การสลายตัวของวัสดุอินทรีย์ต่างชนิดกันต่อปริมาณการกระจายตัวของขนาดเม็ดดิน และการกักเก็บคาร์บอนในดินเค็มเนื้อทราย

ผู้แต่ง

  • ศกุนตลา สุภาสัย สาขาวิชาการสาธารณสุขชุมชน, คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยนครพนม, จังหวัดนครพนม ประเทศไทย 40002
  • วิทยา ตรีโลเกศ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40002
  • อรรณพ พุทธโส กลุ่มวางแผนการใช้ที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 (สพข.5) ขอนแก่น กรมพัฒนาที่ดิน
  • นันทิรา หงษ์ศรีสุวรรณ์ สาขาวิศวกรรมความปลอดภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยชินวัตร จังหวัดปทุมธานี 12160

คำสำคัญ:

วัสดุอินทรีย์, เม็ดดิน, เสถียรภาพเม็ดดิน, อินทรีย์คาร์บอน, การกักเก็บคาร์บอน, ดินเค็มเนื้อทราย

บทคัดย่อ

     การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้วัสดุอินทรีย์ต่างชนิดต่อการกระจายตัวของขนาดและเสถียรภาพของเม็ดดิน รวมถึงการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดินของดินเค็มเนื้อทราย ดำเนินการทดลองในพื้นที่นาดินเค็ม ชุดดินกุลาร้องไห้ (Typic Natraqualfs) บ้านงิ้วเก่า ตำบลโนนประดู่ อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) ประกอบด้วย 6 กรรมวิธี ได้แก่ ไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ ซากถั่วลิสง ใบหญ้าแฝก ฟางข้าว แกลบ และปุ๋ยคอก จำนวน 3 ซ้ำ โดยใส่วัสดุอินทรีย์ในอัตรา 1.6 ตันต่อไร่ และเก็บตัวอย่างดินหลังการทดลอง 52 สัปดาห์ วิเคราะห์การกระจายตัวของขนาดเม็ดดินด้วยวิธีการร่อนแบบเปียก (wet sieving) และวิเคราะห์อินทรีย์คาร์บอนในดินและเม็ดดินด้วยวิธี Walkley and Black จากนั้นวิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Least Significant Difference (LSD)

     ผลการศึกษาพบว่า การกระจายตัวของเม็ดดินขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตรมีค่า 1.85–4.25 กรัมต่อ 100 กรัมดิน ขนาด 0.25–2 มิลลิเมตรมีค่า 1.49–3.41 กรัมต่อ 100 กรัมดิน ขนาด 0.106–0.25 มิลลิเมตรมีค่า 28.71–31.23 กรัมต่อ 100 กรัมดิน และขนาดเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตรมีค่า 56.67–62.65 กรัมต่อ 100 กรัมดิน โดยการกระจายตัวของเม็ดดินแต่ละขนาดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ค่าเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของเม็ดดิน (Mean Weight Diameter; MWD) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการใส่ใบหญ้าแฝกให้ค่า MWD สูงสุด 0.314 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับดินที่ไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ซึ่งมีค่า 0.185 มิลลิเมตร สำหรับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดิน พบว่าปุ๋ยคอกมีค่าการสะสมสูงสุดในเม็ดดินขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.075 กรัมต่อกิโลกรัมดิน ขณะที่แกลบมีค่าการสะสมสูงสุดในเม็ดดินขนาด 0.25–2, 0.106–0.25 และเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.160, 0.111 และ 0.171 กรัมต่อกิโลกรัมดิน ตามลำดับ นอกจากนี้ อัตราส่วน C/N มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในอนุภาคดินขนาดเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตร (r = 0.6334, p < 0.05) ขณะที่อัตราส่วน Lignin/N มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดินขนาด 0.25–2 มิลลิเมตร (r = 0.6989, p < 0.05) และ 0.106–0.25 มิลลิเมตร (r = 0.6930, p < 0.05)

เอกสารอ้างอิง

อรรณพ พุทธโส. 2559. การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กลุ่มศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ทรัพยากรดิน กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ

ปัทมา วิตยากร วิทยา ตรีโลเกศ และชุลีมาศ บุญไทย อิวาย. 2554. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการจัดการเศษซากพืชในระบบทำฟาร์มเพื่อฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมแบะเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน. 211 หน้า.

ปัทมา วิตยากร. 2547ค. ความอุดมสมบูรณ์ของดินขั้นสูง. ภาควิชาทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 423 หน้า

พิมพันธ์ เจิมสวัสดิพงษ์. 2549. สมบัติและสภาวะทางฟิสิกส์ของดิน. ขอนแก่น: ภาควิชาปฐพีศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สุรเชษฎ์ อร่ามรักษ์. 2560. เสถียรภาพเม็ดดิน: การเกิด การพังทลาย และการประเมิน วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร ปีที่ 48 ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน.

กิตติมา ศิวอาทิตย์กุล. 2554. การสะสมคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ปลูกหญ้าแฝกบางพันธุ์ กรณีศึกษา: จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์. กรุงเทพฯ: กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน.

ศกุนตลา สุภาสัย, วิทยา ตรีโลเกศ และอรรณพ พุทธโส. 2566. การใส่วัสดุอินทรีย์ต่างชนิดกันต่อรูปแบบการสลายตัว กิจกรรมจุลินทรีย์ และสมบัติดินบางประการในพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากเกลือที่มีเนื้อดินหยาบ. วารสารแก่นเกษตร 51 ฉบับที่ 1: 187-209./doi:10.14456/kaj.2023.15.

กรมพัฒนาที่ดิน. 2553. คู่มือการปฏิบัติงานกระบวนการวิเคราะห์ตรวจสอบดินทางเคมี. กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

Gregorich, E.G., R.G. Kachanoski and R.P. Voroney. 1989. Carbon mineralization in soil size fractions after various amounts of aggregate disruption. Journal of Soil Science 40: 649-659.

Tisdall, J.M. and J.M. Oades. 1982. Organic matter and water stable aggregates in soil. Journal od Soil Science 33: 141-163.

Beare, M.H., M.L. Cabrera, P.F. Hendrix and D.C. Coleman. 1994. Aggregate-protected and unprotected organic matter pools in conventional – and no tillage soils. Soil Science Society of American Journal 58: 787-795.

Pulleman, M.M. and J.C.Y. Marinissen. 2001. Carbon mineralization as affected by natural aggregation in pasture versus arable soils, submitted.

Feller, C. and M.H. Beare. 1997. Physical control of soil organic matter dynamics in the tropics. Geoderma 79: 69-116.

Hassink, J. 1997. The capacity of soil to preserve organic C and N by their association with clay and silt particles. Plant and Soil 197: 77-87.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-30

รูปแบบการอ้างอิง

สุภาสัย ศ., ตรีโลเกศ ว., พุทธโส อ., & หงษ์ศรีสุวรรณ์ น. (2026). การสลายตัวของวัสดุอินทรีย์ต่างชนิดกันต่อปริมาณการกระจายตัวของขนาดเม็ดดิน และการกักเก็บคาร์บอนในดินเค็มเนื้อทราย. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(3), 958–966. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299995