https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/issue/feed วารสารเครือข่ายส่งเสริมการวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2022-08-31T23:14:24+07:00 ดร.กฤษดา เชียรวัฒนสุข hsrnj.journal@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการบริหารงานร่วมกันระหว่างสถาบัน ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในรูปแบบการจัดประชุมวิชาการ เผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการ การเพิ่มศักยภาพนักวิจัยให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทที่มีการปรับเปลี่ยนตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ รวมถึงการร่วมมือกันสร้างผลงานวิจัยเพื่อนำองค์ความรู้สู่ชุมชน สังคมและประเทศชาติให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/258779 การจัดการเชิงกลยุทธ์ 2022-08-31T12:28:36+07:00 คุณากร มากอเนก 635151020022@dpu.ac.th อณัฐชา ภูวงษ์ 635151020022@dpu.ac.th อัญมณี ศรีปลาด 635151020022@dpu.ac.th ปภัสรินทร์ อนันต์มณีชัย 635151020022@dpu.ac.th ธารีรัตน์ สอนสุชล 635151020022@dpu.ac.th Ying Peng 635151020022@dpu.ac.th Zhang Biguang 635151020022@dpu.ac.th <p>การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านจะเข้าใจถึงการจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการกำหนดทิศทางในการบริหารที่ชัดเจน รวมถึงการปรับการบริหารเป็นในรูปแบบเชิงรุกมากกว่ารูปแบบเชิงรับ ซึ่งก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนแก่องค์การ โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงขั้นตอนหลัก ๆ ในการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรไว้ 3 ขั้นตอนได้แก่ ตอนที่ 1 ภาพรวมของการจัดการเชิงกลยุทธ์ และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ตอนที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์ และ ตอนที่ 3 การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติและควบคุม โดยในมุมมองของทางกลุ่มมองว่าการปฏิบัติตามหลักการจัดการเชิงกลยุทธ์นี้ จะก่อให้เกิดการสร้างความแตกต่างในสินค้าหรือบริการให้มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันพอสมควร แต่ขณะเดียวกันการประกอบธุรกิจอาจมีปัจจัยอื่นที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นสภาพการณ์การเมือง หรือสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ฉะนั้นจึงควรมีการกำหนดกลยุทธ์ฉุกเฉินเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ อีกทั้งยังควรมีแผนสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน</p> 2022-08-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุณากร มากอเนก, อณัฐชา ภูวงษ์, อัญมณี ศรีปลาด, ปภัสรินทร์ อนันต์มณีชัย , ธารีรัตน์ สอนสุชล, Ying Peng, Zhang Biguang https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/256698 การวิเคราะห์ปัจจัยจูงใจในการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 2022-06-03T10:24:10+07:00 ดลยา จาตุรงคกุล dolayaplace@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยจูงใจในการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีในช่วงการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ขนาดตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 400 คน จากแบบสอบถามที่เก็บในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม พ.ศ.2564 การวิเคราะห์ใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ปัจจัย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจในการตัดสินใจการท่องเที่ยววิเคราะห์ได้ 4 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยที่ 2 ปัจจัย ด้านจิตวิทยา ปัจจัยที่ 3 ทรัพยากรของแหล่งท่องเที่ยว และปัจจัยที่ 4 การส่งเสริมการตลาดแหล่งท่องเที่ยว ด้วยค่าน้ำหนักแต่ละตัวแปรในแต่ละปัจจัยสูงกว่า .6 ค่า AVE ในแต่ละปัจจัยมีค่า ตั้งแต่ .411 – .449 และค่า Composite Reliability (CR) ค่าตั้งแต่ .674 – .833 ส่วน KMO มีค่า .876 ซึ่งมีค่าในระดับนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้มีข้อแนะนำให้ผู้บริหารเมืองพัทยาควรส่งเสริมปัจจัยทรัพยากรของแหล่งท่องเที่ยว และปัจจัยการส่งเสริมการตลาดแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากมีค่าต่ำกว่า .8 จากการประเมินของนักท่องเที่ยว</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 ดลยา จาตุรงคกุล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/255984 แบบจำลองการวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทางสังคม ของผู้ปฏิบัติงานโลจิสติกส์ในแผนกคลังสินค้าในบริษัทในท่าเรือแหลมฉบัง 2022-06-11T13:12:43+07:00 กนกวรรณ สกุลทรงเดช kanokwan.8k8d@gmail.com วทัญญู สุวรรณเศรษฐ suwannaset@hotmail.com ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา paratchanunc@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิธีการวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทางสังคมของผู้ปฏิบัติงานโลจิสติกส์ในแผนกคลังสินค้าในบริษัทในท่าเรือแหลมฉบัง และ 2) เพื่อนำเสนอแบบจำลองการวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทางสังคมของผู้ปฏิบัติงานโลจิสติกส์ในแผนกคลังสินค้าในบริษัทในท่าเรือแหลมฉบัง ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารองค์กร ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้จัดการฝ่ายโลจิสติกส์ รวม 10 คน ใน 10 บริษัท และศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และนำมาสร้างแบบจำลองได้ 8 กระบวนการ คือ 1) รวบรวมข้อมูลจากภายนอกและภายในองค์กร 2) วิเคราะห์ข้อมูลและร่างแผนหลักสูตรจากการประชุมระหว่างเดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน 3) พิจารณาความเหมาะสมหลักสูตรและลำดับความสำคัญโดยแผนกฝึกอบรมและพัฒนา 4) พิจารณาอนุมัติโครงการโดยผู้บริหาร 5) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีส่วนร่วมดำเนินการ 6) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจัดกิจกรรมการพัฒนาตามที่ออกแบบ 7) ประเมินผล และ 8) ปรับปรุงผล จากนั้นผู้วิจัยได้นำเสนอแบบจำลองการวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทางสังคมของผู้ปฏิบัติงานโลจิสติกส์ในแผนกคลังสินค้าในบริษัทในท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการให้บริการด้านโลจิสติกส์ของไทย</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 Kanokwan Sakunsongdej, Watunyoo Suwannaset, Paratchanun Charoenarpornwattana https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/256862 การตระหนักรู้ในสินค้าฮาลาลกับการตัดสินใจบริโภคอาหารฮาลาลของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซีย 2022-06-07T17:11:10+07:00 ฐิญาภา เสถียรคมสรไกร thiyapa_s@rmutt.ac.th Farid Agushybana agushybana@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อทางศาสนาในบทบาทตัวแปรคั่นกลางระหว่างความสัมพันธ์ของการตระหนักรู้ในสินค้าฮาลาลและการตัดสินใจบริโภคอาหารฮาลาลของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซีย โดยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม จำนวน 800 คน จากการสุ่มตัวอย่างเลือกพื้นที่ด้วยวิธีแบบเฉพาะเจาะจง และสุ่มอย่างง่ายเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในยอกยาการ์ตา จำนวน 5 แห่ง จากนั้นจึงเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงในบริเวณร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 5 แห่ง ๆ ละ 160 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองโครงสร้างการตระหนักรู้ในสินค้าฮาลาลและความเชื่อทางศาสนาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบริโภคอาหารฮาลาลของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซีย มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square/df มีค่าเท่ากับ 1.173, P-value มีค่าเท่ากับ 0.156, GFI มีค่าเท่ากับ 0.988, AGFI มีค่าเท่ากับ 0.975, CFI มีค่าเท่ากับ 0.999, NFI มีค่าเท่ากับ 0.991, RMSEA มีค่าเท่ากับ 0.015 และ RMR มีค่าเท่ากับ 0.014 ซึ่งผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การตระหนักรู้ในสินค้าฮาลาลและความเชื่อมั่นทางศาสนามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริโภคอาหารฮาลาลของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซีย และความเชื่อมั่นทางศาสนาเป็นตัวแปรคั่นกลางที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ของการตระหนักรู้ในสินค้าฮาลาลและการตัดสินใจบริโภคอาหารฮาลาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001 ค่าน้ำหนักอิทธิพลเท่ากับ 0.298</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 Thiyapa Sathiankomsorakrai https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/252299 ความสัมพันธ์ของส่วนประสมทางการตลาดและกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านแก้ไขเสื้อผ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2022-02-01T16:10:34+07:00 พีรพัฒน์ เงินสีเหม peerapat.nge@ku.th ศิริรัตน์ โกศการิกา fbussrko@ku.ac <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของส่วนประสมทางการตลาดและกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านแก้ไขเสื้อผ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้ คือ ประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 432 ราย โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One Way ANOVA และถดถอยพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอาชีพต่างกันมีกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านแก้ไขเสื้อผ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน ส่วนปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา พนักงาน และกระบวนการให้บริการ มีความสัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านแก้ไขเสื้อผ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 พีรพัฒน์ เงินสีเหม, ศิริรัตน์ โกศการิกา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/257711 การศึกษาความเป็นไปได้ของอิทธิพลช่องทางออมนิเพื่อยกระดับการกระจายรายได้ของชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนกลุ่มไผ่แปลงใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี 2022-07-25T09:09:51+07:00 นภาพร นิลาภรณ์กุล napaporn_n@rmutt.ac.th จิราวัฒน์ แสงเป๋า chirawat_sa@rmutt.ac.th ณรัฐวรรณ แจ่มฟุ้ง narattawan_j@rmutt.ac.th ธัญวรัตน์ สุวรรรณะ tanwarat@rmutt.ac.th <p>การศึกษาความเป็นไปได้ของอิทธิพลช่องทางออมนิเพื่อยกระดับการกระจายรายได้ของชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนกลุ่มไผ่แปลงใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของตลาดหน่อไม้ต้มของกลุ่มไผ่แปลงใหญ่ ศึกษาเกี่ยวกับชุมชนกลุ่มไผ่แปลงใหญ่ และศักยภาพในการผลิต และศึกษาความเป็นไปได้ของนำช่องทางออมนิมาเพิ่มยอดขายและการกระจายรายได้ของชุมชน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้แบบสะดวกสำหรับศึกษาด้านความต้องการของตลาด กลุ่มแบบเฉพาะเจาะจงศึกษาด้านศักยภาพการผลิต การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การแจกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณการกระแสเงินสดส่วนเพิ่มสุทธิจากการใช้ช่องออมนิกระตุ้นยอดขาย เงินทุนในการสร้างช่องทางออมนิเป็นเงิน 1,500,000 บาท จากเงินสนับสนุนงานวิจัย การศึกษานี้ใช้เครื่องมือทางการเงินประเมินการลงทุน ได้แก่ ระยะเวลาคืนทุน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ และอัตราผลตอบแทนภายใน รวมทั้งการประเมินสัดส่วนของการกระจายรายได้สู่ชุมชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานร้อยละ 34.87 ต่อรอบการจำหน่าย การประเมินความเป็นไปได้ของโครงการโดยใช้เครื่องมือทางการเงินพบว่าระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1.22 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 2,352,217.18 บาท อัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 77.46 สะท้อนถึงการนำช่องทางการตลาดแบบออมนิมาใช้กระตุ้นยอดขายมีความเป็นไปได้ และสามารถกระจายรายได้สู่สมาชิกในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 59.11</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 นภาพร นิลาภรณ์กุล, จิราวัฒน์ แสงเป๋า, ณรัฐวรรณ แจ่มฟุ้ง, ธัญวรัตน์ สุวรรรณะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/257163 การตัดสินใจเลือกตัวแทนในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2022-07-06T08:58:37+07:00 กนกกาญจน์ อุณหพงศา kanokkarn1993@gmail.com พัชร์หทัย จารุทวีผลนุกูล pashatai.c@rsu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และปัจจัยคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตัวแทนในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย คือ ผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น แบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยประชากรศาสตร์ ได้แก่ ตำแหน่งงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์/บริการ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 44.8 และ 3) ปัจจัยคุณภาพการให้บริการ ได้แก่ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ และด้านการเอาใจใส่ลูกค้าส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 63.9</p> 2022-08-29T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 กนกกาญจน์ อุณหพงศา, พัชร์หทัย จารุทวีผลนุกูล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/257188 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอร์สสอนเทรดหุ้นออนไลน์ขั้นพื้นฐานของ บุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร 2022-07-10T12:15:54+07:00 วิรดา วงค์โพธิ์ wms.virada8@gmail.com บุญญรัตน์ สัมพันธ์วัฒนชัย boonyarat.samphanwattanachai@stamford.edu <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การรับรู้ และปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอร์สสอนเทรดหุ้นออนไลน์ขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร ดำเนินการวิจัยนี้ด้วยวิธีแบบผสมระหว่างงานวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยประชากรในงานวิจัยนี้ คือ บุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริโภค ได้แก่ จำนวนชั่วโมงในการเรียน ปริมาณคอร์สที่เรียน ค่าใช้จ่ายในการเรียน และวัตถุประสงค์ในการเรียน ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อคอร์สสอนเทรดหุ้นออนไลน์ขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) การรับรู้ ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ด้านการรับรู้ถึงความง่ายต่อการใช้งาน และด้านการรับรู้ถึงความเสี่ยง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอร์สสอนเทรดหุ้นออนไลน์ขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ ได้แก่ ด้านราคา และด้านกระบวนการหลังการขาย มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอร์สสอนเทรดหุ้นออนไลน์ขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2022-08-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วิรดา วงค์โพธิ์, บุญญรัตน์ สัมพันธ์วัฒนชัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/256861 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม การขัดเกลาทางสังคม และพฤติกรรมสีเขียว: พนักงานจากบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศไทย 2022-06-22T16:28:20+07:00 บุบผา ฐานุตตมานนท์ bettytha999@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม การขัดเกลาทางสังคม และพฤติกรรมสีเขียวของพนักงานจากผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่ทำงานในบริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จำนวน 400 คน ทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และมีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและตามความสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมมีอิทธิพลในเชิงบวกต่อการขัดเกลาทางสังคม ในขณะที่การขัดเกลาทางสังคมส่งผลในเชิงบวกต่อพฤติกรรมสีเขียว นอกจากนี้ พฤติกรรมที่เป็นนวัตกรรมยังส่งผลดีต่อพฤติกรรมสีเขียว สุดท้ายนี้ การขัดเกลาทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวกลางความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมและพฤติกรรมสีเขียวที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001 โดยผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ทั้งด้านการปฏิบัติงานและด้านทฤษฎีที่สามารถส่งผลต่อผลการดำเนินทางธุรกิจได้</p> 2022-08-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 บุบผา ฐานุตตมานนท์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/258799 บทบรรณาธิการ 2022-08-31T23:14:24+07:00 กฤษดา เชียรวัฒนสุข krisada_c@rmutt.ac.th 2022-08-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022