https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/issue/feed
วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-04-05T14:37:31+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นพ.สุรเชษฐ์ ภูลวรรณ
lampan221@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>Journal of Environmental Education Medical and Health</strong><br /><strong>วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ<br />Print ISSN: 3027-8678<br />Online ISSN: 3027-866X</strong></p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291492
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ในตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
2026-01-16T14:19:59+07:00
ศิริประภา ชูทอง
milk_4diamond@hotmail.com
วรางคณา จันทร์คง
milk_4diamond@hotmail.com
กิระพล กาละดี
milk_4diamond@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม (2) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และ (3) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร จำนวน 811 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 184 คน ได้มาจากการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างสำหรับการประมาณค่าเฉลี่ยของประชากร กรณีทราบขนาดประชากร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่มีค่าความตรงของเนื้อหา มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72 โดยข้อคำถามความรู้ได้ค่า KR 20 เท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง 58.29 ปี ระดับการศึกษาสูงสุด ส่วนใหญ่จบประถมศึกษา อาชีพหลักส่วนใหญ่คือ ไม่ได้ทำงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่ คือ ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานเฉลี่ย ร้อยละ 8.81 ปี มีระดับความรู้อยู่ในระดับสูง ความเชื่ออยู่ในระดับปานกลาง การเข้าถึงบริการการดูแลสุขภาพช่องปาก อยู่ในระดับปานกลาง แรงสนับสนุนทางสังคม อยู่ในระดับสูง (2) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง และ (3) แรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู้อุปสรรคของการดูแลสุขภาพช่องปากและอายุ ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ได้ร้อยละ 47.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293369
การพัฒนารูปแบบการบริหารการเงินการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลซำสูง อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น
2026-03-15T09:12:52+07:00
ริญดา ธราลักษมี
wuttisakboon@hotmail.com
วรพจน์ พรหมสัตยพรต
wuttisakboon@hotmail.com
เทอดศักดิ์ พรหมอารักษ์
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการบริหารการเงินการคลังอย่างมีประสิทธิภาพของโรงพยาบาลซำสูง อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการงบประมาณและทรัพยากรทางการเงินให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 36 คน และกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินการคลัง จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 48 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการวิจัยเชิงผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาสถานการณ์การเงินการคลังของโรงพยาบาลซำสูงก่อนพัฒนารูปแบบ พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลก่อนการพัฒนา ซึ่งอาจรวมถึงการจัดการงบประมาณที่ไม่ดีพอ, การบริหารต้นทุนที่สูงเกินไป, การพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว, และความต้องการในการปรับปรุงกระบวนการบริหารการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผลการพัฒนารูปแบบประกอบด้วย ทั้งหมด 3 กิจกรรม ประกอบด้วย (1) A1 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การจัดเก็บรายได้มีความถูกต้องและครบถ้วนมากขึ้น (2) A2 การประชุมเชิงปฏิบัติการวางแผนควบคุมรายได้ค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามแผน Planfin ผลลัพธ์ที่ได้ คือ โรงพยาบาลสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ได้ ร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (3) A3 ประชุมเชิงปฏิบัติการอบรมบุคลากรด้านพัสดุการเงินการคลัง ผลลัพธ์ที่ได้ คือ บุคลากรมีทักษะและความเข้าใจด้านพัสดุและการเงินเพิ่มขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานประจำได้ กิจกรรม A1–A3 สามารถสร้างความก้าวหน้าในหลายมิติ ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนารูปแบบการบริหารการเงินการคลังได้แก่ (1) การสนับสนุนจากผู้บริหารและคณะกรรมการ CFO (2) การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ (3) ระบบข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ และ (4) การนิเทศติดตามอย่างสม่ำเสมอ ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293370
การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยกระบวนการ จัดการความรู้ผ่านค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
2026-03-15T09:16:26+07:00
นฤมล หลักรัตน์
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการ พัฒนารูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ และประเมินผลของรูปแบบค่ายที่พัฒนาขึ้นต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย แบ่งการดำเนินการเป็น ระยะศึกษาบริบท พฤติกรรมการดูแลตนเอง ความเครียด และความต้องการของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 399 คน ระยะพัฒนาและประเมินรูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยกระบวนการจัดการความรู้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน และระยะประเมินประสิทธิผลของรูปแบบค่าย โดยเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติทดสอบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคไตและพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และมีความเครียดในระดับปานกลางถึงสูง รูปแบบค่ายที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในระดับมากถึงมากที่สุด หลังเข้าร่วมค่าย ผู้ป่วยมีความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่า eGFR ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293372
การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยอายุ 3–5 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการ ในชุมชนให้เข้าถึงบริการในรูปแบบค่ายส่งเสริมพัฒนาการ โรงพยาบาลเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
2026-03-15T09:23:27+07:00
นฤมล หลักรัตน์
jurirat3445@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยกลุ่มเสี่ยงในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการ จำนวน 50 คน และผู้ปกครอง ดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสถานการณ์และความต้องการ 2) การพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ และ 3) การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบคัดกรองพัฒนาการ แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบประเมินผลลัพธ์ด้านพัฒนาการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความเสี่ยงด้านพัฒนาการอย่างน้อย 1 ด้าน โดยด้านที่พบความเสี่ยงมากที่สุดคือด้านภาษาและการสื่อสาร ในขณะที่ผู้ปกครองประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่อง จึงมีความต้องการรูปแบบบริการเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยอายุ 3–5 ปี ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้านพัฒนาการในชุมชน ประกอบด้วย (1) การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การบริการเชิงรุก: เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงบริการส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างต่อเนื่อง รูปแบบบริการจึงต้องมุ่งเน้นการเข้าหาผู้รับบริการมากกว่าการตั้งรับในสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว (2) การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสถาบันครอบครัว: รูปแบบบริการจำเป็นต้องถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของครอบครัว เพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ดูแลสามารถบูรณาการการส่งเสริมพัฒนาการเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ(3) การมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญ: โดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากที่สุด พร้อมทั้งครอบคลุมไปถึงการพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของพัฒนาการในทุกมิติ และ 3)ค่ายส่งเสริมพัฒนาการช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านภาษาและการสื่อสาร รวมถึงด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ ขณะเดียวกันผู้ปกครองมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291289
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนเทศบาล ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-01-13T08:46:45+07:00
ธิดาพร คำภักดี
tichadell@gmail.com
ธันวา ใจเที่ยง
tichadell@gmail.com
จุฑามาศ เจียมสาธิต
tichadell@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบทของครัวเรือนในการจัดการขยะ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะในครัวเรือน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ประชากรคือ ประชาชน ในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยในเชิงสำรวจ (Survey Research) อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จำนวน 294 ครัวเรือน จากประชากร จำนวน 2,195 ครัวเรือน และทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.804 - 0.902 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ สหสัมพันธ์ โดยเลือกใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.70 เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 35 – 48 ปี (ร้อยละ 42.51) อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 50.68 ระดับการศึกษาสูงสุด ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (ร้อยละ 49.30) ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ 35 – 48 ปี (ร้อยละ 42.52) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่เกิน 10,000 บาท (ร้อยละ 85.03) จำนวนสมาชิกในครัวเรือน 4 คน (ร้อยละ 42.86) ด้านปัจจัยความรู้ในการกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 67.69) ด้านการมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะมูลฝอยอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 74.83) ด้านทัศนคติอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 94.56) และด้านการรับรู้ข่าวสารรในการจัดการขยะมูลฝอยรับรู้ข่าวสารเป็นประจำ (ร้อนละ 79.93) พฤติกรรมการการกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ในระดับปฏิบัติเป็นประจำ (ร้อยละ 91.50) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกำจัดขยะมูลฝอยเพศมีนัยสำคัญทางสถิติ (x<sup>2</sup> = 1.89, p = 0.04) อายุมีนัยสำคัญทางสถิติ (x<sup>2</sup> = 5.87, p = 0.01) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับความรู้อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.857, p = 0.021) ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมและการกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ในระดับสูงมาก (r= 1.00 , p = 0.005) ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมการกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ในระดับสูงมาก (r = 1.000, p = 0.001) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสารและพฤติกรรมการกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ในระดับสูงมาก (r = 1.000, p = 0.002)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291300
การเปรียบเทียบระดับความเข้าใจและการปฏิบัติด้านพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของพยาบาลในโรงพยาบาลปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ
2026-01-13T08:53:47+07:00
สุคลธร สุวรรณรังรอง
sukhonthonjira@gmail.com
ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง
sukhonthonjira@gmail.com
ศุภชัย ศุภลักษณ์นารี
sukhonthonjira@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ตลอดจนประเมินระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการจัดเก็บและจัดการพยาน รวมถึงเสนอแนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับต่างๆในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (t-test, ANOVA)ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31–35 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี และดำรงตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โดยส่วนใหญ่ไม่เคยเข้ารับการอบรมด้านนิติวิทยาศาสตร์มาก่อน ทั้งนี้ คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้และด้านบทบาทอยู่ในระดับสูงมาก (Mean = 4.83–4.92, SD = 0.33–0.36) การทดสอบความแตกต่างของคะแนนตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291309
รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาวัยรุ่นหลังคลอด
2026-01-13T08:59:05+07:00
วิไลลักษณ์ ไชยมงคล
punnathut.b@nrru.ac.th
ธีรวัฒน์ พงศ์ภาณุพัฒน์
punnathut.b@nrru.ac.th
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและนำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในมารดาวัยรุ่นหลังคลอด ให้สอดคล้องกับบริบทระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิของประเทศไทย การดำเนินการวิจัยอาศัยการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการทบทวนวรรณกรรม งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจของ Gibson และแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมของ House ร่วมกับการศึกษาสถานการณ์จริงจากมารดาวัยรุ่นหลังคลอดและบุคลากรสุขภาพในพื้นที่ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเป็นหลัก</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า มารดาวัยรุ่นหลังคลอดเผชิญข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ และความเชื่อมั่นในบทบาทมารดา โดยเฉพาะในระยะหลังคลอดช่วงแรก ส่งผลต่อการเริ่มต้นและการคงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ ได้แก่ การสนับสนุนจากครอบครัวและบุคลากรสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอารมณ์ ข้อมูลข่าวสาร และการช่วยเหลือเชิงปฏิบัติ จากการสังเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2) การเสริมสร้างความเชื่อมั่นและศักยภาพในการตัดสินใจของมารดาวัยรุ่น 3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเครือข่ายสนับสนุน และ 4) การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากระบบบริการสุขภาพและชุมชน ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความครอบคลุม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับดีถึงดีมาก โดยเฉพาะความสอดคล้องกับบทบาทของพยาบาลและระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291387
ประสิทธิผลของของการใช้แนวปฏิบัติในการดูแลหญิงที่มีภาวะโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลวาปีปทุม
2026-01-16T14:08:38+07:00
วัศพล ทองสมบูรณ์
wassapol.tg@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยเปรียบเทียบแนวปฏิบัติรูปแบบเดิมกับแนวปฏิบัติรูปแบบใหม่ และศึกษาความสัมพันธ์ของแนวปฏิบัติดังกล่าวกับภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเหตุไปหาผล (retrospective cohort study) โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด จากระบบ HosXP ของโรงพยาบาลวาปีปทุม ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติรูปแบบเดิม 38 ราย และแนวปฏิบัติรูปแบบใหม่ 42 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Stata version 17.0 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติรูปแบบใหม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 83.3 และ 52.6 ตามลำดับ, p = 0.003) และลดภาวะแทรกซ้อนของทารกอย่างมีนัยสำคัญ (RR = 0.72, 95%CI: 0.55–0.94, p = 0.016)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291430
ประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (CBTx) ต่อการป้องกัน การกลับไปเสพซ้ำ ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
2026-02-05T10:59:57+07:00
ทัศนีย์ ตรีรัตนนุกูล
dungmamee@gmail.com
ดวงมณี วิยะทัศน์
dungmamee@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Treatment and Rehabilitation: CBTx) ต่อความพร้อมและแนวโน้มในการเลิกเสพสารเสพติด การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการเสพซ้ำ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 68 คน คัดเลือกแบบเจาะจง การวิจัยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง ดำเนินการระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2568 – มีนาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สารเสพติด แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบวัดแรงสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired-sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรม CBTx กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพร้อมในการเลิกเสพสารเสพติด การรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291431
ประสิทธิผลของโปรแกรมการวางแผนอาหารแบบยืดหยุ่น (Flexible Meal Planning) ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแหน
2026-02-05T10:49:51+07:00
ทิพวรรณ นิยมสุข
dungmamee@gmail.com
ดวงมณี วิยะทัศน์
dungmamee@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการวางแผนอาหารแบบยืดหยุ่นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) ดำเนินการระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2568 – มีนาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแหน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี HbA1c > 7-10% จำนวน 60 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง โปรแกรมประกอบด้วย 4 กิจกรรมกลุ่มย่อยในเดือนแรก เน้นการสอนนับคาร์โบไฮเดรตด้วยมือและกฎ 80/20 ตามด้วยการติดตามรายบุคคลผ่านไลน์กลุ่มเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เก็บข้อมูล HbA1c หลัง 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย Paired samples t-test.</p> <p> ผลการวิจัยพบ ค่าเฉลี่ย HbA1c ของกลุ่มตัวอย่างลดลงจาก 8.6% (SD=0.9) ก่อนโปรแกรม เหลือ 7.5% (SD=0.7) หลังโปรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีผลต่างเฉลี่ยที่ลดลง 1.1% </p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291455
ประสิทธิภาพของทักษะการโค้ชสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลนาโพธิ์
2026-02-01T14:51:25+07:00
เวฬุวัน อินทอง
naphohospital@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการทำงานเป็นทีมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรภายหลังการใช้โปรแกรมการโค้ชตามแนวคิด GROW Model ในโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามการทำงานเป็นทีม แบบประเมินวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กร และแนวคำถามสะท้อนคิด โดยดำเนินโปรแกรมการโค้ชตาม GROW Model เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้โปรแกรมการโค้ชตาม GROW Model กลุ่มตัวอย่างมีระดับการทำงานเป็นทีมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรทั้งโดยรวมและรายด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการโค้ชช่วยส่งเสริมการสื่อสาร ความร่วมมือ การสะท้อนคิด และการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงภายในองค์กร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291482
การเปรียบเทียบความผิดปกติของรูปร่างเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ Dysmorphic ด้วยเครื่องตรวจปัสสาวะอัตโนมัติรุ่น UriSed 3 Pro กับวิธีมาตรฐานที่ตรวจ ด้วยกล้องจุลทรรศน์
2026-01-30T15:04:30+07:00
แสงดาว จงสุข
mol_mt@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้ตัวอย่างปัสสาวะจำนวน 143 ตัวอย่าง จากผู้ป่วยที่ส่งตรวจ ณ ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ตัวอย่างทั้งหมดได้รับการตรวจด้วยเครื่อง UriSed 3 Pro และตรวจยืนยันด้วย manual microscopy วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสอดคล้องด้วยค่า Kappa coefficient การเปรียบเทียบความแตกต่างด้วย paired sample t-test และประเมินสมรรถนะของการตรวจด้วย ROC curve</p> <p> พบว่าเครื่อง UriSed 3 Pro ให้ผลบวกของ DRBC ร้อยละ 70.63 ขณะที่ manual microscopy ให้ผลบวกร้อยละ 69.23 ค่า Kappa coefficient เท่ากับ 0.63 แสดงถึงความสอดคล้องในระดับดี ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) เครื่อง UriSed 3 Pro มีค่า sensitivity มากกว่าร้อยละ 80 และค่า specificity อยู่ในระดับปานกลาง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291491
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของพนักงานให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอย สังกัดเทศบาลเมืองท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
2026-01-15T10:30:39+07:00
จิดาภา พรมโลก
jidapa.promlok13@gmail.com
วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี
Vatcharaporn.2558.ch@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey Research by Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน ปัจจัยด้านความเหนื่อยล้า ประสิทธิผลการปฏิบัติงาน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของพนักงานให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอย สังกัดเทศบาลเมืองท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ประชากรที่ศึกษาพนักงานให้บริการจัดเก็บขยะมูล สังกัดเทศบาลเมืองท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 144 คน เลือกแบบเจาะจงจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Chi-Square สถิติ Fisher’s Exact Test และสถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน (Spearman's Rank Correlation Coefficient)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยปัจจัยด้านการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (µ = 2.92 α = 1.17) ขณะที่ปัจจัยด้านความเหนื่อยล้า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 41.00 และปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ จำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์ จำนวนชั่วโมงทำงานต่อวัน ประสบการณ์ทำงานและพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านการปฏิบัติงานรวมถึงปัจจัยด้านความเหนื่อยล้าความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291528
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะปากแห้งของผู้สูงอายุในประเทศไทย
2026-01-21T10:03:49+07:00
วาสินี เกียรติอดิศร
wasinee.k@anamai.mail.go.th
พิมพ์พิสุทธิ์ สะตะ
wasinee.k@anamai.mail.go.th
นพวรรณ โพชนุกูล
wasinee.k@anamai.mail.go.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะปากแห้งในผู้สูงอายุไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 9 พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุอายุ 60–74 ปี จำนวน 5,842 คน จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้น และการวิเคราะห์โมเดลเส้นทาง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 11–25 ของผู้สูงอายุมีภาวะปากแห้งที่อยู่ในระดับต่ำ จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ พบว่าเพศหญิงจะมีภาวะปากแห้งสูงกว่าเพศชาย (OR=1.640, <em>p</em>=.006) และมีปัจจัยอื่นๆที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในระยะยาว (<em>p</em> < .05) รวมถึงภาวะปากแห้งมีความสัมพันธ์กับปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันสึก ฟันผุที่รากฟัน ค่าดัชนีสภาพเหงือก (Gingival index) และจำนวนฟันที่เหลือน้อยกว่า 20 ซี่ (<em>p</em>< .05) อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291625
การพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาทางเลือกหญิงท้องไม่พร้อม โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ
2026-01-18T14:23:22+07:00
ดาวศิริ พิมพ์หล่อ
pimlordaosiri@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) รูปแบบการทดลอง 1 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Pretest – Posttest Two- Group Design)มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษา องค์ประกอบสำคัญ ในการพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาทางเลือกสำหรับหญิงท้องไม่พร้อมจากผู้เชี่ยวชาญและผู้รับบริการ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาทางเลือกสำหรับหญิงท้องไม่พร้อมที่สอดคล้องตามบริบทของโรงพยาบาลทั่วไป และเพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการให้คำปรึกษาทางเลือกที่พัฒนาในโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลผู้ให้คำปรึกษา จำนวน 5 คนและผู้เข้ารับบริการปรึกษาทางเลือกหญิงท้องไม่พร้อม จำนวน 24 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1.แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาทางเลือก 2. แบบวัดความชัดเจนในการตัดสินใจ 3. แบบวัดความพึงพอใจต่อรูปแบบการปรึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและการสรุปเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความรู้เกี่ยวกับทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนการทดลอง <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 6.90 หลังการทดลอง <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 9.85 t = 11.42, p < .001 ความชัดเจนในการตัดสินใจอยู่ในระดับสูง <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.42 (S.D. = 0.37) ความพึงพอใจต่อบริการอยู่ในระดับ “พึงพอใจมากที่สุด” คะแนนรวมเฉลี่ย = 4.72</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291639
การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและดูแลวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้าในนักเรียนมัธยมศึกษา อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
2026-01-16T14:43:23+07:00
อรวรรณ สังวาลย์
orawan06888@gmail.com
ลำไพ โพธิแลกุ
orawan06888@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์การเฝ้าระวังและดูแลวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้าในโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น 2) พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและดูแล และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบตามกระบวนการวงจรคุณภาพ (PDCA) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครู บุคลากรสาธารณสุข แกนนำนักเรียน และเครือข่ายสุขภาพ รวมจำนวน 80 คน ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึง พฤษภาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (PHQ-A) แบบประเมินพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย (8Q) และแบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติตร้อยละและค่าเฉลี่ย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์เดิมขาดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในการเฝ้าระวังและดูแลวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้า สำหรับรูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การสร้างทีมสหวิชาชีพ 2) การออกแบบระบบบริการและช่องทางการส่งต่อที่ชัดเจน 3) การพัฒนาศักยภาพครูและแกนนำนักเรียน 4) ระบบการคัดกรองเฝ้าระวังในโรงเรียน 5) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาล และเครือข่ายสุขภาพ และ 6) การติดตามดูแลต่อเนื่องในระดับครัวเรือนและชุมชน ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาได้รับการคัดกรองภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 22.94 เป็นร้อยละ 85.58 (จำนวน 594 คน) โดยผลการคัดกรองพบภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยร้อยละ 48.82 ระดับปานกลางร้อยละ 41.24 ระดับรุนแรงร้อยละ 3.20 และระดับรุนแรงมากร้อยละ 0.51 สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้รับการประเมินและดูแลตามแนวทางที่กำหนด พร้อมทั้งส่งต่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาที่โรงพยาบาลและได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่พบการพยายามฆ่าตัวตายซ้ำและไม่มีการฆ่าตัวตายสำเร็จในกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291671
การบังคับใช้กฎหมายกัญชาและกัญชงในประเทศไทย: ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ
2026-02-06T09:42:11+07:00
รสสุคนธ์ ธนธีระบรรจง
rossmt9@gmail.com
ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง
choosakoonkrian_s@su.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบังคับใช้กฎหมายกัญชาและกัญชง ในประเทศไทย โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข 3 คน เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม 1 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 คน</p> <p> ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาและกัญชงของเจ้าหน้าที่ยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ยังสับสนในขั้นตอนการอนุญาต และการควบคุมการใช้กัญชาในพื้นที่ นอกจากนี้ ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ กฎหมายไม่ชัดเจนและบทลงโทษ ไม่รุนแรง การบังคับใช้กฎหมายซับซ้อนเนื่องจากต้องประสานหลายหน่วยงาน กฎหมายไม่ครอบคลุมกรณีการใช้ผิดประเภท และข้อจำกัดเชิงปฏิบัติ เช่น การตรวจสารเสพติดและการขาดงบประมาณสนับสนุน การศึกษาเสนอแนวทางการปรับปรุง ได้แก่ การตราพระราชบัญญัติกัญชาและกัญชงเฉพาะเพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมาย การกำกับดูแลการใช้ทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ การอบรมและถ่ายทอดข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่เพื่อลดความคลาดเคลื่อน การลดความซ้ำซ้อนของข้อบังคับย่อย และการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293399
การสังเคราะห์รูปแบบบริหารระบบสุขภาพอำเภอ ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด : กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี
2026-03-15T09:30:11+07:00
กิตติ บุญรัตนเนตร
limmanee_99@hotmail.com
<p> การศึกษาวิจัยเรื่องการสังเคราะห์รูปแบบการบริหารระบบสุขภาพอำเภอ ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารระบบสุขภาพอำเภอ การสังเคราะห์รูปแบบการบริหารระบบสุขภาพอำเภอ และการพัฒนาการบริหารระบบสุขภาพอำเภอ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย สาธารณสุขอำเภอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ รวม 130 คน ผลการศึกษาเชิงปริมาณ พบว่า ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ กลุ่มตัวอย่าง มีการทบทวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานทุกปี และดำเนินงานตามนโยบาย ร้อยละ 100 ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขอำเภอ ร้อยละ 100 ประสานการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและเครือข่าย ร้อยละ 100 ผลการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ พบว่า สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปรับบทบาทจากการสั่งการเป็นการประสานงาน เกิดความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่มีข้อจำกัดด้านการติดตามและประเมินผล การจัดบริการเปลี่ยนจากการให้บริการตรงเป็นการกำกับดูแล สนับสนุน ส่งผลต่อมาตรฐานบริการ เนื่องจากขาดบุคลากรเฉพาะทาง เช่น นิติกร เภสัชกร แพทย์แผนไทย และงบประมาณที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291694
ปัจจัยที่ส่งผลกับความเครียดของพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอย เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี
2026-01-16T14:51:21+07:00
พรรณธร อ่อนศรี
nanphannathon@gmail.com
วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี
Vatcharaporn.2558.ch@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey Research by Cross-sectional Study) มีวัตถุประสงค์ระดับความเครียด ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน ปัจจัยส่วนบุคคล กับความเครียดของพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอย เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี ประชากรที่ศึกษากลุ่มของพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอย รวมทั้งพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่กวาดถนน และพนักงานขับรถบรรทุกขยะในสังกัดของเทศบาลเมืองท่าโขลง จำนวน 131 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบียนมาตรฐาน สถิติ Independent t-test, One-way Anova และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ลักษณะงาน บทบาทหน้าที่ในองค์กร ส่งผลต่อความเครียดของพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอย อยู่ในระดับมากที่สุด และสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ โครงสร้างและบรรยากาศในองค์กร ส่งผลต่อความเครียดของพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290807
พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยผูใหญ่และวัยสูงอายุ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดชลบุรี
2025-12-18T06:43:00+07:00
สุภาภรณ์ ตันตินันทตระกูล
supaporn878@gmail.com
รัศมิ์ลภัส ใจยะสิทธิ์
supaporn878@gmail.com
<p> การศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ชุมชนคลองตำหรุ จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล และพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลสูง โดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.25, S.D.= .21) วิเคราะห์พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง รายด้าน พบว่า ด้านอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านจัดการความเครียด และด้านการรับประทานยา มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเท่ากับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.70, S.D.=.27), (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.27, S.D.=.48) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 2.93, S.D.=.56) และ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.24, S.D.=.35) ตามลำดับ และหาค่าความสัมพันธ์ระหว่าง พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ป่วยโรคเบาหวานวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ พบว่า การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความรุนแรง มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อ พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p <.01 p และ<.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291904
โครงการขยายการพัฒนาเครือข่ายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับทารกและเด็กป่วยใน 13 เขตบริการสุขภาพ: การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกและเด็กป่วย
2026-01-25T09:21:34+07:00
ศิริลักษณ์ ถาวรวัฒนะ
siriluck_t@hotmail.com
เบญจมาส ทัศนะสุภาพ
benjamas32@hotmail.com
หทัยทิพย์ โสมดำ
hakaokung.55@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกและเด็กป่วยโดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ LOOK-THINK-ACT ของ Stringer และแนวคิด “Ten steps to promote and protect human milk and breastfeeding in vulnerable infants” ของ Spatz เพื่อพัฒนารูปแบบฯ โดยวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย สูติแพทย์ กุมารแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลทารกและเด็กป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จากการดำเนินการตามรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อัตราการได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของทารกป่วย จากร้อยละ 38.90 ในปี พ.ศ. 2561 เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 51.89 ใน ปี พ.ศ. 2564 และจากการดำเนินการตามรูปแบบฯ ขยายผลใน 74 โรงพยาบาลนำร่อง 13 เขตบริการสุขภาพ พบว่า อัตราการได้รับนมแม่อย่างเดียวเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน ในปี พ.ศ. 2565-2568 เท่ากับ ร้อยละ 54.86, 55.97, 58.67 และ 58.02 ตามลำดับ และอัตราการได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของทารกป่วย เท่ากับ ร้อยละ 38.18, 32.70, 46.00 และ 41.17 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังเกิดตัวชี้วัด (1) อัตราการได้รับนมแม่อย่างเดียวในทารกแรกเกิดป่วยเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน และ (2) อัตราการได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนในทารกแรกเกิดป่วย บรรจุเข้าสู่แนวทางการตรวจราชการ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2567</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293100
ผลของชุดสื่อดิจิทัลการโค้ชแบบโกรว์โมเดลต่อความรู้และทักษะในโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
2026-03-01T08:27:41+07:00
เสน่ห์ พุฒธิ
sanepu@kkumail.com
ณัฐนันท์ วรสุข
sanepu@kkumail.com
ชุติมา กางการ
sanepu@kkumail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการศึกษากึ่งทดลองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชุดสื่อดิจิทัลการโค้ชแบบโกรว์โมเดลต่อความรู้และทักษะในโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจีพาวเวอร์ ผู้วิจัยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ (α) เท่ากับ .05 และกำหนดค่าอำนาจการทดสอบเท่ากับ .80 โดยกำหนด ค่าขนาดอิทธิพล ตามเกณฑ์ระดับปานกลาง ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 72 ราย เพื่อป้องกันการสูญหายเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 10 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 ราย สุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 40 ราย กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามมาตรฐานและชุดสื่อดิจิทัลการโค้ชแบบโกรว์โมเดล ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ชุดสื่อดิจิทัลการโค้ชแบบโกรว์โมเดลและแบบประเมินความรู้และทักษะ สถิติที่ใช้ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าทีแบบจับคู่กลุ่มเดียวกันและชนิดสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองค่าคะแนนความรู้และทักษะหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มควบคุมมีค่าคะแนนของความรู้และทักษะก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลองค่าคะแนนความรู้และทักษะไม่แตกต่างกัน ส่วนหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าคะแนนความรู้และทักษะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290736
ผลตรวจหามะเร็งในต่อมทอนซิลของผู้ป่วยที่ตัดต่อมทอนซิลจากข้อบ่งชี้ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังและต่อมทอนซิลโตเรื้อรัง
2026-01-17T10:16:48+07:00
สิทธา จิรกุลสมโชค
woragon.wi@ksu.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลตรวจทางพยาธิวิทยาของต่อมทอนซิลต่อการเกิดมะเร็งและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการป่วยเป็นมะเร็งต่อมทอนซิล กลุ่มตัวอย่าง คือ จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 2,543 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ในการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าต่ำสุด, ค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมานใช้สถิติ Chi-square test และการหาขนาดของความสัมพันธ์ ใช้ค่าของ Odd Ratio, 95%CI กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่า จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 2,543 ราย มีผู้ที่ได้รับการผ่าตัด 1,277 ราย (50.22%) และในจำนวนนี้ พบผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง 39 ราย คิดเป็น 1.53% และจากตัวแปรที่ศึกษา คือ เพศ สถานะสมรส ระดับการศึกษา โรคเรื้อรัง ดื่มสุรา ฟันผุ รายได้ ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังเป็นๆหายๆ ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังชนิดโต ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังชนิดโตร่วมกับอะดีนอยด์โต ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังได้รับผ่าตัด ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังเป็นๆหายๆได้รับผ่าตัด ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังชนิดโตได้รับผ่าตัด และต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังชนิดโตร่วมกับอะดีนอยด์โตได้รับผ่าตัด เมื่อนำมาทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติแล้วพบว่า ปัจจัยเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งต่อมทอนซิลที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294198
ความท้าทายในการป้องกันควบคุมโรคไตเรื้อรังของประเทศไทย
2026-03-31T10:07:48+07:00
ปนัดดา จั่นผ่อง
pitinut99@hotmail.com
สิทธิพงษ์ ยิ้มสวัสดิ์
pitinut99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาสถานการณ์และความท้าทายในการป้องกันและควบคุมโรคไตเรื้อรังของประเทศไทย และพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไตเรื้อรังที่เหมาะสมกับบริบทของระบบสุขภาพไทย เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย จำนวน , ร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน , t-test , Chi Square test และสถิติ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโรคความดันโลหิตและโรคเบาหวานร่วมด้วย ความชุกของโรคสูงถึงร้อยละ 17.6 โดยร้อยละ 40 ของผู้ป่วยมักตรวจพบในระยะที่ 3 พฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ความท้าทายสำคัญที่ครอบคลุมพฤติกรรมสุขภาพด้านการกินอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านการดูแลสุขภาพจิตใจ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นและสามารถชะลอการเสื่อมของไตโดยค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น ส่วนด้านการใช้ยาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์สุขภาพไต พบว่า ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมป้องกันโรคไตเรื้อรังกรณีจังหวัดเชียงใหม่ เป็นกระบวนการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลของ 3 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) คณะกรรมพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เขตสุขภาพที่ 1 2) หน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับ จัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อม 3) ผู้ป่วยและครอบครัว ศึกษาความรู้โรคไตเรื้อรังให้เข้าใจโรค เข้าใจความเสี่ยง วางแผนเฝ้าระวังความเสี่ยง กำกับผลลัพธ์สุขภาพตนอง เข้ารับบริการตรวจสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันภาวะไตเสื่อม ตามแนวทางการส่งเสริมสุขภาพตามกฏบัตรออตตาวาผ่านกลยุทธ์ 5 ด้าน ประกอบด้วย การสร้างนโยบายสาธารณะ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ความเข้มแข็งของชุมชน ทักษะส่วนบุคคล และการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294203
การพัฒนารูปแบบส่งเสริมป้องกันโรคไตเรื้อรัง กรณีจังหวัดเชียงใหม่
2026-03-31T10:19:30+07:00
ปนัดดา จั่นผ่อง
sirisakpom64@gmail.com
สิทธิพงษ์ ยิ้มสวัสดิ์
sirisakpom64@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมป้องกันโรคไตเรื้อรัง กรณีจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 2 – 4 เชิงปริมาณ 221 คน และเชิงคุณภาพ 60 คน เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย จำนวน , ร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน , t-test , Chi Square test และสถิติ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีโรคความดันโลหิตและโรคเบาหวานร่วมด้วย พฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า พฤติกรรมสุขภาพด้านการกินอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านการดูแลสุขภาพจิตใจ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนด้านการใช้ยา ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์สุขภาพไต พบว่า ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมป้องกันโรคไตเรื้อรัง กรณีจังหวัดเชียงใหม่ เป็นกระบวนการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลของ 3 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) คณะกรรมพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เขตสุขภาพที่ 1 เป็นกลไกขับเคลื่อน ทำหน้าที่วิเคราะห์ วางแผน และกำกับติดตามผล 2) หน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับ จัดบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมและรักษาพยาบาล 3) ผู้ป่วยและครอบครัว ศึกษาความรู้โรคไตเรื้อรังจากคู่มือ เอกสาร วีดิโอ เพื่อให้เข้าใจโรค เข้าใจความเสี่ยง วางแผนเฝ้าระวังความเสี่ยง กำกับผลลัพธ์สุขภาพของตนอง เข้ารับบริการตรวจสุขภาพ รับการรักษา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันภาวะไตเสื่อม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293597
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างไร้รอยต่อในอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-03-22T01:46:23+07:00
อัศราวุธ ใจหาญ
boonserm_wan@hotmail.com
วิภาดา ปาลศรี
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างไร้รอยต่อในอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวช 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างไร้รอยต่อ และ 3) ศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Paticipatory Action Research : PAR) ดำเนินการ 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ป่วยจิตเวช จำนวน 10 คน และ กลุ่มญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมานด้วย Chi-square test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชครอบคลุมทั้งระยะก่อนมาโรงพยาบาล (Pre-hospital) ระยะรักษาในโรงพยาบาล (In-hospital) และระยะหลังออกจากโรงพยาบาล (Post-hospital) รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ระบบเครือข่ายการดูแลแบบบูรณาการ 2) การฝึกอบรมบุคลากร 3) กิจกรรมป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิต 4) ระบบดูแลฉุกเฉินและส่งต่อ และ 5) เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตาม ผลการประเมินหลังการใช้รูปแบบ พบว่า อัตราการคัดกรองสุขภาพจิตในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 10.90 เป็นร้อยละ 18.41 (p<0.001) อัตราการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60.00 เป็นร้อยละ 80.02 (p<0.001) ร้อยละผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.24 เป็นร้อยละ 80.22 (p<0.001) ร้อยละผู้ป่วยขาดนัดที่ได้รับการติดตามเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 70.40 เป็นร้อยละ 90.20 (p<0.001) และจำนวนครั้งการเยี่ยมบ้านเชิงรุกเพิ่มขึ้นร้อยละ 86.67 (จาก 150 ครั้ง เป็น 280 ครั้ง) ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก (Mean=4.38)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294269
การศึกษาต้นทุนการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาบาลชุมชนเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-03-30T19:46:23+07:00
อัศราวุธ ใจหาญ
phicychu88@gmail.com
วิภาดา ปาลศรี
phicychu88@gmail.com
กษวรรณ เทียมวงค์
phicychu88@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบต้นทุนาการรักษา 2) คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อรายและต้นทุนต่อหน่วยบริการจำแนกตามกลุ่มโรค 3) เปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในระหว่างปีงบประมาณ 2565-2567 4) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความแตกต่างของต้นทุนการรักษา และ 5) เสนอแนวทางการจัดการต้นทุนบริการจิตเวช รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลเมืองสรวง โดยประยุกต์ใช้วิธีวิเคราะห์ต้นทุนแบบ Activity-Based Costing (ABC) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเวชผู้ป่วยนอก 1,834 ราย และผู้ป่วยใน 309 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยตามรหัส ICD-10 รหัสโรค F00–F99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนด้วย Generalized Linear Model (GLM) ร่วมกับ Gamma Distribution and Log Link Function</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบต้นทุนทางตรงของผู้ป่วยนอกสูงสุด ได้แก่ ค่ายาและเวชภัณฑ์ (ร้อยละ 57.64) โดยมีต้นทุนรวม 3 ปี เท่ากับ 3,634,014.00 บาท สำหรับผู้ป่วยใน ค่าบริการทางการแพทย์และการพยาบาลรวมค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าหัตถการมีสัดส่วนสูงสุด (ร้อยละ 69.88) โดยมีต้นทุนรวม 3 ปี เท่ากับ 1,313,336.00 บาท 2) ต้นทุนเฉลี่ยต่อรายผู้ป่วยนอกรวมทุกกลุ่มโรคอยู่ที่ 1,809.33-2,139.53 บาท/ราย 3) ต้นทุนเฉลี่ยต่อรายผู้ป่วยในสูงกว่าผู้ป่วยนอก 1.61-3.13 เท่า 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนผู้ป่วยนอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มโรค ICD-10, อายุ และจำนวนครั้งที่มารับการรักษา (Wald Chi-Square = 1,840.151, p < 0.001) สำหรับผู้ป่วยในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลานอนโรงพยาบาล (LOS) (Wald Chi-Square = 703.871, p < 0.001), กลุ่มโรค ICD-10 และสิทธิเบิกจ่ายตรง (p < 0.001) และ 5) แนวทางจัดการต้นทุนที่สำคัญเร่งด่วน คือ การบริหารต้นทุนยาและการลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคจิตเภทและสารเสพติด</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293780
การบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-26T05:25:48+07:00
สุภัสสรณ์ คงพร
trinnawat2565@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ของบุคคล คุณลักษณะงาน และการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน เชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุ จำนวน 240 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้ของบุคคลในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.00, S.D. = 0.43) คุณลักษณะงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.97, S.D. = 0.39) และการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.91, S.D. = 0.42) 2) การรับรู้ของบุคคลและคุณลักษณะงานทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายการบริหารจัดการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมี 6 ตัว เรียงตามลำดับอิทธิพล ได้แก่ ผลป้อนกลับจากงาน (Beta = .254) การรับรู้ความสามารถในการทำงานของตนเอง (Beta = .190) การรับรู้ต่อระบบการบริหารจัดการ (Beta = .153) ความสำคัญของงาน (Beta = .150) ความมีอิสระในการทำงาน (Beta = .142) และเอกลักษณ์ของงาน (Beta = .131) โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุได้ร้อยละ 64.9 (R² = .649) 3) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ปัญหาสำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรและภาระงาน อุปสรรคด้านการเข้าถึงบริการ และความซ้ำซ้อนของระบบข้อมูลสารสนเทศ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293665
การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมต่อการจัดการตนเอง ของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนสู่ระยะสงบ จังหวัดสกลนคร
2026-03-22T23:44:10+07:00
พูลสมบัติ ติงมหาอินทร์
jurirat3445@hotmail.com
นาคี สอนโพธิ์
jurirat3445@hotmail.com
พัชราภา ถนอมสมบัติ
jurirat3445@hotmail.com
วิญญูพล ปรางค์ทอง
jurirat3445@hotmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมต่อการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนสู่ระยะสงบ จังหวัดสกลนคร และ 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ จำนวน 72 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสร้างทีมสุขภาพชุมชน <br>2) การอบรมและฝึกทักษะในการจัดการตนเอง 3) ระบบการติดตามและสนับสนุนทางสังคมและเทคโนโลยี และ 4) การเสริมพลังและแรงจูงใจในการจัดการตนเอง ภายหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นจาก 2.82 เป็น 3.76 และระดับ HbA1c ลดลงจาก 8.7 % เป็น 7.2 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) นอกจากนี้ มีผู้ป่วยจำนวน <br>15 คน มีระดับ HbA1c ต่ำกว่า 6.5 % (ระยะสงบของโรคเบาหวาน) คิดเป็นร้อยละ 20.8</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291913
ความสัมพันธ์ระหว่างฤดูกาลและการสัมผัส PM 2.5 ต่ออาการกำเริบของเด็กโรคหืด ในโรงพยาบาลเทพรัตน์ นครราชสีมา
2026-01-27T10:10:27+07:00
กาญจนา ชยุติมาพันธ์
chytmphn@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฤดูกาลและระดับการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM₂.₅) ต่อการเกิดอาการกำเริบของโรคหืดในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา การวิจัยเป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงอนุกรมเวลา (Time-series study) โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคหืด (ICD-10: J45–J46) รวมทั้งสิ้น 479 ราย และข้อมูลสิ่งแวดล้อมจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่าอัตราการกำเริบของโรคหืดในเด็กสูงสุดในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งมีค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM₂.₅ เกินมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) หลายวันต่อเนื่อง หลังปรับควบคุมปัจจัยด้านเวลาแล้ว ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาวมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการกำเริบของโรคหืดเมื่อเทียบกับฤดูร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ฤดูฝน: IRR = 1.26, 95% CI = 1.07–1.48, p = 0.005; ฤดูหนาว: IRR = 1.18, 95% CI = 1.01–1.40, p = 0.041) ในด้านการสัมผัสมลพิษพบว่าในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระดับ PM₂.₅ ในวันเดียวกันมีความสัมพันธ์กับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (OR = 1.05, 95% CI = 1.00–1.09, p = 0.032) ขณะที่ในกลุ่มอายุ 5–15 ปี ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p > 0.05) การวิเคราะห์ (Multivariable Logistic Regression) แสดงให้เห็นว่า ระดับ PM₂.₅ ในช่วง 3 วันก่อนหน้า (3-day lag) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเกิดอาการหืดระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ป่วยเด็ก (Adjusted OR = 1.03, 95% CI = 1.00–1.06, p = 0.040)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293195
การประเมินผลรูปแบบการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปากจังหวัดเชียงราย
2026-03-06T14:25:28+07:00
กานต์สุดา อินทจักร์
kansudainthajark@gmail.com
รุจิรา แสนดี
kansudainthajark@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาพปัจจุบันและปัญหาการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปากของจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2568 นำไปพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการคัดกรอง ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน ใช้กระบวนการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ทันตบุคลากรผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องในการดำเนินงานคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปาก จำนวน 46 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการประชุมถอดบทเรียน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive analysis) ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ด้านบริบทและด้านผลผลิต คะแนนรวมอยู่ในระดับมาก (mean 4.1 SD 0.9 และ mean 3.7 SD 1.0 ตามลำดับ) ด้วยการนำนโยบายการคัดกรองสู่การปฏิบัติและกำกับอย่างต่อเนื่อง ทันตบุคลากรตระหนักถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยหากตรวจพบรอยโรคตั้งแต่ระยะแรก และได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายของกระทรวง ด้านปัจจัยนําเข้าและด้านกระบวนการ คะแนนรวมอยู่ในระดับปานกลาง (mean 3.2 SD 1.0 และ mean 3.4 SD 1.0 ตามลำดับ) ด้วยแนวทางการดูแลผู้ป่วยตรวจพบรอยโรคของเครือข่ายทันตบุคลากรจังหวัดเชียงราย ชัดเจน สะดวก เหมาะสม ทันตแพทย์เฉพาะทางเพียงพอต่อการให้คำปรึกษา ทันตบุคลากรมีความรู้และทักษะเพียงพอในการตรวจคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งช่องปากเบื้องต้น สามารถนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาครบถ้วนต่อเนื่อง โดยสรุป รูปแบบการดำเนินงานคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งช่องปากจังหวัดเชียงราย สามารถคัดกรองพบอุบัติการณ์ผู้ป่วยรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปาก ปีงบประมาณ 2565 ถึง 2567 เฉลี่ย 4.5 รายต่อแสนประชากร</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293400
ทุนทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบ้านนาอ้อ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
2026-03-15T09:34:35+07:00
โรจนันท์ ทรงอยู่
pitinut99@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านนาอ้อ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลยที่สามารถเป็นแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากสื่อ สิ่งพิมพ์ เอกสาร และงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการจัดการโดยชุมชนที่ถูกผลิตออกมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนบ้านนาอ้อ และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผ่านการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งผู้วิจัยใช้ดุลยพินิจและความรู้ความเชี่ยวชาญในการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดยเฉพาะเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพสูง ด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนที่จัดรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> จากการศึกษา พบว่า ชุมชนบ้านนาอ้อ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลยมีทุนทางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย เช่น ภาษาเลยไทลื้อ ประเพณีฮีตสิบสอง การทอผ้าไทลื้อ การแกะสลัก สถาปัตยกรรมท้องถิ่น (บ้านโบราณ) เทศกาลบุญข้าวจี่เดือน 3 และภูมินิเวศวัฒนธรรมที่มีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีวิถีชีวิตที่มีสมรรถนะ เรียบง่าย และมีน้ำใจ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่มีความเป็นอัตลักษณ์และโดดเด่น ในการสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว จากผลการวิจัยทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านนาอ้อสามารถนำมาจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีศักยภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291981
พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและปัจจัยที่สัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ
2026-01-27T10:21:34+07:00
พัณณ์ชิตา สรนาทนิธิโรจน์
panchita.soranatnitiroj@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าวของบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรการแพทย์อายุ 20–60 ปี จำนวน 320 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามแบบแผนการดำเนินชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติไคสแควร์</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่าพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณและด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านกิจกรรมทางกายมีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด ระดับการศึกษา กลุ่มอาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน เวลาทำงานต่อวัน เพศ และสถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292000
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ
2026-01-27T10:33:03+07:00
สรัลพร พัฒนมงคล
zine_tn@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ และศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการในพยาบาลโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางในพยาบาลอายุ ≥ 20 ปี และปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมากกว่า 1 ปี จำนวน 125 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียด ST-5 และแบบสอบถามอาการทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ Nordic Musculoskeletal Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-squared/Fisher’s exact และการถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค</p> <p> ผลการศึกษา: พบความชุกของการเกิดอาการ MSDs ร้อยละ 70.40 ตำแหน่งที่พบอาการสูงสุดทั้งในรอบ 7 วันและ 12 เดือน ได้แก่ ไหล่ หลังส่วนล่าง และคอ โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงเวลา (p > 0.05) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดอาการ ขณะที่ภาระงานและปริมาณงานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.037) ระดับความเครียดมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการในรอบ 7 วัน (p = 0.011) และจากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพบว่า “ความเครียด” เป็นปัจจัยเสี่ยงเพียงปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการทั้งในระยะสั้น (OR = 0.059, p = 0.011) และระยะยาว (OR = 0.088, p = 0.049)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292004
การพัฒนารูปแบบการจัดการตนเองเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
2026-02-12T10:39:34+07:00
ดาราภรณ์ บุญศรี
papang-20@hotmail.com
ลัดดา กวานดา
papang-20@hotmail.com
ณัฐกฤตา วงศ์ละคร
papang-20@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เพื่อการพัฒนารูปแบบการจัดการตนเองเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุระหว่าง 35-60 ปี มีภาวะไตเสื่อมระยะที่ 1 ที่มารับบริการโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อย่างน้อย 1 ปี จำนวน 235 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการตนเองเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้การป้องกันภาะวะแทรกซ้อนทางไต, แบบแผนการดูแลตนเองด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนทางไต และการประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้รูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) วิเคราะห์ความแตกต่างก่อนหลังการพัฒนารูปแบบด้วย Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการใช้รูปแบบฯ ค่า GFR ของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนใช้รูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าระดับน้ำตาล (FBS) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการใช้รูปแบบฯ ลดลงน้อยกว่าก่อนใช้รูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบฯในระดับมาก ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) การรับรู้แบบแผนการดูแลตนเองด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 4) พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการรับประทานอาหาร หวาน มัน เค็ม ก่อนใช้รูปแบบฯอยู่ในระดับมาก หลังการใช้รูปแบบฯอยู่ในระดับปานกลาง 5) พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการออกกำลังกาย ก่อนการใช้รูปแบบฯอยู่ในระดับปานกลาง หลังการใช้รูปแบบฯอยู่ในระดับมาก 6) พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการใช้ยา หลังการใช้รูปแบบฯมีการใช้ยาสมุนไพร อาหารเสริม อยู่ในระดับน้อย-น้อยที่สุด และการใช้ยาเบาหวานตามแผนการรักษา อยู่ในระดับที่มากที่สุด 7) พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการจัดการกับความเครียด ก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ มีพฤติกรรมการนอนหลับและการจัดการความเครียดโดยใช้งานอดิเรก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่การจัดการกับความเครียดโดยการพูดคุยปรับทุกข์กับบุคคลที่ไว้ใจ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 8) ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบการจัดการตนเองเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 อยู่ในระดับมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292010
ปัจจัยสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับคุณภาพชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรี สาขาการสาธารณสุขชุมชน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
2026-01-28T15:16:21+07:00
ธนเมศวร์ แท่นคำ
thanamet.th@npu.ac.th
<p> การวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุข คุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความสุข ปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิต และความสุขกับคุณภาพชีวิต ของนักศึกษาปริญญาตรี สาขาการสาธารณสุขชุมชน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับย่อภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) ค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.84 และแบบสอบถามดัชนีชี้วัดความสุขคนไทย Thai Happiness Indicators (THI – 66) ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดจำนวน 83 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไคสแควร์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีสุขภาพจิตดีกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 57.83 มีคุณภาพชีวิตที่ดีทุกด้าน คือ ด้านร่างกาย ร้อยละ 72.30 ด้านจิตใจ ร้อยละ 72.30 ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ร้อยละ 48.20 ด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 66.30 และคุณภาพชีวิตโดยรวม ร้อยละ 71.10 เกรดเฉลี่ย มีความสัมพันธ์กับความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001 และมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และคุณภาพชีวิตโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p เท่ากับ 0.04, 0.02 และ 0.03 ตามลำดับ ส่วนรายได้มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p เท่ากับ 0.01 ความสุขมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p เท่ากับ 0.006, 0.02 และ 0.05 ตามลำดับ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292012
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 6-12 เดือน จังหวัดสุโขทัย
2026-01-30T13:43:04+07:00
มณีสร ธิช่างทอง
maneesornt64@nu.ac.th
วธู พรหมพิทยารัตน์
maneesornt64@nu.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 6-12 เดือน ในจังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาและเด็กอายุ 6-12 เดือน ที่มารับบริการที่คลินิกสุขภาพเด็กดีในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมารดาจะเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 304 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิ (Binary logistic regression)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลหิตจางในเด็กอายุ 6-12 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ การผ่าตัดคลอด (Adjusted OR = 2.55, 95% CI = 1.22-5.33, P = 0.013) มารดามีภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ (Adjusted OR = 14.20, 95% CI = 6.80-29.67, P <0.001) มารดาไม่เคยได้รับสื่อเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง (Adjusted OR = 2.80, 95% CI = 1.36-5.77, P = 0.005) มารดามีพฤติกรรมในการป้องกันภาวะโลหิตจางของมารดาขณะตั้งครรภ์ระดับปานกลาง (Adjusted OR = 2.61, 95% CI = 1.27-5.37, P = 0.009) </p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292043
การพัฒนารูปแบบการลดอุบัติเหตุการจราจรทางถนนโดยผ่านระบบสุขภาพอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็ง แบบยั่งยืน (DHS-RTI) อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-01-30T13:53:18+07:00
เปรมกุลชา ชั่งดี
prem.phlap213@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และบริบทปัญหาอุบัติเหตุทางถนน 2) พัฒนารูปแบบการลดอุบัติเหตุโดยผ่านระบบสุขภาพอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืน (DHS-RTI) และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง คือ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) อำเภอพลับพลาชัย จำนวน 42 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมิถุนายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ตามวงจร PAOR (Planning, Action, Observation, Reflection) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และเกณฑ์ประเมิน D-RTI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะเตรียมการ อำเภอพลับพลาชัยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงเกินค่าเป้าหมาย (13.69 ต่อแสนประชากร) ปัญหาหลักคือระบบข้อมูลขาดเอกภาพและการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน 2) ระยะดำเนินการ ได้พัฒนารูปแบบ DHS-RTI ที่เน้นการบูรณาการข้อมูล 3 ฐานเพื่อชี้เป้าจุดเสี่ยง การแก้ไขกายภาพ และการสร้างมาตรการทางสังคมโดยชุมชน 3) ระยะประเมินผล พบว่า ภายหลังการดำเนินงาน จำนวนผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 20.98 อัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือ 5.48 ต่อแสนประชากร อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.1 เป็น 78.1 และผลการประเมินมาตรฐาน D-RTI เพิ่มขึ้นจากระดับดี (62.5 คะแนน) เป็นระดับดีเยี่ยม (80.5 คะแนน) ความพึงพอใจของภาคีเครือข่ายอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.58) ปัจจัยความสำเร็จคือการใช้ข้อมูลนำทางและการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของชุมชน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292046
การพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-01-30T13:58:14+07:00
ลัดดา อังศุวัชรากร
ladda_buriram213@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก 2) พัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก โรงพยาบาลพลับพลาชัย และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นระยะพัฒนาแนวปฏิบัติ จำนวน 10 คน และระยะทดลองใช้ จำนวน 20 คน ประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพและหญิงตั้งครรภ์ ดำเนินการวิจัยโดยประยุกต์ใช้กระบวนการ ADDIE Model (Analysis, Design, Development, Implementation, Evaluation) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ ความคิดเห็น ความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p> วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที (Paired t-test)ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะวิเคราะห์ สถานการณ์ย้อนหลัง 5 ปี พบอัตราการติดเชื้อในทารกสูงเกินเกณฑ์เป้าหมาย (ร้อยละ 8.33) ปัญหาหลักคือการเข้าถึงบริการล่าช้า ขาดความต่อเนื่องในการรับประทานยา และการตีตราทางสังคม 2) ระยะพัฒนา ได้แนวปฏิบัติ (Plubplachai Model) ที่เน้นระบบช่องทางด่วน (Fast Track) การเริ่มยาต้านไวรัสทันที (Same Day ART) และการให้คำปรึกษาทางจิตสังคมเพื่อเปิดเผยผลเลือด 3) ระยะประเมินผล พบว่า ภายหลังการดำเนินงาน ไม่พบอุบัติการณ์การติดเชื้อในทารก (0 ราย) คะแนนความรู้ของบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ความคิดเห็นต่อแนวปฏิบัติอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.65) และความพึงพอใจของผู้ให้บริการอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.72) ปัจจัยความสำเร็จคือความชัดเจนของบทบาทหน้าที่และการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292082
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
2026-02-16T10:44:54+07:00
พนารัตน์ เฒ่าอุดม
phanaratnidnoi@gmail.com
พีรภรณ์ โสมี
phanaratnidnoi@gmail.com
ณัฐกฤตา วงศ์ละคร
phanaratnidnoi@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัย Palliative และส่งกลับชุมชน จำนวน 42 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่พัฒนาขึ้น 2) แบบรวบรวมข้อมูลการดูแลผู้ป่วย Palliative Care ที่ส่งกลับชุมชน 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย Palliative /ผู้ดูแล 4) แบบประเมินความพึงพอใจทีมสหสาขาวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) วิเคราะห์ความแตกต่างก่อนหลังการพัฒนารูปแบบด้วย Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการใช้รูปแบบฯ ผู้ป่วย Palliative ได้รับการประเมิน PPS ESAS และได้รับจัดการอาการรบกวน เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2) ผลการทำ Advance Care Plan ระหว่างการติดตามเยี่ยมในชุมชน พบว่าหลังการใช้รูปแบบฯผู้ป่วย Palliative เลือกเสียชีวิตที่บ้านเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) ผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ในระดับมาก 4) ทีมสหสาขาวิชาชีพความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ในระดับมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292136
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวัง และประสบการณ์ที่ได้รับของอาจารย์และนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
2026-02-11T14:11:47+07:00
อาภากร เปรี้ยวนิ่ม
arpakorn.pr@gmail.com
ศิริพรรณ บุดดา
arpakorn.pr@gmail.com
สุธิดา ประมูล
arpakorn.pr@gmail.com
ชุติมณฑน์ มีมาก
arpakorn.pr@gmail.com
ปพิชญา สุพรรณ์
arpakorn.pr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและประสบการณ์ที่ได้รับของอาจารย์และนักศึกษาต่อกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังกับประสบการณ์ที่ได้รับจริง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจตามกรอบแนวคิด Gap Model of Service Quality กลุ่มตัวอย่างคือ อาจารย์จำนวน 12 คน และนักศึกษาจำนวน 293 คน ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) อาจารย์มีความคาดหวังและประสบการณ์ที่ได้รับในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.60 และ 4.46 ตามลำดับ) เช่นเดียวกับนักศึกษาที่มีความคาดหวังและประสบการณ์ในระดับมากถึงมากที่สุด (<em>M</em> = 4.30 และ 4.35 ตามลำดับ) โดยด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม พบว่าค่าเฉลี่ยของประสบการณ์ที่ได้รับโดยรวมต่ำกว่าความคาดหวังเพียงเล็กน้อย 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความคาดหวังของอาจารย์และนักศึกษาไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p = .077) แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจริงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .050) 3) ความคาดหวังและประสบการณ์ที่ได้รับมีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .92, p < .01) โดยด้านที่มีความสัมพันธ์โดดเด่นที่สุดคือ ด้านการบริหารจัดการ (r = .91) และด้านการมีส่วนร่วม (r = .89)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292227
ประสิทธิผลของแอปพลิเคชัน LINE ในการส่งเสริมความร่วมมือของหญิงตั้งครรภ์เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก: การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม
2026-02-07T09:54:51+07:00
ศิริธัญญ์ ตัญบุญยกิจ
tanes.s@pnu.ac.th
จิราภรณ์ สุขเกษม
tanes.s@pnu.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารด้วย LINE ในการส่งเสริมความร่วมมือของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคโลหิตจางเพื่อเพิ่มระดับของฮีมาโตคริต การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (อัตราส่วน 1:1) ประกอบด้วยอาสาสมัครในกลุ่มทดลอง จำนวน 30 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 30 ราย ที่มีระดับ hematocrit ต่ำกว่า 33% โดยรับเข้ากลุ่มแทรกแซงที่โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์และกลุ่มควบคุมที่โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเข้าร่วมโปรแกรมผ่านทางการสร้างกลุ่ม LINE ตลอดระยะเวลา 2 เดือน โดยการให้ความรู้ ผ่านทางภาพอินโฟกราฟิก การกำกับติดตามการกินยาเสริมธาตุเหล็ก และตอบข้อสงสัย ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรู้/ พฤติกรรมของกลุ่มที่ได้รับการแทรกแซงเพิ่มขึ้น (จาก 8.87±1.12 เป็น 12.23±1.65, <em>P</em> < 0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลง (9.46±1.50, <em>P</em> = 0.667) รวมทั้งค่าฮีมาโทคริตในกลุ่มแทรกแซงยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่ากลุ่มควบคุม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293401
โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุบ้านสันติสุข ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-03-15T09:37:59+07:00
วารี นันทสิงห์
adisak871987@hotmail.com
จุฑามาศ แก้วจันดี
adisak871987@hotmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุบ้านสันติสุข ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดีในหมู่บ้านสันติสุข ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มเปรียบเทียบเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดีในหมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานใช้ Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพ ทักษะด้านความรู้และความเข้าใจทางสุขภาพ ทักษะการโต้ตอบและซักถามเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง และทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (Mean=20.13; SD=4.02) (Mean=19.51; SD=4.22) (Mean=19.71; SD=4.62) (Mean=19.95; SD= 4.57) (Mean=20.34; SD=4.12) ตามลำดับ ซึ่งหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value <0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293402
การพัฒนารูปแบบพฤติกรรมการยั้งคิดด้านการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมความดันโลหิต สำหรับผู้เป็นความดันโลหิตสูงโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
2026-03-15T09:41:20+07:00
ณัทณพงศ์ พีรภัคพงศ์
prayoon_wong55@hotmail.com
คัทคนา บำรุงสุข
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการดูแลผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 2) พัฒนารูปแบบพฤติกรรมการยั้งคิดด้านการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมความดันโลหิต โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ และ 3) ประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการยั้งคิดด้านการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมความดันโลหิต โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพและชุมชนอำเภอเมืองชลบุรีที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จำนวน 60 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติ Paired Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีคะแนนพฤติกรรมการยั้งคิดด้านการบริโภคอาหาร คะแนนความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนค่าดัชนีมวลกายและระดับความดันโลหิตทั้งค่าบนและค่าล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ระดับการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพภายหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292263
ผลของโปรแกรมการเรียนรู้และความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีความเสี่ยงสูง โรงพยาบาลพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา
2026-02-08T10:01:22+07:00
ดวงมณี วิยะทัศน์
dungmamee@gmail.com
จริญญา จริยภิญโญ
dungmamee@gmail.com
อมรเทพ จันทร์เจริญ
dungmamee@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อ ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), พฤติกรรมการป้องกันโรค, และ ระดับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีความเสี่ยงสูง เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง จำนวน 90 ราย ณ โรงพยาบาลพนมสารคาม โปรแกรมพัฒนาตามกรอบแนวคิด Health Belief Model (HBM) และ Stages of Change (TTM) โดยมีการวัดผล 3 ช่วงเวลา (ก่อนโปรแกรม, หลังทันที, ติดตาม 12 สัปดาห์) วิเคราะห์ด้วยสถิติ Repeated Measures ANOVA</p> <p> ผลการศึกษา: หลังเข้าร่วมโปรแกรม ความรู้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (F=285.34, p < 0.001) พฤติกรรมสุขภาพรวม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (F=189.67, p < 0.001) และความดันโลหิตซิสโตลิก (SBP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (F=78.35, p < 0.001) และความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากขั้น Contemplation/Precontemplation ไปสู่ขั้น Action/Maintenance อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงยังคงรักษาระดับไว้ได้สูงเมื่อติดตามผล 12 สัปดาห์</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293403
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด Non-ST Elevation Myocardial Infarction (NSTEMI)
2026-03-15T09:44:25+07:00
ชัชนันท์ ดียิ่ง
sirisakpom64@gmail.com
จิราภรณ์ ฉลานุวัฒน์
sirisakpom64@gmail.com
กรรณิกา ยะหัตตะ
sirisakpom64@gmail.com
วิทยา ประทุมทอง
sirisakpom64@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด Non-ST Elevation Myocardial Infarction (NSTEMI) และศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ ดำเนินการ 4 ระยะ 1. ศึกษาปัญหาและสถานการณ์ 2.พัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล 3.ทดลองใช้แนวปฏิบัติ 4. ประเมินผล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ 20 คน และผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิด NSTEMI 22 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการวางแผนจำหน่าย ฯ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบบันทึกการกลับมารักษาซ้ำหลังจำหน่ายใน 28 วัน แบบประเมินความคิดเห็นของพยาบาลต่อการนำแนวปฏิบัติไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired sample t – test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการวางแผนจำหน่าย ฯ ไม่มีผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำหลังจำหน่ายใน 28 วัน ค่าเฉลี่ยระดับพฤติกรรมการดูแลตนเอง อยู่ในระดับดี (mean = 4.42 SD = .34) และสูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการวางแผนจำหน่าย ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < .000) การประเมินความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติของพยาบาล พบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (mean = 4.45 SD = .36)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292312
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท ในอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี
2026-02-08T18:13:49+07:00
ฉัตรชัย เอ็งอุทัยวัฒน์
guckpisces17@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทในอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคจิตเภทจำนวน 187 ราย โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนจากหน่วยบริการสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลและผู้ป่วย และแบบประเมินภาระการดูแล Zarit Burden Interview ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ chi-square หรือ Fisher’s exact test การทดสอบ t-test หรือ Mann–Whitney U test และการวิเคราะห์ logistic regression</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่าผู้ดูแลมีความรู้สึกเป็นภาระในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทคิดเป็นร้อยละ 80.75 โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 42.25) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกเป็นภาระอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการวิเคราะห์ด้วย multiple logistic regression ได้แก่ รายได้ครอบครัวไม่เพียงพอ (Adjusted OR = 4.20, 95% CI: 1.13–15.55) การดื่มสุราของผู้ดูแล (Adjusted OR = 12.55, 95% CI: 1.07–146.73) และการไม่มีผู้ช่วยดูแลผู้ป่วย (Adjusted OR = 4.41, 95% CI: 1.49–13.01)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292461
การพัฒนาและการประเมินประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเชิงหลักฐานในการป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยนอนติดเตียง
2026-02-13T14:47:43+07:00
จิรวรรณ ชาประดิษฐ์
iampun1976@gmail.com
ศรีสุดา เสริมกล้า
punnathut.b@nrru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ ประเมินความเป็นไปได้ และประเมินประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเชิงหลักฐานในการป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยนอนติดเตียง การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง โดยอิงกรอบแนวคิด Iowa Model of Evidence-Based Practice และแนวปฏิบัติทางคลินิกที่เป็นเลิศ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียงในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง จำนวน 21 คน และพยาบาลวิชาชีพ 2 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับด้วย Braden Scale แบบประเมินภาวะโภชนาการ Mini Nutritional Assessment และแบบประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติด้วยสถิติ Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 7 ด้าน โดยพยาบาลสามารถปฏิบัติตามแนวปฏิบัติได้ร้อยละ 90–100 ผู้ป่วยทุกรายไม่เกิดแผลกดทับตลอดระยะเวลาการศึกษา คะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับตาม Braden Scale หลังการใช้แนวปฏิบัติสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <<strong> .</strong>05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292481
การประเมิน KAP ของผู้รับผิดชอบงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคระดับพื้นที่ในประเทศไทย: ช่องว่างเชิงปฏิบัติและข้อเสนอเชิงระบบ
2026-02-11T14:26:49+07:00
ปิยดา อังศุวัชรากร
piyada.angs@gmail.com
ชนินันท์ สนธิไชย
piyada.angs@gmail.com
อณิสตา มาลินี
piyada.angs@gmail.com
ยงเจือ เหล่าศิริถาวร
piyada.angs@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ (KAP) ของผู้รับผิดชอบงานแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (NIP) ระดับพื้นที่ของประเทศไทยการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้รับผิดชอบงานวัคซีนระดับจังหวัดและเขตสุขภาพจำนวน 145 ราย โดยใช้แบบสอบถาม KAP แบบออนไลน์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็น</p> <p> ผลการศึกษา: คะแนนความรู้เฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางถึงดี โดยผู้ที่เคยได้รับการอบรมมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยอบรมอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบส่วนใหญ่มีเจตคติเชิงบวกต่อ NIP แต่กว่าครึ่งสะท้อนความไม่ชัดเจนของนโยบายจากหลายหน่วยงาน การใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนเชิงรุกมีสัดส่วนต่ำ อุปสรรคหลัก ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากร ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และการสนับสนุนเชิงเทคนิคไม่สม่ำเสมอ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292562
การพัฒนาคุณภาพการดูแลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดในหอผู้ป่วยสามัญ โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี
2026-02-22T10:27:08+07:00
จุฑารัตน์ เรืองชุม
chutarat2524.boo@gmail.com
กุลวดี อภิชาติบุตร
chutarat2524.boo@gmail.com
อรอนงค์ วิชัยคำ
chutarat2524.boo@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดในหอผู้ป่วยสามัญ โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี ประชากรในการศึกษาครั้งนี้คือพยาบาลวิชาชีพจำนวน 16 คน แบ่งเป็นทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม คู่มือการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด แบบสังเกตการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดเสี่ยงเกิดภาวะภูมิไวเกิน และแบบบันทึกอุบัติการณ์การเกิดภาวะภูมิไวเกิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบบรรยาย </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการพัฒนาคุณภาพโดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพโฟกัสพีดีซีเอ พยาบาลทีมปฏิบัติสามารถปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดเสี่ยงเกิดภาวะภูมิไวเกินถูกต้องครบถ้วนโดยภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 90.10 โดยสามารถปฏิบัติการดูแลในระยะก่อนได้รับยาเคมีบำบัดถูกต้องครบถ้วนระหว่างร้อยละ 95.84-100.00 สามารถปฏิบัติการดูแลระหว่างให้ยาเคมีบำบัดได้ถูกต้องครบถ้วนระหว่างร้อยละ 91.67-100.00 และสามารถปฏิบัติการดูแลระยะหลังให้ยาเคมีบำบัดได้ถูกต้องครบถ้วนระหว่างร้อยละ 83.30-100.00 และไม่พบอุบัติการณ์ภาวะภูมิไวเกินมากกว่าเท่ากับระดับ 3 ผู้บริหารการพยาบาลควรส่งเสริมการนำกระบวนการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องไปใช้ในหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดคุณภาพบริการที่ดีต่อผู้ป่วย</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293404
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและครอบครัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหาดเล็ก
2026-03-15T09:47:42+07:00
เอมอร ศิริวาร
adisak871987@hotmail.com
สุวภา เกตุปลั่ง
adisak871987@hotmail.com
ธิดารัตน์ ธรรมชาติ
adisak871987@hotmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและครอบครัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดเล็ก และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและครอบครัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดเล็ก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ควบคุมน้ำตาลไม่ได้) จำนวน 39 คน และครอบครัวผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ควบคุมน้ำตาลไม่ได้) จำนวน 39 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย (1) แบบสอบถาม ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน (2) แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของครอบครัวของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติโดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและครอบครัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดเล็ก ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) กิจกรรมที่ 1 การให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเบาหวานและผลกระทบของการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (2) กิจกรรมที่ การประเมินพฤติกรรมและความรู้ความเข้าใจปัจจุบัน (3) กิจกรรมที่ 3 การวางแผนและตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (4) กิจกรรมที่ 4 การปรับพฤติกรรมด้านอาหารและยา และการออกกำลังกาย (5) กิจกรรมที่ 5 การจัดการความเครียดและสนับสนุนจากครอบครัว (6) กิจกรรมที่ 6 การติดตามผลและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (7) กิจกรรมที่ 7 การใช้เทคนิค Motivational Interviewing เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ และ (8) กิจกรรมที่ 8 การวางแผนต่อเนื่องและเสริมสร้างความยั่งยืน</li> <li class="show">ประสิทธิภาพของของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและครอบครัวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดเล็ก หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ พบว่า (1) ระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร (FBG) และระดับน้ำตาลเกาะสะสมเม็ดเลือดแดง (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 (2) ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 (4) ความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ต่อโปรแกรมฯ อยู่ในระดับมากที่สุด และ (4) ความพึงพอใจของครอบครัวผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ต่อโปรแกรมฯ อยู่ในระดับมาก</li> </ol>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/292690
การปนเปื้อนไมโครพลาสติกในถุงชาที่วางจำหน่ายในประเทศไทย
2026-02-22T10:33:09+07:00
นิตยา รัตนประภากร
yaya95@gmail.com
มาศ ไม้ประเสริฐ
yaya95@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในถุงชาสำเร็จรูปก่อนและหลังการชงดื่มที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคใช้ในการเลือกซื้อถุงชาสำเร็จรูปในอนาคตและช่วยยก ระดับบรรจุภัณฑ์ ของถุงชา สำเร็จรูปในประเทศไทยให้มีความปลอดภัยจากไมโครพลาสติก (MPs) มากยิ่งขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยในห้องปฏิบัติการซึ่งเก็บตัวอย่างถุงชาสำเร็จรูปที่จัดจำหน่ายในร้านค้ากรุงเทพมหานครและช่องทางออนไลน์จากความสำคัญของส่วนแบ่งการตลาดชาในประเทศไทยอันประกอบด้วยถุงชาจากบริษัทไทย 5 แบรนด์ และจากต่างประเทศ 4 แบรนด์ รวมทั้งหมดเป็น 13 ตัวอย่าง โดยใช้เครื่อง Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) ในการวิเคราะห์หาชนิดของ MPs และใช้เครื่อง Scanning Electron Microscopy (SEM) ในการหาปริมาณและขนาดของ MPs จากการแช่ถุงชา ณ อุณหภูมิห้องและ หลังชงด้วยน้ำร้อน 95 °C เป็นเวลา 5 นาทีเท่ากัน</p> <p> ผลการศึกษาด้วยเครื่อง FTIR ตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในถุงชาวางจำหน่ายในประเทศ ไทยเป็นจำนวน 5 ตัวอย่างคิดเป็นร้อยละ 38.5% ของตัวอย่างทั้งหมดและตัวอย่างที่เจอ MPs มักเป็นถุงชาแบบรูปทรงปิรามิด จากการวิเคราะห์ด้วย เครื่อง SEM พบว่าจำนวน MPs เฉลี่ยต่อถุงชาอยู่ที่ 1.27 ล้านชิ้น/ถุงชา ที่อุณหภูมิห้องและเพิ่มขึ้นถึง +113% เป็น 2.72 ล้านชิ้น/ถุงชา หลังแช่น้ำร้อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสัมผัสน้ำร้อนมีผลต่ออัตราเร่งปลดปล่อย MPs ออกมาจากวัสดุถุงชาอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ผู้วิจัยยังมีการคำนวณหาจำนวนไมโครพลาสติกต่อพื้นที่ถุงชาเพิ่มเติมเพื่อให้การเปรียบเทียบ MPs ระหว่างถุงชาที่มีขนาดแตกต่างกันมีหน่วยวัดเดียวมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ซึ่งพบว่ามีจำนวน MPs ต่อตารางเซนติเมตรของถุงชาถึง 21,778 ชิ้น/cm² ณ อุณหภูมิห้องและเพิ่มขึ้น +123% เป็น 48,552 ชิ้น/cm² หลังแช่ด้วยน้ำร้อน ขนาดเฉลี่ยของไมโครพลาสติกจากการศึกษาพบว่าอยู่ที่ 8.5 +/- 2.31 µm ณ อุณหภูมิห้อง และมีขนาดเล็กลง -13% เป็น 7.4 +/- 1.36 µm หลังแช่ด้วยน้ำร้อน โดยสัดส่วน MPs ส่วนใหญ่จะกระจายตัว เป็นอนุภาคขนาดเล็กในช่วง 1–10 µm ถึงร้อยละ 76%–80% ของวัสดุถุงชาที่มีการปนเปื้อนไมโครพลาสติก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293405
ประสิทธิผลของการใช้ไก่ดำสเปรย์ร่วมกับการให้ความรู้ต่ออาการปวดเข่าของผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อม
2026-03-15T09:50:45+07:00
บุญนำพา สมบัติ
limmanee_99@hotmail.com
วันรัฐ ตั้งกิจวานิชย์
limmanee_99@hotmail.com
วันเพ็ญ บินตะคุ
limmanee_99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบและปกปิดสองด้าน (double-blinded, randomized control trial) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการใช้ไก่ดำสเปรย์ร่วมกับการให้ความรู้ต่ออาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มารับบริการ งานแพทย์แผนไทย ศูนย์บริการสาธารณสุข 1 เทศบาลเมืองหนองคาย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า - คัดออก (Inclusion – Exclusion criteria) จำนวน 62 ราย สุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการใช้ไก่ดำสเปรย์ร่วมกับการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัว จำนวน 31 ราย และกลุ่มควบคุม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการใช้สเปรย์หลอกร่วมกับการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัว จำนวน 31 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความปวด และแบบประเมิน Modified WOMAC Scale ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความปวด และความสามารถในการทำกิจกรรมระหว่างก่อนและหลังการใช้สเปรย์ร่วมกับการให้ความรู้ โดยใช้สถิติ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง กลุ่มทดลอง อายุเฉลี่ย 69.68 (S.D. 6.18) มีอายุมากที่สุด 84 ปี และอายุน้อยที่สุด 60 ปี กลุ่มควบคุมอายุเฉลี่ย 70.03 (S.D. 5.83) มีอายุมากที่สุด 81 ปี และอายุน้อยที่สุด 60 มีประสบการณ์การรักษาอาการปวดเข่า มีประสบการณ์การรักษาด้วยแพทย์แผนไทยทั้งสองกลุ่ม ระยะเวลาการเจ็บป่วย ทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่เจ็บป่วยในระยะเวลา 1-2 ปี ความถี่ของอาการปวดมากที่สุด คือ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ในด้านอาการที่แสดงที่พบมากที่สุดคือ อาการกดเจ็บที่กระดูกข้อเข่า เสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว อาการข้อเข่าฝืดตึงหลังตื่นนอนตอนเช้า ข้ออุ่น และใหญ่ผิดรูปพบน้อยสุดทั้งสอง ในกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองมีค่าคะแนนความปวดแตกต่างกัน 5.58 (S.D. .80), 2.67 (S.D. .74) ส่วนกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลองค่าคะแนนความปวดไม่แตกต่าง 5.67 (S.D. .65), 5.06 (S.D. .51) แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่มหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><.05) การเปรียบเทียบคะแนนตามแบบประเมิน Modified WOMAC Scale ประกอบด้วย 1) ระดับความปวดขณะทำกิจกรรม 2) ระดับอาการข้อฝืด และ3) ระดับความสามารถในการใช้งานข้อ เมื่อนำค่าเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านมาเปรียบเทียบกัน ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (<em>P</em>.268, <em>P</em>.769, <em>P</em>.142) ส่วนหลังการทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><.05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293406
ความชุกและลักษณะของ Masked Hypertension และ White Coat Hypertension จากการวัดความดันโลหิตที่ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs เปรียบเทียบกับสถานพยาบาล: การศึกษาแบบตัดขวางในกลุ่มเสี่ยง
2026-03-15T09:53:58+07:00
นนทนันท์ ธุนันทา
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของ MH และ WCH ในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เมื่อใช้การวัดความดันโลหิตที่ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs เปรียบเทียบกับการวัดในสถานพยาบาล และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความดันโลหิตที่วัดได้จากทั้งสองวิธี เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวางในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอายุ 35-59 ปี จำนวน 218 คน ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2568 วัดความดันโลหิตที่ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs เป็นเวลา 7 วัน วันละ 2 ครั้ง และวัดในสถานพยาบาล 3 ครั้ง ตามแนวปฏิบัติของ European Society of Hypertension 2023 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (61.0%) อายุเฉลี่ย 47.3±7.2 ปี มี BMI เฉลี่ย 26.3±4.1 กก./ม² โดย 65.1% มีน้ำหนักเกิน ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดคือ การรับประทานอาหารเค็มและหวาน (81.7%) ขาดการออกกำลังกาย (71.6%) และมีน้ำหนักเกิน (65.1%) ผลการจำแนกประเภทความดันโลหิตพบว่า Sustained Normotension ร้อยละ 40.8, WCH ร้อยละ 19.3 (95% CI: 14.0-24.5), MH ร้อยละ 14.2 (95% CI: 9.6-19.9) และ Sustained Hypertension ร้อยละ 25.7 ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตที่วัดในสถานพยาบาลสูงกว่าการวัดที่ศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งความดันโลหิตซิสโตลิก (142.8±15.6 เทียบกับ 135.4±12.3 mmHg, p<0.001) และไดแอสโตลิก (89.2±8.4 เทียบกับ 84.7±7.1 mmHg, p<0.001) โดยมีผลต่างเฉลี่ย 7.4 mmHg และ 4.5 mmHg ตามลำดับ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293598
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
2026-03-22T01:52:27+07:00
กรองแก้ว บุญคูณ
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาด้านการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง และความต้องการรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 2. พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 3. ประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองผ่านพฤติกรรมดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองภายหลังการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรีที่ถูกพัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 45 เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Dependent t test และ One Sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับปัญหาในการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=4.19, S.D.=1.078) ความต้องการรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=3.88, S.D.=.695) 2. รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองของโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี มี 6 ขั้นตอนได้แก่ (1) การรับไว้ในโรงพยาบาล (2) การดำเนินการในเบื้องต้น (3) ดำเนินการในระยะเฝ้าระวังใน ward (4) การดูแลแบบสหสาขา (5) การวางแผนการจำหน่ายเพื่อประเมินความพร้อมกลับบ้าน และ (6) การติดตามหลังจำหน่าย 3. ผลการประเมินพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบการดูแลฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการใช้รูปแบบการดูแลฯ อยู่ในระดับมากที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นกัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293599
ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบในชุมชนของผู้สูงอายุอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
2026-03-22T01:55:42+07:00
ยุภาพร ยะอูป
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบในชุมชนของผู้สูงอายุ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอักเสบที่มารับบริการแบบผู้ป่วยในในโรงพยาบาลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 28 คน กลุ่มควบคุม 28 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง</p> <p> เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยใช้สถิติ Paired t – test และ Independence T – Test เนื่องจากผลการทดสอบการแจกแจงของข้อมูลด้วยสถิติ Shapiro–Wilk test พบว่าข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติ (p > .05)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโรคปอดอักเสบในชุมชนของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอักเสบภายในกลุ่มทดลองและหลังก่อนทดลอง ดีกว่ากลุ่มควบคุมและก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293046
การพัฒนาแอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิด NCDs ของนักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์
2026-03-12T10:45:25+07:00
นิสา ครุฑจันทร์
nisa@bcnsprnw.ac.th
ดารารัตน์ อยู่เจริญ
nisa@bcnsprnw.ac.th
รุ้งลาวัณย์ แก่นอาสา
nisa@bcnsprnw.ac.th
รวินทร์นิภา สะอิ้ง
nisa@bcnsprnw.ac.th
ลลิตา บุระตะ
nisa@bcnsprnw.ac.th
ลวิวรรณ ม่วงการ
nisa@bcnsprnw.ac.th
วัชรินทร์ พุกนุ่น
nisa@bcnsprnw.ac.th
วัฒนวงศ์ โตสี
nisa@bcnsprnw.ac.th
ศศิประภา อ่างอินทร์
nisa@bcnsprnw.ac.th
สโรชา ศรแก้ว
nisa@bcnsprnw.ac.th
<p> งานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเอง และเพื่อป้องกันการเกิด NCDs ของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยบรมราชชนนีสวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์ ชั้นปีที่ 2 ถึง 4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 554 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิด NCDs 2) แบบคัดกรองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 4) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิด NCDs ผ่านการตรวจสอบค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน เท่ากับ 1, 1, และ 1 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ดังนี้ แบบคัดกรองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เท่ากับ 1, 1, และ 1 ตามลำดับ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และแบบประเมินความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิด NCDs เท่ากับ 1, 1, และ 1 ตามลำดับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าใช้แอพพลิเคชั่นพฤติกรรมการดูแลตนเอง และเพื่อป้องกันการเกิด NCDs กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.53 ความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชั่น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับก่อนเข้าใช้แอพพลิเคชั่น (p < 0.01)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293090
ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ของวัยรุ่นตอนต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น
2026-03-01T14:10:08+07:00
สุพรรษา จิตรสม
supansa.chi@neu.ac.th
สุพัตรา เชาว์ไวย
supansa.chi@neu.ac.th
ชญานิศ ศรีรักษา
supansa.chi@neu.ac.th
<p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น จำนวน 165 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบจำเพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามี ค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .89 และ .91 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 78.19 (𝑥̅=72.11, SD=9.16) และความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r =.468, p<.001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293610
การค้นหาอาการที่ไม่พึงประสงค์โดยใช้เครื่องมือส่งสัญญาณที่พัฒนาขึ้นสำหรับ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี
2026-03-22T01:59:41+07:00
สมจิตร์ พาเจริญ
jurirat3445@hotmail.com
สุชาดา ขนานแข็ง
jurirat3445@hotmail.com
ยุวพรรณ อนุวงศ์นวรัตน์
jurirat3445@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยในที่เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 316 ราย การค้นหา ADEs ใช้เครื่องมือส่งสัญญาณที่พัฒนาขึ้นเฉพาะตามบริบทของสถาบัน และประเมินความสัมพันธ์ระหว่างยาและอาการไม่พึงประสงค์ด้วย Naranjo’s algorithm วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกส์แบบพหุเพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด ADEs</p> <p> ผลการศึกษา: เครื่องมือส่งสัญญาณจำนวน 13 รายการที่พัฒนาขึ้นมีค่า Positive Predictive Value ร้อยละ 67.7 โดยสัญญาณที่พบบ่อยที่สุดคือ T10–Benztropine mesylate injection อาการไม่พึงประสงค์ที่พบมากที่สุดคือกลุ่มอาการ Extrapyramidal Symptoms (EPS) คิดเป็นร้อยละ 39.9 ของผู้ป่วยทั้งหมด ยากลุ่มที่เป็นสาเหตุหลักคือยาต้านโรคจิต (antipsychotics) โดยเฉพาะ haloperidol ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกส์แบบพหุพบว่า ผู้ป่วยที่มีผลตรวจสารกลุ่ม benzodiazepines เป็นบวกมีความเสี่ยงต่อการเกิด EPS เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted OR = 3.55; 95% CI 1.18–10.66; p < 0.05) อายุที่น้อยลงเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระของการเกิด EPS ขณะที่ระดับ methamphetamine ที่สูงขึ้นแสดงแนวโน้มความสัมพันธ์แบบ dose–response ในการวิเคราะห์ตัวแปรเดียวแต่ไม่คงอยู่หลังปรับปัจจัยกวน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีผลลัพธ์การรักษาดี (ร้อยละ 91.5) และไม่พบเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293611
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
2026-03-22T02:03:26+07:00
เกษศิรินทร์ ประทุมเศษ
limmanee_99@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการบริการด้านสุขภาพ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้แนวคิดการจัดการตนเอง ระยะที่ 3 การประเมินผลลัพธ์ การพัฒนารูปแบบการการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการสนับสนุนการจัดการตนเองและการเยี่ยมบ้านระบบ Tele-nursingและTelemedicine ศึกษาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 ถึง ต.ค. 2567 คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ในการคัดเข้าศึกษา ประชากร คือ ผู้ป่วยระยะกลาง จำนวน 28 คน ที่เข้ารับบริการใน รพ.บรบือ ระหว่าง 1พ.ย.2566 ถึง 31 เม.ย.พ.ศ.2567 อาศัยในพื้นที่ ต.บรบือ-ต.หนองสิม อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมิน (ADL) คู่มือการสนับสนุนการจัดการตนเองและแผนการจัดการตนเองรายบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติอนุมาณ Paired samples t-test</p> <p> ผลการศึกษาได้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 1) Flow chart 2)รูปแบบการวางแผนจำหน่าย 3)รูปแบบการจัดทำCare plan ผลจากการนำระบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ เมื่อครบเวลา 6 เดือน ประเมิน ADL มีค่าคะแนนเพิ่มขึ้นจาก(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=9.60,S.D.=0.71) เพิ่มเป็น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=13.50 , S.D. = 0.75) พบว่าผู้ป่วยมีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นทุกราย และไม่พบภาวะแทรกซ้อน และผลการประเมินคุณภาพชีวิตของคุณภาพชีวิต ก่อนการพัฒนาพบว่าอยู่ในระดับต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=1.77,S.D.=0.23)ประเมินซ้ำหลังการพัฒนาพบว่าเพิ่มขึ้นทุกราย อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.89,S.D.=0.18) ประเมินความพึงพอใจของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.32,S.D.=0.81)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293612
การพยาบาลผู้ป่วยภาวะกระดูกหน้าแข้งหักจากมะเร็งปอดแพร่กระจาย : กรณีศึกษา
2026-03-22T02:06:58+07:00
ธารีรัตน์ วรากรกุล
pitinut99@hotmail.com
<p> การศึกษาแบบกรณีศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลแบบองค์รวมในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหักจากการแพร่กระจายของมะเร็งปอด รูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาเฉพาะราย (Case Study) ในผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 70 ปี วินิจฉัยเป็น Pathologic fracture mid-shaft tibia from CA lung metastasis เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กยึดตรึงกระดูกภายใน (ORIF with Nail) โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต การตรวจร่างกาย และบันทึกทางการแพทย์</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ระหว่างการนอนโรงพยาบาลแรกรับผู้ป่วยมีปัญหาความปวดและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวกิจกรรมการพยาบาลที่สำคัญ ได้แก่ ระยะก่อนผ่าตัด มีการประเมินระบบไหลเวียนส่วนปลาย ให้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Enoxaparin) เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด เตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ระยะหลังผ่าตัดมีภาวะซีดเสียเลือดจากการผ่าตัด (EBL 300 ml) ความเข้มข้นเลือดเหลือ 24 % ให้เลือด (PRC) 1 U และภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ให้ยาลดความดันโลหิตและเริ่มให้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันต่อ ระยะการฟื้นฟูสภาพ ส่งเสริมการเคลื่อนไหวด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน (Walker) ผู้ป่วยสามารถเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินได้ดี การดูแลแผลผ่าตัด แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ รวมผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 6 วัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293153
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการพักฟื้นในห้องพักฟื้นหลังดมยาสลบ ภายหลังการผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม โรงพยาบาลสงขลา
2026-03-03T15:11:34+07:00
สรวีย์ ธิติเลิศ
soraweethitilerd@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (survey research by retrospective study) ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยหญิงอายุ ≥18 ปี ที่เข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านมและได้รับยาสลบแบบทั่วร่างกาย ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2568 จำนวน 200 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการพักฟื้นใน PACU และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการพักฟื้นภายหลังการผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม โรงพยาบาลสงขลา เก็บข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางคลินิก ยาที่ใช้ และภาวะแทรกซ้อนใน PACU วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับ PACU length of stay โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 49.29±15.79 ปี โดยส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายอยู่ในช่วง 23.0–24.9 กก./ม² ร้อยละ 34.5 และไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 48.5 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ร้อยละ 93.0 ขณะที่ผู้ใช้ยา aspirin คิดเป็นร้อยละ 7.0 การผ่าตัดที่พบบ่อยที่สุดคือการผ่าตัดแบบเก็บรักษาเต้านม (lumpectomy/breast-conserving surgery) ร้อยละ 39.5 ระยะเวลาการผ่าตัดเฉลี่ย 59.72±33.54 นาที และระยะเวลาการดมยาสลบเฉลี่ย 79.73±35.18 นาที ภาวะแทรกซ้อนในห้องพักฟื้นหลังดมยาสลบ (PACU) พบภาวะเลือดออกหรือห้อเลือด ร้อยละ 10.0 ภาวะความดันโลหิตต่ำ ร้อยละ 16.0 และภาวะคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด (PONV) ร้อยละ 2.5 โดยไม่พบภาวะง่วงซึมมากผิดปกติหรือภาวะกดการหายใจ ระยะเวลาการพักฟื้นใน PACU มีค่าเฉลี่ย 60.30±8.29 นาที ผู้ป่วยร้อยละ 98 สามารถออกจาก PACU ได้ภายใน 90 นาที การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการพักฟื้นใน PACU อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้ยาในกลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด (p=0.0025) ปริมาณการใช้ยาโอปิออยด์ (p=0.0030) ภาวะเลือดออกหรือห้อเลือด (p=0.0354) และภาวะความดันโลหิตต่ำ (p=0.0002) ขณะที่อายุ ดัชนีมวลกาย โรคร่วม ชนิดและระยะเวลาการผ่าตัด ชนิดของโอปิออยด์ ระดับอาการปวด และภาวะคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด ไม่พบความสัมพันธ์</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293164
ดัชนีไกลเคชั่นของฮีโมโกลบิน(Hemoglobin Glycation Index) : ความชุกและปัจจัยเสี่ยงในการทำนายการเกิดโรคไตเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลระยอง
2026-03-02T10:11:39+07:00
ปิยะเรข ปภิรัชนาท
parprae@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตเบาหวาน (Diabetic Kidney Disease; DKD) และประเมินความสัมพันธ์ระหว่าง Hemoglobin Glycation Index (HGI) กับการเกิด DKD ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ การศึกษาแบบ retrospective cohort ใช้ข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยระหว่างปี พ.ศ. 2561–2562 และติดตามผล 5 ปี คำนวณค่า HGI จากความสัมพันธ์ระหว่าง HbA1c และ fasting plasma glucose (FPG) ณ baseline และจัดระดับเป็น tertiles วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย logistic regression</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 115 ราย พบการเกิด DKD จำนวน 35 ราย คิดเป็นความชุกตลอดช่วงติดตาม 5 ปีร้อยละ 30.43 เมื่อเปรียบเทียบลักษณะพื้นฐาน พบว่า มีค่า FPG เริ่มต้นสูงกว่า (173.37±67.41 เทียบกับ 136.23±36.34 mg/dL, p<0.01) ค่า HbA1c สูงกว่า (8.21±1.66 เทียบกับ 7.47±1.48%, p<0.01) และระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า (178.85±105.69 เทียบกับ 134.2±59.31 mg/dL, p<0.01) เมื่อจำแนกตามระดับ HGI tertiles ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิด DKD ทั้งก่อนและหลังปรับตัวแปรกวน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293219
ความสามารถในการวินิจฉัยอัตราส่วนของนิวโทรฟิลต่อลิมโฟซัยท์ และอัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟซัยท์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่รับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือด โรงพยาบาลระยอง
2026-03-06T14:30:28+07:00
ภัทร ชุติมานุกูล
patthara_chu@hotmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าจุดตัดที่เหมาะสมของอัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์และอัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ และปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่รับบริการทดแทนไตโดยการฟอกเลือด โรงพยาบาลระยอง เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study ศึกษาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือดเป็นประจำ ที่โรงพยาบาลระยอง จากฐานเวชระเบียนโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – ธันวาคม 2564 และติดตามจนกระทั้งสถานะสุดท้ายของชีวิต 31 ธันวาคม 2568 ขนาดตัวอย่างในการศึกษา 101 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ chi-square test หรือ fisher exact, independent t-test, Mann-Whitney-U test หาค่าจุดตัดที่เหมาะสม โดยใช้ diagnostic test วิเคราะห์การรอดชีพ (Survival Analysis) และวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตด้วยวิธี stepwise Cox proportional hazards regression</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จากการศึกษาผู้ป่วย 101 ราย พบผู้เสียชีวิตหลังการติดตาม 27 ราย (ร้อยละ 26.7) มีค่ามัธยฐานการรอดชีพ (Median survival time) 5.9 ปี เมื่อประเมินความสามารถในการจำแนกความเสี่ยงการเสียชีวิต พบว่า NLR มีค่า AUC เท่ากับ 0.68 โดยค่าจุดตัดที่เหมาะสมคือ 4.93 (ความไว 50.0%, ความจำเพาะ 82.9%) ขณะที่ PLR มีค่า AUC เท่ากับ 0.62 มีค่าจุดตัด 367.31 (ความไว 41.2%, ความจำเพาะ 80.6%) จากการวิเคราะห์พหุตัวแปรด้วยวิธี Cox proportional hazards regression พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์ (NLR) ≥ 4.93 Adjust HR = 2.75 (1.26-5.99) และการมีโรคหัวใจ Adjust HR = 3.05 (1.11-8.44)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293613
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในการเจ็บป่วยระยะกลาง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ : กรณีศึกษา
2026-03-22T02:10:23+07:00
ทัศน์วรรณ ชาลีวรรณ
adisak871987@hotmail.com
<p> ศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2568- ธันวาคม 2568 โดยใช้กรอบแนวคิด 11 แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน ทฤษฎีการดูแลตัวเองของโอเร็ม โดยค้นหาปัญหา วางแผนปฏิบัติการพยาบาล ประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong> ผลการศึกษา :</strong></p> <p> กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 68 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการ แขนและขาด้านซ้ายอ่อนแรง การวินิจฉัย Acute Cerebral infraction S/P Craniectomy ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ผ่าตัดสมองจากภาวะเลือดออกในสมอง ร่วมกับภาวะชักเกร็ง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แผนการรักษาให้รับการรักษาด้วยยา ฟื้นฟูสภาพร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต การทำกายภาพบำบัด ควบคุมความดันโลหิต หลังติดตามดูแลต่อเนื่อง Glasgow coma scale (GCS) E4V5M6 ยังมีอาการแขนและขาด้านซ้ายอ่อนแรง Motor power ด้านซ้าย grade II ด้านขวา grade V พบปัญหาแทรกซ้อน คือภาวะความดันโลหิตสูง การเคลื่อนไหวบกพร่อง เสี่ยงต่อการสำลักอาหาร ความสามารถในการดูแลตนเองบกพร่อง ADL=10 คะแนน MRS=5 คะแนน พบปัญหาขาดผู้ดูแลหลัก และมีภาวะเศรษฐกิจหลังการเจ็บป่วย หลังรับการรักษาให้การดูแลต่อเนื่องโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อาการผู้ป่วยดีขึ้นตามลำดับ</p> <p> กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 81 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการ อ่อนแรงด้านขวา ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด การวินิจฉัยโรค Acute Cerebral infraction due to MCA Thrombosis ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แพทย์จำหน่ายกลับบ้านเพื่อฟื้นฟูสภาพต่อเนื่อง อาการ Glasgow coma scale (GCS) E4V2M5 ยังมีอาการแขนและขาด้านขวาอ่อนแรง ปากเบี้ยว Motor power ด้านขวา grade II ด้านซ้าย grade IV รับการรักษาด้วยยาและฟื้นฟูสภาพ พบปัญหาภาวะความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเคลื่อนไหวและความสามารถในการดูแลตนเองลดลง ADL=30 คะแนน MRS=4 คะแนน พบปัญหาการกลืนได้รับอาหารทางสายยาง ภายหลังการรักษาและการฟื้นฟูสภาพ อาการโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นตามลำดับ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293260
การพัฒนารูปแบบการจัดการอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีส่วนร่วม มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา
2026-03-07T13:46:20+07:00
ภัชชนก รัตนกรปรีดา
yaowalak.te@skru.ac.th
เยาวลักษณ์ เตี้ยนวน
yaowalak.te@skru.ac.th
บุญเรือง ขาวนวล
yaowalak.te@skru.ac.th
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีส่วนร่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis and McTaggart ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การสังเกตตรวจสอบผล และการสะท้อนผลการปฏิบัติ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยรหัสโรคหลัก V010-V8929 จำนวน 2,473 คน 2) ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 คน 3) นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 77 คน และ 4) ยานพาหนะที่สัญจรภายในพื้นที่ศึกษา ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 391 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 362 คัน รวมทั้งสิ้น 2,671 ราย/หน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบบันทึกสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน ชุดเครื่องมือบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนมุ่งเน้นผลลัพธ์ (เครื่องมือ 5 ชิ้น) แบบประเมินผลหลังการปฏิบัติการ แบบบันทึกการสังเกตการณ์ และแบบบันทึกสำรวจจุดเสี่ยง ดำเนินการเก็บข้อมูลในรอบวงจรที่ 1 ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการจัดการอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นคือ PMRHe Model ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย (Participation: P) ผ่านกลไกการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ในระยะก่อการ เพื่อสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็ง 2) การบริหารจัดการและสำรวจจุดเสี่ยง (Management: M) ต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนทั้งพื้นที่ภายในและโดยรอบมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปสู่การจัดการเชิงกายภาพ 3) การอบรมแกนนำนักศึกษาต้นแบบ (Role Model: R) เพื่อให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนพฤติกรรมความปลอดภัย และ 4) การเสริมพลังสร้างสุขภาพ (Health Empowerment: He) ให้แก่นักศึกษาและบุคลากรผ่านกลยุทธ์ที่หลากหลาย ได้แก่ การบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน การประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านเสียงตามสายและสื่อสังคมออนไลน์ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนการรณรงค์ผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293279
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโกในการป้องกันการหกล้มของผู้ป่วย เบาหวานกลุ่มผู้สูงอายุตอนกลางในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
2026-03-07T13:50:29+07:00
รัติยากร เจริญท้าว
aree.b@ubu.ac.th
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบโอทาโกในการป้องกันการหกล้มของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มผู้สูงอายุตอนกลางในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 40 คน รวม 80 คน กลุ่มทดลอง คือ ผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคเบาหวานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มเปรียบเทียบ คือ ผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคเบาหวานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test เปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรระหว่างกลุ่มก่อนและหลังการทดลองโดยใช้สถิติ independent t-test กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องการป้องกันการหกล้ม การรับรู้ความเสี่ยงของการหกล้ม การรับรู้ความรุนแรงของการหกล้ม การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการหกล้ม การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันการหกล้ม การรับรู้ความสามารถของตนในการป้องกันการหกล้ม พฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการหกล้มสูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มทดลองมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องการป้องกันการหกล้ม การรับรู้ความเสี่ยงของการหกล้ม การรับรู้ความรุนแรงของการหกล้ม การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการหกล้ม การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันการหกล้ม การรับรู้ความสามารถของตนในการป้องกันการหกล้ม พฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการหกล้มสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293614
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้สำหรับการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 โรงพยาบาลวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
2026-03-22T02:13:36+07:00
วิมลวรรณ แก้วคำแสน
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการให้ความรู้สำหรับการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบความรู้ เจตคติ ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนและหลังเข้าโปรแกรมการให้ความรู้สำหรับการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 งานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวาริชภูมิ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีค่าน้ำตาลมากกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน ที่ขึ้นทะเบียนที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวาริชภูมิ จำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระยะเวลาดำเนินการ เดือน กันยายน 2568 – ธันวาคม 2568 โดยใช้โปรแกรมการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน แบบวัดการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างภายในกลุ่มด้วย Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน ความรู้เรื่องโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 2.93 คะแนน การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน จากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 6.78 คะแนน และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น 6.13 คะแนน สูงกว่าก่อน เข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) และมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293615
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ โรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก
2026-03-22T02:16:25+07:00
สงน บุญญะ
sirisakpom64@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ โรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความรู้ในการปฏิบัติตัวและการได้รับต้านไวรัส และแบบประเมินความพึงพอใจในการมารับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้พรรณนาและการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน มิถุนายน 2568 ถึง ธันวาคม 2568</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ประกอบด้วย1) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 2) อบรมฟื้นฟูศักยภาพ ผู้ประสานงาน และทีมที่ดูแลฯ 3) ปรับระเบียบปฏิบัติงานทางคลินิก และมีการประกาศใช้ 4) ปรับสถานที่และสิ่งแวดล้อมสำหรับให้บริการโดยเฉพาะ เมื่อนำรูปแบบที่พัฒนามาใช้ พบว่า หลังการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ที่ถูกต้องสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 มีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างทุกคนรับการรักษาตามแพทย์นัดทุกครั้ง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293616
ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อระดับความดันโลหิต พฤติกรรมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงความดันโลหิตสูง
2026-03-22T02:20:06+07:00
ยุรฉัตร์ สวัสดี
adisak871987@hotmail.com
กนก พานทอง
adisak871987@hotmail.com
ยุทธนา จันทะขิน
adisak871987@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยการประยุกต์แนวคิดหน้าที่บริหารจัดการของสมองร่วมกับทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพสำหรับเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มีอายุ 35–59 ปี จำนวน 75 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มอย่าง่าย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยการประยุกต์แนวคิดหน้าที่บริหารจัดการของสมองร่วมกับทฤษฎีความเชื่อเรื่องสุขภาพที่พัฒนาขึ้น กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับโปรแกรมตามทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ และกลุ่มควบคุม ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ แบบประเมินหน้าที่บริหารจัดการของสมอง แบบประเมินความเชื่อด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบสอบถามคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Dependent t-test, One-way ANOVA และ One-way ANCOVA</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยรวมเท่ากับ 3.88 อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองที่ 1 มีคะแนนหน้าที่บริหารจัดการของสมอง คะแนนความเชื่อด้านสุขภาพ และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองที่ 1 มีคะแนนหน้าที่บริหารจัดการของสมอง และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 ในขณะที่คะแนนคุณภาพชีวิตของกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุมกลุ่มไม่แตกต่างกัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293617
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ในเขตเศรษฐกิจ พิเศษชายแดนไทย-กัมพูชา
2026-03-22T02:23:15+07:00
วรรณพร พงษ์ไกรกิตติ
limmanee_99@hotmail.com
พูลพงศ์ สุขสว่าง
limmanee_99@hotmail.com
ยุทธนา จันทะขิน
limmanee_99@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกัน การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-กัมพูชาที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เปรียบเทียบโมเดลความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนากับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาและกลุ่มที่ไม่ได้รับป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเข็มกระตุ้น ทำการศึกษากับประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชาย และเพศหญิง อาศัยอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดตราด โดยคำนวณขนาดตัวอย่างจาก 15 เท่าของตัวแปรสังเกตได้ จำนวน 600 คน การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ การตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-กัมพูชาที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้โปรแกรม Jamovi</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย – กัมพูชา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) เจตคติต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา มีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผ่านความตั้งใจในการทำพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 3) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผ่านความตั้งใจในการทำพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 4) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนามีอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา และมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผ่านความตั้งใจในการทำพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา และ 5)โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของกลุ่มที่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาและกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเข็มกระตุ้นแตกต่างกัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293618
การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมผู้ป่วยยาเสพติดที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
2026-03-22T02:26:35+07:00
สุภาพรรณ วงศ์เสาร์
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมผู้ป่วยยาเสพติดที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นต่อทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรง พฤติกรรมการใช้ความรุนแรง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยยาเสพติด การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ผู้ป่วยยาเสพติดที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 94 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกภาคีเครือข่าย จำนวน 15 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยใช้ข้อมูลจากระยะที่ 1 ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วม (AIC) และแนวคิดการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) แนวคิด CBTx การจัดการรายกรณี (Case Management) และทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาว (Peplau’s Interpersonal Relations Theory) และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบในผู้ป่วยยาเสพติด จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง (PVSS) แบบประเมินทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรง แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง และแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรงต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=22.31, p<.01) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-21.44, p<.01) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=8.72, p<.01) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-6.55, p<.01) และมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-14.06, p<.001) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า หลังการใช้รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มทดลองมีทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรงและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบและมีคุณภาพชีวิตผู้ป่วยยาเสพติดสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293619
การพยาบาลผู้สูงอายุโรคต้อกระจกที่มีภาวะโรคร่วมเบาหวานที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม โรงพยาบาลพัฒนานิคม : กรณีศึกษา
2026-03-22T02:29:31+07:00
จารุนีย์ โฉมบุตร
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้สูงอายุโรคต้อกระจกที่มีภาวะโรคร่วมเบาหวานที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน อาการและอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการได้รับยา การผ่าตัด แบบแผนการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ การพยาบาลผู้ป่วยตั้งแต่แรกรับ การวินิจฉัยการพยาบาล และแบบบันทึกการพยาบาลผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา อาการทางคลินิก ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ตามกรอบแนวคิดการพยาบาลองค์รวม ครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจและการวางแผนจำหน่ายแบบ DMETHOD และประเมินผลการพยาบาลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า การดูแลที่สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและผู้ดูแลก่อนและหลังการผ่าตัดทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การให้คำแนะนำการปฏิบัติตนเรื่องโรค อาการผิดปกติ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาวะโรคร่วมก่อนและหลังผ่าตัด เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการปวดตา การเฝ้าระวังความปวด การปฏิบัติตัวไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากตามองเห็นไม่ชัดและการครอบ eye shields และการเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายผู้ป่วยและครอบครัว เรื่องการปฏิบัติตนในการดูแลตนเองที่บ้านหลังการจำหน่ายและส่งต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อการดูแลต่อเนื่อง ทำให้สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลาวันนอนโรงพยาบาล และเกิดความพึงพอใจ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293338
การพัฒนารูปแบบเสริมสร้างศักยภาพเขิงระบบเพื่อปรับปรุงการสอบสวนควบคุมโรคแอนแทรกซ์ของหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อที่ถ่ายโอนภารกิจ ในพื้นที่ชายแดนเขตสุขภาพที่ 10 พ.ศ.2568
2026-03-08T14:23:01+07:00
ชัยนันต์ บุตรกาล
chainanbutkan@gmail.com
สำรวย ศรศรี
chainanbutkan@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบในการปรับปรุงการสอบสวนควบคุมโรคแอนแทรกซ์ของหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ (CDCU) ที่ถ่ายโอนภารกิจในพื้นที่ชายแดนเขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มเป้าหมายคัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 1 หน่วย เครื่องมือประเมินผลเป็นแบบบันทึกข้อมูลผลการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยรวบรวมข้อมูลจากเนื้อหาบรรยาย วิเคราะห์และสรุปผล</p> <p> ผลการศึกษาภายหลังการนำรูปแบบเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบไปปรับปรุงการสอบสวนควบคุมโรค ตามกรอบ PAOR มี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย (P) การวางแผนเป็นการวิเคราะห์ปัญหาและจัดทำแผนแก้ไข (A) การปฏิบัติเป็นการพัฒนาและนำรูปแบบเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบผ่านกระบวนการพี่เลี้ยงไปใช้จริง (O) การสังเกตการณ์เป็นการประเมินผลลัพธ์ และ (R) การสะท้อนผลด้วยการถอดบทเรียนความสำเร็จ ผลลัพธ์พบว่า หน่วย CDCU มีศักยภาพการสอบสวนควบคุมโรคได้เพิ่มขึ้นสามารถลดจำนวนผู้สัมผัสโรคได้ ควบคุมและลดจุดชำแหละสัตว์ไม่ถูกสุขลักษณะที่ตรวจพบเชื้อได้ และได้ขยายผลรูปแบบโดยบรรจุในหลักสูตรอบรมระบาดวิทยาสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วย CDCU อบจ.ศรีสะเกษ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293644
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
2026-03-22T23:15:09+07:00
มยุรี นุ้ยมาก
jurirat3445@hotmail.com
<p> การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (survey research by cross-sectional study) มีเพื่อศึกษาระดับและความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตกับภาวะซึมเศร้า ในผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด จำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดย สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้รวม (x̄ = 3.08) องค์ประกอบด้าน ความรู้ความเข้าใจในการมีสุขภาพจิตระดับที่ดีสูงสุด (x̄ = 3.33) โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.00 มีความรอบรู้ระดับดีมาก และส่วนใหญ่ร้อยละ 93.00 ไม่มีภาวะซึมเศร้า (x̄ = 1.08) ด้านความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าในระดับปานกลาง (r = -.374, p < .001) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การลดการตีตราต่อการเจ็บป่วยทางจิตมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าสูงที่สุด (r = -.268, p < .01) รองลงมาคือความสามารถในการขอรับความช่วยเหลือ (r = -.220, p < .05) ส่วนความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า (p > .05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293645
การเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างการฉีดยาชาสกัดกั้นข่ายประสาทเบรเคียลบริเวณรักแร้ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และการระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย ในผู้ป่วยกระดูกเรเดียสส่วนปลายหัก ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดแผลจัดกระดูกและยึดตรึงด้วยโลหะในโรงพยาบาลพิมาย
2026-03-22T23:18:46+07:00
สุรีย์รัตน์ พูพิมาย
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการฉีดยาชาสกัดกั้นข่ายประสาทเบรเคียลบริเวณรักแร้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง กับการระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย ในผู้ป่วยกระดูกเรเดียสส่วนปลายหักที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดแผลจัดกระดูกและยึดตรึงด้วยโลหะ ที่โรงพยาบาลพิมาย ศึกษาจากข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยจำนวน 180 ราย ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสองกลุ่ม จำนวนกลุ่มละ 90 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดย จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Chi-square หรือ Fisher's exact test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระดับความปวดหลังผ่าตัดที่ชั่วโมงที่ 1 และ 12 การได้รับยาบรรเทาอาการปวดที่ชั่วโมงที่ 1 และ 12 และคะแนนความปวดหลังผ่าตัดชั่วโมงที่ 1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การฉีดยาชาสกัดกั้นข่ายประสาทเบรเคียลบริเวณรักแร้โดยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นวิธีการระงับความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมความปวดหลังผ่าตัดในระยะแรก และอาจช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดเมื่อเปรียบเทียบกับการระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย ผลการศึกษาสนับสนุนการใช้การฉีดยาชาสกัดกั้นข่ายประสาทเบรเคียลบริเวณรักแร้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นทางเลือกในการระงับความรู้สึกสำหรับการผ่าตัดกระดูกเรเดียสส่วนปลายหัก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293649
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในผู้ป่วย ที่ใช้สารแอมเฟตามีนและเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง
2026-03-22T23:22:21+07:00
สุวิมล สนั่นชาติวณิช
wuttisakboon@hotmail.com
บุบผา บุญญามณี
wuttisakboon@hotmail.com
มยุรี ลัคนาศิโรรัตน์
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในผู้ป่วยที่ใช้สารแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ใช้สารแอมเฟตามีน และเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจ ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ดำเนินกิจกรรมแบบกลุ่มในโรงพยาบาล ระยะเวลา 4 สัปดาห์ 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ โดยเครื่องมือทั้ง 2 ส่วนผ่านการตรวจสอบตรงเชิงเนื้อหาด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ค่าความเที่ยงของแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ เท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติไคว์สแคว์ การทดสอบที และการวิเคราะห์การแปรปรวนแบบวัดซํ้า (Two-way repeated measurement ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำของกลุ่มทดลองในระยะหลังหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ติดตาม 1 เดือน และ 3 เดือน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการกลับไปเสพซ้ำในระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ติดตาม 1 เดือน และ 3 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293347
ประสิทธิผลของการบริโภคเครื่องดื่มปลีกล้วยผสมขิงสำเร็จรูปต่อการเพิ่มน้ำนมในมารดาหลังคลอดและการลดภาวะโคลิกในทารก: การศึกษาเชิงทดลองในชุมชน
2026-03-09T04:19:53+07:00
เพ็ชรัตน์ เตชาทวีวรรณ
umasawan2016@gmail.com
พงค์สุวรรณ สมาแฮ
umasawan2016@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมในมารดาหลังคลอดและการลดลงของภาวะโคลิกในทารก ก่อนและหลังการบริโภคเครื่องดื่มปลีกล้วยผสมขิงสำเร็จรูป ศึกษาเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) ในกลุ่มตัวอย่างมารดาหลังคลอดที่มีบุตรมีภาวะโคลิก จำนวน 30 คน ในเขตพื้นที่ชานเมือง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เครื่องดื่มปลีกล้วยผสมขิงสำเร็จรูปและแบบบันทึกปริมาณน้ำนมและพฤติกรรมทารก (3-Day Diary) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการบริโภคเครื่องดื่มปลีกล้วยผสมขิงสำเร็จรูปติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยของมารดาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ภาวะโคลิกในทารก ได้แก่ ระยะเวลาการร้องไห้เฉลี่ยลดลง และระยะเวลาการนอนหลับต่อเนื่องยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงในมารดาและทารก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293445
การพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์
2026-03-13T10:37:42+07:00
ประวัติ พลแสน
prawat.polsaen@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย 18 คน และ 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 232 คน สุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาความรู้และศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน 3) การดำเนินงานเชิงรุกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในชุมชน และ 4) การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=19.53 S.D.=2.42) และการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.37 S.D.=0.18 และหลังการพัฒนารูปแบบมีความรู้และการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293650
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ โรงพยาบาลสองพี่น้อง
2026-03-22T23:26:16+07:00
สุดใจ บุญก่อเกื้อ
pitinut99@hotmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ โรงพยาบาลสองพี่น้อง กลุ่มตัวอย่างทำการคัดเลือกแบบเจาะจงคือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน (Barthel Activities of Daily Living : ADL) และแบบบันทึกภาวะแทรกซ้อนจากการดูแล ใช้ระยะการดำเนินการ 14 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ โรงพยาบาล สองพี่น้อง ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) ขั้นตอนการดำเนินการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ตั้งแต่รับการรักษาในโรงพยาบาลต่อเนื่องถึงชุมชน และ 2) การส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองตามแนวคิดของแบนดูรา หลังการใช้รูปแบบฯพบว่า ทั้งกลุ่มทดลองกลุ่มเล็กและกลุ่มทดลองกลุ่มใหญ่ 1) มีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับบ่อยครั้งถึงทุกครั้ง โดยภาพรวมผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับบ่อยครั้งเท่ากัน (= 4.24, SD = 3.00) และ (= 4.10, SD = 2.71) ตามลำดับ 2) มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน (ADL) ได้ด้วยตัวเอง (= 17.13, SD = 3.64) และ (= 18.11, SD = 2.47) และค่า ADL สูงกว่าก่อนได้รับรูปแบบฯ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) เช่นกัน ส่วนภาวะแทรกซ้อน พบว่า กลุ่มทดลองกลุ่มเล็ก เกิดrecurrent ร้อยละ 12.50 ส่วนใหญ่ไม่readmit ร้อยละ 62.50 เกิดปอดอักเสบและแผลเบาหวานติดเชื้อ ร้อยละ 12.50 เท่ากัน ขาดยา ร้อยละ 25.00 และกลุ่มทดลองกลุ่มใหญ่ พบเพียงการเกิดปอดอักเสบ ร้อยละ 5.26 แผลเบาหวานติดเชื้อ ร้อยละ 10.53 และติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ร้อยละ 5.26</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293651
การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-03-22T23:29:12+07:00
มะลิวัลย์ ถิตย์สุวรรณ
sirisakpom64@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบมารดาตั้งครรภ์แรก 2 ราย ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรงขณะตั้งครรภ์ (Severe Preeclampsia) และหลังคลอด ที่เข้ารับการรักษาในห้องคลอด หอผู้ป่วยสูตินรีเวช และหอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัญหา ความต้องการ และการวางแผนการพยาบาลตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระยะคลอด ระยะหลังคลอด จนถึงระยะวางแผนจำหน่าย รวบรวมข้อมูลจากการซักประวัติ การประเมินอาการ การตรวจร่างกาย และข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยและญาติ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแนวคิดการประเมินแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน (Gordon’s 11 Functional Health Patterns) เพื่อวางแผนการพยาบาลและประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ</p> <p> ผลการศึกษา:</p> <p>กรณีศึกษาที่ 1: มารดาตั้งครรภ์แรก วินิจฉัยมีภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรงร่วมกับภาวะทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน (Fetal hypoxia) จำเป็นต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมความดันโลหิตและป้องกันอาการชักด้วย Magnesium sulfate ร่วมกับการให้เลือดเพื่อแก้ไขภาวะซีด นอกจากนี้ยังตรวจพบภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) ร่วมด้วย ซึ่งได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มารดาและทารกจำหน่ายกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย</p> <p>กรณีศึกษาที่ 2: มารดาตั้งครรภ์แรก อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ วินิจฉัยมีภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรง ได้รับการดูแลตามมาตรฐานในการป้องกันอาการชักด้วย Magnesium sulfate การควบคุมความดันโลหิตด้วยยาลดความดันทางหลอดเลือดดำ และการยุติการตั้งครรภ์โดยการผ่าตัดคลอดเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ผลการรักษาพบว่ามารดาและทารกปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และสามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ในสภาพดี</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293661
ผลของโปรแกรมการควบคุมโซเดียมด้วยเครื่องวัดความเค็ม เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วย เบาหวานและความดันโลหิตสูง ศูนย์บริการสาธารณสุข 2 (บ้านนาโพธิ์) เทศบาลเมืองหนองคาย
2026-03-22T23:32:21+07:00
กัลยาณี ปุณขันธุ์
boonserm_wan@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการควบคุมโซเดียมด้วยเครื่องวัดความเค็ม เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ศูนย์บริการสาธารณสุข 2 (บ้านนาโพธิ์) เทศบาลเมืองหนองคาย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quai-experimental research) แบบกลุ่มเดี่ยว (One group pretest–posttest design) โดยการเปรียบเทียบคะแนนความรู้ พฤติกรรมการบริโภคโซเดียมและผลลัพธ์ทางคลินิกก่อนและหลังการใช้โปรแกรม ในกลุ่มอายุ 40–80 ปี มีระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD stage) ระยะ 2-3 จำนวน 23 คน ช่วงเดือนเมษายน–เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 การคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการควบคุมโซเดียมด้วยเครื่องวัดความเค็ม เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem Self-care Theory) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ได้ค่า CVI = .82 แบบประเมินความรู้มีค่าความเชื่อมั่นได้สัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค = .70 แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตัวชะลอไตเสื่อม วิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการดูแลรักษาไตและค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อชะลอไตเสื่อมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) และผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น อัตราการกรองของไต (eGFR) ค่าการทำงานของไต (Cr) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) แต่ระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD Stage) ไม่มีความแตกต่างกันจาก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ (p > 0.05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293101
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัยของนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี
2026-03-23T11:18:59+07:00
กัณฐิกา พานิชผล
mym87453@gmail.com
มณิสรา บุญจริง
tammanissara2546@gmail.com
ศุภาวรรณ ศรีวะลา
Shopblythe48@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัยของนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ชั้นปีที่ 1-4 และนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1-2 รวมกันเป็นจำนวน 175 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามที่พัฒนา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไคสแควร์ (Chi-square) และการทดสอบสถิติสัมประสิทธิ์สหพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Correlation) และทดสอบการเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ t-test และ Anova โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัยของนักศึกษาอย่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือ ความรู้และความเข้าใจในการจัดการความปลอดภัยทางถนน (r = 0.333, p = 0.000) และด้านการปฏิบัติ และสื่อสาร (r = 0.509, p = 0.000) และปัจจัยด้านรถจักรยานยนต์ (r = 0.333, p = 0.000) ขณะที่ปัจจัยด้านเพศ ช่องทางการได้รับข้อมูลความปลอดภัย และบริการเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยทางถนนไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294193
การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุติดเชื้อดื้อยาหลายขนานในระบบทางเดินปัสสาวะ : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-03-31T09:51:07+07:00
ชนิฎา สายเสมา
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อดื้อยาหลายขนานในระบบทางเดินปัสสาวะ จำนวน 2 ราย โดยใช้กรอบแนวคิดแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของ Marjory Gordon และแนวทางการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล การศึกษาเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์ การประเมินภาวะสุขภาพ และการติดตามผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลตามกระบวนการพยาบาล ได้แก่ การประเมินภาวะสุขภาพ การวินิจฉัยการพยาบาล การวางแผน การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผล โดยเน้นมาตรการป้องกันการติดเชื้อ เช่น การแยกผู้ป่วยตามมาตรการ Contact Precautions การล้างมืออย่างถูกวิธี การจัดการสายสวนปัสสาวะอย่างเหมาะสม และการเฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 รายได้รับการดูแลตามกระบวนการพยาบาลอย่างเป็นระบบ สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม และไม่พบการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ป่วยรายอื่นในหอผู้ป่วย</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293378
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคปอดในเขตสุขภาพที่ 6 ปีงบประมาณ 2567
2026-03-20T15:01:01+07:00
ณัฐพล ลาวจันทร์
natthaponlaochan@gmail.com
อัฐสิมา มาศโอสถ
assima.mad@gmail.com
อภิญญา เปี่ยมวัฒนาทรัพย์
apinya2112@yahoo.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคปอดในเขตสุขภาพที่ 6 เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (retrospective analytical cohort study) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโปรแกรมรายงานข้อมูลวัณโรคประเทศไทย National Tuberculosis Information Program (NTIP) ประชากรศึกษาคือผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ขึ้นทะเบียนรักษาในเขตสุขภาพที่ 6 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 โดยคัดผู้ที่อยู่ระหว่างรักษา ถูกเปลี่ยนการวินิจฉัย ขึ้นทะเบียนใหม่เป็นวัณโรคดื้อยา หรือเสียชีวิตจากสาเหตุภายนอกออก กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์มีจำนวน 6,258 ราย เป็นกลุ่มที่ไม่เสียชีวิต 5,684 ราย (ร้อยละ 90.8) และเสียชีวิตระหว่างการรักษา 574 ราย (ร้อยละ 9.2) ประเมินขนาดความสัมพันธ์ด้วยค่า Relative Risk ที่ปรับแล้ว (adjusted relative risk; aRR) จากสมการถดถอยปัวซองดัดแปลง (modified Poisson regression) ผลการวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปี (aRR 5.53; 95%CI 3.74–8.16) เพศชาย (aRR 1.22; 95%CI 1.02–1.45) ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 กก./ม.² (aRR 1.39; 95%CI 1.21–1.70) การดื่มแอลกอฮอล์ (aRR 2.09; 95%CI 1.32–3.32) การติดเชื้อเอชไอวีร่วม (aRR 2.90; 95%CI 2.26–3.72) โรคไตเรื้อรัง (aRR 2.32; 95%CI 1.69–3.18) เบาหวาน (aRR 1.43; 95%CI 1.18–1.75) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (aRR 1.42; 95%CI 1.03–1.96) และผลตรวจเสมหะย้อมเชื้อ AFB เป็นบวกก่อนรักษา (aRR 1.44; 95%CI 1.21–1.71)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293662
การหาปริมาณ rosmarinic acid ในสารสกัดแห้งของใบหญ้าหนวดแมว ด้วยวิธี Ultra-High Performance Liquid Chromatography
2026-03-22T23:38:46+07:00
สิริชัย กระบี่ศรี
wuttisakboon@hotmail.com
ยาบารียะห์ สะมาแห
wuttisakboon@hotmail.com
กรวิกา จารุพันธ์
wuttisakboon@hotmail.com
ศิริวรรณ ชัยสมบูรณ์พันธ์
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณ rosmarinic acid ในสารสกัดแห้งของใบหญ้าหนวดแมว ด้วยวิธี Ultra-High Performance Liquid Chromatography (UHPLC) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 1) พัฒนาวิธีการเตรียมสารสกัดแห้งจากวัตถุดิบหญ้าหนวดแมวด้วยตัวทำละลาย ethanol โดยวิธี sonication และ reflux 2) ตรวจสอบความถูกต้องของวิธีวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ ICH guideline ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีชนิดของเหลวประสิทธิภาพสูงด้วยเครื่อง UHPLC 3) วิเคราะห์หาปริมาณ rosmarinic acid ในสารสกัดแห้งหญ้าหนวดแมว ผลการทดสอบพบว่าวิธีการทำสารสกัดแห้งจากหญ้าหนวดแมวด้วยตัวทำละลาย 70% v/v ethanol โดย sonication เป็น เวลา 70 นาที ซึ่งเป็นการสภาวะการสกัดที่เหมาะสมที่ได้ปริมาณสารสำคัญ rosmarinic acid สูงสุด และสภาวะของระบบโครมาโทกราฟีที่เหมาะสมที่ใช้ในการแยกสาร rosmarinic acid คือใช้คอลัมน์ชนิด C18 ขนาด 4.6 x150 มิลลิเมตร ขนาดอนุภาค 5 ไมโครเมตร เป็นวัฏภาคคงที่และใช้ acetonitrile และ 0.1% formic acid ใน water (30:70) แบบ isocratic อัตราการไหล 0.5 ml/min เป็นวัฏภาคเคลื่อนที่ ตรวจวัดด้วย DAD ที่ความยาวคลื่น 330 nm จะปรากฏตำแหน่ง peak ของสาร rosmarinic acid ที่ retention time ในช่วง 9.6-9.7 นาที โดยวิธีดังกล่าวมีความจำเพาะเจาะจง และมีช่วงการวิเคราะห์ที่มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงในช่วงความเข้มข้น 20-160 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และมีปริมาณ rosmarinic acid ในสารสกัดแห้งของใบหญ้าหนวดแมว จำนวน 12 ตัวอย่าง มีค่า 1.34-4.13 และ ค่าเฉลี่ย 2.09<u>+</u>0.83 ร้อยละโดยน้ำหนัก วิธีวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นนี้ มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าวิธีการวิเคราะห์ที่มีรายงานไว้ก่อนหน้านี้ ในแง่ของความเรียบง่ายและเวลาที่รวดเร็วในวิธีเตรียมตัวอย่าง และการเตรียมวัฏภาคเคลื่อนที่</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293664
ผลของโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัส โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร
2026-03-22T23:41:18+07:00
ฐิตา สารเสนา
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเอชไอวีก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจ 2) เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 3) เปรียบเทียบค่าปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral load) และระดับ CD4 ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Paired t-test และIndependent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (Cohen’s d = 1.85) ผลลัพธ์ทางคลินิกในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพบว่า ค่าปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral load) ลดลง และระดับ CD4 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293666
การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-03-22T23:47:10+07:00
กรชนก ภูจอมนิล
limmanee_99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน จำนวน 2 ราย กรณีศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เปรียบเทียบ 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ปี 2569 โดยศึกษาจากประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลจากผู้ป่วย เวชระเบียน ให้การพยาบาลตามหน้าที่หลักทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ 7 major aspects of care นำมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และแก้ไขปัญหาสุขภาพโดยใช้กระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน ตั้งแต่แรกรับจนถึงจำหน่าย มาใช้เป็นมาตรฐานในการให้การพยาบาลผู้ป่วย</p> <p> ผลการศึกษา:</p> <p> กรณีศึกษาที่ 1: ผู้ป่วยเด็กชายอายุ 10 ปี มาด้วยอาการปวดหูซ้ายและมีหนองไหลจากหู 1 วัน ตรวจด้วย Otoscope พบเยื่อแก้วหูแดงและบวม ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Acute Otitis Media ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2 วัน โดยได้รับยาปฏิชีวนะ ยาลดปวด และยาลดไข้ พร้อมดูแลทำความสะอาดหูและป้องกันน้ำเข้าหู การพยาบาลเน้นการประเมินอาการปวด เฝ้าระวังการติดเชื้อ และให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่บ้าน ภายหลังการรักษาอาการผู้ป่วยดีขึ้นตามลำดับ และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้</p> <p> กรณีศึกษาที่ 2: ผู้ป่วยเด็กชายอายุ 12 ปี มาด้วยอาการปวดหูขวารุนแรงร่วมกับบวมและปวดบริเวณหลังใบหู มีประวัติหนองไหลจากหูขวาเป็นๆ หายๆ การตรวจร่างกายพบกดเจ็บบริเวณกระดูกมาสตอยด์ และผล CT scan temporal bone พบการอักเสบของโพรงอากาศในกระดูก จึงวินิจฉัยเป็น Mastoiditis ร่วมกับฝีหลังใบหู ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2 วัน ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำและการระบายหนอง พร้อมการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด การพยาบาลเน้นการประเมินอาการปวด เฝ้าระวังการติดเชื้อ และให้คำแนะนำผู้ป่วยและผู้ปกครองเกี่ยวกับการดูแลและการติดตามการรักษา</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293466
ผลของโปรแกรมการดูแลเท้าด้วยตนเองต่อระดับอาการชาเท้า ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีปัญหาการทรงตัว ตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท
2026-03-14T14:06:07+07:00
ศศิมา วัฒนา
phimnapha@bcnchainat.ac.th
พิมพ์นภา ชมชื่น
phimnapha@bcnchainat.ac.th
วรรณจารี สันติจารี
phimnapha@bcnchainat.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระดับอาการชาเท้า ในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีปัญหาการทรงตัวก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลเท้าด้วยตนเอง เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียว โดยใช้กรอบแนวคิดของการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Self-efficacy theory) ในการออกแบบโปรแกรมการดูแลเท้าด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย และกำหนดลักษณะของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน จะได้รับการดูแลตามโปรแกรมการดูแลเท้าด้วยตนเอง 4 สัปดาห์และประเมินคะแนนเฉลี่ยจำนวนจุดชาเท้า ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยายและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำฟรีดแมนและวิลคอกซัน</p> <p> ผลการศึกษา: ค่าเฉลี่ยจำนวนจุดชาที่เท้าหลังเข้าร่วมโปรแกรมต่ำกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม 4 สัปดาห์และ 8 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.43, p < .001 และ Z = -4.8, p < .01) ตามลำดับ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293893
การพัฒนารูปแบบแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก ห้องคลอดโรงพยาบาลปลาปาก อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
2026-03-29T16:11:23+07:00
ธัญรัตน์ มณีปกร
adisak871987@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบแนวปฏิบัติการพยาบาล การป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด และเพื่อประเมินผลของการใช้รูปแบบแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด โรงพยาบาลปลาปาก อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม การศึกษาแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 6 คน กลุ่มที่ 2 กลุ่มมารดาที่เสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอดที่มารับบริการ ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2568 จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด ประกอบด้วย การพยาบาลระยะรอคลอด ระยะคลอด ระยะหลังคลอด และการพยาบาลก่อนย้ายไปห้องผู้ป่วยหลังคลอด ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบ การปฏิบัติตามรูปแบบแนวทางปฏิบัติการพยาบาลของพยาบาลในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด สามารถปฏิบัติได้ ในทุกระยะ ปฏิบัติได้ทุกครั้ง ทุกข้อ ร้อยละ 100 ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพเกี่ยวกับการใช้รูปแบบแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกห้องคลอด พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีความคิดเห็น ต่อการใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอดอยู่ในระดับมากที่สุด ในประเด็นต่างๆ ทุกประเด็น ( =5.00, S.D=0.00) ความพึงพอใจ พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด อยู่ในระดับมากที่สุด ในประเด็นต่างๆทุกประเด็น ( =5.00, S.D=0.00) สรุปผลลัพธ์การใช้รูปแบบแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกก่อนและหลังพัฒนาแนวปฏิบัติ ก่อนการพัฒนา ในปี 2566 พบภาวะตกเลือดหลังคลอด ร้อยละ 4.60 หลังการใช้รูปแบบแนวปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก มารดามีการตกเลือดหลังคลอดลดลงจากร้อยละ 4.60 ปี พ.ศ. 2567 เป็นร้อยละ 0</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293469
การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลการให้บริการการแพทย์ทางไกล และการให้บริการตามมาตรฐานในสถานพยาบาล ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย
2026-03-20T14:48:41+07:00
ศุภชัย บุญมี
supachai.boo@kkumail.com
นพรัตน์ เสนาฮาด
noppse@kku.ac.th
สุรชัย พิมหา
suraphi@kku.ac.th
ชุลีกร ทาทอง
kookie97@gmail.com
โสภิดา เติมสายทอง
sophidaj@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนประสิทธิผล ของการให้บริการการแพทย์ทางไกล และการให้บริการตามมาตรฐานในสถานพยาบาล ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย ในมุมมองผู้ให้บริการ (Provider Perspective) ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เก็บข้อมูลโดยใช้ข้อมูล ทุติยภูมิย้อนหลัง จากฐานข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่เข้ารับบริการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 - 30 กันยายน 2568 จำนวน 16,437 ราย</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยของการให้บริการการแพทย์ทางไกล และการให้บริการตามมาตรฐานในสถาน พยาบาล เท่ากับ 1,041.82 และ 1,544.13 บาทต่อครั้ง ซึ่งต้นทุนการให้บริการตามมาตรฐานในสถานพยาบาล สูงกว่าการให้บริการการแพทย์ทางไกล เท่ากับ 502.31 บาทต่อครั้ง และผลต่างค่าเฉลี่ยระดับค่าความดันโลหิตซิสโตลิก ระดับค่าดัชนีมวลกาย และระดับอัตราการกรองของไต เท่ากับ -1.174 mmHg, -0.256 kg/m<sup>2 </sup>และ 1.896 ml/min/1.73 m<sup>2</sup> แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.141, 0.273 และ 0.526) ตามลำดับ จากการวิเคราะห์อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล ส่วนเพิ่ม พบว่า เมื่อประสิทธิผลระดับค่าความดันโลหิตลดลง 1 หน่วย จะใช้ต้นทุนในการดูแลรักษา เท่ากับ 2,854.03 บาทต่อหน่วยประสิทธิผล ขณะที่ระดับค่าดัชนีมวลกายลดลง 1 หน่วย และระดับค่าอัตราการกรองของไตที่ดีขึ้น 1 หน่วย สามารถลดต้นทุนได้มากถึง -11,416.13 และ -11,681.62 บาทต่อหน่วยประสิทธิผล ตามลำดับ ทั้งนี้ ค่า ICER มีค่าเป็นลบ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293499
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลโคกตูม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-03-14T14:18:05+07:00
มนัสกิตติ์ ลีประโคน
manutkit.leeprakhon@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลโคกตูม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย 36 คน และ 2) ผู้สูงอายุ 273 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการศึกษา พบว่า พัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายชุมชน, 2) การจัดการสภาพแวดล้อม 3) การจัดการพฤติกรรมเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ และ 4) การติดตาม เฝ้าระวัง และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการพลัดตกหกล้ม อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=15.29, S.D.=2.45) และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการพลัดตกหกล้ม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=2.70, S.D.=0.19) และการเปรียบเทียบหลังการพัฒนารูปแบบพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้และพฤติกรรมการป้องกันตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293894
ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดแบบบูรณาการโดยความร่วมมือของ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ร่วมกับการติดตามผ่านโปรแกรม e - Nonghan Care อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
2026-03-29T16:20:27+07:00
สานิตย์ เหง้าพรหมมินทร์
limmanee_99@hotmail.com
พรพิมล มัฆนาโส
limmanee_99@hotmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลของการดำเนินงานรูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดแบบบูรณาการต่อผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูของผู้ป่วยยาเสพติด และเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอและการใช้ระบบติดตามดิจิทัลในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติด อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569 แบ่งการศึกษาเป็น 4 ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์ปัญหา 2) การพัฒนาและออกแบบรูปแบบ 3) การทดลองใช้ และ 4) การติดตามและประเมินผล รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่น และโปรแกรม e – Nonghan Care กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 269 คน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลด้วย แนวคำถามการระดมความคิดเห็น 12 คน และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม 51 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T - test และสถิติ Wilcoxon Signed - Rank Test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “NONGHAN Model” ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ Networking (การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ) Observation (การสังเกตและติดตาม) Needs (การประเมินความต้องการ) Governance (การบริหารจัดการ) Holistic Implementation (การดูแลแบบองค์รวม) Assessment (การประเมินและวิเคราะห์ผล) และ Nurturing (การดูแลต่อเนื่อง) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนเฉลี่ยการประเมินรูปแบบการดูแลของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก ( = 3.74, S.D. = 0.63) เป็น ( = 4.12, S.D. = 0.69) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.22, p < 0.001) ระดับความรุนแรงทางจิตเวช (OAS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -5.29, p < 0.001) ผู้ป่วยจำนวน 71 ราย มีการลดระดับความรุนแรงลง ในขณะที่มีเพิ่มขึ้นเพียง 13 ราย และผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงสีเขียวเพิ่มจากร้อยละ 53.54 เป็นร้อยละ 75.98 ในด้านความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.37, S.D. = 0.66)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293903
การพัฒนารูปแบบเพื่อการบรรลุโรงพยาบาลอัจฉริยะระดับเพชร จังหวัดอุดรธานี
2026-03-29T16:51:35+07:00
สานิตย์ เหง้าพรหมมินทร์
prayoon_wong55@hotmail.com
พรพิมล มัฆนาโส
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบเพื่อการบรรลุโรงพยาบาลอัจฉริยะระดับเพชร จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569 แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบ 2) การทดลองใช้รูปแบบ และ 3) การติดตามประเมินผล รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 กลุ่มตัวอย่างระยะ ที่ 1 จำนวน 55 คน และระยะที่ 2 จำนวน 117 คน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลด้วยแนวคำถามการระดมความคิดเห็น 18 คน และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T - test และ McNemar test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.7 ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 29.1 รองลงมาคือตำแหน่งพยาบาล ร้อยละ 23.1 ผลการพัฒนารูปแบบโรงพยาบาลอัจฉริยะระดับเพชร ได้รูปแบบใหม่เรียกว่า "UDON Model" ประกอบด้วย U – Understand (ทำความเข้าใจบริบทและค้นหาปัจจัยสู่ความสำเร็จ) D – Develop & Design (พัฒนารูปแบบและออกแบบแผนปฏิบัติการ) O – Operate & Optimize (นำรูปแบบไปปฏิบัติและเพิ่มประสิทธิภาพ) และ N – Nurture & Normalize (ประเมินผลและผลักดันสู่ความยั่งยืน) ประสิทธิผลของรูปแบบส่งผลให้โรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์ระดับเพชรเพิ่มขึ้นจาก 6 แห่ง (ร้อยละ 28.6) เป็น 15 แห่ง (ร้อยละ 71.4) โดยเพิ่มขึ้น 9 แห่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.004) ทั้งนี้ คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองหลังพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -15.02, p < 0.01)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293574
ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2026-03-15T09:13:03+07:00
อินทิรา ปุณเวช
iamwaawie@gmail.com
ศิวาพร มหาทำนุโชค
iamwaawie@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่พหุวัฒนธรรม อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 302 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและทดสอบความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้และทัศนคติต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมในระดับมาก (ร้อยละ 54.3) ขณะที่ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 59.9 และ 59.6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ โรงเรียนที่ศึกษา ความเชื่อต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 แหล่งข้อมูลสุขภาพ และความถี่ในการรับข้อมูลฝุ่นละออง ผลการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีนัยสำคัญ (R² = 0.166, p < .001) โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293905
การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดปทุมธานี
2026-03-29T17:12:18+07:00
ปิยะพร โชคเหรียญสุขชัย
boonserm_wan@hotmail.com
สุรัตน์ อนันทสุข
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดปทุมธานี ดำเนินการ 5 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูง 50 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและแบบบันทึกสภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองระดับปานกลาง และผู้ป่วยส่วนใหญ่ขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ HL model ประกอบด้วยการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ บูรณาการหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตและการเรียนรู้จากประสบการณ์ หลังพัฒนากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และการรับรู้ภาวะเสี่ยง อาการเตือน และการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05, p<.01 และ p<.01) ผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ HbA1c ระดับน้ำตาลหลังงดอาหาร ความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย และ CVD risk ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) และหน่วยบริการปฐมภูมิพัฒนาสู่องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับก้าวหน้าจากร้อยละ 28.0 เป็นร้อยละ 54.0</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293913
แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1, 2 โดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล (CG) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
2026-03-29T17:24:36+07:00
รัชนีย์ จันทำ
jurirat3445@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experiment research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1 และ 2 2) พัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล (Caregiver: CG) 3) ศึกษาผลของแนวทางการดูแลต่อสภาพสมองของผู้สูงอายุ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุและผู้ดูแลต่อแนวทางการดูแลที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่ม 1 และ 2 จำนวน 50 คน และผู้ดูแล (CG) จำนวน 34 คน ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น (TMSE) แบบทดสอบความรู้ของผู้ดูแล และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าที (Paired t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 74) อายุระหว่าง 70–79 ปี (ร้อยละ 74) จบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 94) และมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 90) ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นบุตรสาวและอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้สูงอายุ (ร้อยละ 86) แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรมกระตุ้นการรู้คิด 4 มิติ ได้แก่ การระลึกความหลังผ่านสื่อท้องถิ่น ดนตรีบำบัด กายบริหารสมอง และการจัดการอาหารและยา โดยให้ผู้ดูแลดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น (TMSE) ของผู้สูงอายุหลังการทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 26.54, S.D.= 3.25) สูงกว่าก่อนการทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 25.86,S.D. = 3.14) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนความรู้ของผู้ดูแลหลังการฝึกอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 14.65, S.D. = 0.54) สูงกว่าก่อนการฝึกอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 13.12, S.D. = 1.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับมากที่สุด และผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อแนวทางการดูแลในระดับมากถึงมากที่สุด</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293623
ความชุกและโมเดลการพยากรณ์โรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ : การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง
2026-03-25T09:51:28+07:00
นิธิศ ธานี
nithit.t@pi.ac.th
ถนอม นามวงศ์
tanom2006@yahoo.com
<p> การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและพัฒนาโมเดลการพยากรณ์โรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปในจังหวัดยโสธร 459 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกพหุคูณผล การศึกษาพบความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุร้อยละ 43.6 (95% CI: 39.0–48.2) โดยเพศหญิงร้อยละ 46.3 (95% CI: 40.3–52.4) และเพศชายร้อยละ 39.6 (95% CI: 32.5–47.0) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โมเดลการพยากรณ์พบ 3 ปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยกลุ่มอายุ 70–79 ปีมีความเสี่ยง 2.5 เท่า และอายุ ≥80 ปีมีความเสี่ยง 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับอายุ 60–69 ปี การเป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยง 3.5 เท่า และภาวะไขมันในเลือดสูงมีความเสี่ยง 5.5 เท่า การประเมินโมเดลพบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (GOF, p = 0.624) มีพื้นที่ใต้โค้ง AUC เท่ากับ 0.76 (95% CI: 0.72–0.81) ที่จุดตัดความน่าจะเป็น 0.39 ให้ค่า Sensitivity ร้อยละ 71.5 Specificity ร้อยละ 67.2 และ Accuracy ร้อยละ 69.1</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293916
การพยาบาลผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองที่มีภาวะพึ่งพิงสูงในชุมชน : กรณีศึกษา
2026-03-29T17:43:18+07:00
นันทนี รัตนกิจศร
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลและญาติให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยและต่อเนื่อง โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม ร่วมกับแนวคิดการดูแลผู้ป่วยติดเตียง มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน โดยเลือกศึกษาผู้ป่วย จากการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยในระบบการดูแลต่อเนื่อง (Continuity of Care: COC) และคัดเลือกผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองที่มีปัญหาซับซ้อน ของโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ จำนวน 1 ราย ประเมินผู้ป่วยตามแนวคิดแบบแผนประเมินสุขภาพกอร์ดอน11แบบแผนและ Barthel ADL index การดูแลใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับแนวคิดการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อประเมินปัญหา วางแผนปฏิบัติ และประเมินผลการพยาบาล พร้อมปรับแผนการดูแลให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยหญิงอายุ 52 ปี ประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ล้ม เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวลดลงต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และต่อมาได้รับการเจาะคอ วินิจฉัยว่าเป็น epidural hematoma in right frontal lobe ต่อมาพบภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลกดทับบริเวณก้นกบระดับรุนแรง ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นเวลา 49 วัน ก่อนจำหน่ายกลับบ้าน ผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวดีขึ้น แต่ยังมีอาการสับสน ควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ แขนซ้ายอ่อนแรง มีแผลเจาะคอ ใส่สายให้อาหารทางสายยาง และใส่สายสวนปัสสาวะ ผู้ป่วยถูกจำแนกเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงสูง จึงได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน จากนั้นได้มีการวางแผนการดูแลผู้ป่วยและติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ การรับรู้ปกติ ทำตามคำสั่งได้ ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ลุกนั่งได้เอง รับประทานอาหารเองได้ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน แผลกดทับมีขนาดเล็กลง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293677
ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมบริโภคอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกุลา อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
2026-03-26T05:33:37+07:00
บุญเลิศ อินทร์งาม
aree.b@ubu.ac.th
<p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจ และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับบริการตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ จำนวน 48 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 ราย และกลุ่มควบคุม 24 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และแบบบันทึกการวัดระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับบริการตามปกติ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างกลุ่มไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.331) ในขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (p = 0.005) และลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.010)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293917
การพัฒนาร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-03-29T17:49:23+07:00
ปริญญา กองกาย
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์และพัฒนาร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้านชำที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 1,258 ร้าน มีระยะเวลาในการศึกษา ระหว่างเดือน ตุลาคม 2567 ถึง เดือนกันยายน 2568 รวม 12 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t – test ในการเปรียบเทียบผลการพัฒนาร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์</p> <p> ผลการวิจัย: พบว่า การพัฒนาร้านชำคุณภาพในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบด้วย 1) การเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน (G-RDU) จังหวัดกาฬสินธุ์มี พบว่า ร้านชำคุณภาพที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1,258 ร้าน โดยอำเภอที่เข้าร่วมมากที่สุด คือ อำเภอกุฉินารายณ์ รองลงมาคือ อำเภอเมือง และอำเภอสมเด็จ ตามลำดับ (ร้อยละ 22.66 , 21.14 และ 14.86 ตามลำดับ) 2) การเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำ และความมั่นใจของผู้บริโภคและชุมชนเมื่อใช้บริการ ก่อนและหลังดำเนินการ พบว่า มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลังการดำเนินงาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนดำเนินการ 3) ผลการตรวจประเมินความปลอดภัยของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำ พบว่า ผ่านผ่านเกณฑ์ประเมิน <br>G-RDU ร้อยละ 89.43 และ ผ่านเกณฑ์ประเมิน G-RDU Plus ร้อยละ 18.20</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293918
การพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อน้ำดีร่วมกับท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ที่ได้รับการผ่าตัดโดยการส่องกล้องท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน : กรณีศึกษา
2026-03-29T17:56:27+07:00
อัญชลี วงศ์สามารถ
pitinut99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อน้ำดีร่วมกับท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่ได้รับการผ่าตัดโดยการส่องกล้องท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ศึกษาในผู้ป่วยชายไทย อายุ 51 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้อง มีไข้ ตาเหลือง และอาเจียน ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์วินิจฉัยเป็นนิ่วในท่อน้ำดีร่วมกับท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการส่องกล้องตรวจและรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography: ERCP) ร่วมกับการตัดหูรูดท่อน้ำดีและใส่ท่อระบาย ระยะก่อนผ่าตัดมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่สุขสบายจากอาการปวดท้อง และเกิดภาวะไม่สมดุลของสารน้ำและเกลือแร่ กิจกรรมการพยาบาลมุ่งเน้นการดูแลอาการอย่างใกล้ชิด การให้ยาปฏิชีวนะ การให้ยาแก้ปวดและการให้สารน้ำอย่างเพียงพอ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาเพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย ระยะหลังการผ่าตัด การพยาบาลเน้นการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหลังการทำ ERCP เช่น ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และภาวะตับอ่อนอักเสบที่อาจรุนแรงขึ้น รวมถึงการจัดการอาการปวดท้อง อาการท้องอืด และการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง สามารถฟื้นตัวได้ดี และมีความมั่นใจในการดูแลตนเองก่อนจำหน่ายกลับบ้าน โดยมีระยะเวลานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลรวม 5 วัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293919
การพัฒนาโปรแกรมการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อผลลัพธ์ทางคลินิก และผลลัพธ์แบบองค์รวมในผู้ป่วย จิตเภทในชุมชน โรงพยาบาลพังโคน
2026-03-29T18:03:18+07:00
อรอนงค์ หอมกระจาย
sirisakpom64@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์โปรแกรมการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อผลลัพธ์ทางคลินิก และผลลัพธ์แบบองค์รวมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โรงพยาบาลพังโคน ขั้นตอนดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะดำเนินการ และ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลพังโคน จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่โปรแกรมการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อผลลัพธ์ทางคลินิก และผลลัพธ์แบบองค์รวมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน ที่พัฒนาขึ้น แบบวัดความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ยาจิตเภท และแบบประเมินผลลัพธ์ด้านคลินิก ใช้ระยะการดำเนินการ 15 เดือน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อผลลัพธ์ทางคลินิก และผลลัพธ์ แบบองค์รวมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โรงพยาบาลพังโคน ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) การบริบาลทาง เภสัชกรรมที่ดำเนินการในโรงพยาบาล 2) การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดำเนินการในชุมชน ผลลัพธ์ด้าน องค์รวม พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาจิตเภท สูงกว่าก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการใช้ยาจิตเภท สูงกว่าก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .001) เช่นกัน ส่วนผลลัพธ์ด้านคลินิก พบว่า ระดับการเปลี่ยนแปลงอาการไม่พึงประสงค์ โดยรวมลดลงคือ ระดับการเปลี่ยนแปลงอาการไม่พึงประสงค์ พบเพียงการเปลี่ยนแปลง 2 ระดับ และระดับ 1 ร้อยละ 10.00 และ ร้อยละ 4.29 ตามลำดับ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293920
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate care)โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกเมือง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-03-29T18:13:45+07:00
ธีระ วาลีประโคน
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง (Intermediate care)โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ 1.การทบทวนวิเคราะห์ปัญหาเดิมสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง 2.วางแนวทางสำหรับการพัฒนารูปแบบใหม่ 3.การจัดทำแนวการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ระยะดำเนินการ 1.ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางสำหรับเจ้าหน้าที่และผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง 2. การให้การตรวจประเมินระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) การเคลื่อนไหว และอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล 3. การให้ความรู้ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและส่งเสริมสุขภาพสำหรับญาติหรืออาสาสมัครในชุมชน /การอบรมด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่อาสาสมัครในชุมชน 4. การออกติดตามเยี่ยมบ้าน 5.การพัฒนาระบบการส่งต่อทางไลนหรือโทรศัพท์สำหรับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ระยะประเมินผล การพัฒนารูปแบบใหม่และการวัดการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ และเปรียบเทียบข้อมูลก่อน-หลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษา: ผลการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางสามารถเข้าถึงการบริการหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ถึง 97 % ของจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาล ผลการเปรียบเทียบพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยหลังการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P< 0.01) การประเมินระดับความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยพบว่า ผู้ดูแลมีความรู้ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ระดับคะแนนเฉลี่ย 2.75 (S.D.=0.23) และระดับความพึงพอใจของญาติในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293930
การพัฒนารูปแบบการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance care plan) ในผู้ป่วยระยะประคับประคอง โรงพยาบาลหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น
2026-03-29T18:25:04+07:00
กฤษณา คุณชื่น
wuttisakboon@hotmail.com
พิมลวรรณ กัมปนานุรักษ์
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ : 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance care plan) ของผู้ป่วยระยะประคับประคอง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance care plan) ของผู้ป่วยระยะประคับประคอง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น 3.เพื่อศึกษาผลของการออกแบบรูปแบบการวางแผนการดูแลล่วงหน้า (advance care plan)ของผู้ป่วยระยะประคับประคอง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action research) 1. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยแบบประคับประคอง จำนวน 40 คน 2. ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยจำนวน 40 คน ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะเตรียมการ ทบทวนสถานการณ์การเกิดภาวะ good death รูปแบบเดิม ระยะการดำเนินงาน การพัฒนารูปแบบ การประเมิน การสนทนาระหว่างผู้ป่วย ญาติ การวางแผนการดูแลในโรงพยาบาลและหลังการจำหน่าย การติดตามเยี่ยมบ้าน ระยะประเมินผล วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระดับอาการปวดโดยใช้สถิติแบบ Paired t-test และระดับความพึงพอใจของการให้บริการการดูแลผู้ป่วยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา : พบว่าค่าเฉลี่ยของอาการปวด(pain) ก่อนและหลังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P< 0.001) และระดับความพึงพอใจของญาติในการรับบริการแบบประคับประคองอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293931
แนวทางการพัฒนาตลาดสีเขียวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดปทุมธานี
2026-03-29T18:49:20+07:00
พีรยา ทองเครือ
namthip2527_cam@hotmail.com
สุนทรี จีนธรรม
namthip2527_cam@hotmail.com
พรนภา เตียสุธิกุล
namthip2527_cam@hotmail.com
ประวรดา โภชนจันทร์
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาตลาดสีเขียวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของตลาดสีเขียว จังหวัดปทุมธานี และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดสีเขียวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดปทุมธานี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลด้วยการสำรวจ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 21 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการตลาดสีเขียว 7 คน เกษตรกร 7 คน และผู้บริโภค 7 คน ในพื้นที่ศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดสีเขียว ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลปทุมธานี และสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โมเดลเศรษฐกิจ BCG และส่วนประสมการตลาด (4Ps)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพและปัญหาของตลาดสีเขียวในด้านสถานที่พบว่ามีความเหมาะสมแต่ยังมีข้อท้าทายเรื่องที่จอดรถและระบบระบายอากาศ ด้านผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายแต่การสลับตำแหน่งร้านค้าทำให้ผู้ซื้อสับสน ด้านราคามีช่องว่างระหว่างสินค้าพื้นบ้านราคาถูกและสินค้าปลอดสารพิษราคาสูงซึ่งจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ด้านช่องทางการจำหน่ายยังขาดแคลนแรงงานและจุดจำหน่ายที่หลากหลาย และด้านการส่งเสริมการตลาดพบว่ายังขาดการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรอย่างเป็นระบบ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293798
การพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเจ้าของไข้ในหอผู้ป่วยวิกฤตบาดเจ็บไขสันหลัง โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
2026-03-26T05:30:24+07:00
จุไรรัตน์ สัจจมงคล
churairat.w@cmu.ac.th
อภิรดี นันท์ศุภวัฒน์
apiradee.n@cmu.ac.th
เพชรสุนีย์ ทั้งเจริญกุล
petsunee.t@cmu.ac.th
<p> การวิจัยและพัฒนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาลเจ้าของไข้ในหอผู้ป่วยวิกฤตบาดเจ็บไขสันหลัง โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยใช้กระบวนการ FOCUS-PDCA 9 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาปัญหา การสร้างทีมปรับปรุงคุณภาพ การวิเคราะห์สถานการณ์ การระบุสาเหตุ การจัดลำดับแนวทางแก้ไข การวางแผนปรับปรุง การทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนา การตรวจสอบประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประชากรในการศึกษาประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 11 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 32 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสนทนากลุ่ม คู่มือการพยาบาลเจ้าของไข้ แบบสังเกตการปฏิบัติงาน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาลเจ้าของไข้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลเจ้าของไข้สามารถปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลได้ถูกต้องครบถ้วนในระดับสูงมากทุกด้าน โดยด้านการประสานงานร้อยละ 100 การสร้างสัมพันธภาพร้อยละ 98.13 การรับมอบหมายงานร้อยละ 96.90 การติดตามประเมินผลร้อยละ 92.97 และการใช้กระบวนการพยาบาลร้อยละ 91.88 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการดูแลในระดับดีมาก โดยด้านผลลัพธ์การดูแลมีค่าเฉลี่ย 4.83 ศิลปะการดูแล 4.78 ความพร้อมในการดูแล 4.72 และความต่อเนื่องในการดูแล 4.53 ขณะที่พยาบาลเจ้าของไข้มีความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานโดยรวมในระดับสูง โดยด้านการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ย 4.75 การประสานงาน 4.60 และประสิทธิภาพการใช้เวลา 4.30</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293934
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับแลคเตทในเลือดกับการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
2026-03-29T19:16:14+07:00
กฤชสิริ จีระศิริ
jurirat3445@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มี<strong>วัตถุประสงค์</strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับแลคเตทในเลือดกับความจำเป็นในการใส่ ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วย AECOPD การศึกษาแบบไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น AECOPD ซึ่งเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการตรวจวัดระดับแลคเตทที่ห้องฉุกเฉินก่อนเริ่มการรักษาด้วยการพ่นยา พร้อมบันทึกข้อมูลทางคลินิก สัญญาณชีพ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ จากนั้นติดตามผลว่าผู้ป่วยได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจภายใน 24 ชั่วโมงหรือไม่ ระดับแลคเตทถูกแปลงเป็นลอการิทึมเนื่องจากการกระจายแบบเบ้ขวา และนำไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับการใส่ท่อช่วยหายใจด้วย logistic regression พร้อมทั้งประเมินความสามารถในการจำแนกด้วย ROC curve analysis</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจมีระดับแลคเตทสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ใส่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) ระดับแลคเตทมีความสัมพันธ์กับการใส่ท่อช่วยหายใจ (p < 0.01) การเพิ่มขึ้นของระดับแลคเตททุกสองเท่า มีความสัมพันธ์กับโอกาสของการใส่ท่อช่วยหายใจที่เพิ่มขึ้น 2.79 เท่า และระดับแลคเตทที่มากกว่า 1.6 mmol/L สามารถทำนายการใส่ท่อช่วยหายใจได้ โดยมีความไวร้อยละ 78 และความจำเพาะร้อยละ 51</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293935
การศึกษาการเกิดพิษของยา Methotrexate ในระยะเวลา 10 ปี ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
2026-03-29T18:54:08+07:00
เขมนิจภรณ์ เอื้อวิทยาศุภร
limmanee_99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพื้นฐาน ภาวะแทรกซ้อน และปัจจัยทางห้องปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เกิดภาวะพิษจากยา methotrexate การศึกษาแบบ retrospective descriptive study โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 110 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะ methotrexate toxicity ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและรับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ระหว่าง 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2567 แบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มเสียชีวิต (n=10) และไม่เสียชีวิต (n=100) เก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะพื้นฐาน ประวัติการใช้ยาผิดวิธี ภาวะแทรกซ้อน และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่ม โดยใช้ independent t-test สำหรับข้อมูลที่มีการกระจายแบบปกติ Wilcoxon-Mann-Whitney test สำหรับข้อมูลที่มีการกระจายไม่ปกติ และ Fisher’s exact test สำหรับตัวแปรเชิงกลุ่ม</p> <p> ผลการศึกษา: ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ pancytopenia ภาวะไตวายเฉียบพลัน และการทำงานของตับผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบค่าทางห้องปฏิบัติการ พบว่ากลุ่มผู้เสียชีวิตมีค่า platelet ต่ำกว่า และมีค่า creatinine และ AST สูงกว่ากลุ่มไม่เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.01) ค่า albumin มีแนวโน้มต่ำกว่าในกลุ่มเสียชีวิต (p=0.05) ขณะที่ค่า hematocrit, white blood cell count, ALT และ ALP ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การรับประทานยาผิดวิธีไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.310)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294101
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติด ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดปทุมธานี
2026-03-30T17:37:34+07:00
ปิยะพร โชคเหรียญสุขชัย
boonserm_wan@hotmail.com
รณพงศ์ ไทยแท้
boonserm_wan@hotmail.com
<p> งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดปทุมธานี ดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจากคณะกรรมการ พชอ. 130 คน และประชาชน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน โดยสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 49 คน (3) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยเสพยาและสารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (4) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ จากทีมสหวิชาชีพ 50 คน โดยใช้แบบสอบถาม และญาติผู้ป่วย 50 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์เอกสารรายงาน และ (5) ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 49 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในระดับมาก ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนและขาดกลไกกลางในการประสานงาน รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ PATHUM-UCCARE model ซึ่งเน้นการวางแผนการทำงานแบบมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วนโดยใช้กลไกของ พชอ. ในการขับเคลื่อน หลังการพัฒนาทีมสหวิชาชีพมีส่วนร่วมในการดูแลและมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ญาติผู้ป่วยมีความรู้ ทัศนคติ และความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p <. 001) จำนวนอุบัติการณ์การก่อความรุนแรงลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สำคัญ ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายมีการประสานการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และจังหวัดปทุมธานีเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้และคืนคนดีสู่สังคม” ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยมีความชัดเจนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบด้วยภาวะผู้นำของทีม พชอ. และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294145
ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดภาวะเบาหวานคีโตนแอซิโดซีสในผู้ป่วยเบาหวาน ที่มารับบริการในคลินิกโรคเบาหวาน โรงพยาบาลพนมสารคาม
2026-03-30T22:07:44+07:00
ณัฐธิดา จิตพิทยานุภาพ
adisak871987@hotmail.com
ดวงมณี วิยะทัศน์
adisak871987@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานคีโตนแอซิโดซีสในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คลินิกโรคเบาหวาน โรงพยาบาลพนมสารคาม เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospective analytical study) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 176 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเกิด DKA 44 ราย และไม่เกิด DKA 132 ราย รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนระหว่างตุลาคม 2565–กันยายน 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ ทีเทสต์ และถดถอยโลจิสติก</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเกิด DKA ได้แก่ ระดับ HbA1c ≥12% (OR = ∞, p<0.001) น้ำตาลขณะอดอาหาร ≥400 mg/dL (OR = ∞, p<0.001) การใช้ยาไม่สม่ำเสมอ (OR = 10.82, p<0.001) การติดเชื้อร่วม (OR = 8.57, p<0.001) ประวัติเคยเกิด DKA (OR = 7.68, p<0.001) และการใช้ยาอินซูลิน (OR = 3.63, p=0.001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294149
การพัฒนารูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง หน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดลพบุรี
2026-03-30T22:14:37+07:00
กมลวรรณ ชาติทองคำ
limmanee_99@hotmail.com
สุเทพ พลอยพลายแก้ว
limmanee_99@hotmail.com
ธีรยุทธ ปานพรหม
limmanee_99@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง 2) พัฒนารูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดลพบุรี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ และการนำรูปแบบไปใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานอายุ 35 ปีขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือด 100–125 mg/dL จำนวน 260 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการปฏิบัติของบุคลากร แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มเสี่ยง แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาสถานการณ์พบว่า อัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่จากกลุ่มภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-DM) จังหวัดลพบุรี ปีงบประมาณ 2565–2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนข้อจำกัดด้านนโยบาย ภาวะผู้นำ ระบบสนับสนุน และการดำเนินงานองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Organization: HLO) ในหน่วยบริการปฐมภูมิ จึงได้พัฒนารูปแบบ LEADER–HLO Pre-DM Model ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) L – Leadership & Policy Support 2) E – Establishing Health Literacy Culture 3) A – Advancing Health Literacy Role Modeling 4) D – Developing Supportive Systems & Environment 5) R – Risk-Group Focused Diabetes Prevention ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ บุคลากรมีคะแนนการปฏิบัติการนักส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 108.14±0.78 เป็น 198.27±0.83 คะแนน กลุ่มเสี่ยงมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 68.43±0.29 เป็น 114.27±0.24 คะแนน ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) ลดลงจาก 118.27 เป็น 107 mg/dL ระดับ HbA1c ลดลงจาก 6.12% เป็น 5.98% และดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงจาก 24.94 เป็น 23.78 kg/m² (p < 0.001) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294151
ระบาดวิทยาของการติดเชื้อ Streptococci ชนิดรุกล้ำ ในช่วงก่อนและระหว่างการระบาด ของโรคโควิด-19 ในจังหวัดนครพนม กรณีติดเชื้อ S.agalactiae และ S.pneumoniae
2026-03-30T22:17:48+07:00
พิรัช ธงวิชัย
prayoon_wong55@hotmail.com
บารเมษฐ์ ภิราล้ำ
prayoon_wong55@hotmail.com
อนุศักดิ์ เกิดสิน
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การศึกษาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบลักษณะทางระบาดวิทยาของการติดเชื้อ <em>Streptococci</em> ชนิดรุกล้ำจากเชื้อ <em>Streptococcus agalactiae</em> และ <em>Streptococcus pneumoniae</em> ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในจังหวัดนครพนมในช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด 19 (ปี พ.ศ. 2553–2562) และระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 (ปี พ.ศ. 2563-2566) และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อทั้งสองโดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ Chi-square และพหุถดถอยลอจิสติก ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าความชุกของ <em>S.agalactiae</em> เท่ากับ 3.19 ต่อประชากรแสนคน (ก่อนระบาด 3.43 ต่อประชากรแสนคน vs. ระหว่างการระบาด 2.60 ต่อประชากรแสนคน) และ <em>S.pneumoniae</em> เท่ากับ 1.81 (ก่อนระบาด 2.31 ต่อประชากรแสนคน vs. ระหว่างการระบาด 1.03 ต่อประชากรแสนคน) ในช่วงก่อนและระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งในผู้ป่วย <em>S. agalactiae</em> และ <em>S. pneumoniae </em>มีความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิด Basophil (p< 0.001, p=0.008) และการรับการรักษาที่หอผู้ป่วยวิกฤต <em>(</em>P=0.005, p< 0.001<em>) </em><em><br></em>มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์พหุถดถอยลอจิสติกพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ <em>S.agalactiae</em> คือ อายุ 0–9 ปี (OR<sub>adj</sub> = 0.40, 95% CI: 0.18-0.97, P = 0.043) การมีระดับ Hematocrit ผิดปกติ (≤36.9% or ≥60%) (OR<sub>adj</sub> = 0.38, 95% CI: 0.41-0.80, P = 0.001) ความผิดปกติของจำนวนเม็ดเลือดขาว (≤4,400 or ≥11,301 cell/ µL) (OR<sub>adj</sub> = 1.61, 95% CI: 1.11–2.33, P = 0.010) การตรวจพบเชื้อในน้ำไขสันหลัง (OR<sub>adj</sub> = 0.38, 95% CI: 0.21-0.83, P = 0.014) และการตรวจพบเชื้อในน้ำไขข้อ (OR<sub>adj</sub> = 5.97 ,95% CI: 1.18–30.15, P = 0.031)</p> <p> เชื้อ <em>S.pneumoniae</em> คือ อายุ 0–9 ปี (OR<sub>adj</sub> = 4.40, 95% CI: 2.32 –8.08, P < 0.001) และการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (OR<sub>adj</sub> = 1.77, 95% CI: 1.04–2.87,P= 0.034)</p> <p> โดยสรุปในช่วงการระบาดพบแนวโน้มของผู้ป่วยติดเชื้อ <em>S.agalactiae</em> และ <em>S.pneumoniae</em> มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มการติดเชื้อลดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293872
ผลการกลั่นกรองและกำหนดขอบเขตการประเมินผลกระทบโดยชุมชน ในการพัฒนารูปแบบการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ กรณีศึกษาโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย – มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
2026-03-28T10:36:21+07:00
ไบตุลมาลย์ อาแด
trinnawat2565@gmail.com
เพ็ญ สุขมาก
trinnawat2565@gmail.com
พงค์เทพ สุธีรวุฒิ
trinnawat2565@gmail.com
ซูวารี มอซู
trinnawat2565@gmail.com
อิสรา มิตรช่วยรอด
trinnawat2565@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อกลั่นกรองและกำหนดขอบเขตการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพจากโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย – มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยมีวิธีการทบทวนเอกสารรายละเอียดโครงการ และวิเคราะห์รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและประชุมกลุ่มย่อยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบโครงการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โครงการ โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ขั้นตอนการเตรียมการวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกคณะทำงาน มีการแต่งตั้งคณะทำงานกลไกเฝ้าระวังติดตามประเมินผลกระทบโดยชุมชนเพื่อทบทวนรายงานและนำมาสรุปร่วมกันกับคณะทำงานทีมวิชาการ ขั้นตอนการสร้างความรู้ความเข้าใจในการติดตามประเมินผลกระทบและวิเคราะห์ความจำเป็น วัตถุประสงค์ในการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพประชาชนในการเก็บข้อมูล การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในกระบวนการติดตามเฝ้าระวังสามารถนำไปปฏิบัติได้ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน และสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ระหว่างชุมชนและโครงการ การใช้ประโยชน์จากการติดตามประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ในการจัดทำฐานข้อมูลและจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ในส่วนขั้นตอนการมีส่วนร่วมกำหนดประเด็นพร้อมทั้งวางแผนการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ ประกอบด้วยประเด็น ด้านเศรษฐกิจ (รายได้,อาชีพ) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปริมาณสัตว์น้ำ, คุณภาพน้ำ) และด้านกายภาพ (กลิ่น, แผนที่ความเสี่ยง) โดยมีการวางแผน แนวทางการเก็บข้อมูลร่วมกันของคนในชุมชนผ่านการพัฒนาศักยภาพตัวแทนในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผลการเก็บข้อมูล</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293939
การพัฒนารูปแบบการป้องกันวัณโรคดื้อยาหลายขนานของผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดศรีสะเกษ
2026-03-28T10:40:05+07:00
เตือนใจ แสร์สินธุ์
aree.b@ubu.ac.th
อารี บุตรสอน
aree.b@ubu.ac.th
นพดล พิมพ์จันทร์
aree.b@ubu.ac.th
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการป้องกันวัณโรคดื้อยาหลายขนานของผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย ผู้ป่วยวัณโรค ครอบครัวผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ผู้นำชุมชน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร และแพทย์ รวม 54 คน โดยการประยุกต์ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 2 วงรอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 12 สัปดาห์ ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการป้องกันวัณโรคดื้อยาหลายขนานของผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบด้วย 1) มาตรการกำกับเวลา “2-2-2” เพื่อการตอบสนองรวดเร็วของระบบบริการ 2) การค้นหาเชิงรุกและเฝ้าระวังในชุมชน 3) การวินิจฉัยรวดเร็วและการจัดการทางคลินิกแบบเร่งรัด 4) การบริหารจัดการยาและความปลอดภัยทางยาแบบมาตรฐาน 5) ระบบส่งต่อและการสื่อสารข้อมูลแบบไร้รอยต่อ และ 6) การกำกับการรักษาต่อเนื่องและพลังเครือข่ายสามประสาน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294102
ผลการพัฒนาศักยภาพ อสม.และผู้นำชุมชน ตามแนวทางการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในประชาชนกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเลื่อม
2026-03-30T17:50:25+07:00
ปาริฉัตร จันทร์ดำ
wuttisakboon@hotmail.com
สุภาภรณ์ บุญยานาม
wuttisakboon@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีระบบประยุกต์ร่วมกับกระบวนการพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคืออสม.และผู้นำชุมชน จำนวน 34 คน ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเลื่อม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (IOC<strong> = </strong>0.67–1.00) และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยสถิติ Kuder–Richardson 20 (KR<strong>-</strong>20 = 0.75) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบความแตกต่างก่อน–หลังการอบรมด้วยสถิติ paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 85.3 อายุเฉลี่ย 57.2 ปี และมีระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 47.1 หลังการอบรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 9.2 (SD<strong> = </strong>0.9) เป็น 9.6 (SD<strong> = </strong>0.7) ส่วนต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.4 (SD<strong> = </strong>0.8) โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<strong> = </strong>0.004) แสดงให้เห็นว่าการอบรมสามารถเพิ่มระดับความรู้เกี่ยวกับแนวทางการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> ด้านความพึงพอใจ พบว่าผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อการอบรมอยู่ในระดับสูงมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม 9.9 (SD<strong> = </strong>0.4) โดยเฉพาะด้านความครบถ้วนของเนื้อหา ความเหมาะสมของรูปแบบการอบรม ความรู้ความสามารถของวิทยากร และความมั่นใจในการนำความรู้ไปใช้ ซึ่งได้รับการประเมินในระดับสูงสุด (ร้อยละ 97.1 – 100.0)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294103
การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนเอวกดทับเส้นประสาทและยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
2026-03-30T21:40:01+07:00
นันทพร ภาวะบุตร
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การเปรียบเทียบศึกษา จำนวน 2 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทและยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะ 2) ให้ผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทและยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนขณะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล เก็บข้อมูลจากบัตรบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยในของผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทที่มารับบริการที่ห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง ระหว่างเดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2568</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 60 ปี มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ด้วยอาการสำคัญ ปวดเอว ชาขาทั้ง 2 ข้าง ก้มเงยไม่ได้ปกติ แพทย์ตรวจร่างกายและส่งตรวจกระดูกสันหลัง MRI ผลการตรวจพบมีการกดทับเส้นประสาทเนื่องจากช่องกระดูกสันหลังตีบแคบอย่างรุนแรงของกระดูกสันหลังส่วนเอวชิ้นที่ 4 ชิ้นที่ 5 ถึงกระดูกก้นกบ แพทย์นัดผ่าตัด วันที่ 12 มิถุนายน 2568 Set OR for Decompressive Laminectomy L4-5, L5-S1 with Pedicular screw ใช้เวลาผ่าตัด 3 ชั่วโมง เสียเลือดทั้งหมด 1,000 ml ขณะผ่าตัดได้รับการให้ PRC จำนวน 2 ถุง เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้มีประวัติสูบบุหรี่วันละ 6-๘ มวนจึงทำให้เกิดมีภาวะแทรกซ้อนปอดแฟบร่วมด้วยและหลังผ่าตัด 1 วัน ปวดแผลผ่าตัดมากได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา อาการปวดแผลทุเลาลงตามลำดับ ระดับการรับรู้และสัญญาณชีพปกติ ไปหัดทำกายภาพ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 รวมอยู่โรงพยาบาล 10 วัน</p> <p> กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 55 ปี มาด้วยอาการ ปวดเอวเรื้อรังและร้าวไปด้านหลังของต้นขา เมื่อมีการกำเริบของอาการจะมีความเจ็บปวดมากและหลังแข็ง มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลชุมชนได้รับการรักษาด้วยยาบรรเทาอาการปวดและการทำกายภาพบำบัดแต่อาการไม่ดีขึ้นจึงถูกส่งตัวมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แพทย์ตรวจร่างกายและส่งตรวจกระดูกสันหลัง MRI ผลการตรวจพบความผิดปกติของกระดูกสันหลังตามแนวขวางซึ่งพบว่ากระดูกข้อต่อมีการเกยกันและมีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังส่วนเอวชิ้นที่ 4 ถึงชิ้นที่ 5 แพทย์นัดผ่าตัด วันที่ 19 สิงหาคม 2568 Set OR for Decompressive Laminectomy L4-5 with Pedicular screw ใช้เวลาผ่าตัด 2 ชั่วโมง 30 นาที เสียเลือดทั้งหมด 700 ml ขณะผ่าตัดได้รับการให้ PRC จำนวน 1 ถุง หลังผ่าตัด 1 วัน ผู้ป่วยปวดแผลผ่าตัดได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา อาการปวดแผลทุเลาลงตามลำดับ ระดับการรับรู้และสัญญาณชีพปกติ ไปหัดทำกายภาพ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 รวมอยู่โรงพยาบาล 7 วัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294104
การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเนื้องอกในสมองชนิด Meningioma โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
2026-03-30T21:47:29+07:00
วรรณวิมล ทุมมี
jurirat3445@hotmail.com
<p> การเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเนื้องอกในสมองชนิด Meningioma ที่สามารถกำจัดเนื้องอกออกได้ทั้งหมดและกำจัดออกได้บางส่วน มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดเนื้องอกในสมองชนิด Meningioma โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบศึกษา จำนวน 2 ราย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยชายอายุ 50 ปี ประวัติ 2 วันก่อนมา ปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด แขนขาไม่ชาและไม่อ่อนแรง ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลกุฉินารายณ์ แพทย์ส่งตรวจ CT scan พบ mass at Frontal lobe size 3.1 x 3.3 x 3.6 cm จึงส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 และแพทย์ส่ง MRI พบ Left Meningioma นัดผ่าตัดวันที่ 1 กันยายน 2568 Set OR for Left Craniectomy with remove tumor ใช้เวลาผ่าตัด 2 ชั่วโมง 30 นาที เสียเลือดทั้งหมด 400 ml หลังผ่าตัด 1 วัน ผู้ป่วยปวดแผลผ่าตัด ไม่มีไข้ ยังมีแขนขาอ่อนแรงเล็กน้อย เกรด 4 ระดับการรับรู้และสัญญาณชีพปกติ ไปหัดทำกายภาพ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านในวันที่ 5 กันยายน 2568 รวมอยู่โรงพยาบาล 5 วัน</p> <p> กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยชายอายุ 65 ปี ประวัติ 2 วันก่อนมา อ่อนแรง ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย เดินเซ แขนขาไม่ชา ไม่มีปากเบี้ยว ไม่มีหน้าเบี้ยว ไม่มีลิ้นแข็ง ไม่ชัก มาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แพทย์ส่งตรวจ CT scan พบ mass at Right Occipital lobe size 6.7 x 5.8 x 5.7 cm และแพทย์ส่ง MRI พบ Right Meningioma นัดผ่าตัดวันที่ 16 ตุลาคม 2568 Set OR for Right Occipital of Craniectomy with remove tumor ใช้เวลาผ่าตัด 3 ชั่วโมง 30 นาที เสียเลือดทั้งหมด 1,000 ml ได้ PRC 1 unit ขณะผ่าตัดหลังผ่าตัด On ET-tube with volume กลับตึก 1 วันหลังการผ่าตัดผู้ป่วยปวดแผลผ่าตัด มีไข้ต่ำๆ ยังมีแขนขาอ่อนแรง เกรด 3 ระดับการรับรู้และสัญญาณชีพปกติ ไปหัดทำกายภาพ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 รวมอยู่โรงพยาบาล 10 วัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293985
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
2026-03-28T10:52:14+07:00
ปาณิสรา โกษารักษ์
fetp1yr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 - มีนาคม พ.ศ. 2569 รวมระยะเวลา 6 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 23 คน และผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อ เปรียบเทียบก่อนหลัง 2 กลุ่มกลุ่มละ 45 ราย เท่ากัน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะการพยาบาล แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Samples t-test, Independent Samples t-test และ χ²</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Kalasin Sepsis Nursing Model) ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ แบบฟอร์มคัดกรองแบบบูรณาการ (qSOFA + SIRS + NEWS) ระบบแจ้งเตือน Sepsis Alert และแบบฟอร์ม SBAR Checklist Hour-1 Bundle แนวทางปฏิบัติทางการพยาบาล (CPG) สำหรับ Sepsis และระบบติดตามและประเมินผล พร้อมปัจจัยสนับสนุน (การอบรมเชิงปฏิบัติการ Simulation-based Training และ Kalasin Sepsis Protocol) ผลการใช้รูปแบบพบว่า ความรู้ของพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นเป็น 27.86±1.57 คะแนน (p < .001) ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.20±0.14) (p < .001) สัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลตาม Bundle ครบถ้วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 93.33 (p = 0.002) สัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับ Bundle ครบภายใน 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82.22 (p = 0.002) ระยะเวลาถึงการได้รับยาปฏิชีวนะลดลงเป็น 46.60±9.00 นาที (p < .001) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.63±0.32)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293986
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home Ward) ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลไชโย จังหวัดอ่างทอง
2026-03-28T10:50:24+07:00
ศิรินทร์ทิพย์ ทองศักดิ์
fetp1yr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนา และประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่บ้าน (Home Ward) ดำเนินการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 - มีนาคม พ.ศ. 2569 รวม 7 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่าย จำนวน 25 คน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบบันทึกทางคลินิก และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า "รูปแบบ Chaiyo Home-CARE Model" ประกอบด้วย การประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเอง การวางแผนและพัฒนาสื่อความรู้ การให้ความรู้และพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยเทคนิค Teach-back และ Line OA การเยี่ยมบ้านและติดตามผู้ป่วยในชุมชนตามแนวคิด 3 หมอ การสื่อสารและประสานงานทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่าย และการประเมินผลและติดตามผลลัพธ์ ผลการใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นระดับ ปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 97.57, S.D. = 8.01) คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 84.97, S.D. = 3.69) ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลง และผู้ป่วยสามารถควบคุม ความดันโลหิตได้ตามเกณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56.67 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.87, S.D. = 0.10) และทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.06, S.D. = 0.13) การทดสอบทางสถิติพบว่า คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง และตัวชี้วัด ทางคลินิกทุกรายการมีความแตกต่างก่อนและหลังการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293987
การพัฒนารูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
2026-03-28T10:45:50+07:00
พัชราภรณ์ จันทร์ลุน
fetp1yr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) โดยใช้วงจรการวิจัยของ ADDIE Model วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลเด็กสมาธิสั้น พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลดังกล่าว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม จำนวน 30 คนในการสนทนากลุ่ม และผู้ปกครองพร้อมเด็กจำนวน 86 คู่ในการศึกษาเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือเชิงคุณภาพ ได้แก่ แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม เครื่องมือเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ผู้ปกครองในการดูแลเด็กสมาธิสั้น แบบวัดทัศนคติ แบบวัดพฤติกรรมการดูแล แบบประเมินทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้น แบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบ CASETHING Model ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ 1) C-Community Understanding ชุมชนเข้าใจ 2) A-Age-bridging สะพานข้ามรุ่น 3) S-Surveillance System ระบบเฝ้าระวัง 4) E-Educational Partnership การเรียนรู้ร่วมกัน 5) T-Team Collaboration ทีมสหวิชาชีพ 6) H-Health Adherence สุขภาพนิยมยา 7) I-Integrated Follow-up การติดตามแบบบูรณาการ 8) N-Nurturing Environment พื้นที่เฉพาะ 9) G-Group Support กลุ่มสนับสนุน ผลการใช้รูปแบบพบว่า ความรู้ของผู้ปกครองเพิ่มขึ้นจาก 7.39 ± 2.84 เป็น 13.73 ± 1.97 คะแนน ทัศนคติปรับปรุงจาก 51.07 ± 8.94 เป็น 59.64 ± 6.83 คะแนน พฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 29.88 ± 6.42 เป็น 37.28 ± 4.85 คะแนน ทักษะการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 47.32 ± 6.84 เป็น 80.41 ± 7.23 คะแนน พฤติกรรมเด็กด้วย SNAP-IV ปรับปรุงจาก 58.39 ± 13.42 เป็น 33.62 ± 8.47 คะแนน และเปลี่ยนสถานะจากระดับต้องสงสัยเป็นระดับปกติทุกด้าน ความพึงพอใจของผู้ปกครองอยู่ในระดับมากที่สุด 4.55 ± 0.56 คะแนน การทดสอบความแตกต่างทางสถิติพบว่าตัวชี้วัดทุกด้านมีการปรับปรุงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294105
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการเฝ้าระวังควบคุมป้องกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนครสวรรค์
2026-03-30T21:50:58+07:00
อนิรุธ จันทพาส
limmanee_99@hotmail.com
รจนา ศรีเล็ก
limmanee_99@hotmail.com
กฤษฎา เหล็กเพชร
limmanee_99@hotmail.com
ดวงใจ พุทธเษม
limmanee_99@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน จังหวัดนครสวรรค์ และ 2) ศึกษาผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะพัฒนารูปแบบ และระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 72 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบ SMART–V CARE Model แบบวัดความรู้ แบบประเมินสมรรถนะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ SMART–V CARE Model ประกอบด้วยการพัฒนาสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ การคัดกรอง ความรู้ทางการแพทย์ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสื่อสารผ่านเทคโนโลยี และการติดตามเยี่ยม ร่วมกับกลยุทธ์เชิงรุก V CARE หลังการใช้รูปแบบ คะแนนความรู้ของ อสม. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และสมรรถนะเพิ่มขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 72.4 เป็น 97.7 นอกจากนี้ ผลลัพธ์การดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังควบคุมโรคผ่านเกณฑ์ทุกตัวชี้วัด ได้แก่ ความครอบคลุมการคัดกรองร้อยละ 91.8 การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร้อยละ 84.9 และการติดตามเยี่ยมต่อเนื่องร้อยละ 89.8</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294106
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลบ้านหมี่
2026-03-30T21:55:36+07:00
รังสิมา ศรีสุพรรณ
pitinut99@hotmail.com
มณีกานต์ บัวนวล
pitinut99@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลบ้านหมี่ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง 3) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามรูปแบบดังกล่าว การวิจัยกึ่งทดลองนี้ดำเนินการระหว่างสิงหาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 แบ่งเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ 15 คน ประเมินความเป็นไปได้ ความสามารถการปฏิบัติการพยาบาล ความพึงพอใจ และผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย: ความสามารถการปฏิบัติการพยาบาลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (คะแนนรวมก่อนใช้ 16.5 ± 2.3, หลังใช้ 23.8 ± 1.5, p<0.05) ความเป็นไปได้ในการใช้รูปแบบสูง (mean = 4.43, SD = 0.95) ความพึงพอใจของพยาบาล (mean = 4.21, SD = 0.67) และหญิงตั้งครรภ์ (mean = 4.39, SD = 0.41) อยู่ในระดับมาก ผลลัพธ์ทางคลินิกพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง 1 ราย (6.67%), ตกเลือดหลังคลอด 1 ราย (6.67%), ไม่มีการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตโดยไม่ได้วางแผน และไม่มีภาวะพิษจากแมกนีเซียมซัลเฟต</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294108
การพยาบาลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากความดันโลหิตสูงวิกฤต ร่วมกับภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน : กรณีศึกษา
2026-03-30T21:59:08+07:00
นฤมล สินบริสุทธิ์
adisak871987@hotmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากความดันโลหิตสูงวิกฤตร่วมกับภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน โดยศึกษาในผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 39 ปี ประวัติเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง มาด้วยอาการหายใจเหนื่อย ใจสั่น ก่อนมาโรงพยาบาล 6 ชั่วโมง ในช่วงแรกรับและระหว่างรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน ผู้ป่วยมีปัญหาหายใจลำบาก ความดันโลหิตสูงรุนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ แพทย์วินิจฉัยโรคภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติ ให้การรักษาด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจและช่วยหายใจด้วยถุงลมช่วยหายใจแบบมือบีบ ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะทางหลอดเลือดดำ กระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า และส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด</p> <p> ผลการศึกษา ในระหว่างดูแลรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ผู้ป่วยมีปัญหา ได้แก่ การแลกเปลี่ยนก๊าซภายในปอดไม่เพียงพอ ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว ติดเชื้อทางเดินหายใจ ไตวายเฉียบพลัน โปแตสเซียมในเลือดต่ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมีภาวะขาดน้ำ การพยาบาลที่สำคัญ ได้แก่ ดูแลการใช้เครื่องช่วยหายใจ ประเมินและดูแลควบคุมสัญญาณชีพ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน ระดับน้ำตาลในเลือด รักษาความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ บริหารยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา ซึ่งผู้ป่วยได้รับการจัดการกับปัญหาดังกล่าวและมีอาการดีขึ้น แพทย์จึงจำหน่ายกลับบ้าน รวมระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 11 วัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294109
ผลของการให้สื่อความรู้และการติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้านในผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำ คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย
2026-03-30T22:01:50+07:00
จันทนา เชื้อผู้ดี
prayoon_wong55@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบทดสอบก่อนและหลังการทดลองกับกลุ่มควบคุม (two group design) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อความรู้และเปรียบเทียบระดับความรู้ พฤติกรรม ความร่วมมือการป้องกันวัณโรค อัตราความสำเร็จของการรักษาวัณโรค และอัตราการเสียชีวิตจากวัณโรค และศึกษาระดับความพึงพอใจ ภายหลังการใช้สื่อความรู้ ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำจำนวน 62 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 31 รายเท่ากัน เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับวัณโรค 3) แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการแพร่เชื้อ 4) แบบประเมินความร่วมมือในการรักษา 5) แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิกและผลลัพธ์ 6) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test และระหว่างกลุ่มด้วย Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าโปรแกรมการให้สื่อความรู้และการติดตามดูแลต่อเนื่องดำเนินการ 24 สัปดาห์คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 11.68±3.90 คะแนนเป็น 18.06±1.96 คะแนนคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้นจาก 33.25±6.84 คะแนนเป็น 44.87±3.26 คะแนนคะแนนความร่วมมือในการรักษาเพิ่มขึ้นจาก 35.16±7.23 คะแนนเป็น 46.39±2.48 คะแนนจากการทดสอบทางสถิติพบว่าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p<0.001) อัตราความสำเร็จของการรักษาวัณโรคในกลุ่มทดลองเท่ากับร้อยละ 96.77 สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ร้อยละ 77.42 อัตราการเสียชีวิตจากวัณโรคในกลุ่มทดลองเท่ากับร้อยละ 3.23 ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ร้อยละ 6.45 และกลุ่มทดลองไม่มีผู้ป่วยสูญหายจากการติดตามความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.68±0.28 คะแนน)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294020
ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการในผู้ป่วยประคับประคอง ที่บ้านและโรงพยาบาล โรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
2026-03-27T11:03:57+07:00
ฝนทิพย์ แววนำ
trinnawat2565@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการต่อปัญหาด้านยา ความคลาดเคลื่อนทางยา ระดับความปวด และความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ดูแล และทีมสหวิชาชีพ ณ โรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยประคับประคอง 32 ราย ผู้ดูแลหลัก 32 คน และทีมสหวิชาชีพ 10 คน ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้บริการ ณ โรงพยาบาล การเยี่ยมบ้าน และการติดตามทางโทรศัพท์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินปัญหาด้านยาตามเกณฑ์ PCNE DRP Classification V9.1 แบบบันทึกความคลาดเคลื่อนทางยาตามเกณฑ์ NCC MERP แบบประเมินความปวด Numeric Rating Scale และแบบสอบถามความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้ Paired t-test ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจำนวนปัญหาด้านยาต่อรายและระดับความปวดก่อนและหลังการทดลอง กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการ จำนวนปัญหาด้านยาลดลงจาก 66 ปัญหา เป็น 34 ปัญหา หรือคิดเป็นร้อยละ 48.5 โดยค่าเฉลี่ยจำนวนปัญหาด้านยาต่อรายลดลงจาก 2.06 ± 1.21 เป็น 1.06 ± 0.84 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) อัตราความคลาดเคลื่อนทางยาลดลงจาก 6.25 เป็น 2.08 ต่อ 1,000 วันนอน คิดเป็นร้อยละ 66.7 ระดับความปวดในผู้ป่วยที่มีข้อมูลครบถ้วนจำนวน 22 ราย ลดลงจาก 5.68 ± 2.14 เป็น 2.27 ± 1.88 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ส่วนความพึงพอใจของผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมสหวิชาชีพ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 ± 0.40, 4.66 ± 0.39 และ 4.76 ± 0.35 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุดทุกกลุ่ม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294110
การพัฒนาโมเดลการส่งต่อและติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตแบบครบวงจร โรงพยาบาลพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-03-30T22:04:35+07:00
อรวรรณ โอฆะพนม
sirisakpom64@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนาโมเดลการส่งต่อและติดตามผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตแบบครบวงจร และประเมินประสิทธิผลของโมเดลที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงตุลาคม 2568 รวมระยะเวลา 1 ปี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง 42 คน และผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤต (ESI 1-2) ที่ได้รับการส่งต่อ 268 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยวิกฤต แบบประเมิน Barthel Index และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ 0.80) และความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha ≥ 0.85) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นคือโมเดล 4C (Community Critical Care Chain) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ C1: Critical Triage & Stabilize C2: Connected Transfer C3: Coordinated Refer Back และ C4: Community Follow-up โดยพัฒนาผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของสหสาขาวิชาชีพ 2 วงรอบ ผลการประเมินประสิทธิผลหลังใช้โมเดล พบว่า ระยะเวลา Door-In-Door-Out (DIDO) ลดลงจาก 78 ± 14 นาที เหลือ 55 ± 8 นาที อัตราเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างส่งต่อลดลงจากร้อยละ 15.2 เหลือร้อยละ 10.0 อัตราการเสียชีวิตระหว่างส่งต่อลดลงจากร้อยละ 3.8 เหลือร้อยละ 1.4 การติดตามผู้ป่วยในชุมชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 52.8 เป็นร้อยละ 92.0 และ Barthel Index ≥ 60 ที่ 30 วัน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.0 เป็นร้อยละ 79.0 ความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยเพิ่มจาก 3.2 ± 0.7 เป็น 4.5 ± 0.4 คะแนน และความพึงพอใจบุคลากรเพิ่มจาก 3.4 ± 0.6 เป็น 4.6 ± 0.3 คะแนน การทดสอบทางสถิติพบว่า ตัวชี้วัดหลักทุกรายการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294152
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบในชุมชน : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-03-30T22:21:34+07:00
ฉวีวรรณ มงคลชู
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระบวนการพยาบาลในชุมชนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบระยะฟื้นฟูที่บ้าน จำนวน 2 ราย เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบในชุมชน จำนวน 2 รายในอำเภอปทุมรัตต์ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือตามแนวคิดระบบบริการปฐมภูมิหลักการเวชศาสตร์ครอบครัว INHOMESSS และการเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบตามประเด็นต่างๆ</p> <p> ผลการศึกษา : ผู้ป่วยกรณีศึกษาทั้ง 2 รายมีข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่เหมือนกัน คือ 1)เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากเลือดมาเลี้ยงสมองลดลง 2)เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ข้อติด กล้ามเนื้อลีบ เนื่องจากไม่สามารถขยับแขนขาข้างซ้ายได้เอง 3)ความสามารถดูแลตนเองบกพร่องเนื่องจากแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ 4) มีภาวะน้ำหนักเกินเนื่องจากพฤติกรรมบริโภคอาหารไม่เหมาะสม 5) มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง 6)ผู้ป่วยและครอบครัววิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยเนื่องจากขาดความรู้ เกี่ยวกับการดำเนินโรคและวิธีการดูแลที่บ้าน และพบแตกต่างกันจำนวน 1 ข้อในผู้ป่วยกรณีศึกษารายที่ 2 ได้แก่ 1) เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเนื่องจากการใส่คาสายสวนปัสสาวะ จะเห็นว่าการวิเคราะห์ปัญหาทางการพยาบาลโดยการประเมิน INHOMESSS นั้นสามารถแจกแจงปัญหาทางการพยาบาลได้อย่างครอบคลุมผลจากการประเมิน INHOMESSS ช่วยให้พยาบาลค้นพบ<strong>ปัญหา(Nursing Diagnosis)</strong> และ<strong>ความต้องการ (Needs)</strong> ที่แท้จริง ทำให้การพยาบาลมีความต่อเนื่อง (Continuity of Care) และจำเพาะกับผู้ป่วยแต่ละราย (Individualized Care) ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294153
ประสิทธิผลการใช้แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโนนสูง
2026-03-30T22:25:06+07:00
เชิดพงศ์ เชิญกลาง
jurirat3445@hotmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการใช้แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ตามมาตรฐาน GOLD Guideline ในโรงพยาบาลโนนสูง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วย COPD ที่มีประวัติหอบกำเริบจำนวน 60 ราย ดำเนินการศึกษาโดยใช้รูปแบบการวัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมิน mMRC, CAT score, การตรวจสมรรถภาพปอด (FEV₁), และแบบประเมินทักษะการใช้ยาพ่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 75.0) อายุเฉลี่ย 68.4 ปี มีปัจจัยเสี่ยงหลักคือการสูบบุหรี่และการสัมผัสควันไฟจากการประกอบอาชีพเกษตรกร ภายหลังการได้รับแนวทางการดูแลรักษาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ พบว่า 1) ผลลัพธ์ทางคลินิก: ระดับความหอบเหนื่อย (mMRC) ลดลงจาก 2.80 เป็น 1.35 และคุณภาพชีวิต (CAT score) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยคะแนนลดลงจาก 25.30 เป็น 11.80 (p < 0.001) 2) สมรรถภาพปอด: ค่าเฉลี่ย FEV₁ %Predicted เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.50 เป็น 58.20 (p = 0.012) 3)พฤติกรรมการดูแลตนเอง: ทักษะการใช้ยาพ่นที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30.0 เป็นร้อยละ 88.0 และ 4) ผลลัพธ์ด้านการบริการ: อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำลดลงจากร้อยละ 25.0 เหลือร้อยละ 8.5</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294155
การศึกษาผลของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้า โรงพยาบาลประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-03-30T22:44:45+07:00
ปพิชญา บุญรังศรี
namthip2527_cam@hotmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการกระตุ้นพัฒนาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับพัฒนาการในเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้า เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) วัดผลลัพธ์กลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลัง เพื่อติดตามผลลัพธ์ของการพยาบาลการส่งเสริมเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้าที่แพทย์ให้การวินิจฉัยว่ามีพัฒนาการช้าจำนวน 30 คน รูปแบบของการศึกษาเป็นการกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้ภาษา การเข้าใจภาษา และการช่วยเหลือตนเองเครื่องมือในการศึกษาด้วยแบบประเมิน DSPM และ TEDA4I การกระตุ้น การฉีดวัคซีนและการสอนผู้ปกครองสำหรับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการต่อเนื่องที่บ้าน ระยะเวลาในการศึกษา 12 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการศึกษาเป็นสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าการทดสอบด้วยแบบประเมิน TEDA4I คะแนนพัฒนาการเด็กปฐมวัยหลังได้รับโปรแกรมการกระตุ้นพัฒนาการสูงกว่าก่อนทดลองในทุกด้าน โดยคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 30.00 เป็น 46.60 คะแนนและมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้า ระดับความรู้ในการปฏิบัติในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของผู้ปกครอง 4 ด้าน ด้านร่างกาย ด้านภาษาและสติปัญญา ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม พบว่าระดับดีมาก</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294048
ประสิทธิผลของการให้ทันตสุขศึกษาเพื่อป้องกันโรคฟันผุผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง
2026-03-30T15:00:23+07:00
นภาศิรินทร์ แท่นเกิด
trinnawat2565@gmail.com
วชิรา วงศ์แหวน
trinnawat2565@gmail.com
สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ
trinnawat2565@gmail.com
ขวัญจิรา บุญเดช
trinnawat2565@gmail.com
ณัฐวรรณ ปานดำ
trinnawat2565@gmail.com
พชรพร สุนทรเต็ม
trinnawat2565@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้ทันตสุขศึกษาเพื่อป้องกันโรคฟันผุผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ (KAP) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบ้านนาเมืองเพชร จำนวน 31 คน ที่ได้รับทันตสุขศึกษาผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนหาดปากเมง จำนวน 33 คน ที่ได้รับทันตสุขศึกษาผ่านแผ่นพับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการป้องกันโรคฟันผุหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.01) ทั้งนี้ หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนเฉลี่ยปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์หลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลอง (p < 0.01) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (p < 0.01)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294178
การพัฒนาระบบบริหารจัดการยาแบบบูรณาการเพื่อคงคุณภาพยาและลดยาเหลือใช้ ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลขอนแก่น
2026-03-31T09:42:27+07:00
พิรานันท์ มุสิกวัน
trinnawat2565@gmail.com
ถาวร สีดาเหลือง
trinnawat2565@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดยาเหลือใช้ พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของ ระบบบริหารจัดการยา แบบบูรณาการในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ณ หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลขอนแก่น การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย (1) ระยะสำรวจสถานการณ์ในกลุ่มตัวอย่าง 400 คน (2) ระยะพัฒนาระบบร่วมกับทีมสหวิชาชีพ 15 คน ผ่านวงจร PAOR และ (3) ระยะประเมินประสิทธิผล ด้วยการวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 116 คน (กลุ่มทดลอง 58 คน และกลุ่มควบคุม 58 คน) ติดตามผล เป็นเวลา 12 สัปดาห์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ระยะสำรวจสถานการณ์: พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยมียาเหลือใช้สะสม (>7 วันก่อนนัด) สูงถึงร้อยละ 64.7 สาเหตุหลักเกิดจากการได้รับยาเกินวันนัดหมาย (ร้อยละ 64.1) และการลืมรับประทานยา (ร้อยละ 45.0) ปัจจัยเสี่ยงที่มี ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด (aOR = 14.65) และระยะเวลาการรักษา 1–3 ปี (aOR = 6.89) โดยมีการเข้าถึงบริการ (aOR = 0.25) และการสนับสนุนจากผู้ดูแล (aOR = 0.53) เป็นปัจจัย ป้องกันที่สำคัญ 2) ระยะพัฒนาระบบ: ได้ระบบบริหารจัดการยาแบบบูรณาการ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้สุขศึกษา เฉพาะรายด้วยเทคนิค Teach-back การติดตามผลทางไกล การจัดสรรยาตามความจำเป็น การตรวจนับยา และการประชุมทีมสหวิชาชีพ 3) ระยะประเมินประสิทธิผล: กลุ่มทดลองมีสัดส่วนยาเหลือใช้สะสมลดลง จากร้อยละ 39.7 เหลือร้อยละ 21.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.022) และมีโอกาสเกิดภาวะยาเหลือใช้ สะสมน้อยกว่า กลุ่มควบคุม ถึงร้อยละ 65 (AOR = 0.35, p = 0.024) นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีคะแนน ความรู้เพิ่มขึ้น (p = 0.019) และมีพฤติกรรม การจัดการยาดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม (p = 0.041)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288304
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติดโดยใช้รูปแบบนาคาล้อมรักษ์ ร่วมกับชุมชนภาคีเครือข่ายอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
2026-03-29T11:35:16+07:00
พัชราภรณ์ จันทร์ลุน
fetp1yr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และรูปแบบเดิมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติดโดยใช้รูปแบบนาคาล้อมรักษ์ร่วมกับชุมชนภาคีเครือข่าย และศึกษาผลการใช้รูปแบบการดูแลดังกล่าว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายชุมชน รวม 79 คน และผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติด จำนวน 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินการมีส่วนร่วม แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินอาการทางจิตเวช แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแบบประเมินการใช้สารเสพติด สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบนาคาล้อมรักษ์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ 1) N-Network Participation เครือข่ายชุมชนมีส่วนร่วม 2) A-Assessment การประเมินแบบองค์รวม 3) G-Care Continuity การดูแลต่อเนื่อง 4) A-Activities กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต 5) ล้อมรักษ์-Loving Community ชุมชนล้อมรอบด้วยความรัก ผลการใช้รูปแบบพบว่า การเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.89 การส่งต่อจากชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 222.47 อัตราการคงอยู่ในการบำบัดเพิ่มจากร้อยละ 42.30 เป็น 78.60 การกลับเข้ารักษาซ้ำลดลงร้อยละ 55.56 คุณภาพชีวิตปรับปรุงจากระดับไม่ดี (43.23 ± 8.03) เป็นระดับดีมาก (72.05 ± 9.40) การยอมรับจากชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 100.31 เหตุการณ์รุนแรงลดลงร้อยละ 75.00 การทดสอบความแตกต่างทางสถิติพบว่าอาการทางจิตเวชและคุณภาพชีวิตมีการปรับปรุงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294219
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย ในบริบทพหุวัฒนธรรมเขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา
2026-03-31T13:26:25+07:00
ณัฎฐิกา แซ่แต้
limmanee_99@hotmail.com
สุภิรัชต์ นิธิสุทธ์
limmanee_99@hotmail.com
ศิวพร ไชยหมาน
limmanee_99@hotmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา และเพื่อศึกษาผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา โดยใช้แนวคิดวงจรพัฒนา ของเดมมิ่ง (Deming cycle) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ การวางแผนการปฏิบัติ การดำเนินงาน และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ พยาบาลระดับปฏิบัติการ 20 คน ผู้ป่วยระยะสุดท้าย 30 คน ผู้ดูแลหลัก 30 คน และอาสาสมัครหมู่บ้าน 20 คน ที่เข้ารับการดูแลตั้งแต่ เดือน กรกฎาคม 2567 ถึง กันยายน 2567 รวม 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยคู่มือรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา และเครื่องมือที่ใช ้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง 2) แบบสังเกตพฤติกรรม 3) แบบสอบถามความพึงพอใจผู้ให้บริการ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของครอบครัว ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญและทดสอบความเชื่่อมั่นโดย วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ .91 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งพัฒนาจากสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) แนวทางการคัดกรองผู้ป่วยตาม PPS ในการประเมินความสามารถของผู้สูงอายุ 2) การวางแผนชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) 3) การจัดการอาการรบกวนในระยะท้ายของผู้สูงอายุ 4) การดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายตามหลักศาสนา (พุทธ, อิสลาม และคริสต์) ผลการวิจัย 1) พยาบาลใช้แนวทาง PPS ในการประเมินผู้สูงอายุระยะท้ายที่ได้รับการดูแล/การใช้ Syringe driver พร้อมทั้งลงบันทึกตามแบบฟอร์มในโปรแกรม HosXp ร้อยละ 91.68 2) ผู้สูงอายุและผู้ดูแลได้ร่วมวางแผนชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) ร้อยละ 50.0 3) ความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายตามหลักศาสนา (พุทธ ,อิสลาม และคริสต์) ร้อยละ 89.0 4) อสม.ใช้แบบประเมินระดับความปวดในการประเมินความปวดผู้ป่วยระยะท้ายร้อยละ 100 ผลการศึกษาครั้งนี้ สรุปว่ารูปแบบดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายในบริบทพหุวัฒนธรรม เขตชุมชนเมือง จังหวัดยะลา ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับบริการ ดังนั้น ควรนำรูปแบบดังกล่าวไปกำหนดเป็นนโยบายในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายครอบคลุมทั้งเครือข่ายต่อไป</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294211
การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
2026-03-31T13:29:11+07:00
ธงชัย ทองบู่
boonserm_wan@hotmail.com
เขมวิทย์ วงษ์เจริญสุข
boonserm_wan@hotmail.com
กิตติยา วิเวก
boonserm_wan@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาของการบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 2) พัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและสภาพปัญหา โดยการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 42 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล และระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จำนวน 60 คน และกลุ่มเครือข่ายสุขภาพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามการมีส่วนร่วม แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา แบบสอบถามการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยา ผลตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา (PROMPT-QoL) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บริบทของพื้นที่ศึกษามีศักยภาพด้านเครือข่ายสุขภาพและทุนทางสังคมของชุมชนแต่ยังพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยมีข้อจำกัดด้านความรู้และพฤติกรรมการใช้ยา การติดตามดูแลในครอบครัวและชุมชนยังไม่ต่อเนื่อง และการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายยังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การให้ความรู้และเสริมสร้างความรอบรู้ด้านยา 2) ระบบการติดตามการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 3) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และ 4) การติดตามเชิงรุกในชุมชน ภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่า กลุ่มเครือข่ายสุขภาพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) คะแนนการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด HbA1c ลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) และคะแนนคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา PROMPT-QoL เพิ่มขึ้นกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05)</p> <p> สรุปได้ว่า รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพ ส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยา ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล จึงควรส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในบริบทบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและชุมชน</p> <p> </p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294174
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-03-31T09:38:55+07:00
อรรคเดช อัครเศรษฐัง
jurirat3445@hotmail.com
<p> การศึกษา การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ และพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีระยะเวลาในการศึกษาดังนี้ ระยะที่ 1 ระยะวิจัย ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2566 ถึง เดือนกันยายน 2567 รวม 12 เดือน ระยะที่ 2 ระยะพัฒนา ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2567 ถึง เดือนกันยายน 2568 รวม 12 เดือน ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีเกณฑ์ในการคัดเข้า(Inclusion Criteria) คือ เป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อายุไม่เกิน 60 ปี และมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ไม่เกิน 9 หรือระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ระหว่าง 120 – 180 มก./ดล. แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะทดลอง เป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ในเขตตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 68 ราย ระยะที่ 2 ระยะพัฒนา เป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 262 ราย เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกระดับน้ำตาลและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ได้แก่ Dependent t – test, F – test ด้วยเทคนิค One Way ANOVA และ F – test ด้วยเทคนิค One Way MANOVA</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนการดำเนินงาน เดือนพฤศจิกายน 2566 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังการดำเนินงาน เดือนสิงหาคม 2567 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2567) ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน (พฤศจิกายน 2566) และเมื่อขยายผลในอีก 9 ตำบลพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนการดำเนินงาน เดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังการดำเนินงาน เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2568) ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน (พฤศจิกายน 2567) และการเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2568) โดยรวมและรายด้าน ระหว่างพื้นที่ พบว่า ไม่มีความแตกต่าง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291729
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะแรกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดน่าน
2026-03-31T13:58:16+07:00
ประดับ เพ็ชรจรูญ
pradub_9962@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะแรก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะแรก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดน่าน เลือกตัวอย่างตามสะดวก ได้จำนวน 506 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานเพื่อหาความสัมพันธ์ โดยใช้ Binary Logistic Regression กำหนดระดับนัยสำคัญที่ α .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะแรกร้อยละ 16.8 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะแรก ได้แก่ เพศ (OR = 0.43,95%CI: 0.27–0.68, p < .01) ระดับการศึกษา (OR = 1.75, 95%CI: 1.05 – 2.93, p < .05) ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 2.44,95%CI: 1.53-3.91, p < .01) ประวัติการสูบบุหรี่มวน (OR = 7.20, 95%CI: 3.87-13.41, p < .01) การสูบบุหรี่มวนของเพื่อน (OR = 4.63, 95%CI:2.86-7.50, p < .01) การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเพื่อน (OR = 5.56,95%CI:3.39-9.11, p < .01) การสูบบุหรี่ของคนในครอบครัว (OR = 1.89,95%CI: 1.18–3.03, p < .01) การถูกเพื่อนชวนให้สูบบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 5.91, 95%CI: 3.62-9.64, p < .01) การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 2.02,95%CI: 1.26-3.24, p <.01) ความสัมพันธ์กับโรงเรียน (OR = 1.62, 95%CI: 1.01–2.56) และการเข้าถึงโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 1.70, 95%CI: 1.06–2.73, p < .05)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291717
ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเจเนอเรทีฟเอไอต่อองค์ประกอบของร่างกายและพฤติกรรมสุขภาพในบุคลากรมหาวิทยาลัย
2026-01-18T14:36:42+07:00
วิชุดา ศรีวงษ์กลาง
vichuda1105@gmail.com
ศิรดา บุญสิทธิ์
vichuda1105@gmail.com
ชวลิต โควีระวงศ์
vichuda1105@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเจเนอเรทีฟเอไอต่อองค์ประกอบของร่างกายและพฤติกรรมสุขภาพในบุคลากรมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 38 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพฯ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) หลังการทดลองค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองค่าเฉลี่ยของน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ3) มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291849
การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว
2026-01-25T09:26:12+07:00
มนัสนันท์ แสนกล้า
fernwang_ems@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ดำเนินการวิจัยโดยประยุกต์ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (Participatory Process) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาปัญหา การวางแผน การดำเนินการ และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ ผู้นำชุมชน และประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการพัฒนาศักยภาพแกนนำ และแบบสอบถามความพึงพอใจและทัศนคติ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ Paired Samples T-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเน้นการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation) ส่งผลให้แกนนำมีความรู้ในการคัดกรองและแจ้งเหตุได้ทันท่วงที 2) ภายหลังการดำเนินงาน พบว่าสถิติการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญ และทัศนคติของประชาชนต่อระบบบริการเปลี่ยนไปในทางบวก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 1.80) 3) ความพึงพอใจของภาคีเครือข่ายที่มีต่อการดำเนินงานอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.42)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293218
การดำรงชีวิตกับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยในชุมชน: การสังเคราะห์เชิงอภิมานของงานวิจัยเชิงคุณภาพ
2026-03-20T14:56:44+07:00
ดลรวี สิมคำ
donlarawee@npu.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และแปลความหมายเชิงลึกของประสบการณ์การดำรงชีวิตกับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องชนิด Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) ของผู้ป่วยในบริบทชุมชน โดยใช้การสังเคราะห์อภิมานเชิงคุณภาพแบบ meta-ethnography ตามแนวคิดของ Noblit และ Hare งานวิจัยเชิงคุณภาพจำนวน 11 เรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและประเมินคุณภาพถูกนำมาวิเคราะห์ผ่านกระบวนการแปลความหมายข้ามการศึกษา</p> <p> ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การดำรงชีวิตกับ CAPD ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลตนเองเชิงเทคนิคหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการแพทย์ หากเป็นกระบวนการเชิงพลวัตของการจัดระเบียบชีวิตใหม่ภายใต้เงื่อนไขการรักษาระยะยาว สามารถอธิบายผ่านโครงสร้างความหมายร่วม 4 มิติ ได้แก่ การยอมรับการรักษาในฐานะเงื่อนไขถาวรของชีวิต การจัดการชีวิตประจำวันภายใต้บทบาทผู้ดูแลตนเองอย่างเข้มข้น การดูแลตนเองในฐานะศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ของผู้ป่วย และครอบครัวในฐานะระบบสนับสนุนและพื้นที่ของการต่อรองบทบาท</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/293293
การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กโดยภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม จังหวัดสุโขทัย
2026-03-26T11:03:07+07:00
พิมลรัตน์ ชื่นบาน
amu-nra@hotmail.com
ยุทธนา แยบคาย
amu-nra@hotmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กโดยภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม จังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล โดยมีผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยเป็นภาคีเครือข่ายอนามัยแม่และเด็กในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพของรูปแบบ แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง แบบบันทึกการสกัดข้อมูลจากเอกสารและฐานข้อมูลตัวชี้วัด แบบบันทึกการสังเกต เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน และสมุดจดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กโดยภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม จังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วย <br />1) หลักสำคัญ 6P ได้แก่ การเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ การฝากครรภ์คุณภาพ การเตรียมคลอดคุณภาพ การคลอดคุณภาพ การดูแลหลังคลอดคุณภาพ และเด็กไทยคุณภาพ และ 2) กิจกรรมสำคัญ 4 PLUS ได้แก่ ความร่วมมือและการบูรณาการ การมีส่วนร่วมของชุมชนและความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระบบข้อมูลบูรณาการ และการพัฒนาทักษะและศักยภาพ ผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วยด้านความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง และด้านความถูกต้องครอบคลุมอยู่ในระดับมาก เมื่อนำรูปแบบไปทดลองใช้ ขยายผล และถอดบทเรียน พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดงานอนามัยแม่และเด็กให้ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล และบูรณาการภาคีเครือข่ายอย่างมีส่วนร่วมสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตแม่และเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294428
การศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียนเบาหวานวิทยาต่อการลดระดับน้ำตาล ในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 คปสอ.ประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
2026-04-03T23:46:17+07:00
ภัคจิรา ศรีงาน
phicychu88@gmail.com
<p> การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research ) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของกระบวนการจัดการการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในรูปแบบ โรงเรียนเบาหวานวิทยาส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 วิธีการศึกษา มีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ มีค่า Hba1C มากกว่า 6.5 %จำนวน 40 คน เป็นการคัดเลือกกลุ่มการวิจัยแบบฉพาะเจาะจง เข้าร่วมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยา ซึ่งหลักสูตรของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ประกอบด้วย สัปดาห์ที่ 1-2 การประเมินความรู้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานก่อนการเรียน สัปดาห์ที่ 3-9การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ ได้แก่ ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การให้ความรู้ด้านยาและการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย สัปดาห์ที่10 การเรียนรู้ด้านสมุนไพรและการผ่อนคลายด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย สัปดาห์ที่ 11 การลงติดตามเยี่ยมบ้านเสริมพลังในชุมชน และประเมินผลลัพธ์ในสัปดาห์ที่ 12 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pair t-test dependent ร้อยละ และค่าเฉลี่ย</p> <p> ผลการศึกษา หลังการศึกษาติดตามผล 12 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดเปรียบเทียบก่อน-หลังการเข้าร่วมโรงเรียนเบาหวานวิทยามีค่าเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P < 0.01 การประเมินความรู้ในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีระดับความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเองอยู่ในระดับมาก และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานพบว่าอยู่ในระดับสูงมาก สามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291711
ปัจจัยทำนายการกำเริบเฉียบพลันของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา โรงพยาบาลพนมสารคาม
2026-02-07T10:06:38+07:00
ธัชพันธ์ เรืองโรจน์
dungmamee@gmail.com
ณัฐธิดา จิตพิทยานุภาพ
dungmamee@gmail.com
ดวงมณี วิยะทัศน์
dungmamee@gmail.com
<p> วัตถุประสงค์การวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยทางประชากรศาสตร์ พฤติกรรม และทางคลินิก ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วย COPD ที่ได้รับการดูแลที่โรงพยาบาลพนมสารคาม ดำเนินการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by Retrospective Study) โดยการทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วย COPD จำนวน 255 ราย ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมวิจัยหลังจากการกรองตามเกณฑ์ที่เข้มงวด ผลลัพธ์หลักคือการเกิด AE ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือพบที่แผนกฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 วิเคราะห์ปัจจัยทำนายด้วยสถิติ Multivariable Logistic Regression</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้งหมด 255 ราย พบว่ามีภาวะกำเริบเฉียบพลันสูงถึง 119 ราย (ร้อยละ 47) ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยทำนายที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติการมีภาวะกำเริบเฉียบพลันในปีที่ผ่านมา (AOR = 5.50; 95% CI: 3.50–8.60; P < 0.001*), ประวัติปอดอักเสบในช่วง 1 ปี (AOR = 3.50; 95% CI: 1.60–7.60; P = 0.002*), ความร่วมมือในการใช้ยาในระดับ Poor (AOR = 3.00; 95% CI: 1.50–6.00; P = 0.002*), MMRC score ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป (AOR = 2.60; 95% CI: 1.70–4.00; P < 0.001*) และ ภาวะหลอดลมโป่งพองร่วม (Bronchiectasis) (AOR = 2.20; 95% CI: 1.20–4.10; P = 0.011*)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291721
ผลของการใช้นวัตกรรม DelCare Package ในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะสับสนเฉียบพลัน ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ : ศึกษากรณี
2026-01-20T14:13:47+07:00
เย็นจิตต์ พิพัฒน์พงษ์
yenjit.p@kkumail.com
พิเชษฐ เรืองสุขสุด
yenjit.p@kkumail.com
นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์
yenjit.p@kkumail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม DelCare Package ในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะสับสนเฉียบพลัน เพื่อออกแบบการดูแลที่ครอบคลุม ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงของภาวะสับสนเฉียบพลัน ไปจนถึงการประเมินการฟื้นฟูการรับรู้และการรู้คิดในผู้ป่วย มีการพัฒนารูปแบบการดูแลโดยใช้แนวทาง Soukup (2000) ซึ่งประกอบด้วย 4องค์ประกอบหลักได้แก่1)การค้นหาประเด็นปัญหา เป็นการก าหนดปัญหาซึ่งได้จากหลักฐาน 2 แหล่ง คือ ตัวกระตุ้นจากการปฏิบัติ (practice triggers) และตัวกระตุ้นจากแหล่งเรียนรู้ (knowledge triggers) 2) การทบทวนและสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นการ กำหนดเกณฑ์ในการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ตามกรอบของ PICOT 3) การนำแนวปฏิบัติไปทดลองใช้ มีการยกตัวอย่างวิเคราะห์กรณีศึกษารวมถึงการให้กิจกรรมการพยาบาลในแต่ละประเภทของการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันที่เกิดขึ้นในระบบการดูแลผู้ป่วยเพื่อเป็นแนวทางและประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน และ 4) การนำแนวปฏิบัติที่ปรับปรุงไปใช้จริงในหน่วยงาน ผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น ผู้ป่วยได้รับการประเมินและป้องกันภาวะ Delirium มากกว่าร้อยละ 80 การพัฒนานวัตกรรมการดูแลนี้ช่วยให้พยาบาลสามารถวินิจฉัยภาวะสับสนเฉียบพลันได้รวดเร็วและแม่นยำลดความเสี่ยงของผู้ป่วยและเพิ่มคุณภาพการดูแลในหอผู้ป่วย</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294429
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการกำกับอารมณ์ต่อความสามารถด้านอารมณ์ และสังคมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จากครอบครัวหย่าร้าง ในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐ จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย
2026-04-03T23:57:56+07:00
ธนะรัชต์ งอบโพธิ์
phicychu88@gmail.com
พรพิมล พรมนัส
phicychu88@gmail.com
ขจรอรรถพณ พงศ์วิริทธิ์ธร
phicychu88@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์แบบมีโครงสร้างในการพัฒนาความสามารถด้านอารมณ์และสังคมของเด็กวัยเรียนไทยจากครอบครัวหย่าร้าง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 (อายุ 10–12 ปี) จำนวน 60 คน จากโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย โดยการสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n = 30) และกลุ่มควบคุม (n = 30) กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการแทรกแซงแบบกลุ่ม จำนวน 10 ครั้ง (ครั้งละ 90 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์) ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานแนวคิดกระบวนการกำกับอารมณ์ของ Gross (Gross’s process model of emotion regulation) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติของโรงเรียนโดยไม่มีการสนับสนุนเพิ่มเติม การประเมินความสามารถด้านอารมณ์และสังคมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการตนเอง การตระหนักรู้ทางสังคม ทักษะความสัมพันธ์ และการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบของฟิชเชอร์ (Fisher’s exact test) และการทดสอบทีทั้งแบบกลุ่มสัมพันธ์และกลุ่มอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะประชากรศาสตร์และคะแนนก่อนทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(29) = 9.55, p < .001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(29) = −4.52, p < .001) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(58) = 25.08, p < .001)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294177
ปัจจัยพยากรณ์ความสำเร็จในการใช้คู่มือการสื่อสารเชิงบวกในบริการสุขภาพ เพื่อลดความรุนแรงในโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป
2026-03-31T09:30:25+07:00
วีร์ เมฆวิลัย
weepositive7@gmail.com
พาสนา คุณาธิวัฒน์
weepositive7@gmail.com
บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์
weepositive7@gmail.com
<p> ความรุนแรงต่อบุคลากรสาธารณสุขเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาวะของผู้ให้บริการและคุณภาพการดูแลผู้ป่วย การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการใช้คู่มือสื่อสารเชิงบวกในบริการสุขภาพยังมีความจำเป็นสำหรับการขยายผลอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยพยากรณ์ความสำเร็จในการใช้คู่มือการสื่อสารเชิงบวกในบริการสุขภาพเพื่อลดความรุนแรงในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณแบบ Quantitative follow-up study ในบุคลากรสาธารณสุข 132 คน จาก โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไปภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา Independent Sample t-test, One-way ANOVA, Chi-square test และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบลำดับชั้น ผลการศึกษาพบว่า ภูมิภาคเป็นปัจจัยพยากรณ์เดียวที่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยโรงพยาบาลในภาคเหนือมีการรับรู้ประสิทธิผลสูงที่สุดและแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากภาคอื่น ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ เช่น เพศ อายุ วิชาชีพ ประสบการณ์ การสนับสนุนจากหัวหน้างาน และภาระงาน ไม่เป็นปัจจัยพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญในแบบจำลองถดถอยพหุคูณ โรงพยาบาลทั่วไปมีการรับรู้ประสิทธิผลสูงกว่าโรงพยาบาลศูนย์ บุคลากรที่มีประสบการณ์น้อยมีการรับรู้ประสิทธิผลสูงกว่าบุคลากรอาวุโส และมีสัดส่วนผู้ใช้งานสม่ำเสมอสูงในระยะสามเดือนหลังการเริ่มใช้ ภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาในการวางแผนกลยุทธ์การขยายผลคู่มือ โดยควรปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาคและประเภทโรงพยาบาล</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294466
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย : กรณีศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมบริการด้านการพาณิชย์ และการแพทย์
2026-04-05T14:37:31+07:00
จิรพงษ์ จันทร์งาม
phicychu88@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมบริการด้านการพาณิชย์และการแพทย์ โดยทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และอัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม กับกำไรต่อหุ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนจำนวน 206 บริษัท ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2567 รวม 412 หน่วยข้อมูล แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงิน 71 บริษัท (ร้อยละ 34.5) และกลุ่มบริการบริการด้านการพาณิชย์และการแพทย์ 135 บริษัท (ร้อยละ 65.5) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับกำไรต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = 0.240, Sig. = 0.011) ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนและอัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของกำไรต่อหุ้นได้ร้อยละ 2.6 (Adjusted R² = 0.026)</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026