ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร

ผู้แต่ง

  • วราภรณ์ ยืนยั่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร

คำสำคัญ:

โรคต้อกระจก, การผ่าตัดต้อกระจก, การวางแผนจำหน่าย, การวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก

บทคัดย่อ

     การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม (Orem, K M., 2001) ในการกำหนดโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจกตามรูปแบบ D-METHOD มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่เข้ารับการรักษาในหอหอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร จำนวน 35 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจกในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบประเมินความพึงพอใจในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร สื่อวีดีทัศน์ “โรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก” และคู่มือโรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาหาความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ chai-square และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05.

     ผลการศึกษา : พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจกในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) พฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความพึงพอใจในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

เอกสารอ้างอิง

International Agency for the Prevention of Blindness [IAPB]. (2011). New World Health Organization estimates reveal downward trends in blindness and visual impairment worldwide. Retrieved November15, 2016, from https://www.cbm.org/article/downloads/ 69560/WHO_Data_PressRelease_Feb11.pdf.

Geoffrey, T., Michael, C., & Ladan, E. (2008). Cataract surgery for the developing world. Current Opinion in Ophthalmology, 19(1): 55-9.

สุมาลินี ชุ่มชื่น. (2566ข). การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ของพยาบาลต่อความรู้ในการปฏิบัติตนในผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลพระอาจารย์ฟั่นอาจาโร. [รายงานการวิจัย]. โรงพยาบาลพระอาจารย์ฟั่นอาจาโร.

Ocampo, V.V. & Foster, C.S. (2002). Cataract Senile. วันที่ค้นข้อมูล 20 มีนาคม 2564 เข้าถึงได้ จาก http://www.emecicine com.

จารุวรรณ ชาติทอง, ประเสริฐ ประสมรักษ์. (2561). ผลของรูปแบบการคัดกรองสายตา ในชุมชนด้วย แนวคิดในการป้องกันตาบอดจากโรคต้อกระจก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร. วารสารโรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 2561; 3(3),10-8.

American Academic Ophthalmology [AAO]. (2011). Preferred practice pattern guideline: Cataract in the adult eye. Retrieved form http://www.aao.org/ppp.

Richter GM1, Torres M, Choudhury F, Azen SP, Varma R. (2012). Los Angeles Latino Eye Study Group. Risk factors for cortical, nuclear, posterior subcap sular, and mixed lens opacities: the Los Angeles Latino Eye Study. Ophthalmology; 119(3): 547-54.

Rim TH, Kim MH, Kim WC, Kim TI, Kim EK. (2014). Cataract subtype risk factors iden tified from the Korea National Health and Nutrition Examination survey 2008-2010. BMC Ophthalmol, 2014; 14: 4.

ดิเรก ผาติกุลศิลา. (2561). ต้อกระจก (Cataract). ใน สมสงวน อัษญคุณ (บรรณาธิการ), โรคตาที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). เชียงใหม่: บริษัท วิทอินดีไซด์ จำกัด. 2561.

งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ. (2561). โรคของแก้วตา (Disease of the Lens). ใน วิศนี ตันติเสวี (บรรณาธิการ), ตำราจักษุวิทยา. กรุงเทพฯ: บริษัท พิมพ์ดี จำกัด. 2561.

อังคนา อัศวบุญญาเดช. ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย. และวริศนันท์ ปุรณะวิทย. (2565). ผลการสอนสุขศึกษาโดยใช้สื่อวีดีทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกให้กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก. วารสารบูรพาเวชสาร, 2565; 9(1): 13-27

ลักษณาพร กรุงไกรเพชร.(2561). ต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน. บูรพาเวชสาร, 2561; 5(1): 95 -103.

อาภรณ์ พื้นดี. (2562). ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลแพร่. [รายงานการวิจัย]. โรงพยาบาลแพร่.

Nordmark, S., Zingmark, K., & Lindberg, I. (2016). Process evaluation of discharge planning implementation in healthcare using normalization process theory. BMC medical informatics and decision making, 16, 48. https://doi.org/10.1186/s12911-016-0285-4.

Abdulfattah, D., & Mushcab, H. (2 0 1 7 ) . Nurse-led Discharge in Saudi Arabia: A Thematic Investigation of the Literature. EC Nutrition, 9(4), 188-195.

วาสนา กัณหา. (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามกระบวนการวางแผนจำหน่ายของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่. (รายงานการวิจัย). เชียงใหม่: โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่.

บานเย็น ไชยรินทร์. (2560). การพัฒนาคุณภาพการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เพ็ญศรี ปัญโญ และคณะ. (2566). ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่นในการให้ความรู้ต่อความรู้และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อกระจก ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจักษุโสตศอนาสิก โรงพยาบาลแพร่. Phrae medical Journal and Clinical Sciences. 31(2) 1-16.

Orem, K. M. (2001). Nursing: Concepts of practice. (6th ed.). Louis: Mosby.

เพ็ญลักษณ์ ธรรมแสง. (2566). ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลน้ำพอง. [รายงานการวิจัย]. โรงพยาบาลน้ำพอง.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-30

รูปแบบการอ้างอิง

ยืนยั่ง ว. (2026). ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 11(3), 818–827. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300416