วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej
<p><strong>Journal of Environmental Education Medical and Health</strong><br /><strong>วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ<br />ISSN: 3027-8678 (Print)<br />ISSN: 3027-866X (Online)<br /></strong></p>
สมาคมนักวิจัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จังหวัดกาฬสินธุ์
th-TH
วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
3027-8678
-
การเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยระหว่างแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติเมียนมา ในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง จังหวัดปราจีนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298922
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยจากการทำงาน และระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัย (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยจากการทำงาน และคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยระหว่างกลุ่มแรงงาน และ (3) เปรียบเทียบคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยจากการทำงานในกลุ่มแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติเมียนมา ในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง จังหวัดปราจีนบุรี การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้ ทำการศึกษาในประชากรคือ แรงงานระดับปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง จังหวัดปราจีนบุรี อายุระหว่าง 18-59 ปี จำนวน 594 คน กลุ่มตัวอย่าง 119 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 70 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย และแรงงานข้ามชาติเมียนมา 49 คน ได้จากการเก็บข้อมูลจากประชากรแรงงานข้ามชาติเมียนมาทุกรายที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยจากการทำงาน และความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัย มีค่าความเชื่อมั่นของฉบับภาษาไทย 0.94 และฉบับภาษาเมียนมา 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคว์สแควร์ สถิติฟิชเชอร์ สถิติแมน-วิทนีย์ ยู และสถิติครัสคัล-วอลลิส</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) แรงงานทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 26-35 ปี มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. มีอายุงาน 1-5 ปี มีการทำงานเข้ากะ เคยได้รับการฝึกอบรม และเคยได้รับสื่อความรู้ด้านอาชีว<br />อนามัยและความปลอดภัย ระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยในภาพรวมแรงงานทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับดีมาก ยกเว้นด้านการเข้าถึงข้อมูลแรงงานข้ามชาติเมียนมาอยู่ในระดับพอใช้ได้ (2) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มแรงงานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน การดื่มสุรา โรคประจำตัว อายุงาน ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ สิ่งคุกคามทางสุขภาพทั้ง 5 ด้าน การฝึกอบรม และการได้รับสื่อความรู้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยพบว่าคะแนนในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการใช้และสื่อสารข้อมูลซึ่งแรงงานไทยมีค่ามัธยฐานคะแนนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (3) การเปรียบเทียบภายในกลุ่มแรงงานพบว่าแรงงานไทยที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าแรงงานข้ามชาติเมียนมาที่มีการทำงานเข้ากะและการรายงานสิ่งคุกคามทางสุขภาพด้านกายภาพต่างกัน มีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
เพ็ญพรรณ นุชนารถ
อารยา ประเสริฐชัย
วรวิช นาคแป้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1983
1995
-
การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ในจังหวัดสกลนคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300290
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค ในการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดสกลนคร 2) พัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ และทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จังหวัดสกลนคร และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบตามองค์ประกอบของทฤษฎีระบบ และระดับการพัฒนาตามกระบวนการ UCCARE การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คณะกรรมการ พชอ. ในพื้นที่ทดลอง 3 อำเภอ จำนวน 63 คน โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการดำเนินงาน แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ และแบบประเมินระดับการพัฒนาตามกระบวนการ UCCARE วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา : พบว่าภายหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองมีคะแนนสภาพการดำเนินงานสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบในทุกองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) โดยคะแนนเฉลี่ยด้านบริบทและสภาพแวดล้อมเพิ่มจาก 3.44 เป็น 4.43 ด้านปัจจัยนำเข้าเพิ่มจาก 3.42 เป็น 4.33 ด้านกระบวนการดำเนินงานเพิ่มจาก 3.14 เป็น 4.25 ด้านผลผลิตเพิ่มจาก 3.40 เป็น 4.27 ด้านผลลัพธ์เพิ่มจาก 3.20 เป็น 3.92 และด้านข้อมูลย้อนกลับและการปรับปรุงการดำเนินงานเพิ่มจาก 3.23 เป็น 4.04 นอกจากนี้ ระดับการพัฒนาตามกระบวนการ UCCARE ของพื้นที่ทดลองทั้ง 3 อำเภอเพิ่มขึ้นจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 โดยองค์ประกอบต่าง ๆ หลังใช้รูปแบบอยู่ในระดับ 4–5</p>
มานิตย์ ไชยพะยวน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1
12
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอย่างมีประสิทธิผล จังหวัดสกลนคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300292
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอย่างมีประสิทธิผล จังหวัดสกลนคร และ 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จำนวน 72 คน และผู้มารับบริการ จำนวน 180 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินระดับการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตามองค์ประกอบ SMART PHC MODEL แบบประเมินความพึงพอใจของผู้มารับบริการ และแบบประเมินคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิตามเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้น "SMART PHC MODEL" ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทาง 2) สร้างระบบบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน 3) กำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล 4) บูรณาการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5) สนับสนุนการบริหารด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี 6) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 7) พัฒนาศักยภาพบุคลากร และ 8) พัฒนาคุณภาพองค์กรและบริการอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.54, S.D. = 0.56) ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ระดับการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและความพึงพอใจของผู้มารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่วิจัยผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิตามเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิทุกแห่ง</p>
มานิตย์ ไชยพะยวน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
13
21
-
การวิเคราะห์ปริมาณอะฟลาทอกซินในน้ำพริกแกงเผ็ดสำเร็จรูปที่จำหน่ายในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297502
<p> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by cross-sectional study) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยดำเนินการสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำพริกแกงเผ็ดสําเร็จรูปจำนวน 24 ตัวอย่าง ครอบคลุมรูปแบบบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทและตักแบ่งขาย จาก 3 ช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และแพลตฟอร์มออนไลน์ นำไปตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารอะฟลาทอกซินด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) เพื่อสำรวจและประเมินระดับการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินรวม ตลอดจนชนิดย่อย (AFB1, AFB2, AFG1 และ AFG2) ในผลิตภัณฑ์น้ำพริกแกงเผ็ดสำเร็จรูปที่จำหน่ายในประเทศ</p> <p> ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ (คิดเป็นร้อยละ 87.50) ปราศจากการปนเปื้อน โดยมีเพียง 3 ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ 12.50) ที่ตรวจพบเฉพาะสารอะฟลาทอกซิน บี1 (Aflatoxin B1) ในระดับที่ต่ำมาก (Trace level) คือน้อยกว่า 0.70 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งปริมาณที่ตรวจพบทั้งหมดอยู่ภายใต้เกณฑ์ควบคุมของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่อนุญาตให้มีการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินรวมได้สูงสุดไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม</p>
ไพจิตรา ดาบพิมพ์ศรี
ภาวิต หน่อไชย
พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
22
28
-
การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการใช้วิธีแช่น้ำเย็นเพื่อเป็นทางเลือก ในการบำบัดกลุ่มอาการวัยหมดประจำเดือน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/296326
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการแช่น้ำเย็นในการบำบัดอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สภาวะจิตใจ และการดำเนินชีวิตประจำวันของสตรีวัยหมดประจำเดือน ทั้งนี้การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนอาจมีข้อจำกัดและผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย การแช่น้ำเย็นจึงได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกในการบำบัดอาการดังกล่าว การศึกษาครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยาย (Narrative Review) โดยรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลวิชาการระดับสากล ได้แก่ PubMed, Scopus, Sage Journals, Springer Nature Link, Oxford Academic, MDPI และ Google Scholar เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลของการแช่น้ำเย็นต่ออาการวัยหมดประจำเดือน รวมถึงข้อควรระวังและแนวทางการใช้อย่างเหมาะสม ผลการศึกษาพบว่า การแช่น้ำเย็นสามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการร้อนวูบวาบได้ โดยมีกลไกสำคัญจากการช่วยปรับสมดุลศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองส่วนไฮโปทาลามัส ส่งผลให้ร่างกายสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ และช่วยลดความเครียดได้ อย่างไรก็ตาม สตรีวัยหมดประจำเดือนถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ จึงควรกำหนดอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในช่วง 12–15 องศาเซลเซียส และจำกัดระยะเวลาในการแช่เพียง 5–15 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละประมาณ 2–3 ครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ รวมถึงผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด</p>
วัจนา เนคมานุรักษ์
พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
29
35
-
ผลของการพัฒนาการบริบาลเภสัชกรรมในผู้ป่วยวัณโรคปอด โรงพยาบาลปง จังหวัดพะเยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298048
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาการบริบาลเภสัชกรรมในผู้ป่วยวัณโรคปอด เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปง หลังการพัฒนาระบบ ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 – 23 มิถุนายน 2569 (13 เดือน)เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลผลลัพธ์โดยใช้สถิติเชิงเปรียบเทียบ ใช้สถิติ Fisher exact test ในการเปรียบเทียบผลลัพธ์เชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะบางประการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สูตรยารักษาวัณโรค (p=0.024) โดยกลุ่มทดลองทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ได้รับสูตรยา 2HRZE/4HR ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับสูตรยาดังกล่าวร้อยละ 81.8, การขยายระยะเวลาการรักษา (p<0.001) พบว่ากลุ่มควบคุมต้องขยายเวลารักษาสูงถึงร้อยละ 51.5 มากกว่ากลุ่มทดลองที่พบเพียงร้อยละ 9.1 และการส่งตรวจ NAT2 genotype (p<0.001) ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการส่งตรวจสูงถึงร้อยละ 45.5 ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการส่งตรวจเพียงร้อยละ 3.0 สำหรับรูปแบบการรับประทานยาไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.574) โดยทั้งสองกลุ่มจัดยาทานเองและมีญาติช่วยดูแล (DOT) เป็นหลัก ในส่วนของผลลัพธ์สุดท้ายเมื่อสิ้นสุดการรักษา พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราผลสำเร็จการรักษา (Treatment success rate) สูงถึงร้อยละ 97.0 และไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราผลสำเร็จการรักษาร้อยละ 87.9 และมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 12.1 อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทางสถิติในภาพรวมของผลลัพธ์การรักษาพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.358) และไม่พบผู้ป่วยที่รักษาล้มเหลวหรือขาดยาเลยในทั้งสองกลุ่ม</p>
เพ็ญแข สุนันต๊ะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
36
46
-
บทความปริทัศน์ ความสัมพันธ์ระหว่างครีเอทีนเสริมอาหาร และการเพิ่มขึ้นของมวลนํ้าในร่างกาย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297487
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ บทความปริทัศน์เชิงบรรยายร่วมกับกระบวนการสืบค้นอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับผลของการเสริมครีเอทีนต่อปริมาณน้ำในร่างกายโดยรวม (total body water, TBW) น้ำภายในเซลล์ (intracellular water, ICW) และน้ำภายนอกเซลล์ (extracellular water, ECW) รวมถึงวิเคราะห์ตัวแปรร่วมที่ส่งผล ได้แก่ การเสริมครีเอทีนแบบการให้ขนาดสูงระยะสั้น (loading phase) กับการเสริมในระยะคงระดับ (maintenance phase) ขนาดและระยะเวลาการเสริม เพศกำเนิด สถานะการฝึกซ้อมการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ และวิธีการวัดมวลน้ำ โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล PubMed และ Google Scholar เฉพาะการศึกษาในมนุษย์ ได้ผลการสืบค้นทั้งหมด 2,970 การศึกษา หลังผ่านการคัดกรอง มีบทความนำมาทบทวนรวมทั้งสิ้น 12 การศึกษา ใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนาโดยการเปรียบเทียบขนาดและลักษณะกลุ่มตัวอย่าง ขนาดและระยะเวลาการเสริมครีเอทีน วิธีการวัดปริมาณน้ำในร่างกาย และตัวแปรร่วม โดยแบ่งกลุ่มตามเพศ สถานะการฝึกซ้อมการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ ขนาดและระยะเวลาการเสริมครีเอทีน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การเสริมครีเอทีนส่งผลให้ปริมาณน้ำในร่างกายโดยรวม (TBW) เพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 ลิตร ซึ่งเกิดขึ้นในส่วนของน้ำภายในเซลล์ (ICW) เป็นหลัก ประมาณ 0.6–1.0 ลิตร และเกิดขึ้นในส่วนของน้ำภายนอกเซลล์ (ECW) ประมาณ 0.46 ลิตร โดยพบว่า ขนาดของการเสริมครีเอทีนในระยะคงระดับในช่วง 3–5 กรัมต่อวัน สามารถส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายได้ สอดคล้องกับคุณสมบัติออสโมติกของครีเอทีนที่ดึงน้ำเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ ส่วนตัวแปรร่วมที่ศึกษาพบว่า เพศชายตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของมวลน้ำได้มากกว่าเพศหญิง ขณะที่เพศหญิงที่อยู่ในช่วงระยะ luteal phase ของรอบประจำเดือน มีปริมาณน้ำในร่างกายเพิ่มขึ้นมากที่สุดหลังการเสริม ในทางกลับกัน ไม่พบความแตกต่างของอย่างชัดเจนของการเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายเมื่อพิจารณาตามขนาดของการเสริม ระยะเวลาที่ใช้ในการเสริม รวมถึงสถานะการฝึกซ้อมการออกกำลังกาย</p>
อิสระ พุฒิพุฒชาติ
ภาวิต หน่อไชย
สิรภัทรา ทองสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
47
54
-
อุบัติการณ์การเกิด neutropenia ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ที่ได้รับยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลระดับสูงกว่าตติยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297817
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ได้รับยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ รูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 และติดตามการเกิดภาวะ neutropenia จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด 118 ราย จากข้อมูลใบสั่งยาจำนวน 662 รายการ พบการเกิดภาวะ neutropenia จำนวน 46 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.98 และไม่เกิดภาวะ neutropenia จำนวน 72 ราย คิดเป็นร้อยละ 61.02 ในกลุ่มที่เกิดภาวะ neutropenia พบว่าได้รับยา granulocyte colony-stimulating factor (G-CSF) จำนวน 44 ราย คิดเป็นร้อยละ 95.65 และไม่ได้รับ G-CSF จำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.35 ลักษณะของผู้ป่วยที่เกิดภาวะ neutropenia ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 51.69 โดยตำแหน่งของมะเร็งที่พบมาก ได้แก่ rectum ร้อยละ 35.60 และ sigmoid colon ร้อยละ 27.97 สูตรยาเคมีบำบัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ CapeOX ร้อยละ 39.87, FOLFOX4 ร้อยละ 27.97 และ FOLFIRI ร้อยละ 19.49 ตามลำดับ</p>
ปัทมา ใจน่าน
กมลา สดับพจน์
อนุกูล วงศาสนธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
55
62
-
การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการนำเสนอภาพประกอบทางนิติเวชศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297792
<p> การวิจัยเรื่อง "การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการนำเสนอภาพประกอบทางนิติเวชศาสตร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการนำเสนอภาพประกอบทางนิติเวชศาสตร์ 6 รูปแบบ ในด้านความพึงพอใจ การรับรู้ต่อความเข้าใจผลการผ่าชันสูตรศพ และความเหมาะสมในการเผยแพร่ต่อสาธารณะ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นในรูปแบบออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ จำนวน 30 คน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม (พนักงานสอบสวน ทนายความ พนักงานอัยการ) จำนวน 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน ใช้การเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (IOC = 0.96, α = 0.969) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ One-Way ANOVA หรือ Welch's ANOVA ตามผลการทดสอบ Levene's Test เปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Tukey HSD หรือ Games-Howell ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบที่ 6 (รูปแบบแรเงาสีพร้อมรายละเอียดภาพ) ได้รับคะแนนประเมินสูงที่สุดในทุกเกณฑ์จากทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง รองลงมาคือรูปแบบที่ 5 (รูปแบบแรเงาสีเฉพาะส่วน)</p>
ญาณีนาฏ รอดโพธิ์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
63
69
-
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297862
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน จากประชากร 711 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามหน่วยบริการสุขภาพ 7 แห่ง ร่วมกับการสุ่มอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน แยกเป็น 3 สมการตามองค์ประกอบของภาวะหมดไฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคล อยู่ในระดับต่ำ (<em>M</em> = 1.14, <em>SD</em> = 0.906 และ <em>M</em> = 1.21, <em>SD</em> = 1.002 ตามลำดับ) ส่วนความสำเร็จส่วนบุคคลอยู่ในระดับ ปานกลาง (<em>M</em> = 3.57, <em>SD</em> = 1.303) พลังสุขภาพจิตเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในทุกองค์ประกอบของภาวะหมดไฟ (β = -.293, -.268 และ .387 ตามลำดับ) โดยพลังสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตการทำงานร่วมกันพยากรณ์ความอ่อนล้าทางอารมณ์ได้ร้อยละ 17.30 พลังสุขภาพจิต การสนับสนุนทางสังคม และสถานภาพโสดร่วมกันพยากรณ์การลดความเป็นบุคคลได้ร้อยละ 15.30 และพลังสุขภาพจิตกับคุณภาพชีวิตการทำงานร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จส่วนบุคคลได้ร้อยละ 31.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
มานิตย์ ประดับการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
70
82
-
การสำรวจปริมาณสารหนูปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าว ที่จำหน่ายบนตลาดออนไลน์ในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297912
<p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อสำรวจปริมาณสารหนูทั้งหมดในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าวที่จำหน่ายบนตลาดออนไลน์ในประเทศไทย โดยคัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงจากผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสะสมสูงสุด ณ ช่วงเวลาที่สำรวจ รวมจำนวน 10 สินค้า และวิเคราะห์ด้วยวิธี Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์จำนวน 6 สินค้ามีการตรวจพบสารหนูทั้งหมดปนเปื้อน โดยมีปริมาณอยู่ระหว่าง 0.0100–0.12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันรำข้าว/น้ำมันข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 2 ตัวอย่าง และผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันจมูกข้าว จำนวน 4 ตัวอย่าง ขณะที่อีก 4 สินค้าตรวจไม่พบสารหนูทั้งหมด เนื่องจากมีปริมาณต่ำกว่าขีดจำกัดในการตรวจวัดเชิงปริมาณของวิธีวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่สุ่มตรวจทั้งหมดผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 414 พ.ศ. 2563</p>
สุจิตรา เหล็กศรี
พัฒนา เต็งอำนวย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
83
90
-
การศึกษาระดับภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุตามแนวคิดทฤษฎีความเชื่อทางสุขภาพของผู้สูงอายุ ในเขตตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/297948
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุตามแนวคิดความเชื่อทางสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในเขตตำบลหัวไทร จำนวน 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุตามแนวคิดความเชื่อทางสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการรับรู้ภาวะคุกคามมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการรับรู้ความรุนแรง ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยง และด้านการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ตามลำดับ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุมีการรับรู้เกี่ยวกับภาวะกลืนลำบากในระดับสูง โดยเฉพาะการตระหนักถึงผลกระทบและความรุนแรงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น หน่วยงานด้านสุขภาพและบุคลากรสาธารณสุขควรส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการป้องกันภาวะกลืนลำบาก รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจในการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนต่อไป</p>
พิมพ์พิศา ธนากรกลโกฐ์
นวัสนันท์ วงศ์ประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
91
101
-
การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมเพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากแลคติกที่เกี่ยวข้องกับยาเมทฟอร์มินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลผ่านเภสัชกรรมทางไกล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299706
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ MALA พัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมเพื่อคัดกรองผู้ป่วยผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล และ ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพการคัดกรอง การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับยา และความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นผู้ป่วยเบาหวานอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับยาเมทฟอร์มินขนาดตั้งแต่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และมีอัตราการกรองของไต 30–59 มิลลิลิตร/นาที/1.73 m2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดู่เหนือ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 โดยประยุกต์การติดตามและให้คำปรึกษาผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบคัดกรองความเสี่ยง แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบ การพัฒนาตาม PAOR 2 วงรอบ</p> <p> ผลการศึกษา หลังพัฒนารูปแบบไม่พบอุบัติการณ์ MALA เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนพัฒนารูปแบบ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงปานกลาง ร้อยละ 65.22 และยังพบปัญหาด้านยาเพื่อให้การบริบาลครอบคลุมมากยิ่งขึ้นจึงพัฒนาแบบคัดกรองโดยเพิ่มส่วนติดตามปัญหาด้านยาในวงรอบที่ 2 ผู้ป่วยได้รับการแก้ไขปัญหาด้านยาสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 100 จากผู้ที่เกิดปัญหาด้านยาทั้งหมด ผลความพึงพอใจผู้ป่วยมีความมั่นใจในการใช้ยาถูกต้องหลังได้รับคำแนะนำมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.00±0.60) ผู้ให้บริการพึงพอใจมากสุดต่อผลลัพธ์จากรูปแบบการพัฒนา (ค่าเฉลี่ย 4.17±0.98)</p>
กมลวรรณ ปัญญามงคล
สุขุมาภรณ์ ปุณณะบุตร
ตรีรัตน์ วิชญชีวินทร์
เนตรณภัทร แสนองอาจ
กรรณิกา ดรอินทร์
เจทสริยา ดวงราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
102
111
-
การพัฒนามาตรฐานการใช้ยาของหน่วยบริการที่รับส่งต่อเฉพาะด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น จังหวัดบุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299707
<p> การวิจัยแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลัง (One Group Pre-test - Post-test Design) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการใช้ยา พัฒนามาตรฐานการใช้ยาในด้านความรู้ ทัศนคติ และการเลือกใช้ยาของผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และประเมินการยอมรับเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสำหรับช่วยในการเลือกใช้ยา ดำเนินการในกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 35 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบวัดทัศนคติ แบบประเมินการเลือกใช้ยา และแบบสอบถามการยอมรับเว็บแอปพลิเคชัน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC เฉลี่ย 0.87) และความเชื่อมั่น (KR-20 = 0.75; Cronbach’s Alpha = 0.91 และ 0.87) การวิจัยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 30 ตุลาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์และปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ การจ่ายยาเกินขอบเขตของประเภทสถานพยาบาลตามที่กฎหมายกำหนด การทำฉลากยาและการบันทึกข้อมูลการใช้ยาที่ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งช่องทางการสืบค้นข้อมูลทางยายังกระจาย ยากต่อการค้นหาและหลังการพัฒนามาตรฐานการใช้ยาในกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 8.57 เป็น 9.29 และคะแนนการเลือกใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 3.80 เป็น 5.89 (ร้อยละ 63.3 เป็น 98.1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ขณะที่ทัศนคติไม่แตกต่างกัน(p = 0.987) โดยอยู่ในระดับปานกลางทั้งก่อนและหลัง (3.07 และ 3.08) และการยอมรับเว็บแอปพลิเคชันสำหรับช่วยในการเลือกใช้ยา ชื่อ “ยาประจำบ้าน ประจำใจ” อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.36)</p>
ปิยพร ผลประดับเพ็ชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
112
120
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตโดยชุมชนเป็นฐานในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชีวสุทโธ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298062
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตโดยชุมชนเป็นฐาน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชีวสุทโธ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการตามวงจร Plan–Act–Observe–Reflect กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข ญาติผู้ป่วย และบุคลากรสาธารณสุข เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและ Paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บริบทชุมชนมีปัญหาการเข้าถึงสารเสพติด การตีตราทางสังคม และการขาดความต่อเนื่องในการรักษา การพัฒนารูปแบบประกอบด้วยการบูรณาการความร่วมมือของเครือข่าย การเสริมสร้างศักยภาพแกนนำชุมชน การจัดระบบพี่เลี้ยง การเยี่ยมบ้าน และการติดตามต่อเนื่องในชุมชน ภายหลังการดำเนินงาน พบว่าการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องมากขึ้น มีแนวโน้มอาการทางจิตและพฤติกรรมเสี่ยงลดลง สามารถปรับตัวในชุมชนได้ดีขึ้น และชุมชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้ป่วยมากขึ้น</p>
สิริพิมล ชาญตะคุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
121
131
-
การดูแลรักษาช่องปากแบบองค์รวมในเด็กวัยเรียนตอนต้นที่มีฟันผุหลายตำแหน่ง : รายงานผู้ป่วยเฉพาะราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298084
<p> รายงานผู้ป่วยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการดูแลรักษาช่องปากแบบองค์รวมในเด็กวัยเรียนตอนต้น อายุ 6 ปี ที่มีภาวะฟันผุหลายตำแหน่ง กระบวนการดูแลรักษาประกอบด้วย การตรวจวินิจฉัยทางคลินิกและรังสีวิทยา การประเมินปัจจัยเสี่ยง การจัดการพฤติกรรมของผู้ป่วย การวางแผนการรักษา การรักษารากฟันน้ำนมในซี่ที่มีข้อบ่งชี้ การบูรณะฟัน และการส่งเสริมสุขภาพช่องปากร่วมกับผู้ปกครอง ผลการรักษาพบว่า ผู้ป่วยสามารถได้รับการรักษาครบถ้วนตามแผนการรักษา ไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น และให้ความร่วมมือในการรักษาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> <p> แนวทางการดูแลรักษาแบบองค์รวม ช่วยให้การรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีฟันผุหลายตำแหน่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมความยั่งยืนของผลลัพธ์ทางการรักษา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการทางทันตกรรมสำหรับเด็กต่อไป</p>
สลิลรัตน์ วัฒนวงษ์สิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
132
144
-
การพยาบาลผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ร่วมกับภาวะสมองเสื่อม : กรณีศึกษา 2 ราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298099
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษากรณีศึกษาเปรียบเทียบผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ร่วมกับภาวะสมองเสื่อม จำนวน 2 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้การประเมินภาวะสุขภาพตามแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอนร่วมกับหลักฐานเชิงประจักษ์ในการดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ ณ คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เวชระเบียน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การประเมินภาวะสุขภาพด้วยแบบประเมิน Mini-Mental State Examination Thai 2002 (TMSE) แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน (ADL) แบบประเมินกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADL) แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า 2Q และ Thai Geriatric Depression Scale (TGDS) ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหา กำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล ให้การพยาบาล และประเมินผลตามกระบวนการพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยทั้ง 2 รายมีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับภาวะสมองเสื่อมระดับปานกลาง และมีโรคร่วม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ส่งผลให้มีความบกพร่องในการจัดการตนเองและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ กรณีศึกษารายที่ 1 มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย (2Q positive และ TGDS 15 คะแนน) ภายหลังได้รับการพยาบาลตามกระบวนการพยาบาลร่วมกับการประเมินแบบองค์รวม การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล การติดตามต่อเนื่อง และการดูแลแบบสหวิชาชีพ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี โดยค่า HbA1c ลดลงจาก 8.1% เหลือ 5.5% และสามารถยุติการใช้อินซูลินได้ ส่วนกรณีศึกษารายที่ 2 ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ค่า HbA1c ยังสูงกว่าค่าเป้าหมาย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านพฤติกรรมการจัดการตนเองและการควบคุมอาหาร</p>
ภารดี อุบลพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
145
156
-
ผลของโปรแกรมสุขศึกษาต่อความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อการป้องกันภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298107
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมสุขศึกษาต่อความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อการป้องกันภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัด โปรแกรมสุขศึกษาต่อความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อการป้องกันภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัด โดยอาศัยกรอบแนวคิดของโอเร็ม (Orem) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมี ณ บำบัดศูนย์เคมีบำบัด โรงพยาบาลมหาสารคาม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม จำนวน 18 ราย และกลุ่มทดลอง จำนวน 18 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1.แบบสอบถามความรู้ และ2.แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อการป้องกันภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคล และ2) พฤติกรรมดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) คะแนนความรู้ของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.01) 2) คะแนนความรู้หลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) 3) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.01) 4) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังได้รับโปรแกรมฯของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01)</p>
นันทกานต์ นักผูก
ดารานาถ ทองม้วน
เพลินตา กุลทรัพย์ธนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
157
167
-
การวัดปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์โปรตีนผงชงดื่มรสโกโก้ที่จำหน่ายในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298229
<p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดปริมาณสารตะกั่ว (Pb) ในผลิตภัณฑ์โปรตีนผงชงดื่มรสโกโก้และรสช็อกโกแลตที่จำหน่ายในประเทศไทย และจำแนกผลตามประเภทผลิตภัณฑ์ การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาทางห้องปฏิบัติการ โดยคัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 20 ตัวอย่าง แบ่งเป็นเวย์โปรตีน 10 ตัวอย่าง และโปรตีนจากพืช 10 ตัวอย่าง วิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) ตามวิธีมาตรฐาน AOAC</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์ทั้ง 20 ตัวอย่างมีปริมาณสารตะกั่วต่ำกว่าขีดจำกัดการตรวจพบของวิธีวิเคราะห์ (LOD = 0.12 mg/kg) โดยทั้งกลุ่มเวย์โปรตีนและโปรตีนจากพืชให้ผล Not Detected ทุกตัวอย่าง และไม่สามารถประเมินความแตกต่างระหว่างกลุ่มได้</p>
นิรมล ใบปกทอง
ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
168
173
-
ปัจจัยที่มีผลต่อความล่าช้าในการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มารับบริการที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลบุรีรัมย์ : การศึกษาแบบย้อนหลัง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298288
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจรูปแบบการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความล่าช้าในการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ (Door-to-needle time > 60 นาที) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มารับบริการที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดจำนวน 1,966 ราย ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนและระบบบันทึกข้อมูล Stroke fast track วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (Multiple Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์ผู้ป่วยได้รับยาล่าช้าเกินกว่าเป้าหมายคิดเป็นร้อยละ 62.7 ปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ส่งผลต่อความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ได้แก่ การมารับบริการโดยไม่ได้ผ่านระบบส่งต่อ (Non-referral) (aOR = 20.86, 95% CI: 8.22 - 52.90), ระดับความรุนแรงของอาการ (NIHSS) ที่น้อยกว่า 5 คะแนน (aOR = 2.35, 95% CI: 1.92 - 2.87), และระยะเวลาตั้งแต่มาถึงจนได้รับการประเมินโดยแพทย์นานกว่า 15 นาที (aOR = 2.07, 95% CI: 1.38 - 3.11)</p>
ศิริวุฒิ ศิริเดชอุดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
174
180
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะกำเริบเฉียบพลันซ้ำ : กรณีศึกษา 2 ราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298351
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบกรณีศึกษาเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กลับเข้ารับการรักษาซ้ำด้วยภาวะกำเริบเฉียบพลัน จำนวน 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยในชาย โรงพยาบาลหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 8–10 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การซักประวัติและสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ การสังเกต การตรวจร่างกาย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน เพื่อกำหนดข้อวินิจฉัย วางแผนการพยาบาล และประเมินผลลัพธ์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 รายมีอาการหอบเหนื่อย ไอ และมีเสมหะ แต่มีปัจจัยกระตุ้นแตกต่างกัน โดยรายที่ 1 มีปัจจัยสำคัญจากการสูบบุหรี่เรื้อรัง ส่วนรายที่ 2 มีภาวะปอดอักเสบร่วมกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง การพยาบาลครอบคลุมระยะวิกฤติ ระยะกึ่งวิกฤติ และระยะฟื้นฟู โดยเน้นการป้องกันภาวะหายใจล้มเหลว การส่งเสริมการระบายเสมหะ การเฝ้าระวังการติดเชื้อและโรคร่วม ตลอดจนการส่งเสริมการจัดการตนเองและการวางแผนจำหน่าย ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยทั้ง 2 รายมีอาการดีขึ้น สามารถหยุดการให้ออกซิเจนได้ ไม่เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และจำหน่ายกลับบ้านได้</p>
ปวีณ์ริศา อินทรพิมพ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
181
190
-
ผลลัพธ์ของการใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงทางสายแคนนูลาเข้าจมูก (High-Flow Nasal Cannula: HFNC) ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหายใจลำบาก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298361
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์ทางคลินิก และผลสำเร็จของการใช้ HFNC ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหายใจลำบาก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือน–15 ปี ที่ได้รับ HFNC จำนวน 110 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2564 – ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการรักษาด้วย paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 59.09) อายุเฉลี่ย 3.32±2.69 ปี และได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคปอดอักเสบมากที่สุด ภายหลังได้รับ HFNC อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง ขณะที่ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลา (p<0.001) ผู้ป่วยร้อยละ 97.27 มีลักษณะการหายใจดีขึ้น ระยะเวลาการใช้ HFNC เฉลี่ย 85.79±60.18 ชั่วโมง ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 5.89±3.37 วัน ไม่พบภาวะแทรกซ้อน และการรักษาประสบผลสำเร็จร้อยละ 96.36</p>
วรัญญากานต์ สุขนาบัว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
191
198
-
ผลของโปรแกรมออกกำลังกายด้วยถุงทรายต่อความรุนแรงโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299709
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของผลของโปรแกรมออกกำลังกายด้วยถุงทรายต่อความรุนแรงโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อเข่าและเข้ามารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตะดอบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมออกกำลังกายด้วยถุงทรายต่อความรุนแรงโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคม 2569 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานใช้ Paired Samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value<0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีการรับรู้การป้องกันความรุนแรง (การรับรู้สาเหตุ) มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (Mean=28.63; SD=1.47) การรับรู้ความเจ็บป่วย พฤติกรรมการป้องกันความรุนแรง (พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย) และการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (Mean=28.93; SD=1.04), (Mean =27.07; SD=2.36), (Mean =29.80; SD= 5.63) ตามลำดับ ซึ่งหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value <0.05 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมออกกำลังกายด้วยถุงทราย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการของพิสัยการเคลื่อนไหวข้อเข่าในทุกมิติ โดยองศาการงอข้อเข่าซ้าย (Mean=91.12; SD=10.12) องศาการเหยียดข้อเข่าซ้าย (Mean=93.33; SD=16.59) ในส่วนของข้อเข่าขวา พบว่า องศาการงอ (Mean=104.50; SD=13.15) และองศาการเหยียด (Mean=87.17; SD=8.58) โดยองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นในทุกมิติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value <0.05</p>
ญาสิณี ทองมี
ปัณณทัต จันพานิช
โสพิน พิมเทพา
จุฑามาศ แก้วจันดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
199
212
-
การบูรณะปิดช่องว่างระหว่างฟันหน้าบนด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตโดยตรงในผู้ป่วยที่มีจุด เกาะต่ำของเนื้อเยื่อยึดริมฝีปาก : รายงานผู้ป่วย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298453
<p> รายงานผู้ป่วยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการตรวจวินิจฉัย การจัดการปัจจัยเชิงสาเหตุ และการบูรณะปิดช่องว่างระหว่างฟันหน้าบนคู่กลางด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตโดยตรง ร่วมกับการใส่ฟันเทียมในฟันหลังเพื่อความสำเร็จในการรักษาระยะยาว โดยเป็นกรณีศึกษาในผู้ป่วยหญิงไทยที่เข้ารับบริการทางทันตกรรมด้วยปัญหาวัสดุอุดเดิมบริเวณฟันหน้าบนชำรุดและหลุดแตก ทันตแพทย์ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากการซักประวัติ การตรวจสภาพช่องปาก และการถ่ายภาพรังสี พบว่าวัสดุอุดเดิมบริเวณฟันหน้าบนคู่กลางมีขอบไม่เรียบและชำรุด ร่วมกับการมีเนื้อเยื่อยึดริมฝีปากบนที่มีจุดเกาะต่ำและแผ่ขยายข้ามสันเหงือก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน ตลอดจนพบการสูญเสียฟันหลังในขากรรไกรล่าง ทันตแพทย์จึงได้วางแผนและให้การรักษาอย่างเป็นระบบ โดยได้ให้การรักษาด้วยการตัดเนื้อเยื่อยึดริมฝีปากบน การรื้อวัสดุอุดเดิมและบูรณะปิดช่องว่างระหว่างฟันหน้าบนด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตโดยตรง การใส่ฟันเทียมบางส่วนแบบถอดได้ในขากรรไกรล่าง และการให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี โดยประเมินผลการรักษาจากลักษณะทางคลินิก ภาพถ่ายรังสีรอบปลายรากฟัน ประสิทธิภาพการบดเคี้ยว และระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยจากการติดตามผลที่ระยะเวลา 8 เดือน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า วัสดุบูรณะเรซินคอมโพสิตอยู่ในสภาพดี ขอบวัสดุแนบสนิทกับตัวฟัน อวัยวะปริทันต์โดยรอบมีสุขภาพดี ไม่พบการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟันเพิ่มเติมจากภาพถ่ายรังสี ผู้ป่วยสามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากต่อรูปร่างฟันและความสวยงามของรอยยิ้ม</p>
อนงค์นาฏ หุ่นงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
213
223
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298469
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า ความสัมพันธ์ และปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1–4 ปีการศึกษา 2569 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 219 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามปัจจัยด้านจิตสังคม ความเข้มแข็งทางใจ การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า มีค่าความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.13, S.D.=0.43) โดยด้านการรับรู้และปรับตัวต่อเหตุการณ์ชีวิตมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการเปรียบเทียบพบว่า นักศึกษาที่มีระดับชั้นปี เงินสนับสนุน สัมพันธภาพในครอบครัว และประสบการณ์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าต่างกัน มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) นอกจากนี้ ปัจจัยด้านจิตสังคม ความเข้มแข็งทางใจ และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ซึ่งความเข้มแข็งทางใจมีอำนาจการพยากรณ์สูงที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านจิตสังคม และการสนับสนุนทางสังคม ตามลำดับ</p>
กุศลิน กัณหา
อักษรา นินนานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
224
235
-
การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบแบบเปิดและการผ่าตัดผ่านกล้องของโรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298479
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาการผ่าตัด ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ระดับความปวดหลังผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน และการกลับเป็นซ้ำของโรค ระหว่างการผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบแบบเปิดและแบบผ่านกล้อง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบสังเกตการณ์ย้อนหลัง (survey research by Retrospective cohort study) จากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบ ณ โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 90 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดแบบเปิด 45 ราย และกลุ่มผ่าตัดผ่านกล้อง 45 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, Mann–Whitney U test, Chi-square test และ Fisher's exact test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: ข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p>0.05) กลุ่มผ่าตัดผ่านกล้องมีระยะเวลาผ่าตัดนานกว่า แต่มีปริมาณการสูญเสียเลือด ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และคะแนนความปวดหลังผ่าตัดต่ำกว่ากลุ่มผ่าตัดแบบเปิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ขณะที่อัตราภาวะแทรกซ้อนโดยรวมและการกลับเป็นซ้ำของโรคต่ำกว่า แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)</p>
กฤษตินา สุรชัยดังถวิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
236
243
-
การพัฒนาคุณภาพบันทึกทางการพยาบาล หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 1 โรงพยาบาลลำปาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298508
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 1 โรงพยาบาลลำปาง โดยใช้กระบวนการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Quality Improvement Process ; CQI) ตามกรอบแนวคิด FOCUS-PDCA การศึกษาเชิงปฏิบัติการนี้ เป็นการศึกษาเชิงพัฒนาแบบก่อน–หลังการการพัฒนาโดยใช้กระบวนการ FOCUS-PDCA 9 ขั้นตอน ดำเนินการในกลุ่มประชากรพยาบาลวิชาชีพ 19 ราย และรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ เวชระเบียนของผู้ป่วย ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนก่อนและหลังดำเนินการพัฒนาคุณภาพ อย่างละ 29 ราย รวมเป็น 58 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีความความสอดคล้อง ความครอบคลุมของเนื้อหาและความเหมาะสมของสำนวนภาษาที่ใช้ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา Content Validity Index (CVI) เท่ากับ 1 ทุกเครื่องมือได้แก่ 1) แนวคำถามในการประชุมกลุ่มเกี่ยวกับปัญหาของการบันทึกทางการพยาบาล ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 1 โรงพยาบาลลำปาง 2) คู่มือบันทึกทางการพยาบาลที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพบันทึกทางการพยาบาลให้เป็นไปตามกระบวนการพยาบาลพยาบาล (APIE) โดยเน้นบันทึกทางการพยาบาลรูปแบบชี้เฉพาะ (Focus charting) ที่กลุ่มการภารกิจด้านการพยาบาลของโรงพยาบาลลำปางใช้อยู่ในปัจจุบัน 3) แบบตรวจสอบการปฏิบัติการบันทึกทางการพยาบาลตามกระบวนการพยาบาล (APIE) ที่ผู้ศึกษาดัดแปลงขึ้นมาจาก แบบตรวจสอบการปฏิบัติการบันทึกทางการพยาบาลตามกระบวนการพยาบาล (APIE) ของโรงพยาบาลลำปาง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษา: ภายหลังการนำกระบวนการ FOCUS-PDCA มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล ในแบบฟอร์มรายการปัญหา (Focus List) และบันทึกความก้าวหน้าทางการพยาบาล (Progress Note) โดยบันทึกในรูปแบบ APIE พบว่ามีความถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ของบันทึกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 72.4 เป็นร้อยละ 93.1 นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นของการบันทึกด้านมิติด้านจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 58.6</p>
อุสยา เกษมจันทรกุล
ชญาภา แสนหลวง
ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
244
250
-
ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยบาดแผลไหม้รุนแรงที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299710
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยบาดแผลไหม้รุนแรงในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า การศึกษาแบบย้อนหลัง (retrospective study) ในผู้ป่วยบาดแผลไหม้รุนแรงที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2567 ข้อมูลถูกรวบรวมจากเวชระเบียนผู้ป่วยโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเสียชีวิตใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสถิติ Fisher’s exact test และ independent t-test ส่วนตัวแปรแบบเดี่ยวใช้ Chi-square หรือ t-test</p> <p> ผลการศึกษา: ในกลุ่มตัวอย่าง มีผู้ป่วย 81 คน ที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้รุนแรง และมีผู้ป่วย 3 คน (3.7%) ที่ตาย การตายพบในการบาดเจ็บจากไฟฟ้า 2 คน (16.7%) และจากสารเคมี 1 คน (33.3%) ซึ่งสาเหตุของแผลไหม้พบเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับการตายอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.013) และผู้ป่วยทั้ง 3 คนพบเป็น third degree burn ซึ่งความลึกของแผลไหม้ที่เป็น third degree burn ก็เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับการตายแบบมีนัยสำคัญ(p=0.018) ผู้ป่วยที่ตายส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-70 ปี (เฉลี่ย 46 ปี) และมีแนวโน้มที่จะตายมากขึ้นในช่วงอายุ 60-80 ปี ผู้ป่วยที่ตายทั้ง 3 คน (13.6%) พบมีพื้นที่ผิวไหม้เฉลี่ยที่ >20%TBSA และมีความสัมพันธ์กับการตายอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.019) ระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลในกลุ่มที่ตายเฉลี่ย 15-19 วัน</p>
สิทธิวัฒน อินทรขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
251
259
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการเยี่ยมบ้านโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299711
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับการเยี่ยมบ้านโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน สุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ ศึกษาระหว่างพฤศจิกายน 2568 - เมษายน 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับกายเยี่ยมบ้านโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ เก็บรวบรวมข้อมูลใช้ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .72 และค่าความเชื่อมั่น สัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบัค ได้เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติทดสอบ Paired t-test และ Unpaired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 95%</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือดต่ำกว่าก่อนก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอัตราการกรองของไตสูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
สงกรานต์ กลั่นด้วง
เพ็ญพักตร์ เทพนรินทร์
พฤกษชาติ ชูชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
260
271
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298550
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุของอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุของอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ศึกษาในห้วงตุลาคม2567- กันยายน2568 กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูล คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ตามเกณฑ์การคัดเข้า ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 186 คน จาก12ตำบล ผู้ให้ข้อมูลหลักสำหรับการสัมภาษณ์ 35 คน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบจำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินรูปแบบ แบบทดสอบก่อนและหลัง แบบวัดคุณภาพชีวิต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ pair simple t test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีการพัฒนาความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น โดยคะแนนทดสอบหลังทดลองมีค่าเฉลี่ย (=13.14) สูงกว่าก่อนการอบรม ที่มีค่าเฉลี่ย (=10.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 คะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจ UBON Model พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (= 4.35 SD=0.41)</p>
สุทัศน์ สีทน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
272
282
-
ลักษณะทางคลินิกและผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นนทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298611
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ผลลัพธ์การรักษา และปัจจัยทางคลินิกที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี เป็นการศึกษาย้อนหลังแบบ Retrospective cohort study ศึกษาผู้ป่วยเด็กอายุแรกเกิดถึง 6 เดือน ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวและเข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกวิกฤตและหอผู้ป่วยทารก โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2569 จำนวน 46 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนด้วยแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Chi-square test, Fisher's exact test, Independent t-test หรือ Mann–Whitney U test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนเป็นทารกครบกำหนดอายุครรภ์ (ร้อยละ 80.43) สัดส่วนเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน (25 ราย และ 21 ราย ตามลำดับ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย จำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 60.87 และมีสัญชาติอื่นๆ ถึงจำนวน 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 39.13 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก โรคที่พบมากที่สุด ได้แก่ Tetralogy of Fallot (ร้อยละ 21.74) รองลงมาคือ Double outlet right ventricle (ร้อยละ 19.57) และ Truncus arteriosus (ร้อยละ 13.04) ผู้ป่วยร้อยละ 78.26 ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่แรกเกิด โดยมีอาการเขียวเป็นอาการสำคัญ (ร้อยละ 58.70) ผู้ป่วยร้อยละ 52.17 ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 15.23±14.95 วัน พบภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 69.57 โดยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดพบมากที่สุด (ร้อยละ 45.65) ผู้ป่วยจำหน่ายกลับบ้านร้อยละ 50.00 ส่งต่อร้อยละ 28.26 และเสียชีวิตร้อยละ 21.74 ทั้งนี้ การเกิดภาวะแทรกซ้อนมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.020)</p>
ณัฐกานต์ ควรหาเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
283
291
-
ประสิทธิผลของรูปแบบ Group Medical Visit ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมและความรอบรู้ทางสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ ในหน่วยบริการปฐมภูมิ เครือข่ายอำเภอสามเงา จังหวัดตาก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298719
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลรักษาแบบกลุ่ม (Group Medical Visit: GMV) ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมและความรอบรู้ทางสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในหน่วยบริการปฐมภูมิ เครือข่ายอำเภอสามเงา จังหวัดตาก จำนวน 84 ราย ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 42 ราย ซึ่งได้รับรูปแบบการดูแลรักษาแบบกลุ่มจำนวน 6 ครั้ง ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม 42 ราย ซึ่งได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินความรอบรู้ทางสุขภาพ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และ Independent t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงและมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวช่วยเพิ่มเวลาในการปฏิสัมพันธ์ ส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนร่วมโรค (Peer support) และยกระดับความมั่นใจในการจัดการตนเอง</p>
นลพรรณ สาลีวัฒนผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
292
300
-
การพัฒนาระบบบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับและการผ่าตัดแผลเล็กแบบครบวงจร ในโรงพยาบาลแม่ข่าย โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299747
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One Day Surgery: ODS) และการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) แบบครบวงจร ในโรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 ผู้มีส่วนร่วมวิจัย ได้แก่ บุคลากรทีมสหสาขาวิชาชีพ 47 คน และประเมินผลจากผู้ป่วยจำนวน 241 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการสังเกต แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ระบบมาตรฐานทางคลินิก (CPG, Care Map, Safety Checklist) 2) ระบบดิจิทัล (Telemedicine, Virtual OPD, นัดหมายออนไลน์) และ 3) ระบบเครือข่ายบริการ (Referral System, Co-management, ศัลยกรรมสัญจร) ซึ่งครอบคลุมการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด ประเมินผล ด้านประสิทธิภาพ ระบบสามารถลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยลดลงจาก 3.73 วัน/ราย เหลือ 1 วัน/ราย ระยะเวลารอผ่าตัดเฉลี่ยลดลงจาก 3 เดือน เหลือ 1 เดือน และจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกลดลงจากเฉลี่ย 80 รายต่อวัน เหลือ 30 รายต่อวัน ทั้ง 3 ตัวชี้วัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ด้านคุณภาพและความปลอดภัย ไม่พบการกลับมารักษาซ้ำ (Re-admission) ภายใน 30 วัน และไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ความพึงพอใจโดยรวมของบุคลากรอยู่ในระดับมาก (4.10±0.53) และความพึงพอใจในภาพรวมของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 2.25±0.51 เป็น 4.43±0.57 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ด้านความคุ้มค่า สามารถลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้ป่วยต่อรายจาก 2,400 บาท เหลือ 800 บาท หรือลดลงร้อยละ 66.7 ขณะเดียวกันโรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 15,815,299 บาท จากการเบิกชดเชยค่าบริการที่มีประสิทธิภาพ</p>
ภาคิน ธนการเวคิน
สุธาสินี เหล่าวิศาลสุวรรณ
กาญจนา จันทะนุย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
301
314
-
ปัจจัยทางครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินในเด็กปฐมวัย จังหวัดสุพรรณบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299750
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินในเด็กปฐมวัย จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 350 คน โดยสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลของผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ และ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิภาค</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยมีภาวะน้ำหนักเกิน ร้อยละ 26.00 ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.43 มีอายุเฉลี่ย 35.27 ปี (SD = 9.54) ส่วนใหญ่มีทัศนคติเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.29 มีความรู้อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 51.43 และมีพฤติกรรมการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.86 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินในเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ครัวเรือนต่อเดือน (χ² = 33.225, p < .001) รูปแบบครอบครัว (χ² = 6.616, p = .037) การได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ (χ² = 11.472, p = .001) ระดับทัศนคติ (χ² = 70.323, p < .001) ระดับความรู้ (χ² = 8.493, p = .014) และระดับพฤติกรรม (χ² = 31.477, p < .001) โมเดลปัจจัยทางครอบครัวสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะน้ำหนักเกินในเด็กปฐมวัยได้ร้อยละ 42.80 (Nagelkerke R² = .428) โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ครัวเรือนต่อเดือน (p = .008) ทัศนคติของผู้ปกครอง (Adjusted OR = .949, 95% CI: .921–.977, p < .001) และพฤติกรรมของผู้ปกครอง (Adjusted OR = .895, 95% CI: .855–.936, p < .001)</p>
อัมพร สัจจวีรวรรณ
มัณทนาวดี เมธาพัฒนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
315
324
-
การพัฒนากรอบสมรรถนะพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299752
<p> การศึกษาเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยประยุกต์กลยุทธ์การพัฒนากรอบสมรรถนะของ Marrelli et al. ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลวิกฤตออร์โธปิดิกส์ จำนวน 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบบันทึกรายการสมรรถนะ และแนวคําถามปลายเปิดแบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ และพัฒนากรอบสมรรถนะฉบับร่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และการหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของพฤติกรรมบ่งชี้ของสมรรถนะเป็นรายข้อ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กรอบสมรรถนะพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก 3 ด้าน แบ่งเป็นสมรรถนะย่อย 12 ข้อ และพฤติกรรมบ่งชี้ความสามารถ 93 ข้อ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านการดูแลระบบทางเดินหายใจผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ ประกอบด้วย สมรรถนะย่อย 3 ข้อ และพฤติกรรมบ่งชี้ความสามารถ 21 ข้อ 2) สมรรถนะด้านการดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือดผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ ประกอบด้วย สมรรถนะย่อย 4 ข้อ และมีพฤติกรรมบ่งชี้ความสามารถ 33 ข้อ และ3) สมรรถนะด้านการดูแลระบบกล้ามเนื้อและกระดูกผู้ป่วยวิกฤตออร์โธปิดิกส์ ประกอบด้วย สมรรถนะย่อย 5 ข้อ และมีพฤติกรรมบ่งชี้ความสามารถ 39 ข้อ</p>
สกาวรัตน์ ศรีชุ่มจิตร
อรอนงค์ วิชัยคำ
กุลวดี อภิชาติบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
325
333
-
การพัฒนารูปแบบ NANGOI Fall Prevention Model เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านนางอย ตำบลเต่างอย จังหวัดสกลนคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299753
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผล NANGOI Fall Prevention Model ในการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการตามวงจร PAOR จำนวน 2 วงรอบ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มจำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และผู้ร่วมดำเนินการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 14 คน ทดลองใช้รูปแบบเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม Thai Falls Risk Assessment (Thai-FRAT), Timed Up and Go Test (TUG), 30-Second Chair Stand Test แบบติดตามการดำเนินโปรแกรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษา: NANGOI Fall Prevention Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ N–Network Partnership, A–Assessment, N–Need and Knowledge, G–Group Exercise, O–Ongoing Home Exercise และ I–Implementation, Evaluation and Follow-up หลังใช้รูปแบบเป็นเวลา 12 สัปดาห์ คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้มเพิ่มขึ้นจาก 12.80 ± 2.40 เป็น 18.90 ± 1.80 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มเพิ่มขึ้นจาก 33.70 ± 5.20 เป็น 44.80 ± 4.10 คะแนน คะแนนเฉลี่ย Thai-FRAT ลดลงจาก 8.40 ± 2.10 เป็น 4.90 ± 1.80 คะแนน ระยะเวลาเฉลี่ยในการทดสอบ TUG ลดลงจาก 12.80 ± 2.60 เป็น 10.90 ± 1.80 วินาที และจำนวนครั้งเฉลี่ยในการทดสอบ 30-Second Chair Stand เพิ่มขึ้นจาก 10.30 ± 2.40 เป็น 13.90 ± 2.60 ครั้ง ผลลัพธ์ทั้ง 5 ด้านดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ไม่พบการหกล้มระหว่างการติดตาม 12 สัปดาห์ และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.80 ± 0.29 คะแนน)</p>
วลัยพรรณ เคะนะอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
334
345
-
อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเสริมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299754
<p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนประสมทางการตลาด 4Ps และกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และเพื่อศึกษาผลของส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้ออาหารเสริมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ด้านกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยการหากลุ่มตัวอย่างเมื่อไม่ทราบขนาดประชากรที่แน่ชัด ของ Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ทั้งสิ้น จำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) และการวิเคราะห์หาการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21–30 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ย 15,001–30,000 บาท โดยภาพรวมปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) อยู่ในระดับมาก โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านช่องทางจัดจำหน่าย ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4Ps มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านช่องทางจัดจำหน่าย ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ</p>
กิ่งแก้ว พรอภิรักษสกุล
ณัฐสพันธ์ เผ่าพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
346
352
-
การเสริมพลังความเข้มแข็งทางจิตใจของเยาวชนเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านยาเสพติด : รูปแบบการประเมินและผลลัพธ์ของโครงการ TO BE NUMBER ONE ในเครือข่ายจังหวัดร้อยเอ็ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299755
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประเมินปัจจัยด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการฯ ศึกษาปัจจัยและสังเคราะห์รูปแบบการดำเนินงานที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการเสริมพลังความเข้มแข็งทางจิตใจของเยาวชนเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านยาเสพติด กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารและคณะทำงานระดับนโยบาย แกนนำภาคีเครือข่ายและผู้รับผิดชอบศูนย์เพื่อนใจ แกนนำเยาวชนและผู้แทนกลุ่มเป้าหมาย รวมจำนวน 1,205 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมิน จำนวน 9 ฉบับที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง Multiple regression analysis (MRA) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านบริบทของโครงการ ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก (mean = 4.42, SD = 0.52) ปัจจัยนำเข้า อยู่ในระดับมากที่สุด (mean = 4.51, SD = 0.48) กระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก (mean = 4.38, SD = 0.55) ส่วนผลผลิตและผลลัพธ์ พบว่า ด้านประสิทธิผล (mean = 4.45,SD= 0.50) ผลกระทบ (mean = 4.18, S.D = 0.63) ความยั่งยืน (mean = 4.05, SD = 0.68) และการถ่ายทอดส่งต่อ (mean = 3.92, SD = 0.71) อยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน 2)ปัจจัยด้านบริบท (Context) เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งอิทธิพลต่อการเสริมพลังความเข้มแข็งทางจิตใจของเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (beta = -.276, t = -3.583, p < .001) โดยมีอิทธิพลในเชิงลบ และ 3)รูปแบบการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ประกอบ 8 ขั้น คือ การกำหนดนโยบายและพันธะสัญญาร่วม การจัดโครงสร้างคณะกรรมการและเครือข่าย การกำหนดยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดทักษะชีวิต การแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติเชิงพื้นที่ การบริหารทรัพยากรและงบประมาณบูรณาการ การสร้างนวัตกรรมการสื่อสารและฐานข้อมูล การประเมินผลและเชิดชูเกียรติ และการถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p>
วิทยา โคตรท่าน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
353
364
-
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา โดยชุมชน เพื่อชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299028
<p> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา โดยชุมชน เพื่อชุมชน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 310 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ และภาคีเครือข่าย จำนวน 18 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความรู้ ค่าความเที่ยง 0.93 แบบบันทึกพฤติกรรมและสภาวะสุขภาพรายบุคคล และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน เมษายน ถึง พฤศจิกายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test (ระดับนัยสำคัญ 0.05) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การให้ความรู้ที่ผ่านมาไม่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยแสดงความคิดเห็น ขาดการติดตามพฤติกรรม และขาดการวางแผนที่เหมาะสม จากการพัฒนาได้รูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การสร้างการมีส่วนร่วม 2) การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 3) การติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและเสริมพลัง 4) การประเมินผลและสะท้อนผลการเรียนรู้ ผลการประเมินพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อน (x ̅=7.96, S.D.=1.28) และเบาหวานระยะสงบ (x ̅=7.74, S.D.=1.36) อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังการพัฒนา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นและมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.001)</p>
ชนะ หอมจันทร์
วัชรากรณ์ ยุตะวัน
ยุภาพร สืบสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
365
374
-
ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะรุนแรงของการติดเชื้อ RSV ในผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298840
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะรุนแรงของการติดเชื้อ RSV ในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by Retrospective study) โดยทบทวนเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลน้ำพอง ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 321 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Mann–Whitney U test และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (Multiple logistic regression) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุมัธยฐาน 22 เดือน ผู้ป่วยร้อยละ 34.89 มีภาวะรุนแรงของโรค และพบการระบาดมากในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ภายหลังการวิเคราะห์พหุคูณ พบว่าอายุต่ำกว่า 1 ปี การคลอดก่อนกำหนด การได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน การฝากเลี้ยงในศูนย์เด็กเล็กหรือเนอสเซอรี่ การมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค และการติดเชื้อร่วม เป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะรุนแรงของการติดเชื้อ RSV อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยการได้รับควันบุหรี่มือสองมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะรุนแรงสูงที่สุด</p>
สุภัทรา อามาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
375
384
-
การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพชุมชนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกในพื้นที่เสี่ยงสูง จังหวัดสกลนคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298891
<p> การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยประยุกต์ใช้เทคนิค AIC ในกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 1) กลุ่มตัวอย่างเครือข่ายสุขภาพชุมชน ได้แก่ ผู้นำชุมชน, อสม., ผู้แทน อปท., ครู และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 136 คน 2) ประชาชนที่เป็นตัวแทนหลังคาเรือน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 440 คน ดำเนินการในพื้นที่่ตำบลเสี่ยงสูงอันดับหนึ่งของแต่่ละอำเภอ ได้้แก่่ 1) ต.หนองปลิง อ.นิคมน้ำอูน 2) ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน 3) ต.บึงทวาย อ.เต่างอย และ 4) ต.กุดบาก อ.กุดบาก ทำศึกษาวิจัยระหว่างเดือน ธันวาคม 2568 ถึง เมษายน 2569 ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานได้แก่ Paired sample t-test</p> <p> ผลการพัฒนาพบว่า เครือข่ายสุขภาพชุมชน มีระดับความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 16.42 คะแนน (S.D. = 1.88) ก่อนการพัฒนา เป็น 18.47 คะแนน (S.D. = 1.55) หลังการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) มีระดับการปฏิบัติเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 23.80 คะแนน (S.D. = 2.58) ก่อนการพัฒนา เป็น 28.82 คะแนน (S.D. = 1.66) หลังการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) มีระดับ การมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น ก่อนการพัฒนา คะแนนเฉลี่ย 47.53 (S.D. = 3.70) เป็นคะแนนเฉลี่ย 57.10 (S.D. = 3.65) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) และประชาชนที่เป็นตัวแทนหลังคาเรือน มีระดับความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 16.11 คะแนน (S.D. = 2.08) ก่อนการพัฒนา เป็น 17.73 คะแนน (S.D. = 2.03) หลังการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001) มีระดับการปฏิบัติเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 24.75 คะแนน (S.D. = 2.14) ก่อนการพัฒนา เป็น 28.46 คะแนน (S.D. = 1.95) หลังการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value < 0.001)</p>
ตระกูลไทย ฉายแม้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
385
398
-
ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและแนวทางการป้องกันภาวะซึมเศร้า ในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298894
<p> การวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของ อสม. และเพื่อพัฒนาแนวทางป้องกันภาวะซึมเศร้าในพื้นที่ ประชากรที่ศึกษา คือ อสม. ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 113 คน เครื่องมือเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า พัฒนาตามแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตของ Jorm โดยมีค่าความตรงตามเนื้อหา IOC = 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น ด้านความรู้ KR-20 = 0.81 ด้านทัศนคติ Cronbach's alpha = 0.76 วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า คะแนนรวมด้านความรู้อยู่ระดับปานกลาง (ร้อยละ 65.16) ส่วนด้านความรู้และความเชื่อเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุอยู่ระดับน้อย (ร้อยละ 44.67) คะแนนเฉลี่ยรวมด้านทัศนคติอยู่ระดับมาก (Mean = 3.58, <em>SD</em> = 0.54) รายข้อพบทัศนคติเชิงลบต่อการเปิดเผยภาวะซึมเศร้าอยู่ระดับน้อย (Mean = 2.31, <em>SD</em> = 1.15) และแนวทางการป้องกันภาวะซึมเศร้าในชุมชน มุ่งให้มีการพัฒนาใน 3 ระดับได้แก่ 1) ระดับบุคคล จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า สาเหตุ และสัญญาณเตือน ทักษะการให้คำปรึกษาเบื้องต้น ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ และการสื่อสารเชิงบวกให้กับ อสม. อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง 2) ระดับชุมชน โดยการรณรงค์ปรับทัศนคติที่ทำให้คนกล้าเปิดเผยปัญหาครอบครัว และขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ถูกตัดสิน ให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องภาวะซึมเศร้า รวมถึงการสังเกต และสัญญาณเตือน แก่ประชาชนในชุมชน นักเรียนในสถานศึกษา รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ผ่านเสียงตามสาย วิทยุชุมชน ป้ายความรู้ขนาดใหญ่ และกลุ่มไลน์หมู่บ้าน 3) ระดับเครือข่าย โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง อสม. รพ.สต. องค์การบริหารส่วนตำบล วัด โรงเรียน โรงเรียนผู้สูงอายุ และหน่วยงานสาธารณสุขระดับพื้นที่ และระดับจังหวัด โดยกำหนดบทบาทที่ชัดเจนสำหรับแต่ละภาคส่วน มีระบบการส่งต่อ ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีการติดตามดูแลต่อเนื่องในพื้นที่</p>
สมรทิพย์ วิภาวนิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
399
407
-
ประสิทธิภาพของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดจันทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298921
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี กลุ่มทดลอง 36 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 33 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมประกอบด้วยกิจกรรมในชั้นเรียน 5 ครั้ง ครอบคลุมทักษะการเข้าถึง การเข้าใจ การไต่ถาม การตัดสินใจ และการนำข้อมูลไปใช้ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับกิจกรรมสุขศึกษาตามปกติ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้ เจตคติ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Fisher’s exact test, paired t-test และ independent t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p=0.103) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเจตคติสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (46.4±3.3 และ 44.3±4.4 คะแนน; p=0.028) มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 86.7 เป็น 92.4 คะแนน และมีคะแนนพฤติกรรมป้องกันสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (79.3±7.2 และ 71.1±16.1 คะแนน; p=0.011</p>
สิริลักษณ์ บัวเย็น
พงศ์ธนัช ขาวกระโทก
ประไพพิศ วิวัฒน์วานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
408
417
-
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลหลักในผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้ายที่บ้าน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300287
<p> การวิจัยนี้เป็นการกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองของผู้ดูแลหลักในผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้ายที่มีระดับคะแนน PPS ร้อยละ 40-60 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในเดือนเมษายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลหลักในผู้ป่วยประคับประคองระยะท้าย และคู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระยะสุดท้าย เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแล และแบบประเมินผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองฉบับใช้ถามผู้ดูแล (POS-C) วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลและคะแนนผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองโดยใช้สถิติพรรณา และเปรียบเทียบความแตกต่างของผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง ด้วยสถิติ Wilcoxon signed – rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเสริมสร้างความรู้และทักษะแก่ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย ตั้งแต่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจนถึงการดูแลต่อเนื่องที่บ้านเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองตามการรับรู้ของผู้ดูแล ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05)</p>
รัดเกล้า วงษ์กาวิน
เจษฎาภรณ์ อิกำเหนิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
418
426
-
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอเมืองนครปฐม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300289
<p> การติดตามประเมินผลและการสรุปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมกระบวนการเรียนรู้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐมประกอบด้วย การศึกษาบริบทและสภาวะสุขภาพ การกำหนดกิจกรรมในกระบวนการเรียนรู้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม ประกอบด้วย โภชนาการ (เน้น low Carbohydrate) กิจกรรมทางกาย การจัดการความเครียด การนอนที่มีคุณภาพ งดพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค และการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในสังคมและครอบครัว การกำหนดบทบาทต่อกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t – test ในการเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม</p> <p> ผลการวิจัย: พบว่า ภายหลังการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม ความรอบรู้ด้านสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 อำเภอเมืองนครปฐม หลังการพัฒนากระบวนการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ยกเว้นด้านการนอนหลับที่มีคุณภาพ การงด (ลดละเลิก) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคและด้านการกินยาและพบแพทย์ อยู่ในระดับเหมาะสม ระดับน้ำตาลสะสมของผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม พบว่า โดยรวม น้อยกว่า ร้อยละ 7 คิด เพิ่มขึ้นจากหลังกระบวนการ ที่ร้อยละ 61.0 เป็นร้อยละ 68.71 นอกจากนี้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 อำเภอเมืองนครปฐม หลังกระบวนการและหลังการพัฒนากระบวนการ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ หลังการพัฒนากระบวนการ มีค่าคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม มากกว่าหลังการดำเนินการ และระดับน้ำตาลสะสมของผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม หลังกระบวนการและหลังการพัฒนา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ หลังการพัฒนากระบวนการ มีค่าคะแนนเฉลี่ยของระดับน้ำตาลสะสมของผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอเมืองนครปฐม ลดลงจากหลังกระบวนการ</p>
ยศสรัล พิมพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
427
440
-
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการด้วยการนับคาร์โบไฮเดรตและเมนูวัตถุดิบท้องถิ่นสำหรับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเบาหวานที่คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลปราสาท
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298980
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการด้วยการนับคาร์โบไฮเดรตร่วมกับเมนูวัตถุดิบท้องถิ่นต่อความรู้ด้านโภชนาการและการนับคาร์โบไฮเดรต พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเบาหวานที่มารับบริการคลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลปราสาท การศึกษาการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเบาหวานจำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โปรแกรมประกอบด้วยการให้ความรู้ด้านโภชนาการ การฝึกนับคาร์โบไฮเดรต การใช้คู่มือเมนูวัตถุดิบท้องถิ่น การฝึกอ่านฉลากและวางแผนอาหาร และการติดตามให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 28.9 ± 5.2 ปี ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนความรู้ด้านโภชนาการและการนับคาร์โบไฮเดรตเพิ่มจาก 8.85 ± 2.41 เป็น 12.93 ± 1.56 คะแนน (t = 13.72, p < .001) คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพิ่มจาก 52.43 ± 6.82 เป็น 68.75 ± 5.94 คะแนน (t = 15.84, p < .001) และระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 1 ชั่วโมงลดจาก 148.62 ± 18.54 เป็น 129.45 ± 14.27 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (t = -8.96, p < .001) สัดส่วนผู้ที่มีระดับน้ำตาลหลังอาหารอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายของสถานบริการเพิ่มจากร้อยละ 30.0 เป็นร้อยละ 77.5 ความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.73 ± 0.44 คะแนน)</p>
ไพโรจน์ พุดลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
441
448
-
ผลของการพัฒนาสื่อเว็บเบสแอพพลิเคชั่น เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐานสำหรับ นิสิตพยาบาลต่อความมั่นใจ และทักษะการพยาบาลขั้นพื้นฐานในห้องปฏิบัติการพยาบาล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298992
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเว็บเบสแอปพลิเคชันเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐานต่อความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล และศึกษาความพึงพอใจของนิสิตพยาบาลต่อการใช้สื่อดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาแนวคิดพื้นฐานและหลักการพยาบาล 2 จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเว็บเบสแอปพลิเคชันเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐาน 2) แบบประเมินความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .70 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้สื่อ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .89 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Paired t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 92.7 มีอายุ 19 ปี ร้อยละ 75.2 และส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นและไม่เคยใช้อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการพยาบาลมาก่อน ร้อยละ 75.2 และ 91.7 ตามลำดับ ภายหลังการใช้สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเว็บเบสแอปพลิเคชัน นิสิตพยาบาลมีคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลขั้นพื้นฐานสูงกว่าก่อนการใช้สื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนใช้สื่อ x̄ = 29.33, SD = 9.35; หลังใช้สื่อ x̄ = 42.00, SD = 4.73; t = -12.23, p < .001) นอกจากนี้ นิสิตพยาบาลมีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ สื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะทางการพยาบาล (x̄ = 4.71) รองลงมาคือ สื่อช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในบทเรียน (x̄ = 4.66) และความรู้จากสื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนภาคปฏิบัติได้ (x̄ = 4.65)</p>
อรพิญ บัวงาม
พรเทพ โรจนวสุ
วิชานีย์ ใจมาลัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
449
456
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และความเชื่อมั่นกับการเลือกบริโภคอาหารริมบาทวิถี ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/298999
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ ความเชื่อมั่น และการเลือกบริโภคอาหารริมบาทวิถี และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่อสุขาภิบาลกับการเลือกบริโภคอาหารริมบาทวิถีของนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 150 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารริมบาทวิถีอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 98.70 (Mean = 46.59, SD = 2.31) ความเชื่อมั่นต่อสุขาภิบาลอาหารริมบาทวิถีอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 98.00 (Mean = 45.34, SD = 2.33) และการเลือกบริโภคอาหารริมบาทวิถีอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 98.70 (Mean = 48.45, SD = 1.94) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนพบว่า ความเชื่อมั่นมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเลือกบริโภคอาหารริมบาทวิถีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ρ = 0.308, <em>p-value</em> < 0.001) ขณะที่การรับรู้ไม่พบความสัมพันธ์กับการเลือกบริโภค (ρ = 0.137, <em>p-value</em> = 0.095) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ความเชื่อมั่นต่อสุขาภิบาลอาหารริมบาทวิถี (B = 0.149, β = 0.179, <em>p-value</em> = 0.033) อายุ (B = 0.027, β = 0.203, <em>p-value</em> = 0.034) และภูมิภาคตะวันออกกลาง (B = -1.826, β = -0.246, <em>p-value</em> = 0.009) มีความสัมพันธ์กับการเลือกบริโภคอาหาร<br />ริมบาทวิถีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการเลือกบริโภคได้ร้อยละ 17.4 (R² = 0.174; Adjusted R² = 0.088)</p>
กมลทิพย์ ดวงจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
457
467
-
รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะสมเหตุผลของประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299026
<p> การวิจัยเชิงการวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะสมเหตุผลของประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนากระบวนการประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย แพทย์ เภสัชกรโรงพยาบาล พยาบาลวิชาชีพ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นักวิชาการสาธารณสุข นักการแพทย์แผนไทย ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้ประกอบการร้านชำ ประชาชน รวมเป้าหมายที่ใช้พัฒนากระบวนการทั้งสิ้น 30 คน ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการประยุกต์ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ระหว่างวันที่ 6 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะสมเหตุผลของประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ คือ HASCR Model ประกอบด้วย 1) Health Knowledge and Literacy RDU รูปแบบการดำเนินงานที่มุ่งเสริมสร้างความรู้ ความรอบรู้ ทักษะ 2) Awareness การสร้างความตระหนักรู้ 3) Sharing Experience การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ 4) Community Participation การมีส่วนร่วมของชุมชน 5) RDU Coaching หมายถึง เป็นกระบวนการเสริมพลังและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยควรนำรูปแบบ HASCR Model ไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในระดับชุมชน โดยบูรณาการการให้ความรู้ การสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับกระบวนการ RDU Coaching อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมพลังและติดตามพฤติกรรม อันจะช่วยลดการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมได้อย่างยั่งยืน</p>
ทิวาวรรณ สกุลจันทร์
อารีย์ บุตรสอน
นพดล พิมพ์จันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
468
482
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299034
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง (Cross Sectional Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 297 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 93.60 ทัศนคติ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 53.20 การเข้าถึงสถานบริการทันตกรรม และแหล่งขายอุปกรณ์ทำความสะอาดฟันเด็กปฐมวัย อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 43.80 ข้อมูลสาระความรู้ทางทันตสุขภาพจากแหล่งต่าง ๆ และการสนับสนุนจากสังคมของเด็กปฐมวัย อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 42.42 และพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 85.90 เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ พบว่า ความรู้ และทัศนคติของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value = 0.014 และ 0.001 ตามลำดับ ส่วนการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม การเข้าถึงแหล่งขายอุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปาก และการได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ทางทันตสุขภาพจากแหล่งต่าง ๆ การสนับสนุนจากบุคคลภายนอกไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง</p>
จันจิรา ชวดศรี
ภัทราภรณ์ เต็งโรจน์นภาพร
กัลย์สุดา จูเจ้ย
ชาคริญา นิลสกุล
ณัฐนันท์ ชูสีอ่อน
สิรภัทร บุญสนอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
483
492
-
ผู้สูงอายุอยู่ลำพัง : ความจำเป็นหรือตั้งใจ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300296
<p> บทความวิชาการนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการอยู่ลำพังของผู้สูงอายุไทยในสองมิติ ได้แก่ มิติของความจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นของบุตรหลาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว กับมิติของความตั้งใจ เป็นความปรารถนาในการดำรงชีวิตอย่างอิสระ และไม่ต้องการเป็นภาระของผู้อื่น รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบของการอยู่ลำพังต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ตลอดจนทบทวนนโยบายและระบบบริการดูแลผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน และเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับพยาบาลและบุคลากรสุขภาพในการประเมินและดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังแบบองค์รวม เพื่อส่งเสริมการสูงวัยในที่อยู่อาศัยเดิมอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> <p> ผลจากการทบทวนวรรณกรรมชี้ให้เห็นว่าการอยู่ลำพังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความโดดเดี่ยว และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งกลับมีความพึงพอใจในการอยู่ลำพังเมื่อได้รับการสนับสนุนทางสังคมที่เพียงพอ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงควรมุ่งเน้นการสร้างระบบสนับสนุนทางสังคมและระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการเสริมพลังให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งตนเองได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี</p>
วรุณศิริ ปราณีธรรม
ประเสริฐ สิทธิจิรพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
493
499
-
การศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยา Tranexamic acid ทางหลอดเลือดดำเพื่อลดการสูญเสียโลหิต และให้เลือดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299062
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Randomized Control Trial) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการลดการเสียเลือดของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยา TXA ผ่านทางเส้นเลือดดำก่อนการผ่าตัดเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับยา TXA ณ โรงพยาบาลหลังสวน จำนวน 45 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ราย คือ กลุ่มที่ 1 ไม่ได้รับยา TXA กลุ่มที่ 2 ได้รับยา TXA (1,000 มก.) จำนวน 2 ครั้ง และกลุ่มที่ 3 ได้รับยา TXA จำนวน 4 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Kruskal-Wallis H Test และเปรียบเทียบรายคู่ด้วย Dunn-Bonferroni โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ศึกษาระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2567 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2568</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าปริมาณการเสียเลือดรวมทั้งหมดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.003) โดยกลุ่มที่ได้รับยา TXA ทั้งสองรูปแบบมีปริมาณการเสียเลือดน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา TXA อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบ<br />รายคู่ พบว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด กลุ่มที่ได้รับยา 2 ครั้ง มีปริมาณการเสียเลือดน้อยที่สุดและแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.001) ในขณะที่ปริมาณการเสียเลือดขณะผ่าตัดกลุ่มที่ได้รับยา 4 ครั้งมีการเสียเลือดน้อยที่สุดแตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้รับยา TXA (p-value = 0.002) ทั้งนี้ไม่พบภาวะแทรกซ้อนเรื่องลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) ลิ่มเลือดอุดตันในปอด (PE) หรือ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจอุดตัน (Stroke/MI) ในทุกกลุ่มการศึกษา</p>
สิทธิโชค พรหมเกาะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
500
509
-
การสัมผัสแนฟทาลีนจากการประกอบอาชีพและการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในพนักงานขับรถโดยสารประจำทางในเขตเมือง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299123
<p>การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับสัมผัสและความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัสแนฟทาลีนทางการหายใจของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางในเขตเมือง เก็บตัวอย่างแนฟทาลีนในอากาศบริเวณการหายใจของพนักงานตลอดช่วงเวลาการทำงาน จำนวน 36 ตัวอย่าง ร่วมกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะการทำงาน และลักษณะของรถโดยสาร และประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพตามแนวทางขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา <br>ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มข้นเฉลี่ยของแนฟทาลีนในอากาศบริเวณการหายใจมีค่า 159.76 ± 196.73 µg/m³ ระดับความเข้มข้นของการรับสัมผัสแนฟทาลีน (exposure concentration: EC) สำหรับการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ใช่มะเร็งและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง มีค่า 48.94 และ 11.19 µg/m³ ตามลำดับ ค่าความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ใช่มะเร็ง (hazard quotient: HQ) เท่ากับ 16.31 และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมีค่า 3.80 × 10-4 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ภายใต้สมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน การรับสัมผัสแนฟทาลีนทางการหายใจของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ควรให้ความสำคัญและควรมีมาตรการในการลดและควบคุมการรับสัมผัสแนฟทาลีนระหว่างการปฏิบัติงาน</p>
ศศิธร ศรีมีชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
510
519
-
ผลลัพธ์ของโครงการป้องกันผู้ป่วยที่มีกระดูกหักซ้ำภายหลังกระดูกข้อสะโพกหัก (Phanat FLS) โรงพยาบาลพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300298
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังมีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลกระทบของบริการ Phanat Fracture Liaison Service (FLS) ในการลดอัตราการเกิดกระดูกหักซ้ำ และปรับปรุงผลลัพธ์ทางสุขภาพโดยรวมในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยทั้งหมด 248 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ากระดูกสะโพกหัก และได้รับการดูแลผ่านโปรแกรม Phanat FLS ถูกนำมารวมในงานวิจัยนี้ ผลลัพธ์ทางคลินิกที่รวบรวมจากบันทึกทางการแพทย์ ประกอบด้วย การเกิดกระดูกหักซ้ำ อัตราการเสียชีวิต สถานะการเดิน และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันสุขภาพ เช่น การตรวจตา และการตรวจฟัน การตรวจระดับวิตามินดี การประเมินความหนาแน่นของมวลกระดูก และการรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน ข้อมูลได้รับการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และรายงานผลในรูปแบบความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และช่วง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า มีผู้ป่วยเพียง 4 ราย (1.6%) ที่เกิดกระดูกหักซ้ำ โดยพบการหักที่ข้อมือ แขน ต้นขา และสะโพกข้างตรงข้าม อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วย คือ 13.7% สำหรับสถานการณ์เดิน พบว่า 19.8% ของผู้ป่วยสามารถเดินได้ด้วยตนเองหลังการรักษา ขณะที่ 42.8% สามารถเดินได้โดยใช้เครื่องช่วยเดิน ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากการเข้าร่วมโปรแกรม FLS อัตราการปฏิบัติตามมาตรการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ได้แก่ การตรวจตา 34.3% การตรวจฟัน 33.9% การตรวจระดับวิตามินดี 88.3% และการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก 27.4% นอกจากนี้ 22.2% ของผู้ป่วยได้รับการจ่ายยา และปฏิบัติตามการรักษาด้วยยารักษาโรคกระดูกพรุน</p>
พีรพัฒน์ วัฒนานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
520
524
-
การพัฒนารูปแบบบริการทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองเพื่อลดระยะเวลาการได้รับยาละลายลิ่มเลือด ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300300
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินผลบริการทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองที่เหมาะสมกับบริบทโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการ 2 วงรอบ ระหว่างเดือนตุลาคม 2567–กันยายน 2568 ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ 22 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด 70 ราย แบ่งเป็นก่อนพัฒนา 31 ราย และหลังพัฒนา 39 ราย เครื่องมือประกอบด้วยแนวคำถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย แบบบันทึกการประชุมและสะท้อนผล และแบบประเมินรูปแบบบริการ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test, Fisher’s exact test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา: ได้รูปแบบ KRANUAN 7R Stroke Fast Track Model ประกอบด้วย Recognize, Relay, Route, Run Parallel, Regulate, Reperfusion และ Recover ครอบคลุมการคัดกรองและแจ้งเตือน การนำส่ง การปฏิบัติงานคู่ขนาน การประสานงาน การให้ยาละลายลิ่มเลือด และการดูแลต่อเนื่อง โดยมี CPG, CNPG, Clinical Pathway, Fast Lab, Fast Pharmacy, QR Code และสื่อวิดีโอเป็นระบบสนับสนุน ภายหลังพัฒนา ค่าเฉลี่ย Door-to-CT Time ลดลงจาก 18.23 ± 8.30 เป็น 13.31 ± 8.27 นาที (<em>p</em><.001) ค่าเฉลี่ย Door-to-Needle Time ลดลงจาก 51.71 ± 13.94 เป็น 44.62 ± 13.37 นาที (<em>p</em>=.005) และสัดส่วนผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 45 นาทีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.71 เป็น 69.23 (<em>p</em>=.015)</p>
สัตกช โพธิ์คำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
525
535
-
การพัฒนาคุณภาพการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ ห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299014
<p> การศึกษา วิจัยและพัฒนานี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจโดยใช้แนวคิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องด้วย โฟกัส พีดีซีเอ ที่ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหากระบวนการที่ต้องการปรับปรุง สร้างทีมงานให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในสถานการณ์เกี่ยวกับกระบวนการ ทำความเข้าใจสาเหตุในกระบวนการ การเลือกกระบวนการที่ต้องการปรับปรุง วางแผนปรับปรุง วิเคราะห์และทำการแก้ไข ตรวจสอบผลการปฏิบัติและการนำผลการประเมินมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 17 คน และผู้ช่วยเหลือคนไข้จำนวน 6 คนที่ปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ดำเนินการวิจัยโดยใช้เครื่องมือวิจัย 4 ชนิด ประกอบด้วย แนวทางในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ ห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก แบบฟอร์มบันทึกการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ แบบสังเกตการณ์ปฏิบัติตามแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ และแบบบันทึกอุบัติการณ์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเก็บข้อมูลจากการปฏิบัติของพยาบาลกับผู้ป่วยที่รักษาในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จำนวน 30 ราย ได้ข้อมูลนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังจากการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแก่พยาบาลในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกแล้ว ประชากรในการศึกษานี้มีการปฏิบัติตามแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจอย่างถูกต้องร้อยละ 99.74 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนดคือร้อยละ 80 และยังพบว่าในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีผู้ป่วย จำนวน 3 รายจากทั้งหมด 30 ราย (คิดเป็นร้อยละ 0.99) เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้แก่ ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จำนวน 2 ราย และผู้ป่วยมีความดันโลหิตผิดปกติ จำนวน 1 ราย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยทั้ง 3 รายได้รับการช่วยเหลือตามแนวทางปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ป่วยทุกคนกลับมาถึงหอผู้ป่วยอย่างปลอดภัย </p>
ขวัญทิชา อินชาวนา
เพชรสุนีย์ ทั้งเจริญกุล
อภิรดี นันท์ศุภวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
536
545
-
ผลของรูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามหญิงตั้งครรภ์โดยใช้ไลน์แอปพลิเคชั่นต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299220
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังได้รับรูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามหญิงตั้งครรภ์โดยใช้ไลน์แอปพลิเคชัน และศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ตัวอย่างวิจัยเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและเข้ารับการรักษาที่ห้องคลอด โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 22 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเฝ้าระวังและติดตามหญิงตั้งครรภ์โดยใช้ไลน์แอปพลิเคชัน แบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.38, p = .014) ขณะที่คะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน (p = .500) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
มลิจันทร์ เกียรติสังวร
จุไรรัตน์ ชลกรโชติทรัพย์
สาวิตรี แจ่มถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
546
557
-
แบบจำลองสมการโครงสร้างของความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299286
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองสมการโครงสร้างของความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล การมีส่วนร่วม การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และการรับรู้บทบาทหน้าที่ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 636 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ครอบคลุมตัวแปรหลัก 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การสนับสนุนทางสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (Mean = 4.27, SD = 0.45) รองลงมาคือการรับรู้บทบาทหน้าที่ (Mean = 4.24, SD = 0.49) และตัวแปรทั้งหมดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยการมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = .563) ผลการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างพบว่า การสนับสนุนทางสังคม (β = .531, p < .001) และความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล (β = .199, p < .001) มีอิทธิพลทางตรงต่อการมีส่วนร่วม ขณะที่การมีส่วนร่วม (β = .265, p = .004) และการรับรู้บทบาทหน้าที่ (β = .211, p = .036) มีอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรัง ส่วนความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลและการสนับสนุนทางสังคมส่งผลต่อพฤติกรรมผ่านกลไกการมีส่วนร่วม แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 79.8 และพฤติกรรมการสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังได้ร้อยละ 40.0</p>
นฤนาท ยืนยง
วนัสรา เชาวน์นิยม
จรรยา เสียงเสนาะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
558
567
-
การพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยใช้การนับคาร์บเพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวานในบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มเสี่ยง อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299362
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยใช้การนับคาร์บ เพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวานในบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มเสี่ยง อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยใช้การนับคาร์บ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แบบทดสอบความรู้เรื่องการนับคาร์โบไฮเดรต แบบประเมินความพึงพอใจ เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดส่วนสูง และเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการนับคาร์บเพิ่มขึ้นจาก 10.85 เป็น 17.42 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นจาก 38.27 เป็น 50.63 คะแนน ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารลดลงจาก 112.48 เป็น 101.26 มก./ดล. และค่าดัชนีมวลกายลดลงจาก 27.14 เป็น 25.98 กก./ม² โดยแตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.64 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48</p>
อัจฉรา ม่วงศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
568
574
-
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299365
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง ประชากรคือวิสาหกิจชุมชนที่มีกิจการประเภทอาหารแปรรูปที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งหมดจำนวน 323 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของวิสาหกิจชุมชน ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (GMP) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกส์ (Enter Logistic Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามจำนวน 122 คน (ร้อยละ 37.77) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=3.43, SD=0.79) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ ที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การฝึกอบรมเกณฑ์ GMP (B = 4.679, Sig < 0.001) และ ความรู้เกี่ยวกับ GMP (B = 1.162, Sig = 0.042) ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวก ในขณะที่ ขนาดโรงงาน (B = -3.601, Sig = 0.002) และจำนวนขั้นตอนการผลิต (B = -2.189, Sig < 0.001) เป็นปัจจัยเชิงลบ</p>
เกษรา เวทยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
575
586
-
สมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299349
<p>สมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของพยาบาลช่วยให้พยาบาลสามารถประเมินและตอบสนองต่อความต้องการด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดูแลผู้ป่วยครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอย่างเป็นองค์รวม การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 304 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามช่วงอายุงานและสุ่มอย่างง่ายภายในแต่ละชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบวัดสมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณของพยาบาลฉบับภาษาไทย ซึ่งแปลย้อนกลับจาก Spiritual Care Competence Scale (SCCS) ของ van Leeuwen et al. (2009) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการดูแลด้านจิตวิญญาณโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 3.88, S.D. = 0.41) โดยสมรรถนะด้านทัศนคติต่อจิตวิญญาณของผู้ป่วย ด้านการสื่อสาร ด้านการประเมินและการดำเนินการดูแลด้านจิตวิญญาณ และด้านการสนับสนุนส่วนบุคคลและการให้คำปรึกษาผู้ป่วยอยู่ในระดับสูง ขณะที่ด้านการพัฒนาวิชาชีพและการปรับปรุงคุณภาพการดูแลด้านจิตวิญญาณ และด้านการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับปานกลาง</p>
ณิชทินันทน์ อยู่สายบัว
อรอนงค์ วิชัยคำ
กุลวดี อภิชาติบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
587
594
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) แบบบูรณาการ โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300304
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) แบบบูรณาการ โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 50 คน มารับบริการใน NCDs Clinic โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน พ.ศ. 2569 การดำเนินการโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR โดยบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพและชุมชน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้วิจัย มี 2 ส่วน ประกอบด้วย (1) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแบบบูรณาการที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น (2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และระดับน้ำตาลในเลือด (FBS or DTX), ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (A1C) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อน-หลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงฯ ที่พัฒนาขึ้น จัดลำดับตามความรุนแรงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับไม่เร่งด่วน, ระดับเร่งด่วน และระดับฉุกเฉิน (2) ผลของการพัฒนารูปแบบ พบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพด้านการใช้ยา การควบคุมอาหาร การติดตามอาการ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการใช้ยาที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 7.60 เป็น 13.90 สะท้อนถึงประสิทธิผลของการให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรร่วมกับการให้ความรู้ของพยาบาลโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ขณะที่พฤติกรรมการออกกำลังกายมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 6.38 เป็น 6.42 ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีข้อจำกัดทางกายภาพ อายุ ภาวะแทรกซ้อนร่วม หรือวิถีชีวิตเดิม ด้านการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือด (DTX or FBS) มีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 320.64 (SD=80.20) เหลือ 237.30 (SD=98.93) และค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 12.24 (SD=2.74) เหลือ 10.55 (SD=1.97) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สิโรนี ฟองแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
603
609
-
การเปรียบเทียบองค์ประกอบแนวคิดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย และหลักฐานทางเภสัชวิทยาของยาหอมเทพจิตรและยาหอมนวโกฐ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300303
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบองค์ประกอบ แนวคิดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย และหลักฐานทางเภสัชวิทยาของยาหอมเทพจิตรและยาหอมนวโกฐ โดยการจัดหมวดหมู่เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบตำรับยาหอม โดยเทียบเคียงรสยาหลัก เครื่องยาหลัก สรรพคุณ กลไกทางการแพทย์แผนไทยและกลไกทางเภสัชวิทยาของตำรับยาหอมเทพจิตรและยาหอมนวโกฐ</p> <p> จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่ายาหอมเทพจิตรมีองค์ประกอบเด่นเป็นกลุ่มดอกไม้และสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ขณะที่ยาหอมนวโกฐมีองค์ประกอบเด่นเป็นกลุ่มโกฐ เทียน และสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ทั้งสองตำรับมีศักยภาพเกี่ยวข้องกับการปรับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ การควบคุมการตึงตัวของหลอดเลือด การต้านอนุมูลอิสระ และการลดการอักเสบ โดยมีหลักฐานทางคลินิกบางส่วนสนับสนุนผลของยาหอมเทพจิตรต่อความดันโลหิตและการนอนหลับ ผลดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงเชิงกลไกกับอาการวิงเวียน หน้ามืด ใจสั่น และคลื่นเหียนตามข้อบ่งใช้ของตำรับได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังมาจากการศึกษาสมุนไพรเดี่ยวหรือการศึกษาระดับก่อนคลินิก ยาหอมเทพจิตรและยาหอมนวโกฐมีความสอดคล้องในระดับหนึ่งระหว่างสรรพคุณตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยกับกลไกทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ โดยเฉพาะด้านระบบประสาทและระบบไหลเวียนเลือด อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาตำรับโดยตรงและการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพเพื่อยืนยันประสิทธิผล กลไก และความปลอดภัยของตำรับอย่างเป็นระบบ</p>
ระพีพร ชนะภักดิ์
พิทักษ์ ศรีสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
595
602
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรอบรู้เรื่องอันตรายจากเสียงดังในบุคลากรของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ “องค์กรรอบรู้สุขภาพ นพรัตนโมเดล” โปรแกรมมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299422
<p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Survey Research by Cross-sectional Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้เรื่องอันตรายจากเสียงดัง และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ดังกล่าวในบุคลากรของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการองค์กรรอบรู้สุขภาพ นพรัตนโมเดล โปรแกรมมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน วิธีการศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลของโครงการฯ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 333 คน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้เรื่องอันตรายจากเสียงดังในระดับพอใช้ได้ (ร้อยละ 50.5) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การเข้าถึงข้อมูล ส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ได้ (ร้อยละ 44.4) ความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 53.5) พฤติกรรมการปฏิบัติตัว อยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 54.1) การสื่อสารสุขภาพ อยู่ในระดับพอใช้ได้ (ร้อยละ 55.9) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ที่ดี ได้แก่ เพศหญิง (p = 0.006) ไม่มีโรคประจำตัว (p = 0.029) มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเสียงดัง (p = 0.003) และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคประสาทหูเสื่อมและอันตรายจากเสียงดังจากกิจกรรมส่งเสริมในสถานประกอบการ (p = 0.004)</p>
เพ็ญพรรณ นุชนารถ
ภาสินี วันฟู
วรรณา จงจิตรไพศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
610
617
-
การศึกษาระบาดวิทยาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนในจังหวัดสุพรรณบุรี และการทบทวนมาตรการเกี่ยวข้อง เพื่อนําไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300306
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยาและแนวโน้มของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคล พฤติกรรมและสถานที่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิต รวมทั้งทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by Retrospective study) โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบสารสนเทศการเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ของกรมควบคุมโรค ซึ่งบันทึกโดยโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 60,545 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบสูงสุด ในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 12,857 ราย รองลงมาคือปี พ.ศ. 2567 จำนวน 12,801 ราย ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60.11 อายุ 15–19 ปี ร้อยละ 16.24 ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 39.87 และเป็นผู้ขับขี่ ร้อยละ 79.40 รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ร้อยละ 85.28 พื้นที่เกิดเหตุสูงสุดคืออำเภอเมืองสุพรรณบุรี ร้อยละ 37.85 และส่วนใหญ่เกิดบนถนนของกรมทางหลวง ร้อยละ 68.99 ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดคือ 16.01–18.00 น. ร้อยละ 16.14 พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 81.60 และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร้อยละ 68.82 ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บที่ไม่ใช่ศีรษะ ร้อยละ 69.60 และมีอาการทุเลาหลังการรักษา ร้อยละ 98.40 ปัจจัยด้านเพศ อายุ อาชีพ ประเภทยานพาหนะ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกนิรภัย และการใช้โทรศัพท์มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของการบาดเจ็บและ/หรือการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p>
เทิดศักดิ์ จารุจารีต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
618
627
-
ผลของโปรแกรมเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่ร่วมกับการส่งเสริมการเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลต่อพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วม โรงพยาบาลสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300052
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่ร่วมกับการส่งเสริมการเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วมและมีประวัติสูบบุหรี่ ซึ่งรับบริการที่โรงพยาบาลสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 14 คน ดำเนินงานตามวงจร PAOR โดยประยุกต์แนวทาง 5A’s ร่วมกับการให้คำปรึกษาโดยเภสัชกร และการเข้าถึงบริการผ่าน QR Code, LINE Official Account และ Telehealth Thailand เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินการพึ่งพานิโคติน และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired-samples t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม จำนวนบุหรี่ที่สูบลดลงจากเฉลี่ย 10.14±4.59 เป็น 6.07±3.34 มวนต่อวัน (t=6.924, p<.001) และคะแนนการพึ่งพานิโคตินลดลงจากเฉลี่ย 3.14±2.18 เป็น 1.64±1.45 คะแนน (t=5.967, p<.001) ในกลุ่มผู้สนใจใช้บริการดิจิทัลจำนวน 7 คน สามารถสแกน QR Code ได้ 4 คน และลงทะเบียน Telehealth Thailand ได้ 3 คน ขณะที่ 3 คนยังต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ผลเชิงคุณภาพพบว่า การให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล การกำหนดเป้าหมาย การจัดการความอยากสูบบุหรี่ และการติดตามต่อเนื่องสนับสนุนการลดการสูบบุหรี่ ส่วนความเครียด ความเคยชิน สิ่งกระตุ้นทางสังคม และข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลยังเป็นอุปสรรคสำคัญ</p>
สุจริต ศรียางค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
628
636
-
การพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแลและฟื้นฟูผู้มีปัญหาสุราโดยชุมชนด้วยกลไก “ธรรมนำทาง” กรณีศึกษาศูนย์ฮักชุมชนวัดป่าก้าว อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300542
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการดูแลและฟื้นฟูผู้มีปัญหาสุรา และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ณ ศูนย์ฮักชุมชนวัดป่าก้าว ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการอนุมัติด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี (เลขที่ SSJ.UB 04.011) ประชากรในการศึกษาจาก 191 ครัวเรือน รวม 440 คน กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง และสุ่มอย่างง่าย รวมทั้งสิ้น 30 คน ได้แก่ ผู้มีปัญหาสุรา 10 คน, บุคลากรสาธารณสุข 9 คน, พระสงฆ์วิทยากร 3 รูป และผู้นำชุมชน/อสม. 8 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึก Focus Group, แบบประเมินคัดกรอง ASSIST, แบบสำรวจข้อมูลครัวเรือน, แบบทดสอบดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น 15 ข้อ (TMHI-15) และแบบบันทึกการติดตามนำหนุนใจ (ครั้งที่ 1-7) (IOC = 0.80, ความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha = 0.82) ดำเนินการ 3 ระยะตามวงจร PAOR ของ Kemmis and McTaggart วิเคราะห์ข้อมูลเชิงบริบทด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนน ASSIST ด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test และเปรียบเทียบคะแนนสุขภาพจิต (TMHI-15) ด้วยสถิติ Paired t-test พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบ “ธรรมนำทาง” (Dhamma-Guided Recovery) ที่พัฒนาขึ้นเป็นกลไกสานพลังไตรภาคี (พระสงฆ์ บุคลากรสุขภาพ ผู้นำชุมชน/อสม. ร่วมกับอดีตผู้เลิกสุรา) เริ่มจากกิจกรรม Harm Reduction กลุ่มสมาชิกในชุมชนและเยาวชน ต่อด้วยค่ายปฏิบัติการ “รู้ ธรรม อยู่วัด” 7 วัน 6 คืน (บูรณาการความรู้สุขภาพ หลักพุทธธรรม/สติปัฏฐาน 4 และการฝึกอาชีพ) และกระบวนการติดตาม “นำ หนุน ใจ” 7 ครั้งในระยะเวลา 12 เดือน ผลการติดตามหลังดำเนินโครงการครบ 12 เดือน ในกลุ่มกรณีศึกษา พบว่า ผู้เข้าร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนไม่มีผู้ดื่มสุราในระดับเสี่ยงสูงทุกวัน (ลดลงเหลือร้อยละ 0) ค่าใช้จ่ายในการดื่มสุราลดลงจากเดิมเฉลี่ยระดับชุมชน 62,610 บาท/เดือน เหลือเพียง 3,500 บาท/เดือน คะแนนประเมินระดับปัญหาการดื่มสุรา (ASSIST score) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (Z=-2.803,p<0.05) ด้านสุขภาพจิตพบว่า คะแนนสุขภาพจิต (TMHI-15) ของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=4.12,p<0.05) โดยไม่มีผู้ใดมีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไปอีกเลย (ร้อยละ 0) ชุมชนเกิดกติกาและพื้นที่ปลอดภัยในการยอมรับผู้ป่วยคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน</p>
อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล
อนุธิดา ขันทะมูล
สุวิทย์ชัย ทองกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
637
647
-
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อควบคุมและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300396
<p> รายงานกรณีศึกษานี้เกี่ยวกับผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 48 ปี สถานภาพสมรส เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง มา 8 ปี รับประทานยาไม่ต่อเนื่อง รับประทานยาเมื่อรู้สึกมีอาการมึนศีรษะ ครั้งนี้เข้ารับการรักษาด้วยอาการมึนศีรษะ และอ่อนเพลียบ่อยครั้ง ผู้ป่วยมีค่าความดันโลหิต 180/110 มม.ปรอท และมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เท่ากับ 30.46 กิโลกรัม/เมตร<sup>2</sup> จัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วน และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมหลายด้าน ได้แก่ ชอบรับประทานข้าวเหนียวและอาหารรสจัด ไม่ชอบรับประทานผักผลไม้ เวลาเครียดมักจะชอบดื่มไวน์ ออกกำลังกายบ้างด้วยการเดินรอบบ้าน เคยลดน้ำหนักด้วยการรับประทานยา 3 ปี ก่อน ผู้ป่วยตระหนักได้ถึงปัญหาสุขภาพและเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในช่วง 1 เดือน เริ่มไปออกกำลังกายกับเพื่อนด้วยการเดินที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน 30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ แต่ยังมีอาการอ่อนเพลีย มึนศีรษะบ่อยครั้ง จึงเข้ารับการปรึกษาในครั้งนี้ ประเมินความพร้อมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พบว่าอยู่ในระยะเริ่มลงมือปฏิบัติ เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แพทย์จึงใช้เทคนิคการสนทนาเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระยะคงไว้ซึ่งพฤติกรรมใหม่ และป้องกันไม่ให้กลับไปสู่พฤติกรรมเดิมซ้ำอีก ใช้แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว แนะนำปฏิบัติตัวและรับประทานยาต่อเนื่อง แนวทางการรักษา วางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ครอบคลุม 6 เสาหลัก โดยมุ่งเน้นการควบคุมอาหารตาม แนวทางโภชนาการเพื่อหยุดความดันโลหิตสูง ปรับลดเกลือแร่โซเดียมให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน เพิ่มการรับประทานผักตั้งแต่ 4 ส่วนบริโภคขึ้นไปต่อวัน ลดปริมาณข้าวเหนียวให้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ พร้อมจำกัดอาหารแปรรูป รวมทั้งเพิ่มกิจกรรมทางกายด้วยการเดินเร็วควบคู่กับการออกกำลังกายเสริมสร้างแรงต้านของกล้ามเนื้อ รวมกันอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ลดการดื่มไวน์ และการจัดการความเครียด การนอนหลับที่เหมาะสม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคม มีการนัดติดตามผลทุก 2-4 สัปดาห์ โดยประเมินค่าความดันโลหิต ค่าดัชนีมวลกาย สัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ ทบทวนเป้าหมาย แรงจูงใจ และอุปสรรค ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน</p>
นรีนุช จันทร์ฉวี
ชวินทร์ สุวรรณฉัตรชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
648
656
-
ผลของโปรแกรมการสนับสนุนในระยะคลอดต่อระดับความเจ็บปวด พฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวด และความพึงพอใจต่อประสบการณ์การคลอดของผู้คลอดครรภ์แรก โรงพยาบาลหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300397
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลหลังการทดลอง กลุ่มควบคุม ได้รับการพยาบาลปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสนับสนุนในระยะคลอดร่วมกับการพยาบาลปกติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดในระยะคลอด, พฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวด, ความพึงพอใจต่อประสบการณ์การคลอด กลุ่มตัวอย่าง คือหญิงตั้งครรภ์ครรภ์แรก รอคลอดที่ห้องคลอดโรงพยาบาลหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วงเดือนเมษายน – เดือนสิงหาคม 2569 จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) โปรแกรมการสนับสนุน ในระยะคลอด 2) ข้อมูลทั่วไป 3) แบบประเมินระดับความเจ็บปวดในระยะคลอด 4) แบบสังเกตพฤติกรรมเจ็บปวด วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test, Mann-Whitney U Test.</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเจ็บปวดในระยะปากมดลูกเปิดช้าและ ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -3.934, p < .001) และ (Z = -2.020, p = .043) ส่วนระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -1.796, p = .073) 2) กลุ่มทดลอง มีพฤติกรรมตอบสนองด้านร่างกายและจิตใจ ในระยะรอคลอด ในระยะปากมดลูกเปิดช้า, ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว และในระยะเปลี่ยนผ่านเหมาะสมมากกว่า กลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -7.57, p<.001) ,(t = -9.66, p < .001) และ (t = -7.20, p < .001) 3) ผู้รอคลอดในกลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อประสบการณ์การคลอดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -7.59, p = < 0.001)</p>
รุ้งตะวัน จันคณา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
657
664
-
ประสิทธิผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด และค่าใช้จ่ายด้านยา ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสมุทรสงคราม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300398
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อน - หลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ความสามารถในการลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งการลดยาและหยุดยารักษาโรคเบาหวาน ค่าใช้จ่ายด้านยารักษาโรคเบาหวาน และความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด โดยดำเนินการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดกับกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพตามแนวทางแบบเดิม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และมารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 90 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 45 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามแนวทางแบบเดิม เก็บข้อมูลก่อนการทดลอง เมื่อครบ 3 เดือน และเมื่อครบ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test, Independent t-test และ Paired samples t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง 3 เดือน กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ดัชนีมวลกายและระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) ลดลงอย่างต่อเนื่อง และแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลัง 6 เดือน กลุ่มทดลองร้อยละ 93.3 สามารถลดน้ำหนัก ร้อยละ 68.9 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ร้อยละ 37.8 สามารถลดยา และร้อยละ 13.3 สามารถหยุดยารักษาโรคเบาหวานได้ รวมผู้ที่สามารถลดยาหรือหยุดยาร้อยละ 51.1 ค่าใช้จ่ายด้านยาลดลงจาก 99.8 เป็น 55.4 บาทต่อคนต่อเดือน หรือลดลงร้อยละ 44.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และผู้ป่วย ร้อยละ 57.8 และ 42.2 มีความพึงพอใจต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ในระดับมากและปานกลาง</p>
จุฑามาส ใจพรหม
เดชา มีสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
665
677
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเผชิญความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300409
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ความเครียด การรับรู้ภาวะเสี่ยง การสนับสนุนทางสังคม ต่อการเผชิญความเครียด ของหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส กลุ่มตัวอย่างคือ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส ที่เข้าบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมหาสารคาม โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลร้อยเอ็ด คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 - เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความเครียด แบบสอบถามการรับรู้ภาวะเสี่ยงของการติดเชื้อซิฟิลิส แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการเผชิญความเครียด มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .73, .92, .84 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ลำดับของสเปียร์แมน (Spearman's Rank Correlation Coefficient)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก (ร้อยละ 53.64) ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์อยู่ในไตรมาสที่ 1 มากที่สุด (ร้อยละ 45.45) ระยะของการติดเชื้อซิฟิลิสพบมากที่สุดคือ ระยะแฝง (latent syphilis) (ร้อยละ 90.91) และได้รับการรักษาด้วย Benzathine (ร้อยละ 90.91) มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความเครียด การรับรู้ภาวะเสี่ยงของการติดเชื้อซิฟิลิส และการเผชิญความเครียด อยู่ในระดับปานกลาง (M = 18.72, SD = 4.42, M = 24.64, SD = 8.09, M = 64.78, SD =12.04 ตามลำดับ) ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (M = 49.98, SD = 8.12) ผลการวิเคราะห์สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ลำดับของสเปียร์แมน พบว่า การรับรู้ความเครียดมีความสัมพันธ์ทางลบกับการสนับสนุนทางสังคม (r= -.28, p <.001) การรับรู้ภาวะเสี่ยงของการติดเชื้อซิฟิลิสและการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเผชิญความเครียด (r= .28, p <.001, r= .47, p <.001)</p>
สุพัตรา อันทรินทร์
สุภาพร ประนัดทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
678
687
-
การพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาลฉุกเฉินในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลนครพนม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300410
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาลฉุกเฉินในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 28 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 25 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดตีบตันเฉียบพลันกลุ่มประเมินผล จำนวน 34 ราย เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปพยาบาล แบบประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองในระบบ Stroke Fast Track แบบประเมินทักษะการพยาบาล (Checklist) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ แบบเก็บข้อมูลทั่วไปผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired Samples t-test Wilcoxon Signed-Rank Test และ Chi-square Test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาลฉุกเฉินในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองและระบบ Stroke Fast Track การประเมิน NIHSS และการคัดแยกผู้ป่วย การเตรียมและบริหารยา rt-PA การเฝ้าระวังและจัดการภาวะแทรกซ้อน และการประสานงานทีมสหวิชาชีพเพื่อลดระยะเวลา Door-to-Needle Time ด้านสมรรถนะพยาบาลพบว่าคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 92.67 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t=4.28) และคะแนนทักษะการพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 96.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เช่นกัน (Z=-3.66) ด้านผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยพบว่าระยะเวลา Door-to-Needle Time เฉลี่ยลดลงเหลือ 31.71 นาที และอัตราการได้รับยา rt-PA ภายใน 30 นาทีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 55.88 ผู้ป่วยกลุ่มประเมินผลทุกรายไม่พบภาวะแทรกซ้อนจากยา rt-PA และมีผลลัพธ์การรักษาอยู่ในระดับอาการดีขึ้น ความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (4.90±0.38 คะแนน)</p>
ลภัสรดา คำมุงคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
688
699
-
คุณภาพบริการตามการรับรู้ของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299803
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพบริการตามการรับรู้ของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ และเปรียบเทียบคุณภาพบริการตามการรับรู้ระหว่างคลินิกสูตินรีเวชกรรม คลินิกเด็กสุขภาพดี คลินิกตรวจโรคทั่วไป และคลินิกส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 397 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบบังเอิญจาก 4 หน่วยบริการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพบริการซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ด้านการตอบสนองการให้บริการ ด้านความมั่นใจในบริการ และด้านความเห็นอกเห็นใจและเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการของแบบวัดความคาดหวังคุณภาพบริการเท่ากับ 0.85, 0.89, 0.88, 0.86 และ 0.89 ตามลำดับ และของแบบวัดการรับรู้คุณภาพบริการเท่ากับ 0.87, 0.89, 0.85, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบครัสคัล-วอลลิส (Kruskal-Wallis H test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้รับบริการมีการรับรู้คุณภาพบริการสูงกว่าความคาดหวังในทุกด้าน โดยด้านที่มีช่องว่างคุณภาพบริการสูงสุดเท่ากัน คือ ด้านความมั่นใจในบริการ (+0.22) และด้านความเห็นอกเห็นใจและเข้าถึงจิตใจของผู้รับบริการ (+0.22) รองลงมาคือ ด้านการตอบสนองการให้บริการ (+0.19) ด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจ (+0.18) และด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ (+0.12) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบคุณภาพบริการจำแนกตามหน่วยบริการพบว่า ช่องว่างคุณภาพบริการตามการรับรู้ของผู้รับบริการของคลินิกสูตินรีเวชกรรม คลินิกเด็กสุขภาพดี คลินิกตรวจโรคทั่วไป และคลินิกส่งเสริมสุขภาพไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) ในทุกด้าน</p>
วรินธร พยาเทพ
กุลวดี อภิชาติบุตร
อรอนงค์ วิชัยคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
700
711
-
การเปรียบเทียบอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้จมูกในผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าในช่วงก่อนและหลังการระบาดของโรคโควิด-19
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299830
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์ ลักษณะทางประชากร ลักษณะทางคลินิก (ระดับความรุนแรงของโรคและโรคร่วม) และรูปแบบการเข้ารับบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยเด็กโรคภูมิแพ้จมูก ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างช่วงก่อนและหลังการระบาดของโรคโควิด-19 การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey research by Retrospective study) ดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กอายุ 0-15 ปีบริบูรณ์ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้จมูก ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยแบ่งเป็นช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2564-2566) และช่วงหลังการระบาด (พ.ศ. 2567-2568) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test และ Independent samples t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยเด็กที่เข้าเกณฑ์การศึกษามีจำนวนทั้งสิ้น 885 ราย แบ่งเป็นช่วงการระบาด 415 ราย และช่วงหลังการระบาด 470 ราย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มอุบัติการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายและอยู่ในกลุ่มเด็กวัยเรียน โดยอายุเฉลี่ยและสัดส่วนเพศไม่มีความแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม เมื่อประเมินความรุนแรงตามแนวทาง ARIA พบว่าช่วงหลังการระบาดมีสัดส่วนผู้ป่วยกลุ่มอาการปานกลางถึงรุนแรง (Moderate-Severe) สูงกว่าช่วงการระบาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 62.1 เทียบกับ 51.6, p = 0.002) โรคหืดเป็นโรคร่วมที่พบมากที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา สำหรับรูปแบบการเข้ารับบริการ พบว่าสัดส่วนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน (IPD) ในช่วงหลังการระบาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 เทียบกับร้อยละ 2.2 ในช่วงการระบาด (p = 0.045)</p>
ณัฐชรินธร ทวีพลอังศุชวาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
712
720
-
การพัฒนาสื่อดิจิทัลในการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299833
<p> การวิจัยเรื่องการพัฒนาสื่อดิจิทัลในการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อดิจิทัลในการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบและเปรียบเทียบระดับความรู้ของผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบก่อนและหลังใช้สื่อดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ อายุ 1 เดือน–5 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนครนายก จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่สื่อดิจิทัลให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบ ประยุกต์โดยใช้แนวคิดทฤษฎีของโอเร็ม แบบสอบถามความรู้ในการดูแลเด็กโรคปอดอักเสบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ paired t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังการใช้สื่อดิจิทัลให้ความรู้และคำปรึกษาผู้ปกครองเด็กโรคปอดอักเสบ มีค่าเฉลี่ยระดับความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t<sub>29 </sub>= 2.94, p < .05) นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีความพึงพอใจต่อสื่อในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านสื่อช่วยให้ฉันมีความมั่นใจในการดูแลบุตรหลานมากขึ้น</p>
วิไลวรรณ แสงธรรม
สมจิต ศิริสุข
เพ็ญนภา พุ่มไม้
เทพอนงค์ ณ นคร
สุจิมา ติลการยทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
721
729
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 10–19 ปี โดยกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299842
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 10–19 ปี โดยกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลจากนักเรียน 284 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกเด็กและเยาวชนที่เคยประสบอุบัติเหตุ 33 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบร่วมกับภาคีเครือข่าย 63 คน โดยใช้วงจร PAOR กระบวนการ AIC กรอบ 4M, SHELL Model และ Swiss Cheese Model และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับนักเรียน 42 คน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยใช้แบบแผนกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.86 มีอายุเฉลี่ย 12.26 ปี (S.D. = 1.64) เริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อนอายุ 13 ปี ร้อยละ 84.86 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ร้อยละ 100 และเคยประสบอุบัติเหตุ ร้อยละ 46.48 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ กลไกการบริหารจัดการ การใช้ข้อมูลและวิเคราะห์ปัจจัยเชิงระบบ การพัฒนาภาคีเครือข่ายและทีมวิทยากร ชุดกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน และระบบกำกับติดตามและสะท้อนผล ภายหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองเพิ่มขึ้นจาก 36.20 เป็น 41.05 คะแนน ความคาดหวังในผลลัพธ์เพิ่มขึ้นจาก 32.80 เป็น 38.56 คะแนน และการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยเพิ่มขึ้นจาก 36.50 เป็น 45.00 คะแนน โดยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (p < 0.001) ข้อมูลเฝ้าระวังในช่วงเวลาเดียวกันพบว่าจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมลดลงจาก 117 ราย เหลือ 69 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.03</p>
ธรณ์พัฒน์ กลับภิรมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
730
742
-
การเปรียบเทียบผลการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ระหว่างการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนกับการดูแลแบบทั่วไป อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299852
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ระหว่างการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนกับการดูแลแบบทั่วไป อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 152 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและจำแนกตามรูปแบบบริการที่ได้รับจริง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 76 คน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านโดยทีมสหวิชาชีพ ร่วมกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง การรายงานข้อมูลสุขภาพทุกวัน และการมีส่วนร่วมของครอบครัว ผู้ดูแล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามระบบบริการปกติของคลินิกโรคเบาหวาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลก่อนการทดลองและแบบบันทึกผลหลังการทดลอง โดยประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกก่อนการทดลองและหลังติดตามครบ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Independent samples t-test และ Paired samples t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีคุณลักษณะพื้นฐานไม่แตกต่างกัน 2) ก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือด จำนวนยาเมตฟอร์มิน จำนวนยากลิพิไซด์ จำนวนยาไพโอกลิตาโซน อินซูลินมนุษย์ชนิดผสมสำเร็จรูป 30/70 ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิตซิสโตลิก และความดันโลหิตไดแอสโตลิกไม่แตกต่างกัน ส่วนหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือดต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนค่าเฉลี่ยจำนวนยาเมตฟอร์มิน จำนวนยากลิพิไซด์ จำนวนยาไพโอกลิตาโซน อินซูลินมนุษย์ชนิดผสมสำเร็จรูป 30/70 ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิตซิสโตลิก และความดันโลหิตไดแอสโตลิกระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน และ 3) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือด จำนวนยาเมตฟอร์มิน ความดันโลหิตซิสโตลิก และความดันโลหิตไดแอสโตลิกต่ำกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลสะสมในเลือดและความดันโลหิตไดแอสโตลิกต่ำกว่าก่อนการทดลอง และมีค่าเฉลี่ยจำนวนยากลิพิไซด์สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
ชัยพร อมรมุณีพงศ์
ยุทธนา แยบคาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
743
755
-
การพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยยาเสพติด จังหวัดหนองบัวลำภู
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300411
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา พัฒนาและทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการบำบัดรักษาและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ป่วยยาเสพติด 661 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบบันทึก แบบประเมินและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลทุกฉบับมีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Percentage differences</p> <p> ผลการวิจัย 1) พบสภาพปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับระบบสารสนเทศและการรายงานผล รอยต่อและความเสี่ยงต่อการกลับไปเสพซ้ำช่วงการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง และความไม่สมดุลระหว่างภาระงานกับกรอบอัตรากำลังและงบประมาณ 2) กระบวนการบำบัดรักษาและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยขั้นตอนการคัดกรองและจำแนกผู้ป่วย กระบวนการบำบัดรักษา การติดตามต่อเนื่อง ทีมผู้รับผิดชอบการติดตาม และการรายงานและประเมินผล และ3) การประเมินผลรูปแบบฯ พบว่า ผู้ป่วยยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องจนถึงการติดตามโดยรวม อัตราความสำเร็จ คิดเป็นร้อยละ 87.29 คะแนนเฉลี่ยโดยรวมของอาการและสภาวะจิตสังคมบำบัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.40 เป็นร้อยละ 64.70 มีศูนย์มินิธัญญารักษ์ในพื้นที่ จำนวน 2 แห่ง รับผู้ป่วยยาเสพติดระยะกลางได้ 40 เตียง ให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วย 352 ราย อัตราการครองเตียงเฉลี่ย ร้อยละ 54.92 ผู้ป่วยยาเสพติดมีการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าคุณภาพมาตรฐานของรูปแบบฯ อยู่ในระดับมากที่สุด และผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ณฐกร จันทรเสนา
สุณัฐชณา แสนมานิตย์
อิทธิพล พลบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
756
767
-
การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300412
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยง ลักษณะทางคลินิก การรักษา และบทบาทการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่เกิด Central Line Associated Blood Stream Infection (CLABSI) จำนวน 2 ราย โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดร่วมกับกระบวนการพยาบาล</p> <p> กรณีศึกษารายที่ 1 เป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 60 ปี มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหืด และประวัติโรคหลอดเลือดสมอง เข้ารับการรักษาด้วยภาวะช็อก ระบบหายใจล้มเหลว DKA/HHS, Thyroid Storm และ Acute Kidney Injury ต้องได้รับเครื่องช่วยหายใจ ยากระตุ้นความดันโลหิต การแลกเปลี่ยนพลาสมา และการบำบัดทดแทนไต ต่อมาตรวจพบ Acinetobacter Baumannii ดื้อยาหลายขนิดในกระแสเลือด เกิด CLABSI ร่วมกับ Septic Shock และ Multiorgan Failure ก่อนเสียชีวิตหลังรักษา 19 วัน</p> <p> กรณีศึกษารายที่ 2 เป็นผู้ป่วยชายอายุ 60 ปี มีความดันโลหิตสูงและสงสัยโรคตับแข็ง เข้ารับการรักษาด้วย Progressive Dysphagia, Severe Hyponatremia และ Proximal Muscle Weakness ร่วมกับสงสัย Dermatomyositis ต่อมามี Respiratory Failure, Aspiration Pneumonia และ Severe Upper Gastrointestinal Bleeding ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและ Central Venous Catheter ภายหลังพบ Acinetobacter Baumannii ดื้อยาหลายขนิดในกระแสเลือด เกิด CLABSI ร่วมกับ Septic Shock และ Multiorgan Failure ก่อนเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคองและจำหน่ายกลับบ้านวันที่ 11 ของการรักษา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะเจ็บป่วยวิกฤตหลายระบบ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน การใช้ Vasopressor การทำหัตถการผ่านสายสวนหลายครั้ง และการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ บทบาทสำคัญของพยาบาล ได้แก่ การปฏิบัติตาม CLABSI Bundle การประเมินความจำเป็นของสายสวนทุกวัน การเฝ้าระวังภาวะ Sepsis การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการสนับสนุนครอบครัวในการตัดสินใจระยะท้ายของชีวิต</p>
สีนวล สารขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
768
779
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้และติดตามโดยพยาบาลต่อการดูแลทางเข้าหลอดเลือดของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย คลินิกศัลยกรรม หลอดเลือด โรงพยาบาลสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300413
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้และติดตามโดยพยาบาลต่อการดูแลทางเข้าหลอดเลือดของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย คลินิกศัลยกรรมหลอดเลือด โรงพยาบาลสุโขทัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ใช้แบบสองกลุ่มวัดก่อน-หลัง (Two-Group Pretest-Posttest Design) เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติพรรณนาและอนุมาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังโปรแกรมการให้ความรู้และติดตามโดยพยาบาลต่อการดูแลทางเข้าหลอดเลือดของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย คลินิกศัลยกรรม หลอดเลือด โรงพยาบาลสุโขทัย คะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลทางเข้าหลอดเลือดของผู้ป่วย และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดการตีบตัน (Stenosis) ของทางเข้าหลอดเลือด ของกลุ่มทดลอง ดีกว่ากลุ่มควบคุม และก่อนโปรแกรม</p>
จุฬาลักษณ์ พรพัฒนารักษ์
เบ็ญจวรรณ ทอดเสียง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
780
794
-
การพัฒนาแนวทางการดูแลระยะยาวเพื่อจัดการอาการไม่สุขสบาย ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด หอผู้ป่วยมะเร็งและเคมีบำบัด โรงพยาบาลมุกดาหาร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300414
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลระยะยาวเพื่อจัดการอาการไม่สุขสบายในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลมุกดาหาร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างคือ 1) ทีมสุขภาพ จำนวน 10 คน และ 2) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด ในหอผู้ป่วยมะเร็งและเคมีบำบัด โรงพยาบาลมุกดาหาร จำนวน 30 คน ที่ยินดีเข้าร่วมวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามทั่วไป แบบประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านสภาพร่างกาย แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินความเป็นไปได้ของการใช้แนวทางทางการดูแลระยะยาวเพื่อจัดการอาการไม่สุขสบายในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด ศึกษาในระหว่างเดือน มิถุนายน ถึง ธันวาคม 2567 ใช้ระยะเวลารวม 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านสภาพร่างกายของผู้ป่วยโดยใช้ระบบ Performance Scale (ECOG), คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด ทดสอบความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ dependent Sample t-test.</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านสภาพร่างกายของกลุ่มตัวอย่างหลังการพัฒนาแนวทางมีค่าเฉลี่ยความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ดีกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 1.00, SD = 0.53 ; <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 2.00, SD = 0.00 ) 2) คุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างหลังการพัฒนาแนวทางมีค่าเฉลี่ยคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 108.30, SD = 6.59 ; <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 48.63, SD = 5.68) 3) ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างพบว่ามีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=3.22 , S.D. = 0.48) และ 4) ความเป็นไปได้ของการใช้แนวทางทางการดูแลระยะยาวเพื่อจัดการอาการไม่สุขสบายในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัดของกลุ่มตัวอย่าง โดยภาพรวมและรายข้อพบว่ามีความเห็นด้วยกับความเป็นไปได้ของการใช้พัฒนาแนวทางการดูแลระยะยาวเพื่อจัดการอาการไม่สุขสบายในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 100</p>
พัชนี วังคะฮาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
795
806
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาล หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300415
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาล หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยหนัก จำนวน 14 คน และผู้ป่วยหนักที่คาสายสวนปัสสาวะ หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม ในระหว่างเดือนมกราคม ถึง มิถุนายน 2569 จำนวน 259 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของพยาบาลและผู้ป่วย แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาล แบบประเมินความรู้ฯ แบบประเมินพฤติกรรมฯ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาล หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม สื่อวีดีทัศน์ “รอบรู้ก้าวไกล ป้องกันภัยจาก CAUTI” และคู่มือการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาหาความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา : พบว่า 1) หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (z = -3.30, p = 0.001) 2) หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (z = -3.30, p = 0.001) 3) หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (z = -3.30, p = 0.001) 4) หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะของพยาบาลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (z = -3.296, p = 0.001) และ 5) หลังการทดลองมีอุบัติการณ์การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะลดลงกว่าก่อนการทดลอง (1.16 เหลือ 1.33 ต่อ 1,000 วันที่คาสายสวนปัสสาวะ)</p>
รัตนา แก้วคุณนอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
807
817
-
ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300416
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม (Orem, K M., 2001) ในการกำหนดโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจกตามรูปแบบ D-METHOD มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่เข้ารับการรักษาในหอหอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร จำนวน 35 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจกในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบประเมินความพึงพอใจในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ หอผู้ป่วยพิเศษ 13 โรงพยาบาลมุกดาหาร สื่อวีดีทัศน์ “โรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก” และคู่มือโรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาหาความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ chai-square และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05.</p> <p> ผลการศึกษา : พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจกในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) พฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความพึงพอใจในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
วราภรณ์ ยืนยั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
818
827
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกที่ได้รับการผ่าตัดสมองและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ที่ตำแหน่งผ่าตัด: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300419
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรุนแรงของโรค แนวทางการรักษา ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังผ่าตัด และการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกที่ได้รับการผ่าตัดระบบประสาท จำนวน 2 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่นระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ภาพถ่ายรังสี และบันทึกการพยาบาล โดยประเมินแบบองค์รวมตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนและประยุกต์แนวคิดการดูแลตนเองของโอเร็มเพื่อวางแผนการพยาบาลและการเตรียมผู้ดูแล</p> <p> กรณีศึกษารายที่ 1 เป็นผู้ป่วยชายอายุ 44 ปี ไม่มีโรคประจำตัว เข้ารับการรักษาด้วยอาการซึม ไม่รู้สึกตัว การวินิจฉัย Left Basal Ganglia Hemorrhage with Bilateral Intraventricular Hemorrhage with Midline shift หายใจหอบ ได้รับยา Fentanyl ใส่ท่อช่วยหายใจร่วมกับเครื่องช่วยหายใจ มีภาวะความดันโลหิตสูง มีอาการชักเกร็ง มีภาวะซีด มีไข้สูง BT=39-40 องศา อัตราการเต้นของหัวใจเร็ว 130-140/min ปรึกษาอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ แพทย์วินิจฉัยติดเชื้อเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางและติดเชื้อปอดอักเสบ ได้รับยาปฏิชีวนะ มีภาวะ Hypernatremia มีภาวะโพแทสเซี่ยมสูง มีภาวะเบาจืด ได้รับการเตรียมและรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด Left Craniotomy, Left Craniectomy ,VP Shunt , Left cranioplasty autograft และTracheostomy ต่อมาตรวจเสมหะพบเชื้อ <em>Klebsiella pneumoniae </em>ที่มีลักษณะ carbapenem-resistant Enterobacterales (CRE) และมีการปรับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา อยู่โรงพยาบาล 59 วัน</p> <p> กรณีศึกษารายที่ 2 เป็นผู้ป่วยชายอายุ 48 ปี มีโรคประจำตัวโรคความดันโลหิตสูงขาดยา 2 วัน เข้ารับการรักษาด้วยอาการอ่อนแรง ซึมลง Right Intraparenchymal Hemorrhage with Intraventricular Hemorrhage with Subfalcine herniation ไม่รู้สึกตัวหายใจเองไม่ได้จึงจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ร่วมกับใช้เครื่องช่วยหายใจ หายใจหอบ ผู้ป่วยมีประวัติ Asthma ได้รับยาพ่น Seretide MDI 4 puff BID มีภาวะความดันโลหิตสูงได้รับยาปรับลดความดันโลหิต ได้รับยาลดความดัน ผู้ป่วยซึมลง ส่งตรวจ CT Brain ซ้ำ ผลตรวจไม่มีเลือดออกในสมองเพิ่ม Flap ไม่ตึง มี Hydrocephalus ได้ทำ LP release มีไข้สูง BT=38-39 องศา อัตราการเต้นของหัวใจเร็ว 140-148/minได้รับน้ำเพิ่ม และได้รับสารน้ำ ยาปฏิชีวนะ การเตรียมและรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด Tracheostomy หลังเจาะคอ 2วัน พบที่แผลผ่าตัดเจาะคอมีเลือดออก พยายามหยุดเลือดออกด้วย Electrosurgical cautery ไม่สามารถหยุดเลือดออกได้ จึงผ่าตัด Exploratory neck with stop bleeding พร้อมกับให้ยาเพิ่มการแข็งตัวของเลือด อยู่รักษาทั้งหมด 25 วัน</p>
จุฬามณี สมใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
828
836
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300421
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 – 31 สิงหาคม 2569 จำนวน 35 ราย ดำเนินการตามโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ piared t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 19.92, p < 0.001) และ (t =13.92, p < 0.001) ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตบนและล่าง ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -8.56, p < 0.001) และ (t = -8.09, p < 0.001)</p>
ประยงค์ เหลาพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
837
842
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จังหวัดสุพรรณบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300422
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงาน 2) ศึกษาความปลอดภัยในการทำงาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับปัจจัยส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับความปลอดภัยในการทำงาน ของบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือบุคลากรโรงพยาบาล จำนวน 259 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของ Krejcie and Morgan สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล คุณภาพชีวิตการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญและมีค่าความเชื่อมั่นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ Fisher's Exact Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.3) อายุระหว่าง 30-39 ปี (ร้อยละ 31.8) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 56.9) คุณภาพชีวิตการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.644) โดยด้านสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย 3.99) และด้านค่าตอบแทนในการทำงานที่เป็นธรรมและเพียงพอมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย 3.25) ความปลอดภัยในการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน (ค่าเฉลี่ย 3.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.674) โดยด้านการปกป้องคุ้มครองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย 4.00) และด้านการป้องกันมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (ค่าเฉลี่ย 3.90) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.016) ในขณะที่อายุ ระยะเวลาในการทำงาน เงินเดือน และลักษณะงานที่ปฏิบัติไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และคุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.824, p < 0.001)</p>
ไชยยันต์ อินทรศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
843
856
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีโดยสถานีสุขภาพดิจิทัลชุมชน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300423
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้สถานีสุขภาพดิจิทัลชุมชน และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลต่อความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การกำกับตนเอง การดูแลตนเอง พฤติกรรมสุขภาพ และระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ FBS และ HbA1c การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหา การพัฒนารูปแบบการดูแล และการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem’s Self-Care Theory) และทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี จำนวน 100 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 50 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ Paired t –test และ Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการได้รับรูปแบบการดูแล กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 8.06 คะแนน เป็น 10.58 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 2.52 คะแนน คะแนนเฉลี่ยการกำกับตนเองเพิ่มขึ้นจาก 38.40 คะแนน เป็น 50.14 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 11.74 คะแนน คะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 30.02 คะแนน เป็น 39.80 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 9.78 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 28.90 คะแนน เป็น 39.04 คะแนน มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง 10.14 คะแนน โดยทุกด้านแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การกำกับตนเอง การดูแลตนเอง และพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า ค่า FBS ของกลุ่มทดลองลดลงจาก 144.98 มก./ดล. เป็น 125.72 มก./ดล. และค่า HbA1c ลดลงจาก 7.34% เป็น 6.63% โดยแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่า FBS เฉลี่ย 125.72 มก./ดล. และกลุ่มควบคุม 137.74 มก./ดล. มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง -12.02 มก./ดล. ส่วนค่า HbA1c กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย 6.63% และกลุ่มควบคุม 7.28% มีค่าเฉลี่ยความแตกต่าง -0.65% โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.98, SD=0.08)</p>
สมเจตน์ เณรรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
857
868
-
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับความผูกพันต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299859
<p>การศึกษาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน ระดับความผูกพันและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และคุณภาพชีวิตการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 233 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและความเชื่อมั่นมีค่าของสัมประสิทธิ์ครอนบาชแอลฟาด้านคุณภาพชีวิตการทํางานและความผูกพันต่อรพ.สต. เท่ากับ 0.96 และ 0.88 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ( =3.86, S.D.=0.48) และความผูกพันต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.25, S.D.=0.54) การทดสอบความสัมพันธ์พบว่า คุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง กับความผูกพันต่อโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r<sub>s</sub>=0.717, p < .001)</p>
ศศิธร สุนรกุมภ์
Supattra Wattanasen
เสาวลักษณ์ ศรีดาเกษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
869
678
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวของการทำงานของระบบประสาทในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ โรงพยาบาลตรัง: การศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299884
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์และทางคลินิก สัดส่วนการฟื้นตัวของการทำงานของระบบประสาทภายใน 6 เดือน และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ โรงพยาบาลตรัง การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังในลักษณะ retrospective cohort study โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2568 ตรวจคัดกรองเวชระเบียนทั้งหมด 82 ราย คัดออก 34 ราย และมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวิเคราะห์ 48 ราย เครื่องมือเป็นแบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นและผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้องโดยรวมเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 58.7 ± 13.6 ปี เป็นเพศชายร้อยละ 60.4 และมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรคร้อยละ 72.9 สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมกดทับไขสันหลังร้อยละ 56.3 เมื่อครบ 6 เดือน ผู้ป่วย 27 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.3 มีระดับ American Spinal Injury Association Impairment Scale (AIS) ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ การวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า อายุที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสการฟื้นตัวที่ลดลง (adjusted odds ratio [aOR] 0.94; 95% CI 0.89–0.99; p = .021) เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน (aOR 0.31; 95% CI 0.09–0.98; p = .046) และการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างรักษา (aOR 0.29; 95% CI 0.08–0.97; p = .044) ขณะที่การได้รับการผ่าตัดภายใน 14 วันสัมพันธ์กับโอกาสการฟื้นตัวที่สูงขึ้น (aOR 3.87; 95% CI 1.14–13.17; p = .031)</p>
สุนทร กิตติเชษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
879
886
-
อัตราการลดลงของค่า eGFR และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดำเนินโรคของไตเรื้อรัง ใน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะ G2-G3a: การศึกษาแบบ Retrospective Cohort ณ โรงพยาบาลพะเยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299885
<p>การศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์แบบติดตามกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าประมาณอัตราการกรองของไต (eGFR slope) และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดำเนินโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี CKD ระยะ G2–G3a ณ โรงพยาบาลพะเยา ศึกษาจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยคัดเลือกผู้ป่วยอายุ ≥18 ปี มี baseline eGFR 45–89 มล./นาที/1.73 ตร.ม. มีผล eGFR อย่างน้อย 3 ครั้ง และติดตามอย่างน้อย 24 เดือน คำนวณ eGFR slope รายบุคคลด้วย linear regression และวิเคราะห์ปัจจัยสัมพันธ์ด้วย simple และ multiple linear regression</p> <p>จากผู้ป่วยที่มีการรับบริการในช่วงศึกษา 7,784 ราย มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์วิเคราะห์ 1,427 ราย เป็นเพศหญิง 784 ราย (54.9%) อายุเฉลี่ย 66.66±8.44 ปี baseline eGFR เฉลี่ย 69.98±12.42 มล./นาที/1.73 ตร.ม. และมีระยะติดตามมัธยฐาน 2.51 ปี (IQR 2.34–2.66) ผู้ป่วยเป็น CKD ระยะ G2 จำนวน 1,067 ราย (74.8%) และ G3a จำนวน 360 ราย (25.2%) ค่า eGFR slope เฉลี่ยเท่ากับ −6.21±5.00 มล./นาที/1.73 ตร.ม./ปี และร้อยละ 58.5 มี eGFR ลดลงมากกว่า 5 มล./นาที/1.73 ตร.ม./ปี การวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า albuminuria ระดับ A3 สัมพันธ์กับ eGFR slope ที่ลดลงมากกว่ากลุ่ม A1 อย่างเป็นอิสระ (adjusted β −2.938, 95%CI −3.718 ถึง −2.157, p<0.001) ขณะที่ SBP, HbA1c, ACEI/ARB และ dapagliflozin ไม่พบความสัมพันธ์อย่างเป็นอิสระ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี CKD ระยะ G2–G3a มีการลดลงของการทำงานไตในอัตราค่อนข้างสูง โดย severe albuminuria เป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการลดลงของ eGFR การติดตาม UACR ร่วมกับ serial eGFR จึงมีความสำคัญต่อการระบุผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการดำเนินโรคไต</p>
ปกฉัตร ผ่องสวัสดิ์กุล
ไกรรัตน์ คำดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
887
897
-
การประเมินแนวโน้มระดับน้ำตาลในเลือดในเด็ก และวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299903
<p>การประเมินแนวโน้มระดับน้ำตาลในเลือดในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานะความชุกของระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางประชากรและดัชนีมวลกายกับระดับน้ำตาลในเลือด และวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไปในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วน กลุ่มตัวอย่างคือจากการทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 5 ถึง 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะอ้วนและเข้ารับบริการ ณ คลินิกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 215 ราย คัดเลือกโดยวิธีเลือกตัวอย่างแบบทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) และสถิติทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired t-test)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 12.8 ปี และมีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 32.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบความชุกของภาวะน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารผิดปกติ (IFG) สูงถึงร้อยละ 19.5 (95% CI: 14.2–24.8) และเข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร้อยละ 2.3 (95% CI: 0.3–4.3) นอกจากนี้พบว่าอายุและดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และเมื่อติดตามผลในระยะยาว (n=58) พบว่าค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายและระดับน้ำตาลในเลือดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)</p> <p>สรุปได้ว่าเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะก่อนเบาหวานและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป จึงควรมีระบบการคัดกรองและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางเมตาบอลิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการพัฒนาไปสู่โรคเบาหวานในอนาคต</p> <p> </p>
พญ.ปรานทิพย์ ศรีสัตยกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
898
905
-
การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก่อนการทำหัตถการ ทางการแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลดอนมดแดง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299904
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาและประเมินผลระบบการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้ารับหัตถการทางการแพทย์แผนไทย และติดตามการนำระบบไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานประจำ โรงพยาบาลดอนมดแดง เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอายุ 40 ปีขึ้นไปจำนวน 68 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม–31 กรกฎาคม 2568 โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง จากนั้นติดตามการนำระบบไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานประจำระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2568–31 กรกฎาคม 2569 เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบทีแบบจับคู่</p> <p> ผลการศึกษา: ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินภาวะสุขภาพและความเสี่ยง การวัดและแปลผลความดันโลหิต การเตรียมความพร้อมและประเมินซ้ำ การกำหนดเกณฑ์ให้บริการ งดหัตถการและส่งต่อ การเฝ้าระวังระหว่างและภายหลังทำหัตถการ และการบันทึกข้อมูลพร้อมให้คำแนะนำ ระบบมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.92 และแบบประเมินความพึงพอใจและความมั่นใจมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.89 ผู้ป่วยทั้ง 68 คนได้รับการประเมินและบันทึกข้อมูลครบถ้วนร้อยละ 100 และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจาก 145.30 เป็น 137.50 มิลลิเมตรปรอทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(67) = 3.21, P-value = .002) และค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงจาก 91.60 เป็น 87.00 มิลลิเมตรปรอทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(67) = 2.47, P-value = .016) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจและความมั่นใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.55, <em>S.D</em>. = 0.55) ภายหลังการประเมิน ระบบถูกนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานประจำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี</p>
สิทธิศักดิ์ หลักทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
906
915
-
การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานทีมตระหนักรู้สถานการณ์เพื่อยกระดับระบบตระหนักรู้สถานการณ์ด้านสาธารณสุข กรมควบคุมโรค
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299906
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนา พัฒนาและประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานทีมตระหนักรู้สถานการณ์ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2568 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ (1) การทบทวนเอกสารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (2) การพัฒนาร่างมาตรฐาน (3) การทดลองใช้ในสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 3 แห่ง (4) การปรับปรุงมาตรฐานตามผลการทดลองใช้และข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และ (5) การจัดทำมาตรฐานฉบับสมบูรณ์</p> <p> ผลการวิจัย: มาตรฐานการปฏิบัติงานทีมตระหนักรู้สถานการณ์ กรมควบคุมโรค ฉบับปี พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยตัวชี้วัด 6 ด้าน ได้แก่ การจัดตั้งทีม ศักยภาพทางวิชาการ ความพร้อมในการปฏิบัติงาน การเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ คุณภาพรายงานข่าวการระบาด และระบบสนับสนุน การกำกับติดตาม และการประเมินผล ผลการทดลองใช้พบว่าหน่วยงานสามารถใช้มาตรฐานประเมินตนเองได้ ตัวชี้วัดมีความชัดเจน สะท้อนการดำเนินงานจริง และช่วยระบุช่องว่างในการพัฒนาระบบตระหนักรู้สถานการณ์</p>
วรางคณา จันทรสุข
ภันทิลา ทวีวิกยการ
เจษฎา ธนกิจเจริญกุล
ณัฐพล หอมหวล
ธนัชชา ไทยธนสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
916
924
-
ผลของโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจของสตรีวัยเจริญพันธุ์ต่อความรู้พฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาบัว
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299914
<p> การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจของสตรีวัยเจริญพันธุ์ต่อความรู้พฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาบัว กลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัยมี 2 ส่วน เครื่องมือโปรแกรม และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันมะเร็ง 4) แบบสอบถามการเสริมพลังอำนาจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติบรรยาย ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติ paired t-test ดำเนินการศึกษาระหว่างเก็บข้อมูลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์2569</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 ราย มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 42.34$ ปี (SD. = 11.22) โดยมีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 24 ถึง 59 ปี ส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติ จำนวน 18 ราย (ร้อยละ 51.4) รองลงมาคือกลุ่มน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 11 ราย (ร้อยละ 31.4) และกลุ่มที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ จำนวน 6 ราย (ร้อยละ 17.1) ตามลำดับ สำหรับระดับการศึกษาสูงสุด พบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 18 ราย (ร้อยละ 51.4) และระดับมัธยมศึกษา จำนวน 17 ราย (ร้อยละ 48.6) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
อรพิน พิมพาสูง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
925
933
-
ผลของโปรแกรมการเพิ่มสมรรถนะแห่งตนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือด ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคำผาสุก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299916
<p> การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเพิ่มสมรรถนะแห่งตนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคำผาสุก กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยมี 2 ส่วน ได้แก่ เครื่องมือโปรแกรม และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรู้โรคเบาหวาน 3) แบบประเมินพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน และ 4) แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติบรรยาย ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติ paired t-test ดำเนินการศึกษาระหว่างเก็บข้อมูลวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 26 คน (ร้อยละ 74.3) มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.34 ปี (S.D. = 11.57, อายุต่ำสุด -สูงสุด = 34 - 82 ปี) ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสคู่ จำนวน 26 คน (ร้อยละ 74.3) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ จำนวน 35 คน (ร้อยละ 100) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน หลังทดลองเพิ่มขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนระดับน้ำตาลเฉลี่ยลดลงต่ำกว่าก่อนการทดลอง (Mean = 114.94, SD. = 9.64) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
นันธญา พันอินากูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
934
945
-
การพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัด โรงพยาบาลลำปาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299957
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัด โรงพยาบาลลำปาง และ 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัด ก่อน-หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสนทนาเพื่อประเมินความต้องการการฝึกอบรม แบบบันทึกข้อมูล โปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัด แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัด และแนวคำถามในการประเมินผลโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (paired samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัดที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ได้คู่มือโปรแกรมซึ่งบูรณาการทั้งการเตรียมความพร้อมของพยาบาลพี่เลี้ยงห้องผ่าตัดที่ครอบคลุมสมรรถนะหลัก 4 ด้าน และสมรรถนะย่อย 13 ด้าน กับบทบาทของพยาบาลพี่เลี้ยงสำหรับการปฏิบัติงานจริงในห้องผ่าตัด 3 ระดับ คือ พี่เลี้ยงหลัก (Primary Preceptor) พี่เลี้ยงร่วม (Co-Preceptor) และพี่เลี้ยงผู้ติดตาม/ผู้กำกับดูแล (Shadow/Supervisor) โดยแบ่งการจัดการฝึกอบรมเป็น 2 ระยะ คือ ระยะการเรียนรู้ภาคทฤษฎีและสถานการณ์จำลอง 3 ชั่วโมง และระยะการฝึกปฏิบัติทางคลินิก 4 สัปดาห์ 2) สมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงหลังได้รับโปรแกรมมีคะแนนสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 14.87, p < .001)</p>
วารี เดชวงศ์ญา
ชญาภา แสนหลวง
อภิรดี นันท์ศุภวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
946
957
-
การสลายตัวของวัสดุอินทรีย์ต่างชนิดกันต่อปริมาณการกระจายตัวของขนาดเม็ดดิน และการกักเก็บคาร์บอนในดินเค็มเนื้อทราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299995
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้วัสดุอินทรีย์ต่างชนิดต่อการกระจายตัวของขนาดและเสถียรภาพของเม็ดดิน รวมถึงการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดินของดินเค็มเนื้อทราย ดำเนินการทดลองในพื้นที่นาดินเค็ม ชุดดินกุลาร้องไห้ (Typic Natraqualfs) บ้านงิ้วเก่า ตำบลโนนประดู่ อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) ประกอบด้วย 6 กรรมวิธี ได้แก่ ไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ ซากถั่วลิสง ใบหญ้าแฝก ฟางข้าว แกลบ และปุ๋ยคอก จำนวน 3 ซ้ำ โดยใส่วัสดุอินทรีย์ในอัตรา 1.6 ตันต่อไร่ และเก็บตัวอย่างดินหลังการทดลอง 52 สัปดาห์ วิเคราะห์การกระจายตัวของขนาดเม็ดดินด้วยวิธีการร่อนแบบเปียก (wet sieving) และวิเคราะห์อินทรีย์คาร์บอนในดินและเม็ดดินด้วยวิธี Walkley and Black จากนั้นวิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Least Significant Difference (LSD)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การกระจายตัวของเม็ดดินขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตรมีค่า 1.85–4.25 กรัมต่อ 100 กรัมดิน ขนาด 0.25–2 มิลลิเมตรมีค่า 1.49–3.41 กรัมต่อ 100 กรัมดิน ขนาด 0.106–0.25 มิลลิเมตรมีค่า 28.71–31.23 กรัมต่อ 100 กรัมดิน และขนาดเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตรมีค่า 56.67–62.65 กรัมต่อ 100 กรัมดิน โดยการกระจายตัวของเม็ดดินแต่ละขนาดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ค่าเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของเม็ดดิน (Mean Weight Diameter; MWD) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการใส่ใบหญ้าแฝกให้ค่า MWD สูงสุด 0.314 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับดินที่ไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ซึ่งมีค่า 0.185 มิลลิเมตร สำหรับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดิน พบว่าปุ๋ยคอกมีค่าการสะสมสูงสุดในเม็ดดินขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.075 กรัมต่อกิโลกรัมดิน ขณะที่แกลบมีค่าการสะสมสูงสุดในเม็ดดินขนาด 0.25–2, 0.106–0.25 และเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.160, 0.111 และ 0.171 กรัมต่อกิโลกรัมดิน ตามลำดับ นอกจากนี้ อัตราส่วน C/N มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในอนุภาคดินขนาดเล็กกว่า 0.106 มิลลิเมตร (r = 0.6334, p < 0.05) ขณะที่อัตราส่วน Lignin/N มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในเม็ดดินขนาด 0.25–2 มิลลิเมตร (r = 0.6989, p < 0.05) และ 0.106–0.25 มิลลิเมตร (r = 0.6930, p < 0.05)</p>
ศกุนตลา สุภาสัย
วิทยา ตรีโลเกศ
อรรณพ พุทธโส
นันทิรา หงษ์ศรีสุวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
958
966
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตโดยใช้กระบวนการกลุ่มต่อความเครียดและภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299978
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตโดยใช้กระบวนการกลุ่มต่อระดับความเครียดและภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และติดตามผล 4 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อ.บ้านนา จ.นครนายก จำนวน 64 คน สุ่มจับคู่เข้ากลุ่มทดลอง (n=32) แบ่งเป็นกลุ่มละ 8 คน เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตโดยใช้กระบวนการกลุ่ม 8 ครั้ง ครั้งละ 90 นาที ใน 4 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม (n=32) ได้รับการดูแลปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ SPST-20, Thai PHQ-A และ STAI Y-2 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา Chi-square, Fisher's exact, Pairwise McNemar's, Repeated Measures ANOVA และ Friedman test</p> <p> ผลการวิจัย กลุ่มทดลองมีสัดส่วนความเครียดที่ระดับสูงลดลงจากร้อยละ 44.4 เหลือร้อยละ 0.0 ในระยะหลังทดลองและติดตามผล (p<.05) ต่างจากกลุ่มควบคุมที่ยังพบในระดับสูง ร้อยละ 21.9 ในระยะติดตามผล ด้านภาวะซึมเศร้า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนผู้ไม่มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.9 เป็นร้อยละ 96.9 หลังทดลอง และร้อยละ 87.5 ระยะติดตามผล (p<.001) ส่วนกลุ่มควบคุมพบระดับปานกลางเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28.1 ในระยะติดตามผล ผล Repeated Measures ANOVA พบอิทธิพลร่วมระหว่างกลุ่มและเวลา (Group × Time Interaction) ต่อคะแนนเฉลี่ยความเครียดและภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)</p>
นพภัสสร วิเศษ
นิศารัตน์ วสยางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
967
975
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงบริการทันตกรรมของผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299994
<p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับแรงสนับสนุนทางสังคม ระดับความเชื่อด้านทันตสุขภาพ และระดับการเข้าถึงบริการทันตกรรม และ (2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงบริการทันตกรรมของผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลพิปูน จำนวน 204 คน จากประชากร 1,732 คน สุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน รวม 59 ข้อ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ทั้งฉบับเท่ากับ .907 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 69.12 อายุเฉลี่ย 61.34 ปี (<em>SD</em> = 10.845) และใช้สิทธิบัตรทองร้อยละ 78.92 แรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 3.93, <em>SD</em> = 0.502) ความเชื่อด้าน ทันตสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.66, <em>SD</em> = 0.656) และการเข้าถึงบริการทันตกรรมอยู่ในระดับสูง (<em>M</em> = 4.16, <em>SD</em> = 0.503) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าถึงบริการทันตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมี 4 ตัวแปร ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ (β = .387) ด้านการประเมินผล (β = .381) ด้านการช่วยเหลือ (β = .212) และสิทธิประกันสังคม (β = -.108) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 55.1 (Adjusted <em>R</em><sup>2</sup> = .551, <em>F</em>(4, 199) = 63.325, <em>p</em> < .001)</p>
ณิชา เขียวฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
976
987
-
การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับสถานที่จำหน่ายอาหารตามเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร SAN และ SAN Plus ของกระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300053
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการยกระดับสถานที่จำหน่ายอาหารตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร SAN และ SAN Plus เปรียบเทียบผลการประเมินสถานที่จำหน่ายอาหาร ระดับความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหาร และการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียก่อนและหลังการดำเนินงาน รวมทั้งศึกษาปัจจัยสนับสนุน ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยแห่งความสำเร็จ โดยประยุกต์ใช้วงจร PAOR ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล ผู้เข้าร่วมการวิจัยประกอบด้วยสถานที่จำหน่ายอาหาร 37 แห่ง ผู้ประกอบกิจการ 21 คน ผู้สัมผัสอาหาร 16 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร SAN และ SAN Plus แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหาร แบบบันทึกผลการตรวจการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการดำเนินงานตามวงจร PAOR สัดส่วนสถานที่จำหน่ายอาหารที่ผ่านมาตรฐาน SAN เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.0 เป็นร้อยละ 61.5 และมีสถานที่จำหน่ายอาหารผ่านมาตรฐาน SAN Plus จำนวน 6 แห่ง คะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้ประกอบกิจการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.4 (SD=9.8) เป็นร้อยละ 91.2 (SD=7.3) และคะแนนเฉลี่ยความรู้ของผู้สัมผัสอาหารเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60.3 (SD=13.5) เป็นร้อยละ 83.9 (SD=10.2) โดยทั้งสองกลุ่มมีคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) การตรวจพบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียลดลงจากร้อยละ 60.0 เป็นร้อยละ 20.0 และแตกต่างจากก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.017) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพพบข้อค้นพบสำคัญ 6 ประเด็น ได้แก่ ช่องว่างระหว่างความรู้กับการปฏิบัติจริง ข้อจำกัดด้านโครงสร้างและทรัพยากร การใช้ผลตรวจสุขภาพและการเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง การแบ่งบทบาทของภาคีเครือข่าย การติดตามและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือของสถานประกอบการร่วมกับระบบสนับสนุนในพื้นที่</p>
สุจริต ศรียางค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
988
1001
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันและควบคุมโรคเลปโตสไปโรซิส โดยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300066
<p> การวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิส และพัฒนารูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันและควบคุมโรคดังกล่าว รวมทั้งประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ โดยการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) นี้ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจร่วมกับการศึกษาสถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสในอำเภอขุขันธ์ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยการประยุกต์ใช้กระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (AIC) และประเมินผลด้วย Interrupted Time Series Analysis (ITSA)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ในระยะที่ 1 พื้นที่อำเภอขุขันธ์มีอัตราป่วยรายเดือนเฉลี่ย 5.8 ต่อประชากรแสนคน และมีการระบาดสูงในฤดูฝนอย่างชัดเจน นอกจากนั้นจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 226 คน เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมของประชาชนต่อการป้องกันโรค เลปโตสไปโรซิสของประชาชน พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลได้แก่ คะแนนแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพระดับสูง (Adj.OR = 12.84; 95%CI 3.92–41.99) คะแนนแรงสนับสนุนทางสังคมระดับสูง (Adj.OR = 17.52; 95%CI 6.42–47.81) และประชาชนที่มีอายุ 31–45 ปี (Adj.OR = 11.67, 95% CI: 1.95-69.83) และมากกว่า 60 ปี (Adj.OR = 7.78, 95% CI: 1.41-43.01) ซึ่งปัจจัยมีความสามารถในการจำแนก (AUC) เท่ากับ 0.89 ซึ่งจัดอยู่ในระดับดีมาก (Good) สำหรับระยะที่ 2 รูปแบบ PACE-DHB ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 ชุดความคิด ได้แก่ การสื่อสารข้อมูล เสริมสร้างความเชื่อมั่น การประเมินคุณค่า และการพัฒนาระบบ หลังการดำเนินงาน 8 เดือน อัตราป่วยลดลงจาก 5.8 เป็น 2.9 ต่อแสนประชากร และไม่พบผู้เสียชีวิต (β₁ = -3.42, p < 0.001)</p>
คมสัน รัตนสีหภูมิ
สุทธิศักดิ์ นรดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1002
1014
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้ป่วยยาเสพติด ที่ได้รับการดูแลรักษาระยะกลางในสถานพยาบาลยาเสพติดมินิธัญญารักษ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300440
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้ป่วยยาเสพติดที่ได้รับการดูแลรักษาระยะกลางในสถานพยาบาลยาเสพติดมินิธัญญารักษ์ ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการบำบัดฟื้นฟู จำนวน 10 คน และผู้ป่วยยาเสพติดระยะกลาง จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเหมาะสมของโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด แบบประเมินการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว แบบประเมินทัศนคติและการมีส่วนร่วมของชุมชน และแบบบันทึกผลลัพธ์เชิงเป้าหมายด้านการบำบัดรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ χ² และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำสองทาง (Two-way Repeated Measures ANOVA)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นตามกระบวนการ ADDIE Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ป่วย กิจกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว กิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชน และระบบการติดตามฟื้นฟูดูแลต่อเนื่องในชุมชนตามแนวคิดการฟื้นคืนสู่ สุขภาวะและการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนเป็นฐาน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (IOC ตั้งแต่ 0.67-1.00) ผลการทดสอบประสิทธิผลพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด การฟื้นคืนสู่สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มทดลองมีคะแนนการทำหน้าที่ของครอบครัว รวมทั้งทัศนคติและการมีส่วนร่วมของชุมชนสูงกว่ากลุ่มควบคุม สำหรับผลลัพธ์เชิงเป้าหมายพบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการหยุดเสพต่อเนื่อง 3 เดือนสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 73.30 เทียบกับร้อยละ 36.70) มีอัตราการคงอยู่ในการบำบัดฟื้นฟูสูงกว่า (ร้อยละ 100 เทียบกับร้อยละ 73.30) และมีอัตราการไม่กลับเข้ารับการรักษาซ้ำสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 93.30 เทียบกับร้อยละ 73.30) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p < .05)</p>
ระเบียบ โตแก้ว
วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์
กงจักร สอนลา
ณัฐกฤตา ทุมวงศ์
นิพิฐพนธ์ สุปัญบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1015
1028
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300441
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหา ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และความต้องการในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม 3) ทดลองใช้รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่นำร่องขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม และ 4) ประเมินผลและรับรองรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่พัฒนาขึ้นในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้อง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง 392 คน ได้มาจากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.84 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และถดถอยพหุ เชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อสำคัญ จำนวน 28 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง ใช้การสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เชิงเนื้อหา และตรวจสอบข้อมูลด้วยเทคนิคสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์ สภาพปัญหา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและความต้องการ ประกอบด้วย 1.1 การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ระดับมาก (= 4.31, S.D. = 0.24) 1.2 ประสิทธิผลของรูปแบบการควบคุมและป้องกันโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ในภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ระดับมาก (= 4.38, S.D. = 0.31) 1.3 การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐมกับประสิทธิผลของรูปแบบการ ควบคุมและป้องกันโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 1.4 ตัวแปรอิสระทั้ง 5 ด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของรูปแบบฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงหลังการถ่ายโอน รพ.สต. สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ขับเคลื่อนผ่านวงจรการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 6 ขั้นตอน และองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน (PIRAB) ได้แก่ การสร้างภาคีเครือข่าย การจัดการทรัพยากร การควบคุมมาตรฐาน การบูรณาการฐานข้อมูล และการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร 3) การประเมินการทดลองใช้รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลังการถ่ายโอน รพ.สต. สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.38) และ 4) การประเมินรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลังการถ่ายโอน รพ.สต. สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ตามมาตรฐานการประเมิน 4 ด้านประกอบด้วย ด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสมและจริยธรรม ด้านความถูกต้อง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (m = 4.51, s = 0.32)</p>
สุภัทร กตัญญูทิตา
ธารารัตน์ สัญญะโม
ภคภัทร บุญยโกวิทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1029
1038
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300442
<p> การวิจัยและพัฒนา (Research and Development, R&D) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 รวมระยะเวลา 7 เดือน กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ระยะวิจัย คือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 25 ราย และกลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 2 ระยะพัฒนา คือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 ราย ทั้งสองกลุ่มขึ้นทะเบียนรับการรักษาที่คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลเชียงกลาง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดสมรรถนะการจัดการตนเองเพื่อควบคุมโรคของผู้ป่วยเบาหวาน แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และแบบบันทึกระดับฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c)</p> <p> ผลการวิจัย ภายหลังการดำเนินการ พบว่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการจัดการตนเองของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 794.00 ± 186.74 คะแนน (ระดับปานกลาง) เป็น 1,214.00 ± 192.13 คะแนน (ระดับสูง) (p<.001) คะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 76.73 ± 12.37 คะแนน (ระดับปานกลาง) เป็น 110.27 ± 15.72 คะแนน (ระดับสูง) (p<.001) และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 7.68 ± 0.97 mg% เป็น 6.34 ± 0.34 mg% (p<.001)</p>
ธมภร มหัสพัน
จิรพันธ์ อินทรศักดิ์
กัลยากร แสงคำ
อำพร ยศอาลัย
สุรีภรณ์ แสงรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1039
1050
-
บทบาทของเภสัชกรโรคหัวใจแนวใหม่ในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST Elevation, NST elevation โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300449
<p> การศึกษาแบบไปข้างหน้า (Prospective study) ในผู้ป่วย STEMI และ NSTEMI ทุกรายที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่ มกราคม 2565 – มิถุนายน 2567 เภสัชกรปรับบทบาทเชิงรุก ดูแลการใช้ยาร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ แจก QR Code ข้อมูลยา เฝ้าระวังอาการข้างเคียง ให้คำปรึกษาก่อนกลับบ้าน (Discharge Counseling) และประสาน อสม. แนะนำความต่อเนื่องในการใช้ยา นอกจากนี้ได้ปรับยากลุ่ม Fibrinolytic agent ในผู้ป่วย STEMI จาก Streptokinase เป็น Alteplase (ปี 2565) และ Tenecteplase (ปี 2567) แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Logistic Regression</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่ม STEMI (286 ราย) ได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรร้อยละ 93.71 และได้รับยาละลายลิ่มเลือด 247 ราย พบอาการไม่พึงประสงค์ร้อยละ 12.59 (มากที่สุดคือ Minor bleeding ร้อยละ 4.20, ความดันโลหิตต่ำ ร้อยละ 3.50) กลุ่ม NSTEMI (534 ราย) ได้รับคำแนะนำร้อยละ 83.71 พบปัญหาจากการใช้ยา 198 ปัญหา ส่วนใหญ่คือการไม่ได้รับยาตามสั่ง (ร้อยละ 27.30) และมีข้อบ่งใช้แต่ไม่ได้ยา (ร้อยละ 24.20) โดยแพทย์ตอบสนองต่อคำแนะนำเภสัชกรร้อยละ 88.40 ปัจจัยที่ลดการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ การได้รับยา Aspirin, Clopidogrel, Enoxaparin, Statin และประวัติการสูบบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือร้อยละ 9.42 ใน STEMI และร้อยละ 7.41 ใน NSTEMI ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (น้อยกว่าร้อยละ 9-10)</p>
วงศ์ทิพารัตน์ มัณยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1051
1056
-
การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ร่วมกับภาวะคลอดก่อนกำหนด: กรณีศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300450
<p> กรณีศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินโรค ปัญหาและความต้องการทางการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และผลลัพธ์ของการดูแลหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดร่วมกับภาวะคลอดก่อนกำหนด ศึกษาในหญิงไทยอายุ 14 ปี ครรภ์แรก อายุครรภ์ประมาณ 34 สัปดาห์ เข้ารับการรักษาด้วยอาการน้ำเดินก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ตรวจพบปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตร บางร้อยละ 75 ส่วนนำระดับ -1 น้ำคร่ำใส อัตราการเต้นหัวใจทารก 154 ครั้งต่อนาที ได้รับการเฝ้าระวังการติดเชื้อและภาวะพร่องออกซิเจนของทารก ให้ยาปฏิชีวนะ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และได้รับการชักนำ/เร่งการคลอดพร้อมติดตามความก้าวหน้าของการคลอด และอัตราการเต้นหัวใจทารกอย่างต่อเนื่อง</p> <p> ภายหลังการชักนำการคลอดไม่ประสบผลสำเร็จจึงได้รับการผ่าตัดคลอด ทารกเพศชาย น้ำหนักแรกเกิด 2,350 กรัม Apgar score 9, 10 และ 10 คะแนน ต่อมาทารกมีอาการหอบและเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต ระยะหลังผ่าตัดคลอดไม่พบภาวะตกเลือดหรือการติดเชื้อรุนแรง ได้รับการส่งเสริมการฟื้นตัว การสนับสนุนด้านจิตใจ การปรับตัวต่อบทบาทมารดา การเตรียมจำหน่ายและการวางแผนครอบครัว</p>
สุพรรณี ชัยประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1057
1067
-
ผลลัพธ์และปัจจัยเสี่ยงการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง หลังการใช้แนวทางในการดูแลรักษา ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โรงพยาบาลบ้านหมี่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300451
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และเพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงหลังการใช้แนวทาง การศึกษาดำเนินการแบบ retrospective study โดยเก็บข้อมูลจากสตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตรและวินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2567 จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเอง ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยการตั้งครรภ์ ปัจจัยทางคลินิก ผลลัพธ์การคลอด และปัจจัยอื่น ๆ ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา t-test, Chi-square และ multivariable logistic regression</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง (severe features) มีค่า BMI ก่อนตั้งครรภ์สูงกว่า การเข้ารับ ANC น้อยกว่า อายุครรภ์เริ่มฝากครรภ์มากกว่า และมีความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงเรื้อรังก่อนตั้งครรภ์ และการตั้งครรภ์แฝด ปัจจัยเหล่านี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ severe preeclampsia อย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted OR 2.20–4.20, p<0.05) กลุ่มที่มีภาวะ preeclampsia with severe features มีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงกว่า ใช้แมกนีเซียมซัลเฟตมากกว่า และผลลัพธ์ neonatal มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำและ Apgar score <7 ที่ 5 นาที สูงกว่ากลุ่ม non-severe</p>
ธีรวัฒน์ วงเนตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1068
1076
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300079
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ 1 คือ ภาคีเครือข่าย 35 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 133 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และ 3) ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 85 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการตรวจสุขภาพช่องปากและการรับบริการทันตกรรม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเมษายน 2569 ถึงสิงหาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคัดกรองและประเมินสุขภาพช่องปากแบบมีส่วนร่วม 2) การจัดทำแผนดูแลสุขภาพช่องปากรายบุคคล 3) การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4) การดูแลสุขภาพช่องปากที่บ้านร่วมกับระบบทันตกรรมทางไกล และ 5) ระบบส่งต่อและติดตามต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ หลังการพัฒนารูปแบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีระดับความรู้และการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.001) และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการจัดทำแผนดูแลสุขภาพช่องปากรายบุคคล ร้อยละ 100.00</p>
สุทัศน์ สิมพราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1077
1088
-
ผลของแนวทางการชะลอชราชีวายืนยาวในชมรมผู้สูงอายุตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300080
<p> การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของของแนวทางการชะลอชราชีวายืนยาวในชมรมผู้สูงอายุตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แผนสุขภาพดี และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุติดสังคม จำนวน 40 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากค่า G-Power ที่ ขนาดอิทธิพล เท่ากับ .70 ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 อำนาจการทดสอบที่ .80 ได้กลุ่มตัวอย่าง 40 ราย เครื่องมือ คือแนวทางการชะลอชราชีวายืนยาว จำนวน 8 ครั้ง เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์</p> <p> กระบวนการดูแลประกอบด้วย 1)การสร้างสัมพันธภาพ 2) การประเมิน ADL 3) การให้ความรู้Wellness Plan 4) การให้ความรู้ส่งเสริมสุขภาพ 5) ทักษะการประเมินตัวเอง 6) เสริมสร้างความรอบรู้ด้าน7) การปฏิบัติตาม Wellness Plan และ 8) การ ใช้แอปพลิเคชั่น LINE ประเมินผลโดย แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ประเมินแผนสุขภาพดี ประเมินคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบราค ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ <em>p-value</em> < 0.05 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนคะแนน Wellness Planและคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value </em>< 0.001)</p>
บัวพลอย พรหมแจ้ง
เจียรนันต์ จันทร์แก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1089
1098
-
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300084
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ และศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกอบรมต่อสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยง ศึกษาในประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกเป็นวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างวิสัญญีพยาบาลทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์การทำงานด้านวิสัญญีมากกว่า 10 ปี จำนวน 3 คน และ 2) ประชากรกลุ่มพยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญีที่มีประสบการณ์การทำงานด้านวิสัญญี 2-10 ปี ที่เข้าร่วมอบรมในโปรแกรมจำนวน 20 คน และกลุ่มหลังเป็นประชากรกลุ่มพยาบาลฝึกหัดซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เข้ารับการอบรมวิสัญญีพยาบาลหลักสูตร 1 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก คือ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล <em>เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย</em>ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์สำหรับการสนทนากลุ่ม โปรแกรมการฝึกอบรมพยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญี โรงพยาบาลนครพิงค์ และแบบประเมินในระหว่างการใช้โปรแกรม ประกอบด้วย แบบประเมินความรู้พยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญี แบบประเมินการวิเคราะห์กรณีศึกษา และแบบประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมการฝึกอบรม ส่วน <em>เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล</em> ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ Wilcoxon Signed-Rank Test และการจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1. โปรแกรมการฝึกอบรมประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 2) กลุ่มเป้าหมาย 3) เนื้อหาการฝึกอบรม บทบาทและหน้าที่ของพยาบาลพี่เลี้ยง สมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงทั้ง 4 ด้าน และแนวทางพัฒนาสมรรถนะ 4) รูปแบบโครงสร้างการฝึกอบรม แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะฝึกอบรมในห้องเรียนและระยะฝึกปฏิบัติในห้องผ่าตัด 5) การกำหนดตัวผู้สอนหรือวิทยากร และ 6) วิธีการประเมินผลและเกณฑ์การประเมินระหว่างการฝึกอบรมและภายหลังสิ้นสุดโปรแกรม 2. ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลพี่เลี้ยงวิสัญญีประเมินสมรรถนะของตนเองโดยรวม (z=-2.20, p= .028) และสมรรถนะด้านการสอน (z=-2.21, p= .027) เพิ่มขึ้น ส่วนสมรรถนะด้านการให้คำปรึกษาและเสริมสร้างพลังอำนาจ ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี และด้านการเป็นตัวแบบมีคะแนนไม่แตกต่างกัน ในขณะที่คะแนนการประเมินสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงโดยพยาบาลฝึกหัดก่อนและหลังการฝึกอบรม ทั้งโดยรวม (z= 0.83, p = .381) และรายด้าน (z=-0.37- -1.36 p = 0.225 - .884) ไม่มีความแตกต่างกัน 3. คะแนนความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และสมรรถนะพยาบาลพี่เลี้ยงหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม (Z=-3.05, p=.002) ส่วนคะแนนการประเมินผลการวิเคราะห์กรณีศึกษารายกลุ่มอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยทุกกลุ่มได้คะแนนอยู่ในช่วงร้อยละ 95-96.67 นอกจากนี้พบว่ากลุ่มพยาบาลพี่เลี้ยงมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.71, SD= 0.49)</p>
สุชลี แสนธรรมจักร
สมใจ ศิระกมล
ชญาภา แสนหลวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1099
1110
-
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีการอักเสบและติดเชื้อในช่องคอส่วนลึกร่วมกับการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน และโรคเบาหวานชนิดที่ 2: กรณีศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300452
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยที่มีการอักเสบและติดเชื้อในช่องคอส่วนลึกร่วมกับการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยศึกษาในผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 66 ปี ประวัติเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มาด้วยอาการไข้ ปวดบวมใต้คางและใต้ขากรรไกรล่างด้านซ้ายร่วมกับกลืนลำบาก ก่อนมาโรงพยาบาล 2 วัน ตรวจร่างกายพบ ฟันกรามล่างด้านซ้ายซี่ที่ 2 และ 3 ผุลึกถึงโพรงประสาทฟัน คอบวม และเนื้อเยื่อพื้นปากด้านล่างบวมแดงเล็กน้อย แพทย์วินิจฉัยโรคว่า มีภาวะอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อใต้ลิ้น ขากรรไกรและคางในระยะเริ่มต้น ให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ยาบรรเทาปวดและยาลดไข้ ต่อมาผู้ป่วยมีการติดเชื้อลุกลาม คอบวมมากขึ้น หายใจเหนื่อย แพทย์จึงทำผ่าตัดระบายหนองร่วมกับใส่ท่อหลอดลมคอ และให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง</p> <p> ผลการศึกษา ในระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีปัญหาสำคัญ ได้แก่ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ติดเชื้อเฉียบพลันบริเวณใต้คางและพื้นปาก มีไข้สูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ปวดเฉียบพลัน แคลเซียมในเลือดต่ำ ซีด การพยาบาลที่สำคัญ ประกอบด้วย การเฝ้าระวังความรุนแรงภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ การดูแลให้ออกซิเจน พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์และยาช่วยชีวิตเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน การเตรียมผู้ป่วยเพื่อผ่าตัดเร่งด่วน การบริหารยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และอินซูลินตามแผนการรักษา ตลอดจนการทดแทนแคลเซียมและแนะนำอาหารที่มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง รวมถึงการพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวล หลังได้รับการดูแลรักษา ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถถอดท่อเจาะคอได้อย่างปลอดภัย และจำหน่ายกลับบ้านได้ รวมระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 15 วัน</p>
มานิดา ตันติเดชามงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1111
1125
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูราร่วมกับ ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติและมีภาวะเลือดออกซ้ำในสมอง: กรณีศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300453
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูราร่วมกับภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติและมีภาวะเลือดออกซ้ำในสมอง โดยศึกษาในผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 55 ปีมีประวัติไขมันในเลือดสูงและเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ซึ่งได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเมื่อ 5 ปีก่อน พร้อมทั้งได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ มาด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับขาทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง 8 ชั่วโมง ก่อนมาโรงพยาบาล จากผลการตรวจร่างกายและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูราร่วมกับภาวะสมองบวม ให้การรักษาทางยาและทำผ่าตัดเพื่อนำก้อนเลือดออก แต่หลังจากผ่าตัดครั้งแรกพบว่า มีเลือดออกซ้ำในสมอง ต้องทำการผ่าตัด อีก 2 ครั้ง ควบคู่กับการให้ยาและสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ การรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจ ความผิดปกติของระดับเกลือแร่ในร่างกายและภาวะโลหิตจาง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีปัญหาสำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยมีภาวะเลือดออกซ้ำในสมองและมีความดันในกะโหลกศีรษะสูง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ระดับเกลือแร่ในเลือดต่ำหลายชนิด ได้แก่ แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสเฟต และแคลเซียม ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะโลหิตจาง และต้องใส่ท่อช่วยหายใจพร้อมใช้เครื่องช่วยหายใจในระยะวิกฤตหลังการผ่าตัด การพยาบาลที่สำคัญ ประกอบด้วย ประเมินระดับความรู้สึกตัวและอาการทางระบบประสาท จัดท่านอนให้ศีรษะสูง การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด การเฝ้าระวังอาการแสดงของเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงดูแลให้เลือด ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ติดตามค่าออกซิเจนในเลือด และเตรียมความพร้อมในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ปฏิบัติตามหลักปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัด เฝ้าระวังและแก้ไขความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด ดูแลบรรเทาความปวด ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อเฝ้าระวังภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ</p>
ณิชาภา แสงวิภาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1126
1140
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการความปลอดภัยด้านการใช้ยา ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ภายใต้ระบบบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300085
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การใช้ยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ภายใต้ระบบบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิ และพัฒนารูปแบบการจัดการความปลอดภัยด้านการใช้ยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ภายใต้ระบบบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรีดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบ นำรูปแบบไปใช้และปรับปรุง และประเมินผลต่อเนื่องพร้อมขยายการใช้รูปแบบ กลุ่มประเมินผลเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 382 คน ติดตาม 3 ช่วงเวลา และทีมสหวิชาชีพ 13 คน เครื่องมือประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลและความถูกต้องในการใช้ยา แบบบันทึกปัญหาจากการใช้ยาและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา แบบบันทึกความคลาดเคลื่อนทางยา แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา แบบประเมินความพึงพอใจ และแนวคำถามเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Friedman test, Cochran’s Q test, McNemar test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงด้านยา การทบทวนรายการยา การให้คำปรึกษาด้านยา การติดตามการใช้ยา การเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา และการประสานงานกับทีมสหวิชาชีพ ภายหลังใช้รูปแบบ ความถูกต้องในการใช้ยาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 66.75 เป็น 92.41 และคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 23.40 เป็น 26.58 คะแนน โดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ปัญหาจากการใช้ยาและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความคลาดเคลื่อนทางยาลดลงจากร้อยละ 8.90 เป็น 5.50 แต่ไม่แตกต่างกัน (p=0.086) ระยะขยายผลมีผู้ผ่านเกณฑ์ 900 คน ได้รับรูปแบบ 720 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 และในผู้ที่มีข้อมูลก่อน–หลังครบคู่ 222 คน พบความถูกต้องและความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการจัดการปัญหาด้านยาและสนับสนุนความต่อเนื่องของบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิได้ โดยควรให้ความสำคัญกับระบบติดตามและความครบถ้วนของข้อมูลในการขยายการใช้รูปแบบต่อไป</p>
บงกช เพียรไทย
ธงชัย ทองบู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1141
1155
-
การศึกษาเชิงสำรวจหาปริมาณโลหะหนักชนิด ตะกั่ว, แคดเมียม, นิกเกิล ที่ปนเปื้อน ในครีมกันแดดผิวกายแบรนด์ไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300099
<p> การวิจัยเชิงทดลองศึกษาทางห้องปฏิบัติการนี้มีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสำหรับผิวกายที่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์และได้รับความนิยมสูงสุด 10 อันดับแรก โดยใช้วิธีการคัดเลือกตัวอย่างผ่านเกณฑ์การให้คะแนนแบบผสมผสาน (Composite Scoring Method) ตามข้อมูลยอดจำหน่ายและกระแสตอบรับบนสื่อสังคมออนไลน์ กระบวนการวิเคราะห์ดำเนินการด้วยเทคนิค Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry (ICP-MS) ร่วมกับการย่อยตัวอย่างด้วยวิธี Microwave-Assisted Acid Digestion ตามมาตรฐาน US EPA Method 3052 ณ ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ผลการวิจัยพบว่าระดับความเข้มข้นของโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว (Pb) แคดเมียม (Cd) และนิกเกิล (Ni) ในทุกตัวอย่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานสากลของ US FDA (สหรัฐอเมริกา) และ BVL (เยอรมนี) ผลการศึกษานี้เป็นการยืนยันความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล</p>
ณัฏฐนันท์ กาญจนพัฒนา
ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1156
1164
-
การศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300177
<p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงน้ำนม 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอด 3) ประเมินผลความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงน้ำนม กลุ่มตัวอย่างมี จำนวน 20 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ อาจารย์แพทย์แผนไทยที่มีประสบการณ์ในการให้บริการรักษาโรคและมีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร การผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพมาอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 10 คน และ อาจารย์แพทย์แผนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลมารดาหลังคลอดมาอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 10 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจประเมินค่าความชอบ 9 ระดับ (9-Point Hedonic Scale) และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป Jamovi (Version 2.6.26) โดยทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) และกำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% (p < 0.05)</p> <p> ผลการศึกษาเอกสารตำราพบสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงน้ำนม จำนวน 12 ชนิด โดยสมุนไพรที่มีความเหมาะสมตรงตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมมี 3 ชนิด ได้แก่ นมนาง (<em>Xantolis cambodiana</em>), นมวัว (<em>Scleropyrum pentandrum</em>) และน้ำนมราชสีห์ (<em>Euphorbia hirta</em>) สำหรับการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มใช้วิธีการต้มเคี่ยวตามหลักเภสัชกรรมไทย (ต้ม 3 ส่วน เหลือ 1 ส่วน) และปรับระดับความเข้มข้นด้วยการเจือจางน้ำเป็น 3 ระดับ (100%, 75% และ 50%) จะได้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 9 สูตรและนำไปทดสอบความพึงพอใจผ่านทางประสาทสัมผัส สรุปได้ว่า เครื่องดื่มนมนาง สูตรความเข้มข้น 75% ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงสุดเท่ากับ 8.10 ± 0.57 (ระดับชอบมาก) เครื่องดื่มนมวัว สูตรความเข้มข้น 50% ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงสุดเท่ากับ 6.50 ± 2.95 (ระดับชอบเล็กน้อยถึงปานกลาง) และเครื่องดื่มน้ำนมราชสีห์ สูตรความเข้มข้น 100% ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงสุดเท่ากับ 8.50 ± 0.50 (ระดับชอบมากถึงมากที่สุด) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
กรรณิกา นันตา
ปริพัช เงินงาม
ศิวพงษ์ ตันสุวรรณวงค์
หทัยกาญจน์ เยาวบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1165
1172
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างวัคซีนใจในชุมชน กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง ในกลุ่มที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานวัว ตำบลกะหรอ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300191
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์และผลกระทบด้านสุขภาพจิต พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างวัคซีนใจในชุมชน และศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านความเครียดและภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานวัว ตำบลกะหรอ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ราย เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด ST5 แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 2Q แบบประเมินภูมิคุ้มกันทางใจในชุมชน และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยมีความเครียดระดับมาก จำนวน 78 ราย (ร้อยละ 26.35) ความเครียดระดับสูงมาก จำนวน 27 ราย (ร้อยละ 9.12) และมีแนวโน้มเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า จำนวน 89 ราย (ร้อยละ 30.07) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “วัคซีนไร้พุง” เป็นการบูรณาการแนวคิดวัคซีนใจในชุมชน 4ส 2ช ร่วมกับแนวคิดคลินิกไร้พุง 3อ. ประกอบด้วย การสร้างความปลอดภัย การสร้างความสงบ การสร้างความหวัง การสร้างความเข้าใจและให้โอกาส การใช้ศักยภาพชุมชน และการใช้สายสัมพันธ์ชุมชน ภายหลังได้รับรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p>
ผดุงขวัญ แก้วจำรัส
เกสราวรรณ ประดับพจน์
อรพรรณ คงศรีชาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1173
1183
-
การดูแลสุขภาพครอบครัวตลอดช่วงชีวิตในครอบครัวพหุวัย: บริบทการดูแลผู้สูงอายุและสมรรถนะผู้ดูแลในชุมชน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300215
<p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการดูแลสุขภาพและการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวพหุวัยที่มีผู้สูงอายุในชุมชน และ 2) ศึกษาสมรรถนะที่จำเป็น ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวพหุวัย ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน ทำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน พยาบาลวิชาชีพ/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ และครอบครัวตัวอย่างที่มีการดูแลผู้สูงอายุได้ดี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการถอดเนื้อหาการสัมภาษณ์ ตรวจสอบความถูกต้อง และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ครอบครัวพหุวัยมี เด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน มีการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ และแบ่งบทบาทภายในบ้าน โดยผู้ดูแลหลักเป็นลูกหลานหรือผู้รับจ้างดูแล 2) สมรรถนะผู้ดูแล ประกอบด้วยความรู้ ทักษะ และทัศนคติ โดยครอบคลุมความรู้เรื่องโรคเรื้อรัง อาหาร ยา การใช้นวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยในการดูแล ทักษะการเคลื่อนย้าย การทำแผล การปฐมพยาบาล การจัดการความเครียด และความเข้าใจธรรมชาติของคนต่างวัย 3) ความสามารถในการดูแลได้รับอิทธิพลจากสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ดูแล ความเครียดจากการแบกรับภาระการดูแล (Caregiver Burnout) สภาพบ้านเรือน ปัญหาเศรษฐกิจ/ค่าใช้จ่าย สิ่งอำนวยความสะดวก และเครือข่ายสนับสนุน และ 4) การพัฒนาผู้ดูแลควรใช้โปรแกรมหรือหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่และเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน</p>
อุมาสวรรค์ คลาร์ก
ชื่นชม ยุสเซน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1184
1191
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300234
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 34 คน โปรแกรมประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้และความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง การตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมด้วยแบบทดสอบความรู้และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ paired-samples t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะการสื่อสารเพิ่มขึ้นจาก 2.67 คะแนน (SD=0.78) เป็น 3.32 คะแนน (SD=0.85) โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.65 คะแนน และแตกต่างจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: 0.20–1.09; p=.01) ส่วนคะแนนความรู้ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การจัดการตนเอง การตัดสินใจ การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ และคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมไม่แตกต่างจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
นิตยา แสงประจักษ์
ภัทราวดี โสภัย
เกวลิน วงศ์จรัส
กัลยา ลาไป
ประดิษฐ์ แก้วพาปราบ
ชนิสรา ทีทา
ณัฐเดช เทศารินทร์
วรกร วิชัยโย
ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1192
1200
-
การศึกษาตำรับยาถ่ายพยาธิจากคัมภีร์ใบลานของวัดมหาชัยภาคอีสาน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300231
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นทางคลินิกมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการลดจำนวนไข่พยาธิและความปลอดภัยของตำรับยาสมุนไพรไทยตามคัมภีร์ใบลานของวัดมหาชัยในผู้ป่วยโรคพยาธิลำไส้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 5 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคพยาธิลำไส้ ให้ได้รับตำรับยาถ่ายพยาธิคัมภีร์ใบลาน ประเมินผลโดยการนับจำนวนไข่พยาธิในอุจจาระ (Egg per gram: EPG) ด้วยวิธี Ether Formalin Concentration Method ก่อนและหลังรับประทานยา ตลอดจนการตรวจติดตามผลทางห้องปฏิบัติการด้านความปลอดภัย</p> <p> ผลการศึกษา: ตำรับยาถ่ายพยาธิจากคัมภีร์ใบลานสามารถลดจำนวนไข่พยาธิจากเฉลี่ย 383.00 เหลือ 25.00 EPG คิดเป็นประสิทธิภาพในการลดจำนวนไข่พยาธิร้อยละ 93.69 เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบจำนวนไข่พยาธิก่อนและหลังได้รับการรักษาพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ตลอดจนไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพิษต่อตับและไต มีความปลอดภัย และไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นยาสมุนไพรมาตรฐานสำหรับรักษาโรคพยาธิลำไส้ต่อไป</p>
บัววรุณ ศรีชัยกุล
รังสฤษฎ์ สุนันท์
นฤนารถ ยืนยง
เรืองสิทธิ์ วิทยาภัค
ทวีศักดิ์ เทรุยะ
พุฒิพงศ์ มากมาย
ดวงฤทัย เขมะไชเวช
วสวัตต์ ฉายวัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1201
1207
-
การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ ของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300454
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ บิดา มารดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็กที่บ้านของเด็กของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 375 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 136 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่ง โรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 2 คน ผู้นำชุมชนหรือผู้แทน จำนวน 3 คน รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมของหน่วยบริการปฐมภูมิหัวทุ่งขาดการบูรณาการกับภาคีเครือข่าย ดำเนินงานเชิงรับเป็นหลักและผู้ปกครองขาดความรู้ด้านพัฒนาการเด็กส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพียงร้อยละ 60 ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบใหม่ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ การอบรมเพิ่มศักยภาพผู้ปกครองและ อสม. การอบรมเชิงปฏิบัติการ และโครงการใกล้บ้านใกล้ใจที่จัดคลินิกพัฒนาการประจำเดือนพร้อมออกเยี่ยมบ้านเชิงรุก หลังการพัฒนาพบว่าความรู้ของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครองเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงร้อยละ 100 และร้อยละ 85 ตามลำดับ เจตคติ การรับรู้ การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก อัตราเด็กพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85 ครบทั้ง 5 ด้าน และระยะเวลาคัดกรองลดลงจาก 25–30 นาที เหลือ 18–20 นาทีต่อคน</p>
วีรยา ชัวจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1208
1218
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300255
<p> การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 148 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนประชากรแต่ละหมู่บ้านและการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และอัตราส่วนออดส์ พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับดี ร้อยละ 78.38 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 72.30 และมีพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับดี ร้อยละ 75.68 ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศหญิง (OR=3.159; 95% CI: 1.345–7.418; p=.007) สถานภาพสมรส หม้าย หรือหย่าร้าง (OR=2.333; 95% CI: 1.086–5.015; p=.028) และอาชีพเกษตรกรรม (OR=2.530; 95% CI: 1.136–5.632; p=.021) ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรค (p=.920) ส่วนความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรค ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (OR=3.750; 95% CI: 1.712–8.216) ทักษะการสื่อสาร (OR=5.417; 95% CI: 2.408–12.185) การจัดการตนเอง (OR=9.986; 95% CI: 3.435–29.031) การตัดสินใจ (OR=7.824; 95% CI: 3.307–18.511) และการรู้เท่าทันสื่อ (OR=4.714; 95% CI: 2.129–10.439) โดยทุกด้านมีค่า p<.001</p>
กฤตภาส เนียมจีน
ฝนทิพย์ เปรื้องไชโย
พัชรา แผงศร
พรณภา พิชัยเชิด
กันทิมา ศิริสันติเมธาคม
ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี
วรกร วิชัยโย
นิตยา แสงประจักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1219
1229
-
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการส่งต่อ : กรณีศึกษา 2 ราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300243
<p> การเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 รายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินโรค การรักษา การพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการส่งต่อ จำนวน 2 ราย มารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลจังหาร การศึกษารายกรณีนี้เป็นการเปรียบเทียบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการส่งต่อ จำนวน 2 ราย โดยศึกษาผู้ป่วยกรณีศึกษารายที่ 1 ที่เข้ามารับบริการที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลจังหาร วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 และศึกษาผู้ป่วยกรณีศึกษารายที่ 2 วันที่ 29 เมษายน 2569 การเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ สังเกต และเวชระเบียนใช้แนวคิดการประเมินภาวะสุขภาพผู้ป่วยตามแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน และกำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาลร่วมกับแนวคิดกระบวนการพยาบาลมาประยุกต์ใช้ในการพยาบาลผู้ป่วย</p> <p> ผลการศึกษา : ผู้ป่วยกรณีศึกษารายที่ 1 ชายไทยอายุ 68 ปีก่อนมาโรงพยาบาล 20 นาทีมีอาการแน่นหน้าอกข้างซ้ายคล้ายถูกบีบร้าวไปที่กระดูกสะบักข้างหลัง มีเหงื่อออก ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย ลุกยืนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ได้รับการรักษาโดยเข้าทางด่วนสำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน(Fast Track STEMI) แรกรับแพทย์วินิจฉัย STEMI Anterior wall ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด(Streptokinase) ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มี Door to EKG 5 นาที Onset to door 20 นาที Door to needle time 27 นาทีดูแลตามแผนการพยาบาล 8 แผน ผู้ป่วยกรณีศึกษารายที่ 2 ชายไทยอายุ 88 ปี ก่อนมาโรงพยาบาล 4 ชั่วโมงมีอาการจุกแน่นตรงลำคอเจ็บร้าวไปที่อก หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยอ่อนเพลียเป็นหลังจากกินมะม่วงสุก มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงและหอบหืดได้รับการรักษาโดยเข้าทางด่วนสำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Fast Track STEMI) แรกรับแพทย์วินิจฉัย STEMI Inferior wall ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (Streptokinase) มีภาวะแทรกซ้อนความดันโลหิตต่ำ มี Door to EKG 5 นาที Onset to door 4 ชั่วโมง Door to needle time 32 นาทีให้การพยาบาลตามแผนการรักษา 8 แผนผู้ป่วยทั้ง 2 รายได้รับการรักษาพยาบาลตาม Guideline และส่งต่อไปทำ CAG ตามระบบช่องทางด่วนที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด</p>
โสภา พาดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1230
1239
-
การใช้ซีรัมแลคเตทจากหลอดเลือดดำเพื่อเป็นเป้าหมายในการรักษาภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300457
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตราการเสียชีวิตหลังการติดตามระดับซีรัมแลคเตทจากหลอดเลือดดำแรกเริ่มและที่ 6 ชั่วโมง 2) เปรียบเทียบระดับซีรัมแลคเตทจากหลอดเลือดดำแรกเริ่มและที่ 6 ชั่วโมง ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่เสียชีวิตและรอดชีวิต และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด การศึกษาเชิงสำรวจแบบไปข้างหน้า (Prospective cohort study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือช็อกจากการติดเชื้อ (Septic shock) ที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีระดับซีรัมแลคเตทจากหลอดเลือดดำแรกเริ่ม > 4 mmol/L จำนวน 64 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและผ่านการประเมินคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติ t-test, Chi-square test, Fisher's exact test และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression)</p> <p> ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 56.25) มีช่วงอายุ 61–70 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 34.38) ตำแหน่งการติดเชื้อหลักคือ ปอดอักเสบ (ร้อยละ 39.06) และเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ <em>Escherichia coli</em> (ร้อยละ 25.00) ผลการศึกษาพบอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยหลังได้รับการดูแลรักษาเท่ากับร้อยละ 18.75 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้เสียชีวิตและกลุ่มผู้รอดชีวิต พบว่ากลุ่มผู้เสียชีวิตมีค่าเฉลี่ยระดับซีรัมแลคเตทแรกเริ่มสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( เทียบกับ ) และมีความสามารถในการขจัดแลคเตทที่ 6 ชั่วโมง (Lactate clearance) ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( เทียบกับ ) นอกจากนี้ กลุ่มผู้เสียชีวิตยังมีค่า SBP, DBP, MAP แรกรับต่ำกว่า และมีค่า Serum Creatinine, Serum BUN รวมถึงปริมาณสารน้ำกู้ชีพช่วง 6–24 ชั่วโมง สูงกว่ากลุ่มผู้รอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์ Binary Logistic Regression พบ 5 ปัจจัยสำคัญที่สามารถร่วมกันทำนายการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () ได้แก่ 1. ความสามารถในการขจัดแลคเตทที่ 6 ชั่วโมง < 10% 2. ระดับซีรัมแลคเตทแรกเริ่ม >4 mmol/L 3. ระดับ Serum Creatinine≥1.15 mg/dl 4. ความดันโลหิตซิสโตลิกแรกรับ < 110 mmHg 5. ความดันโลหิตแดงเฉลี่ยแรกรับ (MAP) ≤ 65 mmHg โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเสียชีวิตได้ร้อยละ 38.8 และมีความแม่นยำในการพยากรณ์รวมร้อยละ 71.08</p>
ณพิชญา วิริยะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1240
1249
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง: กรณีศึกษา 2 ราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300458
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระบวนการพยาบาล และกรอบแนวคิดทางการพยาบาล FANCAS ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง: กรณีศึกษา ๒ ราย โดยศึกษาเปรียบเทียบ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง 2 ราย ใช้เครื่องมือแบบประเมินภาวะสุขภาพ FANCAS รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน การสัมภาษณ์ การสังเกต การวิเคราะห์เปรียบเทียบเนื้อหา ข้อมูลส่วนบุคคล แผนการรักษา การประเมินสภาพตามกรอบแนวคิด FANCAS ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลและการพยาบาล </p> <p> ผลการศึกษา: ทั้ง 2 ราย มีลักษณะทั่วไปคล้ายกัน อาการสำคัญและอาการแรกรับต่างกัน วินิจฉัยแรกรับเหมือนกันคือ Hyperkalemia แต่เข้าสู่ภาวะวิกฤติแตกต่างกัน กรณีศึกษาที่ 1 มีภาวะวิกฤติ Cardiac arrested Acute respiratory failures on ventilator กรณีศึกษาที่ 2 มีภาวะวิกฤติ Acute subendocardial myocardial infarction ได้รับการรักษาด้วย CAG PTCA with Drug-Eluting Stent 1 vessel มีข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลหลักที่คล้ายกัน 1) เสี่ยงต่อภาวะ Cardiac Arrest ซ้ำ และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดอันตรายถึงชีวิตเนื่องมาจากมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง และประสิทธิภาพการซาบซึ้งของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงชั่วคราวจากการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ 2) มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เนื่องจากไตเสื่อมหน้าที่ 3) มีภาวะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 4) เสี่ยงต่อการเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงซ้ำ เนื่องจากพร่องความรู้และขาดความตระหนักในการดูแลตนเอง ที่แตกต่างกันคือกรณีศึกษาที่ 1 5) มีภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอดลดลงสัมพันธ์กับร่างกายมีภาวะเป็นกรดและมีภาวะน้ำเกิน 6) เสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในร่างกาย เนื่องจากการสอดใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ กรณีศึกษาที่ 2 7) เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน จากการได้รับหัตถการ PCI</p>
จรรยา เคหฐาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1250
1264
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการหกล้มสี่มิติสำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสตูล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300459
<p> การวิจัยและพัฒนานี้ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้ม พัฒนารูปแบบการป้องกันการหกล้มสี่มิติ และประเมินผลการใช้รูปแบบในจังหวัดสตูล กลุ่มศึกษาสถานการณ์เป็นผู้สูงอายุ 450 คน การพัฒนารูปแบบใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 15 คน และการสนทนากลุ่มผู้สูงอายุและผู้ดูแล 27 คน ทดลองใช้เป็นเวลา 12 สัปดาห์ในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 45 คน แล้วขยายการใช้ใน 7 อำเภอ มีผู้เข้าร่วม 810 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินความเสี่ยงสี่มิติ แบบบันทึกการหกล้มและการบาดเจ็บ แบบประเมิน Berg Balance Scale (BBS), EQ-5D-5L และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบจับคู่ การทดสอบทีแบบเวลช อัตราส่วนอัตราการหกล้ม และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 11.6 เคยหกล้มในรอบ 12 เดือน และผู้ที่หกล้มร้อยละ 40.4 ได้รับบาดเจ็บ รูปแบบประกอบด้วยการคัดกรอง การจำแนกความเสี่ยงสี่มิติ การจัดกิจกรรมรายบุคคล การส่งต่อ การติดตาม และการบันทึกและประเมินผล มีผู้สูงอายุที่มีผลการประเมินทั้งก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลอง 42 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 44 คน กลุ่มทดลองมีคะแนน BBS เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบเฉลี่ย 2.75 คะแนน (95% CI: 1.89–3.60; p < .001) ส่วนการเปลี่ยนแปลงคะแนน EQ VAS และอัตราการหกล้มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระยะขยายผลมีผู้สูงอายุที่มีผลการประเมินทั้งก่อนและหลังการดำเนินงาน 708 คน คะแนน BBS เฉลี่ยเพิ่มจาก 45.10 เป็น 46.80 คะแนน และ EQ VAS เพิ่มจาก 65.42 เป็น 67.63 คะแนน ขณะที่สัดส่วนผู้หกล้มเพิ่มจากร้อยละ 28.25 เป็น 29.80 ผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และบุคลากรสาธารณสุขมีความพึงพอใจระดับมาก</p>
วรายุส วรรณวิไล
สันติพงษ์ ทองหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1265
1277
-
ผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้สุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานในการป้องกันโรคไตเรื้อรัง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300462
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 2) เปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design: Two-group pretest-posttest design) ประชากรคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน (ได้รับโปรแกรมสร้างความรอบรู้สุขภาพฯ ระยะเวลา 8 สัปดาห์) และกลุ่มควบคุม 30 คน (ได้รับการดูแลตามปกติ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมสร้างความรอบรู้สุขภาพฯ 8 สัปดาห์ 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรม และผลลัพธ์ทางคลินิก และ 3) แบบประเมินความรอบรู้สุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบผลด้วยสถิติ Independent t-test</p> <p> ผลการวิจัย: (1) ข้อมูลส่วนบุคคลและปัจจัยพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม รวมถึงผลลัพธ์ทางคลินิกก่อนการทดลอง ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-7.368, p<0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน (t=0-0.929,p=0.360) (3) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก หลังเสร็จสิ้นโปรแกรม กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ทางคลินิกปรับตัวดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในเกือบทุกตัวแปร และมีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าระดับน้ำตาลในเลือด (FBS, HbA1c), การทำงานของไต (BUN, Cr), ระดับไขมัน (Cholesterol) และระดับความดันโลหิต (SBP, DBP) ลดลงต่ำกว่ากลุ่มควบคุม รวมถึงมีระดับไขมันดี (HDL) สูงกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนระดับ Triglycerides และ LDL ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม (p<0.05) สำหรับกลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างของผลลัพธ์ทางคลินิกก่อนและหลังการทดลอง</p>
จักรี สาริกานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1278
1290
-
การศึกษาลักษณะทางคลินิกที่มีความสัมพันธ์กับสารเสพติดในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300463
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกที่มีความความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดกับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉิน เป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง ดำเนินการ ณ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยรวบรวมข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลัง 4 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ประชากรเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ที่ได้รับการบันทึกรหัสการวินิจฉัยโรคตามระบบ ICD-10-TM ในกลุ่ม F10–F19 มีกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกทั้งสิ้น 126 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติไคสแควร์</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยฉุกเฉินมีลักษณะทางคลินิกโดยอาการและระดับความรุนแรง อาการนำที่พบมากที่สุดคือ กลุ่มคลุ้มคลั่ง จิตเวชร้อยละ 32.54 และใจสั่น แน่นหน้าอกร้อยละ 27.78 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 42.86 แต่มีโรคจิตเวชร่วมร้อยละ 32.54 เมื่อคัดแยกตามเกณฑ์คัดแยกระดับความเร่งด่วนของผู้ป่วยฉุกเฉิน พบระดับเร่งด่วน มากที่สุดร้อยละ 46.83 รองลงมาคือเร่งด่วนมาก ร้อยละ 35.71 สารเสพติดและผลตรวจ พบว่าประวัติใช้กลุ่มยาบ้ามากที่สุดร้อยละ 45.24 ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสารเสพติดร้อยละ 38.89 (เป็นกลุ่มยาบ้ามากที่สุด ร้อยละ 22.22) และตรวจไม่พบร้อยละ 61.11 ผลการดูแลผู้ป่วนส่วนใหญ่ได้รับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาลร้อยละ 57.94 และให้กลับบ้านร้อยละ 32.54 และปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อาชีพและประวัติการใช้สารเสพติด มีความสัมพันธ์กับผลตรวจสารเสพติดทางห้องปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> < 0.05) ขณะที่โรคประจำตัว อาการสำคัญ ระดับความเร่งด่วน และประวัติการใช้สารเสพติด มีความสัมพันธ์กับผลการดูแลรักษาอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> < 0.05)</p>
ศิวพันธ์ เพชรอุดม
ณรงค์ กุลนิเทศ
ณิช วงศ์ส่องจ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1291
1298
-
การพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบที่มีภาวะช็อก จากการสูญเสียเลือดในช่องท้องระยะฉุกเฉิน: กรณีศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300464
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบที่มีภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือดในช่องท้องระยะฉุกเฉิน โดยศึกษาในผู้ป่วยชาย อายุ 13 ปี ประสบอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ชนเสาไฟฟ้า ไม่รู้สึกตัว 30 นาที ก่อนมาโรงพยาบาล ผลการประเมินแรกรับ ณ ห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว คะแนนความรู้สึกตัวของ กลาสโกว์ 6 คะแนน มีแผลฉีกขาดบริเวณใต้คาง บาดแผลถลอกตามร่างกาย และต้นขาขวาบวมผิดรูป ผลตรวจทางรังสีวิทยาเบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดปกติ ผลการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องเร่งด่วนพบ มีเลือดในช่องท้องบริเวณตับและม้าม แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีการบาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรงร่วมกับการบาดเจ็บที่ช่องท้องจากแรงกระแทก และกระดูกเบ้าเชิงกรานข้างขวาหัก ในระหว่างการดูแลรักษาผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวลดลงและเกิดภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือดในช่องท้อง แพทย์ได้ให้การรักษา จนสัญญาณชีพดีขึ้น และส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ทรวงอกและช่องท้อง ผลตรวจสงสัยมีการบาดเจ็บของเส้นประสาทในสมองแบบกระจาย และพบการบาดเจ็บของม้ามระดับที่ 4 จึงพิจารณาทำผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อตัดม้าม และช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ในระยะฉุกเฉินผู้ป่วยมีปัญหาสำคัญ ได้แก่ เสี่ยงต่อภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทในสมองแบบกระจาย และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเฉียบพลันจากภาวะช็อกเนื่องจากการสูญเสียเลือดในช่องท้อง ได้ให้การพยาบาล โดยช่วยใส่ท่อช่วยหายใจและดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง เพื่อเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ดูแลให้สารน้ำและเลือดอย่างเร่งด่วนทางหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ เพื่อกู้ชีพจากภาวะช็อกและรักษาความดันโลหิตให้เพียงพอ พร้อมทั้งประเมินสัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว อาการทางระบบประสาท สังเกตอาการแสดงของความดันในกะโหลกศีรษะสูง จัดท่าศีรษะสูง 30 องศาในแนวตรง) ประสานงานและเตรียมความพร้อมในการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การส่งผ่าตัด เปิดช่องท้องด่วนเพื่อตัดม้ามอย่างรวดเร็วและปลอดภัย</p>
ภูวนาท บุญมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1299
1310
-
การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ ร่วมกับเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและใช้สารเสพติดเมทแอมเฟตามีน: กรณีศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300465
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์ร่วมกับเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและใช้สารเสพติดเมทแอมเฟตามีน โดยศึกษาในผู้คลอดสัญชาติไทย อายุ 28 ปี อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ โดยการตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครรภ์ที่ 3 เคยคลอดบุตรมาแล้ว 2 ครั้ง ไม่เคยมีประวัติการแท้งบุตร และบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ปัจจุบัน 2 คน มาด้วยอาการสำคัญ 2 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีน้ำคร่ำไหลทางช่องคลอด และเริ่มมีอาการเจ็บครรภ์ 30 นาที ก่อนมาโรงพยาบาล ญาติจึงพามาโรงพยาบาล โดยผู้คลอดมีประวัติฝากครรภ์ช้ากว่ากำหนด มีภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ และใช้สารเสพติดยาไอซ์ ยาอีและยาบ้า ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ โดยเสพยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ครั้งล่าสุด 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ในระยะคลอดและหลังคลอด 2 ชั่วโมง ปัญหาสำคัญด้านผู้คลอด ได้แก่ มีภาวะโลหิตจาง มีภาวะขาดน้ำ มีภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโพรงมดลูก ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต หัวใจเต้นผิดจังหวะ รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะตกเลือดหลังคลอด และเกิดกลุ่มอาการถอนยา ส่วนด้านทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดออกซิเจนทั้งระหว่างอยู่ในครรภ์และแรกคลอด เสี่ยงต่อเกิดภาวะถอนยาแต่กำเนิด และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนด</p>
พิมพ์ชนก บัวแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1311
1323
-
การพัฒนารูปแบบบริการคลินิกเวชกรรมไทยเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ โรงพยาบาลมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300466
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการให้บริการคลินิกเวชกรรมไทย 2) พัฒนารูปแบบบริการคลินิกเวชกรรมไทยเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ และ 3) ประเมินคุณภาพบริการภายหลังการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นในโรงพยาบาลมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและผู้รับบริการคลินิกเวชกรรมไทย ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการพัฒนาด้วยสถิติ Paired Samples t-test</p> <p> ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 51–60 ปี สถานภาพสมรส สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ และใช้สิทธิการรักษาข้าราชการ ภายหลังการพัฒนารูปแบบบริการคลินิกเวชกรรมไทย พบว่าคุณภาพบริการและความพึงพอใจของผู้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดจาก 4.18 ± 0.30 เป็น 4.68 ± 0.18 (t = 12.36, <em>p</em> < .001) รองลงมาคือด้านความเป็นรูปธรรมของบริการจาก 4.12 ± 0.34 เป็น 4.57 ± 0.22 (t = 10.24, <em>p</em> < .001) และความพึงพอใจโดยรวมหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.54, <em>p </em>< .001)</p>
ศิริพร ราชรามแก้ว
อดิศักดิ์ ถมอุดทา
ประถมพร มาตย์วิเศษ
ธิดาภรณ์ ใสโศก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1324
1331
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการกลืนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ที่มีภาวะกลืนลำบากโดยให้ญาติมีส่วนร่วม โรงพยาบาลเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300467
<p> การวิจัยนี้วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการกลืนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนลำบาก โดยให้ญาติมีส่วนร่วม โรงพยาบาลเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่มีภาวะกลืนลำบาก จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โปรแกรมประกอบด้วยการประเมินภาวะกลืน การส่งเสริมและฝึกทักษะการกลืน และการให้ญาติมีส่วนร่วมในการดูแลและฝึกต่อเนื่องที่บ้าน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความสามารถในการกลืนและแบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย หลังได้รับโปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการกลืนเพิ่มขึ้นจาก 13.90±0.99 เป็น 18.40±1.07 คะแนน และคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นจาก 10.39±1.57 เป็น 14.22±0.67 คะแนน โดยแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด</p>
ภัสราภรณ์ จวบบุญ
ณัชชวกร เกตุสิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1332
1341
-
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสูญเสียฟันในผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300320
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน (survey research by mixed-methods data analysis) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสูญเสียฟัน (มีฟันแท้ใช้งานน้อยกว่า 20 ซี่) ในผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปริมาณคือผู้สูงอายุจำนวน 380 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการตรวจสภาวะช่องปากทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ และการศึกษาเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 18 ราย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 57.4 มีภาวะสูญเสียฟันจนใช้งานได้ไม่ถึงเกณฑ์ ปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ส่งผลต่อการสูญเสียฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูญเสียฟัน (aOR = 2.85, 95% CI: 1.48-5.45) การไม่ใช้อุปกรณ์เสริมทำความสะอาดซอกฟัน (aOR = 2.64, 95% CI: 1.25-5.58) การเป็นโรคเบาหวาน (aOR = 2.42, 95% CI: 1.30-4.52) ประวัติการสูบบุหรี่ (aOR = 2.15, 95% CI: 1.15-4.02) และกลุ่มอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (aOR = 1.95, 95% CI: 1.10-3.45) ข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนว่า ทัศนคติที่มองว่าการสูญเสียฟันเป็นเรื่องปกติ ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำฟัน และอุปสรรคด้านการเดินทาง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเลือกถอนฟันแทนการรักษา</p>
เทพฤทธิ์ ไตรฟื้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1342
1350
-
ผลของไกลโคซามิโนไกลแคน (GAGs) จากเห็ดแชมปิญองขาว (Agaricus bisporus) ในการลดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ระดับน้ำตาล (FBS) และไขมันในกระแสโลหิต ในกลุ่มผู้ที่มีอาการเมตาบอลิก: การทดลองทางคลินิกแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300319
<p> การทดลองทางคลินิกเพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัด Champignon Mushroom Powder (Glycosaminoglycan; GAGs) ต่อค่าทางกายภาพและชีวเคมีในเลือดของอาสาสมัครที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม จำนวน 60 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (n = 30) ได้รับสารสกัด GAGs ขนาด 400 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มยาหลอก (n = 30) ได้รับ microcrystalline cellulose ในขนาดเท่ากัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน การวัดผลดำเนินการในช่วงก่อนเริ่มการทดลอง (M0) และระหว่างการทดลอง ที่เดือนที่ 1 (M1), เดือนที่ 2 (M2) และเดือนที่ 3 (M3) โดยประเมินค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ความดันโลหิต (SBP, DBP) และค่าชีวเคมีในเลือด ได้แก่ Fasting Blood Sugar (FBS), HbA1c, Triglycerides (TGs), Cholesterol (CH), Low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C) และHigh-density lipoprotein cholesterol (HDL-C) วิเคราะห์ข้อมูลด้วย repeated measures ANOVA และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วย regression analysis โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่า BMI, FBS, HbA1c, TGs, Cholesterol และ LDL-C ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับค่าก่อนเริ่มการทดลอง และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มยาหลอก ขณะที่กลุ่มยาหลอกมีแนวโน้มค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในส่วนของความดันโลหิต (SBP, DBP) และระดับ HDL-C ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม</p>
ประภัสสร จรูญพงศ์
ภาวิต หน่อไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1351
1360
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300318
<p> การวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการปฏิบัติ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และความรู้ด้านสาธารณสุขของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน ประชากร คือ อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขต จังหวัดน่าน จำนวน 1,151 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (pearson correlation coefficient) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ (Multiple Regrssion Analysis) ด้วยวิธี Enter</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน มีผลการปฏิบัติงาน ซึ่งประเมินจากการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่าร้อยละ 77.36 เข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง มีเพียงร้อยละ 6.6 ที่ไม่เคยเข้าร่วมเข้าร่วม และการศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน พบว่ามีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ทางสังคมสูงสุด รองลงมาคือด้านความเจริญก้าวหน้า และด้านการดำรงชีพ ตามลำดับ ส่วนใหญ่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน มีความรู้ด้านสาธารณสุขอยู่ในระดับดี จากการตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน พบว่าตัวแปรทั้ง 12 ตัว ร่วมกันอธิบายความผันแปรผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน ได้ร้อยละ 12.10 โดยพบว่ามีตัวแปรแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความเจริญก้าวหน้า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ตัวแปรระยะเวลาในตำแหน่ง อสม. และตัวแปรรายได้ ที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่านที่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความเจริญก้าวหน้า และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ทางสังคมเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น จะทำให้ผลการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น 0.056 และ 0.040 คะแนน ตามลำดับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่านที่มีระยะเวลาในตำแหน่ง อสม.เพิ่มขึ้น 1 ปี จะมีผลการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น 0.020 คะแนน และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดน่านที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จะมีผลการปฏิบัติงานลดลง 0.015 คะแนน และเมื่อพิจารณาตัวแปรอิสระที่มีอำนาจในการทำนายที่ดีที่สุด คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านความเจริญก้าวหน้า</p>
ประดับ เพ็ชรจรูญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1361
1369
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงวิกฤติ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300473
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงวิกฤติตั้งแต่ก่อนและในโรงพยาบาล ดำเนินการวิจัย 2 วงรอบโดยพัฒนารูปแบบการดูแลนำสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ ได้แก่ การประเมินความดันโลหิต ประเมินภาวะแทรกซ้อนและประเมินซ้ำในเวลาที่เหมาะสม สร้างช่องทางด่วนในการสื่อสารและส่งตัวผู้ป่วยจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแนวทางการดูแลระหว่างการนำส่ง พัฒนารูปแบบการดูแลในห้องฉุกเฉิน ได้แก่ แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉินและแนวทางการดูแลผู้ป่วยในภาวะความดันโลหิตสูงเร่งด่วนทั้งการใช้ยาและไม่ใช้ยา การติดตามและประเมินความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยได้รับการดูแลตามเป้าหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 (95%CI = 3.6755 – 25.8034, p .009) ลดการคัดกรองผิดพลาดในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงร้อยละ ลดลงร้อยละ 38.80 (95%CI 27.181 - 49.150, p <.0001)ผู้ป่วยถูกส่งตัวด้วยระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 (95%CI = -0.4748 – 22.1605, p .06) พยาบาลบาลปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 85 (<strong>x</strong><strong>̄</strong> 15.55, SD 2.14,<em> p</em> <.001)</p>
สุทธินนท์ เสนารินทร์
อุบล เชื้อนิตย์
วาสนา รวยสูงเนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1370
1380
-
การพัฒนาแอพพลิชั่นเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองเด็กวัยก่อนเรียนในจังหวัดร้อยเอ็ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300475
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชั่นส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กวัยก่อนเรียน และ 2) ส่งเสริมผลในการส่งเสริมความรู้โดยการใช้แอพพลิเคชั่น มีรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย บุคลากรทางสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ยินดีเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ การสนทนากลุ่ม และการวิจัยเชิงปริมาณ มี 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาชันส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กวัยก่อนเรียน และ 2) ศึกษาผลการใช้ชันส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กวัยก่อนเรียน โดยใช้แบบวัดความรู้และวัดความพึงพอใจในการใช้แอพพลิเคชั่นโดยใช้แบบสอบถาม ที่มีความเชื่อมั่น 0.87 นำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 50 คน เป็นตัวแทนของประชากรผู้ปกครองที่ใช้สมาร์ตโฟนในอำเภอคเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความรู้ด้านสุขภาพ ก่อนและหลังการใช้แอพพลิเคชั่น โดยใช้สถิติ Paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลศึกษาแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กวัยก่อนเรียน พบว่า รูปแบบการนำเสนอข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ ควรมีเนื้อหาไม่มากจนเกินไป มีสื่อ วิดีโอ แอพพลิเคชั่นควรใช้ง่ายไม่ซับซ้อน สีสันสดใส ตัวหนังสือขนาดใหญ่ มีสัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ ประกอบความเข้าใจ สำหรับผลในการส่งเสริมความรู้โดยการใช้แอพพลิเคชั่นในกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ภายหลังจากการใช้แอพพลิเคชั่นส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลัก กลุ่มตัวอย่างมี ความรู้แตกต่างจากก่อนใช้แอพพลิเคชั่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างมีความ พึงพอใจในการใช้แอพพลิเคชั่นระดับมาก</p>
รักษ์สุดา ชูศรีทอง
ขวัญจิรา อินกว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1381
1392
-
การพัฒนารูปแบบบริการแพทย์แผนไทยแบบบูรณาการเพื่อการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ติดสุรา และผู้ต้องการเลิกบุหรี่ ในคลินิกจิตเวชและยาเสพติดโรงพยาบาลดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300327
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และความต้องการ พัฒนารูปแบบบริการแพทย์แผนไทยแบบบูรณาการ และประเมินคุณภาพกับประสิทธิผลของรูปแบบสำหรับผู้ป่วยยาเสพติด ผู้ติดสุรา และผู้ต้องการเลิกบุหรี่ในคลินิกจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วย 169 ราย ประกอบด้วยผู้ป่วยยาเสพติด 54 ราย ผู้ติดสุรา 61 ราย และผู้ต้องการเลิกบุหรี่ 54 ราย เครื่องมือประกอบด้วยแบบประเมินความเครียด ความอยากเสพ ความร่วมมือในการรักษา สุขภาพองค์รวม และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดกรองและประเมินผู้ป่วย การวางแผนบริการรายบุคคล การให้หัตถการและสมุนไพรตามข้อบ่งใช้ การให้คำแนะนำ การติดตามร่วมกับทีมสหวิชาชีพ และการประเมินผลกับส่งต่อ ผลการประเมินคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (4.68±0.27) ภายหลังใช้รูปแบบ คะแนนความเครียดลดลงจาก 31.24±6.87 เป็น 18.63±5.94 คะแนน และคะแนนความอยากเสพลดลงจาก 7.48±1.42 เป็น 3.26±1.31 คะแนน ขณะที่คะแนนความร่วมมือในการรักษาเพิ่มขึ้นจาก 6.92±1.88 เป็น 11.08±1.37 คะแนน และคะแนนสุขภาพองค์รวมเพิ่มขึ้นจาก 2.94±0.41 เป็น 4.21±0.36 คะแนน โดยแตกต่างจากก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผู้ป่วยร้อยละ 88.8 เข้ารับบริการอย่างน้อย 4 ครั้ง และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (4.57±0.38)</p>
สิทธิศักดิ์ หลักทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1393
1401
-
การศึกษากิจกรรมการเรียนรู้ VRU Got Talent ต่อทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของนักศึกษาในรายวิชา VGE116
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300490
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ เปรียบเทียบความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกิจกรรม VRU Got Talent ในรายวิชา VGE116 ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วยข้อมูลก่อนการจัดกิจกรรม ที่ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนจำนวน 464 ชุด และข้อมูลหลังการจัดกิจกรรมจำนวน 464 ชุด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยแบบทดสอบทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์แบบปรนัยเชิงสถานการณ์จำนวน 10 ข้อ แบบวัดความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำนวน 10 ข้อ และแบบวัดความคิดเห็นต่อกิจกรรม VRU Got Talent จำนวน 10 ข้อ โดยแบบวัด สองส่วนหลังใช้มาตรประมาณค่า 5 ระดับ เครื่องมือได้รับ การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และทุกข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 คะแนน ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม มาจากนักศึกษากลุ่มเดียวกันและสามารถจับคู่รายบุคคลได้ จึงวิเคราะห์ด้วย Paired-samples t-test ส่วนความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความคิดเห็นต่อกิจกรรมไม่สามารถจับคู่ ผู้ตอบรายบุคคลได้ จึงวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Independent-samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ก่อนการจัดกิจกรรมเท่ากับ 6.20 คะแนน (SD=2.63) และหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 7.23 คะแนน (SD=2.39) จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เพิ่มขึ้น 1.03 คะแนน โดยความแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(463)=-6.908, p<.001) สำหรับความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน พบว่าก่อนการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 4.21 (SD=0.67) และหลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 4.29 (SD=0.67) โดยความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (t(926)=-1.718, p=.086) ส่วนความคิดเห็นต่อกิจกรรม VRU Got Talent มีค่าเฉลี่ย ก่อนการ จัดกิจกรรม 4.20 (SD=0.73) และหลังการจัดกิจกรรม 4.24 (SD=0.74) ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นกัน (t(926)=-0.863, p=.388) โดยภาพรวม นักศึกษามีความตระหนักด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความคิดเห็นต่อกิจกรรมอยู่ในระดับสูง ทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ส่วนคะแนนทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
วรภร ศิลาเจริญธนกิจ
ธีรพงษ์ น้อยบุญญะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1402
1407
-
ผลของโปรแกรมการนิเทศทางคลินิกโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ต่อสมรรถนะการจัดการความปวด ของพยาบาลวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ เขตสุขภาพที่ 7
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300491
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการนิเทศทางคลินิกโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่อสมรรถนะการจัดการความปวดของพยาบาลวิกฤตศัลยกรรม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง เขตสุขภาพที่ 7 ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 40 คน โดยเก็บข้อมูลได้ครบทั้งก่อนและหลังการทดลอง 30 คน เครื่องมือในการดำเนินการทดลองเป็น โปรแกรมพัฒนาขึ้นตามกรอบแนวคิดการนิเทศทางคลินิกของ Proctor ประกอบด้วยการนิเทศตามมาตรฐาน การนิเทศตามแบบแผนเพื่อการพัฒนา และการนิเทศตามหลักสมานฉันท์ บูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ สื่อการเรียนรู้ผ่าน Google Classroom แบบทดสอบความรู้ออนไลน์ Kahoot! การฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์จำลอง (case scenario) และการติดตามผ่าน Line Group ดำเนินโปรแกรมเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามสมรรถนะการจัดการความปวด 32 ข้อ เครื่องมือในการดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และแบบประเมินสมรรถนะการจัดการความปวด มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .943 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired-samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนสมรรถนะการจัดการความปวดโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 142.00 คะแนน (S.D. = 10.86) เป็น 156.47 คะแนน (S.D. = 2.75) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างเฉลี่ย 14.47 คะแนน, t(29) = 8.079, p < .001) และมีขนาดอิทธิพล Cohen's dz เท่ากับ 1.48 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ very large</p>
ชญาพัฒน์ ปุ่นนิน
วรรณชนก จันทชุม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1408
1419
-
การวิจัยและพัฒนากลไกการบริหารจัดการบุคลากรสาธารณสุขเพื่อรองรับสังคมสูงวัย จังหวัดสงขลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300492
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนากลไกการบริหารจัดการบุคลากรสาธารณสุขเพื่อรองรับสังคมสูงวัย จังหวัดสงขลา ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากบุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านใน 5 อำเภอนำร่อง จำนวน 335 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก 35 คน และการสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม ระยะที่ 2 พัฒนา (ร่าง) กลไกและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 17 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้ในอำเภอระโนด 16 สัปดาห์ ด้วยแบบแผนกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ผู้เข้าร่วม 453 คน และระยะที่ 4 ประเมินผลตามกรอบของเคิร์กแพทริกร่วมกับแนวคิดการประเมินเชิงสัจนิยม เครื่องมือทุกชุดผ่านเกณฑ์ IOC ≥ 0.50 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .962 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ขนาดอิทธิพลของโคเฮน และการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.99, SD = 0.47) โดยด้านปัจจัยนำเข้าต่ำที่สุด ปัญหาและอุปสรรคอยู่ในระดับมาก (M = 3.84) ความต้องการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.57) และสมรรถนะของบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.92) โดยด้านทักษะต่ำที่สุด บุคลากรต่างสังกัดมีสมรรถนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 17.502, p < .001) กลไกที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “กลไก SONGKHLA” มี 8 องค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญประเมินอยู่ในระดับมาก (M = 4.44) หลังการใช้กลไก สมรรถนะของบุคลากรเพิ่มจาก 3.05 เป็น 4.11 (t = 18.613, p < .001, d = 1.91) สมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแกนนำเพิ่มเป็น 3.96 (d = 1.76) คุณภาพบริการเพิ่มเป็น 4.18 (d = 2.06) และความพึงพอใจเพิ่มเป็น 4.24 (d = 1.52) ความครอบคลุมการคัดกรองตามกรอบ ICOPE เพิ่มจากร้อยละ 21.4 เป็นร้อยละ 80.3 โดยอัตรากำลังไม่เพิ่มขึ้น กลไกฉบับสมบูรณ์มี 9 องค์ประกอบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเมินอยู่ในระดับมาก (M = 4.49)</p>
สุเมธ อุ่นเสียม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1420
1430
-
ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์แบบย่อก่อนจำหน่ายต่อความรู้เรื่องยาและความร่วมมือในการ รับประทานยาของผู้ป่วยจิตเวช
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300493
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์แบบย่อต่อความรู้เรื่องยาและความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช ณ หอผู้ป่วยกมลรักษ์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับการโปรแกรมการกำกับอารมณ์แบบย่อร่วมกับผู้ดูแล ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ประเมินผล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผล เครื่องมือประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้เรื่องยา และแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับชาวไทยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เรื่องยาเพิ่มจาก 5.15±2.11 เป็น 9.75±1.21 และ 10.25±1.25 คะแนน ตามลำดับ และมีคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มจาก 30.75±8.81 เป็น 44.70±3.67 และ 46.45±3.05 คะแนน ตามลำดับ พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเวลาและกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งด้านความรู้เรื่องยา (F=33.49, p<.001, partial η²=.47) และความร่วมมือในการใช้ยา (F=63.27, p<.001, partial η²=.63) สรุปได้ว่า โปรแกรมการกำกับอารมณ์แบบย่อร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลช่วยส่งเสริมความรู้เรื่องยาและความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช และผลยังคงปรากฏในระยะติดตามผล</p>
พรพิมล พรมนัส
ธนะรัชต์ งอบโพธิ์
จิตราภรณ์ จิตรมาศ
อณิมา จันทรแสน
ณภัคอร ช่วงสกุล
ขจรอรรถพณ พงศ์วิริทธิ์ธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1431
1441
-
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับแรงสนับสนุนจากครอบครัวต่อแรงจูงใจในการเลิกเสพแอมเฟตามีนในผู้ป่วยเสพติดแอมเฟตามีนที่มีอาการแทรกซ้อนทางจิตในระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300498
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับแรงสนับสนุนจากครอบครัวต่อแรงจูงใจในการเลิกเสพแอมเฟตามีน การมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และการไม่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยชายเสพติดแอมเฟตามีนที่มีอาการแทรกซ้อนทางจิตซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ ณ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 26 คน โดยมีญาติของผู้ป่วยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรม 26 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับแรงสนับสนุนจากครอบครัว ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ดำเนินกิจกรรมกลุ่มเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกับแรงสนับสนุนจากครอบครัว 2) แบบประเมินอาการทางจิต (Brief Psychiatric Rating Scale: BPRS) และ 3) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามแรงจูงใจในการเลิกเสพแอมเฟตามีน แบบบันทึกการมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องภายใน 3 เดือน และแบบบันทึกการไม่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ทุกฉบับและแบบสอบถามแรงจูงใจมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ (Chi-square test) สถิติฟิชเชอร์ (Fisher's exact test) การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำสองทาง (Two-way repeated measures ANOVA) และสถิติแมน-วิทนีย์ ยู (Mann-Whitney U test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจในการเลิกแอมเฟตามีนของกลุ่มทดลองในระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรม 2 สัปดาห์และติดตามครบ 3 เดือนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001) กลุ่มทดลองมีการมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องภายใน 3 เดือนมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = .070) และมีการไม่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 3 เดือนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( <em>p</em> = .010) ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงเป็นแนวทางการพยาบาลที่ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเลิกเสพและลดการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้</p>
ผกามาศ มณีอินทร์
วัชรี มีศิลป์
รัชนีพร จันทร์มณี
สุดารัตน์ อรัญญา
ศศิภรณ์ วิงวอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1442
1453
-
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตลดลงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกเฉพาะทางเบาหวาน โรงพยาบาลขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300499
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional study) ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 340 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตลดลงในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกเฉพาะทางเบาหวาน โรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากร 1,603 ราย รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การทำงานของไตลดลงนิยามโดยค่า eGFR < 60 มล./นาที/1.73 ตร.ม. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุ (Multiple Logistic Regression)</p> <p> ผลการวิจัยพบความชุกของการทำงานของไตลดลง (eGFR < 60) ร้อยละ 35.00 (119 ราย) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การมีโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะ (Albuminuria) (aOR = 5.53, 95% CI: 3.12-9.82), อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (aOR = 4.23, 95% CI: 2.15-8.31), ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (aOR = 3.43, 95% CI: 1.84-6.39) และความดันโลหิตซิสโตลิกตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป (aOR = 2.05, 95% CI: 1.12-3.75)</p>
วีระยุทธ หุมอาจ
เตชสิทธิ์ สิทธิกานต์
ธนากร สำเภาทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1454
1459
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินและการส่งต่อแบบไร้รอยต่อ เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300500
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการจัดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินและการส่งต่อ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินและการส่งต่อแบบไร้รอยต่อ และ 3) ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ในเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2566–กันยายน 2567 โดยประยุกต์แนวคิดการดูแลแบบไร้รอยต่อร่วมกับการจัดการรายกรณี แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนารูปแบบตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ และการประเมินผล ผู้ร่วมพัฒนารูปแบบจำนวน 45 คน ประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และประเมินผลในผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินหลังพัฒนาจำนวน 69 ราย โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนพัฒนาจำนวน 67 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ระบบเดิมมีช่องว่างด้านการประเมินความรุนแรงและความเสี่ยง การเตรียมและส่งต่อข้อมูล การประสานระหว่างหน่วยบริการ และการติดตามต่อเนื่องในชุมชน รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินและจำแนกความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ 2) การดูแลและส่งต่อที่เชื่อมโยงทุกระดับบริการ 3) การจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยความเสี่ยงสูงและซับซ้อน 4) การเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามต่อเนื่องหลังการรักษา และ 5) การพัฒนาศักยภาพทีมและระบบกำกับคุณภาพ ภายหลังพัฒนารูปแบบ ผู้ป่วยได้รับการประเมินความรุนแรงและความเสี่ยงครบถ้วนเพิ่มจากร้อยละ 71.64 เป็นร้อยละ 97.10 การติดตามต่อเนื่องหลังการรักษาเพิ่มจากร้อยละ 58.21 เป็นร้อยละ 94.20 และสัดส่วนผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อลดจากร้อยละ 26.87 เป็นร้อยละ 17.39 ในผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อ การเตรียมผู้ป่วยและข้อมูลส่งต่อครบถ้วนเพิ่มเป็นร้อยละ 100 การส่งต่อภายใน 2 ชั่วโมงเพิ่มจากร้อยละ 50.00 เป็นร้อยละ 91.67 และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างรอหรือระหว่างส่งต่อหลังพัฒนา ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การจัดการรายกรณี 28 ราย ได้รับการประเมินแบบองค์รวมร้อยละ 96.43 มีแผนการดูแลรายบุคคลร้อยละ 92.86 และไม่เกิดความรุนแรงซ้ำในช่วงติดตามร้อยละ 92.86 ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.54, SD = 0.39)</p>
ลภณพร วงษ์อินตา
กัลยาณี ประทุมทอง
วิยดา ดุลยเกียรติ
ประครอง ประกิระนะ
กาญจนา จันทะนุย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1460
1473
-
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลบูรณาการหลักศาสนาอิสลาม (MAYO Care Model) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยา และลดการตีตราตนเองของผู้ป่วยเอชไอวี โรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300503
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ร่วมกับแบบแผนกึ่งทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียววัดก่อนและหลัง (One-group pretest–posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหาปฏิบัติการพยาบาล และความต้องการการพัฒนา พัฒนาและนำรูปแบบการพยาบาลบูรณาการหลักศาสนาอิสลาม (MAYO Care Model) ไปใช้ ศึกษาผลของรูปแบบต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและการตีตราตนเองของผู้ป่วยเอชไอวี และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จของรูปแบบ โรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – กรกฎาคม 2569 รวมระยะเวลา 8 เดือน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยเอชไอวีมุสลิมที่ขึ้นทะเบียนและรับยาต้านไวรัสตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ณ คลินิกยาต้านไวรัส โรงพยาบาลมายอ จำนวน 23 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ ได้แก่ โปรแกรม MAYO Care Model แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล (เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ รายได้ สิทธิการรักษา และกลุ่มผู้ป่วย) แบบสัมภาษณ์การรับประทานยาของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แบบสัมภาษณ์การตีตราตนเองของผู้มีเชื้อเอชไอวีของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเอชไอวีส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.26 อายุส่วนมาก 40–49 ปี ร้อยละ 47.83 (Mean±SD = 46.22±10.23, Min = 13, Max = 62) สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 52.17 การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 73.91 และประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 65.22 การพัฒนารูปแบบประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้ 1) ประเมินและให้คำปรึกษาตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อปรับความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคและการรับประทานยา 2) ให้ความรู้และปรับตารางการรับประทานยาให้สอดคล้องกับศาสนบัญญัติและวิถีชีวิตในช่วงถือศีลอด 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว คู่บัดดี้ และผู้นำศาสนา ในการให้กำลังใจ และ 4) สร้างพื้นที่ปลอดภัยในคลินิก รักษาความลับ และติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ผลของการใช้รูปแบบพบว่า ระดับการตีตราตนเองลดลงจากร้อยละ 37.64 เป็นร้อยละ 27.17 (t = 3.87, p = .001) ค่าเฉลี่ยคะแนนความร่วมมือในการรับประทานยาเพิ่มขึ้นจาก 82.35 เป็น 94.78 (t = 5.42, p < .001) และผู้ป่วยที่มี adherence ตั้งแต่ร้อยละ 95 ขึ้นไปเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.91 เป็นร้อยละ 100 ผู้ป่วยทุกรายมีระดับ HIV viral load ไม่เกิน 1,000 copies/ml และไม่พบการใช้สูตรยาดื้อยาในปี 2568–2569</p>
อุสนีย์ แวลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1474
1484
-
การพัฒนาระบบการดูแลเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด โดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ในผู้ป่วยยาเสพติด อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300504
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและสถานการณ์ พัฒนาและใช้รูปแบบ ศึกษาผลของรูปแบบ และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนาระบบการดูแลเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm reduction) โดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ในผู้ป่วยยาเสพติด เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม–ตุลาคม 2569 รวมระยะเวลา 8 เดือน กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 468 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่าย 122 คน ได้แก่ นายอำเภอหรือผู้แทน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระยืนหรือผู้แทน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระยืนหรือผู้แทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และกลุ่มผู้ป่วยยาเสพติด 173 คน และญาติหรือครอบครัวผู้ป่วย 173 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามผู้ป่วยและญาติ (ข้อมูลทั่วไป แบบประเมิน SMI-V Scan แบบสังเกต Mind7 แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง OAS แบบติดตามผู้ป่วยยาเสพติด และแบบประเมินความพึงพอใจของญาติ) แบบสอบถามภาคีเครือข่าย (ความรู้ ทักษะ เจตคติ และการมีส่วนร่วมของชุมชน) และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยยาเสพติดส่วนมากเป็นเพศชาย ร้อยละ 91.33 อายุส่วนมาก 30–39 ปี ร้อยละ 41.62 (Mean±SD = 34.82±8.46, Min = 18, Max = 62) การพัฒนารูปแบบประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้ 1) ค้นหาและคัดกรองผู้ป่วยยาเสพติดในชุมชนโดยภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม และจำแนกกลุ่มสีเขียว เหลือง ส้ม แดง 2) ติดตามผู้ป่วยกลุ่มสีแดงและผู้ป่วยที่เสี่ยงก่อความรุนแรงอย่างต่อเนื่องด้วย Telemedicine และ Health Rider 3) แต่งตั้งคณะทำงานและทำ MOU ร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับอำเภอ 4) ฟื้นฟูสภาพทางสังคมและส่งต่อผู้ป่วยระหว่างหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ผลของการใช้รูปแบบพบว่า การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ความรู้ ทักษะ และเจตคติของภาคีเครือข่าย ความพึงพอใจของญาติ/ครอบครัวผู้ป่วย เพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์ความรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตและเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ลดลง ภายหลังการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 (t = 12.45, 10.87, 9.63, 8.21 ตามลำดับ)</p>
นุชนาฏ หินวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1485
1496
-
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตต่อชิ้นของขนมปังปลาและขนมปังไส้หมูหยอง เพื่อการกำหนดราคาขาย: แนวทางเสริมสร้างสุขภาวะทางเศรษฐกิจของชุมชนท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300505
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตต่อชิ้นของขนมปังปลาและขนมปังไส้หมูหยองด้วยต้นแบบระบบบัญชีต้นทุนมาตรฐาน (Standard Costing Template) เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกผลิตและกำหนดราคาขายสำหรับประกอบอาชีพเสริม 2) เปรียบเทียบความรู้ความสามารถในการคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาขายของผู้เข้ารับการฝึกอบรมก่อนและหลังการฝึกอบรมโดยใช้ต้นแบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการฝึกอบรม ใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มเป้าหมายคือผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพการทำขนมปัง ชุมชนตำบลท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จำนวน 30 คน มีข้อมูลครบถ้วนทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม 29 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ต้นแบบระบบบัญชีต้นทุนมาตรฐาน ใบงานคำนวณต้นทุนและราคาขาย และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Wilcoxon Signed-Rank Test และ Paired Samples t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ต้นแบบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ กำหนดปริมาณและราคามาตรฐานของวัตถุดิบ คำนวณต้นทุนรวมต่อสูตร หารด้วยจำนวนชิ้นเพื่อหาต้นทุนมาตรฐานต่อชิ้น และกำหนดราคาขายต่อชิ้น ขนมปังปลา/ขนมปังจืดมีต้นทุนมาตรฐานต่อชิ้น 1.25 บาท และขนมปังไส้หมูหยองมีต้นทุนมาตรฐานต่อชิ้น 2.35 บาท เมื่อขายชิ้นละ 10 บาท มีกำไรขั้นต้นต่อชิ้น 8.75 บาท และ 7.65 บาท (ร้อยละ 87.5 และ 76.5 ของราคาขาย) ตามลำดับ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้ง 29 คนคำนวณได้ตรงกับต้นทุนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นจาก 4.28 (S.D. = 0.43) เป็น 4.58 (S.D. = 0.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (Z = -3.83; t(28) = 4.12) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.97, S.D. = 0.19)</p>
วรภร ศิลาเจริญธนกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1497
1505
-
ความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีต้นทุนอย่างง่ายและพฤติกรรมการจัดทำบัญชีครัวเรือนของครัวเรือนผู้ผลิตขนมปังปลา: กรณีศึกษาชุมชนท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300506
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจด้านการจัดทำบัญชีต้นทุนอย่างง่ายของครัวเรือนผู้ผลิตขนมปังปลา (2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดทำบัญชีครัวเรือนก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพ และ (3) ศึกษาผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจของครัวเรือนที่มีความรู้ด้านบัญชีต้นทุนอย่างง่าย ตำบลท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 30 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบบันทึกต้นทุนวัตถุดิบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ McNemar</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีต้นทุนอย่างง่ายโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.36, SD = 0.50) ด้านพฤติกรรมการจัดทำบัญชีครัวเรือน พฤติกรรม 5 ด้าน ได้แก่ การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย การแยกเงินส่วนตัว การคำนวณต้นทุนก่อนตั้งราคา การเก็บหลักฐานการซื้อ-ขาย และการสรุปกำไร-ขาดทุน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) จากร้อยละ 50.0-63.3 ก่อนเข้าร่วมโครงการ เป็นร้อยละ 100.0 หลังเข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 96.7) อายุ 51-60 ปี (ร้อยละ 60.0) ประกอบอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 76.7) เมื่อพิจารณาต้นทุนวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติ พบว่าต้นทุนต่อชิ้นเท่ากับ 1.25 บาท เมื่อเทียบกับราคาขายที่เสนอ 10.00 บาทต่อชิ้น คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 87.5 และกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีเงินออมเพิ่มขึ้นและนำความรู้ไปใช้ต่อยอด/ขยายกิจการ</p>
วรภร ศิลาเจริญธนกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1506
1513
-
การบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงผ่านการแพทย์ทางไกล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300507
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาความต้องการและพัฒนารูปแบบการบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงผ่านการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วงรอบที่ 1 ศึกษาบริบทและความต้องการบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงผ่านระบบการแพทย์ทางไกลการวิเคราะห์บริบทชุมชน ระยะที่ 2 การพัฒนาการบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงผ่านระบบการแพทย์ไกล โดยใช้แอพลิเคชั่นไลน์ VDO call ระยะที่ 3 การประเมินผลลัพธ์ ระยะเวลาในการศึกษา เดือน ตุลาคม 2566 - เดือน สิงหาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (Barthel Activity of Daily Living : ADL) แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQL-BREF-THAI) คู่มือการสนับสนุนการจัดการตนเอง และแผนการจัดการตนเอง คัดเลือกแบบเจาะจงเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ตำบลหนองสิม ที่มีระดับคะแนน ADLระหว่าง 0 – 11 คะแนน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาณ ได้แก่ Paired samples t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ได้รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผ่านการพยาบาลทางไกลในชุมชน ดังนี้ 1.มีแนวปฏิบัติการบริการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงผ่านระบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) 2.มีแผนการจัดการสุขภาพรายบุคคล ร้อยละ 100 (Individual Care Plan) ตามปัญหาภาวะสุขภาพได้ 5 กลุ่ม ดังนี้ 1)การป้องกันแผลกดทับ มีการหายของแผล ร้อยละ 20 2) การฟื้นฟูข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ สามารถขึ้นทะเบียนผู้พิการรายใหม่ จำนวน 3 ราย 3) การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ 4) การจัดการตนเองโรคเรื้อรังเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง บูรณาการร่วมกับสถานีสุขภาพในชุมชน 5) การดูแลสุขภาพทั่วไปที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผลลัพธ์หลังการพัฒนา 6 เดือน พบว่า ระดับคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Barthel Activity of Daily Living : ADL) (เพิ่มขึ้น <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> =8.34) และผลการประเมินคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มพึ่งพิงมีระดับคุณภาพชีวิตอยู่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> =3.67)</p>
ปิยรัตน์ ยาประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1514
1523
-
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตันในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300508
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบการพยาบาล และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (VTE) ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม การวิจัยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ (Soukup) วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) และแบบประเมินความเสี่ยง Caprini กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ 20 คน ผู้ป่วยกลุ่มทดลองใช้ 15 ราย และผู้ป่วยกลุ่มประเมินผล 40 ราย โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยก่อนพัฒนารูปแบบ 65 ราย เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (S-CVI/Ave) 0.92 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher's exact test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น (PYK-VTE Model) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินความเสี่ยงด้วย Caprini Score ตามจุดเวลาที่กำหนด 2) ชุดมาตรการป้องกันตามระดับความเสี่ยง 3) การส่งเสริมการเคลื่อนไหวเร็วและการบริหารข้อเท้า 4) การให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติ และ 5) ระบบเฝ้าระวังอาการทุกเวรและการวางแผนจำหน่าย ภายหลังใช้รูปแบบ ความครบถ้วนของการปฏิบัติตามแนวทางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.5 เป็นร้อยละ 92.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ระยะเวลาเฉลี่ยถึงการลุกเดินครั้งแรกหลังผ่าตัดลดลงจาก 36.2 ชั่วโมงเป็น 21.4 ชั่วโมง ไม่พบอุบัติการณ์ VTE ในกลุ่มประเมินผล เทียบกับร้อยละ 3.08 ในกลุ่มก่อนพัฒนา แต่ความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .52) และพยาบาลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก (M = 4.46, SD = 0.48)</p>
สุภาภรณ์ พยัคฆชัยวรกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1524
1532
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้านสำหรับทารกแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลือง (JAUNDICE-CARE Plus) โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300509
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา และประเมินผลรูปแบบการดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้านสำหรับทารกแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลือง (JAUNDICE-CARE Plus) โดยใช้รูปแบบการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทีมสุขภาพ 20 คน ทารกแรกเกิดอายุครรภ์ 35 สัปดาห์ขึ้นไปที่มีภาวะตัวเหลืองกลุ่มก่อนพัฒนา 40 ราย และกลุ่มหลังพัฒนา 43 ราย พร้อมผู้ดูแลหลัก เครื่องมือผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 0.92) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher's exact test, independent t-test, paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ระยะ 9 องค์ประกอบ ได้แก่ ระยะในโรงพยาบาล ระยะเตรียมจำหน่าย และระยะติดตามที่บ้าน หลังใช้รูปแบบ อัตราการวินิจฉัยหรือรักษาล่าช้าลดลงจากร้อยละ 20.0 เป็นร้อยละ 4.7 (p = 0.044) อัตราการมาตรวจติดตามตรงนัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 90.7 (p < 0.001) และระยะวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยลดลงจาก 3.7 เป็น 2.9 วัน (p = 0.002) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 7 วันลดลงจากร้อยละ 10.0 เป็นร้อยละ 2.3 แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบ kernicterus คะแนนความรู้และความสามารถของผู้ดูแลหลังการโค้ชสูงกว่าก่อนการโค้ชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ผู้ดูแลและบุคลากรมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดและมาก ตามลำดับ</p>
กาญจนา ตีเมืองซ้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1533
1540
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300511
<p> การวิจัยนี้ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) แบบ 2 กลุ่มคือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วัดผลหลังการทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยประยุกต์แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของ Don Nutbeam กลุ่มตัวอย่าง หญิงตั้งครรภ์ที่มี</p> <p>อายุครรภ์ระหว่าง 12-32 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง กลุ่มทดลองโดยได้รับโปรแกรมที่สร้างขึ้น กลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ พัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ประกอบด้วยกิจกรรมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับด้านภาวะโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การงดสูบบุหรี่ การงดดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (pair Samples t-test และ independent sample t-test)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง มีความรู้ความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ การรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง มีความเข้มข้นของเม็ดเลือดและดัชนีมวลกายแตกต่างกันจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสิติที่ระดับ .01 </p>
ดรุณี เปลี่ยนดิษฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1541
1549
-
การเปรียบเทียบคุณภาพและโครงสร้างการนอนหลับในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ระหว่างการใช้แบบประเมิน PSQI, อุปกรณ์สวมใส่ เทียบกับ polysomnography
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300512
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพและพารามิเตอร์การนอนหลับในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ระหว่างแบบประเมิน PSQI, อุปกรณ์สวมใส่ (Smartwatch และ Smart Ring) กับเครื่อง PSG การศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional Study) ในกลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน (BMI 23.0–35.0 kg/m²) ที่มีปัญหาการนอนหลับ ณ คลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จำนวน 25 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างได้รับการประเมินด้วยแบบประเมิน PSQI ภาษาไทย และเข้ารับการตรวจ PSG ร่วมกับการสวมใส่ Smart watch และ Smart Ring พร้อมกันในคืนเดียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สหสัมพันธ์ Pearson/Spearman และ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย ปี เป็นเพศชายร้อยละ 52.00 มี BMI เฉลี่ย และมีคะแนน PSQI เฉลี่ย คะแนน โดยพบผู้ที่มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี (PSQI > 5) ร้อยละ 60.00 ผลการตรวจ PSG พบผู้ป่วยมีภาวะ OSA ระดับรุนแรง (AHI events/hr) ร้อยละ 40.00 ระดับปานกลางร้อยละ 32.00 และระดับน้อยร้อยละ 28.00 จากการทดสอบความสัมพันธ์ พบว่าคะแนน PSQI ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพารามิเตอร์การนอนหลับจาก PSG ในทุกตัวแปร () ด้านการเปรียบเทียบพารามิเตอร์ระหว่างอุปกรณ์สวมใส่กับ PSG พบว่า ทั้ง Smart watch และ Smart Ring สามารถวัดระยะเวลาการนอนหลับรวม (Total Sleep Time: TST) ได้ใกล้เคียงกับ PSG โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง Smartwatch และ Smart Ring ประเมินเวลาตื่นกลางดึก (Wake After Sleep Onset: WASO) ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () และ Smart Ring ประเมินประสิทธิภาพการนอนหลับ (Sleep Efficiency: SE) สูงเกินจริง และประเมินระยะเวลาเริ่มหลับ (Sleep Latency: SL) ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () สำหรับโครงสร้างการนอนหลับ (Sleep Stages) พบว่า อุปกรณ์สวมใส่ทั้งสองชนิดประเมินสัดส่วนการหลับลึก (Deep Sleep: N3) สูงกว่า PSG อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่สัดส่วนการนอนหลับฝัน (REM Sleep) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเครื่องมือ ()</p>
สิริญญา ปราบริปูตลุง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1550
1561
-
การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้สารเสพติดและไม่ให้ความร่วมมือใน การรักษาแบบบูรณาการ ด้วย กงไกรลาศ MODEL จังหวัดสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300513
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาและพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวแบบบูรณาการด้วยกงไกรลาศ MODEL ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ตามกระบวนการ PAOR จำนวน 3 วงรอบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 24 คน และผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้สารเสพติดและไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา จำนวน 90 ราย เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเหมาะสมของระบบ แบบเก็บข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้ระบบ แบบประเมินความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรและภาคีเครือข่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบก่อน-หลังการใช้ระบบด้วยสถิติ Independent Sample t-test, Chi-square test, Paired Sample t-test และ McNemar test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า สถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้สารเสพติดครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านพฤติกรรมผู้ป่วยและการใช้สารเสพติด ด้านระบบบริการสาธารณสุขและการติดตามการรักษา ด้านฝ่ายปกครองและมาตรการทางกฎหมาย ด้านชุมชนและภาคีเครือข่าย และด้านครอบครัวและการดูแลในบ้าน ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การประชาคมหมู่บ้าน การกำกับดูแลการกินยาแบบ DOT/VOT การติดตามเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ การจัดการสิ่งแวดล้อม การค้นหาผู้สัมผัสวัณโรคในครอบครัวและชุมชน การประสานการบังคับบำบัดสารเสพติด และการรักษาโรคร่วมด้วยยาออกฤทธิ์ยาวชนิดฉีด (LAI) โดยผ่านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 วงรอบจนได้โครงสร้างการบริหารจัดการที่มีความยั่งยืน ผลของระบบพบว่าตัวชี้วัดผลลัพธ์ด้านการรักษาวัณโรคดีขึ้น โดยอัตราการกินยาต่อเนื่องครบถ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.85±12.10 เป็นร้อยละ 91.27±7.15 และอัตราความสำเร็จของการรักษาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.72±14.83 เป็นร้อยละ 86.94±8.02 ตัวชี้วัดด้านการใช้สารเสพติดดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด โดยผลตรวจปัสสาวะสารเสพติดเป็นลบเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.18±11.94 เป็นร้อยละ 61.53±13.67 และตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด โดยอัตราการร่วมประชุมของทั้ง 4 ฝ่ายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47.65±12.55 เป็นร้อยละ 84.38±10.22 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกตัวแปร ด้านบุคลากรและภาคีเครือข่าย พบว่าคะแนนความรู้เกี่ยวกับกงไกรลาศ MODEL เพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับมาก (จาก 9.20±1.75 เป็น 13.68±1.25 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -9.42) และมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (4.51±0.38 คะแนน, ร้อยละ 90.20)</p>
จันทนา เชื้อผู้ดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1562
1573
-
การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ของประชาชนกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งโก ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300514
<p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง (One-Group Pretest-Posttest Design)นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความตระหนัก ความรอบรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม/ทักษะ การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ และ 2) พัฒนาและประเมินผลรูปแบบการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือประชากรกลุ่มเสี่ยง อายุ 30–59 ปี จำนวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรม Ban Thung Ko Model (3S 4A) และแบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูงที่สุด จาก 41.88 (SD=7.67) เป็น 48.00 (SD=4.43) (t=-7.661, p < .001) โดยสัดส่วนภาพรวมเพิ่มจากระดับดี (ร้อยละ 74.51) เป็นระดับดีมาก (ร้อยละ 80.00) ด้านความตระหนักด้านสุขภาพ (t=-2.318, p = .027) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (t=-2.523, p = .017) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน สู่ระดับดีมาก (ร้อยละ 82.16 และ 80.00 ตามลำดับ) ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม/ทักษะ และการสนับสนุนทางสังคมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แม้ไม่พบความแตกต่างทางสถิติเนื่องจากฐานคะแนนเดิมสูง แต่พบพัฒนาการเด่นชัดในทักษะการออกกำลังกายและแรงสนับสนุนจากครอบครัว</p>
ดรุณี พิชิตชัยวัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1574
1587
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ครอบครัว และภาคีเครือข่ายชุมชน อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300520
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแล พัฒนา และประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ครอบครัว และภาคีเครือข่ายชุมชน อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหา พัฒนารูปแบบจำนวน 2 วงรอบ และประเมินผลรูปแบบ โดยประยุกต์แนวคิดการสนับสนุนการจัดการตนเองผ่านกระบวนการ 5A’s ร่วมกับแนวคิดการจัดการตนเองของ Creer ผู้ร่วมพัฒนารูปแบบประกอบด้วยบุคลากรทีมสหวิชาชีพ 25 คน และครอบครัว ผู้ดูแล และภาคีเครือข่ายชุมชน 42 คน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบจำนวน 80 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบประเมินกระบวนการสนับสนุนการจัดการตนเอง แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความพึงพอใจ การสัมภาษณ์และการประชุมกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินแบบองค์รวมและจำแนกความเสี่ยง 2) การให้ข้อมูลและคำปรึกษาเฉพาะบุคคล 3) การส่งเสริมการจัดการตนเองและกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 4) การประสานการดูแลแบบบูรณาการ และ 5) การติดตามต่อเนื่องเชิงรุก ภายหลังใช้รูปแบบ คะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมเพิ่มจาก 30.84 ± 4.76 เป็น 39.26 ± 3.58 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) กระบวนการสนับสนุนการจัดการตนเองมีความครบถ้วนอยู่ในระดับสูงทุกด้าน ผู้ติดเชื้อมีความสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสและการมาตามนัดเพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดนัดและการสูญหายจากระบบลดลง อัตราการคงอยู่ในระบบการรักษาและการกดปริมาณไวรัสสำเร็จเพิ่มขึ้น นอกจากนี้คะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มจาก 78.46 ± 9.82 เป็น 86.35 ± 8.14 คะแนน ผู้รับบริการและทีมสหวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด</p>
กัลยาณี ประทุมทอง
วิยดา ดุลยเกียรติ
ลภณพร วงษ์อินตา
ภิรญา พินิจกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1588
1605
-
การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและ มะเร็งระยะสุดท้ายสู่ palliative reality โดยบูรณาการ กงไกรลาศโมเดล ร่วมกับชุมชนโรงพยาบาลกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300522
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและมะเร็งระยะสุดท้ายสู่ Palliative Reality โดยบูรณาการ "กงไกรลาศโมเดล" ร่วมกับชุมชน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลา 21 เดือน แบ่งเป็น 3 วงรอบตามกระบวนการ PAOR กลุ่มตัวอย่างในระยะพัฒนารูปแบบ คือ ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่าย จำนวน 20 คน และกลุ่มตัวอย่างในระยะประเมินผล คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 จำนวน 36 ราย พร้อมผู้ดูแลหลัก 36 คน และผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จำนวน 34 ราย พร้อมผู้ดูแลหลัก 34 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 160 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ใช้รูปแบบการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย ระบบ "กงไกรลาศโมเดล" ฉบับบูรณาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง แบบประเมินอาการรบกวน ESAS และ PPS แบบประเมินการวางแผนดูแลล่วงหน้า และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้ระบบที่พัฒนาขึ้น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะท้ายมีคะแนนอาการรบกวน ESAS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 42.50±10.80 คะแนน เป็น 24.30±8.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 110 คะแนน (t=13.62, p<.001) และผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีคะแนนอาการรบกวนลดลงจาก 42.18±8.65 คะแนน เป็น 24.35±6.92 คะแนน (p<.001) ด้านตัวชี้วัดเชิงระบบ พบว่าอัตราการทำ ACP/Family Meeting ครบถ้วนในกลุ่มไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 75.00 เป็นร้อยละ 91.67 และในกลุ่มมะเร็งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 70.59 เป็นร้อยละ 97.06 อัตราการเสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี (Good Death) ในกลุ่มไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 69.44 เป็นร้อยละ 91.67 และในกลุ่มมะเร็งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.65 เป็นร้อยละ 91.18 อัตราการเสียชีวิตในสถานที่ที่ปรารถนาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 61.11 เป็นร้อยละ 88.89 ในกลุ่มไตเรื้อรัง และจากร้อยละ 58.82 เป็นร้อยละ 85.29 ในกลุ่มมะเร็ง เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งระบบบูรณาการ อัตราการเสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีโดยรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 68.57 เป็นร้อยละ 91.43 และผู้ป่วยมีเพียงส่วนน้อยที่ต้องเริ่มบำบัดทดแทนไตแบบฉุกเฉินหรือถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัวหลังใช้ระบบอยู่ในระดับมากที่สุดทั้งสองกลุ่มโรค (𝑥̅=4.62±0.38 ในกลุ่มไตเรื้อรัง และ 𝑥̅=4.58±0.35 ในกลุ่มมะเร็ง) และผลการประเมินความเหมาะสมของระบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าเฉลี่ยรวม 4.58±0.41 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด</p>
ฐณัชชา ต้นประสงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1606
1617
-
การพัฒนารูปแบบบริการแบบไร้รอยต่อตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300523
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบบริการแบบไร้รอยต่อตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ตามแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหา 2) พัฒนารูปแบบและ 3) ประเมินผลรูปแบบ ผู้ร่วมพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย บุคลากรสหสาขาวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย จำนวน 58 คน ร่วมกับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ผู้มีผล FIT Test เป็นบวก ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงและผู้ดูแลหลัก เครื่องมือวิจัย : รูปแบบการดูแลแบบไร้รอยต่อ แนวปฏิบัติการคัดกรองและเตรียมส่องกล้อง ระบบสารสนเทศเพื่อการติดตาม แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิกและระบบบริการ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ระบบมาตรฐานการคัดกรองและการดูแลร่วมกัน 2) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการติดตาม 3) ผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) และ 4) ช่องทางการสื่อสารระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่ระดับชุมชน หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลบ้านไผ่จนถึงโรงพยาบาลศูนย์ ภายหลังการพัฒนารูปแบบ ผลลัพธ์ของระบบบริการมีแนวโน้มดีขึ้น โดยความครอบคลุมของการคัดกรองด้วย FIT Test เพิ่มจากร้อยละ 65.30 เป็นร้อยละ 94.07 ผู้มีผล FIT Test เป็นบวกได้รับ Colonoscopy เพิ่มจากร้อยละ 91.67 เป็นร้อยละ 94.90 และได้รับ Colonoscopy ภายใน 30 วันเพิ่มจากร้อยละ 75.76 เป็นร้อยละ 92.47 ขณะที่ระยะเวลาเฉลี่ยจากผล FIT Test เป็นบวกถึง Colonoscopy ลดจาก 39.2 ± 14.6 วัน เหลือ 23.6 ± 8.4 วัน คุณภาพการเตรียมลำไส้ที่เหมาะสมเพิ่มจากร้อยละ 84.85 เป็นร้อยละ 95.70 และการเตรียมลำไส้ไม่สมบูรณ์หรือต้องเลื่อนตรวจลดจากร้อยละ 15.15 เหลือร้อยละ 4.30 นอกจากนี้ ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดภายใน 4 สัปดาห์เพิ่มจากร้อยละ 66.67 เป็นร้อยละ 91.67 การได้รับเคมีบำบัดภายใน 6 สัปดาห์เพิ่มจากร้อยละ 60.00 เป็นร้อยละ 87.50 การได้รับรังสีรักษาภายใน 6 สัปดาห์เพิ่มจากร้อยละ 50.00 เป็นร้อยละ 75.00 และการส่งกลับเพื่อติดตามต่อเนื่องในเครือข่ายเพิ่มจากร้อยละ 75.00 เป็นร้อยละ 92.86 บุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.53 ± 0.42 และผู้ป่วยและผู้ดูแลหลักมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.57 ± 0.40 โดยด้านความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4.63 ± 0.37</p>
สราวุธ พิชิตสุริยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1618
1633
-
การพัฒนารูปแบบการชะลอและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วม ของภาคีเครือข่ายในชุมชน อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300525
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา พัฒนารูปแบบการชะลอและป้องกันภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน และประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2566–กันยายน 2567 ในอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้สูงอายุจำนวน 150 คน และภาคีเครือข่ายในชุมชนจำนวน 45 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุและครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน บุคลากรสาธารณสุข/พยาบาล และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระบวนการพัฒนาใช้วงจร PAOR จำนวน 2 วงรอบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น (AMT) แบบประเมินความรู้และพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาสถานการณ์ พบว่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร้อยละ 65.33 และชุมชนยังขาดความรู้และระบบการดูแลเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมอย่างเป็นระบบ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “ฮักแพง เบิ่งแงง สมองดี ยางสีสุราช” ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) แผนการเรียนรู้ 5 ด้าน คือ การออกกำลังกาย การฝึกกระตุ้นการทำงานของสมอง โภชนาการ สุขภาพจิต และการนอนหลับ 2) แผนการดูแล (Care Plan) สำหรับการเยี่ยมบ้านตามระดับความเสี่ยง และ 3) ระบบการดูแลแบบผสมผสานระหว่างการเยี่ยมบ้าน (Onsite Home Visit) และการพยาบาลทางไกล (Telenursing) โดยมีครอบครัว อสม. ทีมพยาบาล และภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ประเมินผลจำนวน 150 คน Manuscripพัชรมาศ หลังใช้รูปแบบเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าคะแนนเฉลี่ย AMT เพิ่มขึ้นจาก 7.85 ± 0.90 เป็น 8.53 ± 0.89 คะแนน สัดส่วนกลุ่มเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมลดลงจากร้อยละ 65.33 เป็นร้อยละ 32.67 คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 15.42 ± 3.21 เป็น 22.18 ± 2.87 คะแนน และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นจาก 4.10 ± 0.95 เป็น 4.52 ± 0.73 คะแนน โดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.79, SD = 0.45)</p>
พัชรมาศ คุณวงศ์
กาญจนา จันทะนุย
อารีร่า สว่างไธสง
จันจิรา เพ็ชรนาค
กำทร ดานา
อนุชา ไทยวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1634
1648
-
การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงพยาบาลยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300526
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนารูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเองและประเมินผลรูปแบบฯดำเนินการวิจัยเดือนกรกฎาคม 2566-กันยายน พ.ศ.2567 โดยประยุกต์กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ ร่วมกับแนวคิดการจัดการตนเองของ Creer และแนวคิดการสนับสนุนการจัดการตนเองของ Glasgow ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพและบุคลากรเครือข่าย 25 คน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับยาวาร์ฟาริน 40 ราย และผู้ดูแลหลักหรือสมาชิกครอบครัว 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ รูปแบบการสนับสนุนการจัดการตนเอง แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อน แบบประเมินความพึงพอใจและแนวคำถามสัมภาษณ์/สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินผู้ป่วยและครอบครัวรายบุคคล 2) การเสริมสร้างความรู้และทักษะการจัดการตนเอง 3) การกำหนดเป้าหมายและแผนการดูแลร่วมกัน 4) การสนับสนุนการตัดสินใจและการลงมือปฏิบัติ 5) การเฝ้าระวังความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน และ 6) การติดตาม ประเมินผล และประสานการดูแลต่อเนื่อง ภายหลังใช้รูปแบบ ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มจาก 28.60 ± 4.52 เป็น 38.75 ± 3.08 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) คะแนนการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพิ่มจาก 30.15 ± 4.20 เป็น 42.20 ± 3.12 คะแนน สัดส่วนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มจากร้อยละ 55.00 เป็นร้อยละ 80.00 ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาเพิ่มจากร้อยละ 77.50 เป็นร้อยละ 95.00 และการมาตรวจตามนัดเพิ่มจากร้อยละ 85.00 เป็นร้อยละ 97.50 และภาวะแทรกซ้อนจากยาวาร์ฟารินลดจากร้อยละ 30.00 เหลือร้อยละ 7.50 ผู้ป่วยและครอบครัวมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.46 ± 0.40 และ 4.50 ± 0.36 คะแนน ตามลำดับ</p>
วิยดา ดุลยเกียรติ
กัลยาณี ประทุมทอง
ลภณพร วงษ์อินตา
กาญจนา จันทะนุย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1649
1664
-
การพัฒนาคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการคัดกรองและให้คำแนะนำผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจังหวัดสมุทรสาคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300488
<p>ผลการพัฒนาและทดลองใช้คู่มือการปฏิบัติงานสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน<br>ในการคัดกรองและให้คำแนะนำผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจังหวัดสมุทรสาคร (วัตถุประสงค์ที่ 2)<br>คู่มือที่พัฒนาขึ้นทำให้ความรู้ ทัศนคติ และทักษะของ อสม. กลุ่มทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลใหญ่ทั้งสามตัวแปร (η²p = .361–.663) <br>ผลที่ได้อาจอธิบายได้จากการที่คู่มือออกแบบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ของระยะที่ 1 และผสมผสาน 5A's, TTM และ MI เข้ากับการฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในชุมชน<br>1) ความรู้ คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นหลังทดลองและยังเพิ่มต่อจนถึงระยะติดตาม ผลนี้สอดคล้องกับ Lu et al. (2025) ที่พบว่าความรู้ของบุคลากรสาธารณสุขชุมชนเพิ่มขึ้นหลังการอบรมหลักสูตร C.H.A.N.G.E. และคงอยู่ในระยะติดตาม 1 และ 6 เดือน สอดคล้องกับ Garcia-Sierra et al. (2026) ที่พบว่าความรู้ของบุคลากรกว่า 150 คนเพิ่มขึ้นหลังการอบรม และสอดคล้องกับสำแดงสาร และคณะ (2568) ที่พบผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ อสม. ต่อความรู้และทัศนคติในโรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ระยะติดตามของการวิจัยนี้สั้นกว่า (3 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการทดลอง) และคะแนนระยะติดตามใกล้คะแนนเต็ม (19.98 ± 0.16 จาก 20) แสดงถึงผลเพดาน (ceiling effect) ประกอบกับการใช้แบบทดสอบชุดเดิมซ้ำ 3 ครั้งใน 8 สัปดาห์ การเพิ่มขึ้นในระยะติดตามจึงอาจมีส่วนมาจากความคุ้นเคยกับข้อสอบ (testing effect)<br>2) ทัศนคติ ทัศนคติเป็นตัวแปรที่มีขนาดอิทธิพลระหว่างกลุ่มสูงที่สุด (η²p = .663) และคงอยู่ถึงระยะติดตาม ผลนี้สอดคล้องกับการออกแบบคู่มือที่ให้น้ำหนักกับการปรับทัศนคติตามข้อค้นพบระยะที่ 1 และสอดคล้องกับ Garcia-Sierra et al. (2026) ที่พบว่าทัศนคติ แรงจูงใจ และความมั่นใจในการช่วยเหลือผู้รับบริการเพิ่มขึ้นหลังการอบรม อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยหลังทดลอง 54.75 จาก 75 คะแนน (เฉลี่ยรายข้อ 3.65) ยังอยู่ในระดับปานกลางตามเกณฑ์ของการวิจัยนี้ และผู้มีทัศนคติระดับบวกมีเพียงร้อยละ 42.50 แม้ทัศนคติระดับลบจะหมดไป แสดงว่าการลดการตีตราต้องใช้เวลาและกิจกรรมต่อเนื่องมากกว่าระยะทดลองนี้<br>3) ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับ Nguyen et al. (2020) ที่พบว่าบุคลากรสาธารณสุขหมู่บ้านในเวียดนามซักถามประวัติ ให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นหลังการอบรม และสอดคล้องกับ Evins et al. (2023) ที่ยืนยันว่าบุคลากรชุมชนที่ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดเพิ่มประสิทธิผลของงานเลิกบุหรี่ได้ แต่ผลการวิจัยนี้ต่างจาก Nguyen et al. (2020) ใน 2 ด้าน ด้านแรก Nguyen et al. วัดการปฏิบัติจริงที่ 12 เดือน ขณะที่การวิจัยนี้วัดด้วยแบบประเมินตนเองที่ 8 สัปดาห์ ด้านที่สอง อสม. ร้อยละ 75.00 ยังมีทักษะระดับปานกลาง มีเพียงร้อยละ 25.00 ที่ถึงระดับมาก ผลนี้ชี้ว่าทักษะการให้คำปรึกษาแบบ MI ต้องอาศัยการฝึกซ้ำและการนิเทศต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อเสนอของ Foo et al. (2025) เรื่องความถี่ของการติดตาม<br>4) ผลเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนทดลอง กลุ่มเปรียบเทียบเคยอบรมเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า (ร้อยละ 65.00) และเคยคัดกรองผู้ใช้ (ร้อยละ 47.50) มากกว่ากลุ่มทดลอง (ร้อยละ 22.50 และ 17.50) แต่หลังทดลองกลับมีคะแนนต่ำกว่าเมื่อควบคุมคะแนนก่อนทดลองแล้ว ผลนี้สนับสนุนข้อค้นพบของ Tan et al. (2023) ว่าการอบรมทั่วไปไม่เพียงพอ ต้องเป็นหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะบริบทงานของบุคลากรชุมชน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มไม่ได้มาจากการสุ่มและมีลักษณะพื้นฐานต่างกันหลายด้าน เช่น ระดับการศึกษาและประสบการณ์ การวิเคราะห์ ANCOVA ควบคุมได้เฉพาะคะแนนก่อนทดลอง จึงยังมีตัวแปรกวนอื่นที่อาจมีผล</p>
ภาวิณี หงษ์เจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1665
1678
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัย สำหรับเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300432
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัย ในด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ สำหรับเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม โดยรูปแบบเป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (2) พัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ มีค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ค่า E1/E2 เท่ากับ 81.89/83.78 คือ 1) นโยบายและการนำองค์กร 2) โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรด้านการวิจัย 3) คลินิกวิจัย และ (3) ประเมินรูปแบบ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ บุคลากรเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอราชสาส์น จำนวน 15 คน เครื่องมือ มี 2 ชุด คือ 1) โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรด้านการวิจัย มีค่าดัชนีความตรง เชิงเนื้อหา เท่ากับ .87 และ 2) แบบประเมินสมรรถนะการวิจัย 3 ด้าน ประกอบด้วย (1) แบบประเมินความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้สูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน เท่ากับ .81 (2) แบบประเมินทักษะ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .81 และ (3) แบบประเมินทัศนคติ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ วิลคอกซอน ไซนด์ แรงค์ เทส</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมฯ มีค่าคะแนนเฉลี่ย ด้านความรู้ ทักษะ สูงขึ้นอยู่ในระดับมากกว่าก่อนการได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีทัศนคติอยู่ในระดับมาก ความสำเร็จในการพัฒนางาน พบว่า ส่วนใหญ่ดำเนินการจนได้โครงร่าง ร้อยละ 53.30 และดำเนินการวิจัยสำเร็จ ร้อยละ 6.70</p>
ญาดา ไพหารวิจิตรนุช
กนกศรี จาดเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1679
1691
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน โดยเครือข่ายสุขภาพ อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299963
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สร้างและพัฒนา และประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชนโดยเครือข่ายสุขภาพ อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน พ.ศ. 2569 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และบริบทการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเครือข่ายสุขภาพ 42 คน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานวัณโรค 17 คน และผู้ป่วยวัณโรคปอดที่รักษาสำเร็จแล้ว 21 คน ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบตามกระบวนการ PAOR โดยเครือข่ายสุขภาพและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานวัณโรค จำนวน 59 คน และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบในผู้ป่วยวัณโรคปอดชนิดเสมหะตรวจพบเชื้อรายใหม่ 20 คน และผู้ดูแล 20 คน รวม 40 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม การสังเกต แบบติดตามการรับประทานยาตามแนวทาง DOT และแบบรายงาน TB07/1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired samples t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นฐาน 2) การจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้าน 3) การส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย 4) การลดการตีตราทางสังคม และ 5) การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย ภายหลังใช้รูปแบบ ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับวัณโรคและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 7.24 คะแนน (S.D. = 1.44) เป็น 10.93 คะแนน (S.D. = 0.67) และผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 7.96 คะแนน (S.D. = 1.15) เป็น 11.40 คะแนน (S.D. = 0.62) ส่วนคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการแพร่เชื้อของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 10.45 คะแนน (S.D. = 1.38) เป็น 16.17 คะแนน (S.D. = 1.06) โดยคะแนนทุกด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ผู้ป่วยรับประทานยาครบตามแผนการรักษาร้อยละ 95.00 และผู้ป่วยทั้งหมดมีผลตรวจเสมหะเป็นลบเมื่อสิ้นสุดระยะเข้มข้น โดยไม่พบการขาดยา การเสียชีวิต หรือการโอนออกในรอบติดตาม 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการดูแลของเครือข่ายสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ย 4.46 คะแนน รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถเชื่อมโยงการดูแลระหว่างหน่วยบริการ ครอบครัว และชุมชน และมีแนวโน้มช่วยส่งเสริมความรู้ พฤติกรรมการป้องกันการแพร่เชื้อ และความต่อเนื่องในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดได้</p>
อมรภัค พิศงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1692
1706
-
ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับเยาวชนไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300478
<p> การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับเยาวชนไทยโดยมีนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจากเขตสุขภาพที่ 7 และ 12 จำนวน 680 ราย สุ่มแบ่งกลุ่มแบบ Cluster ได้กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างละ 340 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 เดือน และกลุ่มเปรียบเทียบได้รับคำแนะนำให้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยใช้เครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งประกอบไปด้วย 6 มิติ เก็บข้อมูลก่อนการทดลอง และหลังจากการทดลอง จากนั้นได้วิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบด้วย Independent t-test และการเปรียบเทียบภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 </p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินในภาพรวมมีคะแนน 240.82 คะแนนและในกลุ่มเปรียบเทียบ 219.10 คะแนน ต่างกัน 21.72 คะแนน (95%CI=17.26 to 26.18) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 และเมื่อจำแนกตามมิติพบว่า มิติที่ 1 การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 6.21 คะแนน (95%CI=5.10 to 7.33) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 มิติที่ 2 ความรู้ ความสามารถในการรับรู้ภาวะฉุกเฉิน และขั้นตอนการปฏิบัติ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 4.47 คะแนน (95%CI=4.16 to 4.78) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 มิติที่ 3 ทักษะการสื่อสารมีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 4.17 คะแนน (95%CI=2.70 to 5.64) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 มิติที่ 4 ทักษะการจัดการตนเอง มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 2.90 คะแนน (95%CI=1.82 to 3.97)โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 มิติที่ 5 ทักษะการตัดสินใจ มีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 2.06 คะแนน (95%CI=0.89 to 3.24) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001 มิติที่ 6 การรู้เท่าทันสื่อมีคะแนนความต่างระหว่างกลุ่มที่ต่างกัน 1.91 คะแนน (95%CI=1.17 to 2.65) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>p</em><0.001</p>
วรวุฒิ ชมภูพาน
สุพันทิพย์ ภูศรีโสม
กนกอร บุญมี
เสาวลักษณ์ ศรีดาเกษ
วรางคณา ชมภูพาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1707
1717
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300254
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 354 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบค่าความเที่ยงตรงของเครื่องมือ 0.940 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไคสแควร์ Odds ratio ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.21 อายุเฉลี่ย 20.60±1.18 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 112.64±15.92) มีพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 1.36±0.35 ) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านทักษะการสื่อสารมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (OR =2.04, 95% CI : 1., p-value = 0.016)</p>
นิตยา แสงประจักษ์
ดวงพร ดิษฐ์เจริญ
สุวนันท์ จำเริญสรรพ์
ฉวีวรรณ วงไว
พัชราภา หัสวงศ์
กันทิมา ศิริสันติเมธาคม
วรกร วิชัยโย
ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1718
1727
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300431
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Two Group Pretest–Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง ได้แก่ ผู้สูงอายุตำบลหนองซอน จำนวน 30 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ ได้แก่ ผู้สูงอายุตำบลเสือเฒ่า จำนวน 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้เครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นระหว่างเดือน มกราคม 2569 ถึงเดือน มีนาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนเฉลี่ยของการได้รับการเสริมพลัง การให้คุณค่าต่อตนเอง ความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของผลลัพธ์ทั้ง 7 ด้านสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยของการได้รับการเสริมพลัง 5.47 คะแนน การให้คุณค่าต่อตนเอง 4.80 คะแนน ความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ 2.73 คะแนน การรับรู้ความสามารถของตนเองในการดูแลสุขภาพ 6.17 คะแนน แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน 5.10 คะแนน พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลตนเอง 5.07 คะแนน และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 18.27 คะแนน ตามลำดับ</p>
สุชาดา ดาทุมมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1728
1736
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกะดาด ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300433
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองตามแนวคิดของ Kanfer ต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรม 12 สัปดาห์ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกะดาด 30 คน และกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับการดูแลตามปกติ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไพล 30 คน กระบวนการทดลองประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย การกำกับตนเอง การประเมินตนเอง และการเสริมแรงตนเอง ซึ่งดำเนินการผ่านกิจกรรมกลุ่มย่อยและการเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีระดับ HbA1c ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบผลต่างของคะแนน (Change score) ระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) อย่างไรก็ตาม ผลต่างของคะแนนความรู้และระดับ HbA1c ระหว่างสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งอาจเป็นผลจากข้อจำกัดด้านระยะเวลาการติดตามผลที่สั้นและความแตกต่างของค่าพื้นฐานระหว่างกลุ่มก่อนการทดลอง</p>
สมบูรณ์ นิยามรัตนกุลศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1737
1746
-
รูปแบบการส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300443
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยประยุกต์แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart ตามกระบวนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบจำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับประเมินประสิทธิผลจำนวน 50 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อำเภอราษีไศลมีผู้สูงอายุร้อยละ 27.25 และผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงเพิ่มจากร้อยละ 8.40 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 15.50 ในปี 2567 ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การติดตามดูแลที่ไม่ต่อเนื่อง แผนการดูแลไม่สอดคล้องกับความต้องการรายบุคคล ผู้ดูแลขาดความรู้และความมั่นใจ การมีส่วนร่วมของชุมชนยังจำกัด และการบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่ายยังไม่เป็นระบบ จึงพัฒนา ราษีไศล CARE Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ C: Capacity Building การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล A: Assessment and Individualized Care Plan การประเมินและวางแผนการดูแลรายบุคคล R: Responsive Support and Referral การสนับสนุน ติดตาม และส่งต่ออย่างเหมาะสม และ E: Empowerment, Environment and Evaluation การเสริมพลังครอบครัวและชุมชน การจัดสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลอย่างเป็นระบบ หลังการใช้รูปแบบพบว่า คะแนนด้านความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงการส่งเสริมการดูแลสุขภาพ และการได้รับข้อมูลข่าวสารของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุเพิ่มจากค่าเฉลี่ย 95.10 เป็น 109.00 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p>
ญาณี สีหบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1747
1759
-
การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแบบมีส่วนร่วมด้วยการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.): รูปแบบ A²S³HC Model
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300481
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) บูรณาการร่วมกับกลไก พชอ. เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนเชิงพื้นที่ (Spatial-based Safety Intervention) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วินิจฉัยสถานการณ์ และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ (2) พัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนแบบมีส่วนร่วมผ่านกลไก พชอ. และ (3) ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบดังกล่าวต่อความรู้ และพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัย ดำเนินการด้วยรูปแบบวิธีวิจัยแบบผสมผสานต่อเนื่องหลายระยะ (sequential multiphase mixed-methods design) ภายใต้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ตามวงจร Plan–Act–Observe–Reflect ของ Kemmis and McTaggart รวม 3 ระยะ ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2569 ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง วิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล Thai Road Safety Center (n = 407) ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกแบบไม่ปรับตัวแปรร่วม โดยทีมวิจัย ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม ดำเนินเวทีพัฒนารูปแบบด้วยกระบวนการ ORID ร่วมกับภาคีเครือข่าย พชอ. ที่คัดเลือกแบบเจาะจง (n = 30) ระยะที่ 3 นำรูปแบบที่ได้ไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ครบทั้ง 4 องค์ประกอบ ประเมินผลระดับชุมชนเชิงกระบวนการ (process evaluation) และประเมินผลระดับบุคคลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (one-group pretest-posttest design) ในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุหรือฝ่าฝืนกฎจราจรในพื้นที่ศึกษา คัดเลือกแบบเจาะจง (n = 41)</p> <p> ผลการวิเคราะห์ตัวแปรเดียว พบว่า บทบาทของผู้ประสบอุบัติเหตุมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ขับขี่มีโอกาสเสียชีวิตต่ำกว่าผู้โดยสารอย่างชัดเจน (crude OR = 0.21; 95% CI = 0.09–0.51; p < .001) ขณะที่เพศ ช่วงเวลาเกิดเหตุ และการสวมหมวกนิรภัย/เข็มขัดนิรภัยไม่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์นี้ ข้อมูลเชิงพรรณนาและความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกนำไปพัฒนารูปแบบ A²S³HC ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ(Analysis+Agreement, Spot Improvement+Signage+Social Measures, Helmet Campaign, Checkpoint) ระยะที่ 3 จัดการจุดเสี่ยง 6 จุด จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังชุมชน และดำเนินโปรแกรมระดับบุคคล คะแนนความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรเพิ่มขึ้น 4.29 คะแนน (95% CI = 3.54–4.84; p < .001; Hedges' g = 2.01 [1.48, 2.54]) และพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยดีขึ้น 1.02 คะแนน (95% CI = 0.95–1.09; t = 29.007; p < .001)</p>
ภูริชา พัชรธรภากุล
ศุลีมาศ ราชประโคน
มณีรัตณ พันธุ์นิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1760
1773
-
การพัฒนาระบบแจ้งเตือนทางระบาดวิทยาผ่านแอปพลิเคชันมือถือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรคในชุมชน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300482
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ และความต้องการของผู้ใช้งาน พัฒนาระบบแจ้งเตือนทางระบาดวิทยาผ่านแอปพลิเคชันมือถือ และประเมิน ประสิทธิภาพ ความสามารถในการใช้งาน และความพึงพอใจของระบบต่อการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในชุมชน จังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินการตามแบบจำลอง ADDIE กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้นำด้านสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติ Paired t-test เปรียบเทียบก่อน และหลังใช้ระบบ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์เดิมมีปัญหาความล่าช้าในการรายงาน และเฝ้าระวังโรคที่ไม่เป็นปัจจุบัน (Real-time) ผู้วิจัยจึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทันโรค (Tan-Rok)” บนแพลตฟอร์ม LINE Official Account ซึ่งให้บริการแจ้งเตือน 4 ประเภท ได้แก่ การแจ้งเตือนก่อนฤดูฝน การแจ้งเตือนเมื่อพบผู้ป่วยรายใหม่ การแจ้งเตือนเมื่อค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายเกินเกณฑ์ (House Index > 10%) และการแจ้งเตือนกิจกรรมป้องกันโรค ตามหลัก 5ป. 1ข. 3เก็บ ผลการประเมินประสิทธิภาพ 4 ด้าน (ความถูกต้อง ความรวดเร็ว ความเสถียร และความสามารถในการใช้งาน) อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.09, S.D. = 0.734) คะแนน System Usability Scale อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.23, S.D. = 0.707) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.12, S.D. = 0.783) เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้ระบบ พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้ข้อมูล และการแจ้งเตือนหลังใช้ระบบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.16, S.D. = 0.75) สูงกว่าก่อนใช้ระบบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.45, S.D. = 0.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.001)</p>
ภูริชา พัชรธรภากุล
ปวีณ์ธิดา ไชยคำ
อมรพรรณ มาลัย
ปภัสสร โยวะกา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1774
1781
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังแบบ Homeward ในโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง: กรณีศึกษาโรงพยาบาลโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300546
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ และประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังแบบ Homeward รวมทั้งศึกษาผลระยะขยายผลในโรงพยาบาลโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบ ทดลองใช้และประเมินผล และปรับปรุงขยายผล ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ ประเมินผลทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานกลุ่ม Homeward 303 คน และกลุ่มผู้ป่วยในโรงพยาบาล 286 คน โดยไม่สุ่มจัดกลุ่ม ประเมินการดูแลตนเองและสุขภาพโดยรวมกลุ่มละ 110 คน และขยายผลในผู้ป่วยใหม่ 150 คน เครื่องมือประกอบด้วยแนวคำถามสัมภาษณ์ แบบบันทึกทางคลินิก SC-CII แบบประเมิน EQ-5D-5L และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ Welch’s t-test, paired t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการเดินทางและต้องการการติดตามต่อเนื่อง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินความพร้อม แผนดูแลรายบุคคล การเตรียมผู้ป่วยและผู้ดูแล การติดตามประสานงาน และการจัดการอาการผิดปกติและประเมินผล กลุ่ม Homeward มี HbA1c ลดลงเฉลี่ย 0.90 จุดร้อยละ ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 0.32 จุดร้อยละ แต่เมื่อปรับค่าตั้งต้นไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม (p = .281) กลุ่ม Homeward มีคะแนนการดูแลตนเองและความมั่นใจต่ำกว่า แต่มีความพึงพอใจสูงกว่า (p < .001) ส่วน EQ VAS ไม่แตกต่างกัน (p = .235) ระยะขยายผลติดตามครบตามแผนร้อยละ 92.7 ผู้ที่มีข้อมูลครบคู่มี HbA1c ลดลงเฉลี่ย 0.57 จุดร้อยละ (p < .001) ขณะที่ EQ VAS ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
นิโลบล ช่วยแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1818
1830
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย: กรณีศึกษาอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300657
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บริบท ปัญหา และช่องว่างของกลไกการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ และ (2) พัฒนาและประเมินผลรูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยใช้กลไก ศปถ.อำเภอ ด้านพฤติกรรมการขับขี่ ทัศนคติ ประสิทธิภาพของกลไก และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ดำเนินการ 1 วงรอบตามวงจร PAOR ของ Kemmis และ McTaggart เป็นระยะเวลา 6 เดือน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 คน และการสนทนากลุ่มด้วยกระบวนการ ORID ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มเป้าหมายก่อน-หลังดำเนินมาตรการ กลุ่มละ 341 คน (รวม 682 คน) และกลุ่มปฏิบัติการ 40 คน วิเคราะห์ด้วย Independent Samples t-test, Paired t-test และ Two-proportion Z-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าช่องว่างสำคัญของกลไกเดิม ได้แก่ การขาดระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ การดำเนินงานไม่ต่อเนื่อง ข้อจำกัดด้านทรัพยากรของ อปท. และการขาดกลไกบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่าย นำไปสู่การพัฒนารูปแบบฉบับสมบูรณ์ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) กลไก ศปถ.อำเภอเป็นแกนกลางอำนวยการ (2) ระบบข้อมูลอุบัติเหตุและสารสนเทศ (3) กลไกการมีส่วนร่วมโดยมี อปท. เป็นแกนหลัก และ (4) ระบบติดตามประเมินผลตามวงจร PAOR โดยปรับบทบาทให้ อปท. เป็นเจ้าภาพหลักระดับตำบล ขณะที่ ศปถ.อำเภอปรับเป็นหน่วยสนับสนุนเชิงนโยบาย ผลการทดลองใช้พบว่าคะแนนพฤติกรรมและทัศนคติความปลอดภัยทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) เช่นเดียวกับประสิทธิภาพของกลไก ศปถ.อำเภอ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (p < 0.001) สัดส่วนการมีใบอนุญาตขับขี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างร้อยละ 27.0, p < 0.001) และสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุในรอบ 6 เดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างร้อยละ 5.1, p = 0.046)</p>
จรูญ ดวงพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1831
1842
-
ผลของการดูแลสุขภาพที่บ้านภายใต้การมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพชุมชนต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลหาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299510
<p> การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการดูแลสุขภาพที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพชุมชนต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียง จำนวน 25 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากค่า G-Power ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ค่าอำนาจ ทดสอบที่ .80 และค่าอิทธิพลของตัวแปรที่ .05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 25 ราย เครื่องมือ คือกิจกรรมดำเนินการดูแลสุขภาพที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพชุมชน จำนวน 12 ครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน กระบวนการดูแลประกอบด้วยการมีส่วนร่วมในการคิด การตัดสินใจ การปฏิบัติงาน และการประเมินผลโดย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน Barthel ADL และแบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบราค ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.86 วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ <em>p-value</em> < 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value </em>< 0.001)</p> <p> </p>
วาสนา บุณยมณี
หทัยรัตน์ กระต่ายน้อย
ดวงดาว เทพทองคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1843
1851
-
การประเมินผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมกับชุมชน ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล JEE/IHR 2005 เขตสุขภาพที่ 6
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299585
<p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Risk Communication and Community Engagement: RCCE) ตามเกณฑ์ Joint External Evaluation (JEE) และ International Health Regulations (IHR 2005) ในเขตสุขภาพที่ 6 ศึกษาปัจจัยความสำเร็จ อุปสรรคและบทเรียนจากการดำเนินงาน และสังเคราะห์รูปแบบความสำเร็จในการขับเคลื่อนงาน โดยประยุกต์ใช้ CIPP Model ครอบคลุมด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต ใช้ข้อมูลทุติยภูมิระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2568 ประกอบด้วยผลการประเมิน RCCE ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 8 จังหวัด รวม 24 หน่วยวิเคราะห์ รายงานผลการขับเคลื่อนของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดชลบุรี 3 รายงาน และรายงานถอดบทเรียน 2 รายงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะ RCCE เพิ่มจาก 0.06±0.18 คะแนน ในปี พ.ศ. 2566 เป็น 3.29±1.20 คะแนน ในปี พ.ศ. 2567 และ 4.21±0.70 คะแนน ในปี พ.ศ. 2568 จังหวัดที่มีการดำเนินงานครบถ้วนระดับสีเขียวเพิ่มจาก 0 จังหวัด เป็น 2 จังหวัด (ร้อยละ 25.00) และ 6 จังหวัด (ร้อยละ 75.00) ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2568 ตัวชี้วัด R5.1 ระบบ RCCE สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 4.56±0.60 คะแนน รองลงมาคือ R5.2 การสื่อสารความเสี่ยง 4.06±0.80 คะแนน และ R5.3 การมีส่วนร่วมกับชุมชน 4.00±1.10 คะแนน ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสังเคราะห์ได้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำและการสนับสนุนของผู้บริหาร การบูรณาการความร่วมมือ การพัฒนาศักยภาพและการจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการข้อมูลและหลักฐาน และการพัฒนาระบบ RCCE อย่างยั่งยืน ก่อนนำมาสังเคราะห์เป็น 6C Success Model ประกอบด้วย Commitment, Coordination, Capacity Building, Coaching, Collaboration และ Continuous Improvement</p>
สิริลักษณ์ บัวเย็น
พงศ์ธณัช ขาวกระโทก
ประไพพิศ วิวัฒน์วานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1852
1861
-
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลเด็กโรคลมชักของผู้ดูแล โรงพยาบาลอุดรธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300394
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลเด็กโรคลมชักของผู้ดูแลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแลต่อโปรแกรมดังกล่าว เป็นการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลเด็กวัยเรียนอายุ 6–12 ปี จำนวน 45 ราย ซึ่งเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน และมารับบริการที่คลินิกโรคระบบประสาทเด็ก แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดและสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับโรคลมชัก แบบประเมินความรู้ แบบประเมินทัศนคติ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแล และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแล โปรแกรมการให้ความรู้ประกอบด้วยกิจกรรมจำนวน 4 ครั้ง ดำเนินการเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (paired-samples t-test) และการทดสอบ Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการวิจัย: ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 14.29 คะแนน (SD = 2.47) เป็น 18.27 คะแนน (SD = 1.30) (p < 0.001) และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 45.51 คะแนน (SD = 2.63) เป็น 58.02 คะแนน (SD = 1.53) (p < .001) ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยทัศนคติ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 63.04 คะแนน (SD = 7.78) เป็น 49.31 คะแนน (SD = 4.23) หรือลดลง 13.73 คะแนน (p < 0.001) ทั้งนี้ คะแนนทัศนคติที่ลดลงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติไปในทิศทางที่เหมาะสมมากขึ้นต่อการดูแลเด็กโรคลมชัก นอกจากนี้ ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการให้ความรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.90 คะแนน (SD = 0.33)</p>
นิลุบล เทศเรียน
วิภาวี เสนาลอย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1862
1876
-
การประเมินกระบวนการบริหารจัดการ และผลสัมฤทธิ์ของระบบบริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดแบบบูรณาการ จังหวัดอุบลราชธานี : การวิจัยเชิงประเมินผล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300307
<p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อม/บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิตและผลลัพธ์ของกระบวนการบริหารจัดการและผลสัมฤทธิ์ของระบบบริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดแบบบูรณาการ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้บริหารระดับยุทธศาสตร์ 15 คน ผู้รับผิดชอบงานจิตเวชและยาเสพติด 120 คน ผู้ปฏิบัติงาน 350 คน ภาคีเครือข่ายภายนอก 125 คน ผู้ป่วย/ผู้ดูแล 200 คน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับทำประชาพิจารณ์รูปแบบ/ข้อเสนอแนะ 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึก และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มเครื่องมือทุกฉบับมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ตั้งแต่ 80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการประเมินก่อนดำเนินโครงการพบว่า สภาวะแวดล้อม/บริบทอยู่ในระดับมาก (mean± SD= 4.45 ± 0.09) และปัจจัยนำเข้าอยู่ระดับปานกลาง (mean ± SD=3.42±0.36) ;ระหว่างดำเนินโครงการ พบว่า กระบวนการอยู่ในระดับมาก (mean ± SD=4.01 ± 0.11) ผลผลิตและผลลัพธ์ด้านการคัดกรองผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดพบว่า โดยรวมดำเนินการคัดกรองได้ครอบคลุม ร้อยละ 87.73 ของเป้าหมาย (คัดกรองได้ 4,225 ราย จากเป้าหมาย 4,816 ราย) จำนวนผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาในระบบบริการ 4,808 ราย อัตราการคงอยู่ในระบบบำบัด ร้อยละ 91.25 (ติดตามดูแลได้สำเร็จ 1,689 ราย จากเป้าหมาย 1,851 ราย) และหลังสิ้นสุดโครงการพบว่า ด้านความยั่งยืนของชุมชนล้อมรักษ์อยู่ในระดับมาก (Mean± SD = 4.37±0.08) ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลอยู่ในระดับมาก (Mean±SD = 4.47± 0.81) ดัชนีความรุนแรงของการเสพติด 7 มิติพบว่า มิติด้านสารเสพติด (Drug Usage) เป็นมิติเดียวที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความรุนแรงสะสมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 53.00) ผลสัมฤทธิ์ของระบบบริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดแบบบูรณาการที่เข้ารับการบำบัดรักษาพบว่า มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 93.33 (6,087 คน จาก 6,522 คน) เป็นผู้ที่เข้ารับการบำบัดรายใหม่เกินกว่าครึ่งหนึ่ง ร้อยละ 56.08 (3,659 คน) และเป็นผู้ป่วยที่กลับมารับการบำบัดซ้ำร้อยละ 43.92 (2,866 คน) ส่วนระดับความรุนแรงจากการประเมิน OAS Score พบว่า อยู่ในกลุ่มสีเขียว ร้อยละ 84.85 (5,237 คน) ส่วนพฤติกรรมการใช้สารเสพติดเป็นผู้เสพ" ร้อยละ 76.05 (4,977 คน)</p>
ชนะ หอมจันทร์
รัชนีพร เชื้อสระคู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1877
1888
-
การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมวัณโรค เครือข่ายสุขภาพจังหวัดหนองบัวลำภู
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300659
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบและประเมินผลรูปแบบการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมวัณโรคเครือข่ายสุขภาพจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้ให้บริการสุขภาพ 120 คน ผู้เชี่ยวชาญตรวจคุณภาพเครื่องมือวิจัย 7 คนและกลุ่มเสี่ยง 24,739 คน ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568–สิงหาคม 2569 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึก แบบสอบถามและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่มที่มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย (1) การดำเนินงานที่ผ่านมาพบปัญหาสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ 1) ด้านการคัดกรอง: ยังตกหล่นในกลุ่มประชากรแฝง แรงงานเคลื่อนย้าย และกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงยาก 2) ด้านการวินิจฉัย: รพ.สต. ยังขาดแคลนเครื่องมือวินิจฉัยรวดเร็ว ทำให้ค้นหาผู้ป่วยได้ล่าช้า และ 3) ด้านการดูแลรักษา: ผู้ป่วยบางส่วนขาดความต่อเนื่องในการรับประทานยา จนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะรักษาล้มเหลวและการเกิดเชื้อดื้อยา (2) รูปแบบฯ ที่ได้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 6 ขั้น คือ (1) การวางยุทธศาสตร์ และจัดสรรทรัพยากร (2) การคัดกรองเชิงรุกและส่งต่อชุมชน (3) การตรวจวินิจฉัยแม่นยำด้วยเทคโนโลยี (4) การกำกับการรักษาและดูแลในรายที่ซับซ้อน (5) การบริหารจัดการข้อมูล Real-time และ(6) การทบทวนคุณภาพและนิเทศติดตาม และ (3) ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า อัตราความครอบคลุมของการคัดกรองวัณโรคเชิงรุกในกลุ่มประชากรเสี่ยงสูงด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอก (CXR) คิดเป็นร้อยละ 95.78 (34,493 จากเป้าหมาย 36,014 คน) อัตราความครอบคลุมการขึ้นทะเบียนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 66.61 (465 จากเป้าหมายคาดประมาณ 698 คน) และ3) อัตราความสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ ในกลุ่มประชากรผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ คิดเป็นร้อยละ 96.25 (77/80 คน)</p>
ณฐกร จันทรเสนา
เชาวชื่น เชี่ยวการรบ
ฉันทนา ศรีภูแพน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1889
1900
-
การพัฒนาการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลในผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาฉีดอินซูลินหลังจำหน่าย โรงพยาบาลโกสุมพิสัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300661
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ ของ Kemmis & Mc Taggart(1988) ภายใต้วงจรการพัฒนาคุณภาพ (Plan-Act-Observe-Reflex : PAOR) โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลเพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาฉีดอินซูลินหลังจำหน่ายเพื่อพัฒนาแนวทางการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลในผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาฉีดอินซูลินหลังจำหน่ายและเพื่อประเมินผลการพัฒนาการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลโดยเปรียบเทียบค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกล เริ่มดำเนินการ ตุลาคม 2567 -มีนาคม 2569 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือระยะเตรียมการ ระยะดำเนินการ และระยะประเมินผล โดยคัดเลือกแบบเจาะจงคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาฉีดอินซูลินนอนรักษาตัวในตึกผู้ป่วยชายหรือตึกผู้ป่วยหญิงโรงพยาบาลโกสุมพิสัยด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ ในช่วงเดือน มีนาคม 2568-มีนาคม 2569 ติดตามและประเมินผู้ป่วยตั้งแต่เข้ารับการักษาตัวที่ตึกผู้ป่วยใน จนกระทั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลและติดตามการรักษาโดยผ่านระบบบริการเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) 5 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน</p> <p> ผลการศึกษาพบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.34 (19 ราย) เพศชาย ร้อยละ 36.66 (11 ราย) มีอายุเฉลี่ย 62 ปี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 80.00 (24 ราย) และประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักร้อยละ 43.33 (13 ราย) โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร้อยละ 53.34 (16 ราย) และภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร้อยละ 46.66 (14 ราย) หลังการเข้าร่วมระบบการบริบาลเภสัชกรรมทางไกลพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มจาก 5.16 เป็น 7.29 คะแนน (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับยารักษาเบาหวานเพิ่มจาก 13.81 เป็น 18.73 คะแนน (p < 0.05) ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 175.68–184.28 มก./ดล.) พบค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) <strong>ลดลงจาก</strong> 12.33 (±2.07 ) เป็น 10.73 (±1.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (p < 0.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติต่อการบริบาลเภสัชกรรมทางไกลพบว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมากร้อยละ 88.78 และความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ที่ให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลอยู่ในระดับพึงพอใจมากร้อยละ 88.00</p>
เนตรณภัทร แสนองอาจ
กรรณิกา ดรอินทร์
นิศารัตน์ ลืออุตติกุลวงศ์
มณีวรรณ ดาวาท
นราภรณ์ ท่อนโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1901
1908
-
การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงนวัตกรรมสู่ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อการสร้างอาชีพให้กับผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300662
<p> บทความวิจัยเรื่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงนวัตกรรมสู่ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อการสร้างอาชีพให้กับผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้และพัฒนาทักษะของแรงงานท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มสตรีผู้สูงอายุในชุมชนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายในพื้นที่ชุมชน จังหวัดปทุมธานื และเพื่อนำภูมิปัญญาและทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นภายในจังหวัดปทุมธานี มาสร้างสรรค์ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในการอนุรักษ์ พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายในพื้นที่ชุมชน จังหวัดปทุมธานี ตลอดจน เพื่อยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ภายในพื้นที่ชุมชน จังหวัดปทุมธานี และเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมเรารักษ์วัฒนธรรมวัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี ทุกคน จำนวน 37 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุในชุมชนยังมีโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ในระดับหนึ่ง หากได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับวัย โดยรูปแบบการถ่ายทอดความรู้ที่เหมาะสมควรเน้นการฝึกปฏิบัติจริง เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การนำนวัตกรรมหรือความรู้ใหม่มาประยุกต์ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของผู้สูงอายุสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างโอกาสทางอาชีพได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านสุขภาพ การเข้าถึงเทคโนโลยี และงบประมาณในการสนับสนุน</p>
ประเสริฐ สิทธิจิรพัฒน์
ปัทมา โกเมนท์จำรัส
ภาวิศา การัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1909
1916
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300663
<p> การศึกษาเชิงวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สังเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ศึกษาสถานการณ์ บริบท และพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม 389 คน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและดูแลรับผิดชอบชมรม 20 คน พร้อมนำข้อมูลมาร่างรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหาร ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ทดลองพัฒนาในกลุ่มขนาดเล็ก 2 ครั้งรวม 10 คนได้ผลตามจุดมุ่งหมาย ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1. การสื่อสารวัฒนธรรมใหม่ใส่ใจสุขภาพ 2. ปรับพฤติกรรมเปลี่ยนสุขภาพ และ 3. เส้นทางเครือข่ายสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และติดตามผลในสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนซ้ำ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านอาหารและพฤติกรรมการรับประทานอาหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในมิติของกลุ่ม เวลา และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกับเวลา โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังได้รับโปรแกรม ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อขยายผลไปยัง 13 อำเภอ พบว่า ความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กุมภาพันธ์ 2569 – มิถุนายน 2569 หลังดำเนินการ 8 เดือน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิม จังหวัดนราธิวาส กุมภาพันธ์ 2569 – มิถุนายน 2569 ก่อนดำเนินการ หลังดำเนินการ 4 เดือน และหลังดำเนินการ 8 เดือน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลังดำเนินการ 8 เดือน มีค่าคะแนนมากที่สุดในทุกด้าน และผลต่อสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 30.61 ในปีปัจจุบันมีผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 1,466 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.21 โดยลดลงจากกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 22.40</p>
รูซือมัน อาแวเง๊าะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1917
1931
-
การพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก 3อ ของผู้สูงอายุ จังหวัดนราธิวาส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300664
<p> การพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ ของผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ที่ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) และใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบและทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก 3อ ของผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยและพัฒนาที่ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสานและใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การสังเคราะห์รูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ ของผู้สูงอายุ ขั้นตอนนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ มีการดำเนินงาน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 389 คน ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 29 คน ระยะที่ 3 การทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส 78 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired samples t-test ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เท่ากับ .820 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ เท่ากับ .856</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่ถูกพัฒนาใช้แนวคิดแบบจำลอง V-Shape ประกอบด้วย 18 กิจกรรม ผลการทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบ ดังนี้ 1) ผู้สูงอายุมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเฉลี่ยสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation">= 4.61, S.D.= .574) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก อ3 มีประสิทธิผลอยู่ในระดับดีมาก</p> <p> การขยายผลและประเมินประสิทธิผลรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารของผู้สูงอายุมุสลิมจังหวัดนราธิวาส จำนวน 13 อำเภอ วันที่ 1 มิถุนายน 2569-31 กรกฎาคม 2569 โดยรวมและรายด้านเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับมากละมากที่สุด โดยภายหลังการทดลองผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ทั้งโดยรวมและรายด้าน ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก 3อ ของผู้สูงอายุ ในภาพรวมอยู ่ในระดับมากที่สุด และ ผลต่อสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 33.04 ในปีปัจจุบันมีผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 1,832 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.26 โดยลดลงจากกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสมเฉลี่ยต่อปี ร้อยละ 22.78</p>
รูซือมัน อาแวเง๊าะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1932
1945
-
ผลของโปรแกรมฝึกทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยเทคนิคไม่ใช้มือจับต้องต่อทักษะการให้นมทารก การขับถ่าย น้ำหนักตัว และระดับบิลิรูบินของทารกแรกเกิดในมารดาที่มีบุตรคนแรก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299482
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยเทคนิคไม่ใช้มือจับต้องต่อทักษะการให้นมทารก การขับถ่าย น้ำหนักตัว และระดับบิลิรูบินของทารกแรกเกิด กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดและทารกแรกเกิด 42 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯร่วมกับการดูแลตามมาตรฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว เครื่องมือทดลองคือโปรแกรมฯที่พัฒนาขึ้น มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC=0.87) รวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินทักษะการให้นมทารก แบบบันทึกการขับถ่าย น้ำหนักตัว และระดับบิลิรูบินทางผิวหนังของทารกมีค่าความตรงและความเชื่อมั่นที่ 0.706 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test, Mann–Whitney U test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า มารดากลุ่มทดลองมีทักษะการให้นมทารกสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p < .001) ทารกกลุ่มทดลองมีจำนวนครั้งการขับถ่ายอุจจาระในวันที่ 3 หลังคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .008) ในขณะที่จำนวนครั้งการขับถ่ายปัสสาวะ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวที่ลดลง และระดับบิลิรูบินทางผิวหนังของทารกไม่แตกต่างกัน</p>
มินตรา ภักดีศรี
สมสกูล นีละสมิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1946
1959
-
ประสิทธิผลของแนวทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบประคับประคองในชุมชน อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/299528
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบประคับประคองในชุมชน อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ ต่อสมรรถนะและความมั่นใจทางคลินิกของพยาบาล อาการรบกวน ความสุขสบาย และการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะประคับประคอง 24 คน ดำเนินการศึกษาช่วง มกราคม–สิงหาคม 2569 เครื่องมือทดลองคือแนวทางการพยาบาล (NCPG) ที่ครอบคลุมระบบปรึกษาทางคลินิก การเข้าถึงยาแก้ปวดโอปิออยด์ และการประเมินมิติจิตวิญญาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบวัดสมรรถนะ แบบวัดความมั่นใจทางคลินิก แบบประเมิน PPS, ESAS, แบบสอบถามความสุขสบาย และแบบบันทึกการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test, Wilcoxon Signed Ranks Test และสถิติพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังใช้แนวทางฯ พยาบาลมีคะแนนสมรรถนะเพิ่มขึ้น (<em>p</em> < 0.001) และความมั่นใจทางคลินิกเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นมาก (<em>p</em> = 0.003) สำหรับผู้ป่วย พบว่าอาการปวด เหนื่อย/อ่อนเพลีย คลื่นไส้ วิตกกังวล และเบื่ออาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> < 0.05) ระดับความสุขสบายเพิ่มขึ้นจากปานกลางเป็นมาก (<em>p</em> < 0.001) ขณะที่คะแนน PPS ลดลงตามธรรมชาติของโรคมะเร็งระยะลุกลาม (<em>p</em> = 0.002) และผู้ป่วยร้อยละ 81.82 ไม่มีการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผน</p>
ปาราลี ประสงค์
กรรณิการ์ ชัยนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1960
1971
-
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง ในโรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/300550
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลและประสบการณ์ ปัจจัยด้านสติปัญญา – การรับรู้ และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง เป็นการวิจัยแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาใน CKD clinic โรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง จำนวน 90 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้ภาวะสุขภาพ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในอดีต การรับรู้ประโยชน์ของการกระทำ การรับรู้อุปสรรคต่อการกระทำ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้สึกที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติกิจกรรม อิทธิพลระหว่างบุคคล อิทธิพลด้านสถานการณ์ และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลและประสบการณ์ ด้านการรับรู้ภาวะสุขภาพ และด้านพฤติกรรม<br>ที่เกี่ยวข้องในอดีต (Prior related behavior) โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ปัจจัยด้านสติปัญญา – การรับรู้ ด้านการรับรู้ประโยชน์ของการกระทำ ด้านการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ด้านความรู้สึกที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติกิจกรรม ด้านอิทธิพลระหว่างบุคคล และด้านอิทธิพลด้านสถานการณ์ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี และพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง โดยภาพรวมมีการปฏิบัติบ่อยครั้ง จากผลทดสอบสมมติฐานพบว่า ตัวแปรการรับรู้ภาวะสุขภาพ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในอดีต การรับรู้อุปสรรคต่อการกระทำ และอิทธิพลด้านสถานการณ์ มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยตัวแปรการรับรู้ภาวะสุขภาพ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในอดีต ร่วมกันทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเอง ได้ร้อยละ 33 ส่วนตัวแปรการรับรู้อุปสรรคต่อการกระทำ และอิทธิพลด้านสถานการณ์ ร่วมกันทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเอง ได้ร้อยละ 41 </p>
เจนจิรา ตั่นเล่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ
2026-09-30
2026-09-30
11 3
1972
1982