วารสารเครือข่ายส่งเสริมการวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj <p>วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการบริหารงานร่วมกันระหว่างสถาบัน ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในรูปแบบการจัดประชุมวิชาการ เผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการ การเพิ่มศักยภาพนักวิจัยให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทที่มีการปรับเปลี่ยนตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ รวมถึงการร่วมมือกันสร้างผลงานวิจัยเพื่อนำองค์ความรู้สู่ชุมชน สังคมและประเทศชาติให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ ผู้เขียน</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารเครือข่ายส่งเสริมการวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จะถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> hsrnj.journal@gmail.com (ดร.กฤษดา เชียรวัฒนสุข) nhat.jui@gmail.com (ดร.ณัฐปภัสษ์ จุ้ยเจริญ) Sat, 02 May 2026 12:57:57 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ล้มยักษ์: กลยุทธ์การตลาดล้มยักษ์ ฉบับ SME https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/297433 <p><strong>“ล้มยักษ์”</strong> โดย <strong>ลุงตี่ </strong><strong>CEO สอนหลักบริหาร</strong> นำเสนอแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทายทฤษฎีการตลาดแบบดั้งเดิม โดยเน้นไปที่การใช้ความคล่องตัว (Agility) และนวัตกรรมทางความคิดเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) อย่างมีนัยสำคัญ เน้นการใช้จุดแข็งของวิสาหกิจขนาดย่อม เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งมิใช่แต่ผู้อ่านที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมจะได้ประโยชน์ ในทางกลับกัน วิสาหกิจขนาดใหญ่ ก็สามารถได้ประโยชน์จากมุมมองของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีต่อวิสาหกิจขนาดใหญ่ ทำให้สามารถปรับตัวแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกันผู้ที่อยู่ในโลกธุรกิจทุกคนก็ว่าได้</p> กลชัย ภิญโญกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กลชัย ภิญโญกุล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/297433 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน ในยุคการตลาด 5.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/286257 <p>ด้วยในยุคปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มขั้น เป็นผลให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการสื่อสารและการบริโภคที่พึ่งพาสื่อดิจิทัลเป็นอย่างมากจึงถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากยุคดั้งเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อใช้นวัตกรรมการสื่อสารการตลาดที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว เพื่อจะได้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้สินค้าได้รับความนิยมและเพิ่มยอดขาย บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมและสรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ที่นำทฤษฎีการตลาดของ Philip Kotler และทีม บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารการตลาดในยุคดิจิทัลเป็นกรอบในการสังเคราะห์วรรณกรรม โดยทบทวนศึกษาและนำเสนอเกี่ยวกับความจำเป็นของการใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสื่อสารการตลาดในยุคดิจิทัลหรือยุคการตลาด 5.0 วิวัฒนาการการตลาดและนวัตกรรมการสื่อสารในยุค 1.0 - 5.0 ลักษณะการตลาดยุค 5.0 นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในยุคการตลาด 5.0 และกรณีศึกษา นวัตกรรมผู้ประกอบการร้านอาหารอัจฉริยะและผลิตภัณฑ์ชุมชนในยุคดิจิทัล ดังนั้นบทความนี้จึงจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์หรือรูปแบบการสื่อสารการตลาดที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพตามยุคสมัยปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> ณฐวัฒน์ คณารักสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณฐวัฒน์ คณารักสมบัติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/286257 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจทางการเงินเพื่อส่งเสริมโครงการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พื้นที่อิสานตอนบน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/290430 <p><span class="s11">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแรงจูงใจทางการเงินเพื่อส่งเสริมโครงการท่องเที่ยว </span><span class="s13">OTOP </span><span class="s11">นวัตวิถี ซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่อิสานตอนบน ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับกลไกสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การจัดการสิ่งแวดล้อม และด้านความยืดหยุ่นเชิงนโยบายที่ควรมีความสอดคล้องกับศักยภาพเฉพาะของบริบทเชิงพื้นที่</span><span class="s11"> ดังนั้นการเสริมสร้างแรงแรงจูงใจทางการเงินจึงเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญของความพยายามในการก้าวข้ามอุปสรรค โดยสามารถดำเนินการได้อย่างน้อย </span><span class="s11">5</span><span class="s11"> ประเด็น </span><span class="s11">ประกอบด้วย</span> <span class="s13">1) </span><span class="s11">การลดหย่อนหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น หรือค่าธรรมเนียมบางประเภทสำหรับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ</span> <span class="s13">2)</span> <span class="s11">การจัดหาหรือสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ</span> <span class="s13">3)</span> <span class="s11">การดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างงานใหม่ โดยภาคเอกชนจะได้</span><a name="_GoBack"></a><span class="s11">รับเงินภาษีการค้าคืนเป็นจำนวนสัดส่วนที่เหมาะสมของเงินที่หน่วยงานได้ใช้จ่ายลงทุนในพื้นที่อิสานตอนบน </span><span class="s13">4) </span><span class="s11">การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลธุรกิจเบ็ดเสร็จ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ อำนวยความสะดวก ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากภายในและภายนอกให้มาลงทุน และ </span><span class="s13">5)</span> <span class="s11">องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อิสานตอนบน</span><span class="s11">ทำความร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่</span><span class="s11">จัดโครงการฝึกอบรมตามความต้องการของผู้ประกอบการ</span></p> อภิญญา พันทะสา, พิศมัย จารุจิตติพันธ์, ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อภิญญา พันทะสา, พิศมัย จารุจิตติพันธ์, ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/290430 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบกระบวนการฟาซิลิเตชั่นเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรธุรกิจ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/286819 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการฟาซิลิเตชั่น 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ประเมินรูปแบบกระบวนการฟาซิลิเตชั่นเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูล 25 คนจาก 5 องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยผู้ออกแบบและดำเนินกระบวนการร้อยละ 60 (15 คน) และผู้เข้าร่วมกระบวนการร้อยละ 40 (10 คน) พร้อมประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ผลการวิจัยได้นำไปสู่การพัฒนา “รูปแบบกระบวนการฟาซิลิเตชั่น 5A” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) เข้าใจ 2) เชื่อมโยง 3) ตระหนักรู้ 4) พัฒนา และ 5) ปฏิบัติ รูปแบบนี้มีกลไกวัฏจักรการเรียนรู้สะท้อนกลับ เพื่อให้กระบวนการมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ พร้อมด้วยเงื่อนไขสนับสนุนที่สำคัญทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระดับบุคคลด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดและพัฒนาทักษะการสื่อสาร ในระดับทีมด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันและสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และในระดับองค์กรด้วยการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น โดยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีความเหมาะสมในระดับสูงอย่างยิ่ง</p> รสสุคนธ์ คูสมบัติ, ชลวิทย์ เจียรจิตต์, ธันนิกานต์ สูญสิ้นภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 รสสุคนธ์ คูสมบัติ, ชลวิทย์ เจียรจิตต์, ธันนิกานต์ สูญสิ้นภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/286819 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการเกื้อกูลชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/289252 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการเกื้อกูลชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 36 คน ในชุมชนประมงชายฝั่ง 4 พื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ตามประเด็น ถอดรหัส ตีความ และเรียบเรียงข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานี มีการพัฒนาสวัสดิการชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสำรวจสวัสดิการเกื้อกูลที่มีอยู่ 2) การสำรวจสวัสดิการของรัฐ 3) การวิเคราะห์สวัสดิการเกื้อกูลที่โดดเด่น 4) การวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม และ 5) การส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการเกื้อกูลชุมชน โดยพบรูปแบบการพัฒนาสวัสดิการ 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มต้นแบบ กลุ่มพัฒนาต่อยอด และกลุ่มเริ่มต้นพัฒนา ซึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการเกื้อกูลชุมชนความให้สำเร็จสำคัญ ได้แก่ การมีผู้นำชุมชนที่มีบทบาทในการประสานความคิด การใช้กลไกกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบพึ่งตนเอง และการสนับสนุนจากภาครัฐ งานวิจัยนี้เสนอให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมการพัฒนาสวัสดิการชุมชนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้ชุมชนสามารถแสดงศักยภาพและพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน</p> จิรัชยา เจียวก๊ก, สุวรา แก้วนุ้ย, ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง, สมฤดี สงวนแก้ว, พัฒนันติ์ บุญญานุพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จิรัชยา เจียวก๊ก, สุวรา แก้วนุ้ย, ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง, สมฤดี สงวนแก้ว, พัฒนันติ์ บุญญานุพงศ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/289252 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 มลภาวะทางอากาศจากการก่อสร้างถนนภาครัฐ: วิเคราะห์ช่องว่างเชิงระบบ และแนวทางสู่ความยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/288870 <p>โครงการก่อสร้างถนนภาครัฐซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดมลภาวะทางอากาศที่สำคัญ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากเพียงข้อจำกัดทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงช่องว่างเชิงระบบในการบริหารจัดการสัญญาระหว่างภาครัฐและผู้รับเหมาเอกชน การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงเอกสารอย่างเป็นระบบ โดยใช้กรอบทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสัญญาและการกำกับดูแลระหว่างภาครัฐในฐานะตัวการ และผู้รับเหมาในฐานะตัวแทน ผู้วิจัยได้รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ รายงานของหน่วยงานราชการ และองค์การระหว่างประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2015–2025 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างที่ทำให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นการปฏิบัติตามเชิงสัญลักษณ์ แม้ในสัญญาจะมีข้อกำหนดควบคุมมลพิษที่ชัดเจน แต่การกำกับดูแลที่หละหลวมและความไม่สมมาตรของข้อมูล ประกอบกับแรงจูงใจที่มุ่งเน้นความรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ทำให้ผู้รับเหมาขาดแรงจูงใจที่จะปฏิบัติตามมาตรการอย่างจริงจัง ส่งผลให้การควบคุมมลพิษไม่มีประสิทธิภาพและกลายเป็นเพียงการดำเนินงานเชิงพิธีกรรม สาระใหม่ของงานวิจัยนี้คือการระบุความล้มเหลวเชิงระบบที่กลไกสัญญาและการกำกับดูแลได้สร้างสภาวะเอื้อให้เกิดการปกป้องสิ่งแวดล้อมเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเชิงเนื้อหา บทความนี้จึงเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเปลี่ยนจากการเน้นเกณฑ์ราคาต่ำสุดไปสู่สัญญาที่อิงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เช่น ระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ในพื้นที่ก่อสร้าง ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างบทลงโทษและแรงจูงใจ การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้รับเหมาให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวมากขึ้น และเพื่อสร้างการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า</p> ดิษญาภัทร ภักดีอาภรณ์, ดนุพล แสงนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ดิษญาภัทร ภักดีอาภรณ์, ดนุพล แสงนาค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/288870 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่งเสริมการใช้ทางเท้ายกระดับย่านพาณิชยกรรมราชประสงค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/290633 <p>ย่านพาณิชยกรรมราชประสงค์เป็นแหล่งรวมสถานประกอบการ ค้าปลีก สำนักงาน โรงแรม และศูนย์การประชุมชั้นนำระดับนานาชาติ อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร แวดล้อมไปด้วยสถานีระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าในปัจจุบันถึง 4 ระบบ ได้แก่ 1) BTS 2) MRT 3) ARL และ 4) ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายสีส้ม ด้วยบริบทดังกล่าว โครงการ Ratchaprasong Bangkok Downtown Model จึงเกิดขึ้นจากการร่วมทุนระหว่าง 5 ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ มุ่งหวังพัฒนาย่านราชประสงค์ให้เป็นย่านเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์รองรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เป็นศูนย์กลางรองรับนักเดินทางกลุ่ม MICE และศูนย์การค้าใจกลางกรุงจำนวน 5 ศูนย์การค้า รวมพื้นที่ค้าปลีกกว่า 700,000 ตารางเมตร พร้อมโรงแรมหรูระดับ 3 ดาว จนถึงระดับ Luxury 3,900 ห้อง คาดว่ามีผลประกอบการกว่า 7,000 ล้านบาทต่อเดือน เชื่อมต่อการเดินภายในโครงการและนอกโครงการด้วยทางเท้ายกระดับ Ratchaprasong Walk ยาวกว่า 1,000 เมตร มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท วัตถุประสงค์ของงานวิจัย มี 3 ข้อ คือ 1) เพื่อสำรวจและวิเคราะห์คุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้ใช้งานทางเท้ายกระดับย่านพาณิชยกรรมราชประสงค์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานทางเท้ายกระดับ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางเท้ายกระดับ การศึกษาใช้วิธีการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจผู้สัญจรภายในพื้นที่ศึกษาแบบสุ่ม ทุกวัน จำนวน 420 คน ผลการศึกษาชี้ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้ทางเท้ายกระดับอย่างมีนัยสำคัญ จำนวน 4 รายการ และไม่มีนัยสำคัญ จำนวน 2 ประการ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ 1) อายุ 2) ระดับรายได้ 3) ความถี่ในการเดินทางมายังย่านราชประสงค์ และ 4) วัตถุประสงค์ในการมาย่านราชประสงค์ และปัจจัยที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ เพศ และมูลค่าของการซื้อสินค้าและบริการ อนึ่ง ข้อค้นพบเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อคุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้สัญจร และให้ข้อแนะนำเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเท้ายกระดับในย่านพาณิชยกรรมโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าอื่น ๆ</p> สญชัย ลบแย้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สญชัย ลบแย้ม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/290633 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับเทคโนโลยี กระบวนการตัดสินใจ และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ด้านนวัตกรรมที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/288914 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการยอมรับเทคโนโลยี กระบวนการตัดสินใจ และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และเพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรม และกระบวนการตัดสินใจระหว่างการยอมรับเทคโนโลยีต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำนวน 462 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีมีอิทธิทางตรงเชิงลบต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 แต่มีอิทธิพลเชิงบวกทางอ้อมต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่โดยผ่านกระบวนการตัดสินใจ และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000 ทำให้อิทธิพลโดยรวมสูงขึ้นถึง .621 ดังนั้น สถานบันการศึกษาควรดำเนินการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการส่งเสริมทักษะการสื่อสารนวัตกรรมและกระบวนการตัดสินใจเชิงวิเคราะห์ เพื่อยกระดับความพร้อมของนิสิตสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่</p> กนกวรรณ กรรณิกา, ดนุพล แสงนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กนกวรรณ กรรณิกา, ดนุพล แสงนาค https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/288914 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700 มุมมองทางดิจิทัลของบุคลากร มุมมองด้านกระบวนการดิจิทัล และมุมมองด้านเทคโนโลยี ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายทางดิจิทัลของสำนักงานบัญชีในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/291047 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของมุมมองทางดิจิทัลด้านบุคลากร มุมมองด้านกระบวนการดิจิทัล และมุมมองด้านเทคโนโลยีที่มีต่อการบรรลุเป้าหมายทางดิจิทัลของสำนักงานบัญชีในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริหารสำนักงานบัญชีจำนวน 420 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรอิสระทั้งสามด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการบรรลุเป้าหมายทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่ามุมมองด้านกระบวนการดิจิทัลมีอิทธิพลสูงที่สุด (β = 0.40, z = 2.89, p = 0.004) รองลงมาคือมุมมองทางดิจิทัลด้านบุคลากร (β = 0.33, z = 2.61, p = 0.009) และมุมมองด้านเทคโนโลยี (β = 0.29, z = 5.13, p &lt; 0.001) ตามลำดับ สรุปได้ว่าสำนักงานบัญชีควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการทำงานแบบดิจิทัลเป็นแกนหลัก ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพของบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> สิทธิชัย ทรัพย์แสนดี, ดารณี เอื้อชนะจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิทธิชัย ทรัพย์แสนดี, ดารณี เอื้อชนะจิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/291047 Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารการตลาดเชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการในห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกทุเรียนจังหวัดจันทบุรี วิเคราะห์บทบาทการสื่อสารเชิงองค์กรและการสร้างความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/287314 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือและการประสานงานด้านการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการส่งออกทุเรียนจังหวัดจันทบุรี วิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารการตลาดเชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการในห่วงโซ่คุณค่า และพัฒนาแนวทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของการส่งออก โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ เกษตรกรสวนทุเรียน ผู้แทนจากสมาคมส่งออก หอการค้าจังหวัดจันทบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี และผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 21 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจตนาตามแนวทางของแพตตันและเมอร์เรียม ซึ่งเน้นความเชี่ยวชาญและบทบาทในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ผลการวิจัย พบว่า ความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ส่งออก และภาครัฐ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเข้าใจร่วมในกระบวนการส่งออก การใช้เทคโนโลยี เช่น QR Code และ แอปพลิเคชัน ส่งเสริมความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ การสนับสนุนจากสมาคมส่งออกและการสร้างแบรนด์ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การปรับตัวตามความต้องการของตลาด ทั้งด้านรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมความยั่งยืน ความร่วมมือแบบบูรณาการในห่วงโซ่คุณค่าจึงเป็นกลไกหลักที่ผลักดันทุเรียนจันทบุรีสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน</p> อภิวรรณ ศิรินันทนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อภิวรรณ ศิรินันทนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/287314 Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ รูปแบบเนื้อหา และช่องทางดิจิทัล ที่ส่งผลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมในอนาคต: พื้นที่ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วังสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/294220 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็น เปรียบเทียบความแตกต่างตามปัจจัยส่วนบุคคล และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในอนาคตของนักท่องเที่ยว พื้นที่ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วังสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ บริบทของพื้นที่ศึกษาพบว่าแม้วังสวนบ้านแก้วจะมีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะในช่องทางดิจิทัล ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในอนาคต จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มักศึกษาปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาด รูปแบบเนื้อหา และช่องทางดิจิทัลแยกส่วน และเน้นบริบทธุรกิจทั่วไป ขณะที่การศึกษาในแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นยังมีจำกัด ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ รูปแบบเนื้อหา และช่องทางดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจ<br />เชิงพฤติกรรมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นสถานภาพ โดยผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้จึงมีองค์ความรู้ใหม่โดยการบูรณาการตัวแปรดังกล่าวภายใต้กรอบแนวคิด S-O-R เพื่ออธิบายกลไกที่เชื่อมโยงการสื่อสารการตลาดสู่ความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในอนาคตอย่างเป็นระบบ</p> สันดุสิทธิ์ บริวงษ์ตระกูล, นริส อุไรพันธ์, จเร เพ็งจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สันดุสิทธิ์ บริวงษ์ตระกูล, นริส อุไรพันธ์, จเร เพ็งจันทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/294220 Wed, 13 May 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการบัญชีดิจิทัลที่มีต่อการประยุกต์ใช้การบัญชีนิติวิทยาและส่งผลไปยังความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/289821 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการบัญชีดิจิทัลต่อการประยุกต์ใช้การบัญชีนิติวิทยา และวิเคราะห์บทบาทการส่งผ่านไปยังความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร โดยใช้ข้อมูลจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจำนวน 322 คน และวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า การบัญชีดิจิทัลด้านการบูรณาการเทคโนโลยี (β = 0.570, p &lt; .01) การเชื่อมโยงข้อมูล (β = 1.041, p &lt; .01) และศักยภาพการวิเคราะห์ (β = 0.487, p &lt; .01) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการประยุกต์ใช้การบัญชีนิติวิทยาอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ (β = –0.030, p &gt; .05) นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้การบัญชีนิติวิทยามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความโปร่งใสในการดำเนินงานในระดับสูง (β = 0.652, p &lt; .01) และทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านสำคัญระหว่างการบัญชีดิจิทัลกับความโปร่งใสขององค์กร อย่างไรก็ตาม พบว่าบางมิติของการบัญชีดิจิทัลมีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐานสูงกว่า 1 ซึ่งอาจสะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ร่วมสูงระหว่างตัวแปร หรือการซ้อนทับเชิงแนวคิดของโครงสร้างตัวแปร แต่โดยภาพรวม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลและการบูรณาการเทคโนโลยีเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการตรวจสอบเชิงนิติวิทยา และความโปร่งใสจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อองค์กรประยุกต์ใช้กระบวนการบัญชีนิติวิทยาอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีเชิงสถานการณ์</p> กัญฐณา ดิษฐ์แก้ว, น้ำฝน สืบอ่อน, สรินยา สุภัทรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กัญฐณา ดิษฐ์แก้ว, น้ำฝน สืบอ่อน, สรินยา สุภัทรานนท์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/289821 Mon, 18 May 2026 00:00:00 +0700 THE DIGITAL CITIZENSHIP PARADOX: EXAMINING DEMOCRATIC EMPOWERMENT AND EROSION IN HYBRID MEDIA ECOSYSTEMS https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/291737 <p>This article critically examines the profound transformation of political culture, moving beyond traditional civic paradigms to reveal the paradoxes inherent in “digital citizenship.” Using a critical interpretive synthesis to analyze the dualistic nature of the contemporary hybrid media ecosystem, the study explores how digital platforms both enable democratic empowerment and intensify severe affective polarization. Platform affordances – particularly algorithmic curation and anonymity – are shown not as neutral tools, but as active agents shaping a new participatory culture that relies heavily on meme and hashtag activism. The analysis also highlights the significant influence of the invisible digital stratum, showing how “dark social” networks and state-sponsored information operations covertly manipulate political narratives and foster insulated ideological enclaves. The research demonstrates that the blurring of boundaries between online spaces and offline mobilization creates a volatile environment where generational “digital tribalism” thrives and emotionality increasingly overshadows classical rationality in political decision-making. While recognizing the potential for transnational connective action, the paper rigorously addresses severe methodological and ethical limitations in current research. It specifically warns against representation bias and the critical shortcomings of big-data analytics in interpreting nuanced human sentiment. Ultimately, this study calls for a de-westernized research agenda, advocating for deep ethnographies of covert digital spaces to fully understand the deeply intertwined and increasingly polarized realities of modern political life.</p> Kittisak Wongmahesak, Thanaporn Sriyakul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Kittisak Wongmahesak, Thanaporn Sriyakul https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsrnj/article/view/291737 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700