ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

ผู้แต่ง

  • คณาพร สื่อดวงจิต กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช

คำสำคัญ:

ภาวะสมองเสื่อม, ผู้สูงอายุ, การสูญเสียการมองเห็น, การออกกำลังกาย

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 354 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมด้วยสถิติถดถอยโลจิสติกส์พหุตัวแปร

      ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุในอำเภอเมืองลพบุรีมีความชุกของภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 8.5 เมื่อวิเคราะห์สถิติถดถอยโลจิสติกส์พหุตัวแปร พบปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) ระดับการศึกษา โดยผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมสูงที่สุดเป็น 3.35 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป (Adjusted OR= 3.35, 95%CI: 1.02–11.45, p = 0.046) 2) กลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงเป็น 2.91 เท่า ของกลุ่มอายุ 60–69 ปี (Adjusted OR= 2.91, 95%CI: 1.10–7.68, p = 0.031) 3) การออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหรือไม่ออกเลย มีความเสี่ยงเป็น 2.55 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Adjusted OR= 2.55, 95%CI: 1.01–6.64, p = 0.048) และ  4) การสูญเสียการมองเห็น มีความเสี่ยงเป็น 3.92 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการมองเห็นปกติ (Adjusted OR = 3.92, 95%CI: 1.81–9.66, p = 0.031)

      สรุป จากการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากปัจจัยทางชีวภาพและพื้นฐานอย่างอายุและระดับการศึกษาแล้ว ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่น การขาดการออกกำลังกายและการสูญเสียการมองเห็น ถือเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในชุมชน ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ควรกำหนดนโยบายเชิงรุกในการคัดกรองและฟื้นฟูระบบการมองเห็นของผู้สูงอายุ เช่น การผ่าตัดต้อกระจก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมโปรแกรมการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพ เพื่อชะลอและป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization.(2021). Global status report on the public health response to dementia. Geneva: World Health Organization; 2021.

Alzheimer's Association.(2023). 2023 Alzheimer's disease facts and figures. Alzheimers Dement. 2023;19(4):1598-695.

Alzheimer's Disease International.(2022). From plan to impact V: Who care wins - World Alzheimer Report 2022. London: Alzheimer's Disease International; 2022.

Livingston G, Huntley J, Sommerlad A, Ames D, Ballard C, Banerjee S, et al.(2020). Dementia prevention, intervention, and care: 2020 report of the Lancet Commission. Lancet. 2020;396(10248):413-46.

กรมกิจการผู้สูงอายุ.(2562). สถิติผู้สูงอายุประเทศไทย ประจำปี 2561. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; 2562.

HelpAge International East Asia/Pacific.(2019). Ageing in the twenty-first century: A celebration and a challenge - Thailand country report 2019. Chiang Mai: HelpAge International; 2019.

CityFacts.(2024). Lop Buri, Thailand: Population and demographics 2024 [Internet]. 2024 [cited 2026 Jun 17]. Available from: https://www.cityfacts.com/thailand/lop-buri/

Jitapunkul S, Chayovan N, Kua E.(2001). The prevalence of dementia among Thai elderly: A community-based study in Bangkok and central Thailand. Int J Geriatr Psychiatry. 2001;16(12):1145-52.

Doungkaew S, Taneepanichskul S.(2014)> Prevalence and factors associated with dementia among elderly in Samut Prakan Province, Thailand. J Health Res. 2014;28(5):315-21.

Thongwachira P, Sritanyarat W, Chonpathompikunlert P.(2017). Prevalence of dementia and its associated factors among older adults in Bang Phlat District, Bangkok. Journal of Nursing and Health Care. 2017;35(2):88-97.

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.(2557). รายงานการวิจัยความชุกของภาวะสมองเสื่อมและปัจจัยเสี่ยงในผู้สูงอายุเขตภาคเหนือตอนบน: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2557.

Sukchan P, Thaniwat S, Phetchan R.(2021). Factors associated with dementia among Thai elderly: A systematic review of community-based studies. Thai Journal of Public Health. 2021;51(3):245-58.

ศศินภา โตมงคล.(2569). ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ในคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลกระทุ่มแบน. วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3. 2569; 23(1): 100-15.

Livingston G, Sommerlad A, Orgeta V, Costafreda SG, Dias A, Fox NC, et al.(2024). Dementia prevention, intervention, and care: 2024 report of the Lancet Commission. Lancet. 2024;404(10452):543-98.

Nichols, E., et al.(2022). Estimation of the global prevalence of dementia in 2019 and 2050: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019. The Lancet Public Health. 2022;7(2):89-100.

แวววลี พลเยี่ยม.(2567). ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ. 2567;5(3):233-244.

ธัพญสรณ์ กองแก้ว, ณัฐกฤตา ศิริโสภณ.(2567). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุ เขตเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม. 2567; 18(3): 1031–1046.

Erickson KI, Voss MW, Prakash RS, Basak C, Szabo A, Chaddock L, et al.(2011). Exercise training increases size of hippocampus and improves memory. Proc Natl Acad Sci U S A. 2011;108(7):3017-22.

Lee AY, Gibbons LE, McCurry SM, Larson EB, Barrett-Connor E, et al.(2022). Association of cataract surgery with risk of developing dementia in older adults. JAMA Intern Med. 2022;182(2):13

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

สื่อดวงจิต ค. . (2026). ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี . วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(2), 1656–1666. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297517