การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีโดยสถานีสุขภาพดิจิทัลชุมชน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, สถานีสุขภาพดิจิทัลชุมชน, การดูแลตนเอง, การกำกับตนเอง, พฤติกรรมสุขภาพ, FBS, HbA1cบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้สถานีสุขภาพดิจิทัลชุมชน และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลต่อความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การกำกับตนเอง การดูแลตนเอง พฤติกรรมสุขภาพ และระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ FBS และ HbA1c การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบการดูแล และการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem’s Self-Care Theory) และทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี จำนวน 100 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 50 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ Paired t –test และ Independent t-test
ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการได้รับรูปแบบการดูแล กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 8.06 คะแนน เป็น 10.58 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 2.52 คะแนน คะแนนเฉลี่ยการกำกับตนเองเพิ่มขึ้นจาก 38.40 คะแนน เป็น 50.14 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 11.74 คะแนน คะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 30.02 คะแนน เป็น 39.80 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 9.78 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 28.90 คะแนน เป็น 39.04 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 10.14 คะแนน โดยทุกด้านแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การกำกับตนเอง การดูแลตนเอง และพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า ค่า FBS ของกลุ่มทดลองลดลงจาก 144.98 มก./ดล. เป็น 125.72 มก./ดล. และค่า HbA1c ลดลงจาก 7.34% เป็น 6.63% โดยแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่า FBS เฉลี่ย 125.72 มก./ดล. และกลุ่มควบคุม 137.74 มก./ดล. มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง -12.02 มก./ดล. ส่วนค่า HbA1c กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย 6.63% และกลุ่มควบคุม 7.28% มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง -0.65% โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.98, SD=0.08)
เอกสารอ้างอิง
International Diabetes Federation. IDF diabetes atlas. 10th ed. Brussels: International Diabetes Federation; 2021.
World Health Organization. Diabetes [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2024 [cited 2026 Sep 13]. Available from: WHO Diabetes Fact Sheet
กระทรวงสาธารณสุข. ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC): ข้อมูลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประเทศไทย พ.ศ. 2565–2568 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2568 [เข้าถึงเมื่อ 13 ก.ย. 2569].
Aekplakorn W, editor. The 6th Thailand National Health Examination Survey 2019–2020. Nonthaburi: Health Systems Research Institute; 2021.
International Diabetes Federation. Diabetes and kidney disease [Internet]. Brussels: International Diabetes Federation; 2023 [cited 2026 Sep 13]. Available from: IDF Diabetes and Kidney Disease Report
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว. ข้อมูลผู้ป่วยโรคเบาหวานจากระบบ Health Data Center จังหวัดสระแก้ว พ.ศ. 2565–2568. สระแก้ว: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว; 2568.
American Diabetes Association Professional Practice Committee. Facilitating positive health behaviors and well-being to improve health outcomes: Standards of Care in Diabetes—2024. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S77-S110.
กระทรวงสาธารณสุข. นโยบายและทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2568.
Orem DE. Nursing: concepts of practice. 6th ed. St. Louis: Mosby; 2001.
Rosenstock IM, Strecher VJ, Becker MH. Social learning theory and the Health Belief Model. Health Educ Q. 1988;15(2):175-183
Polsook R, Aungsuroch Y, Thontham A. The effect of self-management intervention among type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. Worldviews Evid Based Nurs. 2024;21(1):59-67. doi:10.1111/wvn.12688.
Norris SL, Engelgau MM, Narayan KMV. Effectiveness of self-management training in type 2 diabetes: a systematic review of randomized controlled trials. Diabetes Care. 2001;24(3):561-587. doi:10.2337/diacare.24.3.561.
Cui M, Wu X, Mao J, Wang X, Nie M. T2DM self-management via smartphone applications: a systematic review and meta-analysis. PLoS One. 2016;11(11):e0166718. doi:10.1371/journal.pone.0166718.
Hou C, Carter B, Hewitt J, Francisa T, Mayor S. Do mobile phone applications improve glycemic control (HbA1c) in the self-management of diabetes? A systematic review, meta-analysis, and GRADE of 14 randomized trials. Diabetes Care. 2016;39(11):2089-2095. doi:10.2337/dc16-0346.
Versluis A, Boels AM, Huijden MCG, Mijnsbergen MD, Rutten GEHM, Vos RC. Diabetes self-management education and support delivered by mobile health (mHealth) interventions for adults with type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. Diabet Med. 2025;42(5):e70002. doi:10.1111/dme.70002.
Orem DE. Nursing: concepts of practice. 6th ed. St. Louis (MO): Mosby; 2001.
Rosenstock IM. Historical origins of the health belief model. Health Educ Monogr.1974;2(4):328-335. doi:10.1177/109019817400200403.

