วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej <p><strong>Journal of Environmental Education Medical and Health</strong><br /><strong>วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ<br />Print ISSN: 3027-8678<br />Online ISSN: 3027-866X</strong></p> สมาคมนักวิจัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จังหวัดกาฬสินธุ์ th-TH วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 3027-8678 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยง จังหวัดพัทลุง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297261 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และสภาวะสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดพัทลุงและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยง จังหวัดพัทลุง มีระยะเวลาในการศึกษา ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2568 เดือนพฤษภาคม 2569 รวม 8 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดพัทลุง จำนวน 400 ราย จากพื้นที่ 11 อำเภอ คัดเลือกโดยคำนึงถึงสัดส่วนกลุ่มเสี่ยง ขนาดประชากรในแต่ละอำเภอ และการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและแบบบันทึกสภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังดำเนินงาน กลุ่มเสี่ยงมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มจากร้อยละ 70.13 เป็นร้อยละ 81.58 การรับรู้/แรงสนับสนุน/สมรรถนะแห่งตนเพิ่มจากร้อยละ 62.31 เป็นร้อยละ 73.14 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคเพิ่มจากร้อยละ 63.98 เป็นร้อยละ 72.50 มีผลต่างเฉลี่ย 8.52 คะแนน โดยทุกตัวแปรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านสภาวะสุขภาพหลังการขยายผล พบว่าค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวลดจาก 127.40 เป็น 123.41 มิลลิเมตรปรอท มีผลต่างเฉลี่ย -3.99 มิลลิเมตรปรอท ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวลดจาก 80.98 เป็น 78.33 มิลลิเมตรปรอท มีผลต่างเฉลี่ย -2.65 มิลลิเมตรปรอท ดัชนีมวลกายลดจาก 25.84 เป็น 25.26 กิโลกรัมต่อตารางเมตร มีผลต่างเฉลี่ย -0.57 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และเส้นรอบเอวลดจาก 91.08 เป็น 90.20 เซนติเมตร มีผลต่างเฉลี่ย -0.88 เซนติเมตร โดยทุกตัวแปรลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วัชรินทร์ ศรีสมโภชน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1 14 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มติดเตียงโดยกลไกพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดพัทลุง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297132 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มติดเตียง จังหวัดพัทลุง ศึกษารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มติดเตียงโดยกลไกพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการดูแล และศึกษาผลการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มติดเตียงโดยกลไกพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดพัทลุง ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม 2568 เดือนพฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 8 เดือน กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มติดเตียง จำนวน 406 ราย โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บข้อมูลจากแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ด้านสภาวะสุขภาพ ภายหลังการดำเนินการตามรูปแบบ ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ลดลงทุกตัวชี้วัด โดยการเกิดแผลกดทับลดลงจากร้อยละ 20.2 เหลือร้อยละ 10.6 การติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาลดลงจากร้อยละ 15.8 เหลือร้อยละ 7.6 ภาวะโภชนาการเสี่ยงลดลงจากร้อยละ 29.1 เหลือร้อยละ 19.2 การกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผนลดลงจากร้อยละ 12.6 เหลือร้อยละ 6.2 และการส่งต่อฉุกเฉินหรือส่งต่อเร่งด่วนลดลงจากร้อยละ 9.4 เหลือร้อยละ 4.4 โดยทุกตัวชี้วัดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วย ด้านภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแล ด้านความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ด้านคุณภาพชีวิต ด้านระบบการดูแล มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นจากก่อนการดำเนินงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วัชรินทร์ ศรีสมโภชน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 15 27 การพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวก กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296580 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์การให้บริการศึกษาการพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวก และผลการพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวกกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2567 ถึงเดือน พฤษภาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 16 คน และผู้รับบริการ จำนวน 300 คน ดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอนตามวงจร PAOR เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากร เกี่ยวกับสภาพการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวก นำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพและแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อการรับบริการศูนย์ราชการสะดวกกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคายวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบก่อน-หลังการพัฒนา ด้วยสถิติ Independence t test ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวก กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ที่พัฒนาขึ้นจำนวน 36 ข้อ ประกอบด้วย 3 เกณฑ์ คือ 1) เกณฑ์ด้านภายภาพจำนวน 16 ข้อ 2) เกณฑ์ด้านคุณภาพ ได้แก่ องค์ประกอบด้านสถานที่ 3 ข้อ องค์ประกอบด้านบริการ 9 ข้อ องค์ประกอบด้านบุคลากรจำนวน 4 ข้อ องค์ประกอบด้านเทคโนโลยี จำนวน 3 ข้อ และ 3) เกณฑ์ด้านผลลัพธ์ จำนวน 1 ข้อ</p> <p> ผลการศึกษาแสดงประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการพัฒนาการให้บริการศูนย์ราชการสะดวก กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.3, SD=0.2) ความคิดเห็นของผู้รับบริการต่อการรับบริการศูนย์ราชการสะดวกเพิ่มขึ้น (P&lt;0.001) และความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการรับบริการศูนย์ราชการสะดวก กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย เพิ่มขึ้น (P&lt;0.001)</p> ปิยะมาศ ปรีชาฎก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 28 37 การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดในการผ่าตัดปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลสระบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296615 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดในการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลสระบุรี และเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาสมรรถนะฯ ระยะเวลาดำเนินการเดือน ธันวาคม 2568 ถึง มีนาคม 2569 แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลห้องผ่าตัด จำนวน 38 คน วัดผลก่อนและหลังการพัฒนา และผู้ป่วยปลูกถ่ายไตช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2569 จำนวน 6 คน เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามความรู้ 2) แบบประเมินสมรรถนะการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต 3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p> ผลลัพธ์การศึกษาพบว่า พยาบาลห้องผ่าตัดที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามโปรแกรมฯ มีความรู้ และสมรรถนะสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยภาพรวม 4.6 (SD =.54 ) ส่วนกลุ่มผู้ป่วยหลังใช้โปรแกรมฯ ไม่พบภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อของแผลผ่าตัด และการเสียชีวิต และไม่พบการเลื่อนผ่าตัดจากความไม่พร้อมของห้องผ่าตัด กลุ่มผู้ป่วยหลังพัฒนาสมรรถนะฯ มีความพึงพอใจในระดับมาก คะแนนเฉลี่ยภาพรวม 4.37 (SD =.64 ) จำนวนวันนอนเฉลี่ยในโรงพยาบาลน้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยก่อนพัฒนาสมรรถนะฯ</p> ศิริพรรณ สุชาติสุนทร อรุณี ต้นพงษ์เจริญ ณัฐพัชญ์ นาคสมพันธ์ พิมรพี ระย้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 38 49 ผลของโปรแกรมตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยา พฤติกรรมการใช้ยา และระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296616 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยา พฤติกรรมการใช้ยา และระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง รูปแบบการวิจัยเป็นแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยา แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ยา และแบบบันทึกค่าความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired t-test) การทดสอบทีแบบอิสระ (Independent t-test) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; .01) ขณะที่ค่าความดันโลหิตทั้งซีสโตลิกและไดแอสโตลิก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p &lt; .01) นอกจากนี้ การรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยามีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการใช้ยา (r = .68, p &lt; .01) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับระดับความดันโลหิต (r = -.52, p &lt; .01) เช่นเดียวกับพฤติกรรมการใช้ยาที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับระดับความดันโลหิต (r = -.55, p &lt; .01)</p> วรรณา กุลหกูล ขนิษฐา วงษ์สด ผาสุก มั่นคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 50 61 การยกระดับการจัดการวัณโรคในชุมชน : จากการคัดกรองเชิงรุกสู่การส่งต่อรักษา แบบไร้รอยต่อโดยเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296626 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบ และประเมินรูปแบบการยกระดับการจัดการวัณโรคในชุมชน ดำเนินการศึกษาในกลุ่มเสี่ยง 442 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบ แบบสอบถาม และแบบบันทึกกิจกรรม การวิจัยดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Z-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย:1) สภาพปัญหาและความต้องการพบข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญในระบบบริการแบบตั้งรับและการขาดแคลนรังสีแพทย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงยาก 2) องค์ประกอบของรูปแบบการยกระดับการจัดการวัณโรคในชุมชนประกอบด้วย (1) การวางแผนเชิงรุก (2) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน (3) การคัดกรองด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกเคลื่อนที่ (4) การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และ (5) การเชื่อมต่อระบบการรักษาแบบไร้รอยต่อ และ 3) ผลลัพธ์เชิงปริมาณพบว่า หลังการนำรูปแบบฯ ไปใช้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สัดส่วนการเข้าถึงการคัดกรองในปีงบประมาณ พ.ศ.2568-2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Z = 260.50, p &lt; .001) โดยจากกลุ่มเสี่ยง 52,199 ราย สามารถเข้าถึงการตรวจเอกซเรย์ทรวงอกได้ถึง 50,676 ราย (ร้อยละ 97.08) ในจำนวนนี้ค้นพบผู้ป่วยวัณโรคและนำเข้าสู่ระบบการรักษาได้รวม 170 ราย คิดเป็นอัตราผลตอบแทนการคัดกรอง (Diagnostic Yield) ร้อยละ 0.33 และผลการประเมินมาตรฐานรูปแบบฯ และประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก</p> บุษบา บัวผัน วิลาวัลย์ ปากวิเศษ อมรพรรณ ทับทิมดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 62 74 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรู้ต่อการรับรู้การเจ็บป่วย และการจัดการอาการภาวะฉุกเฉิน โรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ จังหวัดสิงห์บุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296627 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมส่งเสริมความรู้ต่อการรับรู้การเจ็บป่วยและ การจัดการอาการภาวะฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ดำเนินการศึกษา ณ คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพกรวม จังหวัดสิงห์บุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม 2 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้การเจ็บป่วย และแบบสอบถามการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมอง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.85–0.89 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.82 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (paired t-test) และสถิติทีแบบกลุ่มอิสระ (independent t-test) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้การเจ็บป่วยหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าเฉลี่ย = 92.87, SD = 8.14 เทียบกับ 85.63, SD = 11.92; t(29) = 2.04, p &lt; .05) เช่นเดียวกับคะแนนเฉลี่ยการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินโรคหลอดเลือดสมอง ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ค่าเฉลี่ย = 9.64, SD = 1.79 เทียบกับ 7.82, SD = 1.15; t(29)= 2.23, p &lt; .05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95.28, SD = 10.37 เทียบกับ 83.42, SD = 9.88; t(58) = 3.12, p &lt; .05) และการรับรู้ความเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์กับการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินโรคหลอดเลือดสมอง ระดับปานกลาง (r = .46, p&lt;.001)</p> ขนิษฐา วงษ์สด พัชรา สาดตระกูลวัฒนา ผาสุก มั่นคง วรรณา กุลหกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 75 85 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานกิจกรรมการพยาบาลเพื่อการป้องกันสตรีคลอดก่อนกำหนดในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294282 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานกิจกรรมการพยาบาลเพื่อการป้องกันสตรีคลอดก่อนกำหนดในประเทศไทย การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานตามแนวทาง PRISMA สืบค้นจากฐานข้อมูลหลัก 8 แหล่ง (2557–2567) รวมงานวิจัย quasi-experimental ที่รายงานผลลัพธ์การคลอดก่อนกำหนด ประเมินคุณภาพด้วย ROBINS-I วิเคราะห์อภิมานด้วยโมเดลแบบสุ่ม</p> <p> ผลการวิจัย ผลงานวิจัย 11 เรื่อง ตัวอย่าง 570 คน การวิเคราะห์อภิมานกิจกรรมการพยาบาลช่วยลดอัตราการคลอดก่อนกำหนด พบว่า 10 กิจกรรมการพยาบาลส่งผลบวกต่อการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ได้ร้อยละ 83 (RR = 0.17, 95% CI: 0.07–0.44, p &lt; 0.001, I² = 0%, p &lt; 0.55) เมื่อเทียบกับสตรีที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กิจกรรมการพยาบาล ได้แก่ 1. การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง 2. การประเมินสภาพการณ์จริงและปัญหาของผู้รับบริการ 3. การให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด 4. การสาธิตและสาธิตย้อนกลับ 5. การจัดประชุมครอบครัวและเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม 6. การสะท้อนคิดและส่งเสริมการตัดสินใจด้วยตนเอง 7. การวางแผนจำหน่ายตามหลัก D-METHOD 8. การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกในระดับองค์กร 9. การนิเทศทางคลินิกและพัฒนาสมรรถนะพยาบาล 10. การติดตามเยี่ยมและประเมินผลต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยี </p> พัชรา สมชื่อ อารีย์วรรณ เที่ยวรอบ ภคพร เที่ยวรอบ ชัชวาล วงค์สารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 86 97 ปัจจัยที่มีผลต่อทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294354 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยในโรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective case-control study) เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลโพธาราม ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 963 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษา คือมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม จำนวน 96 ราย และกลุ่มควบคุม คือมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักตั้งแต่ 2,500 กรัมขึ้นไป จำนวน 867 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher's exact test และ Multiple logistic regression analysis</p> <p> ผลการศึกษา พบอุบัติการณ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยร้อยละ 9.97 ผลการวิเคราะห์แบบหลายตัวแปรพบปัจจัยที่มีผลต่อภาวะทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 7 ปัจจัย ได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด (Adj.OR = 123.64; 95%CI = 39.31–388.91) ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Adj.OR = 13.56; 95%CI = 2.67–68.77) การฝากครรภ์น้อยกว่า 5 ครั้ง (Adj.OR = 10.74; 95%CI = 4.83–23.89) น้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์น้อยกว่า 10 กิโลกรัม (Adj.OR = 5.56; 95%CI = 3.05–10.15) สถานภาพหม้ายหรือหย่าร้าง (Adj.OR = 5.27; 95%CI = 1.81–15.31) ภาวะซีด (Adj.OR = 3.41; 95%CI = 1.72–6.75) และการฝากครรภ์ครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ (Adj.OR = 2.61; 95%CI = 1.44–4.74)</p> สิวุฒิ วงค์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 98 108 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยหน่ายในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน แห่งหนึ่ง ในจังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294565 <p> การวิจัยนี้เป็นเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะเหนื่อยหน่ายในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ให้ข้อมูล 12 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงจากบุคลากรที่ตอบแบบสำรวจจำนวน 72 ราย โดยมุ่งความหลากหลายสูงสุด ครอบคลุมพยาบาลวิชาชีพ จาก 8 หน่วยงาน (ER, OPD, เวช กรรมชุมชน, ห้องผ่าตัด, ห้องคลอด, ตึกกึ่งวิกฤต, ตึกผู้ป่วยในชาย, ตึกผู้ป่วยในหญิง) และสหวิชาชีพ 4 ราย (แพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด) มีทั้งเพศชายและเพศหญิง ครอบคลุม 3 รุ่น (Gen X, Y, Z) อายุ 24–58 ปี ประสบการณ์ 3–34 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้าเชิงวิธีการได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตามแนวทางของ Graneheim และ Lundman ตรวจสอบความน่าเชื่อถือตามเกณฑ์ Lincoln และ Guba</p> <p> ผลการศึกษาพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยหน่ายจำนวน 18 ประการ จัดเป็น 5 หมวดที่ เชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศ ได้แก่ (1) ภาระงานหนักและความซับซ้อนของงาน (2) การขาดทรัพยากร (3) ความสัมพันธ์และการสื่อสาร (4) ระบบและนโยบาย และ (5) ปัจจัยส่วนบุคคลและครอบครัว โดย ภาพรวมสามารถอธิบายได้สอดคล้องกับทฤษฎีการอนุรักษ์ทรัพยากร (COR) และแบบจำลองความ ต้องการงาน–ทรัพยากรงาน (JD-R) โดยค้นพบแนวคิดใหม่ด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยหน่าย 6 แนวคิด ได้แก่ งานเอกสารที่ซ่อนอยู่หลังงานดูแลผู้ป่วย ภาระซ้อนทับจากความใกล้ชิดชุมชน ศักดิ์ศรีวิชาชีพ ปัจจัยซ่อน ความรุนแรงที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และระยะห่างทางสังคม ผลการนี้วิจัยเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันภาวะเหนื่อยหน่ายในบริบทโรงพยาบาลชุมชนไทย</p> วาสนา นาชัยเริ่ม ธันวา ใจเที่ยง ธีรนาถ สุวรรณเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 109 116 ประสิทธิผลของการอบรมเชิงปฏิสัมพันธ์ต่อความรู้เรื่องการคัดกรองมะเร็งลำใส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294557 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการอบรมเชิงปฏิสัมพันธ์ในการเพิ่มพูนความรู้และทักษะเกี่ยวกับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยวิธี FIT test ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. ตำบลแม่ระมาด จังหวัดตาก จำนวน 40 คน สุ่มแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการอบรมเชิงปฏิสัมพันธ์ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการอบรมแบบบรรยาย กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการอบรม แบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังการอบรม และแบบประเมินทักษะในการคัดกรอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม</p> <p> ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 40 คน ภายหลังการอบรมพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (17.40 ± 1.10 และ 14.25 ± 0.79 ตามลำดับ; p &lt; 0.001) สำหรับด้านทักษะการคัดกรองเมื่อพิจารณาคะแนนรวมพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) เมื่อพิจารณาแยกรายหัวข้อพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในประเด็นการอธิบายวิธีการขับถ่ายเพื่อเตรียมตรวจด้วย FIT test การอธิบายและสาธิตการเก็บอุจจาระใส่ภาชนะเก็บตัวอย่าง และการเก็บตัวอย่างใส่ชุดน้ำยาทดสอบ (p &lt; 0.05) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่มในด้านคะแนนความพึงพอใจภายหลังการทดลอง (p = 0.078)</p> อดุลกฤษณ์ นาต๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 117 128 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ในห้องคลอดโรงพยาบาลพะเยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294620 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิด 2 กลุ่มเปรียบเทียบคนละช่วงเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 จำนวน 116 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม 58 คน และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น 58 คน และพยาบาล 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพยาบาลของซูคัพเป็นกรอบแนวคิด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (CVI = 0.80) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางสูติกรรม การซักประวัติ การตรวจร่างกาย และผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Fisher’s exact test และ multivariable logistic regression</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ภายหลังปรับความแตกต่างของโรคประจำตัวและรายได้ พบว่า การใช้แนวปฏิบัติฯป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 0.37 เท่า (adjusted OR 0.37 95% CI= 0.15-0.92, P=0.033) พยาบาลมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับมาก (mean = 4.28, SD=0.69)</p> น้องขวัญ สมุทรจักร พัชรินทร์ ไชยบาล สุทธิพร พรมจันทร์ กนกพรรณ ศรีวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 129 138 การพัฒนาและประเมินต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัลผ่าน LINE Official Account สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน: การวิจัยและพัฒนาแบบหลายระยะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294622 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัลผ่าน LINE Official Account สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะที่ทดลองใช้ในกลุ่มญาติผู้ดูแล 10 ราย เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมานด้วยสถิติ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ช่องว่างด้านความรู้และทักษะในการดูแล การขาดระบบติดตามและช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงได้ ความวิตกกังวลและภาระในการดูแล และความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่สามารถทบทวนได้ตลอดเวลา ขณะที่ระยะที่ 2 พบว่าต้นแบบนวัตกรรมมีความเหมาะสมในระดับสูง และคะแนนความรู้และทักษะของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยมีความพึงพอใจในระดับสูง</p> พิมพ์พัทธ์ชา พุทธิเมธี รัตติกาล อาชะวะบูล อุดมพร สินธุโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 139 148 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม ของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยพะเยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294623 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรมของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้หน้าจอ และ (2) แบบสอบถามเกี่ยวกับกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.92 และ 0.90 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.87 และ 0.81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติไคสแควร์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า พนักงานสายสนับสนุนมีพฤติกรรมการใช้หน้าจอ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.16, SD = 0.52) และมีอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 1.79, SD = 0.42) อยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการใช้หน้าจอโดยรวมมีความสัมพันธ์ในเชิงลบในระดับต่ำกับอาการเมื่อยล้าทางสายตา อาการทางกล้ามเนื้อ และกลุ่มอาการ CVS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=-0.364, -0.249, -0.337; p&lt;0.01) นอกจากนี้ปัจจัยด้านเพศ อุปกรณ์ที่ใช้บ่อย ปัญหาสายตา และการใส่คอนแทคเลนส์มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการ CVS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรมมีความเกี่ยวข้องทั้งกับปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้หน้าจอ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้</p> กัลยกร รับงาน ณีรนุช วงค์เจริญ อรพิญ บัวงาม นงเยาว์ เฉพาะธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 149 157 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประเมินความสัมพันธ์แบบพี่น้องร่วมบิดามารดาในงานนิติวิทยาศาสตร์โดยใช้ Autosomal STR และ Likelihood Ratio https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294647 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ค่า LR ในการประเมินความสัมพันธ์แบบ Full-siblings และอธิบายหลักการคำนวณที่ใช้ในงานนิติพันธุศาสตร์ นอกจากนี้ยังนำเสนอการประยุกต์ใช้โปรแกรม Abetter LIMS ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบุคคลสองรายจากข้อมูล autosomal STR จำนวน 23 ตำแหน่ง โดยใช้การวิเคราะห์แบบ siblingship analysis และ complex kinship การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ค่า LR ในการประเมินความสัมพันธ์แบบ Full-siblings และอธิบายหลักการคำนวณที่ใช้ในงานนิติพันธุศาสตร์ นอกจากนี้ยังนำเสนอการประยุกต์ใช้โปรแกรม Abetter LIMS ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบุคคลสองรายจากข้อมูล autosomal STR จำนวน 23 ตำแหน่ง โดยใช้การวิเคราะห์แบบ siblingship analysis และ complex kinship analysis</p> <p> ผลการวิเคราะห์แบบ siblingship analysis ให้ค่า CLR เท่ากับ 9.79 × 10⁴ มีความน่าจะเป็นเท่ากับร้อยละ 68.90 เช่นเดียวกับการวิเคราะห์แบบ complex kinship analysis ให้ค่า CLR เท่ากัน ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการมีความสัมพันธ์ดังกล่าว นอกจากนี้ เมื่อคำนวณจากข้อมูล autosomal STR จำนวน 15 ตำแหน่ง ได้ค่า CLR เท่ากับ 381.2666 ซึ่งยังคงสนับสนุนความสัมพันธ์แบบ Full-siblings</p> อนุรักษ์ คำประพันธ์ ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 158 167 การพัฒนารูปแบบเฝ้าระวังการก่อเหตุรุนแรงของผู้มีภาวะทางสุขภาพจิตจากการใช้สารเสพติดโดยกลไกการสนับสนุนของเครือญาติ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294723 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสถานการณ์ ปัจจัยที่มีผลต่อการก่อเหตุรุนแรง และบทบาทของเครือญาติ พร้อมทั้งพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของรูปแบบการเฝ้าระวังการก่อเหตุรุนแรงของผู้มีภาวะทางสุขภาพจิตจากการใช้สารเสพติดในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้มีภาวะทางสุขภาพจิต เครือญาติ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคีเครือข่ายชุมชน รวม 90 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความรู้ และแบบประเมินระดับความรุนแรง PVSS วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์ผู้ป่วยยาเสพติดกลุ่มเสี่ยงสูง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากการขาดความต่อเนื่องในการรักษา การกลับไปใช้สารซ้ำ และความบกพร่องของกลไกครอบครัวที่ขาดความตระหนักและทักษะในการสังเกตสัญญาณเตือน ภายหลังการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังโดยใช้กลไกการสนับสนุนของเครือญาติ พบว่าเครือญาติ มีระดับความรู้ในการเฝ้าระวังสัญญาณเตือนเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ในขณะที่ระดับความเสี่ยงและพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> บุญฤทธิ์ ก้านแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 168 177 การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพังโคน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296695 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลลัพธ์การบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลิน เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพังโคน ขั้นตอนดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลิน เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพังโคน จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในป่วยเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลิน เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพังโคนที่พัฒนาขึ้น แบบวัดความรู้ แบบบันทึกการปฏิบัติการฉีดยาอินซูลิน และแบบประเมินผลลัพธ์ด้านคลินิก ใช้ระยะการดำเนินการ 15 เดือน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาฉีดอินซูลิน เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพังโคน ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดำเนินการในโรงพยาบาล 2) การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร ผลลัพธ์ของรูปแบบฯ หลังการพัฒนารูปแบบฯ พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การใช้ยาฉีดอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติการฉีดยาอินซูลิน สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) เช่นกัน ส่วนผลลัพธ์ด้านคลินิก พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG) และระดับฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) ลดลงจากก่อนการพัฒนารูปแบบฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาฉีดอินซูลิน ลดลง โดยพบภาวะ Hypoglycemia ร้อยละ 15.90 และก้อนไขมันบริเวณฉีดยาร้อยละ 18.19</p> นลินี กิณเรศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 178 189 ปัจจัยเหตุและผลที่มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296698 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยเหตุและผลของความได้เปรียบในการแข่งขันและผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในประเทศไทย และศึกษาอิทธิพลของปัจจัยเหตุและผลที่มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันและผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในประเทศไทย ตลอดจนสร้างแบบจำลองปัจจัยเหตุและผลที่มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันและผลการดำเนินงานทางของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกศึกษาเฉพาะ ผู้ประกอบการ ที่ประกอบธุรกิจธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือ พนักงานที่มีตำแหน่งระดับหัวหน้างานขึ้นไป และมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ที่ปฎิบัติงานในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในประเทศไทย เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 420 คน ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัย โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญ 0.05 ทั้งนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการวิจัยกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ และปัจจัยด้านเครือข่ายทางธุรกิจ มีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน อยู่ในระดับมาก และปัจจัยด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน มีอิทธิลต่อปัจจัยด้านผลการดำเนินงานทางธุรกิจอยู่ในระดับมากเช่นกัน ทั้งนี้ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ และปัจจัยด้านเครือข่ายทางธุรกิจ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อปัจจัยด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน และปัจจัยด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อปัจจัยด้านผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ และปัจจัยด้านเครือข่ายทางธุรกิจมีอิทธิพลทั้งทางตรงเชิงบวกและทางอ้อมต่อผลปัจจัยด้านผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ตลอดจนแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลื่นกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> ภาวิศา การัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 190 201 อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจฟิตเนสเพื่อสุขภาพของคนวัยทำงาน ในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296702 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ และปัจจัยด้านการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจฟิตเนสเพื่อสุขภาพ ของคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจฟิตเนสเพื่อสุขภาพ ของคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ คนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจฟิตเนสเพื่อสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ทั้งสิ้น จำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม โดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) และการวิเคราะห์หาการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ความเป็นรูปธรรมของบริการ ความน่าเชื่อถือ การตอบสนองต่อผู้รับบริการ การให้ความมั่นใจ และความเอาใจใส่ลูกค้า มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจฟิตเนสเพื่อสุขภาพของคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ด้านการให้ความมั่นใจ รองลงมา คือ ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านความเอาใจใส่ลูกค้า และด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ</p> อรนิษฐ์ แสงทองสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 202 209 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ชุมชนคลองตำหรุ ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294786 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ของผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 103 คน เครื่องมือในการวิจัย แบบสัมภาษณ์ปัจจัยส่วนบุคคล แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า เพศ และปัจจัยด้านการรับรู้ความรุนแรง มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt;.01 ส่วนปัจจัยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (FBS) ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน และปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt;.05</p> ณัฐกานต์ ตัวสะอาด สุภาภรณ์ ตันตินันทตระกุูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 210 216 การพัฒนารูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ ที่มารับบริการในสถานบริการสุขภาพ จังหวัดชุมพร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294829 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลรูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ และศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่าง รวม 72 คน เลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า จัดเข้ากลุ่มทดลอง 36 คน กลุ่มเปรียบเทียบ 36 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม รูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่พัฒนา แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาวะสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลครั้งที่ 1 เดือนกรกฎาคม 2568 ครั้งที่ 2 เดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 และครั้งที่ 3 ในเดือนมกราคม 2569 - กุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Paired sample t-test, and Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัย : รูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ 1) ตรวจ คัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่แรกที่มารับบริการฝากครรภ์ 2) รักษาพยาบาล 3) ให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง 4) ส่งเสริมการปฏิบัติตัวที่บ้าน 5) ติดตามการปฏิบัติตัวของหญิงตั้งครรภ์ และ 6) ประเมินภาวะโลหิตจาง ผลของการใช้รูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่พัฒนา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อลดภาวะโลหิตจาง และความเข้มข้นของเลือด มากกว่าก่อนทดลอง และมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <u>&lt;</u> 0.01) ทั้งนี้ กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อรูปแบบส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางหญิงตั้งครรภ์ในระดับมาก ร้อยละ 80.6 และระดับปานกลาง ร้อยละ 19.4</p> รุ่งนภา สวัสดิ์ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 217 230 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการหกล้มในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลคง จังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294835 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการหกล้มในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลคง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (survey research by cross-sectional study) ดำเนินการในผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และมารับบริการที่คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลคง จำนวน 222 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ (Thai-FRAT) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการหกล้มโดยใช้ logistic regression</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่าความชุกของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มเท่ากับร้อยละ 40.09 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหกล้มจากการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียว ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ระดับการศึกษาต่ำ ระยะเวลาเป็นเบาหวาน ภาวะปลายประสาทเสื่อม ภาวะไตจากเบาหวาน และความดันโลหิตสูง สำหรับการวิเคราะห์แบบหลายตัวแปรพบว่า อายุที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการหกล้มที่เพิ่มขึ้น (Adjusted OR=1.09, 95% CI 1.04–1.14, p&lt;0.01) ระดับการศึกษาที่ต่ำ (ไม่มีการศึกษา/ประถมศึกษา) (Adjusted OR=3.61, 95% CI 1.12–11.56, p=0.03) ระยะเวลาเป็นโรคเบาหวานที่ยาวนานขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้น (Adjusted OR=1.03, 95% CI 1.01–1.07, p=0.04) ภาวะความดันโลหิตสูง(Adjusted OR=7.43, 95% CI 2.11–26.21, p&lt;0.01) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงหกล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> กัลยา บุณยศรีสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 231 240 ผลของโปรแกรมการสนับสนุนโดยญาติในระยะที่ 1 ของการคลอด ต่อความกลัว ความเครียด ความเจ็บปวด และระยะเวลาการรอคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก ณ โรงพยาบาลอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296704 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยมีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสนับสนุนโดยญาติในระยะที่ 1 ของการคลอด ต่อความกลัว ความเครียด ความเจ็บปวด และระยะเวลาการรอคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก ณ โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้คลอดครรภ์แรกที่มาคลอดบุตร ณ ห้องคลอด โรงพยาบาลอุดรธานี จำนวน 60 ราย คัดเลือกตามกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการสนับสนุนโดยญาติในระยะที่ 1 ของการคลอด แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางสูติศาสตร์ แบบประเมินความกลัวในระหว่างเจ็บครรภ์คลอด แบบประเมินระดับความเครียด ST-5 และแบบประเมินระดับความเจ็บปวด มีค่าเชื่อมั่นเท่ากับ .87 .80 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าทีอิสระ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการสนับสนุนโดยญาติในระยะที่ 1 ของการคลอด มีความกลัว ความเครียด และความเจ็บปวด น้อยกว่าผู้คลอดครรภ์แรกที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (<em>p</em>&lt;.001) และมีระยะเวลาการรอคลอดน้อยกว่าผู้คลอดครรภ์แรกที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (<em>p</em>&lt;.001)</p> อรทัย ใจกว้าง ศิตานันท์ วรรณเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 241 251 การพัฒนาโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296705 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะดำเนินการ และ 3) ระยะประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 ที่มีอัลบลูมินในเลือดน้อยกว่า 3.5 กรัมต่อเดซิลิตร โรงพยาบาลพังโคน จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ โปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคนที่พัฒนาขึ้น แบบวัดความรู้ แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรง และแบบประเมินผลลัพธ์ด้านคลินิก ใช้ระยะการดำเนินการ 15 เดือน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมโภชนบำบัดเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 โรงพยาบาลพังโคน ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) โภชนบำบัดที่ดำเนินการโดยนักโภชนาการ 2) โภชนบำบัดที่ดำเนินการโดยกลุ่มตัวอย่าง ผลลัพธ์ของโปรแกรมฯ หลังการพัฒนาโปรแกรมฯ พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับโภชนบำบัด การรับรู้ความรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 3 สูงกว่าก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) 2) ส่วนผลลัพธ์ด้านคลินิก พบว่า อัตรากรองของไต (GFR) ค่าระดับอัลบลูมินในเลือด เพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนาโปรแกรมฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001)</p> บุญทูล กราวกระโทก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 252 263 การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมในชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294969 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมในชุมชน ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน ด้วยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยกลุ่มทดลองใช้รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมในชุมชน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน paired sample t-test และ independence sample t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภายหลังการใช้รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ 0.01</p> ปุญญาพร พูลบวรรักษ์ วราภรณ์ จันทร์เวียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 264 273 ผลของโปรแกรมพัฒนาการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อป้องกัน โรคความดันโลหิตสูงของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296710 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถตนเองในการบริโภคอาหารและความคาดหวังในผลลัพธ์ของการบริโภคอาหาร พฤติกรรมบริโภคอาหารป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และภาวะสุขภาพ ได้แก่ ความดันโลหิต น้ำหนัก และเส้นรอบเอวของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง อายุ 35 ปี ขึ้นไป มีความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท เลือกกลุ่มทดลองที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกไม้งามด้วยการสุ่มอย่างง่าย เลือกกลุ่มเปรียบเทียบจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแดง โดยการจับคู่ให้มีเพศเดียวกันและอายุใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 31 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แอปพลิเคชันไลน์ 3) แบบบันทึกภาวะสุขภาพ 4) แบบบันทึกการรับประทานอาหาร 5) เครื่องวัดความเค็ม 6) เครื่องวัดความดันโลหิต 7) เครื่องชั่งน้ำหนัก และ 8) สายวัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบวิลคอกซันซายน์แรงค์ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแอนโควา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลลัพธ์ของการบริโภคอาหาร และพฤติกรรมบริโภคอาหารป้องกันโรคความดันโลหิตสูง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีความดันโลหิตต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทาง</p> บุษราภรณ์ ศรีสงค์ วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล ชื่นจิตร โพธิศัพท์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 274 285 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296713 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสุขภาพของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อายุ 35-59 ปี ที่มารับบริการตรวจรักษาที่คลินิกหมอครอบครัวท่าวังหินและคลินิกหมอครอบครัววัดใต้ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และมีความดันโลหิต ≥ 140/90 มม.ปรอท คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าเป็นกลุ่มทดลอง แล้วเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้มีอายุและดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดดิจิทัล 2) สายวัด 3) แบบสอบถามผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ 4)แบบบันทึกพฤติกรรมรับประทานอาหารและยา 5)แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน และ6) แบบบันทึกการเยี่ยมทางโทรศัพท์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบวิลคอกสันซายน์แรงค์ส สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแอนโควา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พฤติกรรมรับประทานอาหารและรับประทานยา สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีความดันโลหิตซิสโตลิกต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เรืองศิริ เจริญพงษ์ วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล ชื่นจิตร โพธิศัพท์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 286 296 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการรับรู้และพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของ กลุ่มเสี่ยง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296715 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้โอกาสที่จะเกิดโรคและความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์และอุปสรรคของพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรม พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และความดันโลหิตของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงทั้งสองเพศ อายุ 35-59 ปี มีความดันโลหิต 130/85-140/90 มิลลิเมตรปรอท เลือกกลุ่มเสี่ยงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าศึกษาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายเป็นกลุ่มทดลอง และเลือกกลุ่มเปรียบเทียบให้มีเพศเดียวกัน อายุและความดันโลหิตซิสโตลิกใกล้เคียงกัน กลุ่มละ 29 คน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดดิจิทัล แบบสอบถามผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของกลุ่มเสี่ยง มี 4 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลทั่วไป (2) การรับรู้เกี่ยวกับโรคและพฤติกรรม 5 ด้าน (3) พฤติกรรมรับประทานอาหาร (4) พฤติกรรมออกกำลังกาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติทดสอบวิลคอกซันซายน์แรงค์ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแอนโควา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีการรับรู้โอกาสที่จะเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรม พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมรับประทานอาหารและออกกำลังกาย สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ มีการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมและความดันโลหิตต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อุบลวรรณ ทองทัพไทย วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล ชื่นจิตร โพธิศัพท์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 297 309 ความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ในป่าพรุโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ป่าพรุหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี สู่แหล่งเรียนรู้สังคมคาร์บอนต่ำและยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294995 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้ ในพื้นที่ป่าพรุ หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ระยะเวลาเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2566 โดยการบันทึกภาพถ่ายพิกัดภูมิศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดทำพรรณไม้แห้ง จัดจำแนก และระบุชนิด</p> <p> ผลการศึกษาสามารถจำแนกพรรณไม้ได้จำนวน 35 วงศ์ 49 สกุล 55 ชนิด โดยวงศ์ที่มีจำนวนมากสุดคือวงศ์ Aracaceae มีจำนวน 4 สกุล 5 ชนิด และวงศ์ Fabaceae มีจำนวน 5 สกุล 5 ชนิด รองลงมาคือวงศ์ Dipterocarpaceae มีจำนวน 3 สกุล 4 ชนิด Apocynaceae มีจำนวน 2 สกุล 3 ชนิด Moraceae จำนวน 2 สกุล 3 ชนิด Myrtaceae จำนวน 1 สกุล 3 ชนิด และ วงศ์พืชที่มีจำนวน 2 สกุล 2 ชนิดได้แก่ วงศ์ Anacardiaceae วงศ์ Bignoniaceae วงศ์ Meliaceae และ วงศ์ Rubiaceae นอกจากนี้พบพืชจำนวน 24 วงศ์ ที่พบเพียงสกุลและชนิดเดียว ได้แก่ Annonaceae, Aquifoliaceae, Calophyllaceae, Celastracea, Clusiaceae, Combretaceae, Ebenaceae, Elaeocarpaceae, Euphorbiaceae, Flagellariaceae, Hypericaceae, Irvingiaceae, Lamiaceae, Lauraceae, Malvaceae, Myristicaceae, Nepenthaceae, Orchidaceae, Phyllanthaceae, Poaceae, Polygalaceae, Rhizophoraceae, Rutaceae, Sapotaceae และ Urticaceae มีการทำป้ายพรรณไม้และแผนที่แหล่งอาศัยของพืช</p> ปริญญา สุกแก้วมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 310 319 ศักยภาพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของบุคลากรสุขภาพในการส่งเสริมความเท่าทันต่อโรคความดันโลหิตสูงของประชาชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295006 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของบุคลากรสุขภาพ ระดับการปฏิบัติงาน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และร่วมทำนายการปฏิบัติงานของบุคลากรสุขภาพในการส่งเสริมความเท่าทันต่อโรคความดันโลหิตสูงของประชาชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสุขภาพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี จำนวน 209 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 6 ส่วน ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน สเปียร์แมน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.50 อายุ 30–39 ปี ร้อยละ 33.50 และดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข/นักสาธารณสุข/เจ้าพนักงานสาธารณสุข ร้อยละ 52.63 การปฏิบัติงานในการส่งเสริม ความเท่าทันต่อโรคความดันโลหิตสูง โดยภาพรวมอยู่ในระดับบ่อยครั้ง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 2.99, S.D. = 0.54) ทัศนคติอยู่ในระดับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.41, S.D. = 0.42) และทักษะอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.89, S.D. = 0.46) ทั้งนี้ทัศนคติ (r = 0.377, p &lt; .01) ทักษะ (r = 0.505, p &lt; .01) และการได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 0.203, p = .003) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวแปรทั้ง 7 ตัวสามารถร่วมกันทำนาย การปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 14.581, p &lt; .001) และอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 33.70 โดยตัวแปรสำคัญ ได้แก่ การได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (B = 3.026, Beta = 0.203, p = .006) ทัศนคติ (B = 0.728, Beta = 0.203, p = .005) และทักษะ (B = 0.935, Beta = 0.492, p &lt; .001) โดยทักษะมีอิทธิพลสูงที่สุด</p> บุญญาพร ลำซาง ศิวาพร มหาทำนุโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 320 329 การพัฒนาคุณภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงพยาบาลพลับพลาชัย ตามมาตรฐาน HAIT เพื่อก้าวสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295016 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการ (2) พัฒนาแนวปฏิบัติตามมาตรฐาน HAIT และ (3) ประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนาในโรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด Kemmis และ McTaggart (วงจร PAOR) กลุ่มตัวอย่าง 42 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือประกอบด้วยแบบประเมินความพร้อม HAIT แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกต และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการพัฒนาระบบมีความพร้อมระดับปานกลาง (Mean = 2.87, SD = 0.54) และมีช่องว่าง 1.58 คะแนน ภายหลังการพัฒนาโดยใช้ “PLUBPLACHAI Smart IT Model” คะแนนความพร้อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Mean = 4.36, SD = 0.35; p &lt; 0.001) ระยะเวลารอคอยลดลงร้อยละ 37.5 เวลาเข้าถึงข้อมูลลดลงเหลือน้อยกว่า 1 นาที และการเชื่อมโยงข้อมูลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 95 ความพึงพอใจของบุคลากรและผู้รับบริการอยู่ในระดับมากที่สุด</p> รุจิศักดิ์ บวรชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 330 338 รูปแบบการจัดบริการคลินิกการดูแลผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295061 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดบริการคลินิกการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการในระดับโรงพยาบาลชุมชน และประเมินผลลัพธ์หลังการใช้รูปแบบที่พัฒนา การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสถานการณ์และบริบทในพื้นที่ 2) การพัฒนารูปแบบร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยใช้คลินิกสูงอายุเคลื่อนที่เชิงรุกและระบบ Telemedicine และ 3) การประเมินผลลัพธ์การดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรและเครือข่ายจำนวน 153 คน และกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภออุบลรัตน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา บูรณาการร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการจัดบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การคัดกรองเชิงรุก การประเมินซ้ำ คลินิกเคลื่อนที่และการรักษา การสื่อสารทางไกล (Telemedicine) และการส่งต่อเพื่อดูแลต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการใช้รูปแบบพบว่า อัตราการคัดกรองภาวะเสี่ยงทางสุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.61 เป็น 82.00 อัตราการเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.40 เป็น 93.10 อัตราการส่งต่อพบแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.80 เป็น 21.00 และระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบบริการเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (3.42) เป็นระดับมากที่สุด (4.68) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) อย่างไรก็ตาม พบอุปสรรคสำคัญในการส่งต่อรักษาคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ขาดผู้ดูแล (No Caregiver) และมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในการใช้ระบบ Telemedicine ด้วยตนเอง </p> อภิสรา ธำรงวรางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 330 350 ผลลัพธ์ของการจัดการทางการพยาบาลผู้ป่วยที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ณ แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294357 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการทางการพยาบาล ผลลัพธ์ และความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการทางการพยาบาลกับผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กลุ่มตัวอย่างคือเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 140 ราย ที่เข้ารับบริการในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher's Exact test, Mann-Whitney U test และ Kruskal-Wallis test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 56.43) อายุเฉลี่ย 69.34 ปี (SD = 15.86) โดยร้อยละ 52.14 อยู่ในกลุ่ม NEWS ≥7 มีคะแนน NEWS เฉลี่ย 7.39 (SD = 3.58) ด้านการจัดการทางการพยาบาล พบว่าการให้ยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชั่วโมงมีอัตราสูงสุดร้อยละ 88.57 (Median time = 10 นาที) รองลงมาคือการเจาะเลือดเพาะเชื้อก่อนให้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 80.00 (Median time = 44 นาที) และการให้สารน้ำตามเกณฑ์ ≥1,500 ml ร้อยละ 49.29 อย่างไรก็ตาม มีการปฏิบัติตาม Sepsis bundle ครบถ้วนเพียงร้อยละ 38.57 ด้านผลลัพธ์ พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 50.00 ถูกส่งต่อ ร้อยละ 43.57 จำหน่ายกลับบ้าน และร้อยละ 6.43 เสียชีวิต มีระยะเวลานอนโรงพยาบาล Median = 6.0 วัน (IQR = 3.0–7.0 วัน) โดยกลุ่ม NEWS ≥7 มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดร้อยละ 10.96 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าไม่มีตัวแปรการจัดการทางการพยาบาลใดมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทั้ง 4 ตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05 ทุกตัวแปร)</p> ณัฐชยา ใจบุญนอก ปะราลี โอภาสนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 351 362 รูปแบบการแก้ไขพัฒนาการล่าช้าเด็กปฐมวัย โดยเครือข่ายพยาบาลชุมชน ครู ครอบครัว และชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294847 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการแก้ไขพัฒนาการล่าช้าเด็กปฐมวัยโดยเครือข่ายพยาบาลชุมชน ครู ครอบครัว และชุมชน วิธีการศึกษาใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(PAR)<sup> </sup>ดำเนินการในพื้นที่ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างมิถุนายน 2565–กุมภาพันธ์ 2566 ผู้ให้ข้อมูล 133 คน ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 3 คน ครู 18 คน ผู้ปกครองเด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า 90 คน และแกนนำชุมชน 22 คน ดำเนินการ 3 วงจรวิจัย เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน DSPM แบบวัดสมรรถนะ แบบสอบถามความพึงพอใจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบคัดกรองและแจ้งข้อมูลร่วม แผนกระตุ้นพัฒนาการรายบุคคล (ISP) กลไกติดตามแบบสามชั้น เวทีสะท้อนคิดร่วม และการเสริมสมรรถนะเครือข่าย ผลการทดลองใช้ พบสัดส่วนเด็กที่มีพัฒนาการปกติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 92.2 ภายใน 6 เดือน (p &lt; .001) สมรรถนะของเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> จาก 2.78 เป็น 4.12, p &lt; .001) และความพึงพอใจโดยรวมของครอบครัวและเครือข่ายอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.23 และ 4.21 ตามลำดับ)</p> ธัชชัย ใจคง ธัญพิชชญา ติณณ์ธนหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 363 369 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296999 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร วิจัยในกลุ่มทีมสุขภาพ คือ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีวิทยา เภสัชกร นักโภชนากร จำนวน 36 คน และ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ได้รับบริการตั้งแต่แรกรับจนได้ Admit เข้านอนรักษาที่แผนกผู้ป่วย ในโรงพยาบาลโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร จำนวน 35 คน ทำการศึกษาในระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน 2568 ระยะเวลา 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามสำหรับกลุ่มตัวอย่างทีมสุขภาพและกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป,แบบประเมินความรู้,ความพึงพอใจ,การปฏิบัติตามแนวทาง,และความเป็นไปได้ในการใช้ระบบ การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลทั่วไป (ทีมสุขภาพ/ผู้ป่วย) โดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา 2. วิเคราะห์ข้อมูล ความรู้ การปฏิบัติ ความพึงพอใจ, ความเป็นไปได้ของการใช้ระบบ โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ 3. เปรียบเทียบความรู้ การปฏิบัติ ความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติ Pair T-test และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ด้านดัชนีชี้วัดในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนและหลังการทดลอง เปรียบเทียบผล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษา : พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ของทีมสุขภาพหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลของการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนพัฒนา อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ความพึงพอใจในการใช้ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มหลังการทดลอง มีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 และหลังการทดลองทีมสุขภาพ มีความเห็นด้วยกับความเป็นไปได้ของการใช้ระบบการดูแลผู้ป่วย ติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ร้อยละ 100 4) ผลลัพธ์ชี้วัดในการดูแลผู้ป่วย ติดเชื้อในกระแสเลือด หลังการทดลอง ดัชนีชี้วัดด้านการดูแลผู้ป่วย มีค่ามากขึ้นกว่าก่อนทดลองทุกตัวชี้วัด</p> พิรุณลักษณ์ บุญตะหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 370 380 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงโครงสร้าง คุณภาพกระบวนการและผลลัพธ์ทางการพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตจากการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ เขตสุขภาพที่ 8 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297030 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการพยากรณ์ของตัวแปรปัจจัยเชิงโครงสร้าง 5 ตัวแปร ได้แก่ ทรัพยากรบุคคล สภาพแวดล้อมการทำงาน การสนับสนุนขององค์กร ระบบสารสนเทศ และการพัฒนาบุคลากร และตัวแปรคุณภาพกระบวนการ 6 ตัวแปร ได้แก่ กระบวนการพยาบาล การปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐาน การควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ การสื่อสาร การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัว และการประสานงาน ต่อผลลัพธ์ทางการพยาบาล ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ เขตสุขภาพที่ 8 กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยวิกฤต 5 โรงพยาบาล จำนวน 169 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย: ตัวแปรปัจจัยเชิงโครงสร้างทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลลัพธ์ทางการพยาบาลในระดับต่ำถึงปานกลาง (r = 0.254–0.475, p &lt; .001) และตัวแปรคุณภาพกระบวนการทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = 0.693–0.776, p &lt; .001) ตัวแปร 5 ตัวแปรร่วมกันพยากรณ์ผลลัพธ์ทางการพยาบาลได้ร้อยละ 70.4 (R² = 0.704, Adjusted R² = 0.695, F = 77.531, p &lt; .001) โดยการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัวมีอำนาจพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.322) รองลงมาคือการสื่อสาร (Beta = 0.194) การควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ (Beta = 0.169) สภาพแวดล้อมการทำงาน (Beta = 0.169) และกระบวนการพยาบาล (Beta = 0.168) ตามลำดับ</p> ศุภลักษณ์ นิยะสม วรรณชนก จันทชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 381 393 การประเมินความสัมพันธ์แบบพี่น้องร่วมบิดามารดาโดยใช้ค่าความน่าจะเป็นจากข้อมูล Autosomal STR 23 ตำแหน่งในประชากรไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295116 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของค่าความน่าจะเป็น (likelihood ratio; LR) ในการจำแนกความสัมพันธ์แบบพี่น้องร่วมบิดามารดา โดยใช้ข้อมูล Short Tandem Repeat (STR) จำนวน 23 ตำแหน่งในประชากรไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูล allelic profile จากฐานข้อมูลห้องปฏิบัติการนิติพันธุศาสตร์ จำนวน 30 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มพี่น้องร่วมบิดามารดา 15 คู่ และกลุ่มบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน 15 คู่ ทำการคำนวณค่า Combined Likelihood Ratio (CLR) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Mann–Whitney U test รวมถึงการแปลงข้อมูลในรูป log₁₀(CLR) และการวิเคราะห์เส้นโค้งตัวรับดำเนินงาน (Receiver Operating Characteristic; ROC) เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการจำแนก</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ค่า CLR ของกลุ่มพี่น้องร่วมบิดามารดามีค่าสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยค่ามัธยฐานของกลุ่ม full-siblings เท่ากับ 8.24 × 10⁶ ขณะที่กลุ่ม unrelated เท่ากับ 9.39 × 10⁻⁶ และไม่พบการซ้อนทับของข้อมูลระหว่างสองกลุ่ม การกระจายของค่า log₁₀(CLR) แสดงให้เห็นการแยกกลุ่มอย่างชัดเจน และการวิเคราะห์ ROC ให้ค่าพื้นที่ใต้โค้ง (area under the curve; AUC) เท่ากับ 1.000 ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการจำแนกในระดับดีเยี่ยม</p> ร.ต.อ.อนุรักษ์ คำประพันธ์ อาจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 394 401 คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและผลกระทบของมอร์ฟีนต่อผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295169 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองด้วยมอร์ฟีนโดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามลักษณะทั่วไป แบบประเมินคุณภาพชีวิต (EQ-5D-5L) และแบบประเมินอาการไม่สุขสบาย (ESAS) ในวันที่ 1 และวันที่ 30 ของการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพมีแนวโน้มลดลง แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &gt; 0.05) ขณะที่อาการไม่สุขสบายหลายด้าน เช่น อาการปวด อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ง่วงซึม เบื่ออาหาร หายใจลำบาก และท้องผูก มีแนวโน้มลดลง สะท้อนถึงแนวโน้มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงแนวโน้มคุณภาพชีวิตที่ลดลง แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &gt; 0.05) นอกจากนี้ค่าชีวเคมีในเลือดยังบ่งชี้แนวโน้มมีผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต</p> ธนเมศวร์ แท่นคำ ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ บัณฑิต ชุมวรฐายี ภูชิต ดาบภูเขียว พนิดา พิทยกิตติวงศ์ ธนพล ศรีวงษ์ สาธิตา ภัทรบุณย์พงศ์ กัญญาภัค ศิลารักษ์ วิจิตรา เสนา ขจรศักดิ์ สีวาที กัลยา ปังประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 402 415 ความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์ไทลื้อ ตำบลสันมะเค็ด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295177 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Survey Research by Cross-sectional Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปาก (Oral Health Literacy: OHL) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมดังกล่าว ในกลุ่มผู้สูงอายุชนชาติพันธุ์ไทลื้อ ตำบลสันมะเค็ด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จำนวน 293 คน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับ ต่ำถึงปานกลาง และมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อยู่ในระดับไม่ดี การวิเคราะห์ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติพบว่า สถานภาพสมรส รายได้ โรคประจำตัว พฤติกรรมการเคี้ยวหมาก และระดับความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความรู้ด้านสุขภาพช่องปากต่ำมีโอกาสปฏิบัติตนด้านสุขภาพช่องปากไม่ดีกว่าผู้ที่มีความรู้สูงประมาณ 4 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าความรู้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคมที่อ่อนแอ เช่น สถานภาพหม้าย/หย่าร้าง และรายได้ต่ำ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสม</p> มณฑิณี อักษรดิษฐ์ สิรินันท์ สุวรรณาภรณ์ ศิวรักษ์ กิจชนะไพบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 416 422 ภาวะโลกร้อนกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของครัวเรือนในเขตเมืองร้อน กลุ่มภาคตะวันตก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295179 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลวัตการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก และพฤติกรรมการป้องกันโรคของครัวเรือนในเขตเมืองร้อน กลุ่มภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยเน้นมาตรการ “3 เก็บ” ได้แก่ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ ประชากรในการศึกษาคือครัวเรือนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากพื้นที่ที่มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างกัน ได้แก่ เขตเมืองหนาแน่น พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่ท่องเที่ยว เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลเอกสารและข้อมูลทุติยภูมิ แบบวิเคราะห์เนื้อหา และกรอบแนวคิดการวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อมและแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงตีความ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แม้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาวะโลกร้อนกับความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกภายในครัวเรือนของตนเอง โดยเฉพาะการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติมาตรการ “3 เก็บ” ขาดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังเผชิญอุปสรรคเชิงระบบที่ถูกซ้ำเติมจากสภาพอากาศแปรปรวน ได้แก่ ความจำเป็นในการกักเก็บน้ำเพื่อรับมือกับภัยแล้ง ทำให้บางครัวเรือนไม่สามารถปิดภาชนะได้มิดชิด และปัญหาการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพในเขตเมืองหนาแน่น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การป้องกันโรคไข้เลือดออกภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรมุ่งเสริมสร้างการรับรู้ความเสี่ยงระดับครัวเรือน ควบคู่กับการพัฒนาระบบจัดการน้ำและขยะในระดับชุมชนและท้องถิ่น</p> ญษมณ ละทัยนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 423 431 มุมมองของทีมสหวิชาชีพต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ในระบบการดูแลต่อเนื่อง โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294718 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของทีมสหวิชาชีพในศูนย์การดูแลต่อเนื่อง (Continuity of Care: COC) เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง และเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา และบูรณาการการดูแลสุขภาพช่องปากเข้าสู่ระบบบริการปฐมภูมิให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยบุคลากรทีมสหวิชาชีพ ในศูนย์ COC โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน จาก 9 กลุ่มวิชาชีพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นเรื่อง (Thematic Analysis) ตามแนวทางของ Braun &amp; Clarke</p> <p> ผลการศึกษาพบ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) สุขภาพช่องปาก เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง แต่ยังถูกจัดลำดับความสำคัญรอง (2) ศักยภาพของ ทีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแลสุขภาพช่องปากยังจำกัดอยู่ในระดับการคัดกรองเบื้องต้น (3) ผู้ดูแลเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จในการดูแลช่องปาก (4) ระบบ COC มีโครงสร้างรองรับ แต่ยังขาดการบูรณาการ สุขภาพช่องปากอย่างเป็นระบบ และ (5) แนวทางพัฒนาระบบเพื่อบูรณาการสุขภาพช่องปากใน COC การวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดบริการปฐมภูมิ 1A4C พบว่าช่องว่างสูงสุดอยู่ที่การดูแลแบบองค์รวม ความต่อเนื่องของการดูแล และการประสานงาน</p> รจิต จันทร์ประสิทธิ์ รุจิรา แสนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 432 440 การพัฒนาและประเมินผล 6 แผนการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยภาวะติดเชื้อใน กระแสเลือด ในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลวัฒนานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295415 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้ “6 แผนการพยาบาล” สำหรับผู้ป่วย sepsis ได้แก่ การคัดกรองและเฝ้าระวัง การควบคุมการติดเชื้อ การดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การดูแลระบบทางเดินหายใจ การดูแลด้านโภชนาการ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยประเมินกระบวนการพยาบาล ผลลัพธ์ทางคลินิก และความพึงพอใจ เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลภายหลัง ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ การพัฒนาแผนการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์และแนวทาง Surviving Sepsis Campaign และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย sepsis จำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 20 ราย และกลุ่มทดลอง 20 ราย โดยจัดสรรตามลำดับเวลา แผนการพยาบาลผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและประเมินคุณภาพด้วย AGREE II วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา independent t-test และ Fisher’s exact test</p> <p> ผลการวิจัย: ลักษณะพื้นฐานไม่แตกต่างกัน ยกเว้น qSOFA ที่กลุ่มควบคุมสูงกว่า (p = .006) (1.70 ± 0.57 vs. 1.20 ± 0.52) กลุ่มทดลองมีคะแนนการปฏิบัติตามแผนการพยาบาลสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; .001) (38.05 ± 0.22 vs. 27.10 ± 3.54) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก กลุ่มทดลองมีแนวโน้มระยะเวลานอนโรงพยาบาลสั้นกว่า (5.25 ± 4.22 เทียบกับ 6.90 ± 4.33 วัน; p = .214) และไม่พบการเสียชีวิตภายใน 28 วัน ขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 5.0 (p = 1.000) แม้ไม่ถึงนัยสำคัญทางสถิติ แต่สะท้อนแนวโน้มเชิงบวก นอกจากนี้ ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (4.70 ± 0.31 และ 4.75 ± 0.43)</p> หรรษา นิลพรมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 441 450 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิงและมีปัญหาซับซ้อน การจัดการรายกรณี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแคน อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295425 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการทางการพยาบาล ผลลัพธ์ และความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการทางการพยาบาลกับผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กลุ่มตัวอย่างคือเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 140 ราย ที่เข้ารับบริการในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher's Exact test, Mann-Whitney U test และ Kruskal-Wallis test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 56.43) อายุเฉลี่ย 69.34 ปี (SD = 15.86) โดยร้อยละ 52.14 อยู่ในกลุ่ม NEWS ≥7 มีคะแนน NEWS เฉลี่ย 7.39 (SD = 3.58) ด้านการจัดการทางการพยาบาล พบว่าการให้ยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชั่วโมงมีอัตราสูงสุดร้อยละ 88.57 (Median time = 10 นาที) รองลงมาคือการเจาะเลือดเพาะเชื้อก่อนให้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 80.00 (Median time = 44 นาที) และการให้สารน้ำตามเกณฑ์ ≥1,500 ml ร้อยละ 49.29 อย่างไรก็ตาม มีการปฏิบัติตาม Sepsis bundle ครบถ้วนเพียงร้อยละ 38.57 ด้านผลลัพธ์ พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 50.00 ถูกส่งต่อ ร้อยละ 43.57 จำหน่ายกลับบ้าน และร้อยละ 6.43 เสียชีวิต มีระยะเวลานอนโรงพยาบาล Median = 6.0 วัน (IQR = 3.0–7.0 วัน) โดยกลุ่ม NEWS ≥7 มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดร้อยละ 10.96 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าไม่มีตัวแปรการจัดการทางการพยาบาลใดมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทั้ง 4 ตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05 ทุกตัวแปร)</p> มาลินี พริ้งเพราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 451 463 ผลของโปรแกรมการดูแลแบบเปลี่ยนผ่านของผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องทางนรีเวชวิทยา ต่อความวิตกกังวล ความปวดและความพึงพอใจ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295410 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวล ระดับความปวด และความพึงพอใจ ระหว่าง กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการดูแลแบบเปลี่ยนผ่านกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วย ที่มีผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติและได้รับการนัดมาตรวจส่องกล้องทางนรีเวชวิทยาเป็นครั้งแรก ณ คลินิกนรีเวช กรรม โรงพยาบาลวารินชำราบ จำนวน 42 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 ราย และกลุ่มควบคุม 21 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง โปรแกรมการดูแลแบบเปลี่ยนผ่านพัฒนาขึ้นจากทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของเมลิส แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการส่อง กล้อง ระยะวันส่องกล้อง ระยะหลังการส่องกล้อง และระยะติดตามผล เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินความวิตกกังวลของสปิล เบอร์เกอร์ฉบับภาษาไทย แบบประเมินความปวดแบบตัวเลข และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อบริการพยาบาล ตรวจสอบ ความเที่ยงด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยง .94, .85 และ .94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนาและการทดสอบที (independent t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนความ วิตกกังวลต่อสถานการณ์ (M=33.90, SD=5.700) และความวิตกกังวลประจำตัว (M=39.67, SD=4.151) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และมีความพึงพอใจต่อการบริการพยาบาลทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านความห่วงใยเอื้ออาทร ด้านการเข้าถึงบริการ และด้านความสามารถเชิงวิชาชีพ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ส่วนระดับ ความปวดหลังทำหัตถการของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.124)</p> <p> </p> รินณารา สายเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 464 470 การประยุกต์ใช้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย: การวิจัยเชิงสังเคราะห์วรรณกรรมขอบเขตกว้าง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295569 <p> การศึกษานี้มุ่งสังเคราะห์วรรณกรรมขอบเขตกว้างเกี่ยวกับสถานการณ์ รูปแบบ และผลลัพธ์ของการประยุกต์ใช้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในระบบสาธารณสุขไทย โดยดำเนินการตามมาตรฐาน PRISMA-ScR สืบค้นงานวิจัยปฐมภูมิจากฐานข้อมูล TCI และ Google Scholar ระหว่าง พ.ศ. 2563–2569 คัดเลือกบทความฉบับเต็มที่เกี่ยวข้องกับการใช้ 6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิตในประเทศไทย จำนวน 20 รายการ เพื่อนำมาสกัดข้อมูลและสังเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในประเทศไทยมีการพัฒนาที่ชัดเจนใน 4 มิติ ได้แก่ ด้านนวัตกรรมดิจิทัล มีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และ LINE Application เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามพฤติกรรมและให้คำปรึกษาทางไกล ด้านประสิทธิผลทางคลินิก พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลสะสม ความดันโลหิต และเพิ่มการทำงานของไตได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านบริบทวัฒนธรรมและชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับวิถีมุสลิม การส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ และการใช้กลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นผู้จัดการรายกรณี และด้านภาวะเฉพาะทาง มีการขยายผลสู่การดูแลภาวะมีบุตรยากและภาวะปริชานบกพร่องในผู้สูงอายุ โดยใช้การสนทนาสร้างแรงจูงใจและการสนับสนุนทางสังคมเป็นกลไกสำคัญ</p> ธีรภัทร วิชิตนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 471 479 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจสำหรับผู้ดูแลของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมโรคไม่ได้ จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297036 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจสำหรับผู้ดูแลของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมโรคไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลและผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมโรคไม่ได้ ในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างถูกสุ่มแบบง่าย เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 28 คน และกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือด แบบสอบถามพลังอำนาจและพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ดูแล และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองผู้ดูแลมีพลังอำนาจและพฤติกรรมการจัดการความเครียดของผู้ดูแลดีกว่าก่อนเข้าโปรแกรมและดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้สูงอายุโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าก่อนเข้าโปรแกรมฯ และน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคุณภาพชีวิตดีกว่าก่อนเข้าโปรแกรม และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณัฐพร ทองวรรณ สุทธีพร มูลศาสตร์ สมนึก สกุลหงส์โสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 480 490 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับน้ำมันดิบจากวัสดุจากธรรมชาติ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297038 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการดูดซับนํ้ามันโดยวัสดุจากธรรมชาติและเพื่อเปรียบเทียบชนิดของวัสดุธรรมชาติในการดูดซับนํ้ามัน การวิจัยได้มีการแปรเปลี่ยนชนิดของวัสดุดูดซับจากธรรมชาติ ได้แก่ ใยนุ่น และดอกหญ้าคา ชนิดของนํ้ามัน ได้แก่ นํ้ามันดิบ และนํ้ามันเตา และเวลาที่ใช้ในการดูดซับ ได้แก่ 2 และ 10 นาที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันดิบของใยนุ่น ที่เวลาการดูดซับ 2 และ 10 นาที พบว่า มีค่าร้อยละ 99.28 และ 99.39 ตามลำดับ และดอกหญ้าคา ที่เวลาการดูดซับ 2 และ 10 นาที มีค่าร้อยละ 98.52 และ 99.60 ตามลำดับ ประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันเตาของใยนุ่น ที่เวลาการดูดซับ 2 และ 10 นาที มีค่าร้อยละ 99.16 และ 92.78 ตามลำดับ และดอกหญ้าคา ที่เวลาการดูดซับ 2 และ 10 นาที มีค่าร้อยละ 96.55 และ 86.64 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับน้ำมันดิบ พบว่า วัสดุธรรมชาติทั้ง 2 ชนิด สามารถดูดซับได้ดีที่สุดที่เวลาเดียวกันคือ 10 นาที โดยดอกหญ้าคา มีประสิทธิภาพในการดูดซับดีที่สุด คือ ร้อยละ 99.60 และเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับน้ำมันเตา พบว่า วัสดุธรรมชาติทั้ง 2 ชนิด สามารถดูดซับได้ดีที่สุดที่เวลาเดียวกันคือ 2 นาที โดยใยนุ่นมีประสิทธิภาพในการดูดซับดีที่สุด คือ ร้อยละ 99.16</p> ประยุกต์ เดชสุทธิกร จรินทร์ทิพย์ ชมชายผล โชติกา โยคาพจร เปรมกมล คุ้มไข่น้ำ วริศรา ไชยต้นเทือก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 491 498 ผลของโปรแกรมสานพลังครอบครัวต่อการจัดการอาการรบกวนและความสุขสบายของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ในเขตอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297051 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) นี้เป็นแบบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมสานพลังครอบครัว (4Es) ต่อสมรรถนะการจัดการอาการรบกวนของผู้ดูแลและระดับความสุขสบายของผู้ป่วยระยะสุดท้าย กลุ่มตัวอย่างคือคู่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและผู้ดูแลหลักที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอราชสาส์น จำนวน 10 คู่ ซึ่งศึกษาจากประชากรทั้งหมดและเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมสานพลังครอบครัว (4Es) และนวัตกรรมกล่องปันสุข 2) แบบประเมินสมรรถนะการจัดการอาการ และ 3) แบบประเมินความสุขสบายของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีคะแนนเฉลี่ยความสุขสบายสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.45 (SD = 0.52) เป็น 4.12 (SD = 0.48) ผู้ดูแลหลักร้อยละ 90.00 มีสมรรถนะในการจัดการอาการรบกวนของผู้ป่วยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80) โดยทักษะที่มีความสามารถสูงที่สุดคือการจัดการภาวะเหนื่อยหอบและการจัดท่า นวัตกรรมกล่องปันสุข ร่วมกับการติดตามผ่านระบบแอปพลิเคชัน LINE ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและลดความวิตกกังวลในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> จีรศักดิ์ พุทธนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 499 506 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนต่อระดับความเจ็บปวดและการจำกัดการทำหน้าที่ ของข้อไหล่ในผู้ที่มีภาวะไหล่ติด : การศึกษาแบบย้อนหลัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297052 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนในการลดระดับความเจ็บปวดและการจำกัดการทำหน้าที่ในผู้ป่วยภาวะไหล่ติด ในตำบลปากโทก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 311 ราย เข้าร่วมโปรแกรมระยะเวลา 6 สัปดาห์ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ผลลัพธ์ประเมินด้วย Numeric Pain Rating Scale (NPRS) และแบบประเมินการจำกัดการทำหน้าที่ของข้อไหล่ (Shoulder Functional Limitation; SFL) โดยแบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 3 กลุ่มตามภาวะข้อไหล่ ได้แก่ กลุ่มสีเขียว กลุ่มสีเหลือง และกลุ่มสีแดง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย McNemar test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มสีเขียว (ไม่มีอาการปวด) มีจำนวน 239 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.8 กลุ่มสีเหลือง (ปวดแต่ยกสุด) จำนวน 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.3 และกลุ่มสีแดง (ยกไหล่ไม่สุด) จำนวน 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.9 หลังการทดลอง สัดส่วนผู้มีอาการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (McNemar χ² = 27.273, p &lt; .001) โดยกลุ่มสีเหลืองฟื้นตัวสู่ภาวะปกติถึงร้อยละ 50 และพบว่าระดับความเจ็บปวด (NPRS) และการจำกัดการทำหน้าที่ (SFL) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -6.652, p &lt; .001, r = 0.267 และ Z = -2.640, p = .008, r = 0.106 ตามลำดับ)</p> ปานปริญณ์ ปิ่นสกุล ศศิธร พุฒฟัก เบญจวรรณ ใจบุญ ปารวี มุสิกรัตน์ พสธร สาริการินทร์ สุวิทย์ อริยชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 507 514 การพัฒนารูปแบบการสื่อสารเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295680 <p> การศึกษานี้ดำเนินการในชุมชนบ้านห้วยเสือเฒ่า ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บริบทและกลไกการสื่อสารสุขภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออก และ (2) พัฒนารูปแบบการสื่อสารสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงการวิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพ ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และการพัฒนารูปแบบการสื่อสารสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 33 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตบริบท และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความภายใต้กรอบแนวคิด Health Belief Model ร่วมกับมิติทางสังคมและวัฒนธรรม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การสื่อสารสุขภาพในชุมชนอาศัยกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขทำหน้าที่เชื่อมโยงและแปลความหมายของข้อมูลสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม การใช้ภาษาท้องถิ่น สื่อภาพ และประสบการณ์ตรงของคนในชุมชน ช่วยให้สารสุขภาพเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานำไปสู่ข้อค้นพบเชิงแนวคิดเกี่ยวกับ “ช่องว่างระหว่างความหมายกับการลงมือทำ” (Meaning–Action Gap) ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนแม้เข้าใจข้อมูลสุขภาพ แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงความหมายนั้นไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อการป้องกันโรคยังถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุขมากกว่าความรับผิดชอบของครัวเรือน</p> ธรรมธิดา เลิศมงคล ศิวาพร มหาทำนุโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 515 528 กลยุทธ์การใช้กิจกรรมทางกายเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในผู้สูงอายุ: บทเรียนเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติจากอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295710 <p> การวิจัยเรื่องกลยุทธ์การใช้กิจกรรมทางกายเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในผู้สูงอายุ: บทเรียนเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติจากอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยและพัฒนา(Research and Development : R&amp;D) วิเคราะห์ข้อมูลแบบผสานวิธี (Mixed Methods) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกลยุทธ์ วิเคราะห์ศักยภาพ ประเมินผลกระทบต่อดัชนีสุขภาพ สำรวจการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และสกัดข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนาโมเดลกิจกรรมทางกายเชิงวัฒนธรรมขยายผล ดำเนินการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Randomized Controlled Trial) ในผู้สูงอายุอำเภอสันป่าตอง 392 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 196 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมกิจกรรมทางกายเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน (ฟ้อนรำ) จังหวะ 110 BPM ความถี่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 9 เดือน และติดตามผลต่อเนื่องถึงเดือนที่ 9 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ANCOVA และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ กลยุทธ์ 3 ประสาน (บวร: บ้าน-วัด-โรงพยาบาล/โรงเรียน) ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมดนตรี 110 BPM เป็นตัวขับเคลื่อน 2) ศักยภาพของกลยุทธ์ สามารถยกระดับกิจกรรมทางกายสู่ระดับหนักปานกลาง (Moderate Intensity) อย่างปลอดภัย ช่วยลดภาระทางสมอง (Cognitive Load) ผ่านสัญญาณเสียง (Audio Cues) และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม (Sense of Belonging) 3) ผลกระทบต่อดัชนีสุขภาพ พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีดัชนีสุขภาพดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ในทุกมิติ โดยเฉพาะน้ำหนักตัว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 56.92 กก.), BMI (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 23.26 kg/m<sup>2</sup>), ความดันโลหิตตัวบน (126.03 mmHg) และระดับน้ำตาลในเลือด (95.36 mg/dL) ซึ่งอธิบายความผันแปรของน้ำหนักตัวได้ถึงร้อยละ 74 4) ด้านทัศนคติและแรงจูงใจ พบการเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ สู่สมรรถนะแห่งตน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือความผูกพันทางวัฒนธรรม (Cultural Nostalgia) และการยอมรับทางสังคม (Social Validation) ขณะที่ภาระการดูแลครอบครัวและวิกฤตฝุ่นควันเป็นอุปสรรคสำคัญ 5) ข้อมูลเชิงลึกสู่โมเดลขยายผล สกัดออกมาเป็น "C-S-A Model" ประกอบด้วย การปฏิรูปวัฒนธรรมใหม่ (Cultural Re-engineering), การสร้างเครือข่ายสังคม (Social Networking) และการติดตามผลที่ยืดหยุ่น (Adaptive Monitoring) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่คุ้มค่าเชิงนโยบาย (Cost-effective) สำหรับการจัดการโรค NCDs ในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> ประภาส ปาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 529 541 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295765 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ แรงสนับสนุนทางสังคม ‎และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นจังหวัดสุโขทัย ‎การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 379 คน ‎คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาตามกรอบแนวคิด Knowledge–‎Attitude–Practice (KAP) และ Health Belief Model (HBM) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ‎การทดสอบไคสแควร์ Mann–Whitney U test และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ‎กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ร้อยละ 95.0 ของกลุ่มตัวอย่างไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบัน โดยกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ ทัศนคติ ‎การรับรู้ และแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับสูง ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เท่ากับ 17.15 ± 3.62‎ 2) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณพบว่า ‎วัยรุ่นที่อาศัยในตึกแถวหรือหอพักมีโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบันมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านเดี่ยว (AOR = 5.81, ‎‎95%CI: 1.18–28.61, p = 0.03) และผู้ที่เคยสูบบุหรี่มวนมีโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบันมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ (AOR ‎‎= 5.93, 95%CI: 1.28–27.47, p = 0.02) ในขณะที่คะแนนความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ ‎และแรงสนับสนุนทางสังคมที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์กับโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบันที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001)‎</p> ภัทราพร ด่านปาน ณรงค์ ใจเที่ยง เมธิณี อินทรเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 542 550 ปัจจัยทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง จังหวัดอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297054 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการดูแล สัมพันธภาพในครอบครัว การรับรู้ภาวะสุขภาพ แรงจูงใจ และการสนับสนุนทางสังคม กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง และ 3) อิทธิพลของปัจจัยทำนายด้านอายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการดูแล สัมพันธภาพในครอบครัว การรับรู้ภาวะสุขภาพ แรงจูงใจ และการสนับสนุนทางสังคม ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 150 คน ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) สัมพันธภาพของครอบครัว 3) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 4) การรับรู้ภาวะสุขภาพ 5) แรงจูงใจ และ 6) การสนับสนุนทางสังคม โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของส่วนที่ 2-6 อยู่ระหว่าง .80-1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของส่วนที่ 2-6 เท่ากับ .72, .78, .82, .93, และ .95 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) อายุ การศึกษา สัมพันธภาพในครอบครัว แรงจูงใจ และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แรงจูงใจ การศึกษา และอายุ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังได้ร้อยละ 24.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วิไล พรหมบุตร สุทธีพร มูลศาสตร์ สมนึก สกุลหงส์โสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 551 560 เทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์และกิจกรรมการบริการพยาบาลสำหรับสตรีที่มีบุตรยาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295773 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการใช้เทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (MART) และกิจกรรมการพยาบาลสำหรับสตรีที่มีบุตรยากภายใต้บริบทของกฎหมายไทย ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสตรีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การรักษาในปัจจุบันมีความก้าวหน้าตั้งแต่การฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การฉีดอสุจิเข้าเซลล์ไข่ (ICSI) ไปจนถึงการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (GIFT) การนำตัวอ่อนย้ายไปสู่ท่อนำไข่ (ZIFT) การนำไข่ที่ผสมแล้วแบ่งเซลล์ 2-6 เซลล์เข้าบริเวณท่อนำไข่ (TET) ซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามรับจ้างตั้งครรภ์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐานจริยธรรม นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาของสตรีที่ต้องใช้เทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ด้วยวิธี GIFT เนื่องจากข้อจำกัดทางความเชื่อที่ต้องการการปฏิสนธิภายในร่างกาย พบว่ากิจกรรมการพยาบาลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จของการรักษา โดยสามารถจำแนกออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรมให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต 2) กิจกรรมเฝ้าระวังเพื่อติดตามภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นรังไข่และการผ่าตัดส่องกล้อง 3) กิจกรรมเน้นการจัดการดูแลตนเองเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากวิถีชีวิต และ 4) กิจกรรมการป้องกันภาวะเสี่ยง พยาบาลวิชาชีพจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและให้การดูแลที่ปลอดภัย ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานการดูแลในระดับสากลภายใต้กรอบของกฎหมายไทย</p> ภคพร เที่ยวรอบ อารีย์วรรณ เที่ยวรอบ ลาวัณย์ ผลสมภพ ชัชวาล วงค์สารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 561 570 ความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์และการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากหลังการผ่าตัด โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295794 <p> การวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาพลักษณ์ ระดับการสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์และการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากหลังการผ่าตัด โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งช่องปากหลังผ่าตัดจำนวน 41 คน คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาพลักษณ์ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 70.73 อายุเฉลี่ย 61.32 ปี ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งลิ้น ในระยะที่ 2 และมีระยะเวลาหลังผ่าตัดเฉลี่ย 6-12 เดือน ระดับตัวแปร ภาพรวมผู้ป่วยมีภาพลักษณ์อยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 30.31) แต่ด้านพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะความยากลำบากในการกินและการพูด สำหรับการสนับสนุนทางสังคมในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 58.19) โดยได้รับแรงสนับสนุนด้านอารมณ์จากครอบครัวมากที่สุด ระยะเวลาหลังผ่าตัดมีผลต่อภาพลักษณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.027) โดยกลุ่มที่ผ่าตัดน้อยกว่า 3 เดือนมีภาพลักษณ์เชิงลบสูงกว่ากลุ่มอื่น และผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวมีการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่มีโรคประจำตัว (p = 0.038) ความสัมพันธ์ ในภาพรวมไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์และการสนับสนุนทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ แต่พบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างภาพลักษณ์ด้านความคิดและการรับรู้กับการสนับสนุนทางสังคมด้านข่าวสารอย่างมีนัยสำคัญ (r<sub>s</sub> = -0.345, p &lt; 0.05)</p> จุฑารัตน์ เรืองชุม อุไรวรรณ ศุภศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 571 579 ประสิทธิผลของการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ พื้นที่เกาะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295803 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการแพทย์ทางไกลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตพื้นที่เกาะ เปรียบเทียบกับการดูแลวิธีปกติในโรงพยาบาล โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 116 ราย ซึ่งได้รับบริการการแพทย์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน และการดูแลวิธีปกติที่คลินิกเบาหวานในโรงพยาบาล ที่ได้รับการสุ่มอย่างอิสระ โดยศึกษาข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือด ติดตามผลที่ 36 เดือน มีการประเมินความความพึงพอใจของผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่รับบริการการแพทย์ทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงวิเคราะห์ สถิติ t-test แบบอิสระ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าเมื่อติดตามผลเป็นเวลา 36 เดือน การแพทย์ทางไกลมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการดูแลในสถานพยาบาลตามปกติ ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) โดยมีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง (Mean Difference) ของระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) เท่ากับ -0.65, p &lt; 0.001 ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 8.21 ± 0.96% เหลือ 7.13 ± 0.84% ​​(p &lt; 0.001) ในกลุ่มที่ได้รับการแพทย์ทางไกล ระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และระดับไขมันในเลือดชนิด LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) สัดส่วนของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดี (HbA1c ≤ 7.0) อยู่ที่ 42.10% ในกลุ่มศึกษา และ 28.57% ในกลุ่มควบคุม ผู้ป่วยที่ได้รับบริการการแพทย์ทางไกลมีโอกาสน้อยกว่าที่จะมีภาวะเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้เมื่อเทียบกับการดูแลแบบปกติ (OR : 0.81; 95% CI : 0.45–1.46) ผู้ใช้บริการมีระดับความพึงพอใจและการยอมรับการแพทย์ทางไกลในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.91, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.28) การแพทย์ทางไกลช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่ห่างไกลลง 542.16 บาทต่อครั้ง เมื่อเทียบกับการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล </p> ศิรณัฐ นาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 580 590 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการรักษาแบบอนุรักษ์ในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295833 <p> การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการรักษาแบบอนุรักษ์ในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์จากเวชระเบียนผู้ป่วย 216 ราย และข้อมูลจากบุคลากร 16 คน 2) พัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกโดยสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับบริบทของโรงพยาบาล และ 3) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และการยอมรับของร่างแนวปฏิบัติโดยบุคลากรทางการแพทย์ 38 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.1 อายุเฉลี่ย 61.8 ± 10.7 ปี มีอาการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือน ร้อยละ 72.2 ได้รับยา NSAIDs ร้อยละ 73.1 แต่ได้รับการส่งปรึกษากายภาพบำบัดเพียงร้อยละ 39.8 และมีการบันทึกการให้ความรู้หรือคำแนะนำเพียงร้อยละ 34.3 ประเด็นปัญหาหลักคือการไม่มีแนวทางที่เป็นลายลักษณ์อักษร การประเมิน red flags ไม่เป็นระบบ และการให้ความรู้/การออกกำลังกายยังไม่ครอบคลุม แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ การประเมินเบื้องต้น การคัดกรอง red flags การจำแนกกลุ่มผู้ป่วย การใช้ยา การรักษาโดยไม่ใช้ยา การส่งต่อและติดตามผล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ 0.94 แบบสอบถามประเมินมีค่าความเชื่อมั่น 0.91 ผลการประเมินโดยบุคลากรพบว่าคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก 4.44 ± 0.35 ด้านความเหมาะสม 4.55 ± 0.36 ด้านความเป็นไปได้ 4.31 ± 0.44 และด้านการยอมรับ 4.47 ± 0.40</p> คณิต ทองประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 591 598 ประสิทธิผลการใช้แนวทางเพื่อลดการทำปราศจากเชื้อซ้ำ (Re-sterile) ของอุปกรณ์ผ่าตัดเสริม (Extra) ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลหนองบัวลำภู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297064 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแนวทางที่ใช้ในการลดจำนวนการทำปราศจากเชื้อซ้ำ (Re-sterile) ของอุปกรณ์ผ่าตัดเสริม (Extra) ในห้องผ่าตัด โดยการเปรียบเทียบจำนวนรอบที่พบอุปกรณ์ผ่าตัดเสริม ที่ต้องทำปราศจากเชื้อซ้ำ ก่อนและหลังการใช้แนวทางลดการทำปราศจากเชื้อซ้ำ ของอุปกรณ์ผ่าตัดเสริมในห้องผ่าตัด โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เป็น Interrupted time design โดยวิธีการรวบรวมข้อมูล Retro-Prospective data collection ทำการศึกษาในเครื่องมือผ่าตัดเสริม(Extra) ปราศจากเชื้อใน 6 แผนกของห้องผ่าตัดที่มีอุปกรณ์เสริม ได้แก่ ศัลยกรรมทั่วไป สูติ-นรีเวช ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ ศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรม หู คอ จมูก ช่องปากและใบหน้า และศัลยกรรมจักษุ เปรียบเทียบสลับช่วงเวลา ช่วงที่ 1 เก็บข้อมูลการส่งทำ re-sterile แบบเดิม จำนวน 28 รอบ ช่วงที่ 2 เก็บข้อมูลการส่งทำ re-sterile แบบใหม่ จำนวน 28 รอบ รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2568 ถึง มกราคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลลัพธ์ทางการศึกษาทดสอบด้วย วิเคราะห์ด้วย Multivariable multilevel regression เพื่อปรับความแตกต่างของลักษณะเบื้องต้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า จำนวนชุดเครื่องมือผ่าตัดเสริมแยกตามแผนก มีจำนวนทั้งสิ้น 143 ชิ้น ผลลัพธ์ด้านการเปรียบเทียบด้านการทำปราศจากเชื้อซ้ำ และอุบัติการณ์พบอุปกรณ์ผ่าตัดเสริมที่ปราศจากเชื้อหมดอายุ ใน 28 รอบ หลังวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอย พบว่า แนวทางเพื่อลดการทำปราศจากเชื้อซ้ำของอุปกรณ์ผ่าตัดเสริมห้องผ่าตัด โรงพยาบาลหนองบัวลำภู ลดการทำปราศจากเชื้อซ้ำได้เฉลี่ย 2 รอบ (95%CI -3.58,-0.08: p=0.040 ) และอุบัติการณ์พบอุปกรณ์ผ่าตัดเสริมที่ปราศจากเชื้อหมดอายุลดลงเฉลี่ย 16 รอบ (95%CI-22.28,-10.05: p&lt;0.001) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับแนวทางเดิม และผลลัพธ์ด้านการลดค่าใช้จ่ายจากการทำปราศจากเชื้อที่ได้จากการใช้แนวทางเดิม รวมค่าใช้จ่าย 10,064.961 บาท</p> ชัยยงค์ โพธ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 599 609 ผลการฝึกเดินบนพื้นผิวที่แตกต่างกัน ในผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะเล็กน้อย โรงพยาบาลสระบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297065 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกเดินบนพื้นผิวที่แตกต่างกันในผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะเล็กน้อย โรงพยาบาลสระบุรี เป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะเล็กน้อย จำนวน 70 ราย มีคะแนน Glasgow Coma Scale ระหว่าง 13–15 คะแนน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 ราย กลุ่มทดลองฝึกเดินบนพื้นหญ้าเทียม พื้นหิน และ พื้นโฟม ส่วนกลุ่มควบคุมฝึกเดินบนพื้นราบ การฝึกดำเนินการ ต่อเนื่อง 3 วัน ในระยะเฉียบพลัน ประเมินก่อนและ หลังการฝึกด้วย Modified Barthel Index (MBI), Timed Up and Go test (TUG) และ Montreal Cognitive Assessment (MoCA) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank, Mann–Whitney U และ Chi-square</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: หลังการฝึกพบว่าทั้งสองกลุ่มมีคะแนน MBI และ MoCA เพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง แต่ไม่แตกต่าง กันระหว่างกลุ่ม ขณะที่กลุ่มทดลองมีค่า TUG ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมากกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; .001) โดยร้อยละ 68.6 ของกลุ่มทดลองมีค่า TUG ≤10 วินาที เทียบกับร้อยละ 25.7 ของกลุ่มควบคุม</p> ปฐมา สุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 610 618 ประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบคีตะมวยไทย ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297070 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบคีตะมวยไทยต่อแรงจูงใจในการออกกำลังกาย พฤติกรรมการออกกำลังกาย ดัชนีมวลกาย และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อายุ 35-59 ปี ในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างถูกสุ่มแบบง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลโดย สมุดบันทึกสุขภาพ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด และ แบบสอบถามแรงจูงใจและพฤติกรรมการออกกำลังกาย วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีแรงจูงใจและพฤติกรรมการออกกำลังกายดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนดัชนีมวลกายของกลุ่มทดลองมีค่าน้อยกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่หลังการทดลองดัชนีมวลกายของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกับกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</p> วรรณพร ดวงศิลป์ สุทธีพร มูลศาสตร์ วันเพ็ญ แก้วปาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 619 633 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295909 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยใช้แนวทางวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) บูรณาการกับแนวคิด Design Thinking เพื่อสร้างรูปแบบ SMART-S Model การดำเนินการประกอบด้วย 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวม 65 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ SMART-S Model สามารถเพิ่มอัตราการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุครบทั้ง 9 ด้านจาก 58.12% เป็น 86.73% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) คุณภาพการคัดกรองดีขึ้นจาก 72.4 เป็น 88.3 คะแนน และอัตราการตรวจพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 41.7% เป็น 67.8% นอกจากนี้ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.26, S.D. = 0.44)</p> บุญนิสา ภูมิศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 634 647 ประสิทธิผลในการรักษา ภาวะเหงื่อออกมากที่รักแร้ ด้วยไมโครโฟกัสอัลตราซาวด์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295924 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลการลดเหงื่อด้วย microfocused ultrasound ใช้ระยะเวลาในการทดลองรวม 12 สัปดาห์ โดยทำ microfocused ultrasound จำนวน 1 ครั้ง ให้กับอาสาสมัครจำนวน 20 คน ในวันเริ่มต้นการทดลอง แบ่งอาสาสมัครกลุ่มทดลองออกเป็น เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง คือ ข้างที่รับการทำ microfocused ultrasound และ กลุ่มควบคุม คือ ด้านที่ไม่ได้ทำ เก็บผลการทดลองเปรียบเทียบก่อนการทดลอง, 6, และ 12 สัปดาห์ ตามลำดับ โดยการวัดผลจาก starch-iodine test และ Hyperhydrosis severity Scale</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าปริมาณเหงื่อลดลงอย่างชัดเจนที่สุดในสัปดาห์ที่ 6 ในทุกพารามิเตอร์ โดยเฉพาะค่าจากเครื่อง Tewameter® ที่แสดงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.034) เมื่อเปรียบเทียบกับด้านที่ไม่ได้รักษา แม้ในสัปดาห์ที่ 12 จะพบการเพิ่มขึ้นของเหงื่อเล็กน้อยแต่ไม่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจในค่า HDSS ซึ่งอาสาสมัครส่วนใหญ่ยังคงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในภาพรวมของทุกช่วงเวลา</p> รัตภูมิ แก่นศักดิ์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 648 655 การทดสอบโปรแกรมการสอนเรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานต่อความรู้ ความมั่นใจและทักษะของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/295995 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (two-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสอนเรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานต่อความรู้ ความมั่นใจ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 66 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการสอนเรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความรู้ 2) แบบสอบถามความมั่นใจ และ 3) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการได้รับโปรแกรมการสอน กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ความมั่นใจ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ความมั่นใจ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> ตุลนาฒ ทวนธง ธัญญา พลับพลาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 656 663 การพัฒนาระบบการตรวจคัดกรองยีน BRCA1/BRCA2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และญาติสายตรง ในคลินิกมะเร็ง โรงพยาบาลสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296010 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการตรวจคัดกรองยีน BRCA1/BRCA2 ในคลินิกมะเร็ง โรงพยาบาลสมุทรปราการ และเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของระบบที่พัฒนาขึ้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและญาติสายตรงที่เข้ารับบริการในคลินิกมะเร็ง โรงพยาบาลสมุทรปราการ จำนวน 136 ราย การดำเนินงานครอบคลุมการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการติดตามผลภายใต้ระบบ One Stop Service</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการพัฒนาระบบ สัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและญาติสายตรงที่ได้รับการตรวจคัดกรองยีน BRCA1/BRCA2 ตามเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.48 เป็นร้อยละ 96.15 มีผู้เข้ารับบริการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมจำนวน 136 ราย โดยเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการจำนวน 125 ราย และญาติสายตรงจำนวน 11 ราย ระยะเวลาตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการได้รับผลตรวจลดลงจากเฉลี่ยประมาณ 45 วัน เหลือประมาณ 21 วัน อัตราการดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการคัดกรองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 96.15 ผลการตรวจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/BRCA2 จำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 และพบผล Variant of Uncertain Significance (VUS) จำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ขณะที่ญาติสายตรงพบการกลายพันธุ์จำนวน 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 54.5 นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.89, SD = 0.32) และผู้ป่วยรวมถึงญาติสายตรงมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดเช่นกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.97, SD = 0.17)</p> ปาลิกา หุ่นไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 ุ664 674 การพัฒนารูปแบบระบบสุขภาพชุมชนเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ จังหวัดยโสธร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296011 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบระบบสุขภาพชุมชนในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ จังหวัดยโสธร ดำเนินการวิจัยเดือนระหว่างเดือนมิถุนายน 2568–พฤษภาคม 2569 มี 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัญหา 2) การพัฒนารูปแบบระบบสุขภาพชุมชนต้นแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบระบบสุขภาพชุมชนที่พัฒนาขึ้นในตำบลนำร่อง และ 4) การพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบระบบสุขภาพชุมชนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed-rank test และ McNemar test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุยังมีข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงข้อมูล การติดตามการดูแลอย่างต่อเนื่อง และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน ขณะที่ผู้สูงอายุมีปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ผู้วิจัยได้พัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบสำคัญ ต่อมาสังเคราะห์และปรับให้เหลือ 5 องค์ประกอบหลักเพื่อให้เหมาะสมต่อการขยายผลเชิงนโยบาย ผลการทดลองใช้พบว่า ผู้สูงอายุมีความรู้และพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม การจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ้าน รู้จักและการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05)</p> สัญชาติ พลมีศักดิ์ นริศรา อารีรักษ์ ถนอม นามวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 675 688 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297073 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะดังกล่าวในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยหญิงตั้งครรภ์จำนวน 1,226 ราย ที่เข้ารับบริการฝากครรภ์และคลอด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ และสถิติไคสแควร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 20–29 ปี (ร้อยละ 52.20) เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก (ร้อยละ 42.14) และไม่มีประวัติเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (ร้อยละ 99.02) พบภาวะน้ำหนักเกินตามค่า BMI ร้อยละ 8.24 มีน้ำตาลในปัสสาวะระหว่างตั้งครรภ์ ร้อยละ 1.06 และมีประวัติญาติลำดับที่ 1 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ร้อยละ 17.45 ส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 87.36) และประกอบอาชีพรับจ้าง เกษตรกรรม หรืออื่น ๆ (ร้อยละ 54.24) ความชุกของเบาหวานขณะตั้งครรภ์เท่ากับร้อยละ 7.01 (86 ราย) จากหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการคัดกรองทั้งหมด การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงพบว่า อายุ ประวัติเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การมีน้ำตาลในปัสสาวะระหว่างตั้งครรภ์ และประวัติญาติลำดับที่ 1 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์กับการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ขณะที่ประวัติการตั้งครรภ์ ค่า BMI ระดับการศึกษา และอาชีพ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ</p> สรณ บุญลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 689 698 การประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมช่วยเหลือในการเพิ่มการมาตามนัดและความสม่ำเสมอ ในการรักษาด้วย ART ในผู้ป่วยใช้สารเสพติดร่วมกับติดเชื้อ HIV ขาดนัด ณ คลินิกพิเศษ โรงพยาบาลสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297074 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมช่วยเหลือในการเพิ่มอัตราการมาตามนัดและการปฏิบัติตามการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) ของผู้ป่วยใช้สารเสพติดร่วมกับติดเชื้อเอชไอวี โดยศึกษา ในกลุ่มตัวอย่าง 45 คน ที่มีประวัติขาดนัดในรอบ 12 เดือน โปรแกรมประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก: แจ้งเตือนนัดหมาย, ให้คำปรึกษา, สนับสนุนทางออนไลน์ และติดตามผลทางคลินิก ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการมาตามนัดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 51.11 ±0.50 เป็น 93.33 ±0.25 และการปฏิบัติตามการรักษาเพิ่มขึ้นจาก 75.56 ± 0.43&nbsp; เป็น 97.78 ±0.15 (p &lt; 0.001) ด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ พบว่าค่าเฉลี่ย CD4 เพิ่มขึ้นจาก 436.96 ±202.17 เป็น 552.84 ±209.61 เซลล์/ลบ.มม. ขณะที่ระดับ Viral Load ลดลงจาก 6.37 เป็น 1.22 copies/mL (p = 0.002) นอกจากนี้ ผลตรวจปัสสาวะเป็นบวก ลดลงจากร้อยละ 33.33 เหลือร้อยละ 11.11</p> นวพร ค้าข้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 699 706 คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297076 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่สามารถคาดทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการศึกษาเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 305 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง แบบประเมินการเข้าถึงบริการสุขภาพ แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี <br>ร้อยละ 73.8 รองลงมาคือระดับปานกลาง ร้อยละ 25.6 และระดับไม่ดี ร้อยละ 0.7 ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ได้แก่ ความสามารถในการดูแลตนเอง การได้รับการสนับสนุนทางสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความพอเพียงของรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และระยะเวลาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 46.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า ครอบครัว ชุมชน และบุคลากรสาธารณสุขมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านการควบคุมพฤติกรรมการบริโภค การรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และปัญหาด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน</p> ดรุณี ไตรยางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 707 720 การพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติและประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาประสะไพล ในการรักษาอาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิในสตรี โรงพยาบาลในจังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297078 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline; CPG) ด้วยยาประสะไพล (2) ประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัย และ (3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ระบบสาธารณสุข การวิจัยนี้เป็นกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง ในสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ รับประทานยาประสะไพล 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เป็นเวลา 5 วัน จำนวน 1 รอบเดือน วิเคราะห์คะแนนปวด VAS และคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L ด้วยสถิติ Paired t-test และ Wilcoxon signed-rank test ประเมินความปลอดภัยจากค่าชีวเคมีเลือด การทำงานของตับและไต</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย ระยะที่ 1 ได้ CPG ครอบคลุม 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ เกณฑ์วินิจฉัย การคัดเลือกผู้ป่วย แนวทางสั่งใช้ยา การติดตาม และเกณฑ์ส่งต่อ ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย อายุเฉลี่ย 30.27 ± 4.76 ปี คะแนนความปวด VAS ลดลงจาก 6.33 ± 1.63 เป็น 4.27 ± 1.93 ความแตกต่างเฉลี่ย 2.07 คะแนน (95%CI: 1.30–2.84; p&lt;0.001) ผ่านเกณฑ์ MCID ≥2 คะแนน และค่า EQ-5D-5L Utility Index เพิ่มขึ้นจาก 0.725 เป็น 0.934 (p=0.001) ค่าทางห้องปฏิบัติการอยู่ในเกณฑ์ปกติทุกรายการ (p&gt;0.05) ระยะที่ 3 คณะกรรมการวางแผนและประเมินผลด้านสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีมีมติเห็นชอบประกาศใช้ CPG เป็นมาตรฐานระดับจังหวัด</p> สมชาย ชินวานิชย์เจริญ รสมาลิน อินตายวง สมปราชญ์ ชินวานิชย์เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 721 729 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะ Fanconi Syndrome ในผู้ป่วย HIV ที่ได้รับยา Tenofovir Disoproxil Fumarate โรงพยาบาลพะเยา : การศึกษาเชิงสังเกตแบบติดตามย้อนหลัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296135 <p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบติดตามย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะ Fanconi Syndrome หรือความผิดปกติของท่อไตส่วนต้น และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าวในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยา Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF) ณ โรงพยาบาลพะเยา ศึกษาจากข้อมูลเวชระเบียนและฐานข้อมูลบริการผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และได้รับสูตรยาต้านไวรัสที่มี TDF เป็นส่วนประกอบต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะ Fanconi Syndrome/Proximal Renal Tubulopathy (PRT) ด้วยการถดถอยโลจิสติกแบบตัวแปรเดียวและแบบพหุตัวแปรจำกัดจำนวนตัวแปร</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์วิเคราะห์มีจำนวน 2,003 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 1,107 ราย ร้อยละ 55.1 อายุมัธยฐาน 47 ปี พิสัยควอไทล์ 37–53 ปี มีดัชนีมวลกายมัธยฐาน 21.27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พิสัยควอไทล์ 19.30–23.73 มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างน้อย 1 โรค จำนวน 652 ราย ร้อยละ 32.5 โดยพบโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 25.9 และเบาหวาน ร้อยละ 10.6 ผู้ป่วยที่ได้รับ TDF นานมากกว่า 36 เดือนมีจำนวน 1,503 ราย ร้อยละ 75.0 ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีข้อมูล creatinine ร้อยละ 96.9, eGFR ร้อยละ 89.6, urine protein/urine sugar ร้อยละ 66.9, serum uric acid ร้อยละ 31.0 และ serum phosphorus ร้อยละ 28.5 ความผิดปกติที่พบ ได้แก่ proteinuria ร้อยละ 8.4, hypophosphatemia ร้อยละ 2.8 และ normoglycemic glycosuria ร้อยละ 0.7 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ Fanconi Syndrome/PRT จำนวน 30 ราย คิดเป็นความชุกร้อยละ 1.5 ปัจจัยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญจากการวิเคราะห์พหุตัวแปรจำกัด ได้แก่ เพศชาย (Adjusted OR 3.87, 95%CI 1.61–9.33, p=0.003), การมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างน้อย 1 โรค (Adjusted OR 4.21, 95%CI 1.91–9.25, p&lt;0.001) และระยะเวลาได้รับ TDF มากกว่า 36 เดือน (Adjusted OR 4.15, 95%CI 1.42–12.10, p=0.009)</p> ไกรรัตน์ คำดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 730 738 การวิจัยกลยุทธ์การป้องกันสมองเฉพาะบุคคลในการผ่าตัดซ่อมแซมสร้างส่วนโค้ง ของหลอดเลือดแดงใหญ่ด้วยเทคนิคเจาะช่องเปิดแบบสามแขนง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296137 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและประเมินกลยุทธ์การป้องกันสมองแบบเฉพาะบุคคลสำหรับลดภาวะหลอดเลือดสมองตีบระหว่างผ่าตัดซ่อมแซมส่วนโค้งของหลอดเลือดแดงใหญ่ด้วยเทคนิคเจาะช่องเปิดสามแขน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคของส่วนโค้งหลอดเลือดแดงใหญ่ ‎จำนวน 21 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดซ่อมแซมส่วนโค้งของหลอดเลือดแดงใหญ่ภายในหลอดเลือด (TEVAR) ‎ร่วมกับการเจาะช่องเปิดสามแขนง ที่ภาควิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือด ‎โรงพยาบาลสมทบที่สี่แห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์กว่างซี ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ‎‎2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก เครื่องคลื่นเสียงดอปเพลอร์ผ่านกะโหลกศีรษะ ‎‎(TCD) เครื่องไหลเวียนเลือดนอกร่างกาย และเครื่องตรวจภาพหลอดเลือดด้วยคอมพิวเตอร์ (CTA) ‎เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนและการติดตามผลอย่างน้อย 12 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ‎โดยข้อมูลเชิงนับนำเสนอในรูปจำนวนและร้อยละ ข้อมูลเชิงวัดนำเสนอเป็นค่าเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัตราความสำเร็จทางเทคนิคของการผ่าตัดเท่ากับร้อยละ 100 ‎ไม่พบการเสียชีวิตระหว่างผ่าตัดและไม่พบภาวะสมองขาดเลือดที่มีอาการทางคลินิก ‎ตรวจพบภาวะสมองขาดเลือดโดยไม่มีอาการ 2 ราย (ร้อยละ 9.5) ‎และภาวะแทรกซ้อนบริเวณตำแหน่งเข้าถึงหลอดเลือด 2 ราย (ร้อยละ 9.5) ‎ระยะเวลาการไหลเวียนเลือดในสมองแบบเดินหน้าเฉลี่ย 102.0 ± 11.0 นาที ‎ในระยะติดตามผลไม่พบโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ พบภาวะเลือดรั่วของขดลวด 4 ราย (ร้อยละ 19.05) ‎และการอุดตันของขดลวดแขนง 2 ราย (ร้อยละ 9.5) มีผู้ป่วย 1 ‎รายเสียชีวิตจากการฉีกขาดย้อนกลับของหลอดเลือด</p> Peiyong Hou พิมพร ทองเมือง สาริศักดิ์ สุนทรชัย Xiaoqiang Qiu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 739 745 ปริมาณอะลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อชนิดโรลออน ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296174 <p> การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดปริมาณอะลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อชนิดโรลออนจำนวน 16 ตัวอย่าง ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ตัวอย่างประกอบด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับเพศชายและเพศหญิง ครอบคลุมแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดและแบรนด์ทางเลือก วิเคราะห์ปริมาณอะลูมิเนียมด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma-Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) ณ ห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO/IEC 17025</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีปริมาณอะลูมิเนียมอยู่ในช่วงร้อยละ 1.201–4.183 (w/w) และมีค่าเฉลี่ยรวมร้อยละ 2.744 ± 0.900 (w/w) ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคแห่งสหภาพยุโรป (SCCS) ที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 6.25 (w/w) Al</p> อังคณา ยืนชีพ ปองศิริ คุณงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 746 752 การบูรณาการระบบคัดแยกผู้ป่วย Emergency Severity Index (ESI) ในหน่วยงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลทองผาภูมิ: กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296180 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการบูรณาการระบบคัดแยกผู้ป่วย Emergency Severity Index (ESI) ในหน่วยงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ร่วมกับวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการในหน่วยงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลทองผาภูมิ เป็นระยะเวลา 8 เดือน ผ่าน 3 วงรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 15 คน บุคลากรที่เกี่ยวข้อง 7 คน และผู้ป่วยที่มารับบริการในหน่วยงานผู้ป่วยนอก 323 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรู้ แบบสังเกตทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกความถูกต้องของการคัดแยกผู้ป่วย และแนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบ ESI ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการปรับนิยามทรัพยากรให้สอดคล้องกับบริบทโรงพยาบาลชุมชน การพัฒนา decision algorithm สำหรับกลุ่มอาการที่พบบ่อยในหน่วยงานผู้ป่วยนอก ได้แก่ กลุ่มอาการหลอดเลือดสมอง เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ระบบทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุที่มีอาการไม่ชัดเจน และผู้ป่วยเด็ก รวมทั้งการปรับเกณฑ์สัญญาณชีพอันตรายตามกลุ่มอายุ ภายหลังการนำระบบ ESI ไปใช้ อัตราความถูกต้องของการคัดแยกผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 71.8 เป็นร้อยละ 91.3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) อัตรา under-triage และ over-triage ลดลง คะแนนความรู้ของพยาบาลเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 12.4 คะแนน เป็น 18.5 คะแนน และพยาบาลทุกคนผ่านเกณฑ์ประเมินหลังการอบรม บุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.38 จากคะแนนเต็ม 5.00 โดยด้านประโยชน์ที่ได้รับมีคะแนนสูงที่สุด ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญคือการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และการปรับระบบให้เหมาะสมกับทรัพยากรจริงของโรงพยาบาลชุมชน</p> นิตินันท์ พงษ์สรอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 753 762 ปัจจัยเชิงบูรณาการที่ส่งผลความสุขในการทำงานของบุคลากร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296202 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการและพนักงานราชการที่ปฏิบัติงานในกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จำนวน 225 คน <br />ซึ่งมีประสบการณ์การปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติ Independent t-test, One-way ANOVA, Pearson’s correlation coefficient และ Multiple Linear Regression</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีระดับความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.53, S.D. = 0.34) โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ อายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรในแต่ละช่วงวัยมีระดับความสุขในการทำงานแตกต่างกัน ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ความสามัคคีในทีม และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ขณะที่ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกและความสามัคคีในทีมมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ความสามัคคีในทีม และระดับรายได้ สามารถร่วมกันทำนายความสุขในการทำงานของบุคลากรได้ร้อยละ 43.9 (Adjusted R² = .439, p &lt; .001) โดยการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก และความสามัคคีในทีม ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าบุคลากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 40,000 บาท มีระดับความสุขในการทำงานต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ศรัญญ่า เหล็กกาณกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 763 776 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะHypoglycemia ที่เข้ารับการรักษานอนในโรงพยาบาลกงไกรลาศ อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296211 <p> วิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะ Hypoglycemia ที่เข้ารับการรักษานอน ในโรงพยาบาลกงไกรลาศ อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 15 ปีขึ้นไปที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะ Hypoglycemia ในตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลกงไกรลาศ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแล ตนเองสำหรับผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Pearson</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ และความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .464, p = .010) โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (r = .413, p = .023) และด้านการรู้เท่าทันสื่อ (r = .443, p = .014) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นงค์นุช บุณยมณี วาสนา บุณยมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 777 785 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296260 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จังหวัดศรีสะเกษ และประเมินแนวโน้มผลลัพธ์เบื้องต้นจากการทดลองนำร่องรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การศึกษาใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ภายใต้แนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหารด้านสุขภาพ ทันตแพทย์ บุคลากรทันตสาธารณสุข พยาบาล ผู้จัดการดูแล ผู้ช่วยเหลือดูแล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตัวแทนครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์จำนวน 23 คน และผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนารูปแบบจำนวน 69 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวคำถามสัมภาษณ์ แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบบันทึกการสังเกต และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบประเด็นและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดศรีสะเกษยังไม่ได้รับความสำคัญอย่างเพียงพอในระบบการดูแลระยะยาว ทั้งที่สุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์กับการบดเคี้ยว ภาวะโภชนาการ ความสุขสบาย และคุณภาพชีวิต ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ผู้ช่วยเหลือดูแลขาดทักษะเชิงปฏิบัติและความมั่นใจในการดูแลสุขภาพช่องปากในสถานการณ์ซับซ้อน การขาดสื่อและเครื่องมือที่เหมาะสม การบูรณาการสุขภาพช่องปากเข้าสู่แผนการดูแลรายบุคคลยังไม่ชัดเจน ผลการทดลองนำร่องในผู้ช่วยเหลือดูแลจำนวน 30 คน หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยของตัวแปรทุกด้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 5.07 เป็น 6.67 คะแนน ทัศนคติด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 3.51 เป็น 3.92 การรับรู้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจาก 2.07 เป็น 2.21 การรับรู้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจาก 2.35 เป็น 2.50 การรับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นจาก 2.18 เป็น 2.45 แรงสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้นจาก 2.02 เป็น 2.25 และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นจาก 1.98 เป็น 2.27</p> กุลชาติ วัฒนวงศ์ เวฬุวนารักษ์ อารี บุตรสอน พุทธิไกร ประมวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-07-02 2026-07-02 11 2 786 795 การพัฒนาชุดกิจกรรมป้องกันสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง Barthel Activities of Daily Living :ADLอยู่ในช่วง 5 – 11 คะแนน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296342 <p> วิจัยเชิงสำรวจเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมป้องกันสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Barthel Activities of Daily Living 5 - 11) โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 20 คนในชุมชน ได้แก่ ผู้บริหารองค์กร ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุจำนวน 20 คน คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมหรือแนวทางดำเนินงานด้านการป้องกันโรคสมองเสื่อม 2ส่วน 5ข้อ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลหลังจากสัมภาษณ์ แบบ 3 เส้า (Triangulation) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลมากกว่า 1 วิธี (Methodological Triangulation) คือการสัมภาษณ์เชิงลึก สังเกต การสัมภาษณ์ และศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สะท้อนข้อมูลกลับเพื่อตรวจสอบความถูกต้องสอดคล้อง วิเคราะห์อุปนัย (Analytic Induction) รวมกับวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) แล้วพัฒนาเป็นชุดกิจกรรมป้องกันสมองเสื่อม ได้จำนวน 9 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การกระตุ้นการรู้คิด2)โภชนบำบัด3)ออกกำลังกาย4).ดนตรีบำบัด5)กิจกรรมสุคนธบำบัด 6)ธรรมชาติบำบัด7) สัตว์บำบัด 8)รำลึกความทรงจำ และ9)สะท้อนคิด</p> กุลธิรัตน์ ใสสีสูบ วาสนา บุณยมณี สุพิศ กุลชัย นภารินทร์ นวลไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 796 804 ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296361 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์และสมรรถนะหลัก และ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 78 คน คำนวณตามสูตรของ Krejcie และ Morgan ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 ส่วน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 78.21 อายุเฉลี่ย 35.71 ปี มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานเฉลี่ย 9.81 ปี ความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 3.91, <em>SD</em> = 0.410) โดยด้านการตระหนักรู้ในอารมณ์ตนสูงสุด (<em>M</em> = 4.12) และด้านทักษะทางสังคมต่ำสุดอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.63) สมรรถนะหลักโดยรวมอยู่ในระดับดี (<em>M</em> = 4.01, <em>SD</em> = 0.432) โดยด้านการบริการที่ดีสูงสุด (<em>M</em> = 4.36) ขณะที่ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์และด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพต่ำสุดเท่ากัน (<em>M</em> = 3.81) ความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมเป็นตัวพยากรณ์หลัก (β = .738, <em>p</em> &lt; .001) ขณะที่อายุเป็นตัวพยากรณ์รอง (β = .219, <em>p</em> = .002) ส่วนตัวแปรประชากรศาสตร์อื่นไม่เข้าสู่สมการ ทั้งสองตัวแปรร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 64.80 (Adjusted <em>R</em>² = .648, <em>F</em> = 71.765, <em>p</em> &lt; .001)</p> กรีชฎา ทองวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 805 815 การวิเคราะห์ ความแตกต่างลักษณะทางเพศย้อนหลัง ในทางคลินิกและการพยากรณ์โรคของภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดชนิดบี ตามการจำแนกของสแตนฟอร์ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296366 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างทางเพศกับลักษณะทางคลินิก ‎กลยุทธ์การรักษา และผลลัพธ์ระยะสั้นในผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดชนิดบี (Type B Aortic ‎Dissection: TBAD) ตามการจำแนกของสแตนฟอร์ด เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by Retrospective study) ประชากรคือ ผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะ TBAD ที่ศูนย์ศัลยกรรมหลอดเลือด ‎โรงพยาบาลแรงงาน เมืองหลิวโจว มณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน ‎พ.ศ. 2565 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 76 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ‎แบบบันทึกข้อมูลเวชระเบียนที่พัฒนาตามแนวทาง STROBE ‎เก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบสารสนเทศสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลร่วมกับรหัส ICD-10 ‎วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน พิสัยระหว่างควอร์ไทล์ ‎การทดสอบที สถิติแมนน์-วิทนีย์ ยู สถิติไคสแควร์ ฟิชเชอร์ เอ็กแซกท์เทสต์ และการวิเคราะห์ถดถอยค็อกซ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ป่วยทั้งหมด 76 ราย ประกอบด้วยเพศหญิง 16 ราย (ร้อยละ 21.1) และเพศชาย ‎‎60 ราย (ร้อยละ 78.9) ผู้ป่วยเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มป่วยสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ (68.3 ± 12.4 ปี ‎เทียบกับ 56.0 ± 12.6 ปี; P &lt; 0.001) 2) ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด (ร้อยละ 92.1) ‎พบความแตกต่างทางเพศอย่างมีนัยสำคัญในโรคเบาหวานและภาวะหัวใจล้มเหลว (P &lt; 0.050) ระดับ D-dimer ‎แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเพศ (P = 0.007) 3) ผู้ป่วย 53 ราย (ร้อยละ 69.7) ‎ได้รับการรักษาด้วยหัตถการผ่านหลอดเลือด ไม่พบความแตกต่างทางเพศในการจัดสรรการรักษา (P = 0.069) 4) ‎อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน อยู่ที่ร้อยละ 5.3 ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญระหว่างเพศ (P = ‎‎0.193)</p> Ke Zhang พิมพร ทองเมือง สาริศักดิ์ สุนทรชัย กวงชิว ฉิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 816 824 ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบแอกทิเวเต็ดสลัดจ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296368 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล (Evaluation Research) เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 – ธันวาคม 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของน้ำเสียก่อนและหลังการบำบัดตามเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารโดยใช้ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าต่ำสุด (Min) ค่าสูงสุด (Max) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SEM) และร้อยละ (Percentage) และเพื่อวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่แปรใช้ใหม่หลังการบำบัดโดยใช้จำนวนและร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าน้ำหลังการบำบัดก่อนปล่อยออกเป็นน้ำทิ้งสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกพารามิเตอร์ ส่วนปริมาณน้ำที่แปรมาใช้ใหม่หลังการบำบัดโดยเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 15,151 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำที่แปรมาใช้รดน้ำต้นไม้ปริมาณ 3,108 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.51 ซึ่งระบบบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนระบายออกสู่สาธารณะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศรวมทั้งช่วยประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายของน้ำในการรดน้ำต้นไม้ภายในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้</p> ธีรภพ เอื้อเจริญทรัพย์ นันทวรรณ จินากุล ชาญเดช แสงงาม อจลา ประชาญสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 825 833 การสำรวจปริมาณสารอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์โปรตีนชนิดผงชงดื่มจากพืชที่วางจำหน่ายในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296479 <p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์โปรตีนพืชชนิดผง 10 ตัวอย่างที่จำหน่ายทางออนไลน์ในประเทศไทย โดยวิเคราะห์สารอะฟลาทอกซิน B1, B2, G1, G2 และปริมาณรวมด้วยวิธี High-Performance Liquid Chromatography (HPLC) ร่วมกับ Immunoaffinity Column</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 8 ตัวอย่างไม่มีการตรวจพบสารอะฟลาทอกซิน ส่วน 2 ตัวอย่างตรวจพบอะฟลาทอกซิน B1 ที่ระดับต่ำกว่า 0.70 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย 20 µg/kg</p> ศวิตา จิตรโอวาท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 834 838 คุณค่าการพยากรณ์ของดัชนีไตรกลีเซอไรด์–กลูโคสและอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูงต่อโรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของการเผาผลาญที่คงอยู่ในผู้ใหญ่ชาวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296483 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณค่าการพยากรณ์ของดัชนีไตรกลีเซอไรด์–กลูโคส (TyG index) และอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (TG/HDL-C ratio) ต่อการเกิด Persistent MASLD ในผู้ใหญ่ชาวไทย การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังแบบกลุ่มผู้ป่วย–กลุ่มควบคุม โดยใช้ข้อมูลของผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ณ โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 500 คน แบ่งเป็นกลุ่ม Persistent MASLD 250 คน และกลุ่มควบคุม 250 คน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้การถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการปรับตัวแปรกวน ผู้ที่มีค่า TyG index ตั้งแต่ 8.5 ขึ้นไป มีความสัมพันธ์กับการเกิด Persistent MASLD เพิ่มขึ้น 2.83 เท่า (aOR 2.83, 95% CI 1.39–5.75) ส่วนผู้ที่มีค่า TG/HDL-C ratio ตั้งแต่ 2.5 ขึ้นไป มีความสัมพันธ์กับการเกิด Persistent MASLD เพิ่มขึ้น 5.44 เท่า (aOR 5.44, 95% CI 3.11–9.52) เมื่อวิเคราะห์แบบตัวแปรต่อเนื่องพบว่า การเพิ่มขึ้นของ TyG index ทุก 1 หน่วย สัมพันธ์กับการเกิด persistent MASLD เพิ่มขึ้น 3.37 เท่า (aOR 3.37, 95% CI 1.44–7.92) และการเพิ่มขึ้นของ TG/HDL-C ratio ทุก 1 หน่วย สัมพันธ์กับการเกิด persistent MASLD เพิ่มขึ้น 1.85 เท่า (aOR 1.85, 95% CI 1.50–2.30) </p> สุรศักดิ์ ศศะภูริ ภาวิต หน่อไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 839 846 ผลของโปรแกรมเพื่อนแท้ดูแลสุขภาพใจ สร้างความแข็งแกร่งในชีวิต ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296486 <p> การวิจัยกึ่งทดลองวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเพื่อนแท้ดูแลสุขภาพใจ สร้างความแข็งแกร่งในชีวิต ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความแข็งแกร่งในชีวิตของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมและในระยะติดตาม 6 เดือน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากค่า G-Power ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ค่าอำนาจ ทดสอบที่ .80 และค่าอิทธิพลของตัวแปรที่ .05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 24 ราย เครื่องมือ คือโปรแกรมเพื่อนแท้ดูแลสุขภาพใจ สร้างความแข็งแกร่งในชีวิต ประกอบด้วย 6 กิจกรรม แบบสอบถามวัดภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความแข็งแกร่งในชีวิต ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบราค ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน วัดซ้ำ (repeated measures ANOVA) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ <em>p-value</em> &lt; 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความแข็งแกร่งในชีวิตหลังเข้ารับโปรแกรมและในระยะติดตามผลมีค่าสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยคะแนนความแข็งแกร่งในชีวิตหลังเข้ารับโปรแกรมทันทีและระยะติดตามผลเดือนที่ 6 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value </em>&lt; 0.001)</p> สุพิศ กุลชัย นภารินทร์ นวลไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 847 856 การพัฒนารูปแบบการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล โรงพยาบาลนาดูน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296493 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล โรงพยาบาลนาดูน เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นหญิงหลังคลอด จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะการดูแลตนเอง แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบประเมินความเครียด ST5 และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราการเยี่ยมบ้านหญิงหลังคลอดครบตามเกณฑ์มีเพียงร้อยละ 58.4 สาเหตุสำคัญมาจากภาระงานบุคลากร ระยะทางห่างไกล ระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการไม่เป็นระบบเดียวกัน และขาดการมีส่วนร่วมของครอบครัว ปัญหาในมารดาหลังคลอด ได้แก่ แผลฝีเย็บแยกและติดเชื้อ น้ำนมไม่เพียงพอ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และการใช้สารเสพติด 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ NADUN Postpartum Home Visit Model ได้แก่ N–การประเมินแบบองค์รวมตามความต้องการรายบุคคล A–การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงรุกของครอบครัว D–แพลตฟอร์มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ U–การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ 4ส และ N–การเชื่อมโยงการดูแลต่อเนื่องระหว่างทีมสหวิชาชีพ 3) คะแนนความรู้การดูแลตนเองหลังคลอดหลังใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) มีทักษะการดูแลตนเอง ร้อยละ 86.23 มีภาวะความเครียดในระดับต่ำ การมีส่วนร่วมของครอบครัวอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.23, SD = 0.36) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.65, SD = 0.35)</p> ชุลีภรณ์ ปักกาเวสา พิมลดา ลัดดางาม ผดุงศิษฎ์ ชำนาญบริรักษ์ สุปิยา วิริไฟ ธนัทอร พรมลี วิศรุต ศรีสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 865 876 การศึกษาการรับรู้และผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของประชากรวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร[NK1.1] https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296589 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของประชากรวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมกับพฤติกรรมสุขภาพ ผลกระทบต่อสุขภาพ และการรับรู้ผลกระทบต่อสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 405 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี สุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นและตามความสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31-50 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้มากกว่า 25,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน และไม่มีโรคประจำตัว โดยกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ส่วนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับทำบางครั้ง พบว่าการสวมหน้ากากอนามัย/N95 มีค่าน้อยที่สุด ขณะที่ผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับน้อย โดยมีอาการแสบจมูก คัดจมูก และระคายเคืองจมูกพบในระดับปานกลาง และการรับรู้ผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพมนุษย์โดยรวมอยู่ในระดับน้อย โดยรับรู้น้อยที่สุดในประเด็นความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน และการแท้งบุตร นอกจากนี้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ด้านการตัดสินใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) ส่วนด้านการเข้าถึงข้อมูล ด้านการตรวจสอบข้อมูล และด้านการตัดสินใจ มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร มาศ ไม้ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 877 886 ปัจจัยทำนายสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296588 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ(Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถนะและหาปัจจัยที่สามารถทำนายสมรรถนะหลักของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มอย่างที่ใช้ในการวิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลของรัฐ 19 แห่ง จำนวน 167 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .976 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาปัจจัยที่สามารถทำนายสมรรถนะของพยาบาลวิชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินโดยการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 39.25ปี ค่าเฉลี่ยของอายุราชการ เท่ากับ 17.74 ปี ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลระดับ F1 คิดเป็นร้อยละ 52.7 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และได้รับการอบรม คิดเป็นร้อยละ 74.3 ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินเฉลี่ย 13.59 ปี มีการรับรู้สมรรถนะตนเองส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 64.7 (=50.43, S.D.=5.11) ด้านสมรรถนะตนเองของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในภาพรวม ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 65.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้สมรรถนะตนเองของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ อายุ อายุราชการ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ขนาดของโรงพยาบาล การฝึกอบรม และการรับรู้สมรรถนะตนอง ปัจจัยที่ทำนายสมรรถนะตนเองของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน คือ การรับรู้ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานER และระดับการศึกษา โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะได้ ร้อยละ 80.7</p> อัจฉรี สมยา อารีจิต นฤมิตกริ่มกมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 887 897 การตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของตะกั่วและแคดเมียมในผงขิงออร์แกนิกสำเร็จรูปที่จำหน่ายในตลาดออนไลน์ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296591 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบการปนเปื้อนของตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) ในผงขิงออร์แกนิกสำเร็จรูปบนตลาดออนไลน์ประเทศไทย ระหว่างกลุ่มที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานออร์แกนิก (n=5) และกลุ่มที่ไม่มีเครื่องหมายรับรอง (n=5) วิเคราะห์ด้วยเทคนิค ICP-MS และประเมินความปลอดภัยตามเกณฑ์ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีปริมาณโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยปริมาณตะกั่วระหว่างสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>= 0.056) แม้กลุ่มที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองจะมีค่าเฉลี่ย (4.929 ± 7.288 mg/kg) สูงกว่ากลุ่มที่มีเครื่องหมายรับรอง (0.243 ± 0.239 mg/kg) และพบตัวอย่างที่ไม่มีเครื่องหมายรับรอง 1 รายการ มีปริมาณตะกั่วสูงถึง 17.791 mg/kg ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน( £10 mg/kg) สำหรับแคดเมียมพบว่ากลุ่มที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองมีค่าเฉลี่ย (0.106 ± 0.027 mg/kg) สูงกว่ากลุ่มที่มีเครื่องหมายรับรอง (0.025 ± 0.038 mg/kg) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.016) โดยทุกตัวอย่างไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.3 mg/kg)</p> ญาณิศา ตันสกุล เอกราช บํารุงพืชน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 898 906 การวิเคราะห์ปริมาณสารปรอทในแซลมอน ที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296518 <p> การศึกษาครั้งนี้การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดระดับปรอทรวม (Total Mercury) ในผลิตภัณฑ์ปลาแซลมอนที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบระดับปรอทตามประเทศต้นทางและลักษณะการผลิต และประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยอ้างอิงค่า Tolerable Weekly Intake (TWI) ของ FAO/WHO JECFA เก็บตัวอย่างปลาแซลมอนจำนวน 15 ตัวอย่าง จากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นำเข้าจาก 4 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ (n=8) ชิลี (n=3) สหรัฐอเมริกา/Alaska (n=3) และนิวซีแลนด์ (n=1) ทั้งในรูปแบบ farmed salmon และ wild-caught salmon วิเคราะห์ระดับปรอทด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Mass Spectrometry (ICP-MS) ตามวิธีมาตรฐาน AOAC 2015.01 ณ ห้องปฏิบัติการ Central Thai Laboratory</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 10 ใน 15 ตัวอย่าง (ร้อยละ 66.7) มีค่าปรอทต่ำกว่าขีดจำกัดการตรวจวัด (LOD = 0.016 mg/kg) ส่วนอีก 5 ตัวอย่างที่ตรวจพบปรอทมีค่าอยู่ในช่วง 0.021–0.038 mg/kg โดยค่าสูงสุดพบในแซลมอนเพาะเลี้ยงจากนิวซีแลนด์ที่ 0.038 mg/kg คิดเป็นเพียงร้อยละ 7.6 ของเกณฑ์มาตรฐาน Codex Alimentarius (≤ 0.5 mg/kg) ไม่มีตัวอย่างใดเกินเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว Wild-caught salmon ทั้ง 3 ตัวอย่างตรวจพบปรอทในระดับที่วัดได้ ในขณะที่ farmed salmon มีเพียง 2 ใน 12 ตัวอย่างที่ตรวจพบ สะท้อนถึงกลไก bioaccumulation ผ่านห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การประเมินความเสี่ยงโดยอ้างอิงค่า TWI (1.6 µg/kg น้ำหนักตัว/สัปดาห์) และน้ำหนักตัวอ้างอิง 60 กิโลกรัม พบว่าปริมาณการบริโภคสูงสุดที่ปลอดภัยอยู่ในช่วง 2.53–6.00 กิโลกรัม/สัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าปริมาณการบริโภคจริงในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ</p> ชัญญานุช ศรีพิพัฒน์ ภาวิต หน่อไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 907 919 การประเมินความถูกต้องของฉลากโภชนาการและคุณภาพโปรตีนในผลิตภัณฑ์เวย์โปรตีนสำเร็จรูปชนิดผงที่มีจำหน่ายในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296656 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างปริมาณโปรตีนฉลากกับค่าที่วิเคราะห์ได้จริง รวมถึงประเมินคุณภาพโปรตีนในผลิตภัณฑ์เวย์โปรตีนสำเร็จรูปชนิดผง 6 ยี่ห้อที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่าร้อยละ 60 ของตลาด โปรตีนผงสำหรับนักกีฬาในประเทศไทย การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ ดำเนินการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ 6 ยี่ห้อนำมาวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนรวมด้วยวิธีเคลแดห์ล (Kjeldahl method) และวิเคราะห์กรดอะมิโน 18 ชนิดด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (High-Performance Liquid Chromatography: HPLC) จากนั้นเปรียบเทียบข้อมูลกับเกณฑ์อ้างอิงเพื่อหาค่าเฉลี่ยและร้อยละความคลาดเคลื่อน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 ยี่ห้อมีปริมาณโปรตีนสอดคล้องกับที่ระบุบนฉลาก โดยมีความคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วงร้อยละ -6.69 ถึง +8.66 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (±ร้อยละ 20) นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านเกณฑ์ดัชนีคุณภาพโปรตีน 4 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนกรดอะมิโนจำเป็นต่อกรดอะมิโนทั้งหมด (ร้อยละ 43.60-46.27) สัดส่วนกรดอะมิโนสายโซ่กิ่งต่อกรดอะมิโนทั้งหมด (ร้อยละ 21.61-23.49) สัดส่วนลิวซีนต่อกรดอะมิโนทั้งหมด (ร้อยละ 10.80-13.57) และอัตราส่วนลิวซีนต่อไกลซีน (5.97:1 ถึง 9.03:1) โดยไม่พบการปลอมปนด้วยโปรตีนไกลซีนในตัวอย่างใด สรุปผลการศึกษาชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เวย์โปรตีนสำเร็จรูปชนิดผงทั้ง 6 ยี่ห้อมีคุณภาพดีและน่าเชื่อถือ</p> ปิติ ศิริสุทธานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 920 927 การประเมินคุณภาพของน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษที่วางจำหน่ายในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296678 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจคุณภาพของน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษที่วางจำหน่ายในประเทศไทย จำนวน 12 ตัวอย่าง โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอิตาลี 6 ตัวอย่างและผลิตภัณฑ์จากประเทศสเปน 6 ตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากล ผ่านการวิเคราะห์พารามิเตอร์ทางเคมี 3 ข้อ ได้แก่ สัดส่วนของกรดไขมัน, ค่าเพอร์ออกไซด์และค่าความเป็นกรดอิสระ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าทุกตัวอย่างผลิตภัณฑ์มีค่าสัดส่วนของกรดไขมัน (กรดโอเลอิก) อยู่ในช่วงร้อยละ 63.19-77.96 ค่าเพอร์ออกไซด์อยู่ในช่วง 3.97-9.97 mEq O2/kg และค่าความเป็นกรดอิสระอยู่ในช่วงร้อยละ 0.24-0.50 ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานอาหารสากลสำหรับน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ</p> นัท เสาวมล มาศ ไม้ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 928 934 ผลของการใช้สื่อวีดิทัศน์ต่อความพร้อมของผู้ป่วยก่อนรับการให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ ที่คลินิกประเมินผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับความรู้สึก โรงพยาบาลมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296764 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนและหลังการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ความวิตกกังวลก่อนรับการให้ยาระงับความรู้สึก และความพร้อมของผู้ป่วยระหว่างกลุ่มที่ได้รับข้อมูลผ่านสื่อวีดิทัศน์กับกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลตามปกติ รวมทั้งประเมินความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มารับบริการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ ณ คลินิกประเมินผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับความรู้สึก โรงพยาบาลมหาสารคาม จำนวน 100 ราย คัดเลือกแบบสะดวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 50 ราย ได้รับข้อมูลผ่านสื่อวีดิทัศน์ร่วมกับคำแนะนำตามแนวปฏิบัติ และกลุ่มควบคุม 50 ราย ได้รับการให้ข้อมูลด้วยวาจาตามแนวปฏิบัติปกติ เครื่องมือประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความวิตกกังวล State Anxiety Scale ฉบับภาษาไทย แบบประเมินความพร้อมของผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.84, 0.88, 0.87 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Independent t-test และ ANCOVA โดยควบคุมคะแนนก่อนทดลอง กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง (8.42 ± 1.21 เทียบกับ 4.58 ± 1.36; t = 26.18, p &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (6.32 ± 1.54; t = 7.56, p &lt; .001) คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองลดลงจากก่อนทดลอง (34.58 ± 6.42 เทียบกับ 50.52 ± 7.44; t = -28.99, p &lt; .001) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (45.44 ± 7.87; t = -7.56, p &lt; .001) ส่วนคะแนนเฉลี่ยความพร้อมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง (67.20 ± 5.43 เทียบกับ 51.28 ± 6.32; t = 31.76, p &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (53.86 ± 5.65; t = 12.04, p &lt; .001) ผล ANCOVA ยืนยันความแตกต่างระหว่างกลุ่มหลังควบคุมคะแนนก่อนทดลองในทุกตัวแปร (p &lt; .001, partial η² = 0.534–0.775) ความพึงพอใจโดยรวมต่อสื่อวีดิทัศน์อยู่ในระดับมากที่สุด (43.96 ± 4.12 จากคะแนนเต็ม 50)</p> ปวริศา ทินวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 935 943 ผลของโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับ การใช้หุ่นจำลองไฟฟ้าสาธิตการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกัน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296786 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการใช้หุ่นจำลองไฟฟ้าสาธิตการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุเพศหญิง ที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุบ้านบัววัด ตำบลธาตุ อำเภอ วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แบบวัดความซึมเศร้าในผู้สูงอายุของไทย และ แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ในการป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ และแบบสอบถามพฤติกรรมในการป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ t-test (การทดสอบที)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 24.32, p &lt; .001) และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 32.37, p &lt; .001)</p> อธิพงศ์ สุริยา สาวิตรี สิงหาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 944 954 การพัฒนาคุณภาพการดูแลสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ หอผู้ป่วยศัลยกรรมชายหนึ่ง โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/294313 <p> การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบโดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องโฟกัสพีดีซีเอ ซึ่งประกอบด้วย 9 ขั้นตอนได้แก่ การค้นหากระบวนการที่ต้องการปรับปรุง การสร้างทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ การทำความเข้าใจกระบวนการที่ต้องปรับปรุง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของความแปรปรวนของกระบวนการ การเลือกวิธีการปรับปรุงกระบวนการ การวางแผนการปรับปรุง การดำเนินการปรับปรุง การตรวจสอบผล และการยืนยันการดำเนินการและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ พยาบาลหอผู้ป่วยศัลยกรรมชายหนึ่ง โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จำนวน 15 คน แบ่งเป็นทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแนวคำถามการสนทนากลุ่ม คู่มือการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ แบบบันทึกอุบัติการณ์การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ และแบบตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบซึ่งตรวจสอบได้ค่าความสอดคล้องของการสังเกตเท่ากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการพัฒนาคุณภาพการดูแลสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ หอผู้ป่วยศัลยกรรมชายหนึ่ง โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ทีมปฏิบัติสามารถปฏิบัติตามแนวการดูแลสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบอย่างถูกต้องครบถ้วนโดยรวมเท่ากับร้อยละ 95.83 โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางการดูแลสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระยะแรกรับ และระยะการดูแลต่อเนื่องได้ถูกต้องครบถ้วนร้อยละ 100.00 และสามารถปฏิบัติในระยะจำหน่ายถูกต้องครบถ้วนร้อยละ 87.50 และไม่พบอุบัติการณ์การย้ายผู้ป่วยเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้าภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังเข้ารับการรักษา ซึ่งผู้บริหารทางการพยาบาลควรสนับสนุนและส่งเสริมการนำกระบวนการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการดูแลทั่วทั้งโรงพยาบาล</p> นภัสร เรืองวิชา กุลวดี อภิชาติบุตร อรอนงค์ วิชัยคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 955 967 การพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการปฏิบัติงาน ของพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเถิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296540 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเถิน ศึกษาในกลุ่มประชากรพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเถิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ประชากรที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรม ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่มีอายุการทำงานเกิน 10 ปีขึ้นไปและเคยมีประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลหัวหน้าเวรจำนวน 3 คน และ 2) ประชากรที่ทดลองใช้โปรแกรม ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่มีอายุงานน้อยกว่า 10 ปี จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวรทั้ง 8 ด้าน ประกอบไปด้วยแผนการสอน และคู่มือโปรแกรมการเตรียมความพร้อม 2) แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการในการฝึกอบรม 3) แบบประเมินสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวร 4) แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินโปรแกรมหลังการใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ paired t-test และการจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. โปรแกรมการเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเถิน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรฝึกอบรม 2) คู่มือโปรแกรมฯ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวรทั้ง 8 ด้าน 3) วิธีการฝึกอบรม ได้แก่ การบรรยาย การวิเคราะห์กรณีศึกษา การแสดงบทบาทสมมุติ และการฝึกปฏิบัติงานจริง และ 4) การติดตามผลโดยใช้แบบประเมินสมรรถนะการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวร พัฒนาโดยสุชญาดา รัดทะนี (2565) ซึ่งเป็นการประเมินตนเอง และ 5) การประเมินกระบวนการพัฒนาโปรแกรมฯ โดยการสนทนากลุ่ม 2. ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมโปรแกรมมีคะแนนสมรรถนะการปฏิบัติงานของพยาบาลหัวหน้าเวรสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมทั้งโดยรวม (t = 9.78, p &lt; .01) และรายด้าน (t=6.25-12.37, p &lt; .01) 3. ผลการประเมินโปรแกรมโดยการสนทนากลุ่มพบว่า ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมมีความพึงพอใจในโปรแกรมเป็นอย่างมาก และเห็นว่าเนื้อหาครอบคลุมสมรรถนะพยาบาลหัวหน้าเวรทั้ง 8 ด้าน และเป็นประโยชน์ทำให้เข้าใจและปฏิบัติบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวรได้ดีขึ้น กิจกรรมในโปรแกรมฯ ทำให้ตื่นตัวและส่งเสริมการคิดวิเคราะห์รวมถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ส่วนวิธีการถ่ายทอดของวิทยากรและระยะเวลาการอบรมมีความเหมาะสม พบอุปสรรคด้านเวลาเนื่องจากภาระงานประจำจึงมีข้อเสนอแนะให้จัดอบรมในห้องเรียนเป็นช่วงสั้นๆ แต่ต่อเนื่อง และควรกำหนดให้เป็นหลักสูตรประจำที่มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ</p> ณัฐพร อุตะมะ สมใจ ศิระกมล ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 968 979 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อการรับรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจ เชิงพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาหลังคลอดครรภ์แรก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296811 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาหลังคลอดครรภ์แรกก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และภายหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดครรภ์แรกที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน คัดเลือกแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบสอบถามทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และแบบสอบถามความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired sample t-test และสถิติ Independent sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมมารดากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> มลิจันทร์ เกียรติสังวร รัชนี หาญสมสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 980 990 ตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถามภาวะขาดวิตามินดีฉบับแปลภาษาไทย โดยเปรียบเทียบกับระดับ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีในเลือดในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296858 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบสอบถามภาวะขาดวิตามินดีฉบับภาษาไทย โดยใช้กระบวนการแปลแบบ forward–backward translation และประเมินความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นทดสอบเครื่องมือในกลุ่มนำร่องได้แก่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ก่อนทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและทำการทดสอบซ้ำ (Test-retest) โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มารับบริการ ณ กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าแบบสอบถามมีความตรงเชิงเนื้อหาในระดับดีเยี่ยม (S-CVI/Ave = 0.918) และความเที่ยงของการวัดซ้ำสูงมาก (ICC = 0.983, Cronbach’s alpha = 0.991) รวมถึงมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัดต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงคะแนนรวมของแบบสอบถาม (SEM = 0.55)</p> วิภาวี แจ่มวัฒนาไทย กษิดิศ หล้าวงษา ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 991 999 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลด้านการบริหารตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296835 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการจำเป็น ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการจำเป็น และจัดทำข้อเสนอแนวทางในการพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลด้านการบริหารให้เหมาะสมกับบริบทของกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ประชากรศึกษา คือ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ จำนวน 101 คน เก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Crude Odds Ratio และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลด้วยการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (Multiple logistic regression)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 96.0 อายุ 30–39 ปี ร้อยละ 48.5 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 99.0 และปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยใน ร้อยละ 54.5 ระดับการรับรู้ต่อสมรรถนะในการนิเทศทางการพยาบาลด้านการบริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.00, SD = 0.38) ความพึงพอใจต่อการนิเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.09, SD = 0.42) ปัญหาและอุปสรรคในการนิเทศอยู่ในระดับน้อย (Mean = 2.33, SD = 0.67) และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.16, SD = 0.59)ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศและการสนับสนุน (Adjusted OR = 11.45, 95% CI = 1.87–70.15, p = 0.01) และระดับการรับรู้ปัญหาและอุปสรรคในการนิเทศ (Adjusted OR = 16.47, 95% CI = 1.69–160.76, p = 0.02)</p> จินตนา สินทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1000 1006 การคัดกรองภาวะก่อนเบาหวานโดยอาศัยปริมาณกรดยูริกในเลือด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296839 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับกรดยูริกในเลือดกับภาวะก่อนเบาหวาน และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของระดับกรดยูริกในเลือดในการทำนายภาวะก่อนเบาหวานในกลุ่มประชากรไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังชนิดภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 204 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนเบาหวาน (HbA1c 5.7–6.4%) และกลุ่มปกติ (HbA1c &lt; 5.7%) กลุ่มละ 102 ราย เก็บข้อมูลจากคลินิกเวชกรรมแห่งหนึ่งในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ความสัมพันธ์และประสิทธิภาพในการคัดกรองด้วยสถิติ ROC curve คำนวณค่าพื้นที่ใต้เส้นโค้ง (AUC) จุดตัดที่เหมาะสม (cut-off) ความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 62.7) อายุเฉลี่ย 62.12 ปี กลุ่มก่อนเบาหวานมีระดับกรดยูริกเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มปกติอย่างชัดเจน (8.36±1.55 vs 5.55±1.45 มก./ดล., <em>p</em>&lt;0.001) ในประชากรรวมชายและหญิง ระดับกรดยูริกมี AUC = 0.91 (95% CI: 0.87–0.95, <em>p</em>&lt;0.001) ที่จุดตัด 6.60 มก./ดล. ให้ความไว 93.1% ความจำเพาะ 81.4% เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่าในเพศหญิง AUC = 0.91 (95% CI: 0.86–0.96) ที่จุดตัด 6.60 มก./ดล. ให้ความไว 89.9% ความจำเพาะ 84.7% ส่วนในเพศชาย AUC = 0.94 (95% CI: 0.89–0.99) ที่จุดตัด 7.00 มก./ดล. ให้ความไว 97.0% ความจำเพาะ 86.0% </p> ชัชชฎา เล็กเจริญสุข ภาวิต หน่อไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1007 1013 ปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการคลอด ณ โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296889 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (survey research by Retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการคลอด ณ โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนทั้งสิ้น 308 ราย แบ่งเป็นกลุ่มกรณี (คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์) จำนวน 103 ราย และกลุ่มควบคุม (คลอดเมื่ออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ขึ้นไป) จำนวน 205 ราย ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยและสมุดฝากครรภ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ. 2568 ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (Multiple Logistic Regression) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ ภาวะปากมดลูกสั้น (aOR = 4.57, 95% CI: 2.15-9.72) ประวัติการเคยคลอดก่อนกำหนด (aOR = 4.25, 95% CI: 1.85-9.76) ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (aOR = 2.68, 95% CI: 1.15-6.24) การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ (aOR = 2.34, 95% CI: 1.30-4.21) และการฝากครรภ์ไม่ครบเกณฑ์ (aOR = 2.10, 95% CI: 1.25-3.52)</p> ณัฏฐณิชา เขียวณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1014 1022 ประสิทธิผลของสารสกัดจากส้มสีแดง (REDORY™) ในการลดการเกิดรอยดำจากรังสี UVB https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296915 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกแบบ randomized controlled trial (double-blind) อาสาสมัครไทยจำนวน 20 คน อาสาสมัครได้รับ REDORY™ Facial Serum และเซรั่มหลอกบริเวณต้นแขนด้านในต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนการฉายรังสี UVB และติดตามผลที่สัปดาห์ที่ 0, 3, 4 และ 7 ประเมินผลด้วยเครื่อง Colorimeter สำหรับค่าความสว่างของผิว และเครื่อง Mexameter สำหรับค่า Melanin index และ Erythema index วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Linear mixed effects models</p> <p> ผลการศึกษาระหว่างกลุ่มไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกค่าพารามิเตอร์และช่วงเวลา (p &gt; 0.05) เมื่อพิจารณาภายในกลุ่มเซรั่มทดลองพบว่า ในสัปดาห์ที่ 3 ค่า Colorimeter เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ 0 อย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) หลังฉายรังสี UVB ในสัปดาห์ที่ 4 ค่า Colorimeter ลดลง (p = 0.029) ขณะที่ค่า Melanin index และค่า Erythema index เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001 p = 0.001) ตามลำดับ และในสัปดาห์ที่ 7 ทั้ง 3 ค่ามีระดับสูงกว่าสัปดาห์ที่ 3 โดยค่า Colorimeter ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนค่า Melanin index และค่า Erythema index แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.009 p = 0.017) ตามลำดับ ในส่วนของเซรั่มหลอกผลลัพธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p> สราชล พาเรือง ปองศิริ คุณงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1023 1034 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ของผู้สูงอายุอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296924 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ของผู้สูงอายุในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุจำนวน 332 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2569 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา หาความสัมพันธ์รายตัวแปรโดยการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนโดยการวิเคราะห์ Multiple Linear Regression แบบ Stepwise</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ของผู้สูงอายุในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบด้วย 7 ปัจจัย คือ พฤติกรรมสุขภาพ เศรษฐกิจ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สถานภาพสมรส ด้านทัศนคติ อายุ และระดับการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า โดยสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ของผู้สูงอายุอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร้อยละ 59.4 (R<sup>2</sup>=0.594) ตามลำดับ</p> อัจฉรา ประสงค์จินดา อรุณ บุญสร้าง อารี บุตรสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1035 1046 การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดในการผ่าตัดปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลสระบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297470 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดในการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลสระบุรี และเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาสมรรถนะฯ ระยะเวลาดำเนินการเดือน ธันวาคม 2568 ถึง มีนาคม 2569 แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลห้องผ่าตัด จำนวน 38 คน วัดผลก่อนและหลังการพัฒนา และผู้ป่วยปลูกถ่ายไตช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2569 จำนวน 6 คน เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามความรู้ 2) แบบประเมินสมรรถนะการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต 3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลลัพธ์การศึกษาพบว่า พยาบาลห้องผ่าตัดที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามโปรแกรมฯ มีความรู้ และสมรรถนะสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยภาพรวม 4.6 (SD =.54 ) ส่วนกลุ่มผู้ป่วยหลังใช้โปรแกรมฯ ไม่พบภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อของแผลผ่าตัด และการเสียชีวิต และไม่พบการเลื่อนผ่าตัดจากความไม่พร้อมของห้องผ่าตัด กลุ่มผู้ป่วยหลังพัฒนาสมรรถนะฯ มีความพึงพอใจในระดับมาก คะแนนเฉลี่ยภาพรวม 4.37 (SD =.64 ) จำนวนวันนอนเฉลี่ยในโรงพยาบาลน้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยก่อนพัฒนาสมรรถนะฯ</p> ศิริพรรณ สุชาติสุนทร อรุณี ต้นพงษ์เจริญ ณัฐพัชญ์ นาคสมพันธ์ พิมรพี ระย้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1047 1059 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296976 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 298 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 61.41 ระดับปานกลาง ร้อยละ 38.59 รายได้ต่อเดือนมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลาง (r=0.462 p-value &lt; 0.05) ระยะเวลาในการปฏิบัติงานและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ำกับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (r = 0.271 และ 0.311, p-value &lt; 0.05 ตามลำดับ)</p> คัทลียา วารีใส ประภาเพ็ญ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1060 1068 การทบทวนวรรณกรรมแบบพรรณนา ผลของพรมมิกับโรคเรื้อรัง หลักฐานเชิงประจักษ์และมุมมองในอนาคต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296975 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับองค์ประกอบทางพฤกษเคมี กลไกการออกฤทธิ์ระดับโมเลกุล ผลทางคลินิก และความปลอดภัยของพรมมิในบริบทของโรคเรื้อรัง เป็นการทบทวนวรรณกรรมแบบพรรณนา สืบค้นและสังเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed, Scopus, Google Scholar และ ThaiJO คัดเลือกการศึกษาพรีคลินิกและคลินิกที่เกี่ยวข้องกับสารออกฤทธิ์ วิถีสัญญาณ ผลทางเภสัชวิทยา ผลการรักษา และความปลอดภัย แล้ววิเคราะห์เชิงประเด็นตามกลไกและกลุ่มโรค</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สารออกฤทธิ์หลักกลุ่มบาโคไซด์และบาโคปาไซด์ ร่วมกับฟลาโวนอยด์และอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์ประสานกันต่อพยาธิสภาพร่วมของโรคเรื้อรังผ่านการกระตุ้นระบบต้านอนุมูลอิสระวิถี Nrf2 การยับยั้งการอักเสบผ่านวิถี NF-κB การรักษาเสถียรภาพของไมโตคอนเดรีย และการปรับสมดุลระบบสื่อประสาทผ่านการยับยั้ง AChE และวิถี BDNF–CREB หลักฐานทางคลินิกที่หนักแน่นที่สุดอยู่ในด้านการรู้คิต ขณะที่หลักฐานด้านเมตาบอลิก หัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาพรีคลินิก ข้อมูลความปลอดภัยจากการศึกษาพรีคลินิกอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารจากสารกลุ่มซาโปนิน และความเสี่ยงจากปฏิกิริยาระหว่างยาผ่านการยับยั้งเอนไซม์ไซโตโครม พี450 กล่าวได้ว่า พรมมิแสดงฤทธิ์เภสัชวิทยาแบบพหุเป้าหมายที่สอดคล้องกับพยาธิกำเนิดร่วมของโรคเรื้อรัง จะต้องมีการวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มขนาดใหญ่ และการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์และความปลอดภัย เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้จริง</p> นรมน ประภาสิทธิ ภาวิต หน่อไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1069 1079 การพัฒนาระบบการสื่อสารเพื่อเสริมสมรรถนะบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดกระบี่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296980 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัด พัฒนา และประเมินผลระบบการสื่อสารเพื่อเสริมสมรรถนะบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดกระบี่ ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขาพนม อำเภอคลองท่อม และอำเภออ่าวลึก กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 120 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบบประเมินสมรรถนะด้านการสื่อสาร แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบตรวจสอบคุณภาพข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบการสื่อสารเดิมมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลไม่คงอยู่ ข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่ทันการณ์ รอยต่อระหว่างระดับบริการเปราะบาง การติดตามผู้ป่วยขาดนัดไม่ต่อเนื่อง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล ระบบการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ช่องทางการสื่อสารมาตรฐาน แบบฟอร์มรายงานและติดตามผู้ป่วย กลไกการป้อนกลับข้อมูล การกำหนดบทบาทผู้รับผิดชอบแต่ละระดับ และการใช้ข้อมูลเพื่อกำกับติดตาม ภายหลังการใช้ระบบ บุคลากรมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้นจาก 56.77 คะแนน เป็น 81.91 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) คุณภาพข้อมูลและประสิทธิภาพการประสานงานมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด และความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับมาก</p> พิพัฒน์ พุทธโร ดรัสพงศ์ สุวรรณพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1080 1091 การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการจัดการบริการผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับเครือข่าย อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296994 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของระบบดังกล่าวในการจัดการบริการผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในพื้นที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรสาธารณสุข 64 คน และผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในพื้นที่ ระบบที่พัฒนาประกอบด้วยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การติดตามผู้ป่วยรายบุคคล ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ และ Dashboard สำหรับการบริหารจัดการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่า ภายหลังการพัฒนาระบบ พบว่ารูปแบบการให้บริการได้เปลี่ยนจากการรวมศูนย์ที่โรงพยาบาลไปสู่การให้บริการแบบเครือข่าย โดยโรงพยาบาลลดวันให้บริการคลินิก NCD เหลือสัปดาห์ละ 2 วัน (800–960 ราย/เดือน) ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 19 แห่งสามารถให้บริการได้แห่งละ 1 ครั้งต่อเดือน (รวม 1,900–2,280 ราย/เดือน) ส่งผลให้ความครอบคลุมของการให้บริการเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 2,440 รายต่อเดือน เป็น 3,240 รายต่อเดือน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.78) ในด้านประสิทธิภาพการให้บริการ พบว่าระยะเวลารอคอยเฉลี่ยลดลงจาก 2 ชั่วโมง 50 นาที เหลือ 1 ชั่วโมง 34 นาที (ลดลงร้อยละ 44.71) และอัตราการมาตามนัดเพิ่มขึ้นจากไม่เกินร้อยละ 60 เป็นมากกว่าร้อยละ 95 สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการและความต่อเนื่องในการรักษาที่ดีขึ้น และในด้านการใช้งานระบบ พบว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.57, S.D. = 0.27) โดยเฉพาะด้านการติดตามผู้ป่วย การแจ้งเตือน และการสนับสนุนการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการพัฒนาระบบ</p> ไชยณรงค์ วาปี ภาณุพงศ์ มูลสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1092 1100 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรู้ต่อการรับรู้การเจ็บป่วย และการจัดการอาการภาวะฉุกเฉิน โรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล จังหวัดสิงห์บุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297488 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมส่งเสริมความรู้ต่อการรับรู้การเจ็บป่วยและการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ดำเนินการศึกษา ณ คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพกรวม จังหวัดสิงห์บุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม 2 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้การเจ็บป่วย และแบบสอบถามการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมอง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.85–0.89 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.82 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (paired t-test) และสถิติทีแบบกลุ่มอิสระ (independent t-test) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้การเจ็บป่วยหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าเฉลี่ย = 92.87, SD = 8.14 เทียบกับ 85.63, SD = 11.92; t(29) = 2.04, p &lt; .05) เช่นเดียวกับคะแนนเฉลี่ยการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินโรคหลอดเลือดสมอง ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ค่าเฉลี่ย = 9.64, SD = 1.79 เทียบกับ 7.82, SD = 1.15; t(29)= 2.23, p &lt; .05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95.28, SD = 10.37 เทียบกับ 83.42, SD = 9.88; t(58) = 3.12, p &lt; .05) และการรับรู้ความเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์กับการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินโรคหลอดเลือดสมอง ระดับปานกลาง (r = .46, p&lt;.001)</p> <p> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความรู้สามารถเพิ่มการรับรู้การเจ็บป่วยและพัฒนาทักษะการจัดการอาการภาวะฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคและการจัดการตนเองในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างเหมาะสม</p> ขนิษฐา วงษ์สด พัชรา สาดตระกลูวัฒนา ผาสุก มั่นคง วรรณา กุลหกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1101 1112 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297002 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 12 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 249 คน และผู้สสูงอายุ 364 คน สุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ มี 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินสถานการณ์และปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุ 2) การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ 3) การพัฒนาศักยภาพครอบครัวและผู้ดูแล 4) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน 5) การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตใน และ 6) การติดตาม ประเมินผล และพัฒนาต่อเนื่อง ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้และการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชน หลังการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และการประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ พบว่า หลังการพัฒนากลุ่มตัวอย่างมีสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป (43 - 49 คะแนน) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=48.07, S.D.=1.04) หลังการพัฒนาผู้สูงอายุมีคะแนนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> พิมพ์วดี จิรวิกรานต์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1113 1122 การพัฒนารูปแบบการจัดบริการมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลนาด้วง: มุมมองประชาสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297026 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดบริการผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในมินิธัญญารักษ์และ พัฒนารูปแบบการจัดบริการมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลนาด้วง: มุมมองประชาสังคม เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2569 เครื่องมือการวิจัยใช้แบบบันทึกข้อมูลแบบประเมินความพึงพอใจและแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติอนุมาน Paired sample t-test และการสรุปประเด็น</p> <p> ผลการวิจัย: พบเพศชาย ร้อยละ 86.0 อายุเฉลี่ย 34.2 ปี (S.D.=10.67) จบมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า ร้อยละ 87.3 ไม่ประกอบอาชีพ ร้อยละ 57.3 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 42.7 ครอบครัวใช้ยาเสพติด ร้อยละ 12.7 ใช้ Meth-Amphetamine ร้อยละ 86.7 ใช้กัญชา ร้อยละ 14.0 และดื่มสุรา ร้อยละ 91.3 ประเมินV2 อยู่ในกลุ่มสีส้ม ร้อยละ 70.0 ผลการพัฒนารูปแบบมุ่งเน้นการร่วมรักษาโดยครอบครัว ภาคีเครือข่าย นโยบายป้อมยามหมู่บ้าน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำ อสม.และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณ จัดหาทุนประกอบอาชีพให้สามารถดำรงชีพในสังคม ปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชนทุกมิติไม่ให้เอื้อต่อยาเสพติด จัดตั้งศูนย์ชุมชนบําบัดและฟื้นฟูสภาพทางสังคม ในระยะยาว</p> ศราวุธ ศรีบุรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1123 1130 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297042 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 70.91รองลงมาระดับมากร้อยละ 26.82 และระดับน้อย ร้อยละ 2.27 การรับรู้นโยบายส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลาง และแรงสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับน้อยกับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย (r = 0.597และ r = 0.484, p&lt;0.05 ตามลำดับ)</p> พศิกา จันทร์สมบัติ ณฐา เมธาบุษยาธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1131 1145 การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยายเกี่ยวกับความปลอดภัยของโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอระหว่างการตั้งครรภ์ในเวชศาสตร์ความงาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297079 <p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ภายหลังการได้รับ BoNT-A ประเมินความเป็นไปได้ทางชีววิทยาของความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับแพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงาม โดยดำเนินการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยายจากฐานข้อมูล PubMed, Scopus, Web of Science และ Google Scholar ครอบคลุมรายงานการได้รับ BoNT-A ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์และก่อนทราบการตั้งครรภ์</p> <p> ผลการทบทวนพบว่ามีรายงานการตั้งครรภ์หลายร้อยรายที่มีประวัติได้รับ BoNT-A โดยฐานข้อมูลเฝ้าระวังความปลอดภัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรายงานการสัมผัสจำนวน 913 ราย หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่แสดงให้เห็นว่าการได้รับ BoNT-A มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการแท้งบุตร ความพิการแต่กำเนิด การคลอดก่อนกำหนด หรือผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในทารกแรกเกิด นอกจากนี้ คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาและเภสัชจลนศาสตร์ของ BoNT-A ยังสนับสนุนความเป็นไปได้ต่ำที่สารดังกล่าวจะก่อให้เกิดพิษต่อทารกในครรภ์ โดยสรุป หลักฐานในปัจจุบันยังไม่พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนระหว่างการได้รับ BoNT-A ของมารดากับผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ BoNT-A เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงามในระหว่างตั้งครรภ์เมื่อสามารถเลื่อนการรักษาได้ ส่วนกรณีที่มีการได้รับสารโดยไม่ตั้งใจ ควรได้รับการดูแลโดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ การสื่อสารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย</p> ณัฐนิชา หาญรัตนกุล ปองศิริ คุณงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1146 1156 การคัดกรองการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนฝรั่ง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297049 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คัดกรองความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 2) ศึกษาระดับความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และ 3) ศึกษาปัจจัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนฝรั่ง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 271 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม Thai Falls Risk Assessment Test (Thai-FRAT) และแบบประเมินความสามารถในการทรงตัว Timed Up and Go Test (TUGT) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 32.5 มีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มตามเกณฑ์ Thai-FRAT และร้อยละ 40.2 มีความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการประเมิน TUGT ปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่ การมองเห็นบกพร่อง ร้อยละ 70.5 การใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 40.6 การมีประวัติหกล้มในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 7.8 และสภาพบ้านที่อยู่อาศัยมีความเสี่ยง ร้อยละ 33.2 นอกจากนี้ พบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ลักษณะบ้านและบริเวณโดยรอบ โรคประจำตัว การใช้ยา การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> สุกัญญา รังษี เยี่ยม คงเรืองราช อภิชาติ เจริญยุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1157 1166 ผลของการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชนตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297077 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชนตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 30 คน รวม 60 คน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชนตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเปรียบเทียบ คือ ประชาชนตำบลโสน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ กลุ่มเปรียบเทีบได้รับโปรแกรมปกติจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 15 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองผลต่างคะแนนเฉลี่ยของทัศนคติการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคพยาธิใบไม้ในตับ การรับรู้ความรุนแรงของโรคพยาธิใบไม้ในตับ การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ และพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วีรวัฒน์ รัศมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1167 1176 การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด จังหวัดกระบี่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297096 <p> การวิจัย เรื่อง การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด จังหวัดกระบี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และความต้องการจำเป็นของ อสม. ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อพัฒนาโปรแกรม KRABI CVD–VHV Competency Enhancement Program และเพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมต่อความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ สมรรถนะโดยรวม และการปฏิบัติงานของ อสม. เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 36 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินสมรรถนะ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ ความมั่นใจ สมรรถนะโดยรวม การปฏิบัติงาน และแนวคำถามเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง สถิติ paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า อสม. มีความต้องการจำเป็นสูงสุดด้านการประสานส่งต่อ ทักษะการคัดกรองความเสี่ยง และความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ตามลำดับ (PNI_modified = 0.794, 0.647 และ 0.591) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “KRABI CVD–VHV Competency Enhancement Program” ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด (Knowledge enhancement) การคัดกรองความเสี่ยงและความพร้อมในการประสานส่งต่อ (Risk screening and referral readiness) การฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลอง (Action-based practice) การเสริมสร้างความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วย (Building confidence) และระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานและการปรับปรุงต่อเนื่องแบบบูรณาการ (Integrated support and continuous improvement) หลังเข้าร่วมโปรแกรม อสม. มีคะแนนความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ สมรรถนะโดยรวม และการปฏิบัติงานสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (p &lt; 0.001)</p> พิพัฒน์ พุทธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1177 1189 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนิคมซอยกลาง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297127 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนิคมซอยกลาง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนากระบวนการประกอบด้วย 1) เกษตรกร 2) ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 3) ผู้นำชุมชน 4) นักวิชาการสาธารณสุข 5) พยาบาลวิชาชีพ 6) นักวิชาการประจำสาธารณสุขอำเภอขุขันธ์ 7) นักวิชาการการเกษตรอำเภอขุขันธ์ 8) ผู้แทนจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวม 13 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็ยรวบรวมข้อมูล คือ เกษตรกรในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนิคมซอยกลาง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 16 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนิคมซอยกลาง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ คือ NIKHOM Model ประกอบด้วย 1) การพัฒนาความรู้ 2) การสร้างการรับรู้ความเสี่ยง 3) การพัฒนาทักษะการป้องกันตนเอง 4) การเสริมสร้างแรงสนับสนุนทางสังคม 5) การมีส่วนร่วมของชุมชน 6) การติดตามและประเมินผล และหลังการทดลองใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้ความเสี่ยงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้ความรุนแรงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เกียรติศักดิ์ พวงพลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1190 1203 ปริมาณสารโลหะหนักตกค้างในผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะที่จำหน่ายในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297175 <p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณตะกั่ว สารหนู แคดเมียม อะลูมิเนียม และปรอท ในผงมัทฉะที่มียอดจำหน่ายสูงในประเทศไทยจำนวน 12 ตัวอย่าง โดยใช้เทคนิค ICP-MS และประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภค ผลการศึกษาพบโลหะหนักทั้ง 5 ชนิดในทุกตัวอย่าง โดยอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นสูงที่สุด (618,921.8 ± 159,760.4 ppb) และปรอทต่ำที่สุด (11.65 ± 4.93 ppb) การประเมินความเสี่ยงภายใต้สมมติฐานการบริโภคผงมัทฉะ 5 กรัมต่อวัน และน้ำหนักตัวเฉลี่ย 57.57 กิโลกรัม พบว่าค่า Hazard Quotient (HQ) ของอะลูมิเนียม แคดเมียม และปรอท เท่ากับ 0.188, 0.0032 และ 0.0018 ตามลำดับ (HQ &lt; 1) ขณะที่ค่า Margin of Exposure (MOE) ของสารหนูและตะกั่วเท่ากับ 801.4 และ 18.0 ตามลำดับ</p> รัสริณทร์ ด้วยเศียรเกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1204 1212 การพัฒนาแนวทางการพยาบาลในการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชแบบบูรณาการโดยชุมชนเป็นฐานในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297245 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวทางการพยาบาลในการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชแบบบูรณาการโดยชุมชนเป็นฐานในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ดูแลผู้ป่วย รวมทั้งสิ้น 42 คน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และพัฒนาแนวทาง และระยะที่ 2 การทดลองใช้และประเมินผลแนวทางที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินการมีส่วนร่วม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการประเมินผู้ป่วยแบบองค์รวม การวางแผนการดูแลรายบุคคล การเยี่ยมบ้าน การติดตามต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน หลังการดำเนินการ ผู้ป่วยมีคะแนนการดูแลตนเอง การรับประทานยาต่อเนื่อง และการป้องกันการกลับเป็นซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) การมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับสูง และความพึงพอใจต่อแนวทางอยู่ในระดับมาก</p> ชัญญ์รัชต์ หยกกชพันธ์งาม รานี แสงจันทร์นวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1213 1222 การพัฒนารูปแบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ระดับอำเภอ จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297321 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ ศักยภาพ ปัญหา และข้อจำกัดของระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขในระดับอำเภอ จังหวัดสกลนคร 2) พัฒนารูปแบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ในพื้นที่ 4 อำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แนวคำถามสนทนากลุ่ม แบบประเมินศักยภาพ EOC Assessment Tool และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) จากสถานการณ์ที่ผ่านมาทั้ง 4 พื้นที่มีประสบการณ์ในการจัดการภาวะฉุกเฉินหลายประเภท และมีการจัดตั้ง EOC รวมถึงนำระบบ ICS มาใช้ในระดับหนึ่ง แต่การดำเนินงานยังอาศัยการปรับตัวตามสถานการณ์ และยังไม่มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยผลการประเมินศักยภาพก่อนการพัฒนาพบว่าผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 24–31 2) รูปแบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่พัฒนาขึ้นคือ SAKON Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร มาตรฐานกระบวนการ และการบูรณาการข้อมูลและเครือข่าย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Standardized Command, Area-based &amp; Adaptive, Knowledge &amp; Capacity Building, Operational Data &amp; One Information และ Network &amp; Community 3) หลังการใช้รูปแบบ สัดส่วนการผ่านเกณฑ์ EOC Assessment Tool เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40–52 และผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.59) สะท้อนถึงการยกระดับความพร้อมของระบบอย่างชัดเจน</p> ตระกูลไทย ฉายแม้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1223 1236 การพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดโดยใช้ชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นฐาน จังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297264 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดโดยใช้ชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นฐาน จังหวัดสุรินทร์ 2) พัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดโดยใช้ชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นฐาน และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากภาคีเครือข่าย จำนวน 75 คน และระยะที่ 3 คือ ผู้ป่วยยาเสพติดกลุ่มทดลอง จำนวน 205 คน ดำเนินการวิจัยตามวงจร PAOR (Planning, Action, Observation, Reflection) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามสถานการณ์และรูปแบบการดำเนินงาน แบบประเมินมาตรฐานและแบบวัดผลลัพธ์ทางคลินิก รวมถึงเครื่องมือเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานใช้การทดสอบค่าทีแบบจับคู่ (Paired Samples t-test) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลก่อนและหลังการทดลอง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ SURIN Model กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิต (WHOQOL) สูงกว่าก่อนการทดลอง และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีผลตรวจปัสสาวะเป็นลบร้อยละ 88.78 และมีอัตราการคงอยู่ในระบบบำบัดสูงถึงร้อยละ 93.18</p> ณัฐกฤตา วุฒิยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1237 1248 ประสบการณ์การจัดการความเครียดของหญิงตั้งครรภ์อายุมาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297323 <p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความของไฮเดกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การจัดการความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่อายุมาก จำนวน 12 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของโคไลชช์ซี่ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มุ่งค้นหาความหมายของปรากฎการณ์ที่ศึกษาโดยการค้นหาประเด็นหลัก จากคำพูดของผู้ให้ข้อมูล แล้วนำมากำหนดหาความหมายตามประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่อายุมากมีสาเหตุความเครียดมาจาก สภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจของครอบครัว การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย การรับรู้เกี่ยวกับภาวะแรทกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และประสบการณ์เดิมที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ครั้งที่แล้ว สำหรับประสบการณ์การจัดการความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก การศึกษา พบว่า หญิงตั้งครรภ์อายุมาก มีการรับรู้ความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ เช่น การเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดมากกว่าหญิงตั้งครรภ์อายุน้อย 2 ประเด็นหลัก คือ 1) การตอบสนองต่อความเครียดของหญิงตั้งครรภ์อายุมาก ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1 การรับรู้ที่ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อตนเองและทารกในครรภ์ 1.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการปรับตัวจากความเครียด 2) การจัดการความเครียดของหญิงตั้งครรภ์อายุมาก ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1 การจัดการความเครียดด้วยตนเอง 2.2 การจัดการความเครียดด้วยผู้อื่น</p> ภัทรินทร์ ธรรมดวงศรี พิมลดา ลัดดางาม คำใหม่ สุขุนา พฤฒิศักดิ์ จันทราทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1249 1258 การใช้แอปพลิเคชันร่วมกับน้ำยาตรวจสอบการล้างมือเพื่อประเมินตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์ กรณีศึกษาแผนกผู้ป่วยในอายุรกรรมในโรงพยาบาลแหลมฉบัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297359 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชันร่วมกับชุดตรวจสอบสุขอนามัยมือในการส่งเสริมการประเมินตนเองด้านความถูกต้องของการปฏิบัติสุขอนามัยมือของบุคลากรทางการแพทย์ในแผนกผู้ป่วยในอายุรกรรม โรงพยาบาลแหลมฉบัง เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group Pretest–Posttest Design) ศึกษาในบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 40 คน ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และผู้ช่วยพยาบาล ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการประเมินตนเองด้านความถูกต้องของการปฏิบัติสุขอนามัยมือก่อนและหลังการใช้แอปพลิเคชันร่วมกับชุดตรวจสอบสุขอนามัยมือ DesiCoach® ซึ่งใช้หลักการตอบสนองทางสายตา (Visual Feedback) และให้ข้อมูลย้อนกลับแบบทันที วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed-rank test และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 31.83 ± 7.65 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 90.0) และเป็นพยาบาลวิชาชีพ ร้อยละ 72.5 ภายหลังการใช้แอปพลิเคชันและชุดตรวจสอบสุขอนามัยมือ พบว่าระดับคะแนนความสะอาดของมือจากการประเมินตนเองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) โดยสัดส่วนผู้ที่มีคะแนนมากกว่า ร้อยละ 90 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ 45.0 ขณะที่ผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 ลดลงจากร้อยละ 17.5 เหลือร้อยละ 2.5 นอกจากนี้คะแนนจากแอปพลิเคชันสูงกว่าคะแนนการประเมินตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (85.55 ± 11.86 เทียบกับ 73.50 ± 11.16 คะแนน; mean difference = 12.05, 95%CI 8.89–15.21, p &lt; 0.001)</p> ดิษพล ฐิติวราภรณ์ Katsunori kaneko กัณฑิมา ธรรมชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1259 1268 การจัดการความปวดและผลของการจัดการความปวดในผู้ป่วยผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ : การทบทวนขอบเขตงานวิจัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297490 <p> การทบทวนขอบเขตงานวิจัย (scoping review) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ รวบรวม และสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการความปวดและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ ดำเนินการตามกรอบแนวคิดของ Arksey and O'Malley (2005) ร่วมกับแนวทาง PRISMA-ScR สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ SciSpace, Google Scholar, PubMed และ Thai Jo ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2559–2568 จากงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 30 เรื่อง</p> <p> ผลการศึกษา: ลักษณะงานวิจัย: ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCTs) ร้อยละ 59.94 รองลงมาเป็นการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ร้อยละ 23.31 แนวทางการจัดการความปวด: พบการใช้กลยุทธ์การระงับปวดแบบหลายขนาน (Multimodal analgesia) โดยเฉพาะการใช้เทคนิคระงับความรู้สึกเฉพาะที่ร่วมกับยาระงับปวดทั่วร่างกาย (ร้อยละ 73.26) ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ยาโอปิออยด์เพียงอย่างเดียว เทคนิคระงับความรู้สึกเฉพาะที่ที่มีหลักฐานชัดเจน ได้แก่ การฉีดยาชาสกัดเส้นประสาทหนังศีรษะ (scalp nerve block) และการแทรกซึมยาชาในชั้นใต้ผิวหนังหนังศีรษะ (scalp infiltration) โดยใช้ยา ropivacaine และ bupivacaine เป็นหลัก ยานอนโอปิออยด์ที่พบการใช้สูงสุด ได้แก่ paracetamol/acetaminophen (ร้อยละ 56.61) และ NSAIDs (ร้อยละ 30.00) ส่วนยาเสริมที่พบบ่อย ได้แก่ dexmedetomidine (ร้อยละ 29.97) และ gabapentinoids (ร้อยละ 16.55) นอกจากนี้ยังพบการใช้แนวทางการฟื้นตัวเร็ว (Enhanced Recovery After Surgery: ERAS) และการบำบัดเสริม ได้แก่ การฝังเข็มที่จุด P6 ซึ่งช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนและบรรเทาความปวดในระยะหลังผ่าตัด รวมถึงดนตรีบำบัดที่มีส่วนช่วยลดความวิตกกังวลและส่งผลต่อการรับรู้ความปวดของผู้ป่วย</p> วรรณมณท์ วงศ์วรรณ ปะราลี โอภาสนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1269 1278 การพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานตามหลักเวชศาสตร์ วิถีชีวิต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาล้อม อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297457 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต และเพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังพัฒนารูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ประกอบด้วย 1) การบริโภคอาหารที่เหมาะสม 2) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3) การจัดการความเครียด 4) การนอนหลับที่มีคุณภาพ 5) การหลีกเลี่ยงสารเสพติด และ 6) การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ส่งผลให้คะแนนความรู้เกี่ยวกับเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.001 จาก<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=12.14 (SD=4.69) เป็น <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=21.23 (SD=3.39) พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.001 จาก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=57.27 (SD=15.58) เป็น <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=87.00 (SD=10.29) ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.001 จาก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=160.23 (SD=6.28) เป็น <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=124.60 (SD=8.15) mg/dl และค่าดัชนีมวลกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.001 จาก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=29.28 (SD=4.24) เป็น <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=28.22 (SD=4.25) kg/m²</p> อ้อยใจ ศิริกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1279 1288 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297584 <p> การศึกษา การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ และพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีระยะเวลาในการศึกษาดังนี้ ระยะที่ 1 ระยะวิจัย ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2566 ถึง เดือนกันยายน 2567 รวม 12 เดือน ระยะที่ 2 ระยะพัฒนา ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2567 ถึง เดือนกันยายน 2568 รวม 12 เดือน ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีเกณฑ์ในการคัดเข้า(Inclusion Criteria) คือ เป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อายุไม่เกิน 60 ปี และมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ไม่เกิน 9 หรือระดับน้ำตาลในเลือด อยู่ระหว่าง 120 – 180 มก./ดล. แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะทดลอง เป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ในเขตตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 68 ราย ระยะที่ 2 ระยะพัฒนา เป็นผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 262 ราย เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกระดับน้ำตาลและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ได้แก่ Dependent t – test, F – test ด้วยเทคนิค One Way ANOVA และ F – test ด้วยเทคนิค One Way MANOVA</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนการดำเนินงาน เดือนพฤศจิกายน 2566 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังการดำเนินงาน เดือนสิงหาคม 2567 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2567) ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน (พฤศจิกายน 2566) และเมื่อขยายผลในอีก 9 ตำบลพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนการดำเนินงาน เดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังการดำเนินงาน เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมสุขภาพและระดับ HbA1C ของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2568) ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน (พฤศจิกายน 2567) และการเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ หลังการดำเนินงาน (เดือนสิงหาคม 2568) โดยรวมและรายด้าน ระหว่างพื้นที่ พบว่า ไม่มีความแตกต่าง</p> อรรคเดช อัครเศรษฐัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1289 1303 ผลของการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงต่อความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก ของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297309 <p> การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (one-group pretest-posttest design) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงต่อความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา จำนวน 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง 2 สถานการณ์ ได้แก่ ภาวะตกเลือดหลังคลอด และภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษรุนแรง และ 2) แบบวัดความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกที่ประยุกต์จาก Lasater Clinical Judgment Rubric (LCJR) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (CVI = 0.86) และความเที่ยง (Reliability = .74) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกโดยรวมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.673, p &lt; .001) โดยคะแนนมัธยฐานเพิ่มขึ้นจาก 14.50 เป็น 16.00 เมื่อพิจารณารายสถานการณ์พบว่าคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในสถานการณ์ภาวะตกเลือดหลังคลอด (p &lt; .001) และภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษรุนแรง (p &lt; .001) นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ตามขั้นตอนการตัดสินใจทางคลินิก พบว่าคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขั้นการประเมิน (Noticing) (p = .021) ขั้นการแปลผล (Interpreting) (p = .001) และขั้นการปฏิบัติ (Responding) (p &lt; .001)</p> อาภาภรณ์ หาญณรงค์ ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา ชุติวรรณ ปุรินทราภิบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1304 1312 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297311 <p> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research ) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย หรือผู้ดูแลเด็กปฐมวัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ Paired sample t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การศึกษาบริบทของพื้นที่ ขั้นที่ 2 การดำเนินงาน ขั้นที่ 3 นำแผนไปสู่การปฏิบัติ ขั้นที่ 4 กำกับติดตาม ประเมินผล และขั้นที่ 5 ถอดบทเรียน วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงาน สรุปได้เป็น“ MUK–MUM Model” (โมเดลการดำเนินงานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย จังหวัดมุกดาหาร) ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการอยู่ในเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้นในทุกด้าน และจำนวนเด็กที่มีภาวะสงสัยล่าช้าลดลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา เด็กปกติ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 89.47 และด้านการเคลื่อนไหว ร้อยละ 79.16</p> กิตติศักดิ์ ประคองสิน อรทัย ทองขัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1313 1323 การพัฒนาโปรแกรม G-RDU เพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับร้านค้าชำในจังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297585 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ระบบในการเฝ้าระวังยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านค้าชำ 2) พัฒนาโปรแกรม G-RDU เพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในร้านค้าชำ และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของโปรแกรมในพื้นที่นำร่อง ดำเนินการระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ถึง 25 ธันวาคม 2567 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้านค้าชำ 100 ร้าน ใน 5 อำเภอนำร่อง จังหวัดร้อยเอ็ด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมมีปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การขาดฐานข้อมูลกลาง การใช้กระดาษที่มีค่าใช้จ่ายสูง การประมวลผลซ้ำซ้อน และการขาดการสื่อสารระหว่างระดับ โปรแกรม G-RDU ที่พัฒนาขึ้น (URL: https://www.grdu.fda.moph.go.th) ประกอบด้วยฟังก์ชันหลัก 6 ด้าน ผลการประเมินคุณภาพต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญมีคะแนนเฉลี่ย 4.32 ± 0.41 (ระดับมากที่สุด) และจากบุคลากร 3.92 ± 0.95 (ระดับมาก) การนำไปใช้สามารถประเมินร้านค้าชำครบทั้ง 100 ร้าน (ร้อยละ 100) จำแนกเป็นร้านชำสีเขียวร้อยละ 55 สีแดงร้อยละ 28 สีเหลืองร้อยละ 17 และผ่านเกณฑ์ G-RDU และ G-SHP ในสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 34 ความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการเฉลี่ย 85.8 จาก 115 คะแนน (ร้อยละ 74.6) ระดับมาก ความพึงพอใจของผู้ใช้งานเฉลี่ย 4.56 ± 0.32 โดยร้อยละ 89.60 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> มานิตย์ ทวีหันต์ พัฐเดช มกรารัตต์ พิทยาภรณ์ ซิมเมอร์มันน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1324 1336 การพัฒนาศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคและแจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297586 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การดำเนินงาน 2) พัฒนาแนวทางการดำเนินงาน และ 3) ศึกษาผลลัพธ์การพัฒนาศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคและแจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับชุมชน จังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินการตามวงจร PAOR ของ Kemmis and McTaggart 3 ระยะ ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ถึง 25 ธันวาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรสาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 20 คน และเครือข่ายศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคและแจ้งเตือนภัยฯ ระดับชุมชน 30 แห่ง สมาชิก 550 คน ใน 5 อำเภอ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการประชุม แบบสำรวจร้านค้าชำ แบบสำรวจการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในครัวเรือน แบบประเมินความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในผู้สูงอายุ แบบทดสอบความรู้ และแบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์/ข้อร้องเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) สถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test และ McNemar's test) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก 2) การตรวจสอบและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชน 3) การจัดการปัญหาผ่านเครื่องมือดิจิทัล 4) การเผยแพร่องค์ความรู้ และ 5) การรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และข้อร้องเรียน หลังพัฒนา สมาชิกที่ผ่านการอบรมเพิ่มจาก 189 เป็น 550 คน (p&lt;0.001) คะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มจาก 18.51 เป็น 24.72 คะแนน (p&lt;0.001) ครัวเรือนที่ได้รับการสำรวจเพิ่มจาก 432 เป็น 5,464 ครัวเรือน เกิดระบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์/ข้อร้องเรียน 82 เรื่อง จัดการปัญหาในชุมชนได้ 43 เรื่อง และคะแนนความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในผู้สูงอายุอยู่ในระดับเพียงพอ (73.75 คะแนนเต็ม 100)</p> มานิตย์ ทวีหันต์ พัฐเดช มกรารัตต์ พิทยาภรณ์ ซิมเมอร์มันน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1337 1348 การพัฒนารูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้าย แบบประคับประคองที่บ้าน จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297312 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการเกี่ยวกับรูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่บ้าน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุฯ และ 3) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุที่ฯ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุฯ จำนวน 218 คน และญาติผู้สูงอายุฯ จำนวน 218 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่บ้านของทีมสุขภาพและผู้ดูแล 3) แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่บ้านของทีมสุขภาพ ผู้ดูแล และญาติ และการ วิเคราะห์ข้อมูล โดย Content Analysis ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนและหลังโดยการใช้สถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังการพัฒนา (1) มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่บ้านของทีมสุขภาพ และผู้ดูแลสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2) มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในรูปแบบบริการในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะสุดท้ายแบบประคับประคองที่บ้านของทีมสุขภาพ ผู้ดูแลและญาติสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ประดับดาว ไพศาลสิงห์ พิศิษฐ์ เสรีธรรมะพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-07-01 2026-07-01 11 2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนสืบทอดตำแหน่งของผู้บริหารทางการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297313 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และปัจจัยสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อการวางแผนสืบทอดตำแหน่งของผู้บริหารทางการพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7 ประชากร คือ ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับสูงและระดับต้น ในโรงพยาบาลชุมชนระดับ F2 จำนวน 36 แห่ง จำนวน 245 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบนวมข้อมูล คือแบบสอบถามการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่ง การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การวางแผนสืบทอดตำแหน่งของผู้บริหารทางการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 0.74) 2) ปัจจัยสนับสนุนการเข้าสู่ตำแหน่งทั้ง 9 ด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.51 - 0.88) และ 3) ปัจจัยที่ร่วมกันพยากรณ์การวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 5 ตัวแปร เรียงตามขนาดอิทธิพล ได้แก่ ความมุ่งมั่นและความอดทนของผู้เกี่ยวข้อง (β = 0.409) การจัดสรรงบประมาณล่วงหน้า (β = 0.265) ความเชื่อมโยงกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร (β = 0.152) ความโปร่งใสและความยุติธรรมของกระบวนการ (β = 0.146) และการสื่อสารและประกาศนโยบายโดยผู้บริหารระดับสูง (β = 0.107) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการวางแผนสืบทอดตำแหน่งได้ร้อยละ 85.30 (R² = 0.853) ผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาระบบการวางแผนสืบทอดตำแหน่งของผู้บริหารทางการพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> รัชฎา ไสวารี จิตภินันท์ ศรีจักรโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1361 1369 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่นกับสมรรถนะทางวิชาชีพ และความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไป (M1) เขตสุขภาพที่ 8 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297333 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่นกับสมรรถนะทางวิชาชีพและความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป (M1) เขตสุขภาพที่ 8 กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพ 215 คน จากโรงพยาบาลวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย การจัดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่น สมรรถนะทางวิชาชีพ และความพึงพอใจในงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (S-CVI = 0.99) และมีค่าความเที่ยง Cronbach's alpha coefficient เท่ากับ 0.955, 0.973 และ 0.962 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพรับรู้การจัดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่นโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.89, S.D. = 0.45) สมรรถนะทางวิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.39, S.D. = 0.47) และความพึงพอใจในงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.73, S.D. = 0.59) การจัดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่นมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับสมรรถนะทางวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .558, p &lt; .01) และกับความพึงพอใจในงาน (r = .665, p &lt; .01)</p> นิตยา บุตรประเสริฐ วรรณชนก จันทชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1370 1380 ผลลัพธ์การติดตามเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดเกินเกณฑ์ร่วมกับภาวะไตวายเรื้อรังระยะ 3 พื้นที่ตำบลกุดน้ำใส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297335 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท พัฒนารูปแบบการติดตามเยี่ยมบ้าน และประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบ ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 รวมระยะเวลา 5 เดือน จำนวน 2 วงรอบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรทีมสหวิชาชีพและอาสาสมัครสาธารณสุข จำนวน 12 คน และผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบเก็บข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินความเหมาะสม แบบประเมินความพึงพอใจ และรูปแบบการติดตามเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก คือ คู่มือแนวทางการปฏิบัติ 10 ขั้นตอน การกำหนดบทบาททีมสหวิชาชีพ 7 วิชาชีพ แบบฟอร์มบันทึกข้อมูล 4 แบบ สื่อและเอกสาร 8 ชิ้น แนวทางการให้ความรู้และส่งเสริมการดูแลตนเอง 6 ด้าน แผนพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4 หลักสูตร และระบบติดตามประเมินผล 6 ตัวชี้วัด ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ย 4.73) ผลการใช้รูปแบบพบว่า ความรู้ของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 14.86 เป็น 22.31 คะแนน (p&lt;.001) พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 78.29 เป็น 109.43 คะแนน (p&lt;.001) ค่า HbA1c ลดลงจาก 8.45 เป็น 7.24 ร้อยละ (p&lt;.001) ค่า eGFR เพิ่มขึ้นจาก 46.71 เป็น 48.26 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.73 ตารางเมตร (p=.039) การมาตรวจตามนัดครบทุกครั้งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 68.57 เป็นร้อยละ 94.29 อุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนลดลงจาก 7 ครั้งเป็น 1 ครั้ง และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ย 4.58)</p> มาลินี ชาบำเหน็จ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1381 1394 การมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296652 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมจัดการความเสี่ยงสุขภาพแบบองค์รวม (NAKHONSI Model) สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(Participatory Action Research: PAR) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะใน 4 อำเภอ 4 โซน กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 126 คน เครื่องมือได้แก่ โปรแกรมจัดการความเสี่ยงสุขภาพแบบองค์รวม (NAKHONSI Model) แบบประเมินความเสี่ยง 9 ด้าน และแบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา McNemar Test และ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย: พบปัญหาอุปสรรค 5 ด้าน นำสู่การพัฒนาโปรแกรมโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ประสิทธิผลพบว่าลดความเสี่ยงด้านความคิดความจำ โภชนาการ การมองเห็น และภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญที่ p &lt; .05 และส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญที่ p &lt; .01</p> วจินี จงจิตร สุภาวรรณ แพรกทอง นพมาศ โกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1395 1402 ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับ การทำแผลแบบสมัยใหม่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297339 <p> การศึกษานี้มีเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการจัดการตนเอง และอิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแผลด้วยวัสดุปิดแผลสมัยใหม่ ศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 92 ราย ที่ได้รับการดูแลแผลด้วยวัสดุปิดแผลสมัยใหม่ ณ โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามโครงสร้าง ประกอบด้วยแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเอง แม้ว่าข้อมูลจะไม่เป็นการแจกแจงปกติ แต่ได้ใช้สถิติพาราเมตริกเนื่องจากขนาดกลุ่มตัวอย่างเพียงพอ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย</p> <p> ผลการศึกษา: ค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเท่ากับ 43.20 (SD = 8.13) และค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองเท่ากับ 51.49 (SD = 8.69) พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการจัดการตนเอง (r = .720, p &lt; .001) และสามารถทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญ (β = .720, p &lt; .001) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 51.8 (R² = .518)</p> วรณัน ธีร์สุดาพรรณ วิภาดา ศรีมันทยามาศ วรวรรณ สุภาตา วันเพ็ญ บุญประเสริฐ ชลดา ดารายน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1403 1411 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้คลอดแบบองค์รวม เพื่อป้องกันและลดภาวะตกเลือดในระยะแรกหลังคลอด ในบริบทโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297342 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการพยาบาลผู้คลอดเพื่อป้องกันและลดภาวะตกเลือดในระยะแรกหลังคลอด 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้คลอดแบบองค์รวม และ 3) ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในบริบทโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้คลอดจำนวน 35 ราย และบุคลากรทางการพยาบาลและทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้คลอด จำนวน 19 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการพยาบาลผู้คลอดแบบองค์รวม แนวปฏิบัติทางการพยาบาล โปรแกรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร แบบบันทึกข้อมูล แบบประเมินสมรรถนะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สถานการณ์เดิมมีปัญหาด้านการประเมินความเสี่ยงที่ยังไม่เป็นระบบ การเฝ้าระวังอาการผิดปกติไม่ต่อเนื่อง การสื่อสารในทีมไม่เป็นมาตรฐาน และบุคลากรบางส่วนขาดความมั่นใจในการจัดการภาวะตกเลือดหลังคลอด 2) ได้พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้คลอดแบบองค์รวม ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การเฝ้าระวังและติดตามอาการผิดปกติ การเตรียมความพร้อมด้านยาและอุปกรณ์ฉุกเฉิน การสื่อสารและประสานงานในทีมสหวิชาชีพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการมีส่วนร่วมของญาติและครอบครัว และ 3) ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ อัตราการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดลดลง จากร้อยละ 5.71 ในปีงบประมาณ 2566 เหลือร้อยละ 2.86 ในปีงบประมาณ 2568 ความครบถ้วนของการประเมินความเสี่ยงเพิ่มจากร้อยละ 65.00 เป็น 97.00 การเฝ้าระวังอาการหลังคลอดครบตามแนวทางเพิ่มจากร้อยละ 68.00 เป็น 100.00 ความพร้อมของยาและอุปกรณ์ฉุกเฉินเพิ่มจากร้อยละ 80.00 เป็น 100.00 และความพึงพอใจของ ผู้คลอดเพิ่มจากร้อยละ 82.00 เป็น 97.00 ขณะที่สมรรถนะพยาบาลเวรอุบัติเหตุและฉุกเฉินที่หมุนเวียนปฏิบัติงานในห้องคลอดอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.43, S.D. = 0.51) และความพึงพอใจของทีมพยาบาลและทีมสหวิชาชีพต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.74, S.D. = 0.45)</p> วรางคณา หงษ์สีทอง กาญจนา จันทะนุย เยาวพัชร รัฐหนองขี สุทธินนท์ เสนารินทร์ อุบล เชื้อนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1412 1426 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297436 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง 30 ราย อายุ ≥40 ปี ที่โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินการระหว่าง ม.ค.-ก.ย. 2568 รูปแบบการดูแลประกอบด้วย 1) การนวดราชสำนัก 60 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง 2) การประคบสมุนไพร 30 นาที 3) การใช้สมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 4) การสอนญาติ (70 ชั่วโมง) และ 5) การติดตามเยี่ยมบ้าน ประเมินผลที่ 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ด้วย Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษา : คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Barthel index) เพิ่มขึ้นจาก 6.53±4.70 เป็น 10.33±5.60 อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) ระดับความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงในร้อยละ 75 ของผู้ป่วย ญาติมีความรู้อยู่ในระดับ “เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้” (Mean=3.00) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (Mean 3.00-3.26)</p> นาตยา ศรีสง่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1427 1436 ช่องว่างของข้อมูลข่าวสารระหว่างทันตแพทย์ กับผู้มารับบริการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297456 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างของข้อมูลข่าวสารระหว่างทันตแพทย์และผู้รับบริการจัดฟันในบริบทของบริการสุขภาพชุมชน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้รับบริการจัดฟันจำนวน 40 คน และทันตแพทย์จัดฟันจำนวน 5 คน ในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้รับบริการจัดฟันให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการรักษา และผลลัพธ์ด้านความสวยงาม ขณะที่ทันตแพทย์ให้ความสำคัญกับข้อบ่งชี้ทางคลินิก แผนการรักษา ผลกระทบระยะยาว และความเสี่ยงของการรักษา แหล่งข้อมูลหลักของผู้รับบริการคืออินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในบางประเด็น</p> เยาวลักษณ์ สุขทวี สุทธิ มาลัยวิจิตรนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1437 1445 การพัฒนาแนวทางการให้บริการรังสีการแพทย์ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297459 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเปรียบเทียบก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา พัฒนา และประเมินผลแนวทางการให้บริการรังสีการแพทย์ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โรงพยาบาลอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างด้านผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยที่ได้รับบริการถ่ายภาพรังสีทรวงอก จำนวน 1,182 ราย แบ่งเป็นก่อนพัฒนา 570 ราย และหลังพัฒนา 612 ราย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องตอบแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 44 คน แนวทางบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย Patient Identification, Remote Chest Stand of Amnatcharoen, Mobile X-ray Service, X-Ray Drive Thru for CI &amp; HI Amnatcharoen Model, PACS/Teleradiology และ Alert System เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินการถ่ายภาพซ้ำ แบบวิเคราะห์กระบวนการและระยะเวลา แบบบันทึกทรัพยากร และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test และ independent samples t-test with Welch correction</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อัตราการถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำลดลงจากร้อยละ 3.46 เป็นร้อยละ 1.45 ลดลงร้อยละ 58.09 และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.037) ระยะเวลาการให้บริการเฉลี่ยลดลงจาก 46.0±8.6 นาที เป็น 13.0±4.1 นาที ลดลงร้อยละ 71.74 (p&lt;0.001) การใช้ชุด Full-PPE ลดลง 30 ชุดต่อเดือน คิดเป็นค่าใช้จ่ายลดลง 4,500 บาทต่อเดือน และบุคลากรมีความพึงพอใจโดยรวมระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.31±0.45 ผลการศึกษาสะท้อนว่าแนวทางบริการที่บูรณาการนวัตกรรมทางรังสีการแพทย์กับระบบดิจิทัลช่วยลดคอขวดของระบบบริการ ลดการถ่ายภาพซ้ำ ลดระยะเวลาบริการ ลดการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนความปลอดภัยเชิงกระบวนการของบุคลากรได้อย่างเหมาะสม</p> กฤษณะ ชาตาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1446 1454 การพัฒนาประสิทธิภาพระบบส่งต่อภาพถ่ายทางรังสีทางการแพทย์ระหว่างโรงพยาบาล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297461 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบส่งต่อภาพถ่ายทางรังสีทางการแพทย์ระหว่างโรงพยาบาล ศึกษาประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ ดำเนินการในโรงพยาบาลเครือข่าย 73 แห่ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากร จากโรงพยาบาลเครือข่าย จำนวน 220 คน สำหรับผลลัพธ์เชิงกระบวนการใช้ข้อมูลรายการส่งต่อภาพก่อนพัฒนา 220 รายการ และหลังพัฒนา 220 รายการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแนวคำถามสนทนากลุ่ม แบบประเมินประสิทธิภาพระบบ 18 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ 14 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาระบบ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้น คือ X-ray Link of Amnatcharoen เป็น Web Application ที่พัฒนาด้วย PHP และ MySQL รองรับไฟล์ DICOM การดึงข้อมูลจาก DICOM Header ผ่าน API การแจ้งเตือนผ่าน LINE Application Dashboard การติดตามสถานะ Server การกำหนดสิทธิ์ตามบทบาท HTTPS Session Timeout และการสำรองข้อมูล ผลประเมินประสิทธิภาพระบบโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄ = 4.27, S.D. = 0.66) โดยด้านหน้าที่การทำงานของระบบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.36, S.D. = 0.63) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.21, S.D. = 0.59) หลังพัฒนาระบบพบว่าระยะเวลาส่งต่อภาพเฉลี่ยลดลงจาก 46.32 นาที เป็น 12.58 นาที อัตราความผิดพลาด การส่งซ้ำ การประสานงานซ้ำ และต้นทุนต่อรายการลดลง ส่วนความครบถ้วนของข้อมูลและอัตราการส่งภาพสำเร็จเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> กฤษณะ ชาตาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1455 1464 การพัฒนาระบบบริการพยาบาลศูนย์ดูแลต่อเนื่อง (COC) โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297463 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ระบบบริการพยาบาลศูนย์ดูแลต่อเนื่อง (Continuing Care Center: COC) โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน 2) พัฒนารูปแบบการให้บริการพยาบาล COC และ 3) ประเมินผลลัพธ์ โดยใช้กรอบแนวคิดของ Kemmis &amp; McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ รพ.สต. ทีมสหวิชาชีพ และคณะกรรมการ PCT รวมทั้งสิ้น 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกข้อมูลในระบบ Nemo Care และแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-กันยายน 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าการพัฒนาระบบบริการพยาบาลศูนย์ดูแลต่อเนื่องโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ ส่งผลให้เกิดรูปแบบการดูแลต่อเนื่องเชิงบูรณาการ "CTRPM Smart Continuity Care Model" ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (1) Collaborative Care Network การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพ (2) Technology-Enhanced Care การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดูแลต่อเนื่อง (3) Referral and Care Transition การส่งต่อและดูแลในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ (4) Professional Nursing Competency การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการพยาบาล และ (5) Monitoring and Quality Management การกำกับติดตามและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การดูแลต่อเนื่องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยได้รับการเยี่ยมบ้านภายใน 2 สัปดาห์หลังจำหน่ายร้อยละ 100 การตอบกลับข้อมูลการเยี่ยมบ้านอยู่ที่ร้อยละ 87.7 ภาวะแทรกซ้อนพบเพียงร้อยละ 0.48 และความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการอยู่ในระดับสูง</p> อักษรภัค บัวศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1465 1477 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ที่มารับบริการที่งานทันตกรรม โรงพยาบาลโพนสวรรค์ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297464 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสภาวะทันตสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสภาวะทันตสุขภาพ ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก และปัจจัยด้านแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มารับบริการทันตกรรมในโรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ที่มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้และยินดีเข้าร่วมการศึกษา จำนวน 303 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป สภาวะทันตสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพช่องปาก และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ดำเนินการศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 </p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></strong>= 16.28, S.D. = 2.76) 2) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></strong>= 85.92, S.D. = 7.82) 3) กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<strong> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></strong>= 45.74, S.D. = 4.43) 4) ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) 5) ค่า DMFT ดัชนี CPI ดัชนี OHI-S และจำนวนคู่สบฟันด้านหลัง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) 6) ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.341, p &lt; .001) 7) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.447, p &lt; .001) และ 8) ตัวแปร 8 ตัวที่สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากได้ร้อยละ 33.0 (Adjusted R² = 0.312)</p> ยุทธพงษ์ ธนากรจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1478 1487 การพยาบาลผู้ป่วยโรคแผลกระเพาะอาหารทะลุร่วมกับภาวะช็อกด้วยการผ่าตัดช่องท้อง : กรณีศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297465 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผู้ป่วยกะเพาะทะลุด้วยการผ่าตัดช่องท้องร่วมกับภาวะช็อก วิธีการศึกษาครั้งนี้เป็น ผู้ป่วยชายพม่า เข้ารับการรักษาห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลบางสะพาน จำนวน &nbsp;&nbsp;&nbsp;1 ราย ด้วยโรคกระเพาะอาหารทะลุร่วมกับภาวะช็อก ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดช่องท้อง Explore laparotomy ด้วยวิธี Simple suture with omental graft ในช่วง 6 มกราคม 2568 – 12 มกราคม 2568 รวมระยะเวลา 6 วัน จากแบบ บันทึกข้อมูล เวชระเบียนผู้ป่วยใน การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ และการเยี่ยมติดตามอาการหลังจำหน่ายกลับบ้าน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบผู้ป่วยชายพม่า อายุ 32 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการ ปวดทั่วท้อง 2 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ปวดเมื่อยตัว ซื้อยาแก้ปวด ยาชุดรับประทานเองเป็นประจำ และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย แรกรับตรวจร่างกายพบ Tenderness guarding ผล CT Whole Abdomen พบ Free air and fluid located anterior abdomen ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดช่องท้อง การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับให้ยาปฏิชีวนะ หลังจากนั้น ผู้ป่วยอาการดีขึ้นตามลำดับ จำหน่ายกลับบ้านได้หลังนอนโรงพยาบาล 6 วัน</p> ภคมน เพชรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1488 1498 ประสิทธิผลโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อเข้าสู่โรคระยะสงบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297466 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ความสามารถในการควบคุมน้ำตาลในเลือด การลดยา การหยุดยารักษาโรคเบาหวาน และความพึงพอใจต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารักษาที่โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้คือ โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อเข้าสู่โรคระยะสงบ และการดูแลรักษาแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ แบบบันทึกภาวะสุขภาพ แบบสอบถาม และเครื่องมือตรวจวัด/ประเมินภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Independent t-test และ Paired samples t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 3 เดือน และ 6 เดือน ผู้ป่วยเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลในเลือดสะสมลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลในเลือดสะสมลดลงมากกว่าการดูแลรักษาแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ หลังการศึกษา 3 เดือน และ 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ทั้งนี้ หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 3 เดือน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร้อยละ 42.5 ลดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 42.5 และหยุดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 25.0 หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 6 เดือน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร้อยละ 75.0 ลดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 75.0 และหยุดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 62.5 ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก ร้อยละ 100.0</p> ปิยะทิพย์ สุทธิศรีศิลป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1499 1510 ผลของโปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเด็ก อายุแรกเกิด - 5 ปีที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297467 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด–5 ปีที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอายุแรกเกิด–5 ปี และผู้ปกครอง/ผู้เลี้ยงดูเด็กที่มารับบริการ ณ คลินิกเด็กสุขภาพดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเลาเต่า ตำบลห้วยพระ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอดอนตูม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จำนวน 90 คน และมีกลุ่มตัวอย่างที่มีข้อมูลสมบูรณ์สำหรับการวิเคราะห์จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของเด็ก แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครอง/ผู้เลี้ยงดูเด็ก แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และแบบประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการซึ่งประเมินพัฒนาการเด็ก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเคลื่อนไหว ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า เด็กส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.25 อายุ 1–2 ปีมากที่สุด ร้อยละ 37.50 ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.50 หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ปกครองมีระดับความรู้ดีมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.50 เป็นร้อยละ 55.00 และคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 3.09 ± 0.60 เป็น 4.21 ± 0.47 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.001) ด้านพัฒนาการเด็ก พบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมเด็กทั้งหมดมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 100 หลังได้รับโปรแกรม 30 วัน เด็กมีพัฒนาการกลับมาสมวัยร้อยละ 47.50</p> อุไรวรรณ สามพันพ่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1511 1519 ผลของโปรแกรมโภชนาการต่อความรู้และพฤติกรรมในผู้ป่วยที่ได้รับการขยายหลอดเลือด โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297468 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมโภชนาการต่อความรู้และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังได้รับการขยายหลอดเลือด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ จำนวน 35 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t - test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น โดยก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้ระดับมาก ร้อยละ 68.57 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 97.14 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 18.43 ± 2.51 คะแนน เป็น 23.66 ± 1.08 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.001) สำหรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 77.14 และภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82.86 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นจาก 26.17 ± 2.64 คะแนน เป็น 31.83 ± 2.41 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.001)</p> วัชราพร ธีระธรรมประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1520 1529 การพัฒนารูปแบบการดูแลและป้องกันการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297469 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลและป้องกันการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง พื้นที่ตำบลหนองแปน อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ดำเนินการเดือนตุลาคม 2568 ถึง มีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างคือ ภาคีเครือข่ายงานจิตเวชและยาเสพติด 53 คน ผู้ดูแล 10 คน และผู้ป่วย SMI-V 10 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง แบบบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรง แบบวัดความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบปัญหา ผู้ป่วยขาดยาและกลับไปใช้สารเสพติด ครอบครัวขาดความรู้และทักษะการเฝ้าระวัง การดูแลในชุมชนขาดความต่อเนื่อง การติดตามหลังจำหน่ายไม่ครอบคลุม และสภาพแวดล้อมในชุมชนเป็นปัจจัยกระตุ้นความรุนแรง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ “รูปแบบ 3 ประสานเพื่อชุมชนปลอดภัย” ประกอบด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์ เครือข่ายชุมชน และทีมเผชิญเหตุวิกฤติ ผ่าน 4 ขั้นตอน คือ การจัดทำฐานข้อมูล, การเฝ้าระวังเชิงรุก การจัดการในระบบบริการ และการติดตามต่อเนื่อง ผลการศึกษาพบว่าภาคีเครือข่ายมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (t=-10.206, p&lt;0.001) ความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (t=8.430, p&lt;0.001) ไม่พบเหตุการณ์ความรุนแรงและอัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ โดยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (=4.46, S.D.=0.56)</p> เกียรติพงษ์ อุ่นแก้ว แพรวพรรณ สีสมพาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1530 1541 ผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะอ้วนลงพุง ของผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297471 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะอ้วนลงพุงของผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะอ้วนลงพุง 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ 3) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถตนเองด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยสถิติ One-way Repeated Measures ANOVA และ Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมการรับรู้ความสามารถตนเอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะอ้วนลงพุงด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) นอกจากนี้ ภายในกลุ่มทดลองพบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทั้ง 3 ด้าน ระหว่างก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ค่าเฉลี่ยเส้นรอบเอวหลังการทดลองและระยะติดตามผลลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านการรับประทานอาหาร&nbsp; การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> รุ่งนภา สิทธิพล ประภาสิริ หอนตะคุ รัตนชัย เพ็ชรสมบัติ สมพงษ์ บุญณะอินทร์ อดิเรก ขุนสนิท พนิดา ยอดผล กรรณิการ์ เพ็ชรรัตน์ อรวรรณ ตาพยุง จำเนียร สุวรรณชาติ วรากร เกรียงไกรศักดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1542 1553 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 1-3 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297472 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การออกกำลังกาย โภชนาการ การพัฒนาจิตวิญญาณ การจัดการกับความเครียด และพฤติกรรมการจัดการตนเอง และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 1-3 จำนวน 225 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามปัจจัยการส่งเสริมสุขภาพมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การออกกำลังกาย โภชนาการ การพัฒนาจิตวิญญาณ และการจัดการกับความเครียดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 ของอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยรวมมีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติบางครั้ง (1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ( = 3.54) 2) พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยรวมมีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติบางครั้ง (มีการปฏิบัติปานกลาง หรือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ( = 3.24) 3) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านการออกกำลังกาย ด้านโภชนาการ ด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ และด้านการจัดการกับความเครียด กับพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง (r = .64) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ประภาสิริ หอนตะคุ รุ่งนภา สิทธิพล รัตนชัย เพ็ชรสมบัติ สมพงษ์ บุญณะอินทร์ อดิเรก ขุนสนิท พนิดา ยอดผล กรรณิการ์ เพ็ชรรัตน์ อรวรรณ ตาพยุง จำเนียร สุวรรณชาติ วรากร เกรียงไกรศักดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1554 1565 การพัฒนารูปแบบการการเพิ่มความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหารโดยชุมชนมีส่วนร่วมสำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297473 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการการเพิ่มความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหารโดยชุมชนมีส่วนร่วมและศึกษาผลของการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นตามในการเพิ่มความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหาร สำหรับผู้เป็นาเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย 5 ขั้นตอนได้แก่ 1) การค้นหาสภาพปัญหา 2) การพัฒนารูปแบบ 3) การดำเนินงานตามรูปแบบ 4) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และ 5) การประเมินผลและสังเคราะห์องค์ความรู้ อาสาสมัครที่ใช้ในวิจัยได้แก่ คณะกรรมการควบคุมโรคไม่ติดต่อระดับอำเภอ/ตำบล จำนวน 52 คน และผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้จำนวน 81 คน โดยมีเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ การสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ ใช้ระยะเวลาการดำเนินงาน 10 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติวิเคราะห์ คือสถิติ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการการเพิ่มความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหารโดยชุมชนมีส่วนร่วม สำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอโคกสูงจังหวัดสระแก้ว ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสนับสนุนการดูแลตนเอง โดยพัฒนาศักยภาพของชุมชนและครอบครัวในการดูแลตนเองเน้นการดูแลอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม 2) มีการออกแบบระบบบริการในทุกระดับของสถานบริการอย่างมีประสิทธิภาพ 3) ระบบสนับสนุนการรักษาในกลุ่มที่มีอาการแทรกซ้อนมีคุณภาพ 4) มีระบบฐานข้อมูลที่สำคัญที่สหวิชาชีพสามารถใช้ร่วมกันในการดูแลเป้าหมายอย่างเพียงพอ 5) มีกลไก กระบวนงาน และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงและ&nbsp; 6) การร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยบริการสุขภาพและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผลการประเมินพบว่า ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยรวมความรอบรู้ด้านการบริโภคอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มากกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีระดับน้ำตาล HbA1c ลดลงมากกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้ในพื้นอื่นๆ หรือในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ได้</p> รัตนชัย เพ็ชรสมบัติ รุ่งนภา สิทธิพล ประภาสิริ หอนตะคุ สมพงษ์ บุญณะอินทร์ อดิเรก ขุนสนิท พนิดา ยอดผล กรรณิการ์ เพ็ชรรัตน์ อรวรรณ ตาพยุง จำเนียร สุวรรณชาติ ธงชัย ทองบู่ วรากร เกรียงไกรศักดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1566 1578 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297483 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ประชากรคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเขตตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จำนวน 399 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการใช้ยา การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง (67.59%) (=3.83, S.D.=0.35) แรงสนับสนุนทางสังคมมีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง (95.83%) (=4.23, S.D.=0.69) พฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีคะแนนเฉลี่ยนอยู่ในระดับสูง (=4.35, S.D.= 0.415) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย การรับรู้ด้านสุขภาพ (r=0.260, P-value&lt;0.001) แรงสนับสนุนทางสังคม (r=0.249, P-value&lt;0.001) ตามลำดับ</p> พุฒิพงศ์ มากมาย ศโลชา เชื้อดี คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ สมพงค์ คำสาร วลัยลักษณ์ วิทย์กิตติลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1579 1585 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297484 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีกับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ประชากรคือ ผู้สูงอายุเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จำนวน 1,651 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพร การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค 0.815 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ความรู้มีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง (84.32%) ทัศนคติมีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง (90.68%) และการรับรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยในระดับสูง (88.98%) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ความรู้ (r=0.158, P-value=0.015) ทัศนคติ (r=0.334, P-value&lt;0.001) และการรับรู้ด้านสุขภาพ (r=0.125, P-value=0.034) ตามลำดับ</p> สมพงค์ คำสาร ศโลชา เชื้อดี คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ พุฒิพงศ์ มากมาย วลัยลักษณ์ วิทย์กิตติลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1586 1592 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตสุขภาพที่ 9 ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297486 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตสุขภาพที่ 9 ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 92 คน เครื่องมือใช้แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาพรวม เท่ากับ 0.98 เก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน Google Forms ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 22 พฤษภาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.31, S.D. = 0.52) แรงจูงใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.16, S.D. = 0.51) การฝึกอบรมเฉพาะทางเกี่ยวกับยาเคมีบำบัดหรือหลักสูตรเฉพาะทางด้านมะเร็งมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.417, p-value &lt; 0.001) และแรงจูงใจโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับสมรรถนะ&nbsp;&nbsp; (r = 0.687, p-value &lt; 0.001) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะได้ ได้แก่ ปัจจัยค้ำจุนด้านการปกครองบังคับบัญชา ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด การฝึกอบรมเฉพาะทาง และปัจจัยจูงใจด้านความรับผิดชอบ โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 65.9 (R² = 0.659, p-value &lt; 0.001)</p> รสสุคนธ์ นามวัฒน์ จิตภินันท์ ศรีจักรโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1593 1601 การพัฒนาโปรแกรมเพิ่มสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297491 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพิ่มสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence: SMI-V) และเปรียบเทียบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย SMI-V ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 12 คน ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ใช้กรอบแนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis &amp; McTaggart (1990) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย SMI-V 7 ด้าน 40 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's alpha เท่ากับ 0.958 ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 และแบบสังเกตทักษะการปฏิบัติ 7 ด้าน 34 ข้อ ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติ Wilcoxon matched pairs signed rank test และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมเพิ่มสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย SMI-V โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ประกอบด้วยกระบวนการพัฒนา 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตอนการวางแผน (Planning) วิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัจจุบันโดยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึกและทบทวนอุบัติการณ์ความเสี่ยงโดยวิธี Root Cause Analysis พบว่าพยาบาลวิชาชีพยังขาดความรู้และทักษะในการประเมินความเสี่ยงต่อความรุนแรง การใช้เทคนิค De-escalation และการจัดการผู้ป่วย SMI-V อย่างเป็นระบบ จึงร่วมกันออกแบบโปรแกรมเพิ่มสมรรถนะ ประกอบด้วยการอบรมภาคทฤษฎี 2 วัน และการฝึกภาคปฏิบัติแบบนิเทศรายบุคคล 5 วัน 2) ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน (Action) นำโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นไปปฏิบัติในรูปแบบผสมระหว่างออนไลน์และออนไซต์ โดยพยาบาลผู้พัฒนาสมรรถนะทำหน้าที่สาธิต กำกับติดตาม และให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีในหน้างานจริง 3) ขั้นตอนการสังเกตและประเมินผล (Observation and Evaluation) พบว่าพยาบาลวิชาชีพมีสมรรถนะโดยรวมภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 (Z = −2.824, p = 0.002) โดยด้านที่มีพัฒนาการสูงสุด คือ ด้านความรู้ (Z = −2.934, p = 0.001) รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช (Z = −2.845, p = 0.002) ด้านบุคลิกภาพ (Z = −2.223, p = 0.024) และด้านทักษะทางปัญญา (Z = −2.312, p = 0.018) และภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลมีทักษะการปฏิบัติด้านการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพ อยู่ในระดับสูงมากที่ค่าเฉลี่ย 2.94 และด้านการจัดการสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ป่วย อยู่ในระดับสูงที่ค่าเฉลี่ย 2.71 4) ขั้นตอนการสะท้อนข้อมูล (Reflection) อภิปรายผลลัพธ์และร่วมกันพัฒนาเป็นโปรแกรมเพิ่มสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย SMI-V ที่สามารถนำมาใช้ในบริบทของโรงพยาบาลชุมชนที่ไม่มีหอผู้ป่วยจิตเวชเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิผล</p> อัจฉราวดี บุญทศ จิตภินันท์ ศรีจักรโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1602 1611 ประสบการณ์การรับรู้ ความเข้าใจ และช่องว่างความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้กัญชาของวัยรุ่น ในจังหวัดนครพนม : การวิจัยเชิงคุณภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297031 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ การรับรู้ ความเข้าใจ ช่องว่างความรู้ และกระบวนการเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้กัญชาของวัยรุ่นในจังหวัดนครพนม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายกัญชาของประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ใช้กัญชาโดยตรง จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลจนกระทั่งข้อมูลอิ่มตัว และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาร (Thematic Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบประเด็นหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1) การเข้าถึงแหล่งข้อมูลหลัก สื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลักที่หล่อหลอมทัศนคติเชิงบวกผ่านเนื้อหาเชิงส่งเสริมมากกว่าคำเตือน 2) ความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับกัญชา วัยรุ่นมีความรู้เพียงระดับผิวเผิน แต่ขาดความเข้าใจเชิงลึกด้านกลไกการเสพติดและผลกระทบต่อสมอง 3) การโต้ตอบ การตัดสินใจ และการจัดการสถานการณ์เสี่ยง ขาดทักษะเชิงปฏิบัติในการปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน 4) รูปแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของวัยรุ่น ต้องการเรียนรู้ผ่านสื่อสมัยใหม่ คลิปสั้น หรือการเรียนรู้ผ่านเกม มากกว่าการสั่งสอนแบบทางเดียว และ 5) ความสับสนเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาและช่องทางช่วยเหลือ ไม่มั่นใจในขอบเขตของกฎหมายและวิธีการรายงานผู้กระทำผิด</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า วัยรุ่นมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาเพียงระดับพื้นฐาน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ขาดระดับปฏิสัมพันธ์และระดับวิจารณญาณ การป้องกันที่มีประสิทธิภาพจึงควรบูรณาการการเรียนรู้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงปฏิบัติการ เช่น การจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Learning) เป็นต้น เพื่อยกระดับทักษะ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการจัดการตนเองเมื่อเผชิญสถานการณ์เสี่ยงในชีวิตจริง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> กัญชา, วัยรุ่น, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การวิจัยเชิงคุณภาพ, จังหวัดนครพนม</p> สุพัฒน์ชัย ปราบศัตรู ณัฏยา อ่อนผิว กมลนัทธ์ คล่องดี ณิชาพร ทิพสิงห์ จรินทร โคตรพรม เปรียบแก้ว ฝาระมี พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน กุลธิดา ยะสะกะ นริฏา ฟักแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1612 1622 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองผ่านกลไกสถานีสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297512 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองผ่านกลไกสถานีสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 รวมระยะเวลา 6 เดือน กลุ่มตัวอย่างในระยะพัฒนาโปรแกรม คือ ทีมสหวิชาชีพ จำนวน 10 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 10 คน และกลุ่มตัวอย่างในระยะประเมินผล คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (HbA1c 7-9%) อายุ 35-65 ปี จำนวน 60 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรม แบบบันทึกค่า HbA1c และระดับน้ำตาลในเลือด แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้โปรแกรมฯ ครบ 12 สัปดาห์ คะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมของกลุ่มตัวอย่าง (n=60) อยู่ในระดับดี เฉลี่ย 80.44 ± 15.76 คะแนน โดยด้านการควบคุมอาหารมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 41.25 ± 5.32 คะแนน รองลงมาคือด้านการใช้ยา 34.60 ± 2.10 คะแนน ด้านการติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 31.15 ± 6.45 คะแนน ด้านการออกกำลังกาย 29.80 ± 8.15 คะแนน และด้านการจัดการความเครียด 28.40 ± 5.80 คะแนน ตามลำดับ ด้านระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 8.09 ± 1.20 เป็น 7.19 ± 1.08 (Mean Difference = 0.92, t = 5.39, df = 54, p &lt; .001) ด้านคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับดี เฉลี่ย 4.17 คะแนน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับดีมาก เฉลี่ย 4.48 ± 0.74 รองลงมาคือด้านจิตใจ 4.17 ± 0.92 ด้านร่างกาย 3.94 ± 0.96 และด้านความสัมพันธ์ 3.89 ± 1.14 ตามลำดับ และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เฉลี่ย 4.47 ± 0.67</p> วีระวุฒิ ศรีอำนวย พนมพรณ์ อร่ามพงษ์พันธ์ นงลักษณ์ โคกสีอำนวย มัตติกา พิมพ์ชารี ปรียาดา ผิวพันธมิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1623 1634 การพัฒนาศักยภาพร้านขายยาในจังหวัดนครพนม ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297513 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพร้านขายยาในจังหวัดนครพนม&nbsp; ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และ 2) ศึกษาผลของการพัฒนาศักยภาพร้านขายยาในจังหวัดนครพนมด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างเป็นร้านขายยาแผนปัจจุบันในจังหวัดนครพนมที่มีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดเวลาทำการ จำนวน 26 ร้าน คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินมาตรฐานร้านยาคุณภาพ แบบประเมินงานคุณภาพ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกตามกรอบองค์ประกอบระบบสุขภาพ 6 ด้าน (WHO Six Building Blocks) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการพัฒนาศักยภาพ ร้านขายยามีคะแนนการประเมินตามมาตรฐานร้านยาคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 3.41 ± 0.39 เป็น 4.43 ± 0.27 และมีการพัฒนาในทุกด้าน ได้แก่ สถานที่และอุปกรณ์ บุคลากร การจัดการยา การบริบาลทางเภสัชกรรม และระบบคุณภาพ โดยด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการบริบาลทางเภสัชกรรมและระบบคุณภาพ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า ร้านขายยามีการพัฒนาในทุกองค์ประกอบของระบบสุขภาพตามกรอบ WHO Six Building Blocks ได้แก่ การให้บริการสุขภาพ บุคลากรสุขภาพ ระบบข้อมูลสุขภาพ การเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ระบบการเงิน และภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของเจ้าของกิจการ การสนับสนุนจากเภสัชกรพี่เลี้ยง การนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายร้านขายยา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุปได้ว่า กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการอบรม การนิเทศติดตาม และระบบพี่เลี้ยง สามารถพัฒนาศักยภาพร้านขายยาและยกระดับความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานร้านยาคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พรพิทักษ์ กอมสิน ณัฐนิชา อาจแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1635 1645 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ในจังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297516 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ความเชื่อด้านสุขภาพ ระบบบริการสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการใช้ยา และระดับความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดสระแก้ว เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาและระดับความดันโลหิตตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ยา กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 380 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาขึ้น มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ความเที่ยงรวม 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60–69 ปี จบระดับประถมศึกษา อาชีพเกษตรกรรม มีพฤติกรรมการใช้ยาระดับมาก ค่าเฉลี่ย 34.62 และควบคุมความดันโลหิตได้ดีร้อยละ 79.74 พบระดับการศึกษา อาชีพส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ยาแตกต่างกัน แต่เพศ อายุไม่ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาแตกต่างกัน ส่วนระดับความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และระบบบริการสุขภาพที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ยา กลุ่มพฤติกรรมดีควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดีกว่ากลุ่มพฤติกรรมไม่ดี ด้านระบบบริการสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคม เป็นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลเชิงบวกร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการใช้ยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จึงควรเน้นบริการเชิงรุก บูรณาการร่วมกับเครือข่าย อสม. ครอบครัว นำสารสนเทศมาใช้จัดการข้อมูลที่เชื่อมโยงเป็นปัจจุบัน พัฒนาระบบแจ้งเตือนทานยา นัดหมายดิจิทัล</p> วรรนิภา เกลี้ยงสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1646 1655 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297517 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 354 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมด้วยสถิติถดถอยโลจิสติกส์พหุตัวแปร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุในอำเภอเมืองลพบุรีมีความชุกของภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 8.5 เมื่อวิเคราะห์สถิติถดถอยโลจิสติกส์พหุตัวแปร พบปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) ระดับการศึกษา โดยผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมสูงที่สุดเป็น 3.35 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป (Adjusted OR= 3.35, 95%CI: 1.02–11.45, p = 0.046) 2) กลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงเป็น 2.91 เท่า ของกลุ่มอายุ 60–69 ปี (Adjusted OR= 2.91, 95%CI: 1.10–7.68, p = 0.031) 3) การออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหรือไม่ออกเลย มีความเสี่ยงเป็น 2.55 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Adjusted OR= 2.55, 95%CI: 1.01–6.64, p = 0.048) และ&nbsp; 4) การสูญเสียการมองเห็น มีความเสี่ยงเป็น 3.92 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีการมองเห็นปกติ (Adjusted OR = 3.92, 95%CI: 1.81–9.66, p = 0.031)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุป จากการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากปัจจัยทางชีวภาพและพื้นฐานอย่างอายุและระดับการศึกษาแล้ว ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่น การขาดการออกกำลังกายและการสูญเสียการมองเห็น ถือเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในชุมชน ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ควรกำหนดนโยบายเชิงรุกในการคัดกรองและฟื้นฟูระบบการมองเห็นของผู้สูงอายุ เช่น การผ่าตัดต้อกระจก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมโปรแกรมการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพ เพื่อชะลอและป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ</p> คณาพร สื่อดวงจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1656 1666 การพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไตร่วมกับโรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง : กรณีศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297518 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลโรคนิ่วในท่อไตร่วมกับโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วย โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง โดยศึกษาในผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 65 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 ผู้ป่วยมีประวัติปวดท้องด้านขวาร้าวไปหลัง 1 เดือนก่อนมาโรงพยาบาล และได้รับการตรวจทางรังสีวิทยาระบบทางเดินปัสสาวะ พบเป็นนิ่วเขากวางบริเวณท่อไตส่วนบนข้างขวา ขนาด 2.5 เซนติเมตร ในครั้งนี้ผู้ป่วยจึงมาโรงพยาบาลตามนัด เพื่อเข้ารับการผ่าตัดนำก้อนนิ่วออก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบผู้ป่วยมีปัญหาสำคัญในแต่ละระยะ ดังนี้ ระยะก่อนผ่าตัด ได้แก่ โซเดียมในเลือดต่ำและโปแตสเซียมในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะระยะเริ่มต้น ภาวะซีด และวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง ได้แก่ เสี่ยงต่อภาวะน้ำเกินและภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดนิ่วในท่อไต เช่น ปัสสาวะรั่วซึม เลือดออกในช่องท้องจากการบาดเจ็บของอวัยวะและเส้นเลือดใกล้เคียง การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและแผลผ่าตัด ปวดแผลผ่าตัด ระยะฟื้นฟู ได้แก่ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และระยะจำหน่ายรวมถึงการดูแลต่อเนื่อง ได้แก่ เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งผลจากการให้การพยาบาลอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกระยะ ทำให้ทุกปัญหาได้รับการจัดการแก้ไข ส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้</p> วันทนา ศิริสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1667 1680 ผลการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297519 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จำนวน 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ปี 2567 มีสถานบริการ 83 แห่ง (100%) จัดบริการครบ แต่พบปัญหา 6 ประการ ได้แก่ ข้อมูล HDCไม่สอดคล้อง ต้นทุนยาสมุนไพรสูง จ่ายยาปรุงน้อย รูปแบบยาไม่สอดคล้อง สปสช. 2) กระบวนการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย โดยการใช้มาตรการหลัก 3 ประการ กิจกรรม 7 กิจกรรม แบ่งบทบาท 3 ระดับพื้นที่ (ตำบล-อำเภอ-จังหวัด) เชื่อมโยง Dashboard Integrated Value-Based Inspection และ Value Chain/Preventive 3 ระดับ พร้อมสนับสนุน 6 องค์ประกอบหลัก (Service Delivery, Health Workforce, Information, Medical Product, Financing, Leadership &amp; Governance) และ Participation 3) การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมทบทวนปรับปรุง 4 มาตรการ ได้แก่ (1) งบสั่งจ่ายยา (2) การจ้างงาน (3) ชดเชยหัตถการ และ (4) สิทธิประกันสังคม) และปรับบทบาท 3 ระดับ 4) ผลการพัฒนาปี 2568 พบความเข้าใจบุคลากรและการมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังดำเนินการมีคะแนนสูงกว่าก่อน สถานบริการ 83 แห่ง (100%) บุคลากร 398 คน ยาสมุนไพร 24 รายการ (เพิ่มจาก 19) ตัวชี้วัด: ประชาชนปฐมภูมิรับบริการ 45% IMCดูแลชุมชน 15% Common Diseasesสั่งจ่ายยา 10% รายรับต่อครั้ง 80 บาท ปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการคือ นโยบายผู้บริหารสนับสนุน การประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงบริการโดยการมีส่วนร่วม และระบบการค้นหาผู้ป่วยร่วมกัน ทำให้บริการมีความเข้มแข็ง ครบถ้วน 100% และเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง</p> จรัสศรี อาจศิริ ธีรพัฒน์ สุทธิประภา กานติมา ธาตุวิสัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1690 1709 การพยาบาลผู้ป่วยรายกรณีโรคหลอดเลือดสมองตามแนวทางการดูแลต่อเนื่องระยะกลาง : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297520 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีความรุนแรง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลกและของประเทศไทย ผู้ป่วยที่รอดชีวิตส่วนใหญ่มีความบกพร่องทางระบบประสาทหลงเหลือ จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่อง การดูแลระยะกลาง (Intermediate Care: IMC) จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมต่อการดูแลจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน เพื่อลดความพิการและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในการฟื้นฟูสภาพระยะกลาง กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟูสภาพระยะกลาง คัดเลือกกรณีศึกษาแบบเจาะจง 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยและรับบริการดูแลระยะกลางแบบเยี่ยมบ้าน โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า 1) กรณีศึกษาที่ 1 ชายไทยวัย 69 ปี เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่รักษาไม่ต่อเนื่อง อาศัยอยู่ลำพังในที่ดินญาติภรรยา ฐานะยากจน ภาวะทุพโภชนาการรุนแรง (BMI 13.84) มาด้วยอาการอ่อนแรงแขนขาซ้าย ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ภายหลังประวัติถูกทำร้ายร่างกาย 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล ได้รับการวินิจฉัยเป็น Ischemic Stroke (Cerebral infarction due to thrombosis) Motor Power (แรกรับ) แขน-ขาข้างขวาเกรด 5 ส่วนข้างแขน-ข้างซ้าย เกรด 0 รับไว้รักษาในหอผู้ป่วย Intermediate Care 6 วัน จำหน่ายกลับบ้านพร้อมแผนเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลหลักและไม่สามารถเดินทางมาทำกายภาพที่โรงพยาบาลได้ ทีมเยี่ยมบ้านรวม 6 ครั้ง ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน ทำราวเกาะเดิน ทำกายภาพบำบัด นวดประคบสมุนไพร ให้คำแนะนำการรับประทานอาหารและยา เสริมสร้างพลังใจ ผลลัพธ์สุดท้ายผู้ป่วยเดินได้ ADL (Barthel Index) เพิ่มขึ้นเป็น 20 คะแนนเต็ม และ 2) กรณีศึกษาที่ 2 หญิงไทยวัย 45 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงที่ขาดยา น้ำหนักตัวมาก (BMI 36.5-41) มาด้วยอาการซึมลงและอ่อนแรงแขนขาซ้ายเฉียบพลัน ได้รับการวินิจฉัยเป็น Hemorrhagic Stroke (Intracerebral Haemorrhage with Intraventricular Hemorrhage) ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและส่งต่อรักษาที่โรงพยาบาลตติยภูมิ ก่อน Refer back มารับการดูแลระยะกลางต่อที่โรงพยาบาลชุมชน 12 วัน ระหว่างนอนพบภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ได้รับยาปฏิชีวนะ จำหน่ายกลับบ้านด้วยภาวะอ่อนแรงซีกซ้าย ทีมสหวิชาชีพเยี่ยมบ้านและนัด ทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลต่อเนื่อง เน้นการป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยน้ำหนักตัวมากและเคลื่อนไหวจำกัด ผลลัพธ์คือไม่เกิดแผลกดทับตลอดระยะการดูแล 3) กรณีศึกษาทั้ง 2 ราย มีข้อวินิจฉัยการพยาบาลรวม 12 ข้อ เหมือนกัน 8 ข้อ แตกต่างกัน 4 ข้อ ตามพยาธิสภาพและปัจจัยเฉพาะบุคคล ได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะแรกรับ ระยะต่อเนื่อง และระยะจำหน่ายสู่ชุมชน สรุปและอภิปรายผล กรณีศึกษาทั้ง 2 ราย แม้มีพยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดสมองต่างชนิดกัน (ตีบ-ตันและแตก) และมีบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และร่างกายแตกต่างกัน แต่การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับรูปแบบการดูแลระยะกลางที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ สามารถลดภาวะแทรกซ้อน ฟื้นฟูสมรรถภาพ และส่งผลให้ผู้ป่วยกลับไปดำรงชีวิตในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ</p> ช่อทิพย์ ชาวเขาดิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1710 1724 ผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลชุมชน เครือข่ายบริการสุขภาพจังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297521 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ รูปแบบ การพัฒนา และผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลชุมชน เครือข่ายบริการสุขภาพจังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลชุมชน 7 แห่ง จำนวน 76 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกข้อมูล และแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบอิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ก่อนการพัฒนารูปแบบ โรงพยาบาลชุมชนทั้ง 7 แห่งมีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรผ่านกลไกการประชุมและการบริหารในระดับจังหวัดและระดับโรงพยาบาล แต่ยังพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดการอบรมบุคลากรด้านยาสมุนไพร รายการยาสมุนไพรมีจำกัด การขาดนโยบายที่ชัดเจน บุคลากรยังขาดความเข้าใจในการแนะนำยา และไม่มีระบบติดตามประเมินผลที่ต่อเนื่อง 2) รูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร นโยบายและตัวชี้วัดร่วม ระบบบริการและการเข้าถึง การสนับสนุนเวชภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3) ผลการพัฒนาได้ปรับเป็นรูปแบบที่ครอบคลุม 6 องค์ประกอบของระบบสุขภาพ ได้แก่ ระบบบริการ กำลังคนด้านสุขภาพ ระบบงานและการจัดการข้อมูล การเข้าถึงยาและเทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล 4) ผลการพัฒนารูปแบบพบว่า ความเข้าใจของบุคลากรสาธารณสุขต่อรูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรหลังดำเนินการสูงกว่าก่อนดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการใช้ยาสมุนไพรในภาพรวมของสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทั้ง 7 อำเภอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 2.74 ในปีงบประมาณ 2567 เป็นร้อยละ 5.89 ในปีงบประมาณ 2568 และร้อยละ 6.51 ในปีงบประมาณ 2569 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นรวมร้อยละ 3.77 โดยอำเภอโพธิ์ตากมีการเพิ่มขึ้นมากที่สุด รองลงมาคืออำเภอสระใครและอำเภอสังคม</p> จรัสศรี อาจศิริ ธีรพัฒน์ สุทธิประภา ณัฐริการ์ อึ๊งสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1710 1724 การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Cephalopelvic Disproportion (CPD) ในหญิงตั้งครรภ์ ณ โรงพยาบาลระนอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296541 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Cephalopelvic Disproportion (CPD) ในหญิงตั้งครรภ์ กำหนดจุดตัด (Cut-off point) ที่เหมาะสมด้วย ROC Curve Analysis และประเมินประสิทธิภาพของเครื่องมือด้วยค่าความไว ความจำเพาะ และพื้นที่ใต้เส้นโค้ง (AUC) การวิจัยเป็นแบบทดลอง แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาย้อนหลังในหญิงตั้งครรภ์ที่ผ่าตัดคลอดด้วยสาเหตุ CPD พ.ศ. 2565–2567 (n=399) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วย Logistic Regression ระยะที่ 2 พัฒนาเครื่องมือคัดกรองโดยกำหนดน้ำหนักคะแนนตามค่า Odds Ratio และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ระยะที่ 3 ทดสอบเครื่องมือแบบไปข้างหน้า 2 รอบ (n=229 และ n=114)</p> <p> ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับ CPD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) 4 ปัจจัย ได้แก่ การตั้งครรภ์ครั้งแรก (OR=3.45) น้ำหนักทารก ≥3,500 กรัม (OR=2.87) ความสูงมดลูก ≥35 เซนติเมตร (OR=2.23) และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ≥15 กิโลกรัม (OR=1.89) นอกจากนี้ยังพบปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางคลินิกอีก 2 ปัจจัย ได้แก่ ส่วนสูงมารดา &lt;150 เซนติเมตร และอายุมารดา &lt;19 หรือ ≥35 ปี รวมทั้งสิ้น 6 ปัจจัยที่นำมาพัฒนาเครื่องมือคัดกรองในระยะที่ 2 โดยมีคะแนนรวมสูงสุด 8.5 คะแนน และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 0.92) การทดสอบในระยะที่ 3 รอบที่ 1 ที่จุดตัดเบื้องต้น 2.5 คะแนน พบว่าความไวต่ำมาก เพียงร้อยละ 32.35 จึงใช้ ROC Curve Analysis และ Youden's Index ปรับจุดตัดใหม่เป็น 1.5 คะแนน ผลการทดสอบในระยะที่ 3 รอบที่ 2 (n=114) ด้วยจุดตัด 1.5 คะแนน พบว่าเครื่องมือมีความไวร้อยละ 66.67 ความจำเพาะร้อยละ 59.26 ค่าคาดการณ์บวกร้อยละ 40.00 ค่าคาดการณ์ลบร้อยละ 81.36 ความแม่นยำร้อยละ 61.40 และ AUC เท่ากับ 0.7153 (95% CI: 0.6134–0.8172) ซึ่งอยู่ในระดับพอใช้ถึงดีตามเกณฑ์ของ Mandrekar (2010)</p> นัยนา ทองสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1725 1736 ประสิทธิผลโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297530 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อน - หลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อเข้าสู่โรคระยะสงบ ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การลดยา และการหยุดยารักษาโรคเบาหวาน และความพึงพอใจต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มารักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 4 แห่ง จำนวน 256 คน เลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า จัดเข้ากลุ่มทดลอง 128 คน กลุ่มเปรียบเทียบ 128 คน กลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการรักษาแบบเดิม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 2) แบบบันทึกภาวะสุขภาพ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองและความพึงพอใจ เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Chi-square test, Independent t-test และ Paired samples t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 3 เดือน ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม และรายด้าน (ด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการลดปัจจัยเสี่ยง) ดีขึ้น มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลสะสมในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ส่วนหลังได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 6 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับ 3 เดือน พบว่า มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลสะสมในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม และรายด้าน (ด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการลดปัจจัยเสี่ยง) ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ มีดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 3 เดือน และ 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ทั้งนี้ หลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด 3 เดือน และ 6 เดือน ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร้อยละ 24.2 และ 43.0 ลดยารักษาโรคเบาหวานได้ ร้อยละ 14.1 และ 21.1 ตามลำดับ สามารถหยุดยารักษาโรคเบาหวานได้ร้อยละ 7.8 หลังครบ 6 เดือน การใช้โปรแกรมดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.5 มีความพึงพอใจในระดับมาก</p> อภิเดช พรหมคุ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1737 1741 การพัฒนารูปแบบผลการปฎิบัติงานของพนักงานในธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296617 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับของผลการปฎิบัติงานของพนักงานในธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย และศึกษาอิทธิพลของผลการปฎิบัติงานของพนักงานในธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย ตลอเจนพัฒนาแบบจำลองผลการปฎิบัติงานของพนักงานในธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกศึกษาเฉพาะ ผู้ประกอบการ หรือหัวหน้างาน ที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 380 ตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัย โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญ 0.05 ทั้งนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการวิจัยกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับของผลการปฏิบัติงานของพนักงานในธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย อยู่ในระดับมาก โดยผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ได้รับอิทธิพลรวมจากเทคโนโลยีดิจิทัลสูงที่สุด ซึ่งเป็นทั้งอิทธิพลทางตรงและทางอ้อม รองลงมาคือ ภาวะผู้นำทางการบริหาร ซึ่งเป็นอิทธิพลทางตรง นอกจากนี้ ภาวะผู้นำทางการบริหาร ยังได้รับอิทธิพลจาก เทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และระบบการทำงาน โดยเป็นอิทธิพลทางตรงทั้งหมด ตามลำดับ และเป็นค่าอิทธิพลที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ตลอดจนแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลื่นกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> ภาวิศา การัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1750 1764 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการนวดสปาเพื่อสุขภาพของประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296697 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาระดับของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านกระบวนการจัดการ และปัจจัยด้านการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านกระบวนการจัดการที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่กาตัดสินใจเลือกใช้บริการนวดสปาเพื่อสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ด้านกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) และการวิเคราะห์หาการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านกระบวนการจัดการทุกด้านมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการนวดสปาเพื่อสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเฉพาะด้านการนำและการวางแผน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการยาว</p> อรนิษฐ์ แสงทองสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1765 1772 ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage แผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297753 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage แผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ศึกษาในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ และนักปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ (Paramedic) จำนวน 21 คน โรงพยาบาลคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ที่มีความสมัครใจและยินยอมเข้าร่วมโครงการ เปรียบเทียบก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมฯ ของกลุ่มตัวอย่าง ชนิดแบบ 1 กลุ่ม (one sample t-test design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage แบบประเมินทักษะเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage แบบประเมินความถูกต้องในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage และแบบบันทึกผลลัพธ์หลังการใช้รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วย และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage แผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ศึกษาในระหว่างเดือนเมษายน-ตุลาคม พ.ศ. 2568 ทั้งสิ้น 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วย ทักษะเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วย ความถูกต้องในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) โดยใช้สถิติ Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และผลลัพธ์หลังการใช้รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วย เดือนเมษายน-ตุลาคม พ.ศ. 2568 (N=1,216) หลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)&nbsp; โดยคำนวณหาค่าความถี่ ร้อยละ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา : พบว่า 1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage หลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ทักษะเกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage หลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความถูกต้องในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage หลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ผลลัพธ์หลังการใช้รูปแบบการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage พบว่า มีการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยระบบ MOPH Triage ความถูกต้อง (Correct) ร้อยละ 93.01 คัดแยกสูงกว่าเกณฑ์ (Over triage) ร้อยละ 6.00 คัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์ (Under Triage) ร้อยละ 0.99</p> รัชนี บรรจง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1773 1783 ผลของการใช้โปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกสว่าง ตำบลโคกสว่าง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297754 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกสว่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคือ โปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วยคู่มือการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ,แผนการสอนผู้ป่วยเบาหวานเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ,แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวานและแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯโดยใช้สถิติทดสอบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลอง&nbsp; หลังการทดลอง ด้วยสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า1 ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ก่อนพบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลอง มีคะแนนความรู้ระดับพอใช้ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ของผู้ป่วยเบาหวานอยู่ระดับดีซึ่งสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน ในกลุ่มทดลองก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมการวิจัยพบว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเป็นบางครั้ง หลังเข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานเป็นประจำ ตามสมมุติฐานว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลอง มีพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.05</p> ภูนีรัตน์ ลี้พล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1784 1790 บทบาทใหม่ในโลกใบเดิม : การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกในชุมชน โดยสมาคมแม่บ้านสาธารณสุขและเครือข่ายสตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296577 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการสำรวจเอกสารและถอดบทเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงบทบาทของสมาคมแม่บ้านสาธารณสุข (มสส.) และกลุ่มเครือข่ายสตรีในการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกภายใต้บริบทโลกยุคใหม่ แม้จะอยู่ใน "โลกใบเดิม" ที่มีโครงสร้างสังคมเดิม แต่ความท้าทายจากสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้กลุ่มสตรีมีการปรับบทบาทจากผู้สนับสนุนสู่ "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆพบว่าพลังของสมาคมแม่บ้านสาธารณสุขและกลุ่มเครือข่ายสตรี โดยการสร้างเครือข่ายเชิงพหุภาคี มีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยดำเนินกิจกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การทำงานเชิงรุกในระดับชุมชนมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นในชุมชนและยั่งยืนในระดับฐานรากของประเทศไทย</p> บรรณฑวรรณ หิรัญเคราะห์ อัจฉรา ประกอบมี เยาวลักษณ์ มีบุญมาก อังสินี กันสุขเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1791 1800 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจและการสนับสนุนเชิงองค์กร เพื่อลดภาวะหมดไฟของบุคลากรโรงพยาบาลป่าตอง จังหวัดภูเก็ต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297755 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเข้มแข็งทางใจ ภาวะหมดไฟในการทำงาน และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร รวมทั้งการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจและการสนับสนุนเชิงองค์กร เพื่อลดภาวะหมดไฟของบุคลากรโรงพยาบาลป่าตอง จังหวัดภูเก็ต (PATONG Model) การศึกษาประกอบด้วยการศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ การทดลองนำร่อง และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรโรงพยาบาลป่าตอง 292 คน กลุ่มทดลองนำร่อง 10 คน และกลุ่มทดลองใช้รูปแบบ 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา: บุคลากรส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งทางใจระดับปกติ (ร้อยละ 60.3) และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรอยู่ในระดับสูง (3.68±0.58) ความเข้มแข็งทางใจมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (r=-0.598, p&lt;0.001) ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบ “PATONG Model” คะแนนความเข้มแข็งทางใจ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และความรู้สึกสำเร็จในงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะหมดไฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สรุป: การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจและการสนับสนุนเชิงองค์กร เพื่อลดภาวะหมดไฟของบุคลากรโรงพยาบาลป่าตอง จังหวัดภูเก็ต (PATONG Model) ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ เพิ่มการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และลดภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิผล</p> สุนันทา ขจรรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1801 1810 การพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการหกล้ม ในชุมชนสุริยกานต์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297786 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและใช้ระบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการหกล้มในชุมชนสุริยกานต์ โรงพยาบาลสุรินทร์ โดยทำการศึกษาเป็นระยะ 12 เดือน ระหว่างเดือน ตุลาคม 2565 -กันยายน 2566 กลุ่มตัวอย่าง เชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีประวัติเสี่ยงต่อการหกล้ม จำนวน 30 คน เชิงคุณภาพคือภาคีเครือข่ายในชุมชนที่ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แนวคำถามปลายเปิดการสนทนากลุ่ม 2) แบบเก็บข้อมูลทั่วไป 3) แบบประเมินการหกล้ม (TUGT) 4) แบบประเมินการลุกขึ้นยืน (FTSST ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และเปรียบเทียบก่อน-หลังด้วยสถิติ paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.00 อายุ ส่วนมากอยู่ในช่วง 60-64 ปี ร้อยละ 73.33 (Mean ± SD=64.44 ± 4.19) สถานภาพสมรสส่วนมากแต่งงาน ร้อยละ 60.00 ระดับการศึกษาส่วนมากไม่ได้เรียนหนังสือ ร้อยละ 53.33 อาชีพส่วนมากทำงานบ้าน ร้อยละ 50.00 การพัฒนาระบบประกอบด้วย 5 แนวทาง ดังนี้ 1. สถานีให้ความรู้ด้านการป้องกันการหกล้มผ่านวีดีทัศน์ 2. การฝึกการป้องกันการหกล้มด้วยตนเองผ่านระบบการสอนและติดตามผ่านไลน์ &nbsp;3. ส่งเสริมช่องทางกิจกรรมการถาม - ตอบคำถามสุขภาพ 4. ส่งเสริมบริการสถานีสุขภาพในชุมชน (fitness center) ด้วยบริการการฝึกด้วยลู่วิ่งไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์พยุงในการเดินบริการในศูนย์สุขภาพชุมชน 5. การประเมินผลลัพธ์ติดตามการทรงตัวโดยนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด จากการทดสอบด้วยสถิติ Paired t-test พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยลดลงจาก 13.48 วินาที ลดลงเป็น 8.67 วินาที ระยะเวลาการทรงตัว (FTSST) ระยะเวลาเฉลี่ย 12.85 วินาที ลดลงเป็น 8.65 วินาที จากการทดสอบทางสถิติพบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P&lt;0.01)</p> สุวรรณี บุญพูนเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-06-30 2026-06-30 11 2 1811 1821