วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej <p><strong>Journal of Environmental Education Medical and Health</strong><br /><strong>วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ<br />Print ISSN: 3027-8678<br />Online ISSN: 3027-866X</strong></p> th-TH lampan221@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ นพ.สุรเชษฐ์ ภูลวรรณ ) chakkaphan1986@gmail.com (นายจักรพันธ์ โพธิ์มาตย์) Wed, 31 Dec 2025 17:07:29 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288765 <p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุกในการทำงาน และศึกษาแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ศึกษาในประชากรพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาลในโรงพยาบาลทั้งหมด จำนวน 64 คน และกลุ่มตัวอย่างในการสนทนากลุ่ม คือ อาสาสมัครพยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 2 ส่วนได้แก่ 1) แบบประเมินความผาสุกในการทำงาน Workplace Wellbeing Questionnaire <strong>(</strong>WWQ) และ 2) แนวคำถามในการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาล ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคของ WWQ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน องค์กรให้ความสำคัญกับบุคลากร การดูแลของนายจ้างและการทำงานรบกวนชีวิตส่วนตัว มีค่าเท่ากับ 0.83, 0.86, 0.91 และ 0.85 ตามลำดับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่อยู่ในระดับปานกลาง ทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน องค์กรให้ความสำคัญกับบุคลากร การดูแลของนายจ้าง และการทำงานรบกวนชีวิตส่วนตัว(mean = 27.59, S.D.= 5.34; mean = 18.43, S.D. = 4.36; mean = 19.87, S.D. = 5.53 และ mean = 9.48, S.D. = 4.75 ตามลำดับ) และแนวทางในการส่งเสริมความผาสุกในการทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ในระดับองค์กร ได้แก่ 1) การพัฒนาความรู้ความสามามารถในการทำงาน 2) การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย 3) การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ 4) การสร้างจิตวิญญาณในการทำงาน 5) การจัดกิจกรรมสร้างความรักและความผูกพันต่อองค์กร และ 6) การพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม และในระดับบุคคล ได้แก่ 1) การตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของงาน 2) การดูแลผู้ป่วยด้วยใจ 3) การทำตนให้มีเป็นประโยชน์ในการทำงาน 4) การมุ่งมั่นในการทำงาน 5) การสร้างความรักในวิชาชีพ เพื่อนร่วมงานและองค์กร 6) การรับผิดชอบ และ7) การคิดเชิงบวก</p> ชมภูนุช ทัศนศรีวรการ , ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์, สมใจ ศิระกมล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288765 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อุบัติการณ์ของมะเร็งแฝงในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตันโดยไม่ทราบสาเหตุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288918 <p> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของมะเร็งแฝงในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นครั้งแรกว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตันโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unprovoked DVT) โดยรวมผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น DVT และได้รับการยืนยันผลด้วยการตรวจทางภาพถ่าย (เช่น อัลตราซาวนด์ Doppler, CT หรือ MRI) ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2562 (ค.ศ. 2009 – 2019) ได้ทบทวนเวชระเบียนเพื่อประเมินการเกิดมะเร็งแฝงภายหลังในผู้ป่วยที่มี DVT ทั้งชนิดมีสาเหตุ (Provoked) และไม่มีสาเหตุ (Unprovoked)</p> <p> ผลการศึกษา: ในช่วงปี 2009 – 2019 มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น DVT ทั้งหมด 1,770 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันด้วยการตรวจทางภาพถ่ายจำนวน 666 ราย ในจำนวนนี้ 188 ราย (คิดเป็น 28%) เป็นผู้ป่วย Unprovoked DVT ภายหลังพบว่ามีมะเร็งแฝงในผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวน 28 ราย คิดเป็น 14.8% ของผู้ป่วย Unprovoked DVT ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้เป็นเพศชาย 11 ราย (40%) และเพศหญิง 17 ราย (60%) มะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) คิดเป็น 36% ส่วนในเพศหญิงพบมะเร็งทางนรีเวช (Gynecological malignancies) มากที่สุด คิดเป็น 41%</p> นฤเทพ หนูไชยแก้ว, อภิวัฒน์ วัฒนกุล, ชรินทร แพทยนันทเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288918 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะเชิงจริยธรรมของพยาบาลโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288957 <p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะเชิงจริยธรรมของพยาบาลโรงพยาบาลพุทธชินราช และศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงจริยธรรมของพยาบาลโรงพยาบาลพุทธชินราช กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลจำนวน 341 คนคัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดสมรรถนะเชิงจริยธรรมในพยาบาลวิชาชีพ และแบบสอบถามแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงจริยธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและการสรุปและจัดหมวดหมู่เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าสมรรถนะเชิงจริยธรรมของพยาบาลโรงพยาบาลพุทธชินราช โดยรวมอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.22, SD = 0.67) และสมรรถนะเชิงจริยธรรมรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับสูง ได้แก่การแสดงความอ่อนไหวทางอารมณ์และคุณค่าของการให้การดูแลที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.30 , SD = 0.70) การลงมือทำในขณะ ที่ให้การดูแลที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.22 , SD = 0.67) การลงมือทำเพื่อการเรียนรู้ที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.23 , SD = 0.65) และการสร้างผลงานเพื่อการดูแลที่ดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.13 , SD = 0.66)</p> อิสราภรณ์ ปัญญา, กุลวดี อภิชาติบุตร, อรอนงค์ วิชัยคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/288957 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 พัฒนาการส่งเสริมและป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289035 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามกรอบของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาเด็กปฐมวัย 12 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และเด็กปฐมวัยอายุ 6–12 เดือน จำนวน 127 ราย ที่เข้ารับบริการคลินิกสุขภาพเด็กดี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประวัติ โภชนาการ และการตรวจเลือด (Hct) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ Paired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่ามีปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนนโยบายระดับอำเภอ ความร่วมมือสหสาขาวิชาชีพ และการพัฒนาความรู้ของครอบครัว การดำเนินงานเชิงระบบสามารถเพิ่มการคัดกรองภาวะซีดจาก 65% เป็น 100% (p&lt;0.001) อัตราภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กลดลงจาก 24.7% เหลือ 13.5% (p=0.02) เด็กที่มีภาวะซีดได้รับการรักษาครบ 100% เพิ่มขึ้นจาก 72% (p&lt;0.001) ค่าเฉลี่ย Hct เพิ่มจาก 29.5% เป็น 33.5% (p=0.03) และการคัดกรองพัฒนาการพบเด็กสงสัยล่าช้า 38 รายซึ่งได้รับการติดตามแก้ไขครบถ้วน</p> มะลิวัลย์ เศรษฐบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289035 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการปรับพฤติกรรมการยั้งคิดต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยชุมชนมีส่วนร่วม สำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289036 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปรับพฤติกรรมการยั้งคิดต่อการบริโภคอาหารโดยชุมชนมีส่วนร่วม สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมต่อพฤติกรรมการบริโภค ค่า HbA1c และการใช้ยา การวิจัยเป็นแบบปฏิบัติการมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ร่วมกับระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed-Method) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหา การวางแผนแบบมีส่วนร่วม การดำเนินการตามแผน การประเมินผลด้วย CIPP model และการถอดบทเรียน กลุ่มตัวอย่างเชิงประเมินผล 315 คน คัดเลือกจากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ ≥60 ปี ด้วยการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ บันทึกผลตรวจ HbA1c และการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย Paired t-test และ McNemar test ส่วนเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องชัดเจนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาถึงการสังเคราะห์โมเดล กิจกรรมสำคัญคือคู่มือฝึกยั้งคิด เวิร์กช็อป การโค้ชรายเดือน และระบบติดตามผลเชิงชุมชน ด้านผลลัพธ์ คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) ร้อยละของผู้มีคะแนนระดับ “ดี” เพิ่มจาก 35.6 เป็น 72.4 ภายใน 6 เดือน ระดับ HbA1c เฉลี่ยลดจาก 8.7% เหลือ 7.4% (−1.3%, p&lt;0.001) โดยร้อยละ 12.5 เข้าสู่เกณฑ์ remission และ 28.6 สามารถลดขนาดยาลงได้ ผลการถอดบทเรียนสังเคราะห์เป็น “โมเดลการยั้งคิดต่อการบริโภคอาหารโดยชุมชนมีส่วนร่วม” ที่ประกอบด้วยการสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนจากครอบครัวและ อสม. ระบบติดตาม และการเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพ</p> นพดล คำแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289036 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง ตำบลนาขอ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289094 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ดำเนินการในพื้นที่ตำบลนาซอ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ จำนวน 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 29 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 29 คน โปรแกรมใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง 2) การฝึกปฏิบัติพฤติกรรม เช่น การเลือกอาหาร การออกกำลังกาย และการกินยาตามแพทย์สั่ง 3) การสนับสนุนจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและกระตุ้นให้ปฏิบัติต่อเนื่อง และ 4) การติดตามเยี่ยมบ้านโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อให้คำแนะนำเฉพาะราย กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามแนวทางคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square, Fisher’s exact test, Wilcoxon signed ranks test, Mann-Whitney U test และ McNemar test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001) โดยผู้สูงอายุมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การจัดการความเครียด และการกินยาควบคุมความดันโลหิตตามคำแนะนำแพทย์ อีกทั้งจำนวนผู้ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) แสดงให้เห็นว่าการเสริมสร้างความรู้ ความเชื่อมั่น และแรงสนับสนุนทางสังคมมีผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุ</p> นริสา จันทะบุตร, สุมัทนา กลางคาร, รุจิรา โนนสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289094 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค และติดตามผลการดำเนินงานด้านสาธารณสุขโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปี 2567 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290188 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบทกลยุทธ์การดำเนินงาน ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและติดตามผลการดำเนินงานด้านสาธารณสุขโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี และ<em>โรงพยาบาล</em>ส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค และติดตามผลการดำเนินงานด้านสาธารณสุขโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย &nbsp;3) เพื่อศึกษาผลของกระบวนการพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและติดตามผลการดำเนินงานด้านสาธารณสุขโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. วิเคราะห์สถานการณ์ &nbsp;2.ระยะพัฒนารูปแบบ 3.ระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 23 คน จากหน่วยงานในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 13 คน และผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 78 คน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่า การมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ ในประเด็นการมีส่วนร่วมในขั้นตอนการปฏิบัติจริง เท่ากับ 4.17 (ระดับมาก) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย/แผนงาน เท่ากับ 4.14 (ระดับมาก) และพบว่าระดับผลการดำเนินงาตัวชี้วัดตามแผนกลยุทธ์ รวมทั้ง &nbsp;3 ด้าน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี จำนวน 66 แห่ง คิดเป็นเป็นร้อยละ 84.62 รองลงมาคือระดับดีมาก จำนวน 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 12.82 และระดับปานกลางจำนวน 2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 2.56 ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก (2JCA) ได้แก่ ศึกษาบริบทการดำเนินงานการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Context), การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานร่วมกัน (Joint strategy), การกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกัน Joint Planning , การถอดบทเรียนร่วมกัน (After Action Review)</p> สุรศักดิ์ หงส์เวียงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290188 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน CBTx “ชุมชนล้อมรักษ์” อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289250 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบ CBTx ที่เหมาะสมกับบริบทอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ด้วยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยแกนนำชุมชน ภาคีเครือข่าย ผู้ป่วยยาเสพติด และญาติ รวม 45 คน ดำเนินการตามกรอบ Action Research และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้า</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ CBTx “ชุมชนล้อมรักษ์” มี 4 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างการรับรู้และประชาคม 2) การจัดตั้งคณะทำงานและบูรณาการหลายภาคส่วน 3) การจัดกิจกรรมบำบัด เช่น ดนตรีบำบัด กีฬาบำบัด ฝึกอาชีพ และกิจกรรมเสริมสร้างคุณค่าชีวิต 4) การติดตามและประเมินผลต่อเนื่อง ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย 12 ใน 15 คน (ร้อยละ 80) ลด ละ เลิกการเสพได้ต่อเนื่อง และร้อยละ 86.7 มีสุขภาพกายและจิตดีขึ้น ครอบครัวและชุมชนให้การยอมรับและสนับสนุน ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่า ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 3.35 เป็น 4.20 (p&lt;0.001) โดยเฉพาะด้าน “ร่วมคิด” และ “ร่วมรับผลประโยชน์” ขณะเดียวกันคดียาเสพติดในพื้นที่ลดลงร้อยละ 25</p> มะลิวัลย์ เศรษฐบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289250 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289317 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาล และเพื่อประเมินผลของรูปแบบดังกล่าวต่อระดับความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วย การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีกระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และความต้องการในการดูแลผู้ป่วย ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการดูแล และระยะที่ 3 การทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะหายใจลำบากซึ่งมารับบริการที่คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน คัดเลือกด้วยวิธีการเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้าและความสมัครใจ กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินอาการและวางแผนการดูแลรายบุคคล 2) การดูแลทางกายและการจัดการอาการหายใจลำบาก เช่น การฝึกหายใจแบบ Pursed-lip breathing การจัดท่าลดหอบ และการออกกำลังกายเบา 3) การให้ความรู้และสนับสนุนด้านจิตสังคมแก่ผู้ป่วยและครอบครัว และ 4) การติดตามและประเมินผลต่อเนื่องโดยใช้การเยี่ยมบ้านและแบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก (Modified Medical Research Council Dyspnea Scale: mMRC) แบบสอบถามคุณภาพชีวิต St. George’s Respiratory Questionnaire (SGRQ) และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการดูแลตามรูปแบบ กลุ่มทดลองมีอาการหายใจลำบากลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าเฉลี่ย mMRC ก่อนทดลอง 2.33 ± 0.68 หลังทดลอง 1.20 ± 0.55; p &lt; 0.001) คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (คะแนนรวม SGRQ ก่อนทดลอง 58.4 ± 12.5 หลังทดลอง 42.1 ± 10.8; p &lt; 0.001) และมีความพึงพอใจต่อการดูแลในระดับสูง ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ตวิษา อนุภัย, ทรงสมร สวนจันทร์, ผกาพรรณ สายโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289317 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชน เขตตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290199 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชน ประชากรคือ ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 25-59 ปี เขตตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 2,344 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel จำนวน 385 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชน ทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value&lt;0.001) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับของประชาชน ประกอบด้วย การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (P-value&lt;0.001) การจัดการตนเองให้มีความปลอดภัย (P-value=0.001) การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ (P-value=0.004) การสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพ (P-value=0.004) ทำนายได้ร้อยละ 14.4 (R<sup>2 </sup>=0.144)</p> <p>&nbsp; &nbsp;</p> พุฒิพงศ์ มากมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290199 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้ภาวะและพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290200 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วิจัยนี้เป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หมู่ที่ 4 บ้านลานสอ วังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านลานสอ รวบรวม จำนวน 120 คน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ภาวะโรคของผู้ป่วยวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ภาวะโรคของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงพฤติกรรมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงความดันโลหิตสูงพฤติกรรมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับพฤติกรรมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจศึกษาภาคตัดขวางจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หมู่ที่ 4 บ้านลานสอ ตำบลวังประจบอำเภอเมือง จังหวัดตาก ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานสอ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และไคสแควร์นวน (Frequency)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการดำเนินการพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีผู้ป่วยอายุ 60–69 ปี มีจำนวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 72.50 จากการกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะมีระดับความรู้ที่ถูกต้อง ในด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามเท่ากับ (𝑥̅=39.07,S.D=0.001*) ส่วนการรับรู้ถึงความรุนแรงของการเป็นโรค ค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามเท่ากับ (𝑥̅=27.33,S.D=0.001*) พฤติกรรมการบริโภคของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามเท่ากับ (𝑥̅=29.35,S.D=0.001*)</p> เมธี สุทธศิลป์ , สิริวิมล เกิดศรี, อาทิตย์ เข็มทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290200 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในระยะเปลี่ยนผ่าน โรงพยาบาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290203 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Rresearch) แบบ 1 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการการส่งเสริมความสามรถของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเปลี่ยนผ่าน โรงพยาบาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 30 ราย เก็บข้อมูล แบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ การรับประทานอาหาร การขึ้นลงเตียง การล้างหน้า แปลงฟัน หวีผม การเข้าห้องน้ำ การอาบน้ำ การเคลื่อนไหว นั่ง ยืน เดิน การแต่งตัว การขับถ่ายอุจจาระ และการขับถ่ายปัสสาวะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเปลี่ยนผ่าน หลังการทดลอง&nbsp;&nbsp; สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05)โปรแกรมการส่งเสริมความสามรถของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเปลี่ยนผ่านโรงพยาบาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ทำให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเรื่องการรับประทานอาหาร การขึ้นลงเตียง การล้างหน้า แปลงฟัน หวีผม การเข้าห้องน้ำ การอาบน้ำ การเคลื่อนไหว นั่ง ยืน เดิน การแต่งตัว การขับถ่ายอุจจาระ และการขับถ่ายปัสสาวะเพิ่มขึ้น</p> สุกัลยา คำประพัฒน์ , วีณา อิศราวกูร ณ อยุธยา , ธิดารัตน์ เลิศวิทยากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290203 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้สุขศึกษาต่อความรู้ ความเครียด และการปฏิบัติตัวหลังคลอด ในมารดามาคลอด ณ โรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290217 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และความเครียดระหว่างกลุ่มที่ได้รับความรู้ตามการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มที่ได้รับการให้ความรู้ตามโปรแกรมการให้สุขศึกษา เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เปรียบเทียบสองกลุ่มระหว่างมารดาหลังคลอดที่ได้รับความรู้ตามการพยาบาลตามปกติ และมารดาที่ได้รับการให้ความรู้ตามโปรแกรมการให้สุขศึกษา ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 – เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ใช้กรอบแนวคิด ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem Self-care Theory) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยคือ โปรแกรมการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหลังคลอดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากกรอบแนวคิดการพยาบาลของโอเร็ม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3 ท่าน ได้ค่า CVI = .80 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังคลอด หาค่าความเชื่อมั่นได้สัมประสิทธิ์แอลฟาคอลบอคเท่ากับ .70 และแบบประเมินความเครียด (Suanprung Stress Test 20) ของโรงพยาบาลสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และความเครียดระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Mann-Whitney U</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้หลังทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม และค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดหลังทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความเครียดต่ำกว่ากลุ่มควบคุม</p> ประทุมพร แสนโยธา, อัยย์ชาร์ สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290217 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาเชิงคุณภาพการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในชุมชน : กรณีศึกษาประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290218 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลของประชาชนในชุมชน ผ่านทางการสัมภาษณ์เชิงลึก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ พฤติกรรมการซื้อยาและใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเจ็บป่วย ช่องทางการเข้าถึงยาปฏิชีวนะ และช่องทางการรับข้อมูลในการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยผู้ให้ข้อมูลคือ ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายก จาก 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี จำนวน 22 คน คัดเลือกตัวแทนผู้ให้ข้อมูลด้วยวิธี Snowball technique</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; จากผลการศึกษาพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบ และระหว่างวิธีการรักษาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัส กับการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้มีพฤติกรรมการซื้อยาใช้เองจากร้านขายยา และร้านชำเมื่อเจ็บป่วยด้วยสามโรคหลัก ได้แก่ หวัดเจ็บคอ ท้องเสียอาหารเป็นพิษ และเป็นแผลสด นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูลแสดงความคิดเห็นว่า ภายในชุมชนยังขาดการประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล รวมถึงการที่โรงพยาบาลของรัฐ และคลินิกยังคงมีการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะมากกว่าร้อยละ 50 ในสามโรคหลัก</p> อิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ , เพชรลดา บริหาร , พุฒิพงศ์ มากมาย , มนิษฐาวดี ชัยสวัสดิ์ , อาภัสรี บัวประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290218 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาต้นแบบในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสำหรับเยาวชนและชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290221 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาต้นแบบในการป้องกัน และแก้ไข ปัญหายาเสพติดสำหรับเยาวชน และ2) ศึกษาผลการดำเนินการตามต้นแบบในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสำหรับเยาวชนอย่างต่อเนื่องในสถานศึกษา ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยเยาวชน 50 คน ครู 30 คน และครอบครัว 30 คนดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน เมษายน 2566 - ตุลาคม 2568 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวัดความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด แบบสอบถามทักษะในการป้องกันยาเสพติด แบบสอบถามความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำ แบบสอบถามพฤติกรรมในการป้องกันยาและสารเสพติด แบบสอบถามสัมพันธภาพภายในครอบครัว และแบบสอบถามความพึงพอใจของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบก่อนหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติpaired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาต้นแบบหรือชุดโปรแกรมในการป้องกัน และแก้ไข ปัญหายาเสพติดสำหรับเยาวชน ทั้ง 3 กลุ่ม วิเคราะห์ค่าคะแนนความรู้ ความตั้งใจ ทักษะ และพฤติกรรมในการป้องกัน ยาเสพติดของเยาวชนหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในส่วน ของเยาวชน ครอบครัว และครู โดยกลุ่มครูมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด</p> ลัดดา ขอบทอง, สุกุมา แสงเดือนฉาย, มะลิ แสวงผล, ศศิภรณ์ วิงวอน , สรารัตน์ ปิดนุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290221 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียด และคุณภาพชีวิตการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290225 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey rsearch by cross - sectional study) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับความเครียด ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับคุณภาพชีวิตการทำงานของ อสม. ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 154 คน ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด และแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน ดังนี้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความเครียดโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ( =2.04, S.D.=0.71) (2) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับดี ( =3.66, S.D.=0.53) และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับคุณภาพชีวิตการทำงานอยู่ในระดับน้อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.32, <em>p</em>-value &lt; .01) และเมื่อจำแนกความสัมพันธ์รายด้านของความเครียด ประกอบด้วย ด้านความคิด ด้านอารมณ์ และด้านร่างกาย พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.30, -0.30, และ -0.22, <em>p</em>-value &lt; .01)</p> พุฒิพงศ์ มากมาย , เพชรลดา บริหาร, ณัฐกรานต์ บุญชู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290225 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรม i-CARE ในการวางแผนดูแลก่อนกลับบ้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด ในผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือและแผลกดทับ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290228 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม i-CARE ต่อความรู้และทักษะการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วย, อัตราการติดเชื้อในกระแสเลือด และการกลับมารับการรักษาซ้ำภายใน 28 วันหลังจำหน่าย รวมถึงศึกษาความพึงพอใจต่อโปรแกรม งานวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อน–หลัง (One-group pretest–posttest) นี้ ศึกษาในผู้ดูแลผู้ป่วย 40 คน ใช้โปรแกรม i-CARE รายบุคคลแก่ผู้ดูแลก่อนจำหน่าย โดยให้ความรู้ ฝึกทักษะ และติดตาม เกี่ยวกับการจัดการดูแลอุปกรณ์ช่วยเหลือ (สายสวนปัสสาวะ/สายให้อาหาร), หลักการทำแผลและป้องกันแผลกดทับ, อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อรุนแรง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test และ McNemar's Test (p &lt; 0.05) ผลการวิจัย พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม i-CARE คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 5.70 ±1.49 เป็น 9.35 ±5.27 (p = 0.010) และทักษะการดูแลที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 37.50 เป็นร้อยละ 85.00 (p &lt; 0.001) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้อัตราการกลับมารับการรักษาซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถติจากร้อยละ 30.00 เป็นร้อยละ 5.00 (p &lt; 0.01}) และไม่พบการติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ดูแลมีความพึงพอใจสูง ค่าเฉลี่ย 4.63 ±0.48</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อสรุป : โปรแกรม i-CARE มีประสิทธิผลสูงในการเพิ่มความรู้และทักษะของผู้ดูแล ลดความเสี่ยงการติดเชื้อและอัตราการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วย แสดงถึงศักยภาพในการนำไปใช้เป็นมาตรฐานการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</p> กาญจนา วัชรพาณิชย์, ดวงมณี วิยะทัศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290228 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบเป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290231 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบเป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 2 และ (2) ประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงานรูปแบบดังกล่าวในพื้นที่ต้นแบบที่เป็นตัวแทนของประชากรในเขตสุขภาพที่ 2 ได้แก่ เทศบาลตำบลทุ่งหลวง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งชนบท และเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งเมือง ภายใต้กรอบแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ตามแนวทางของ Crane และ O’Regan เพื่อให้ได้แนวทางพัฒนาและรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน กระบวนการดำเนินงานยึดหลัก 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกต การสะท้อนคิด การวางแผน การปฏิบัติ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ (1) การศึกษาสถานการณ์และบริบทพื้นที่ (2) การสร้างและพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ (3) การประเมินผลและถอดบทเรียนรูปแบบการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Methods)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 2 เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรศาสนา ภาคเอกชน และประชาชนในชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนตามกรอบขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2007) ครอบคลุมทั้ง 8 ด้านของชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลทุ่งหลวงเน้นการขับเคลื่อนผ่านกลไกชุมชนและอาสาสมัคร ส่วนเทศบาลเมืองวิเชียรบุรีเน้นการบูรณาการระบบบริการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผลการประเมินหลังดำเนินโครงการพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งสองพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ สุขภาพกาย จิตใจ สัมพันธภาพทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเทศบาลตำบลทุ่งหลวงมีค่าเฉลี่ยคุณภาพชีวิตเพิ่มจาก 93.15 (SD = 10.53) เป็น 119.51 (SD = 6.17) ขณะที่เทศบาลเมืองวิเชียรบุรีเพิ่มจาก 91.64 (SD = 14.28) เป็น 98.58 (SD = 7.92) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน</p> รัชฎา จอปา , ตวงทิพย์ เชื้อผู้ดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290231 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเครียด และพฤติกรรมเผชิญความเครียดของนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290232 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด สาเหตุของความเครียดของนักศึกษา และวิธีการเผชิญความเครียดของนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ที่กำลังศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 115 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามความเครียดของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 4 ด้าน ซึ่งมีค่าความน่าเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 ประกอบด้วยด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านทักษะในการเรียน ด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน และด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยตนเองทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายหาจำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 62.6 เป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 42.6 ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวระดับปานกลาง จำนวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 77.4 ระดับความเครียดของนักศึกษาฯ ภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.27 (S.D.=1.02) โดยด้านทักษะในการเรียน มีระดับความเครียดมาก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 3.64 (S.D.=0.05) และด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน มีระดับความเครียดปานกลาง มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดเท่ากับ 3.03 (S.D.=0.04) และการเผชิญปัญหาของนักศึกษา โดยรวมระดับของการเผชิญความเครียดอยู่ในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 (S.D.=0.90) โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้วิธีการเผชิญปัญหาความเครียดด้านการเผชิญกับปัญหา คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 (S.D.=1.28) และนักศึกษาส่วนใหญ่เลือกวิธีเผชิญความเครียดโดยคิดหาวิธีต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา พยายามควบคุมสถานการณ์เท่าที่ทำได้</p> กล้าณรงค์ อินต๊ะวงค์ , ภัทรภณ นิลสิงห์; อัมพร สัจจวีรวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290232 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการทางการยศาสตร์เพื่อลดความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อจากการทำงาน ของพนักงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290234 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีเพื่อประเมินผลระบบการดำเนินงานการยศาสตร์ก่อนและหลังของพนักงานบริษัทที่เกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อเสนอแนะปรับปรุงท่าทางการทำงานให้เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ โดยกลุ่มตัวอย่างจากตารางกำหนดกลุ่มตัวอย่างของ SEG หรือ Similar Exposure Group ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง พนักงานตำแหน่ง แผนก HDD 188 คน ดังนี้ Comb: 76 คน (40.42%), Coil: 45 คน (23.94%), Assembly: 67 คน (35.64%) เครื่องมอืที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ เช่น REBA (Rapid Entire Body Assessment) และ RULA (Rapid Upper Limb Assessment) ผลการวิจัย พบว่า Comb ความเสี่ยงปานกลาง จำนวน 42 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 34 คน, Coil ความเสี่ยงปานกลาง จำนวน 4 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 41 คน, Assembly ความเสี่ยงสูง จำนวน 3 คน ความเสี่ยงปานกลาง เท่ากับ 4 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 60 คน รวม ระดับความเสี่ยงปานกลางถึงสูง จำนวน 53 คน หลังจากประเมินเบื้องต้น ได้ดำเนินการ อบรมให้ความรู้ด้านการยศาสตร์แก่พนักงานกลุ่ม เสี่ยง 53 คน เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมผลการประเมินซ้ำ (Post-test) ผลการประเมินหลังการอบรมแสดงให้เห็นว่า ระดับความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ Comb ความเสี่ยงปานกลาง จำนวน 4 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 38 คน, Coil ความเสี่ยงปานกลาง จำนวน 0 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 4 คน , Assembly ความเสี่ยงปานกลาง จำนวน 3 คน ความเสี่ยงต่ำ จำนวน 4 คน</p> ภัทรภณ นิลสิงห์ , กล้าณรงค์ อินต๊ะวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290234 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยฟอกไตแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงสถานพยาบาลรัฐและเอกชน จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289462 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยฟอกไตแบบไร้รอยต่อเชื่อมโยงสถานพยาบาลรัฐและเอกชน จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาย้อนหลังและวิเคราะห์สถานการณ์ ใช้ข้อมูลจากเวชระเบียน 60 ฉบับ และสัมภาษณ์สหวิชาชีพ 18 คน ใช้แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกข้อมูลรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการสังเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรม จัดทำระบบ Hemodialysis SSK เชื่อมโยงผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และพัฒนาชุดองค์ประกอบ 8 ด้าน ได้แก่ Policy, Provider, Materials, Revise CPG, Refer/Fast track, Tele-health, Risk management และ Monitoring วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพบว่าระบบบริบาลเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระยะต่อไป ระยะที่ 3 การศึกษาผลลัพธ์และขยายผล เปรียบเทียบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นสหวิชาชีพ 30 คน เป็นเวชระเบียนกลุ่มละ 30 ฉบับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นในระยะที่ 2 และขยายผล ใช้สถิติ t-test ทดสอบ กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การนำระบบบริบาลเภสัชกรรม ไปใช้ในระยะประเมินผลลัพธ์ส่งผลให้ความรู้ของสหวิชาชีพหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (t = 15.78, p &lt; .001) รวมทั้งมีระดับความพึงพอใจและความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้สูงกว่าร้อยละ 86 นอกจากนี้สัดส่วน DTPs ระดับ E ขึ้นไปลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = –2.09, p &lt; .01) ขณะที่ผลลัพธ์ด้านค่า eGFR ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จากข้อเสนอแนะจึงได้พัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรม (V3) และนำไปใช้ในระยะขยายผล พบว่าความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (t = 17.78, p &lt; .001) ระดับความพึงพอใจสูงกว่าร้อยละ 94 และสัดส่วน DTPs ลดลงจากร้อยละ 13.3 เหลือ 0 อย่างมีนัยสำคัญ (Z = –2.68, p &lt; .01)</p> มัลลิกา สุพล, ทรายกะรัต เสริมแก้ว, ชนัชา อุปฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289462 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289682 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional study) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดในกลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี Pearson Chi-square Test และ Spearman Rank Correlation Coefficient</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (ร้อยละ 93.70) ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 41-50 ปี (ร้อยละ 51.10) ส่วนใหญ่จบชั้นมัธยมต้น (ร้อยละ 58.90) ส่วนใหญ่สถานภาพสมรส (ร้อยละ 45.70) รายได้ส่วนใหญ่เฉลี่ย 401 – 500 บาท/วัน ส่วนใหญ่มีภาระหนี้สิน (ร้อยละ 61.70) ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 75.10) มีประวัติดื่มแอลกอฮอร์ (ร้อยละ 74.30) ประวัติสูบบุหรี่ (ร้อยละ 75.40) ระยะเวลาการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ 1-5 ปี (ร้อยละ 61.70) ระยะเวลาในการทำงานต่อวัน 1-5 ชั่วโมง (ร้อยละ 60.00) ส่วนใหญ่ทำงาน 5 วันหรือมากกว่า/สัปดาห์ (ร้อยละ 77.40) สาเหตุของความเครียดส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการเงิน (ร้อยละ 60.30) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความเครียดโดยรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 54.00) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่ารายได้ต่อวันมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> สัมพันธ์ มณีรัตน์, สุพรรณี ใจดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289682 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ของสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289618 <p> การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม 2) เปรียบเทียบคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ และ 3) เปรียบเทียบระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 58 ราย มารับบริการ ณ แผนกฝากครรภ์และวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลมุกดาหาร ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 29 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา และ 2) สื่ออิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบของฟิชเชอร์เอ็กแซค สถิติทดสอบไคสแควร์ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู สถิติทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และสถิติทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างอิสระ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) 2. สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมมีคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05) 3. สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;.05)</p> ชวาลา บัวหอม, ณัฏยา อ่อนผิว, เปรียบแก้ว ฝาระมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289618 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตต่อการเฝ้าระวังผู้ป่วยอาการทรุดในระหว่างรอรับบริการและผลต่ออัตราการส่งต่อรักษาและความพึงพอใจ คลินิกพิเศษเฉพาะทาง (Special Medical Clinic : SMC) โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290238 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตต่อการเฝ้าระวังผู้ป่วยอาการทรุดในระหว่างรอรับบริการ การส่งต่อรักษา และความพึงพอใจของผู้ป่วยในคลินิกพิเศษเฉพาะทาง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest ดำเนินการ 6 เดือน (กรกฎาคม–ธันวาคม 2568) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วย 100 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวนหนึ่ง ข้อมูลเก็บโดยเครื่องมือเชิงปริมาณ 8 ชุด รวมถึงแบบประเมิน MEWS การเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วย การส่งต่อฉุกเฉิน และความพึงพอใจของผู้ป่วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย หลังการใช้แนวปฏิบัติพบว่า สัญญาณชีพของผู้ป่วยปรับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น (คะแนน MEWS ลดลงจาก 6.8 ± 2.5 เป็น 4.1 ± 1.8, p &lt; 0.001) อัตราการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินลดลงจาก 15.2 ± 5.8 เป็น 10.4 ± 4.7 ครั้ง (p = 0.002) คะแนน EWS ลดลงจาก 4.6 ± 2.1 เป็น 2.8 ± 1.5 (p &lt; 0.001) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับสูง (รวมร้อยละ 75) และพยาบาลประเมินแนวปฏิบัติว่าเหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย (รวมคะแนนเฉลี่ย 64.3 ± 6.1 จาก 75 คะแนน) ตัวชี้วัดสำคัญก่อน–หลังใช้แนวปฏิบัติมีการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น การตรวจจับผู้ป่วยเสี่ยงได้ทันทีเพิ่มจากร้อยละ 35 เป็น 80 (p &lt; 0.001)</p> อินทิรา ภูสง่า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290238 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการดำเนินนโยบายองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLHCO) : บทเรียนจาก โรงพยาบาลลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290239 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการส่งเสริมการดำเนินนโยบายองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLHCO) ของโรงพยาบาลลำพูน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ให้บริการ (บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข) จำนวน 35 คน และผู้รับบริการ (ผู้ป่วยนอกในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน) จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) เกี่ยวกับการส่งเสริมการดำเนินนโยบายองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLHCO) แบบวัดพฤติกรรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และข้อมูลเชิงประมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุดเพื่ออธิบายลักษณะพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของการถอดบทเรียนฯ ของพฤติกรรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ให้บริการ (=3.51, S.D.=0.42) และผู้รับบริการ (=4.00, S.D.=0.52) อยู่ในระดับสูง การส่งเสริมการดำเนินนโยบายองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLHCO) ของโรงพยาบาล ได้แก่ การมีประกาศนโยบายในการขับเคลื่อนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ชัดเจน ทุกคนในองค์กรถือปฏิบัติทิศทางเดียวกัน มีการกระตุ้น ส่งเสริมกิจกรรมทั้งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผู้ป่วย ประชาชนอย่างต่อเนื่อง บุคลากรมีทักษะในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพผ่านกลไก Ask me-3 และ Teach back โดยใช้สื่อ ภาพที่ชัดเจนเพื่อสื่อสารกับผู้ป่วย มีการจัดกิจกรรม Self-Help Group และ Self-Monitoring เพื่อสร้างความรอบรู้ทางด้านสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง</p> เพชรลดา บริหาร , อิสรีย์ฐิกา ชัยสวัสดิ์ , พุฒิพงศ์ มากมาย, สมมิตร ฝั้นต๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290239 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการพัฒนารูปแบบการให้บริการส่งเสริมส่งทันตสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่ใช้ฟันเทียมทั้งปากที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289761 <p>การวิจัยนี้เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีการดำเนินการวิจัย 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 คือการวิเคราะห์สภาพปัญหาของการปฏิบัติงานในการการส่งเสริมทันตสุขภาพ ระยะที่ 2 คือ พัฒนารูปแบบการให้บริการส่งเสริมส่งทันตสุขภาพ ระยะที่ 3 คือ การศึกษาผลของการใช้รูปแบบการให้บริการส่งเสริมส่งทันตสุขภาพ และระยะที่ 4 คือ การประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการให้บริการส่งเสริมส่งทันตสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากและได้รับการใช้ฟันเทียมทั้งปาก ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 60 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัยตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบการให้บริการส่งเสริมส่งทันตสุขภาพของผู้สูงอายุที่ใช้ฟันเทียมทั้งปาก 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย และ 3) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่ารูปแบบการให้บริการส่งเสริมทันตสุขภาพของผู้สูงอายุที่ใช้ฟันเทียมทั้งปากที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพช่องปากได้อย่างมีประสิทธิผล โดยคะแนนคุณภาพชีวิตเฉลี่ยลดลงจาก 44.77 (SD = 3.579) เป็น 36.52 (SD = 2.029) ภายหลังเข้าร่วมรูปแบบการให้บริการฯ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 9.322, p &lt; .001) นอกจากนี้ พบค่า effect size เท่ากับ 1.20 อยู่ในระดับสูง สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจนของรูปแบบการให้บริการฯ ในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลช่องปากและเพิ่มสมรรถนะแห่งตนของผู้สูงอายุ ส่งผลให้ระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมเปลี่ยนจากระดับปานกลางก่อนการทดลองเป็นระดับดีหลังการเข้าร่วมรูปแบบการให้บริการฯ อย่างมีนัยสำคัญ</p> สุภจิรา วิสิทธิ์ผ่องพิบูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289761 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามการใช้ยาทางไกลในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่รับยาทางไปรษณีย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290242 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามการใช้ยาทางไกลในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองในผู้ป่วยจำนวน 60 รายที่รับการรักษาในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2566 ผู้ป่วยได้รับยาทางไปรษณีย์และติดตามผลผ่าน Line OA หรือโทรศัพท์ ข้อมูลถูกรวบรวมก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมิน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความร่วมมือในการใช้ยา (MMAS-8) เพิ่มขึ้นจาก 6.2 เป็น 7.5 (p &lt; 0.001) จำนวนปัญหาจากการใช้ยาลดลงจาก 2.3 เป็น 0.8 (p &lt; 0.001) ความรู้เรื่องโรคและพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 7.05 เป็น 8.9 (p &lt; 0.001) ระดับ Systolic Blood Pressure (SBP) ลดลงจาก 138.2 เป็น 132.5 mmHg (p &lt; 0.05) และ Diastolic Blood Pressure (DBP) ลดลงจาก 84.7 เป็น 81.3 mmHg (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อระบบบริการเภสัชกรรมทางไกลในระดับสูง (4.2 ± 0.5) สรุปได้ว่าการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการติดตามการใช้ยาทางไกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ทั้งในด้านการใช้ยา การควบคุมความดันโลหิต และความพึงพอใจของผู้ป่วย</p> ดวงรัตน์ อุ่นจรัส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290242 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสมของแพทย์แผนไทย ในเขตสุขภาพที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290243 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสมของแพทย์แผนไทยในเขตสุขภาพที่ 2 ประชากรคือ แพทย์แผนไทยที่ปฏิบัติงาน ในเขตสุขภาพที่ 2 ได้แก่ จังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ จำนวน 230 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 144 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสม แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.751 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสมของแพทย์แผนไทยในเขตสุขภาพที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย ทัศนคติที่มีต่อยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรที่มีกัญชาปรุงผสม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value&lt;0.05)</p> อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ , หทัยชนก อินพรหม , พุฒิพงศ์ มากมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290243 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการพอกเข่าด้วยสมุนไพรในผู้สูงอายุที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำโจน อำเภอเมือง จังหวัดตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290247 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพอกเข่าด้วยสมุนไพรในผู้สูงอายุที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำโจน อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียว วัดซ้ำ 4 ครั้ง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านน้ำโจน อำเภอเมือง จังหวัดตาก ที่มีอาการปวดข้อเข่า จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินระดับความปวดข้อเข่า กลุ่มตัวอย่างได้รับการพอกยาสมุนไพรบริเวณเข่าเป็นเวลา 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ระดับความปวดข้อเข่าก่อนการพอกยาสมุนไพร มีคะแนนเฉลี่ยระดับความปวดหลังการทดลองมีค่าต่ำกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ยก่อนพอก=6.43 ค่าเฉลี่ยหลังพอก=5.40) และครั้งที่ 4 หลังพอก มีคะแนนเฉลี่ยระดับความปวดหลังการทดลองมีค่าต่ำกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ยก่อนพอก= 3.37 ค่าเฉลี่ยหลังพอก = 2.07) และ p-value &lt;.001 มีระดับเฉลี่ย 6.43 ระดับความเจ็บปวดเข่าหลังสิ้นสุดการรักษา 4 ครั้ง ลดลงที่ระดับเฉลี่ย 1.03 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จตุพร แพงจักร , พิจิตรา ยืนยั่ง, เศรษฐกุล บุญยศักดิ์เสรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290247 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของน้ำมันหอมระเหยดอกมะลิซ้อนเพิ่มคุณภาพนอนหลับ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290249 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาประสิทธิผลของน้ำมันหอมระเหยดอกมะลิซ้อนที่มีต่อการเพิ่มคุณภาพนอนหลับในการใช้น้ำมันหอมระเหยดอกมะลิซ้อน วิธีศึกษาเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ 3 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลวัยทำงานอายุระหว่าง 20 - 45 ปี จำนวน 30 คน ที่มีอาการนอนไม่หลับ (คะแนนการนอนหลับมากกว่า 5 คะแนน) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลคุณภาพการนอนหลับ กลุ่มตัวอย่างใช้น้ำมันหอมระเหยดอกมะลิซ้อนหยดบนสำลีจำนวน 1 หยด ระยะห่างจากจมูก 20 เซนติเมตร ทำการสูดดมเป็นเวลา 3 นาที ก่อนเข้านอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยคุณภาพการนอนก่อนและหลังการใช้น้ำมันหอมระเหยดอกมะลิซ้อน 3 สัปดาห์ลดลงจาก 7.07 เหลือ 3.27 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; .001</p> กรองแก้ว หนูอิ่ม , กัญญพัชร พุฒโสม, พิจิตรา ยืนยั่ง, ชุติมา แซ่ว้าน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290249 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289782 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน โดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลองแบบก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 5 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน 20 ราย แบ่งเป็นกลุ่มใช้และไม่ใช้แนวปฏิบัติ การเก็บข้อมูลรวมถึงแบบวัดความรู้และการปฏิบัติของพยาบาล ระดับความพึงพอใจ และผลลัพธ์ผู้ป่วย เช่น การเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน การกลับเข้ารักษาซ้ำ และวันนอนโรงพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าหลังการใช้แนวปฏิบัติ คะแนนความรู้เฉลี่ยของพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 15.9 เป็น 18.1 คะแนน (p&lt;.001) พยาบาลร้อยละ 88.9 พึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับมาก การปฏิบัติกิจกรรมสำคัญในการดูแลผู้ป่วย เช่น การประเมินระบบประสาท การประเมินและดูแลการกลืน การส่งเสริมการเคลื่อนไหว และการป้องกันแผลกดทับ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ป่วย กลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติพบอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนสำคัญต่ำกว่ากลุ่มไม่ใช้ ได้แก่ ปอดอักเสบ (13.3% vs 31.7%, p=0.028) การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (13.3% vs 40.0%, p=0.002) และแผลกดทับ (8.3% vs 31.7%, p=0.002)</p> สายหยุด นพตลุง; บุหลัน เปลี่ยนไธสง; วิไลรัตน์ สอดโคกสูง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289782 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมทางการพยาบาลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289804 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมทางการพยาบาลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินผลการดำเนินงานของรูปแบบที่พัฒนาแล้ว การวิจัยเป็นแบบเชิงพัฒนา ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวม 150 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) แบบประเมินสุขภาวะผู้สูงอายุแบบองค์รวม และแบบประเมินความพึงพอใจของภาคีเครือข่ายชุมชน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 70 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 80.0) และสุขภาวะโดยรวมอยู่ในระดับมาก การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยใช้นวัตกรรมทางการพยาบาล เช่น สื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ กิจกรรมกลุ่ม และการเยี่ยมบ้านเชิงรุก ร่วมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน ผลการประเมินความพึงพอใจของภาคีเครือข่ายอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.27, S.D. = 0.60) โดยเฉพาะด้านการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้ดูแลผู้สูงอายุ (ค่าเฉลี่ย = 4.54, S.D. = 0.56) และการใช้นวัตกรรมสุขภาพในชุมชน (ค่าเฉลี่ย = 4.51, S.D. = 0.50)</p> วิภาดา กาญจนสิทธิ์, ยุภาพร ม่วงนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289804 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเอง ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289832 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และ 4) แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระดับ TSH, Free T3, Free T4 และอาการทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ independent t-test และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean = 79.47, SD = 12.95 เทียบกับ Mean = 66.63, SD = 10.72; t = 4.182, <em>p</em> &lt; .001) โดยมีค่า mean difference เท่ากับ 12.83 และค่า Cohen’s d เท่ากับ 1.08 ซึ่งอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรมในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยอย่างชัดเจน ขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระดับ TSH, Free T3, Free T4 และอาการทางคลินิก ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (<em>p</em> &gt; .05)</p> ศิริพร ทิพโยภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289832 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดภูเก็ต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290250 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประชากรคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์โดยมีผลการตรวจระดับน้ำตาลในพลาสมาจากหลอดเลือดดำหลังอดอาหาร มากกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรยืนยัน จำนวน 1,769 คน ที่มารับบริการในคลินิกโรคเบาหวานของสถานบริการสาธารณสุขเขตโรงพยาบาลุชมชน จังหวัดภูเก็ต การคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel จำนวน 302 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ การรับรู้ด้านสุขภาพ และผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย พฤติกรรมสุขภาพ (r=0.127, P-value=0.035) และการรับรู้ด้านสุขภาพ (r=0.121, P-value=0.004) ตามลำดับ ปัจจัยที่สามารถทำนายการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประกอบด้วย การรับประทานอาหาร การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การออกกำลังกาย การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ของการรักษา ทำนายได้ร้อยละ 71.6</p> อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ , รัชนีกร ถิรตันตยาภรณ์ , พุฒิพงศ์ มากมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290250 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อ ภาวะ Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในแผนกอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน และนิติเวช โรงพยาบาลโกสุมพิสัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290251 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ Metformin Associated Lactic Acidosis (MALA) ในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลโกสุมพิสัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพจำนวน 16 คน และผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยา Metformin จำนวน 128 ราย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบซักประวัติและแบบประเมินความเสี่ยงต่อ MALA แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล และแบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจของพยาบาลต่อแนวปฏิบัติที่พัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่คัดกรองผู้ป่วยเบาหวานสามารถปฏิบัติตามแนวทางการคัดกรองและดูแลครบถ้วนร้อยละ 64.06 และมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 75–87.5 สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการคัดกรอง พบว่ามีภาวะเสี่ยงต่อ MALA ร้อยละ 29.69 โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุ ≥51 ปี มีโรคร่วม เช่น โรคไตเรื้อรังและความดันโลหิตสูง และได้รับ Metformin ต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MALA ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ≥60 ปี เพศชาย สถานภาพหม้าย อาชีพเกษตรกรรม ระดับการศึกษาประถมศึกษา รักษาเบาหวาน 6–15 ปี ได้รับ Metformin 10–15 ปี มีโรคร่วมความดันโลหิตสูงและโรคไตระยะ 2 บางรายไม่มีโรคร่วม อาการนำที่พบ ได้แก่ ถ่ายเหลว ปวดจุกแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน เหนื่อย เพลีย เบื่ออาหาร และบางรายมีไข้ หนาวสั่น ปวดตามร่างกาย</p> สุพัตรา เถื่อนนาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290251 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมเจลพอกเข่าด้วยสมุนไพร ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่า กรณีศึกษา : ชุมชนปกากะญอ ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290245 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเจลพอกเข่าสมุนไพรในการลดอาการปวด ในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม เพื่อประเมินประสิทธิผลของเจลพอกเข่าสมุนไพร และเพื่อประเมินความพึงพอใจนวัตกรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 30 คน เก็บข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 โดยใช้เจลพอกเข่าทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ระยะเวลา 1 เดือน ประเมิอาการปวด ก่อนและหลังทำการทดลองแต่ละสัปดาห์ โดยใช้มาตรวัดระดับอาการปวด 10 ระดับ</p> <p> ผลการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 56.7 อายุอยู่ในช่วง 40-60 ปีขึ้น ไป ร้อยละ 33.3 อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 40.0 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 56.7 ไม่แพ้สมุนไพร/สารเคมี ร้อยละ 100 และมีอาการปวดเข่ามา 5 ปีขึ้นไป ร้อยละ 66.7 ค่าระดับความรุนแรงของอาการปวดเข่าก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย 6.67 เมื่อเทียบกับหลังการพอกเข่าพบว่า ผู้ป่วยมีระดับ ความรุนแรงของการปวดที่ลดลง วัดจากค่าความเจ็บปวด หลังจากการทดลองมีค่าเฉลี่ย 4.30 จากการทดลอง พบว่า อาการปวดเข่าหลังจากการใช้เจลพอกเข่าค่า ระดับความรุนแรงของอาการปวด ลดลงน้อยกว่าก่อนการรักษา การนำไปใช้ประโยชน์เชิงปริมาณ ทำให้ระดับอาการปวดในผู้ป่วยที่มีภาวะเข่าเสื่อมมีระดับอาการปวดลดลงจากเดิม และได้นวัตกรรมที่ใช้บรรเทาอาการปวดเข่าที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมให้ผู้มารับบริการ</p> จตุพร แพงจักร , นิภาพร ไพรพัลลพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290245 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์รูปแบบการระบาดและการแพร่กระจายของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ เพื่อการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในระดับชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289937 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการระบาดและการแพร่กระจายของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ในจังหวัดเลย และเพื่อพัฒนาแนวทางระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในระดับชุมชน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง โดยศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์และมนุษย์ของจังหวัดเลย ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์รูปแบบการระบาดตามเวลา สถานที่ และบุคคล</p> <p> ผลการศึกษา ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทั้งหมด 26 ตัว โดยไม่พบผู้เสียชีวิตในมนุษย์ ปี พ.ศ. 2566 พบสัตว์ติดเชื้อสูงสุด 9 ตัว และลดลงเหลือ 6 ตัวในปี พ.ศ. 2568 พื้นที่ที่พบการระบาดซ้ำได้แก่ อำเภอท่าลี่ อำเภอเมืองเลย และอำเภอด่านซ้าย ผู้สัมผัสสัตว์ที่ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายหลังสัมผัสมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามจำนวนสัตว์ที่พบเชื้อ โดยในปี พ.ศ. 2568 มีผู้สัมผัสทั้งหมด 33 ราย รูปแบบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ในจังหวัดเลยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2565-2566 และมีการกระจายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประวัติพบเชื้อซ้ำ การพัฒนาระบบ<br />เฝ้าระวังเชิงรุกควรเน้นพื้นที่เสี่ยง การฉีดวัคซีนป้องกันในสัตว์เลี้ยง และการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน</p> นิเทศน์ บุตรเต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289937 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบผสมผสานด้วยหลัก 3 ย. เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290031 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบผสมผสานด้วยหลัก 3 ย. (ย่ำ ยืน ยก) เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยการออกกําลังกาย ประกอบด้วย 11 ท่า ดังนี้ 1) ท่ายืนย่ำเท้าอยู่กับที่ 2) ท่ายืนก้าว-ชิดด้านข้าง 3) ท่ายืนพับขาไปด้านหลัง 4) ท่ายืนกระดกปลายเท้า สลับกับ เขย่งปลายเท้า 5) ท่ายืนบิดลำตัว 6) ท่าเอนตัวทางข้าง 7) ท่ายืนแกว่งแขน 8) ท่ายืนกางขาด้านข้าง 9) ท่าหมุนหัวไหล่ 10) ท่ายืนเอนตัวไปด้านหลัง 11) ท่าลุกยืน สลับ นั่ง ทำท่าละ 15 ครั้ง พัก 1 นาที ทำทั้งหมด 3 เซต ออกกําลังกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 32 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกสมรรถภาพทางกาย ระยะเวลาทดลองตั้งแต่เดือนเมษายน - มิถุนายน 2568 วิเคราะห์โดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ Paired-Sample t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าหลังทดลอง การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และความอ่อนตัวในผู้สูงอายุดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05)</p> ศิรดา บุญสิทธิ์, นัชชา ยันติ, สุทธิดา แก้วมุงคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290031 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงอภิมานว่าด้วยปัจจัยเชิงวัฒนธรรมและกลยุทธ์การป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290068 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงคุณภาพว่าด้วย “กระบวนการทางวัฒนธรรมของการดูแลและการฟื้นคืนสมดุล” ที่เกี่ยวข้องกับการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนไทย โดยใช้ระเบียบวิธี <em>ชาติพันธุ์วรรณนาอภิมาน (</em><em>Ethnographic Meta-synthesis)</em> ตามแนวทางของ Noblit และ Hare (1988) สืบค้นงานวิจัยเชิงคุณภาพระหว่าง พ.ศ. 2545–2568 จำนวน 128 เรื่อง ผ่านเกณฑ์คุณภาพ CASP (2018) เหลือ 18 เรื่องที่นำมาวิเคราะห์เชิงตีความ</p> <p> ผลการสังเคราะห์พบว่า การหกล้มไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางกาย แต่เป็น “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนศรัทธา ความสัมพันธ์ และความหมายชีวิตของผู้สูงอายุ สรุปได้ 6 หมวดแนวคิด ได้แก่ 1) ความเชื่อและค่านิยมทางวัฒนธรรม 2) บทบาทของครอบครัวและชุมชน 3) การเรียนรู้จากประสบการณ์ 4) กลยุทธ์การดูแลแบบมีส่วนร่วม 5) การรับรู้ตนเองในวัยชรา และ 6) พลังการปรับตัวทางจิตใจ ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็น “กระบวนการทางวัฒนธรรมของการดูแลและการฟื้นคืนสมดุล” ที่นำไปสู่ “สมดุลใหม่แห่งวัยชรา” ซึ่งผู้สูงอายุสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสงบและมีศักดิ์ศรี</p> <p><strong> </strong></p> ดลรวี สิมคำ, จุรีรัตน์ กอเจริญยศ, อรอุมา แก้วเกิด, มารศรี ศิริสวัสดิ์, ธนเมศวร์ แท่นคำ, จินตพักตร์ จันทะโคตร, ปนัดดา นครังสุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290068 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290728 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสระแก้ว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมงของกรมอนามัยและปฏิบัติงานอยู่ จำนวน 320 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ ได้แก่ ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 91.0) อายุเฉลี่ย 52.41 ปี และมีประสบการณ์ 1–3 ปี (ร้อยละ 53.1) โดยส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (ร้อยละ 87.5) แรงสนับสนุนทางสังคม (ร้อยละ 89.4) และการดูแลผู้สูงอายุ (ร้อยละ 83.4) อยู่ในระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ระดับการศึกษา (p = 0.028) และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน (p = 0.008) นอกจากนี้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = 0.707) และแรงสนับสนุนทางสังคม (r = 0.687) มีความสัมพันธ์ในระดับมากกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> สุลีรัตน์ เพ็ชรสมบัติ , เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์ , สุนิษา แสงจันทร์ , เสาวนีย์ ทองนพคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290728 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ ณ สถานีสุขภาพดิจิทัลของประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในจังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290744 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อด้านสุขภาพต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ความพึงพอใจ พฤติกรรมการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการเข้ารับบริการ ณ สถานีสุขภาพดิจิทัลของประชากรกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดสระแก้ว กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่เคยใช้บริการสถานีสุขภาพดิจิทัล จำนวน 395 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ระหว่างเดือน มกราคม–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ไคสแควร์ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ระดับความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง (ร้อยละ 69.62) ความพึงพอใจต่อการเข้ารับบริการอยู่ระดับมาก (ร้อยละ 69.11) และพฤติกรรมการเข้ารับบริการอยู่ระดับปานกลาง (ร้อยละ 49.60) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเข้ารับบริการอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สถานภาพสมรส (p = 0.045) การมีสมาร์ทโฟน (p = 0.018) การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (p = 0.009) ความสามารถในการบันทึกผลคัดกรอง/ประเมินปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเอง (p = 0.001) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (p &lt; 0.001) และความพึงพอใจต่อการเข้ารับบริการ (p &lt; 0.001)</p> วริสรา ควรอนันต์ , เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์ , สุนิษา แสงจันทร์ , เสาวนีย์ ทองนพคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290744 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้มีปัญหาการใช้สารเมทแอฟเฟตามิน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน : กรณีศึกษาอำเภอสุวรรณภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290768 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวทางการบำบัดรักษาผู้เสพยาบ้าโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Treatment: CBTx) ในพื้นที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินการระหว่างกรกฎาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพปัญหา 2) การพัฒนาโปรแกรม CBTx 3) การทดลองใช้และประเมินผล และ 4) การปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ติด/ผู้ใช้ยาบ้าอายุ 18-60 ปี จำนวน 51 คน ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้า เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม V2, การตรวจปัสสาวะ, WHOQOL-BREF และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โปรแกรม CBTx ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) กระบวนการคัดกรองและประเมินแบบบูรณาการ 2) กิจกรรมบำบัดครบวงจร 9 ครั้ง/สัปดาห์ ร่วมกับการตรวจปัสสาวะทุก 4 วัน รวม 16 ครั้ง และ 3) กลไกการติดตามและส่งต่อความยั่งยืนโดยชุมชน หลังสิ้นสุดโปรแกรม พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการหยุดเสพยาบ้า 40 คน (ร้อยละ 78.43) เสพลดลง 11 คน (ร้อยละ 21.57) และไม่มีผู้ใดหลบหนีจากโปรแกรม คะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001)</p> นิภากร อึ้งเจริญธนกิจ , โชคนิติพัฒน์ วิสูญ , ธัญญารัตน์ เมืองหงษ์, ทวี ศรีขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290768 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตและลดความเครียด ในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรัง โรงพยาบาลวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290769 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษากึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตและลดความเครียด ในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรัง โรงพยาบาลวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรังที่รับยาในคลินิกจิตเวช โรงพยาบาลวานรนิวาส เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2568 เครื่องมือในการทดลองคือ โปรแกรมการให้คำปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตและลดความเครียดสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทเรื้อรัง เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบประเมินพลังสุขภาพจิต และแบบประเมินความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบใช้ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตภาพรวมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t=-12.731, p&lt;0.001) และเมื่อเปรียบเทียบรายด้านพบว่าคะแนนเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตด้านความทนทานทางอารมณ์ ด้านกำลังใจ และด้านการจัดการกับปัญหา หลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(t=-9.256, p&lt;0.001; t=-7.569, p&lt;0.001; t=-6.338, p&lt;0.001 ตามลำดับ) และคะแนนเฉลี่ยความเครียดหลังได้รับโปรแกรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t=4.687, p&lt;0.001)</p> กมลพร คำประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290769 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง : การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290246 <p> การวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเรมในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑล ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง (ฮีโมโกลบินน้อยกว่า 11.0 g/dL) จำนวน 45 ราย ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและการบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการดูแลตนเองใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การขาดความรู้และทักษะในการเลือกบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็ก (2) การขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และ (3) อุปสรรคจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและสังคม เมื่อได้รับการพยาบาลสนับสนุนการดูแลตนเองผ่านการให้ความรู้ การสาธิต และการติดตามอย่างต่อเนื่อง พบว่าหญิงตั้งครรภ์สามารถพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับฮีโมโกลบินดีขึ้นและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมมากขึ้น</p> เกศแก้ว วิมนมาลา, มณีรัตน์ พราหมณี, เริงฤทัย หลีเส็น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290246 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของดนตรีบำบัดแบบผ่อนคลายต่อการไหลของน้ำนมและระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าของมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290277 <p>น้ำนมแม่ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกทุกคน มารดาผ่าคลอดทางหน้าท้องมีความเสี่ยงต่อการผลิตน้ำนมไม่เพียงพอเนื่องจากผลกระทบจากความเครียดและความอ่อนล้า วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อประเมินผลของการใช้กิจกรรมแทรกแซงด้วยการฟังดนตรีเพื่อผ่อนคลายต่อการไหลของน้ำนมและระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้า กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง จำนวน 40 คน โดยสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหนึ่งได้รับการดูแลตามแนวทางมาตรฐาน (กลุ่มควบคุม) ขณะที่อีกกลุ่มได้รับการแทรกแซงที่ได้ฟังเสียงเพลงโดยใช้ดนตรีบรรเลงขณะให้นมบุตร (กลุ่มทดลอง) ผลลัพธ์จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่ามารดาที่ได้รับการแทรกแซงมีระดับคะแนนเฉลี่ยของการไหลของน้ำนมมากกว่ากลุ่มได้รับการดูแลตามมาตรฐาน (<em>P</em> &lt; 0.001) นอกจากนี้ ในช่วง 12 ชั่วโมงแรกของการศึกษา กลุ่มแทรกแซงมีคะแนนเฉลี่ยการมาของน้ำนมเต็มเต้ามากกว่ากลุ่มได้รับการดูแลตามมาตรฐานเช่นกัน (<em>P</em> &lt; 0.001) ที่สำคัญพบว่าการฟังดนตรีบำบัดในกลุ่มแทรกแซงส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลของมารดาหลังผ่าตัดคลอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>P</em> &lt; 0.001) ผลงานวิจัยนี้สะท้อนประสิทธิภาพของการแทรกแซงมารดาหลังผ่าตัดคลอดโดยใช้การฟังดนตรีที่ส่งผลต่อมารดาและทารกในแง่ของการให้นมบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ชยานี สังข์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290277 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบส่งเสริมโภชนาการและออกกำลังกายแบบมีส่วนร่วมเพื่อชะลอภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยสำหรับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290770 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้แนวคิดของ Crane &amp; O’Regan การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสังเกตและวางแผนร่วมกันกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ระยะปฏิบัติและสังเกตการณ์ผ่านแผนปฏิบัติการที่ออกแบบร่วมกัน และระยะแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผลการดำเนินงาน เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับบริบทชมรมผู้สูงอายุ มีกลุ่มตัวอย่างหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) ภาคีเครือข่าย 18 คน (บุคลากรสาธารณสุข กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน คณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุ แกนนำ) สำหรับการออกแบบและพัฒนารูปแบบ (2) ผู้สูงอายุ 41 คน สำหรับการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะสุขภาพใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (1) ผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมโภชนาการและการออกกำลังกายแบบมีส่วนร่วมเพื่อชะลอภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ซึ่งร่วมกันกำหนดกิจกรรมหลัก 3 แผน ได้แก่ แผนอบรมให้ความรู้และฝึกทักษะ ตามแผนกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการและออกกำลังกายแบบมีส่วนร่วมเพื่อชะลอภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยสำหรับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ แผนกิจกรรมส่งเสริมโภชนาการและการออกกำลังกายในชมรมผู้สูงอายุ และแผนกิจกรรมกลุ่มสนับสนุนสุขภาพ โดยใช้ไลน์กลุ่ม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) หลังเข้าร่วมโครงการ พบว่าผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนไหวร่างกาย (TUGT) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.001 ความเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (SARC-F) ลดลงที่ระดับ 0.05 และสมรรถนะกล้ามเนื้อจากแรงบีบมือเพิ่มขึ้นที่ระดับ 0.01 นอกจากนี้ ปริมาณโปรตีนที่บริโภคต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.001 สะท้อนถึงประสิทธิผลของรูปแบบในการส่งเสริมโภชนาการและสมรรถภาพผู้สูงอายุ ส่วนค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ 0.26 (3) ความยั่งยืนของรูปแบบ พบว่า ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้นำรูปแบบไปบรรจุในแผนงานประจำปี และมีการวางแผนขยายกิจกรรมสู่หมู่บ้านในรูปแบบสัญจร</p> รัชฎา จอปา , อานิ พรหมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290770 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการสนทนาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ต่อระดับน้ำตาลในเลือดและพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน เขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290771 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - Experimental Research) เพื่อศึกษาผลของการสนทนาสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ( Motivational Interviewing) ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคมระดับน้ำตาลได้ จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน แบบบันบันทึกข้อมูลทางคลินิก ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) แนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบก่อนหลังพัฒนาด้วย t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังการทดลองลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 4.454, p &lt; .001)</p> จุฬาภรณ์ แก้วหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290771 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลเท้าเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางเท้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290772 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาพัฒนาและประเมินผลรูปแบบ ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม ถึง ตุลาคม 2568 รวมระยะเวลา 10 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ทีมสหสาขาวิชาชีพและผู้ป่วยร่วมพัฒนารูปแบบ 15 คน และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงสูง 41 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินระดับความเสี่ยง แบบประเมินคุณภาพชีวิต SF-36 แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า แผนการดูแลตามระดับความเสี่ยง โปรแกรมการให้ความรู้และพัฒนาทักษะการดูแลเท้า โปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเอง ระบบการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพและการเชื่อมโยงกับชุมชน และระบบการติดตามและประเมินผล ผลการประเมินหลังใช้รูปแบบ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้าเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 18.49, SD = 1.52) พฤติกรรมการดูแลเท้าเพิ่มขึ้น เป็นระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 107.54, SD = 7.85) ระดับความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนลดลงเป็นระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 6.25, SD = 2.05) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 74.78, SD = 8.95) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.68, SD = 0.41) การทดสอบทางสถิติพบว่า ความรู้ พฤติกรรม และระดับความเสี่ยง พบความแตกต่างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p&lt;0.01, t=-18.45, -22.73, 3.28 ตามลำดับ)</p> ภัทรภร ศรีฮอแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290772 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการตรวจสอบภายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับหน่วยบริการ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290787 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการตรวจสอบภายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นด้วยการวัดผลจากข้อเสนอแนะที่ได้จากการนำเครื่องมือไปใช้ในการตรวจสอบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หน่วยงานออกเป็น 3 ชั้นภูมิ (รพศ., รพท., รพช.) และทำการคัดเลือกหน่วยงานเฉพาะกิจ (Clusters) จำนวน 15 แห่ง โดยพิจารณาจากหน่วยงานที่เคยมีส่วนร่วมในโครงการหรือมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการวิจัย เพื่อให้เป็นตัวแทนในการศึกษาแต่ละชั้นภูมิ เก็บข้อมูลจาก แนวการตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก (SWOT Analysis) และแบบสอบถาม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิเคราะห์แบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดย content analysis &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยใช้ความถี่ร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) คะแนนสูงสุด(Maximum) คะแนนต่ำสุด (Minimum) และ&nbsp;&nbsp; สถิติ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient )</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า การเชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎีระบบ (System Theory) ได้พัฒนารูปแบบการตรวจสอบภายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CHANG – IT Audit Model สามารถนำแนวคิดระบบเปิด (Open System) มาใช้ในการบริหาร การตรวจสอบโดยมีการรับปัจจัยนำเข้า (Input) จากสภาพแวดล้อม เช่น ข้อมูล ความเสี่ยง และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผ่านกระบวนการตรวจสอบและให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อปรับปรุงระบบงานของหน่วยบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผลการวิจัยยังต่อยอดแนวคิดดังกล่าว โดยแปลงจากระบบบริหารทั่วไปไปสู่ “ระบบตรวจสอบแบบบูรณาการ” (Integrated Audit System) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สะท้อนความเป็น ระบบเปิดอย่างแท้จริง กล่าวคือ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงพยาบาล แต่ละระดับ เป็นการประยุกต์ใช้แนวคิด System Thinking ในบริบทของการตรวจสอบภายใน หน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม และยังพบว่าการประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, RPA และ Data Analytics Dashboard เข้ามาช่วยในกระบวนการตรวจสอบ เป็นแนวทางที่ตอบสนองต่อแนวคิด “Digital Transformation” ซึ่งช่วยยกระดับจากการตรวจสอบแบบเดิมที่เน้นเอกสารและการตรวจสอบภายหลัง (Reactive Audit) ไปสู่การตรวจสอบเชิงรุก (Proactive Audit) ที่สามารถคาดการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยงได้ล่วงหน้า</p> สมบูรณ์ สิงห์พรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290787 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผึ้ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290189 <p> งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผึ้ง กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มเสี่ยงสูง (Pre-DM) ต่อการเกิดโรคเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล DTX อย่างน้อย 100-125 mg% โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผึ้ง จำนวน 45 คน จับสลากแบบสุ่มอย่างง่ายโดยไม่คืนกลับ (Sampling random without replacement) เพศชายและเพศหญิง อายุ 35-59 ปี เปรียบเทียบก่อน หลัง จัดทำโปรแกรม เครื่องมือประกอบด้วย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 3 ส่วน 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และ 2) แบบสอบถามความรู้แบบสอบถามความรู้โรคเบาหวาน 3) แบบสอบถาม พฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบสอบถาม พฤติกรรมการจัดการตนเอง ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลสถิติเชิงอนุมานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนนำเสนอด้วย ค่าPaired t-test</p> <p> ผลการวิจัย ค่าเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวานหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นก่อนเข้าโปรแกรมที่ p &lt;.0001 พฤติกรรมการจัดการตนเองหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมที่ p &lt; .0001 หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการทดลองระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;.001</p> อุทัยวรรณ อาจจำนง , อรอุมา แก้วเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290189 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ในตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290352 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ในตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 221 คน ผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) ค่า Odds Ratio และช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05</p> <p> ผลการศึกษา : ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ อย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีดังต่อไปนี้ 1) ด้านความพอเพียงของรายได้ พบว่าผู้สูงอายุที่มีรายได้เพียงพอ มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็น 0.20 เท่า ของผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ (OR = 0.20, 95% CI = 0.054–0.760, p = 0.01*), 2) ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมชมรมเป็นครั้งคราว มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็น 0.10 เท่า ของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นประจำ (OR = 0.10, 95% CI = 0.028–0.397, p &lt; 0.001**), 3) ด้านความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุที่มีความรู้ระดับสูง มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพมากกว่า ผู้ที่มีความรู้ต่ำ 12.32 เท่า (OR = 12.315, 95% CI = 3.736–40.591, p &lt; 0.001**) และ 4) ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ พบว่าผู้สูงอายุที่มีทัศนคติระดับสูง มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็น 0.02 เท่า ของผู้ที่มีทัศนคติต่ำ (OR = 0.020, 95% CI = 0.003–0.162, p &lt; 0.001**)</p> สุมลรัตน์ อัศวภูมิ, วรกร วิชัยโย, ธีรนาถ สุวรรณเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290352 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290359 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย 22 คน และผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน 178 คน สุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบบันทึกผลการปฏิบัติตามแผนของตนเอง แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินสภาพปัญหาและความต้องการแบบมีส่วนร่วม 2) การวางแผนการจัดการตนเองร่วมกัน 3) กิจกรรมส่งเสริมการ 4) ระบบติดตามและสนับสนุนต่อเนื่อง และ 5) การประเมินความก้าวหน้าและปรับแผน ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนความรู้โรคเบาหวานและพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=7.96 S.D.=1.32 และ<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =2.32 S.D.=0.17 ตามลำดับ) และหลังการพัฒนารูปแบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ภัคพล ปัญจจิตติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290359 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคต้อเนื้อที่เข้ารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One day surgery) เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึง เข้าใจ ปลอดภัย และประทับใจบริการ โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290788 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนารูปแบบการดูแล และศึกษาผลการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคต้อเนื้อที่เข้ารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เชิงคุณภาพ ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพ จำนวน 15 คน เชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคต้อเนื้อ จำนวน 48 คน ระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2568 ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการ DALI ร่วมกับหลักการ LEAN เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการดูแลผู้ป่วย แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบเก็บข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินความรู้ความเข้าใจ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบก่อนหลังพัฒนาด้วย Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงบริการ ความเข้าใจ ความปลอดภัย ความประทับใจ และการทำงานเป็นทีม ผลลัพธ์ตาม EI3O พบว่า อัตราการยกเลิกผ่าตัดลดลงจากร้อยละ 2.50 เป็นร้อยละ 0.00 อัตราภาวะแทรกซ้อนลดลงจากร้อยละ 3.20 เป็นร้อยละ 0.00 ระยะเวลารอคอยลดลงจาก 2.68 ชั่วโมงเป็น 1.15 ชั่วโมง ความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ± 0.85 เป็น 4.35 ± 0.68 และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 3.08 ± 0.96 เป็น 4.68 ± 0.58 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 8.42, 9.15 ตามลำดับ)</p> นภัสนันท์ ทาสะโก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290788 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290789 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการตรวจสอบภายในที่มีความเหมาะสมกับบริบทของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หน่วยของข้อมูลบางส่วนที่ผู้วิจัยได้เลือกมาเพื่อใช้เป็นตัวแทนของหน่วยข้อมูลทั้งหมดหรือประชากรในการวิจัยที่ต้องการศึกษา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเน้นคัดเลือกผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรงในโครงการที่เกี่ยวข้อง จากหน่วยงานที่อยู่ในแผนตรวจสอบภายใน จำนวน 10 แห่ง เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) คะแนนสูงสุด(Maximum) คะแนนต่ำสุด (Minimum) สถิติ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) และ Chi – Square test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า การตรวจสอบภายใน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบบริหารพัสดุของหน่วยงานในส่วนกลางของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังอยู่ในระดับที่สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้ แต่ยังไม่ถึงระดับบูรณาการ การใช้แนวทางตรวจสอบเชิงระบบ (System–Risk–Based) ทำให้สามารถมองเห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เป็นรากของปัญหา ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดรายกรณี การประเมินคุณค่าที่ได้รับจากการตรวจสอบภายใน โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็น เห็นด้วย ในระดับสูง (x̄ = 4.40, S.D. = 0.52) ความพึงพอใจต่อกระบวนการตรวจสอบ ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ ดีมาก (x̄ = 4.52, S.D. = 0.25) วิธีการตรวจสอบเหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับตำแหน่งของผู้ตอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.677, p = 0.032) 2) โดยรวมแล้ว การตรวจสอบที่สร้างคุณค่าให้กับหน่วยงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับตำแหน่งของผู้ตอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.704, p = 0.023) 3) วิธีการตรวจสอบเหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.659* p = 0.038) 4) ผลการตรวจสอบสามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาระบบงานพัสดุได้ทั้งระบบงานรวมถึงการเชื่อมโยงกับงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.704* p = 0.023) 5) การสื่อสารก่อนและระหว่างการตรวจสอบที่ชัดเจน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.667, p = 0.035) 6) วิธีการตรวจสอบที่เหมาะสมกับบริบทมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจ ต่อกระบวนการตรวจสอบอย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.067, p = 0.032)</p> สมบูรณ์ สิงห์พรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290789 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบกรณีศึกษาการพยาบาลทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) มีโรคร่วมปอดอักเสบ (Pneumonia) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290790 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิด ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาร์เอสวีร่วมกับปอดอักเสบเปรียบเทียบ 2 ราย (Cases Study) โดยศึกษาข้อมูลจากประวัติผู้ป่วยแล้วนำมาเปรียบเทียบตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และกระบวนการพยาบาลในการวางแผนการพยาบาล</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่ากรณีศึกษาทั้งสองราย เป็นผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบจากชื่อไวรัสอาร์เอสวี ที่มีอายุใกล้เคียงกันคืออายุ 14 วัน กับอายุ 18 วัน มาด้วยอาการไข้ หายใจหอบเหนื่อย และมีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้บุคคลที่ป่วยอยู่บ้านเดียวกัน ได้แก่ ผู้ป่วยกรณีศึกษาที่ 1 ให้ประวัติมีหลานชายเป็น RSV อยู่บ้านเดียวกัน ส่วนกรณีศึกษาที่ 2 มีพี่สาวเป็นหวัด &nbsp;แต่ไม่ได้รับการตรวจยืนยันว่าเกิดจากเชื้อตัวใด สิ่งที่มีความแตกต่างคือ ในผู้ป่วยผู้ป่วยกรณีศึกษาที่ 1 มีภาวะขาดสารน้ำสารอาหารระดับเล็กน้อยร่วมด้วย โดยทั้ง 2 รายได้รับ การรักษาด้วยออกซิเจน HFNC และ O<sub>2 </sub>Box ต้องนอนรักษาตัว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในโรงพยาบาล พร้อมได้รับสารน้ำสารอาหารทดแทนเพื่อป้องกันภาวะขาดสารน้ำสารอาหาร โดยผลลัพธ์ทางการพยาบาลจากกรณีศึกษาทั้ง 2 รายพบว่า ผู้ป่วยมาด้วยหายใจหอบเหนื่อย และมีไข้สูงร่วมด้วย กรณีศึกษาที่ 1 ได้รับออกชิเจนที่มีความเข้มข้นสูงชนิด Non-invasive คือ HFNC ด้านความปลอดภัยทางเดินหายใจ มีเสมหะมากต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ป่วยมีปัญหาการมีไข้ภายหลังได้รับยาฆ่าเชื้อครบ 7 วัน จึงต้องมีการเปลี่ยนชนิดยาฆ่าเชื้อ มารดามีความวิตกกังวล&nbsp;&nbsp; แต่ให้ความร่วมมือตลอดการรักษา กรณีศึกษาที่ 2 ได้รับออกชิเจนและยาฆ่าเชื้อตามแผนการรักษา ผู้ป่วยได้ใกล้ชิดมารดา และได้รับความร่วมมือตลอดการรักษา ซึ่งภายหลังทั้ง 2 รายสามารถจำหน่ายจากโรงพยาบาลได้แม้ระยะเวลาในการรักษาตัวในโรงพยาบาลจะมีความแตกต่างกัน</p> พัชรณัฏฐ์ ฤทธิรณกันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290790 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขวัยทำงานในชุมชน กรณีศึกษาอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290791 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi – experimental research) สองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง (two group pretest – posttest design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขวัยทำงานในชุมชนต่อความสุขและความเข้มแข็งทางใจของประชาชนวัยทำงาน ศึกษาในกลุ่มประชาชนวัยทำงานของอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จำนวนกลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างสุขวัยทำงานในชุมชนหลักสูตร 1 วัน กลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมการดูแลสุขภาพจิตตามปกติ วัดผลจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 1 เดือนโดยศึกษาในระหว่างเดือนมกราคม - มิถุนายน 2566 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน dependent t – test Independent t - test Mann-Whitney U และ Wilcoxon signed rank test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 40-49 ปี มีสถานะภาพคู่ ศาสนาพุทธ อาชีพเกษตรกรรม การศึกษามัธยมศึกษา รายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย มีหนี้สินแต่จัดการได้ ไม่มีโรคประจำตัว ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ด้านความสุขหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขเท่ากับ 36.84 สูงกว่าก่อนการทดลองเท่ากับ 33.76 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01)&nbsp; เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเฉลี่ยความสุขเท่ากับ 36.84 สูงกว่า กลุ่มควบคุมเท่ากับ 32.25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) ด้านความเข้มแข็งทางใจ พบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจเท่ากับ 73.41 สูงกว่าก่อนการทดลองเท่ากับ 70.35 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจเท่ากับ 73.41 สูงกว่ากลุ่มควบคุมเท่ากับ 68.57 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01)</p> หยกฟ้า เพ็งเลีย , ธนัญญา ยงทอง, สุขเสริม ทิพย์ปัญญา, ภูวนัย แสวงบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290791 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยพยากรณ์ภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290431 <p> การวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยพยากรณ์ภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2568 จำนวน 138 คน โดยใช้การออกแบบการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Design) เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม ถึง 17 มิถุนายน 2568 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (PHQ-A) แบบวัดความสัมพันธ์ในครอบครัว แบบวัดความวิตกกังวล และแบบวัดความเครียด (SPST-20) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุ</p> <p> ผลการวิจัย ผลการวิจัยสามารถเขียนสมการพยากรณ์ภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก ได้ดังนี้ Ź= 0.464 (ความเครียด) โดย<strong>ความเครียด</strong>สามารถพยากรณ์ภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (β = 0.464, t = 5.407, p &lt; .001) ตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันพยากรณ์ภาวะซึมเศร้าได้ร้อยละ 24.8 (R² = 0.248)</p> นพภัสสร วิเศษ; ณัฐพร รัตนาจารย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290431 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุขในการป้องกันภาวะฟันตกกระของเด็กประถมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290504 <p> การวิจัยเชิงทดลองแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวปฏิบัติด้านทันตสาธารณสุข ในการป้องกันภาวะฟันตกกระของเด็กประถมศึกษาตอนต้นในพื้นที่ที่มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค จังหวัดสุโขทัย และ 2) ประเมินผลของแนวปฏิบัติต่อความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันของผู้ปกครอง และภาวะฟันตกกระของเด็ก การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ระดับฟลูออไรด์ในแหล่งน้ำ บทบาทการใช้น้ำในครัวเรือน ภาวะฟันตกกระของเด็ก และลักษณะความรู้ ความเชื่อ พฤติกรรมของผู้ปกครองในพื้นที่เสี่ยง 3 อำเภอที่เป็นภูเขาหินปูนและประสบภาวะน้ำแล้ง ระยะที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติ โดยอิงทฤษฎี Health Belief Model, KAP model และแนวคิดความรอบรู้ ด้านสุขภาพช่องปาก ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมผู้นำชุมชน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรสาธารณสุข การศึกษาระยะที่ 1 – 2 เป็นขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ ระยะที่ 3 ทดลองใช้แนวปฏิบัติด้วยแบบแผน กึ่งทดลอง กลุ่มเดียว วัดซ้ำ 3 ครั้ง (ก่อนทดลอง หลังทดลองสัปดาห์ที่ 4 และ 12) ในผู้ปกครองเด็กประถมศึกษาตอนต้น 45 คน และระยะที่ 4 ประเมินผลและสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เครื่องมือมีทั้งแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ แบบวัดความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันภาวะฟันตกกระ รวมทั้งแบบบันทึกการตรวจภาวะฟันตกกระด้วยดัชนี Dean’s index ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับแนวปฏิบัติ คะแนนความรู้เฉลี่ยของผู้ปกครองเพิ่มจาก 5.76 เป็น 11.67 และ 11.78 ในสัปดาห์ที่ 4 และ 12 ตามลำดับ ขณะที่ความเชื่อด้านสุขภาพเพิ่มจากร้อยละ 51.27 เป็น 74.69 และ 73.44 และคะแนนพฤติกรรมการป้องกันเพิ่มจากร้อยละ 34.89 เป็น 64.40 และ 63.98 ตามลำดับ (p&lt;0.001 ทุกตัวแปร) ระดับความรู้ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้นคงอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ส่วนสัดส่วนภาวะฟันตกกระของเด็กไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงติดตาม ซึ่งสอดคล้องกับกลไกโรคที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ในระยะสั้น</p> ภัทราพร เมฆพัฒน์, กิตติพันธ์ ธิช่างทอง, อรปรียา พ่วงจันทร์, ทิพวรรณ ชมภูเครือ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290504 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา ของเด็กปฐมวัย : บริบทครอบครัวและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290804 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาการพัฒนารูปแบบการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย : บริบทครอบครัวและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหา และความต้องการในการจัดรูปแบบการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยฯ เพื่อพัฒนารูปแบบการเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยฯ เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 2 - 5 ปี ของอำเภอเขาพนม จำนวน 12 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และผู้ปกครองเด็ก 2 - 5 ปี ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จำนวน 150 คน ระยะของการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเล่นในเด็กปฐมวัยอายุ 2 - 5 ปี จำนวน 180 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และสุ่มตัวอย่างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของเด็กอายุ 2 - 5 ปี วิเคราะห์ด้วยค่าสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของพัฒนาการด้านภาษาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Paired sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการเปรียบเทียบข้อมูล พบว่า คะแนนเฉลี่ยของพัฒนาการด้านภาษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นเดียวกับคะแนนเฉลี่ยของพัฒนาการด้านภาษาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังได้รับนวัตกรรม ที่แตกต่างกัน<br>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศิริขวัญ แซ่เฮ่า , ศิริพรรณ กุลดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290804 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาร่วมกับการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อด้วยระบบการแพทย์และการพยาบาลทางไกล Telemedicine และ Nursing care โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290805 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ร่วมกับกระบวนการ 3P (Purpose-Process-Performance) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการพยาบาล ประชากรประกอบด้วย เชิงคุณภาพ ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพ จำนวน 25 คน เชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอประสาทตา จำนวน 86 คน ดำเนินการวิจัย 12 เดือน ระหว่างตุลาคม 2567 - กันยายน 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการพยาบาล แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบเก็บข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินความสามารถของตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพยาบาลประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก คือ การคัดกรองและประเมินกลุ่มเสี่ยง การประเมินครอบคลุมทุกมิติ การวางแผนการดูแลร่วมกัน การให้ความรู้และเสริมสร้างความสามารถของตนเอง การประสานงานภายในทีมสหวิชาชีพ การติดตามต่อเนื่องด้วยระบบ Telemedicine และ Tele-nursing การเข้าถึงบริการตลอด 24 ชั่วโมง และการสนับสนุนผู้ดูแลและครอบครัว ผลลัพธ์แสดงถึง EI3O พบว่า สมรรถนะพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.76 อัตราการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 77.27 เป็นร้อยละ 96.84 อัตราการมาตามนัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65.40 เป็นร้อยละ 91.28 ระยะเวลารอคอยลดจาก 128.40 นาทีเป็น 42.68 นาที ความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.48 เป็น 25.84 คะแนน พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 15.64 เป็น 21.76 คะแนน ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นจาก 128.46 เป็น 174.28 คะแนน ความพึงพอใจ 4.58 คะแนน HbA1c ลดลงจาก 8.42 เป็น 7.24 ร้อยละ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วราภรณ์ พรมแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290805 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้รับบริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ ด้วยระบบการแพทย์วิธีใหม่แบบดิจิตอลไร้รอยต่อ โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290806 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้รับบริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ด้วยระบบการแพทย์วิธีใหม่แบบดิจิทัลไร้รอยต่อ โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ประชากรประกอบด้วย เชิงคุณภาพในการพัฒนารูปแบบได้แก่ทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่าย จำนวน 15 คน เชิงปริมาณในการประเมินผลรูปแบบได้แก่ผู้ป่วยที่มีผล Fecal Immunochemical Test เป็นบวก จำนวน 63 คน ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ และประเมินผลรูปแบบ โดยใช้วงจร Plan-Do-Study-Act และหลักการ Model of Improvement เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบฟอร์มคัดกรองและจัดลำดับความเสี่ยง ระบบนัดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แอปพลิเคชัน LINE Official Account แบบเก็บข้อมูลทั่วไปและทางคลินิก แบบประเมินความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก คือ แบบฟอร์มคัดกรองและจัดลำดับความเสี่ยง ระบบนัดหมายและจัดการคิวอิเล็กทรอนิกส์ แอปพลิเคชัน LINE Official Account การปรับกระบวนการลดจำนวน Visit แนวปฏิบัติการดูแลต่อเนื่อง การส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพ และระบบติดตามประเมินผล ผลลัพธ์ตามกรอบ EI3O พบว่า ระยะเวลารอคอยลดลงจาก 128.50 วันเป็น 24.80 วัน ลดลงร้อยละ 80.70 อัตราการได้รับการตรวจภายใน 1 เดือนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.50 เป็นร้อยละ 92.06 อัตราการมาตรวจตามนัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 71.50 เป็นร้อยละ 90.48 คุณภาพการเตรียมลำไส้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.20 เป็นร้อยละ 93.65 ลดจำนวนครั้งที่มาโรงพยาบาลจาก 2 ครั้งเป็น 1 ครั้ง ความรู้เพิ่มขึ้นจาก 2.95 เป็น 4.38 และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 3.08 เป็น 4.65 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 8.42, 9.12 ตามลำดับ)</p> มุทิตา เรืองเศรษฐี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290806 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290536 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยยาเสพติดที่ได้รับการคัดกรองว่ามีสารเสพติดในร่างกายจริงและผู้ป่วยสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 28 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่พัฒนาขึ้น 2) แบบประเมิน Brief Assessment of Recovery Capital (BARC-10) ของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น 3) แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ฉบับภาษาไทย (WHOQOL–BREF–THAI) 4) แบบประเมินการใช้ยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข (บคก.กสธ. ) V.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) วิเคราะห์ความแตกต่างก่อนหลังการพัฒนารูปแบบด้วย dependent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ก่อนการใช้รูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างมีผลกระทบจากการใช้สารเสพติดระดับปานกลาง หลังการใช้รูปแบบฯ มีผลกระทบจากการใช้สารเสพติดระดับต่ำ 2) ผลการประเมินระดับทรัพยากรในตัวบุคคลแบบกว้าง (BARC-10) ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ พบว่ามีระดับ Recovery Capital ต่ำ 3) ระดับคุณภาพชีวิตในภาพรวม ก่อนใช้รูปแบบอยู่ในระดับต่ำ หลังการใช้รูปแบบฯ อยู่ในระดับกลาง แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> นภาภัช จุลนีย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290536 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290549 <p> การวิจัยนี้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก ก่อนและหลัง ได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบ ประชากรที่ศึกษาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 95 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power ได้กลุ่มตัวอย่าง 35 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired Sample t-test และ Independent Sample t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง 1) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะกลุ่มเปรียบเทียบหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่ำกว่าก่อนการทดลอง 2) หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ขณะกลุ่มเปรียบเทียบหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยแบบพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกสูงกว่าก่อนการทดลอง และ 3) หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณัฐวุฒิ จูงศิริ, ปณิธาน กระสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290549 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรเเกรมสร้างการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290551 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research).มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถตนเอง พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ก่อน และหลังได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ และการรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการหลังได้รับโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ โดยประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองของแบนดูรา (Bandura) ได้แก่ ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ การได้เห็นประสบการณ์ของผู้อื่น การใช้คำพูดชักจูง และการกระตุ้นอารมณ์ ประชากรที่ศึกษาเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 38 คน เลือกแบบเจาะจงจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบียนมาตรฐาน สถิติ Paired t-test และ Independent sample t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองสูงกกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเอง และค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมที่ใช้ในการทดลองทำให้ให้นักเรียนมีการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการดีขึ้น</p> นริศรา คงเพชร, ปณิธาน กระสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290551 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทและประสบการณ์ผู้ดูแลไม่เป็นทางการในครอบครัวและชุมชนชนบทไทย: การสังเคราะห์ อภิมานเชิงคุณภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290565 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยการสังเคราะห์อภิมานเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์แนวทาง meta-ethnography เพื่อทำความเข้าใจบทบาทและประสบการณ์ของผู้ดูแลไม่เป็นทางการในครอบครัวและชุมชนชนบทไทย การสืบค้นเชิงระบบจากฐานข้อมูลระดับประเทศและสากล (พ.ศ. 2564–2568) พบงานวิจัย 84 เรื่อง โดย 12 เรื่องผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพ Critical Appraisal Skills Programme (CASP) และถูกรวมเข้าสู่การสังเคราะห์เชิงตีความ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ระบุองค์ประกอบความหมายหลัก 7 ประการ ได้แก่ 1) การดูแลบนฐานค่านิยมผูกพัน–กตัญญู 2) ภาระดูแลหลายมิติ 3) เครือข่ายครอบครัว–ชุมชนเป็นระบบพยุง 4) ความไม่ต่อเนื่องของบริการสุขภาพ–สวัสดิการ 5) ความโดดเดี่ยวและความเปราะบางของผู้ดูแล 6) ศรัทธาและพิธีกรรมเป็นพลังเยียวยา และ 7) ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนดูแล การบูรณาการข้อมูลนำไปสู่พัฒนา “แบบจำลองระบบนิเวศการดูแลในชนบทไทย” ที่อธิบายปฏิสัมพันธ์ของระดับคุณค่าทางวัฒนธรรม ประสบการณ์รายบุคคล เครือข่ายชุมชน และโครงสร้างระบบสุขภาพ</p> ดลรวี สิมคำ, รชยา ยิกุสังข์, อรอุมา แก้วเกิด, จินตพักตร์ จันทะโคตร, ปนัดดา นครังสุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290565 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในชุมชนตำบลเก่างิ้ว อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290624 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 1 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง (Quasi-experimental Rresearch One Group Pre-Posttest Design) วัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในชุมชนตำบลเก่างิ้ว อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในตำบลเก่างิ้ว อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ในปี 2567 เดือนธันวาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 จำนวน 48 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ (Systematic random sampling) เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของประชาชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า พบว่า ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลยาและสุขภาพ ความสามารถในการเข้าใจข้อมูลยาและสุขภาพ ความสามารถในการโต้ตอบ การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยาและดูแลสุขภาพ การจัดการตนเองด้านการใช้ยาและดูแลสุขภาพหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองแต่ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ P-value ˂ .05 ส่วนการบอกต่อผู้อื่นเรื่องการใช้ยาและดูแลสุขภาพหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ P-value ˂ .05</p> ลลิตา เพชรภา, ชนะพล ศรีฤาชา, วีณา อิศรางกูร ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290624 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความเอียงของฟันหน้าตัดด้านข้างส่งผลต่อการรับรู้ความสวยงามของรอยยิ้ม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290631 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Survey research by Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความแตกต่างของการรับรู้ความสวยงามระหว่างทันตแพทย์จัดฟันและบุคคลทั่วไปเมื่อมองในมุมมองด้านข้างที่มีความเอียงในแนวหน้าหลังของฟันหน้าตัดที่แตกต่างกัน และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสวยงามของความเอียงในแนวหน้าหลังของฟันหน้าตัดที่แตกต่างกันของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ภาพรอยยิ้มด้านข้างของผู้หญิงอายุ 29 ปี ที่ตรงตามเกณฑ์คัดเลือกมาปรับแต่งมุมความเอียงของฟันหน้าตัดบนตั้งแต่ +15 ถึง –15 องศา โดยปรับทีละ 5 องศา ได้ภาพรวม 7 ภาพ และนำภาพนั้นมาทำซ้ำและจัดเรียงแบบสุ่มเพื่อใช้ประเมินคะแนนความสวยงามตามมาตรวัดความสวยงามแบบตัวเลข (Numerical Rating Scale: 1–10 คะแนน) กลุ่มตัวอย่างผู้ประเมินคะแนนประกอบด้วยทันตแพทย์จัดฟัน 120 คน และบุคคลทั่วไป 120 คน ผลการวิเคราะห์โดย 2-Sample Independent t-test พบว่าบุคคลทั่วไปให้คะแนนรอยยิ้มที่มีมุมความเอียงของฟันหน้าตัดบนที่ 70, 75 และ 85 องศา สูงกว่าทันตแพทย์จัดฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (p &lt; 0.05) ขณะที่ภาพในมุม 80, 90, 95 และ 100 องศา ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; 0.05) ผลการวิเคราะห์ภาพที่พึงพอใจมากที่สุดและไม่ชอบที่สุดโดยใช้ Pearson’s Chi-square test พบว่าสัดส่วนของผู้ที่เลือกภาพในแต่ละมุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม ทั้งในภาพที่ชอบที่สุด (X² = 15.77, p = 0.015) และภาพที่ไม่ชอบที่สุด (X² = 35.20, p &lt; 0.001) โดยทั้งสองกลุ่มชอบรอยยิ้มที่มีมุมเอียง 85° มากที่สุด ขณะที่ทันตแพทย์จัดฟันไม่ชอบมุม 70° มากที่สุด และบุคคลทั่วไปไม่ชอบมุม 100° มากที่สุด</p> ดวงฤดี พลนิวัตน์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290631 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดในงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291158 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ<strong> 1)</strong>เพื่อเปรียบเทียบความรู้ของพยาบาล 2) เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการปฏิบัติที่ถูกต้องของพยาบาล 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของพยาบาล 4) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด ก่อนและหลัง การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด ในงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน โดยศึกษาในพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ 13 คน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ การปฏิบัติการพยาบาลและแบบสำรวจความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: พบว่าพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติมีระดับความรู้ ก่อนการใช้แนวปฏิบัติอยู่ที่ระดับปานกลาง ร้อยละ 76.92 หลังการใช้แนวปฏิบัติอยู่ที่ระดับสูง ร้อยละ 100 พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติตามแนวปฏิบัติถูกต้อง ก่อนใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ 55.77 หลังใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ 96.58 พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติพึงพอใจอยู่ที่ระดับมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.84 และพบอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด ก่อนการใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ 13.33 และหลังใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ 2.22 (p &lt; 0.05)</p> มณีรัตน์ โสมศรีแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291158 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรม โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291162 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ร่วมกับกระบวนการ 3P (Purpose-Process-Performance) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรม พัฒนารูปแบบการพยาบาล และศึกษาผลการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรม โรงพยาบาลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ประชากรประกอบด้วย เชิงคุณภาพ ได้แก่ ทีมสหสาขาวิชาชีพ จำนวน 30 คน เชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรม อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 45 คน ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ คือ การวางแผนและเตรียมการ การพัฒนารูปแบบ การนำรูปแบบไปใช้ และการประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรม แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบเก็บข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพยาบาลประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก คือ การคัดกรองและประเมินความพร้อมอย่างครอบคลุม การใช้กระบวนการพยาบาล การเสริมสร้างความรู้และทักษาการดูแลตนเองตามทฤษฎีของโอเร็ม การเสริมสร้างพลังอำนาจตามแนวคิดของ Gibson การติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง และการบูรณาการทีมสหสาขาวิชาชีพ ผลลัพธ์แสดงถึง EI3O พบว่า สมรรถนะพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 3.35 เป็น 4.72 อัตราการใส่เลนส์ผิดขนาดลดเป็นศูนย์ อัตราการเลื่อนผ่าตัดลดลงจากร้อยละ 1.89 เป็นร้อยละ 0.50 ระยะเวลารอคอยลดจาก 2.30 ชั่วโมงเป็น 25 นาที ความรู้เพิ่มขึ้นจาก 2.98 เป็น 4.36 พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 3.08 เป็น 4.28 และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 3.68 เป็น 4.74 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณิชา บุตตะหึงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291162 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ในกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า : การวิเคราะห์ทุติยภูมิเชิงตัวแปรปรับ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291170 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาทของปัจจัยเชิงโครงสร้าง (ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาไทยและอุปสรรคในการเข้ารับบริการสุขภาพ) ในการเป็นตัวแปรปรับต่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงทางชีวภาพ (ความดันโลหิตสูง) และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าในกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า กลุ่มตัวอย่างเป็นชาวอาข่าอายุ 35–70 ปี จำนวน 128 คน ในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประเมินความเสี่ยงด้วย Thai CV Risk Score และวิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกและการวิเคราะห์ตัวแปรปรับโดยใช้ Hayes Process Macro</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 77.30 ของกลุ่มตัวอย่างมีความเสี่ยง CVD ระดับต่ำ ขณะที่ร้อยละ 22.60 อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง CVD อย่างมีนัยสำคัญ (OR = 3.48, 95%CI = 1.33–9.11, p &lt; .05) ความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยง CVD และส่งผลโดยตรงต่อคะแนนความเสี่ยง (b = –1.29, p &lt; .001) แต่ไม่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือ ตัวแปรปรับระหว่างความดันโลหิตสูงและความเสี่ยง CVD ส่วนอุปสรรคในการเข้ารับบริการสุขภาพแม้สัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง (b = 0.42, p &lt; .001) แต่ไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยง CVD และไม่พบผลทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ</p> จิตราภรณ์ สุทธิพงศ์ , วิภาดา ศรีมันทยามาศ , พิมพ์รัตน์ บุณยะภักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291170 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิของ หน่วยบริการปฐมภูมิ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290703 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำของหน่วยบริการปฐมภูมิ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี (2) ศึกษาระดับการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิของหน่วยบริการดังกล่าว และ (3) วิเคราะห์รูปแบบภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ การวิจัยเป็นแบบภาคตัดขวางเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรจำนวน 458 รายจากหน่วยบริการปฐมภูมิขนาดกลาง ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.23, SD = 0.59) รองลงมาคือภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ตามลำดับ ขณะที่การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.32, SD = 0.47) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่า ภาวะผู้นำทั้งสามรูปแบบสามารถอธิบายความแปรปรวนของการจัดบริการสุขภาพได้ร้อยละ 61.10 โดยเฉพาะภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการ (β = 0.439) และภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (β = 0.405) ส่งผลเชิงบวกต่อการจัดบริการอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (β = -0.134) ส่งผลเชิงลบในบริบทของการเปลี่ยนผ่านหน่วยงานหลังการถ่ายโอนภารกิจ</p> ดนุพล จันทร์โพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290703 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชน ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289093 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชนของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะ และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 32 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 16 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะที่พัฒนาจากทฤษฎีของ Ralph W. Tyler และกรอบสมรรถนะของสภาการพยาบาล พ.ศ. 2558 และแบบประเมินสมรรถนะ 3 ด้าน ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ 30 ข้อ (KR-20 = 0.71) แบบประเมินทักษะ 65 ข้อ (Cronbach's alpha = 0.95) และแบบประเมินทัศนคติ 30 ข้อ (Cronbach's alpha = 0.80) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.80, 0.94 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.44 (SD = 3.22) เป็น 24.56 (SD = 2.34) ทักษะเพิ่มขึ้นจาก 151.56 (SD = 24.11) เป็น 188.69 (SD = 10.59) และทัศนคติเพิ่มขึ้นจาก 47.19 (SD = 7.52) เป็น 69.06 (SD = 4.96) โดยทั้งสามด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทักษะ และทัศนคติสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) สรุปได้ว่าโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชนมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรู้ ทักษะ และทัศนคติของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> นาตยา สอนประสิทธิ์, เรณุการ์ ทองคำรอด, เปรมฤทัย น้อยหมื่นไวย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/289093 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาที่ส่งผลต่อดัชนีมวลกายของกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291171 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (High Intensity Interval Training: HIIT) และ (2) เปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม HIIT การวิจัยเป็นแบบทดลองเชิงปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มคนวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 15 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรมการออกกำลังกายแบบ HIIT มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ ความถี่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ความหนัก 75–85% HRmax (ช่วงหนัก) และ 50–60% HRmax (ช่วงเบา) โดยใช้กิจกรรมพื้นฐาน เช่น กระโดดตบ วิ่งอยู่กับที่ ลันจ์ และสควอท เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องวัดองค์ประกอบร่างกาย และแบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติอนุมาน Paired Sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่า BMI เฉลี่ยของนักศึกษาลดลงจาก 26.10 ± 2.40 เป็น 24.90 ± 2.20 กก./ม² หลังจบโปรแกรม 8 สัปดาห์ โดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) น้ำหนักตัวเฉลี่ยลดลงจาก 74.25 ± 8.96 เป็น 70.92 ± 8.72 กก. สะท้อนประสิทธิผลและความเป็นไปได้ของการนำโปรแกรม HIIT ไปใช้จริงในกลุ่มนักศึกษา ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่า BMI เฉลี่ย 26.10 ± 2.40 kg/m² หลังการทดลองมีค่า BMI เฉลี่ยลดลงเหลือ 24.90 ± 2.20 kg/m² ผลการทดสอบทางสถิติพบว่าค่า t = 8.43 และ p-value = 0.000 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญ .05 แสดงถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โปรแกรม HIIT ส่งผลให้ค่า BMI ลดลงในกลุ่มนักศึกษาที่มีภาวะน้ำหนักเกินอย่างชัดเจน และยังเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในกลุ่มนักศึกษา เนื่องจากใช้เวลาสั้น ยืดหยุ่น และไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก</p> ธัญญารัศมิ์ ศิริกลิ่นแคฆ์ , ชัยชนะ นิ่มสุวรรณ, พิจิตรา ยืนยั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291171 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของยาแอสไพรินในการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 : การศึกษาแบบย้อนหลัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291238 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอุบัติการณ์เกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาร่วมกับการได้รับยาแอสไพริน เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์แบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชนบท จังหวัดขอนแก่น โดยศึกษาจากแฟ้มประวัติผู้ป่วยย้อนหลัง 10 ปี จำนวน 362 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาแอสไพริน 170 ราย (ร้อยละ 47.0) และกลุ่มที่ไม่ได้รับยาแอสไพริน 192 ราย (ร้อยละ 53.0) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ Chi-square test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่าข้อมูลทั่วไปส่วนมากเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 76.5) มีอายุอยู่ในช่วง 60-69 ปี (ร้อยละ 54.7) พบอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองรวมทั้งสิ้น 17 ราย (ร้อยละ 4.7) โดยในกลุ่มที่ได้รับยาแอสไพรินเกิดโรคหลอดเลือดสมอง 8 ราย (ร้อยละ 4.7) และในกลุ่มที่ไม่ได้รับยาแอสไพรินเกิดโรคหลอดเลือดสมอง 9 ราย (ร้อยละ 4.7) ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการได้รับยาแอสไพรินกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Chi-square = 0.993, p &gt; 0.05)</p> นิพาดา โพษิตลิมปกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291238 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเองต่อความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อเข้าสู่เบาหวานระยะสงบของผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการเตรียมจำหน่ายก่อนกลับบ้าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290862 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการเตรียมจำหน่ายก่อนกลับบ้าน (2) ศึกษาผลของโปรแกรมต่อความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และ (3) ศึกษาผลของโปรแกรมต่อการเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบของผู้ป่วยหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล การวิจัยเป็นแบบ วิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ร่วมกับ การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยใช้ แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One-group pretest–posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสิงหนคร จังหวัดสงขลา จำนวน 34 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดการตนเอง ครอบคลุม 4 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกรับ ระยะพักรักษา ระยะเตรียมจำหน่าย และระยะติดตามผล 3 เดือน (2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและตัวชี้วัดทางคลินิก (3) แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง และ (4) แบบประเมินการเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบสมมติฐานด้วย Dependent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรม คะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -17.43, p &lt; .001) จากเฉลี่ย 34.88±9.85 คะแนน เป็น 62.24±3.54 คะแนน เพิ่มขึ้นร้อยละ 78.4 โดยเฉพาะด้านการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเองเพิ่มขึ้นมากที่สุด (ร้อยละ 226.8) นอกจากนี้ ค่าตัวชี้วัดทางคลินิก ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) ลดลงจาก 222.79±67.35 มก./ดล. เป็น 179.79±45.62 มก./ดล. (ลดลงร้อยละ 19.3, p &lt; .001) และค่า HbA1c ลดลงจาก 10.72±2.18 เป็น 10.24±1.89 (ลดลงร้อยละ 4.5, p = .039) ค่า BMI และความดันโลหิตทั้งสองค่า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผู้ป่วยรายใดเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบภายในระยะเวลา 3 เดือน เนื่องจากยังคงต้องใช้ยาลดน้ำตาลและมีระดับ HbA1c สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> เสริมศิริ วิจิตรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290862 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการประยุกต์ใช้นวัตกรรม “CKD Insight” บนฐานแนวคิดการรับรู้ความเจ็บป่วยในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3: การศึกษานำร่องแบบกรณีศึกษา 2 ราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290893 <p> บทความการศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้นวัตกรรม “CKD Insight” บนฐานแนวคิดการรับรู้ความเจ็บป่วยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์ของนวัตกรรมต่อการรับรู้โรคความเจ็บป่วย (Illness Representation) ผลลัพธ์ทางคลินิก และความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการใช้นวัตกรรม โดยใช้แนวคิดการรับรู้ความเจ็บป่วยต่อความเข้าใจเกี่ยวกับโรค มีการศึกษากรณีศึกษา (Case Study) ในผู้ป่วย 2 ราย ให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชันและการติดตามผลผ่านกลุ่มไลน์</p> <p> ผลการศึกษา : กรณีศึกษารายที่ 1<strong> </strong>ผู้ป่วยชายไทย อายุ 51 ปี ประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา16 ปี และโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เป็นเวลา 2 เดือน ไขมันในเลือดสูงได้ 8 ปี ความดันโลหิตสูงได้ 10 ปี น้ำหนัก 67 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 16 กก./ตร.ม. ค่าความดันโลหิต176/92 mmHg FBS 328 mg/dl HbA1C 11.6 % GFR 50.2 UMA 154 mg กรณีศึกษาที่ 2</p> <p>ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 55 ปี ประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 8 ปี โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เป็นเวลา 1 เดือน ไขมันในเลือดสูงได้ 5 ปี ความดันโลหิตสูงได้ 7 ปี น้ำหนัก 78 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 28 กก./ตร.ม. ค่าความดันโลหิต159/95 mmHg FBS 168 mg/dl HbA1C 10.2 % GFR 59 UMA 95 mg ประเมินการรับรู้การเจ็บป่วยค่าคะแนนอยู่ในระดับต่ำ - ปานกลางทั้ง 2 ราย หลังใช้นวัตกรรมและติดตามผลระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผู้ป่วยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำเป็นระดับปานกลางถึงสูง</p> อนุทัย พระคลังทิว, พิเชษฐ เรืองสุขสุด, นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290893 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดโรงพยาบาลกำแพงแสน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291243 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นแบบวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด โดยอาศัยกรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพบริการของ Donabedian และการประเมินคุณภาพแนวทางปฏิบัติด้วยเครื่องมือ AGREE II เป็นแนวทางกำกับการพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และร่างรูปแบบ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและนำไปใช้จริง และระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยใน จำนวน 230 คน และพยาบาลวิชาชีพ <br>12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ (1) การพัฒนาระบบการประเมินคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง (2) การพัฒนาความรู้และแนวทางการรักษาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (3) การเผยแพร่แนวปฏิบัติและสร้างระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และ (4) การติดตามประเมินผลและกำกับดูแลการปฏิบัติ ในด้านผลลัพธ์ของผู้ป่วยหลังใช้รูปแบบ พบว่าผู้ป่วยมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อเพียงร้อยละ 12.17 แสดงถึงประสิทธิผลของการดูแลภายใต้รูปแบบใหม่</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านผลลัพธ์เชิงกระบวนการ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้การพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดของพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 14.08 เป็น 17.50 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การปฏิบัติตามแนวทาง โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติสม่ำเสมอร้อยละ 89.70 ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทุกด้าน</p> ณิชาภา หนูผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291243 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคทางเดินหายใจส่วนบนต่อการกลับเป็นซ้ำ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291244 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการลดการกลับเป็นซ้ำในผู้ปกครองเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยอาศัยแนวคิดการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ และแกลิค โปรแกรมมุ่งเพิ่มสมรรถนะเชิงความรู้ ทักษะปฏิบัติ และการตัดสินใจของผู้ปกครอง ครอบคลุมการให้ความรู้โรคทางเดินหายใจ การล้างจมูก การให้ยาอย่างเหมาะสม การสังเกตสัญญาณอันตราย การดูแลเบื้องต้น รวมถึงการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยใช้แบบกึ่งทดลอง ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 42 คน คัดเข้าโดยสมัครใจ และเข้าเกณฑ์ทางคลินิก เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลเด็กป่วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; 0.05) สัดส่วนผู้ปกครองที่อยู่ระดับวิจารณญาณ เพิ่มจาก 4.76% เป็น 28.57% โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันสื่อ/สารสนเทศ และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมการดูแลเด็กป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 1.67 เป็น 2.40 คะแนน (<em>p</em> &lt; 0.05) ครอบคลุมทั้งการดูแลจำเป็นทั่วไป การดูแลตามพัฒนาการ และการดูแลตามภาวะเบี่ยงเบนสุขภาพ ซึ่งเป็นด้านที่เพิ่มสูงสุด หลังจบโปรแกรม อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันอยู่ที่ 14.29% และจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล 2.38% สะท้อนผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นสอดคล้องกับการเพิ่มความรอบรู้ และพฤติกรรมการดูแล</p> กรรณิกา ใจดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291244 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาเครื่องมือการเฝ้าระวัง Sepsis ปลอดภัยด้วย “slide KPOS” https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291248 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นวิจัยและพัฒนา วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การสัญญาณเตือนอาการทรุดลงของผู้ป่วยเด็กที่หอผู้ป่วยเด็กเล็กหลังใช้แบบประเมิน Khon Kaen Hospital Pediatric Observation Score หรือ KPOS 2) พัฒนานวัตกรรม“Slide KPOS” ซึ่งง่ายต่อการรวมคะแนน เหมาะกับการประเมินเด็กอายุ 1-3 ปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินคะแนนที่ดีขึ้นในการเฝ้าระวังสัญญาณเตือนอาการทรุดลงของภาวะ Sepsis ในเด็กเล็ก 3) ศึกษาประสิทธิผล การใช้ นวัตกรรม“Slide KPOS” กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย คือ ผู้ป่วยเด็กเล็กที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเด็กเล็ก โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึงมีนาคม 2565 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกสัญญาณชีพผู้ป่วยแต่ละราย แบบบันทึกตัวชี้วัดหอผู้ป่วยในการประเมิน Sepsis แบบบันทึกผู้ป่วยเข้า Protocol sepsis และแบบประเมินระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา : เกิดนวัตกรรมการดูแล “Slide KPOS”และคู่มือการใช้นวัตกรรม ประเมินผลการใช้พบว่า การประเมินคะแนนSepsis จากเก่าร้อยละ 67 เป็นร้อยละ100 การประเมินหลังใช้พบผู้ป่วยต้องรายงานแพทย์ 16 รายคิดเป็นร้อยละ15จากผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินsepsisและ 6 รายคิดเป็นร้อยละ5 ได้รับการดูแลตามCPG sepsisผู้ป่วยได้รับการดูแลตามSepsis guideline ร้อยละ100 ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 92</p> อำภา ทาเวียง , บุษบา โสภา, วิลาวัลย์ จันโทริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291248 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสนับสนุนการดูแลตนเองโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในผู้ป่วยบาดเจ็บ ที่ศีรษะระดับเล็กน้อยหลังจำหน่ายจากห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลอากาศอำนวย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291249 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการดูแลตนเองโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อยหลังจำหน่ายจากห้องฉุกเฉิน 2) เพื่อศึกษาผลของระบบที่พัฒนาขึ้นต่อความสามารถในการดูแลตนเอง และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อระบบ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเล็กน้อยจำนวน 30 ราย ที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉินและได้รับการจำหน่ายกลับบ้าน โรงพยาบาลอากาศอำนวย ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า &nbsp;&nbsp;&nbsp;พัฒนาระบบผ่าน LINE Official Account ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบประเมินและติดตามอาการอัตโนมัติที่ 6, 24, 48 และ 72 ชั่วโมง ระบบให้ความรู้และคำแนะนำผ่านสื่อมัลติมีเดีย ระบบสื่อสารแบบ Real-time กับพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง และระบบจัดการข้อมูล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกประสิทธิผลของระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการดูแลตนเองหลังการใช้ระบบสูงกว่าก่อนการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยคะแนนรวมเพิ่มขึ้นจาก 80.4 (S.D. = 12.3) เป็น 124.7 (S.D. = 9.6) คะแนน ประสิทธิผลของระบบบรรลุเป้าหมายทุกตัวชี้วัด โดยอัตราการตอบกลับการประเมินร้อยละ 86.7 อัตราการมาตรวจซ้ำที่เหมาะสมร้อยละ 93.3 ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และเวลาตอบสนองเฉลี่ย 8.5 นาที ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อระบบอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.49, S.D. = 0.42) โดยด้านประโยชน์ที่ได้รับมีค่าเฉลี่ยสูงสุด</p> สว่างจิตร ใครบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291249 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของคู่มือการสื่อสารเชิงบวกในบริการสุขภาพเพื่อลดความรุนแรง ในโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290935 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการประเมินประสิทธิผลของคู่มือการสื่อสารเชิงบวกในบริการสุขภาพเพื่อลดความรุนแรงในโรงพยาบาล แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ใช้การออกแบบกึ่งทดลองกับบุคลากร 50 คน จาก 5 โรงพยาบาล ระยะที่ 2 ติดตามผล 132 คน วิเคราะห์ด้วย Paired t-test, Independent t-test, Chi-square และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบการลดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) โดยความรุนแรงทางกายลดลง 25.0% ทางวาจาลดลง 17.8% ความรู้สึกปลอดภัยเพิ่มขึ้นจาก 3.0 เป็น 3.6 (Effect Size=0.55, p&lt;0.01) ความมั่นใจในการจัดการความขัดแย้งเพิ่มขึ้นจาก 3.1 เป็น 3.8 (Effect Size=0.58, p&lt;0.01) การติดตามผล 3 เดือนพบผู้ใช้งานสม่ำเสมอ 65.2% โรงพยาบาลทั่วไปมีการรับรู้ประสิทธิผลสูงกว่าโรงพยาบาลศูนย์ (p&lt;0.05) ปัจจัยสำคัญต่อการใช้งานยั่งยืน ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร (X²=18.42, p&lt;0.001) การอบรมเสริม (X²=12.67, p&lt;0.001) และภาระงาน (X²=9.73, p=0.002)</p> วีร์ เมฆวิลัย, พาสนา คุณาธิวัฒน์, บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290935 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการสร้างเครือข่ายร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการบริโภคยาอันตรายของประชาชนตำบลละลม อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290964 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเครือข่ายร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการบริโภคยาอันตรายของประชาชนตำบลละลม อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 35 คน รวม 70 คน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชนตำบลละลม อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเปรียบเทียบ คือ ประชาชนตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ ANCOVA กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องยาอันตราย ทัศนคติต่อยาอันตราย การรับรู้โอกาสเสี่ยงของยาอันตราย การรับรู้ความรุนแรงของยาอันตราย การรับรู้ประโยชน์ของการลดการใช้ยาอันตราย การรับรู้อุปสรรคของการลดการใช้ยาอันตราย แรงสนับสนุนทางสังคมในการลดการบริโภคยาอันตราย การสร้างเครือข่ายในการลดการบริโภคยาอันตราย การรับรู้ความสามารถของตนในการลดการบริโภคยาอันตราย และพฤติกรรมการบริโภคยาอันตรายสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อควบคุมอิทธิพลของค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรก่อนการทดลองแล้วกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม มีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องยาอันตราย ทัศนคติต่อยาอันตราย การรับรู้โอกาสเสี่ยงของยาอันตราย การรับรู้ความรุนแรงของยาอันตราย การรับรู้ประโยชน์ของการลดการใช้ยาอันตราย การรับรู้อุปสรรคของการลดการใช้ยาอันตราย แรงสนับสนุนทางสังคมในการลดการบริโภคยาอันตราย การสร้างเครือข่ายในการลดการบริโภคยาอันตราย การรับรู้ความสามารถของตนในการลดการบริโภคยาอันตราย และพฤติกรรมการบริโภคยาอันตราย หลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ธงชัย ไชยโชติ, อารี บุตรสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290964 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาพืชอาหารที่มีสรรพคุณทางยา ภายใต้องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290966 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพืชสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุง และเครื่องเคียงของอาหารท้องถิ่นที่มีสรรพคุณทางยาที่สามารถนำมาใช้เสริมการดูแลรักษาโรคของผู้สูงอายุในตำราการแพทย์แผนไทย 2) พัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาพืชอาหารที่มีสรรพคุณทางยาภายใต้องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มุ่งเน้นสืบค้นและรวบรวมข้อมูลจากตำราหนังสือและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าจากตำราทางการแพทย์แผนไทย จำนวน 20 เล่ม ปรากฏรายการพืชที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุง และเครื่องเคียงอาหารท้องถิ่น จำนวน 577 ชนิด เมื่อตัดความซ้ำซ้อนออกแล้วเหลือ จำนวน 167 ชนิด เมื่อจัดหมวดหมู่ตามสินค้าเกษตรเพื่อสามารถส่งเสริมการปลูกบริโภคและจำหน่ายได้ แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผลไม้ 2) กลุ่มผัก 3) กลุ่มพืชจำพวกหญ้า 4) กลุ่มผลเปลือกแข็ง เมล็ดและน้ำเลี้ยง 5) กลุ่มพืชสมุนไพรและพืชเครื่องเทศ และ 6) กลุ่มผักที่มีสรรพคุณทางยา จำนวน 18, 42, 3, 9, 55 และ 39 ชนิด ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์สรรพคุณทางยาทางการแพทย์แผนไทยและจัดกลุ่มพืชที่มีสรรพคุณยาตามกลุ่มโรคหรืออาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ดังนี้ 1) เบื่ออาหาร 2) นอนไม่หลับ 3) ท้องผูก 4) จุกเสียด 5) โรคริดสีดวงทวาร 6) โรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง 7) ไอ 8) หวัดภูมิแพ้ 9) โรคความดันโลหิตสูง และ 10) โรคเบาหวาน จำนวน 12, 6, 17, 49, 9, 9, 26, 7, 9 และ 1 ชนิด ตามลำดับและพบข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของพืชที่มีสรรพคุณยา จำนวน 46 ชนิด</p> กฤษดา ศรีหมตรี, ดวงนภา แดนบุญจันทร์, นิตยา นามวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290966 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริการคลินิกผู้สูงอายุแบบองค์รวม “ ร่มโพธิ์โมเดล” โรงพยาบาลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291275 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลการพัฒนารูปแบบการบริการคลินิกผู้สูงอายุแบบองค์รวม “ร่มโพธิ์โมเดล” โรงพยาบาลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลศูนย์ดูแลต่อเนื่อง (COC) ทีมสหวิชาชีพ พยาบาลประจำรพ.สต อสม.ในชุมชน และผู้สูงอายุในอำเภอโคกโพธิ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา 1) สถานการณ์ของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสมองเสื่อม พลัดตกหกล้มที่ได้รับการคัดกรอง 9 ด้านในชุมชนอำเภอโคกโพธิ์ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 - เดือนเมษายน พ.ศ.2567 พบว่า จำนวนผู้สูงอายุในอำเภอโคกโพธิ์ที่ได้รับบริการคลินิกผู้สูงอายุแล้วทั้งหมด 258 ราย แบ่งเป็น กลุ่มภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment : MCI) จำนวน 112 ราย คิดเป็นร้อยละ 43.41 กลุ่มเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม (Dementia) จำนวน 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.26 กลุ่มเสี่ยงพลัดตกหกล้ม (Falling) 213 ราย คิดเป็นร้อยละ 82.56 2) รูปแบบการบริการ “ ROM PHO” Model เป็นการจัดบริการคลินิกผู้สูงอายุแบบองค์รวม ประกอบด้วยระบบส่งต่อ (Referral) การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ารับการคัดกรอง 9 ด้านอย่างทั่วถึง (Occasion Older Person) โดยภาคีเครือข่ายทำงานแบบมีส่วนร่วม (Participatory Team) ให้การดูแลรักษาแบบองค์รวมทั้งกาย จิต และสังคม (Holistic Care) จนสามารถทำให้ผู้สูงอายุ “Obtain on Quality of life” หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3) จากการดำเนินงานพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้เข้าสู่ระบบการบริการคลินิกผู้สูงอายุแบบองค์รวม “ร่มโพธิ์โมเดล” เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 และได้รับการดูแล รักษาอย่างต่อเนื่องในคลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลโคกโพธิ์มากกว่าร้อยละ 80</p> ซูลวีนาร์ ชุมประเวศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291275 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน Home Ward ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขตามบริบทของจังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291301 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษานโยบาย แนวทาง และบริบทการดำเนินงาน Home Ward ในจังหวัดอุบลราชธานี (2) พัฒนารูปแบบการจัดบริการที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ (3) ประเมินประสิทธิผลด้านคุณภาพการดูแล ความพึงพอใจ และความสอดคล้องกับนโยบาย (4) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการขยายผลทั่วจังหวัด ดำเนินการในโรงพยาบาล 27 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างเมษายน 2567 - กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย (1) ผู้ปฏิบัติงาน 215 คน (ก่อนพัฒนา 30 คน หลังพัฒนา 185 คน) (2) ผู้ป่วย/ผู้ดูแล 799 ราย (ก่อนพัฒนา 292 ราย หลังพัฒนา 507 ราย) เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์และบริบท จังหวัดอุบลราชธานีมีโรงพยาบาล 38 แห่ง เริ่มดำเนินงาน Home Ward ตั้งแต่ปี 2565 ครอบคลุม 10 กลุ่มโรค พบปัญหาหลัก 6 ด้าน คือ (1) ระบบบริการยังขาดความชัดเจน (2) บุคลากรไม่เพียงพอ ขาดทักษะเฉพาะทาง (3) ระบบข้อมูลไม่สมบูรณ์ (4) อุปกรณ์และเทคโนโลยียังไม่ครบถ้วน (5) การเบิกจ่ายค่ารักษาไม่เต็มจำนวน (6) ต้องการภาวะผู้นำและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง 2) รูปแบบที่พัฒนา ประกอบด้วย (1) โครงสร้างทีมสหวิชาชีพ 7 สาขา (2) รูปแบบบริการ 3 แบบ (Step down, Refer back, Start at home) (3) เกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยที่ชัดเจน (4) ระบบติดตามผ่าน A-MED และ Telehealth (5) กลไกการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมผลลัพธ์ 3) หลังการพัฒนา คุณภาพการดูแล ระยะเวลารักษาในโรงพยาบาลลดจาก 10 วัน เหลือ 1 วัน อัตรากลับเข้ารักษาซ้ำลดลง 43.7% ต้นทุนการรักษาลดลง 37.7%ความพึงพอใจ: ผู้ป่วย/ญาติ มีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น (จาก=4.50 เป็น =4.52) ผู้ปฏิบัติงาน มีความพึงพอใจด้านนโยบายองค์การ (=4.53) และด้านความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติ (=4.34)</p> ยศธน ทองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291301 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับแผนส่งเสริมสุขภาพดีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291008 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับแผนส่งเสริมสุขภาพดีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร จำนวน 83 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน คือ ผู้สูงอายุตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และ กลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 43 คน คือ ผู้สูงอายุตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับแผนส่งเสริมสุขภาพดี ระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ ANCOVA กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.5</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความเข้าใจข้อมูลและบริการสุขภาพ การตัดสินใจด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. และพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อควบคุมอิทธิพลของคะแนนก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม มีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความเข้าใจข้อมูลและบริการสุขภาพ การตัดสินใจด้านสุขภาพ การประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. และพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> กนกวรรณ ชาวอุบล, อารี บุตรสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291008 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการใส่ฟันเทียมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลตามบริบทอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291009 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้บริการใส่ฟันเทียมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลตามบริบทอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการใส่ฟันเทียมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลตามบริบทอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ และ 3) เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการใส่ฟันเทียมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลตามบริบทอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ โดยแบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลตามบริบทอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 85 คน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลต่างคะแนนเฉลี่ยของตัวแปรก่อนและหลังได้รับโปรแกรม โดยใช้สถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องฟันเทียม ทัศนคติต่อฟันเทียม การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการไม่ใส่ฟันเทียม การรับรู้ความรุนแรงของการไม่ใส่ฟันเทียม การรับรู้ประโยชน์ของฟันเทียม การรับรู้อุปสรรคของการใส่ฟันเทียม แรงสนับสนุนทางสังคมในการใส่ฟันเทียม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> นิตยา วีระไวทยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291009 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กรณีศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลหญิงหลังคลอดที่มีภาวะฝีเต้านมในคลินิกศัลยกรรม สถาบันบำราศนราดูร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291260 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาการพยาบาลหญิงหลังคลอดที่มีภาวะเต้านมอักเสบและฝีเต้านมโดยเฉพาะในระยะให้นมบุตร โดยการเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม สถาบันบำราศนราดูร โดยใช้แนวคิดแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพยาบาลและผลลัพธ์ทางคลินิก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่าทั้งสองรายเข้ารับการรักษาด้วยมีอาการปวดเต้านมและคลำพบก้อน แต่แตกต่างกันในความรุนแรงของการติดเชื้อ ปัจจัยเสี่ยง และการตอบสนองต่อการรักษา รายที่ 1 เป็นมารดาอายุ 23 ปี หลังคลอด 1 เดือน มีฝีขนาดใหญ่ ต้องได้รับหัตถการระบายหนอง นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้ยาปฏิชีวนะและการติดตามต่อเนื่อง รายที่ 2 เป็นมารดาอายุ 33 ปี หลังคลอด 3 เดือน มีท่อน้ำนมอุดตันและติดเชื้อระดับเริ่มต้น การดูแลเน้นการให้คำแนะนำด้านการระบายน้ำนม การติดตามอาการ และสนับสนุนด้านจิตใจ</p> กัญญลักษณ์ ทองนุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291260 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อุบัติการณ์การติดเชื้อในกระแสเลือดจากแบคทีเรียเฝ้าระวัง 8 ชนิด ของผู้ป่วย โรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291261 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี รวมทั้งเพื่อประเมินแหล่งกำเนิดของการติดเชื้อ แนวโน้มการดื้อยาปฏิชีวนะ และผลกระทบของการติดเชื้อในกระแสเลือดต่ออัตราการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อในระบบอื่นกับการพัฒนาไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการติดเชื้อในกระแสเลือดจากแบคทีเรียเฝ้าระวัง 8 ชนิด ในผู้ป่วยโรงพยาบาลบ้านหมี่ &nbsp;จังหวัดลพบุรี ระหว่าง เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาพบการส่งตรวจเพาะเชื้อจากกระแสเลือดรวม 8,397 ตัวอย่าง จากผู้ป่วย 3,463 ราย โดยในปี 2566 พบอุบัติการณ์การติดเชื้อร้อยละ 11 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 ในปี 2567 เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ <em>Escherichia coli</em> ร้อยละ 51.9 และ 48.9 รองลงมาคือ <em>Klebsiella pneumoniae</em>ร้อยละ 15.3 และ <em>Staphylococcus aureus</em> ร้อยละ 10.7 ปี 2567 พบ <em>Staphylococcus aureus</em> ร้อยละ 15.6 และ <em>Klebsiella</em> <em>pneumoniae</em> ร้อยละ 12.1 แหล่งที่มาของการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากชุมชนมากกว่าร้อยละ 80 ในทั้งสองปี และไม่พบความแตกต่างทางสถิติระหว่างแหล่งที่มา (p- value &gt;0.05) การวิเคราะห์แนวโน้มการดื้อยาพบว่า <em>Acinetobacter baumannii</em> มีแนวโน้มดื้อยาสูงขึ้นต่อยากลุ่ม carbapenems จากร้อยละ 54 เป็น 86 และ aminoglycosides จากร้อยละ 54 เป็น 71 ในขณะที่ <em>Klebsiella pneumoniae</em> และ <em>Staphylococcus aureus</em> มีแนวโน้มดื้อยาลดลง ส่วน <em>E. coli</em> ยังคงมีการดื้อยาในระดับสูงต่อ co-trimoxazole เพิ่มจากร้อยละ 52 เป็น 55 สำหรับอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดพบจำนวนเท่ากันในทั้งสองปี 30 รายและพบไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p- value &gt;0.05) แต่สัดส่วนลดลงจากร้อยละ 22.9 เป็น 21.3 ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากโรงพยาบาลมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ติดเชื้อจากชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) การเสียชีวิตจำแนกตามชนิดของเชื้อ พบว่า เชื้อ<em> Pseudomonas aeruginosa</em> มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด ร้อยละ 75 รองลงมาคือ<em> Acinetobacter baumannii </em><em>อัตราการเสียชีวิตร้อยละ </em><em>50 </em> ในขณะที่ <em>Streptococcus pneumoniae</em> ไม่พบการเสียชีวิต ด้านการใช้ยาปฏิชีวนะ พบว่ากลุ่ม Third-generation cephalosporins ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะ (Defined Daily Dose; DDD) สูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ methicillin และ carbapenems สอดคล้องกับรูปแบบเชื้อก่อโรคที่พบ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการติดเชื้อในระบบอื่น เช่น ทางเดินปัสสาวะและทางเดินหายใจ มีความสัมพันธ์ต่อการพัฒนาเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างมีนัยสำคัญ</p> จิราวรรณ กองจำปา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291261 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์จากการรับโลหิตของผู้ป่วยใน โรงพยาบาลบ้านหมี่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291264 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ ปัจจัยที่สัมพันธ์ และแนวทางลดความเสี่ยงของการเกิดปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์จากการรับโลหิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลบ้านหมี่ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (survey research by retrospective study) โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 12,572 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะผู้ที่มีรายงานการเกิดปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ อายุ 15 ปีขึ้นไป และมีข้อมูลเวชระเบียนสมบูรณ์ จำนวน 230 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square และ Multiple logistic regression</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการหนาวสั่น ร้อยละ 45.22 รองลงมาคือ อาการแพ้แบบผื่นลมพิษ (urticaria) ร้อยละ 39.13 ส่วนประกอบของเลือดที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากที่สุดคือ packed red cells (PRC) ร้อยละ 70.00 ระยะเวลาที่เกิดปฏิกิริยาส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังเริ่มให้เลือด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การได้รับเลือดมากกว่า 3 ยูนิต ประวัติการได้รับเลือดมาก่อน ประวัติการตั้งครรภ์ และความเร็วในการให้เลือดน้อยกว่า 3 ชั่วโมง (p&lt;0.05)</p> วัชรา ป้อทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291264 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบระบบบริการช่องทางด่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ของโรงพยาบาลไทยเจริญและเครือข่ายบริการ อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291269 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบระบบบริการช่องทางด่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลไทยเจริญและเครือข่ายบริการ อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ดำเนินการวิจัยในเดือน มิถุนายน – พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่อำเภอ<br>ไทยเจริญ จังหวัดยโสธร โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบระบบบริการช่องทางด่วน จำนวน 25 คน และ กลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองจำนวน จำนวน 95 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่การสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ เปรียบเทียบสถิติความรู้ พฤติกรรม และระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นก่อนและหลังวิจัยด้วยสถิติ paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองและสัญญาณเตือน มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง มีความรู้เกี่ยวกับช่องทางการสื่อสาร 1669 เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05)</p> นิภาพร ป้องศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291269 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291270 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน และ 3) เพื่อประเมินผลของการพัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม โดยใช้แนวคิดการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ร่วมกับแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในการพัฒนารูปแบบ และแนวคิดเกี่ยวกับสติปัฏฐานสี่ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีนเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความตั้งใจในการเลิกเสพสารเมทแอมเฟตามีน 3) แบบประเมินพฤติกรรมการเลิกเสพสารเมทแอมเฟตามีน 4) แบบประเมินปริมาณการเสพสารเมทแอมเฟตามีน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ 1) รูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน 2) คู่มือการการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน และ 3) ตัวแบบจากผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบโดยการใช้สถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา<strong> :</strong> 1) สภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา พบปัญหาการค้นหาไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ขาดทีมเครือข่ายในการค้นหา ขาดการติดตามเฝ้าระวังในกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประเมินขาดทักษะ ขาดการส่งต่อเพื่อบำบัด ระยะทางไกล ภาระค่าใช้จ่าย ขาดความตระหนักในการบำบัด การถูกตีตราของสังคม ขาดทีมสหวิชาชีพในการบำบัด ขาดระบบการบำบัดที่เหมาะสมตามบริบท ขาดระบบการติดตาม และขาดแนวทางการป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ 2) รูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา ประกอบด้วย (1) Community Screening คือ การคัดกรองระดับ อสม. และ ระดับ รพ.สต. (2) Comprehensive Treatment เป็นโปรแกรมมีทั้งหมด 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะเตรียมการก่อนการรักษา (Pre-admission phase) เพื่อประเมินอาการถอนพิษสุรา ระยะที่ 2 ระยะการบำบัดด้วยยา (Treatment phase) เป็นระยะ DETOX ระยะที่ 3 ระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation phase) ในรูปแบบมินิธัญญารักษ์ ระยะกลาง (Intermediate Care) และระยะที่ 4 ระยะติดตามการรักษา (After phase) ภายหลังการบำบัด (3) Continuous Support คือ กลุ่มช่วยเหลือตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคติดสุรา เช่น ระบบ Buddy System และกลุ่ม Line และ (4) Collaborative Network คือ การกำหนดบทบาทของเครือข่ายและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ 3) ผลของการพัฒนารูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา พบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจในการเลิกเสพสารเมทแอมเฟตามีนและพฤติกรรมการเลิกเสพสารเมทแอมเฟตามีนมากกว่าก่อนการทดลอง ด้านปริมาณการเสพสารเมทแอมเฟตามีนลดลงกว่าก่อนการทดลอง ความพึงพอใจของผู้ติดสารเมทแอมเฟตามีนและความพึงพอใจของทีมสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> กิตติเชษฐ์ ธีรกุลพงศ์เวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291270 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า โรงพยาบาลลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291274 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experiment) นี้ เป็นการพัฒนาโปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า โรงพยาบาลลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาของผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า 3) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาโปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า โรงพยาบาลลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูล&nbsp;&nbsp; เชิงปริมาณ (Quantitative Data) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ทำการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการพัฒนาโดยการใช้แบบสอบถาม แบบบันทึกข้อมูล การสังเกต และแบบประเมินผลลัพธ์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการวิจัยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีซึมเศร้าที่ได้รับการประเมินภาวะซึมเศร้าด้วยเครื่องมือประเมิน 2Q พบข้อใดข้อหนึ่งมีคะแนน 9Q มากกว่าหรือเท่ากับ 7 คะแนน 8Q น้อยกว่าหรือเท่ากับ 17 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 18 ราย เก็บข้อมูลจากการประเมิน วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์&nbsp;&nbsp; เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้โปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า โรงพยาบาลลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ สามารถที่จะลดภาวะซึมเศร้าลงได้ รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการฆ่าตัวตายสำเร็จ โดยผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการใช้โปรแกรมบำบัดโดยการแก้ไขปัญหาในผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า โรงพยาบาลลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของอำเภอลองลดลงเป็น 9.22 ต่อแสนประชากร</p> พชรภา ขันทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291274 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความท้าทายปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมป้องกันโรคไตเรื้อรังของประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291276 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ความท้าทาย ปัจจัยที่มีผลการควบคุมป้องกันโรคไตเรื้อรัง รวมถึงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการขับเคลื่อนด้านการควบคุมป้องกันโรคไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 2-4 อายุระหว่าง 35 - 70 ปี เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเป้าหมายในเขตพื้นที่ 4 อำเภอเป้าหมายในจังหวัดเชียงใหม่ คำนวณด้วยโปรแกรม G*power คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและสมัครใจ จำนวน 300 คน วิเคราะข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป รูปแบบเชิงพรรณนา โดยใช้สถิติ จำนวน , ร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ความท้าทายหลัก แบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติพฤติกรรมของประชาชน เช่น การบริโภคอาหารเค็ม ขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะไตเสื่อมในระยะเริ่มต้น การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจที่กระทบต่อการเข้าถึงการรักษา 2) มิติเชิงระบบบริการสุขภาพ ได้แก่ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ครอบคลุม บุคลากรสาธารณสุขไม่เพียงพอ และระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันไม่สมบูรณ์ 3) มิตินโยบายและการบริหารจัดการ เช่น การบังคับใช้นโยบายที่ไม่ทั่วถึง ความยั่งยืนของโครงการ และข้อจำกัดในการจัดบริการรักษา จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการยกระดับการคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการป้องกัน เพื่อสนับสนุนนโยบายทศวรรษชะลอโรคไตเสื่อมของกระทรวงสาธารณสุข และนำไปสู่การลดภาระโรคไตเรื้อรังอย่างยั่งยืนในระยะยาว ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมป้องกันโรคไตเรื้อรัง ส่วนใหญ่มีโรคร่วมด้วย ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน สาเหตุส่งเสริมให้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ ดื่มน้ำน้อยกว่า 8 แก้วต่อวัน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กินยาแก้ปวด ยาชุด ยาแก้อักเสบ กังวล เครียดบ่อย ดื่มสุรา แอลกอฮอล์ กินสมุนไพร ยาหม้อ กินอาหารเสริมเป็นประจำ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับความรู้เพื่อการปฏิบัติตัวในการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ 1) รัฐบาลประกาศนโยบายทศวรรษการควบคุมป้องกันโรคไตเรื้องรังเป็นวาระแห่งชาติ 2) กระทรวงสาธารณสุข จัดระบบการจัดการโรคไตเรื้อรัง เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการกำกับติดตามเพื่อมุ่งลดโรคไตเรื้อรัง 3) หน่วยบริการสุขภาพจากสหวิชาชีพจัดให้มีระบบการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม 4) ประชาชนเข้าถึง รับรู้ รอบรู้ต่อการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมสุขภาพ หลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพ</p> ปนัดดา จั่นผ่อง , สิทธิพงษ์ ยิ้มสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291276 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291277 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) ศึกษากระบวนการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดอุดรธานีและศึกษาการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีระยะเวลาในการศึกษา จำนวน 24 เดือนแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะวิจัย ระหว่าง เดือน ตุลาคม 2566 ถึง เดือนกันยายน 2567 รวม 12 เดือน และระยะที่ 2 ระยะพัฒนา ระหว่าง เดือนตุลาคม 2567 ถึง เดือนกันยายน 2568 รวม 12 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอ (พชอ.) ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 20 อำเภอๆละ 25 คน รวม 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกผลการดำเนินงานการพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอ (พชอ.) ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานี การประเมินผลการดำเนินงานตามเกณฑ์ UCCARE (UCCARE Assessment) และแบบประเมินความพร้อมตนเองของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอ (พชอ.) ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานี วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F – test ด้วยเทคนิค Two way MANOVA Dependent t - test F – test ด้วยเทคนิค Repeated Measurmentและการเปรียบเทียบรายคู่ของ Duncan</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา ภายหลังการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) จังหวัดอุดรธานี พบว่า ผลการดำเนินงานตาม UCCARE อำเภอที่มีค่าคะแนนระดับ 5 มี 5 อำเภอ ความพร้อมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอ (พชอ.) ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานี ความพร้อมในบทบาทหน้าที่คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดและความพร้อมในการขับเคลื่อนตาม UCCARE โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดและพบว่า ก่อน (2566) ระหว่าง(2567) และหลัง (2568) การดำเนินงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลัง (2568) การดำเนินงาน ดีกว่าก่อน (2566) และระหว่าง(2567)</p> สุพัฒน์ กองศรีมา , สราวุธ ริดเขียว, ประภัสสร งานรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291277 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก ในห้องคลอด โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291302 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในห้องคลอด โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 – มีนาคม พ.ศ. 2568ดำเนินการเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มผู้คลอดที่มารับการคลอดที่ห้องคลอด โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบบันทึกเวชระเบียนผู้คลอดตกเลือดหลังคลอดตามแบบฟอร์ม Trigger Tool ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล แนวทางปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก และแบบประเมินการใช้แนวทางปฏิบัติการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้คลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และร้อยละ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ ประกอบด้วย การพิทักษ์สิทธิของผู้คลอดและการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม การประเมินสภาพของผู้คลอดก่อนได้รับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรก การจัดการเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในผู้คลอด การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในผู้คลอด การดูแลต่อเนื่องเพื่อการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดระยะแรกในผู้คลอด การพัฒนาคุณภาพบริการ ประเมินความเสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอดโดยใช้ 4Ts ผลลัพธ์การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ พบว่า ความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกไปใช้โดยภาพรวม ร้อยละ 66.66 ผู้ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสามารถปฏิบัติได้ คิดเป็นร้อยละ 90.32 ผู้คลอดมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 5.00, S.D. = 4.03)</p> ระพีพรรณ บุญพา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291302 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วนสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติงานแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291303 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วนสำหรับพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ จำนวน 5 คน และทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยหลังได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมการคัดกรองผู้ป่วยตามความเร่งด่วนก่อน หลังเป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 138 เวชระเบียน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พยาบาลมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ (ร้อยละ 43) เป็นระดับสูง (ร้อยละ 93) อย่างมีนัยสำคัญ คะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.33 เป็นร้อยละ 90.67 (ระดับปรับปรุงเป็นระดับดี) ความถูกต้องของการคัดกรองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (X² = 71.38, p &lt; 0.001) จากร้อยละ 42.03 เป็นร้อยละ 89.13 พบการลดลงของการคัดกรองผิดพลาดทั้ง Over triage (X² = 47.13, p &lt; 0.001) และ Under triage (X² = 12.97, p &lt; 0.001) อุบัติการณ์อาการทรุดลงของผู้ป่วยลดลงร้อยละ 69.23 และพยาบาลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด (4.67 ± 0.49)</p> หทัยรัตน์ กันหาชิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291303 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการระงับความรู้สึก ในโรงพยาบาลเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291304 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2567 กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 8 คน และผู้ป่วยผ่าตัด จำนวน 33 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก CVI= 1 แบบสอบถามความรู้ KR-20 = 0.88 แบบสอบถามการปฏิบัติการเตรียมความพร้อม alpha = 0.81 และความพึงพอใจ alpha =0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed Ranks Test และ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาแนวปฏิบัติการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการระงับความรู้สึก โดยใช้วงจร PDCA ผลการพัฒนาพบว่า ผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการระงับความรู้สึก ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ก่อนได้รับบริการทางวิสัญญี สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง คลายความวิตกกังวลขณะรอการเคลื่อนย้ายเข้าห้องผ่าตัด หลังพัฒนาพยาบาลวิชาชีพผู้ให้บริการมีความรู้ในปฏิบัติการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการระงับความรู้สึกโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z= -2.023, p=0.043) มีคะแนนการปฏิบัติการเตรียมความพร้อมก่อนให้บริการโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z= -1.826, p=0.068)และ หลังพัฒนา พยาบาลมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูง เฉลี่ย 27.25 (S.D.=1.98) ผลการดูแลผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 87.9 มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ร้อยละ 21.2 เคยผ่าตัดในอดีต คือ Cesarean section ร้อยละ 9.1 และหลังพัฒนาผู้ป่วยมีความพึงพอใจการให้บริการของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เฉลี่ย 11.42 (S.D.=3.76)</p> ฐชญ ณรงค์เมธวิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291304 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเยี่ยมก่อนและหลังผ่าตัดเต้านมต่อความรู้และความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291305 <p> การศึกษากึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเยี่ยมก่อนและหลังผ่าตัดเต้านมต่อความรู้ ความวิตกกังวลและความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่มีแผนการรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดินระหว่างเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม 2568 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 25 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามความรู้ในการดูแลตนเอง แบบสอบถามความวิตกกังวล แบบสอบถามความพึงพอใจต่อโปรแกรมการเยี่ยมก่อนและหลังผ่าตัด และแบบบันทึกภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมการเยี่ยมก่อนและหลังผ่าตัด ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบใช้ Paired t - test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลตนเองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=15.16, S.D.=1.84 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=18.96, S.D.=1.46; t=-10.970, p&lt;0.001) และคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลหลังได้รับโปรแกรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=28.80, S.D.=5.03 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=22.72, S.D.=2.91; t=5.906, p&lt;0.001) ไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเต้านม และความพึงพอใจต่อโปรแกรมการเยี่ยมก่อนและหลังผ่าตัดภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.73, S.D.=0.59)</p> สุนัน พันธะสา, สุรีพร จรกรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291305 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง โรงพยาบาลในเครือข่ายจังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291306 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง โรงพยาบาลในเครือข่ายจังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง ที่ได้รับการส่งต่อด้วยรถพยาบาลและมีพยาบาลนำส่ง จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) แนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง 2) แบบสอบถามสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยฯ แบบสอบถามการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลและส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง ที่ได้รับการส่งต่อมาที่โรงพยาบาลอุดรธานีที่ควรรายงานเมื่อมีการส่งต่อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อฯ แบบสอบถามสำหรับผู้ป่วยหรือญาติ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยหรือญาติ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือญาติ ผลลัพธ์คุณภาพการดูแลของการใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อฯ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลทั่วไปของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 30-39 ปี มากที่สุด ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 6-10 ปี หลังพัฒนาแนวทางฯ ระดับคะแนนการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง โรงพยาบาลเครือข่ายจังหวัดอุดรธานี ระดับคะแนนการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง อยู่ในระดับสูงมากที่สุด (12-15 คะแนน) คิดเป็น ร้อยละ100 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=14.6, S.D.= 0.6) ระดับคะแนนการปฏิบัติตามแนวทางฯ อยู่ในระดับสูงมากที่สุด (48-60 คะแนน) คิดเป็น ร้อยละ 100 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 58.9, S.D.= 1.4) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพหลังใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วย ฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.64, S.D.= 0.51) ผลลัพธ์ของการดูแลและส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจ ตายเฉียบพลันชนิดเอสที ยกสูง หลังการใช้แนวทางการดูแลและส่งต่อผู้ป่วย ฯ มีคุณภาพดีขึ้นในภาพรวม เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการใช้แนวทาง อย่างไรก็ตามจำนวนวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ แนวทางไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 3 วัน</p> อำพร หินแสงใส, รัตนา สังฆสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291306 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม โดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291333 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยใช้รูปแบบผสานวิธี (Mixed Method Research Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพในอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว (2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม โดยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ และ (3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนตามวงจร PAOR ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ 21 คน คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล 21 คน คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ 30 คน และกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพ คือผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 60–70 ปี ที่มีระดับ HbA1c มากกว่า 7 mg/dL จำนวน 190 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือตรวจวัดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (HbA1c) แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบสังเกตการมีส่วนร่วมและแนวทางสรุปการถอดบทเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired Samples t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพในพื้นที่มีปัญหาการควบคุมโรคเบาหวานและคุณภาพชีวิตในหลายมิติ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ WANGSOMBOON PAOR CHRONIC CARE Model (WS-PAOR CCM Model) ซึ่งบูรณาการแนวคิด Chronic Care Model กับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพมีคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ HbA1c ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ตำบลและคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภออยู่ในระดับสูง </p> อรพิน ภัทรกรสกุล, รัตนชัย เพ็ชรสมบัติ, จำเนียร สุวรรณชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291333 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านองค์การที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290686 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัฒนธรรมองค์กร แรงจูงใจในการทำงาน และการบริหารคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management: TQM) ที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ รพ.สต.บ้านหนองแวง รพ.สต.บ้านหนองจิก และรพ.สต.บ้านท่างาม การวิจัยเป็นแบบเชิงสำรวจ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสาธารณสุขประจำ รพ.สต. ทั้งสามแห่ง จำนวน 385 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมีค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร รพ.สต. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ขณะที่ วัฒนธรรมองค์กรและการบริหารคุณภาพโดยรวม (TQM) ไม่พบอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290686 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่าง ความเครียด ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และภาวะหมดไฟในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290704 <p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียด ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และภาวะหมดไฟในการเรียนของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 235 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเครียด แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และแบบวัดภาวะหมดไฟในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดอยู่ในระดับมาก (Mean = 48.36) ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับสูง (Mean =3.79) และภาวะหมดไฟในการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง (Mean =3.09) ความเครียดมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ (p-value &lt; 0.001, r = 0.66) ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะหมดไฟในการเรียน</p> บูคอรี ดาเล็ง, พยาม การดี, ธีรภัทร กันธิยะ, กรรณิการ์ ชาติทุ่ง, กัญญาวีร์ พลฉวี, ฐิติพงศ์ ชูฮวด, ณัฐชา สุวรรณภูมิ, พิมพ์ชนก กันทะลา, วาทินี ไตรรัตนมงคล, กิติญาดา หน่อคำ, ณัฐวุฒิ นิมานนท์, ธนากร โกษารักษ์ , นริสรา หมูนิล, ภคพร ขัติยศ, สุทธิกานต์ กล่ำกลาย, ชิติพัทธ์ ทิพย์มาลา, ภาธิญา ชัยทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290704 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนารูปแบบการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง โรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290710 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลและเสริมสร้างความพร้อมของผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน ดำเนินการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ประกอบด้วย 1) การทบทวนแผนการจำหน่ายและเวชระเบียนเพื่อวิเคราะห์ช่องว่างของระบบ 2) การพัฒนาเครื่องมือวิจัย 3) การทดลองใช้รูปแบบการวางแผนการจำหน่าย และ 4) การประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยใน จำนวน 26 คน และผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยระยะสุดท้าย จำนวน 34 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรู้และการปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพ และแบบประเมินการปฏิบัติของผู้ดูแลหลัก ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานแบบ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 8.76 เป็น 9.34 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 87.6 และ 93.4 ตามลำดับ) และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 7.96 เป็น 8.76 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 79.6 และ 87.6 ตามลำดับ) แม้ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนการพัฒนาคุณภาพกระบวนการดูแลอย่างต่อเนื่อง ผู้ดูแลหลักมีคะแนนการปฏิบัติตามแผนการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 7.97 เป็น 9.06 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 79.7 และ 90.6 ตามลำดับ) (p &lt; 0.001)</p> อรุณี แสงศรีจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290710 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แสงเลเซอร์กำลังต่ำต่อระดับอาการปวด มุมข้อเข่า และสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291174 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แสงเลเซอร์กำลังต่อต่อระดับอาการปวด มุมข้อเข่า และสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่รอผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม อายุ 50-70 ปี จำนวน 10 คน ที่มารับบริการกลุ่มงานศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิเชียรบุรี คัดเลือกแบบเจาะจง ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการบำบัดด้วยแสงเลเซอร์กำลังต่ำ (ความยาวคลื่น 804 นาโนเมตร กำลัง 500 มิลลิวัตต์ พลังงาน 10 จูลต่อครั้ง) ร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมาตรฐาน เครื่องมือประเมินผล ได้แก่ มาตรวัดอาการปวดแบบตัวเลข (NRS) โกนิโอมิเตอร์ และแบบทดสอบการเดินไปและกลับ 3 เมตร (TUG) โดยทำการประเมินก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัดในวันที่ 1, 14 และ 30 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ repeated measures ANOVA</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ระดับอาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในวันที่ 14 (2.4±1.65, p&lt;0.05) และวันที่ 30 (0.8±1.32, p&lt;0.001) เมื่อเทียบกับก่อนผ่าตัด (6.0±2.05) มุมงอเข่าในวันที่ 14 (108.70±13.38 องศา) และวันที่ 30 (113.0±12.04 องศา) กลับมาใกล้เคียงกับก่อนผ่าตัด (112.30±9.35 องศา, p&gt;0.05) ค่า TUG ในวันที่ 30 (35.80±9.32 วินาที) ใกล้เคียงกับก่อนผ่าตัด (29.10±8.03 วินาที, p=0.20)</p> ปุณยนุช ศรศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291174 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณีเพื่อลดการก่อความรุนแรงช้ำในผู้ป่วยเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวชและมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291201 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการรายกรณีของพาวเวลล์ มีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) พยาบาลผู้จัดการ (Nurse Case Manager) &nbsp;2) การประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ (Interdisciplinary Collaboration) และ 3) แผนการดูแลผู้ป่วย (Clinical pathway) แบ่งการศึกษาเป็น 4 ระยะ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวชและมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มก่อนใช้รูปแบบฯ 30 คนและกลุ่มหลังใช้รูปแบบฯ 30 คน 2) ญาติผู้ป่วยเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวชและมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย &nbsp; (1) แนวคำถามกึ่งโครงสร้างสำหรับสนทนากลุ่ม (2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับสัมภาษณ์ผู้บริหาร (3) แบบสอบถามความพึงพอใจและการยอมรับของพยาบาลต่อการใช้รูปแบบฯ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยต่อการดูแลของพยาบาลตามรูปแบบฯ และ (5) แบบบันทึกการก่อความรุนแรง ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างของจำนวนวันนอนด้วยสถิติ T-test Independence วิเคราะห์ข้อมูลอัตราการก่อความรุนแรงซ้ำด้วยสถิติ Mann-Whitney U Test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการจัดการรายกรณีเพื่อลดการก่อความรุนแรงช้ำในผู้ป่วยเสพติดที่มีโรคร่วมทางจิตเวชและมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มี 3 องค์ประกอบหลัก คือ (1) พยาบาลผู้จัดการรายกรณี (2) การประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ (3) แผนการดูแลผู้ป่วยผลของการใช้รูปแบบฯ พบว่า ความพึงพอใจและการยอมรับของพยาบาลต่อการใช้รูปแบบฯ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.48, SD = 0.18 และ M = 4.25, SD = 0.20) ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติต่อการดูแลของพยาบาลตามรูปแบบฯ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.71, SD = 0.31 และ M = 4.51,SD= 0.38) ตามลำดับ ด้านคุณภาพของรูปแบบฯ พบว่า อัตราการก่อความรุนแรงซ้ำในหอผู้ป่วยและอัตราการก่อความรุนแรงซ้ำหลังจำหน่าย 1 เดือนของกลุ่มหลังใช้รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นต่ำกว่ากลุ่มก่อนใช้รูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U=300, &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;Z=-2.66, p=0.008,r=0.343) และ (U=255, Z=-3.49, p&lt;0.001, r=0.45) &nbsp;ส่วนผลการเปรียบเทียบจำนวนวันนอนในระยะบำบัดยา พบว่า กลุ่มที่ได้รับ&nbsp;&nbsp; การดูแลก่อนใช้รูปแบบฯมีจำนวนวันนอนในระยะบำบัดยาเฉลี่ย 32.10 วัน ส่วนกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีจำนวนวันนอนในระยะบำบัดยาเฉลี่ย 27.50 วัน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.136, p &lt; 0.001)</p> นิภาวัล บุญทับถม , วิมลพรรณ โชติแสงทอง, สุกุมา แสงเดือนฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291201 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 สภาพ ปัญหา และความต้องการในการผลิตกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเกษตรกร จังหวัดเลย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291203 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการผลิตกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเกษตรกร จังหวัดเลย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง ได้แก่ ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และตัวแทนผู้แปรรูปกาแฟ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกกาแฟอยู่ในเขตที่ราบเชิงเขา การบำรุงดินมีทั้งใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี การให้น้ำใช้ระบบอัตโนมัติ ระบบน้ำหยด สายยาง และน้ำฝน และบางพื้นที่ปลูกไม้พี่เลี้ยงเพื่อให้ร่มเงาแก่ต้นกาแฟ ปัญหาการผลิตกาแฟพบแมลงศัตรูพืช การดูแลและเก็บเมล็ดกาแฟ การชะล้างหน้าดิน ความแห้งแล้ง การขาดแคลนน้ำ ขยะจากเปลือกเมล็ดกาแฟ และเกษตรกรขาดองค์ความรู้การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อบำรุงดิน และต้องการความรู้และความตระหนักเรื่องการผลิตกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p> เนติธร พรพิทักษ์สิทธิ์ , สุนทรี จีนธรรม , นิสา พักตร์วิไล, จีรภัทร์ อัฐฐิศิลป์เวท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291203 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291206 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research ) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ 2) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ และ 3) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ คือ ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ตามคุณสมบัติที่กำหนดและยินดีเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามสภาพปัญหาและสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ แบบทดสอบความรู้ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ แบบสังเกตการปฏิบัติการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ศึกษาในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Paired t–test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา : 1) สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลกุสุมาลย์ พบว่า ไม่มีระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่ชัดเจน ขาดแนวทางปฏิบัติของเครือข่าย ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้และการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ขาดการนิเทศและการกำกับระบบบริการ 2) ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ ประกอบด้วย (1) ระบบคัดกรองและเฝ้าระวัง (2) มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ (3) การสื่อสารและประสานงานในโรงพยาบาลและเครือข่ายสุขภาพ (4) สมรรถนะด้านความรู้และทักษะบุคลากร และ 3) ผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ พบว่า (1) ความรู้ของพยาบาลในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา หลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .05 (2) การปฏิบัติของพยาบาลในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา หลังการพัฒนาระบบสูงกว่าก่อนพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .05 (3) ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เครือข่ายสุขภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด และ (4) อุบัติการณ์การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลังการพัฒนาระบบลดลงกว่าก่อนการพัฒนาระบบจาก 1.49 เป็น 0 ครั้ง ต่อ 1,000 วันนอน</p> ศุกลรัตน์ โยตะสิงห์ , จรินทร โคตพรม , เสถียนทอง ปัจจูมลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291206 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบบริการการรักษาผู้ป่วยจิตเวช แบบมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภาคีเครือข่ายในชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตัลสนับสนุนให้เข้าถึงการรักษา อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291212 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง คัดกรอง และดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (แอปฯ “Mental Health Check In”, QR Code, และ Telemedicine) นำร่องในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา (มี.ค.–ก.ย. 2568) ครอบคลุม 18 แห่งบริการระดับปฐมภูมิ กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 4 เฟส ได้แก่ การประเมินสถานการณ์ การพัฒนานวัตกรรม การทดลองใช้นำร่อง (15 หมู่บ้าน, อสม. 81 คน, ประชากร 817 คน) และการขยายสู่ทั้งอำเภอ (18 แห่ง) เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถามความรู้/การมีส่วนร่วมของเครือข่าย (n=100), แบบสอบถามผู้ดูแลและผู้ป่วย (n=82), แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจของแอปฯ/telemedicine การวิเคราะห์ใช้สถิติพรรณนา การทดสอบ t และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (FGD/สัมภาษณ์)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: หลังพัฒนารูปแบบ ค่าเฉลี่ยความรู้ของเครือข่ายเพิ่มจาก 8.12 ± 2.45 เป็น 11.09 ± 2.30 (p &lt; 0.001) ผู้ดูแลมีความพึงพอใจสูง (ค่าเฉลี่ย ≥ 4.0/5) และสมรรถนะการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองใช้แอปฯ และการให้บริการทางไกลช่วยเพิ่มการคัดกรองและการเข้าถึงบริการ ข้อจำกัดสำคัญคือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ จึงต้องใช้แบบฟอร์มกระดาษเป็นมาตรการสำรอง</p> วรวุฒิ สุพิชญ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291212 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ภายใต้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปอยู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291213 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน พัฒนารูปแบบระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และประเมินผลรูปแบบ ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปอยู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารงาน 24 คน ผู้ปฏิบัติงานระดับอำเภอ 42 คน ผู้ปฏิบัติงานระดับตำบล/ชุมชน 154 คน และกลุ่มผู้รับบริการ 296 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบให้ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนก จัดกลุ่ม และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า (1) ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ด้านบริบท ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก(M=3.78, SD=0.61) ด้านปัจจัยนำเข้า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง(M= 3.60, S.D.=0.60) ด้านกระบวนการ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.58,S.D.=0.57) ด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก(M=0.43, S.D.=0.46) ในด้านปัญหาอุปสรรค พบว่า การสนับสนุนงบประมาณ/วัสดุอุปกรณ์ยังมีข้อจำกัด, บุคลากรไม่เพียงพอมีภาระงานมาก, ข้อมูลเป็นภาระด้านการบันทึก, การดูแลผู้ป่วยยังไม่ต่อเนื่อง ผสมผสาน องค์รวม ฯลฯ (2) การพัฒนารูปแบบฯ ประกอบด้วย 1 เป้าหมาย 7 มาตรการสำคัญ 19 มาตรการย่อย ได้แก่ สร้างผู้นำและทีมสุขภาพปฐมภูมิ, ประสานความร่วมมือภาคีเครือข่าย, การพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการ, บริหารแผนยุทธศาสตร์สุขภาพปฐมภูมิ, พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน, บริหารจัดการทรัพยากรและระบบสนับสนุน, พัฒนาระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ (3) การประเมินผลรูปแบบฯ ด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.86, S.D.=0.44) ด้านคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.00, S.D.=0.59) ด้านผลผ่านตัวชี้วัดทั้ง 2 ตัว</p> วุฒิพงษ์ สินทรัพย์ , ประวุฒิ พุทธขิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291213 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานต่อความรู้และพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพและเจ้าพนักงานเวชกิจฉุกเฉิน แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลพังโคน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291214 <p> การศึกษากึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานต่อความรู้และพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพและเจ้าพนักงานเวชกิจฉุกเฉิน แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลพังโคน กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพและเจ้าพนักงานเวชกิจฉุกเฉินที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน รวมทั้งหมด 16 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2568 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน เครื่องมือในการทดลองคือ โปรแกรมการฝึกอบรมการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบใช้สถิติทดสอบ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานหลังได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=10.31, S.D.=2.18 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=14.06, S.D.=0.93; t=-6.799, p&lt;0.001) หลังได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานโดยภาพรวมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.03, S.D.=0.41 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.79, S.D.=0.18; t=-7.739, p&lt;0.001) ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านการป้องกันอุบัติเหตุจากเข็มหรือของมีคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.25, S.D.=0.84 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.69, S.D.=0.25; t=-3.737, p=0.002) ด้านการใช้อุปกรณ์ป้องกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.82, S.D.=0.71 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.92, S.D.=0.15; t=-5.788, p&lt;0.001) ด้านการล้างมือ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.75, S.D.=0.49 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.79, S.D.=0.20; t=-8.644, p&lt;0.001) ด้านการใช้เทคนิคปลอดเชื้อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.01, S.D.=0.50 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.70, S.D.=0.28; t=-4.863, p&lt;0.001) และด้านการจัดเก็บและแยกมูลฝอย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.22, S.D.=0.80 vs <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.92, S.D.=0.12; t=-3.576, p=0.003) ส่วนด้านการดูแลสุขภาพตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมไม่พบความแตกต่างในทางสถิติ</p> สุจิตรา สุนสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291214 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมและดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยสูงอายุ ที่มาผ่าตัดแบบนัดผ่าตัด โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291215 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมและการดูแลต่อเนื่องที่เหมาะสมกับบริบทผู้สูงอายุในพื้นที่การวิจัยดำเนินตามแนวคิด Borg &amp; Gall ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาบริบทและปัญหา การออกแบบและพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 60 คน และผู้ให้บริการ 15 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แบบประเมิน และข้อมูลเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ระบบการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดมีความไม่ต่อเนื่อง ขาดแบบประเมินด้านโภชนาการ การเคลื่อนไหว พฤติกรรมเสี่ยง และสุขภาพจิต รวมทั้งผู้สูงอายุจำนวนมากยังเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไม่ถูกต้อง ส่งผลให้อัตราการเลื่อนผ่าตัดสูงถึงร้อยละ 8.89 ในปี 2566 จากสาเหตุความดันโลหิตสูง น้ำตาลไม่คงที่ และการลืมงดน้ำงดอาหาร จากผลการสังเคราะห์ข้อมูลได้พัฒนารูปแบบ CARE-ElderS (Continuity of Pre-Postoperative Care for Elderly Surgery Patients) ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก การเตรียมความพร้อมเป็นรายบุคคล สื่อการสอนเฉพาะผู้สูงอายุ และระบบติดตามหลังผ่าตัดผ่าน LINE OA “ดมยาอุ่นใจไปกับเรา” การทดลองใช้พบว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเตรียมตัวก่อนผ่าตัดถูกต้องมากขึ้น อัตราเลื่อนผ่าตัดลดลง ความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการอยู่ในระดับสูง</p> จินตนา แดงจันทึก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291215 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นฝุ่นละออง PM2.5 กับอุบัติการณ์โรคระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลสตูล จังหวัดสตูล พ.ศ. 2562 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290713 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (Survey Research by Retrospective Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) กับกับจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายแบบผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลสตูล จังหวัดสตูล พ.ศ. 2562โดยใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ณ ศาลากลางจังหวัดสตูล ข้อมูลอุตินิยมวิทยาจากสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดสตูล และข้อมูลผู้ป่วยนอกกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง(COPD),โรคหอบหืดและโรคจมูกอักเสบรวมทั้งสิ้น 1,869 คน</p> <p> ผลการศึกษาสหสัมพันธ์เพียรสัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ในปี พ.ศ. 2562 จังหวัดสตูลมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM<sub>2.5 </sub>เฉลี่ยรายวันเกินมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ (37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) จำนวน 10 วันและเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) จำนวน 22 วัน โดยค่าฝุ่นเฉลี่ยรายวันสูงสุด 69 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร พบในเดือนสิงหาคมถึงกันยายนซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่เกิดหมอกควันข้ามแดนสำหรับผู้ป่วยนอกพบว่ากลุ่มโรคที่มารับการรักษามากที่สุดคือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง(COPD) จำนวน 1,005 คน รองลงมาคือโรคจมูกอักเสบ จำนวน 620 คน และโรคหอบหืด จำนวน 244 คน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แสดงให้เห็นว่าระดับความเข้มข้นของฝุ่น PM<sub>2.5 </sub>มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคจมูกอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ (r=0.260, p &lt; 0.001) และ(r=0.209, p &lt; 0.001) ตามลำดับโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก (อายุน้อยว่า12) ซึ่งไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่พบความสัมพันธ์เชิงบวกที่ <span style="text-decoration: line-through;">(</span>(r=0.205, p &lt; 0.001) และ (r=0.157, p &lt; 0.001) ตามลำดับ ขณะที่ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น (COPD) พบความสัมพันธ์เชิงลบในเพศชายและอยู่ในกลุ่มสูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60ปีขึ้นไป) ที่ไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (r=-0.243, p &lt; 0.001)</p> นาท ครูอ้น, โฉมศรี ชูช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290713 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290714 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยรูปแบบการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยจำนวน 282 ราย ที่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลการบริโภคอาหารด้วยแบบสัมภาษณ์การบริโภคอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง วิเคราะห์หาพลังงานและสารอาหารที่ได้รับด้วยโปรแกรม INMUCAL Version 4.0 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตด้วยสถิติการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับพลังงานทั้งหมดเฉลี่ยที่ 1,244.15 ± 483.35 กิโลแคลอรี่ต่อวัน โดยได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรตเฉลี่ยที่ 177.77 ± 2.79 กรัมต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 57.19 ± 10.93 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศหญิง (Coef. Adjusted = -12.92, 95%CI = -23.83 ถึง -2.01, P-value = 0.02) อายุที่เพิ่มขึ้น (Coef. Adjusted = -0.83, 95%CI = -1.65 ถึง -0.012, P-value = 0.047) และระดับการศึกษาสูงกว่ามัธยมศึกษา (Coef. Adjusted = -23.43,95%CI = -38.75 ถึง -8.12, P-value = 0.03)</p> มนต์ชนก เพ็ชรแก้ว , พรพิมล ชูพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290714 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ไม่ได้บำบัดทดแทนไต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290747 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต และประเมินผลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาร่วมกับแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบ่งเป็นสามระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนารูปแบบการวางแผนการดูแลล่วงหน้าและการทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 และญาติผู้ดูแลจำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับทางเลือกการรักษา แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบฟอร์มการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และแบบบันทึกตัวชี้วัดทางคลินิก การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณดำเนินการก่อนและหลังการใช้รูปแบบ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ประกอบด้วยการให้ความรู้เฉพาะราย การสื่อสารเป้าหมายการรักษา การสนับสนุนการตัดสินใจ และการติดตามต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมมากขึ้น สามารถกำหนดเป้าหมายการรักษาในระยะท้ายได้ชัดเจน คุณภาพชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้นหลังทดลองใช้รูปแบบ และตัวชี้วัดทางคลินิกหลายรายการ เช่น ความดันโลหิตและอาการรบกวนจากโรค มีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้การสัมภาษณ์เชิงลึกสะท้อนว่าผู้ป่วยรู้สึกมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลดความกังวลเกี่ยวกับการรักษา และได้รับการดูแลแบบมีส่วนร่วมจากทีมสหวิชาชีพ</p> นิภา สุทธิพันธ์; ญาณิพิชย์ เพชรรามพะเนาว์, ปัณณทัต บนขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290747 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290760 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 41 คน รวม 82 คน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเปรียบเทียบ คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอ ขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ ANCOVA กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้อุปสรรค แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อควบคุมอิทธิพลของคะแนนก่อนการทดลองแล้ว กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องโรคพยาธิใบไม้ตับ ทัศนคติต่อการป้องกันโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค แรงสนับสนุนทางสังคม ความตั้งใจในการป้องกันโรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05)</p> วัฒนา สุพรรณ, อารี บุตรสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290760 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดง ในหออภิบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290793 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงในหออภิบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลหนองคาย เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการสวนหัวใจ แบบสุ่มอย่างง่าย จำนวน 33 คน ดำเนินการระหว่าง มกราคม - มิถุนายน 2568 แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ศึกษาสถานการณ์ปัญหา การพัฒนาแนวปฏิบัติ และการประเมินผลแนวปฏิบัติ ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired sample T-test และ Independent Samples T-test</p> <p> ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติพบว่า พยาบาลมีความรู้และทักษะการปฏิบัติเพิ่มขึ้นตามมาตรฐาน ส่งผลให้ภาวะแทรกซ้อนหลังการสวนหัวใจลดลงจาก 5 ราย เหลือ 0 ราย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value = 0.033 และระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value = 0.04 สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น</p> วรรณธนา สมน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290793 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความผูกพันต่อองค์กรของพยาบาลวิชาชีพในกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291233 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยองค์การกับความผูกพันต่อองค์กรของพยาบาลวิชาชีพในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ความผูกพันของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.33, SD = 0.67) ส่วนผลการวิเคราะห์ภาพรวมของปัจจัยองค์กร พบว่า บุคลากรมีระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.36, SD = 0.69) โดยองค์ประกอบด้านความมั่นคงมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก (Mean = 4.66, SD = 0.50) สำหรับผลการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยองค์การและความผูกพันของพยาบาลวิชาชีพ พบว่า ปัจจัยองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์ทิศทางเดียวกันในระดับปานกลางกับความผูกพันของพยาบาลวิชาชีพในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ประเสริฐ สิทธิจิรพัฒน์ , กิ่งแก้ว พรอภิรักษสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291233 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลการพอกเข่ากับการนวดกดจุดประคบเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291236 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินผลของยาพอกสมุนไพรในการลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 2) เพื่อประเมินผลของการนวดกดจุด การประคบสมุนไพรในการลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และ 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้ยาพอกสมุนไพรกับการนวดกดจุดประคบสมุนไพรต่ออาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบก่อนและหลังการทดลอง (The Pretest-Posttest with two groups design) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 266 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองได้รับการพอกสมุนไพรเข่า จำนวน 133 คน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลด้วยการนวดประคบเข่า จำนวน 133 คน ใช้แบบประเมิน WOMAC (Western Ontario and McMaster Universities steoarthritis Index) เป็นเครื่องมือประเมินผลก่อนและหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา, สถิติ Paired t-test, Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: การพอกสมุนไพรเข่า มีประสิทธิผลทำให้ความปวด อาการข้อฝืด ข้อยึด และความสามารถในการใช้งานของข้อลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.001 การนวดประคบสมุนไพร มีประสิทธิผลทำให้ความปวด อาการข้อฝืด ข้อยึด และความสามารถในการใช้งานของข้อลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.001 โดยเมื่อเปรียบเทียบการพอกสมุนไพรเข่า และการนวดประคบสมุนไพร พบว่าทั้ง 2 วิธี มีประสิทธิผลทำให้ความปวด อาการข้อฝืด ข้อยึด และความสามารถในการใช้งานของข้อลดลง มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> วิภาวีร์ ฤทธิ์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291236 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้บริการผ่านระบบทันตกรรมทางไกลผ่านแพลตฟอร์มหมอพร้อม ต่อความร่วมมือในการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290794 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโปรแกรมบริการทันตกรรมทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ต่อความร่วมมือในการดูแลสุขภาพช่องปาก การเข้ารับบริการตามแผนการรักษา และความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลัง (quasi-experimental research: two-group pretest–posttest design) ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน–กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และ/หรือ เบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 - 60 ปี ในจังหวัดสุโขทัย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมทันตกรรมทางไกล 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความร่วมมือในการดูแลสุขภาพช่องปาก แบบบันทึกการเข้ารับบริการตามแผนการรักษา และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test Independent t-test และ Chi-square test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนความร่วมมือในการดูแลสุขภาพช่องปากและอัตราการเข้ารับบริการตามแผนการรักษาสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; .001 และ P-value = .007 ตามลำดับ) และมีความพึงพอใจต่อบริการในระดับมากถึงมากที่สุด</p> ภัทราพร เมฆพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290794 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาโอกาสและแนวทางการพัฒนาอาหารเสริมสำหรับทารกด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290825 <p> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลอาหารเสริมสำหรับทารกในตำราการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบัน รวมถึงเพื่อวิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาอาหารเสริมสำหรับทารกด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารร่วมกับการสนทนากลุ่มจากสหสาขาวิชาชีพ จำนวน 20 คน</p> <p> ผลการศึกษาการรวบรวมและตัดความซ้ำซ้อนของข้อมูลอาหารเสริมสำหรับทารกในตำราการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบัน มีทั้งหมด 114 รายการ ประกอบด้วยอาหารเสริมสำหรับทารกที่ปรากฏในตำราการแพทย์แผนไทย 52 รายการที่ระบุชื่ออาหารและสรรพคุณ และตำราการแพทย์แผนปัจจุบัน 62 รายการที่ระบุชื่ออาหาร ส่วนประกอบ วิธีการปรุง คุณประโยชน์ หลักการให้อาหารเสริม และคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งแนวทางและหลักเกณฑ์การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับทารกด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย ได้แก่ (1) ควรนำหลักการให้อาหารเสริมสำหรับทารกทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาช่วยในการพิจารณา (2) ควรให้อาหารเสริมเมื่อทารกอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อให้ระบบย่อยอาหารพร้อม ก่อนหน้านั้นควรให้เพียงนมแม่หรือนมผงเป็นหลัก (3) ควรมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย และ (4) คัดเลือกอาหารที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่นในการประกอบอาหาร</p> จินตนา นันต๊ะ, สุวศิน พลนรัตน์, ดวงนภา แดนบุญจันทร์, นวรัตน์ วิริยะเขษม, วรรณพร สุริยะคุปต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290825 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การหาชนิดของแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง ในผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย ในโรงพยาบาลนครนายก เพื่อการเตรียมเลือดให้ผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียที่เหมาะสมและรวดเร็ว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291307 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาชนิดของแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลนครนายก และประเมินความเป็นไปได้ในการเตรียมเลือดที่ตรงตามความต้องการอย่างรวดเร็ว งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบ cross sectional (Survey research by cross sectional study) เก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียจำนวน 55 คน ทำการตรวจระบบแอนติเจน ABO, Rh, และแอนติเจนสำคัญอื่น ๆ (Kell, Duffy, Kidd, MNS) โดยการทำ Red cell phenotype และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานเพื่อระบุความถี่ของแต่ละชนิดแอนติเจน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า probable genotype DCe/DCe(R<sub>1</sub>R<sub>1</sub>)ร้อยละ 45.4 DCe/DCe(R<sub>1</sub>R<sub>0</sub>)ร้อยละ 20.2 DCe/DcE(R<sub>1</sub>R<sub>2</sub>)ร้อยละ 25.5 DCe/DCE(R<sub>1</sub>R<sub>z</sub>)ร้อยละ 7.3 และdce/dce(rr)ร้อยละ 1.8 และในระบบ MNS ตรวจ Red cell phenotype ชนิด Mi<sup>a</sup> พบเป็น Mi(a+)ร้อยละ 5.5 Mi(a-)ร้อยละ 94.5 สามารถนำไปใช้ในการจัดหาเลือดที่เหมาะสม ลดเวลาการเตรียมเลือด และเพิ่มความปลอดภัยในการถ่ายเลือดสำหรับผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย</p> ฉวีวรรณ จัดภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291307 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด กรณีศึกษาอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291401 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด ตามแนวคิดหลักการบริหารจัดการที่สร้างประสิทธิภาพของเครือข่ายในอำเภอ กรณีศึกษาอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2 ชุด ชุดแรกเป็นคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) จำนวน 21 คน&nbsp; เป็นผู้คัดเลือกให้เป็นตำบลนำร่องในการพัฒนารูปแบบในครั้งนี้&nbsp;&nbsp; ชุดที่ 2 กลุ่มแกนนำชุมชนตำบลท่าข้ามที่ถูกคัดเลือกให้เป็นตำบลนำร่อง จำนวน 50 คน แบบสอบถามการมีส่วนร่วมการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด และแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบการดำเนินการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด ตามแนวคิดหลักการบริหารจัดการที่สร้างประสิทธิภาพ&nbsp;</p> สมศักดิ์ กีรติหัตถยากร, ศิริวิมล ทองก่ำ, อรอุมา ยะภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291401 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 พัฒนารูปแบบส่งเสริมความรอบรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพดี อายุยืนยาว ข้าราชการบำเหน็จบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291403 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต สุขภาพดี อายุยืนยาว สำหรับข้าราชการบำเหน็จบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดชลบุรีและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพหลังได้รับการส่งเสริมความรอบรู้ฯ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์และภาวะสุขภาพ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตสุขภาพดี ระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ฯ &nbsp;กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดชลบุรี 130 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ - มิถุนายน 2568 โดยใช้กระบวนการสนทนากลุ่ม แบบประเมินพฤติกรรมฯ แผนการตั้งเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพ แบบติดตามรายบุคคล และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Paired t–test และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงสุด ด้านการออกกำลังกายร้อยละ 76.92&nbsp; รองลงมาด้านคุณภาพการนอนหลับร้อยละ 73.85 &nbsp;มีแผนตั้งเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากที่สุด ในด้านการกิน ร้อยละ 93.1&nbsp; รองลงมา ด้านการออกกำลังกาย ร้อยละ 87.9&nbsp; มีความต้องการการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมของเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีช่องทางการเข้ารับบริการที่เข้าถึงได้ง่าย<strong>&nbsp; </strong><strong>1.</strong>รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตฯ ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) กำหนดนโยบายและทิศทางที่ชัดเจน 2) สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายแกนนำผู้เกษียณ 3) ผลักดันการสื่อสารสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ 4) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ระดับบุคคลและกลุ่ม 5) เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกิจกรรมสุขภาพดี 2<strong>.</strong>ผลการประเมินรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ฯ พบว่า ในระดับบุคคลส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแผนเป้าหมายการปรับพฤติกรรม เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพฯก่อนและหลัง พบว่า ด้านการออกกำลังกาย ด้านการนอน ด้านจิตใจและด้านความสัมพันธ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> &lt; 0.05) มีความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ในระดับปานกลางถึงมากร้อยละ 81.03</p> รัก ธนะไพบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291403 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้นโดยใช้แบบสอบถาม STOP-Bang ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291432 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 149 คน ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคเรื้อรังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายใต้การกำกับของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของ OSA โดยใช้แบบสอบถาม STOP-Bang ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เก็บข้อมูลทั่วไป ปัจจัยทางคลินิก และทำการประเมินความเสี่ยง OSA ด้วยแบบสอบถาม STOP-Bang แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็น STOP-Bang &lt;3 และ ≥3 วิเคราะห์ด้วยสถิติ chi-square, t-test และ logistic regression</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมศึกษามีคะแนน STOP-Bang เฉลี่ยระหว่าง 1–6 คะแนน โดยกลุ่มที่มีคะแนน STOP-Bang ≥3 มีจำนวน 124 คน คิดเป็น ความชุก 83.2% (95% CI: 76.4–89.0) ผู้ที่มีคะแนน STOP-Bang ≥3 มีรอบเอวเฉลี่ยสูงกว่า (91.06±11.93 ซม. เทียบกับ 85.75±7.21 ซม., p=0.03) ปัจจัยเสี่ยงจากการวิเคราะห์ univariate พบว่ารอบเอว &gt;80 ซม. มี OR=12.1 (95% CI: 2.07–70.46, p&lt;0.01) และระดับการศึกษาปริญญาตรีสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ำกว่า (OR=0.30, 95% CI: 0.09–0.96, p=0.04) ขณะที่ปัจจัยอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ในการวิเคราะห์ multiple logistic regression พบว่า รอบเอว &gt;80 ซม. ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ OSA (aOR=13.36, 95% CI: 2.13–83.61, p&lt;0.01)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ความชุกของภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้แบบสอบถาม STOP-Bang อยู่ในระดับสูง โดยรอบเอว &gt;80 ซม. เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น การใช้ STOP-Bang questionnaire</p> ศุภณัฏฐ์ สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291432 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดทางจิตสังคมด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมการดื่มสุราและปริมาณการดื่มสุราในผู้ป่วยติดสุรา โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291478 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดทางจิตสังคมด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรมโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมการดื่มสุราและปริมาณการดื่มสุราในผู้ป่วยติดสุรา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคติดสุราที่มารับบริการในตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ศึกษาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง สิงหาคม 2568 จำนวน 35 คน เปรียบเทียบก่อนและหลัง ชนิดแบบ 1 กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา แบบประเมินปริมาณการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคติดสุรา และแบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรทางการพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการบำบัดทางจิตสังคมด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรมโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมการดื่มสุราและปริมาณการดื่มสุราในผู้ป่วยติดสุรา คู่มือการการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมผู้ป่วยโรคติดสุรา และตัวแบบจากผู้ป่วยโรคติดสุรา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา ปริมาณการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคติดสุรา และความพึงพอใจของบุคลากรทางการ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา : พบว่า 1) พฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุราหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปริมาณการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุราหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยลดลงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคติดสุราหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ความพึงพอใจของบุคลากรทางการพยาบาลหลังการพัฒนาระบบมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> สุพิศ ยอแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291478 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291271 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา และ 3) เพื่อประเมินผลของการพัฒนารูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา โรงพยาบาลโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม โดยใช้แนวคิดการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ร่วมกับแนวคิดการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพื่อให้ผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนความคิด อารมณ์และพฤติกรรมที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้ป่วยโรคติดสุราที่เข้ารับการบำบัดโรคติดสุรา โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม 2568 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา 3) แบบประเมินปริมาณการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรา 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคติดสุรา และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของทีมสุขภาพ และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ 1) รูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา 2) คู่มือการการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมผู้ป่วยโรคติดสุรา 3) ตัวแบบจากผู้ป่วยโรคติดสุรา และ 4) แบบประเมินอาการถอนพิษสุรา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบโดยการใช้สถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา : 1) สภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา พบปัญหาด้านการเข้าถึงบริการ (Access to Service) คือ ระยะทางไกล ค่าใช้จ่าย และขาดการส่งต่อ ด้านการคัดกรอง (Screening) คือ ขาดการประเมินและการส่งต่อเพื่อบำบัด ด้านการบำบัด (Treatment) คือ ขาดทีมสหวิชาชีพในการบำบัด ขาดระบบการบำบัดที่เหมาะสมตามบริบท และด้านการติดตาม (Follow-up) คือ ขาดการติดตาม การกลับมาดื่มซ้ำ 2) รูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุราประกอบด้วย (1) Community Screening คือ การคัดกรองระดับ อสม. และ ระดับ รพ.สต. (2) Comprehensive Treatment โดยโปรแกรมมีทั้งหมด 4 ระยะ โดยระยะที่ 1 ระยะเตรียมการก่อนการรักษา (Pre-admission phase) เป็นการประเมินอาการถอนพิษสุรา ระยะที่ 2 ระยะการบำบัดด้วยยา (Treatment phase) เป็นระยะ DETOX ในสัปดาห์ที่ 1 ระยะที่ 3 ระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation phase) เป็นระยะที่ผู้ป่วยโรคติดสุราได้รับการบำบัดตามกระบวนการบำบัดทางจิตสังคมด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรมโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ในสัปดาห์ที่ 2-12 และระยะที่ 4 ระยะติดตามการรักษา (After phase) เป็นระยะการเตรียมผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อการจำหน่ายกลับบ้านภายหลังการบำบัด ติดตามเยี่ยมบ้านและประเมินผลภายหลังเสร็จสิ้นการบำบัด ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 16 สัปดาห์ (4 เดือน) (3) Continuous Support คือ กลุ่มช่วยเหลือตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคติดสุรา ระบบ Buddy System (ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน) และกลุ่ม Line และ (4) Collaborative Network คือ การกำหนดบทบาทของเครือข่ายและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ 3) ผลของการพัฒนารูปแบบการบำบัดผู้ป่วยโรคติดสุรา ด้านค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุรามากกว่าก่อนการทดลอง ปริมาณการดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุราลดลงกว่าก่อนการทดลอง โดยจำนวนวันที่หยุดดื่มสุราของผู้ป่วยโรคติดสุราหลังจำหน่าย 1, 2 และ 3 เดือน มีเพิ่มขึ้นกว่าก่อนมารับการบำบัด ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคติดสุรามากกว่าก่อนการทดลอง และความพึงพอใจของทีมสุขภาพ พบว่าเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> กิตติเชษฐ์ ธีรกุลพงศ์เวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/291271 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700