lipid profile and weight control in patients after percutaneous coronary intervention. European Journal of Preventive Cardiology, 27(5), 487–495.
Sritara, P., Woodward, M., Wangsuphachart, S., & Cheepudomwit, S. (2018). Dietary patterns and cardiovascular risk after percutaneous coronary intervention: Evidence from a Thai cohort. Journal of The Medical Association of Thailand, 101(3), 289–29

