การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงพยาบาลยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
การจัดการตนเอง, โรคหลอดเลือดสมอง, วาร์ฟาริน, การมีส่วนร่วมของครอบครัวบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองและประเมินผลรูปแบบฯดำเนินการวิจัยเดือนกรกฎาคม 2566-กันยายน พ.ศ.2567 โดยประยุกต์กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ ร่วมกับแนวคิดการจัดการตนเองของ Creer และแนวคิดการสนับสนุนการจัดการตนเองของ Glasgow ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพและบุคลากรเครือข่าย 25 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับยาวาร์ฟาริน 40 ราย และผู้ดูแลหลักหรือสมาชิกครอบครัว 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเอง แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อน แบบประเมินความพึงพอใจและแนวคำถามสัมภาษณ์/สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินผู้ป่วยและครอบครัวรายบุคคล 2) การเสริมสร้างความรู้และทักษะการจัดการตนเอง 3) การกำหนดเป้าหมายและแผนการดูแลร่วมกัน 4) การสนับสนุนการตัดสินใจและการลงมือปฏิบัติ 5) การเฝ้าระวังความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน และ 6) การติดตาม ประเมินผล และประสานการดูแลต่อเนื่อง ภายหลังใช้รูปแบบ ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มจาก 28.60 ± 4.52 เป็น 38.75 ± 3.08 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) คะแนนการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพิ่มจาก 30.15 ± 4.20 เป็น 42.20 ± 3.12 คะแนน สัดส่วนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มจากร้อยละ 55.00 เป็นร้อยละ 80.00 ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาเพิ่มจากร้อยละ 77.50 เป็นร้อยละ 95.00 และการมาตรวจตามนัดเพิ่มจากร้อยละ 85.00 เป็นร้อยละ 97.50 และภาวะแทรกซ้อนจากยาวาร์ฟารินลดจากร้อยละ 30.00 เหลือร้อยละ 7.50 ผู้ป่วยและครอบครัวมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.46 ± 0.40 และ 4.50 ± 0.36 คะแนน ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
GBD 2021 Stroke Risk Factor Collaborators. Global, regional, and national burden of
stroke and its risk factors, 1990–2021: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Neurol. 2024;23(10):973–1003. doi:10.1016/S1474-4422(24)00369-7.
อรชร สุนทรารักษ์ (2566). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินแบบสหวิชาชีพ โดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับการจัดการรายกรณี โรงพยาบาลนาหว้า จังหวัดนครพนม. วารสารการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนครพนม, 1(2), 63–73.
ศิรินาฎ เนืองนอง และคณะ (2567). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน ในโรงพยาบาลนาแก จังหวัดนครพนม. วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม, 9(3), 30–39.
Creer TL. Self-management of chronic illness. In: Boekaerts M, Pintrich PR, Zeidner M, editors. Handbook of Self-Regulation. San Diego, CA: Academic Press; 2000. p. 601–629.
Glasgow RE, Emont S, Miller DC. Assessing delivery of the five ‘As’ for patient-centered counseling. Health Promot Int. 2006;21(3):245–255. doi:10.1093/heapro/dal017.
Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Victoria: Deakin University Press; 1988.
วิสิษฐ์ วิจิตรโกสุม (2566). การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ปัจจัยทำนายเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ผลการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน จังหวัดอุดรธานี. วารสารโรงพยาบาลนครพนม, 10(3), e267772.
Yıldırım, J. G., & Bayık Temel, A. (2020). The effect of nurse home-support program on self-management of patients receiving oral anticoagulation (warfarin) therapy. Florence Nightingale Journal of Nursing, 28(1), 13–22. https://doi.org/10.5152/FNJN.2020.19020.
Sakunrag, I., Danwilai, K., Dilokthornsakul, P., Chaiyakunapruk, N., & Dhippayom, T. (2020). Clinical outcomes of telephone service for patients on warfarin: A systematic review and meta-analysis. Telemedicine and e-Health, 26(12), 1507–1521. https://doi.org/10.1089/tmj.2019.0268

