https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2026-05-29T15:40:20+07:00 ดร.เอกราช ดีนาง hsjournal@udru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2<br>มีวัตถุประสงค์เพื่อพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ <br>กำหนดจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/283011 คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เสียภาษีท้องถิ่นในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 2025-06-04T16:44:41+07:00 ทิพวรรณ กำจร tippawan_kj@thongsook.ac.th จิตรลดา ตรีสาคร thippawan@thongsook.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เสียภาษี ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (2) ศึกษาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เสียภาษีท้องถิ่นในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือ ผู้เสียภาษีในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 ตัวอย่าง ทำการสุ่มแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น แบบเจาะจง โดยอาศัยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการหาค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศชาย มีอายุ 31-40 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัว สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 100,000 บาทขึ้นไป ความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของผู้เสียภาษีท้องถิ่นภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันมีความพึงพอใจของผู้เสียภาษีในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการไม่แตกต่างกัน และ (2) คุณภาพการให้บริการส่งผลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้เสียภาษีท้องถิ่นในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ที่ระดับนัยสำคัญที่ .05</p> 2026-03-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289494 ENHANCING STUDENT ENGAGEMENT AND INTEREST IN LEARNING THROUGH RANDOM CLASSROOM ACTIVITIES: AN EXAMINATION OF FACTORS INFLUENCING STUDENT SATISFACTION USING RANDOM FOREST ALGORITHM 2025-12-22T11:35:45+07:00 Anutchai Chutipascharoen anuschai.ch@rmuti.ac.th Soradech Krootjohn soradech.k@fte.kmutnb.ac.th Jeeranun Tasuntia jeeranunt.ta@gmail.com <p>After the COVID-19 pandemic, educational institutions shifted from online back to face-to-face learning. However, this transition resulted in decreased student engagement, mainly due to the prolonged period of prior online learning. Researchers sought to increase student engagement by implementing random classroom activities based on student interests. The purpose of this study was 1) to develop a conceptual framework for implementing random classroom activities based on students’ interests, 2) to evaluate students' satisfaction with the use of random classroom activities based on their interests, and 3) to identify factors that influence their satisfaction. Methods: The study used a comprehensive approach that included reviewing relevant theories, developing a conceptual framework, conducting experiments, collecting data, and analyzing data using descriptive statistics and the random forest algorithm. The study involved 60 undergraduate students (n = 60) and employed a mixed analytical approach, including descriptive statistics and a Random Forest algorithm, to explore non-linear relationships among learner-related variables. The Random Forest model achieved an overall classification accuracy of 83.33%, providing exploratory insights into factors associated with student satisfaction. Results: Students reported a high level of satisfaction with the random activities tailored to their interests, with a mean rating of 3.80 and a standard deviation of 1.08. Based on the random forest algorithm, the primary factor influencing student satisfaction was their grade point average (GPA), which had the highest importance value of 0.29. Conclusions: This result highlights the significant role that students’ academic performance and learning ability play in determining their level of satisfaction.</p> 2026-03-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/282968 แรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรโรงเรียนเอกชนในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 2025-06-04T16:36:45+07:00 ธารทิพย์ ระหาญนอก thanthip_ra@thongsook.ac.th จิตรลดา ตรีสาคร Thanthip_ra@Thongsook.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนเอกชน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาแรงจูงใจในส่วนปัจจัยจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนเอกชน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 3) แรงจูงใจในส่วนปัจจัยค้ำจุนในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนเอกชน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และ 4) ศึกษาความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนเอกชน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรในโรงเรียนเอกชนในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างด้วยสูตรคำนวณ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การถดถอยพหูคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณลักษณะส่วนบุคคล ประกอบด้วย อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรโรงเรียนเอกชนในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 2) แรงจูงใจในส่วนปัจจัยจูงใจในการทำงานของบุคลากรโรงเรียนเอกชน กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความ สำเร็จมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3) แรงจูงใจในส่วนปัจจัยค้ำจุนในการทำงานของบุคลากรโรงเรียนเอกชน กรุงเทพมหานคร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 4) ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรโรงเรียนเอกชนในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 5) แรงจูงใจในการทำงานทั้งในส่วนปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรโรงเรียนเอกชนในเขตประเวศกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2026-03-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/292455 บทประพันธ์เพลง “THA-NA ความสัมพันธ์ไทย–จีน อันงดงาม” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม 2026-05-29T15:40:20+07:00 อนุวัฒน์ เขียวปราง anuwat.t@rumail.ru.ac.th <p>บทประพันธ์เพลง <em>Tha-na</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์บทประพันธ์สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมที่สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–จีนในบริบทของเจ้านครอินทร์ และเพื่อเผยแพร่ผลงานในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านศิลปกรรมศาสตร์ กระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาความสัมพันธ์ไทย–จีน การศึกษาสุนทรียภาพของทำนอง การสร้างสรรค์ทำนอง การศึกษาหลักการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม การเรียบเรียงเสียงประสาน และการเผยแพร่ผลงาน ผลงานที่ได้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านภาษาดนตรีร่วมสมัย ก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการประพันธ์ดนตรี และเป็นแนวทางในการบูรณาการข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมร่วมสมัย</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/292328 แนวทางการพัฒนาบุคลากร ในยุค DISRUPTIVE TECHNOLOGY ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี 2026-04-20T13:57:44+07:00 ศิริพรรณ มุ่งหมาย 67611152107@udru.ac.th ธนวิทย์ บุตรอุดม 67611152107@udru.ac.th <p>บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลากร ในยุค Disruptive Technology กับการพัฒนาบุคลากร ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลากร ในยุค Disruptive Technology ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี และ 3) เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสม ในการพัฒนาบุคลากร ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology ได้แก่ ด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้านทัศนคติของบุคลากร ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านแรงจูงใจ และด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ 0.01</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/294434 TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP, COLLECTIVE EFFICACY, AND NETWORK RELATIONSHIPS AS DRIVERS OF BUSINESS PERFORMANCE IN CONSTRUCTION ENGINEERING VENTURES IN YUNNAN PROVINCE, CHINA 2026-05-25T15:49:02+07:00 Wei Chen fsssid@ku.ac.th Ubonwan Khunthong fsssid@ku.ac.th Sid Terason sterason@gmail.com <p>This study examines how transformational leadership (TL) relates to the business performance (BP) of newly established construction engineering ventures in Yunnan Province, China. Quantitative survey data from 522 managers were analyzed using partial least squares structural equation modeling (PLS-SEM). Results indicated that TL was positively and directly associated with BP (β = 0.358, p &lt; 0.001). Collective efficacy (CE) and network relationships (NR) partially mediated this relationship, with significant indirect effects of 0.045 and 0.040 respectively. Absorptive capacity (AC) emerged as a negative moderator of the TL–CE and TL–NR paths (β = −0.115 and −0.108, p &lt; 0.01), revealing a substitution effect whereby high organizational learning capacity attenuates the marginal influence of transformational leadership on both collective confidence and inter-organizational ties. The findings extend leadership theory by delineating the boundary conditions of TL effectiveness and offer evidence-based recommendations for construction firms navigating rapid digital and policy transformation in regional Chinese markets.</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/295362 กลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจในบทความรีวิวร้านอาหารในเว็บไซต์มิชลิน ไกด์ 2026-05-25T10:04:11+07:00 ญาณิศา สระบัว y.sabua@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจในบทความรีวิวร้านอาหารในเว็บไซต์มิชลิน ไกด์ โดยใช้แนวคิดภาษาโน้มน้าวใจ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากบทความรีวิวร้านอาหารในหมวดหมู่ “ทานอาหารนอกบ้าน” ในเว็บไซต์มิชลิน ไกด์ ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2568 ทุกบทความ จำนวนทั้งสิ้น 9 บทความ ผลการศึกษาพบกลวิธีการใช้ภาษาโน้มน้าวใจในบทความรีวิวร้านอาหารในเว็บไซต์มิชลิน ไกด์จำนวนทั้งสิ้น 7 กลวิธี และแสดงให้เห็นลักษณะของการโน้มน้าวใจ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. การยกระดับสารที่นำเสนอ ประกอบด้วย 2 กลวิธี ได้แก่ 1) การใช้คำแสดงคุณภาพ และ 2) การใช้คำภาษาต่างประเทศ 2. การสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับสาร ประกอบด้วย 2 กลวิธี ได้แก่ 1) การใช้คำแสดงความเชี่ยวชาญ และ 2) การอ้างถึง และ 3. การเร้าอารมณ์ผู้รับสาร ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ 1) การใช้คำแสดงผัสสะ 2) การใช้คำแสดงความรู้สึก และ 3) การใช้ภาพพจน์ นอกจากนี้ยังพบว่า กลวิธีดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในการทำหน้าที่โน้มน้าวใจผู้รับสาร</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/294589 ความต้องการจำเป็นความเป็นเพื่อนร่วมงานของครูในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2026-05-25T15:15:47+07:00 ปิยะพงษ์ อัมภรัตน์ 67120605102@udru.ac.th สุนิสา วงศ์อารีย์ sunisa.wo@udru.ac.th พนายุทธ เชยบาล Panayuth.ch@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นความเป็นเพื่อนร่วมงานของครู ในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 265 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.97 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.99 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความเป็นเพื่อนร่วมงานของครูในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 4 ด้าน มีความต้องการจำเป็นที่ต้องได้รับการพัฒนา โดยความต้องการจำเป็นลำดับที่หนึ่ง คือ ด้านการมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม ลำดับที่สอง คือ ด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อองค์กร ลำดับที่สาม คือ ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน และลำดับที่สี่ คือ ด้านการปรับตัวและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/293007 A STUDY OF NEEDS AND OBSTACLES IN LEARNING ENGLISH TO PREPARE FOR THE CEFR EXAM AMONG GRADUATE STUDENTS AT UDON THANI RAJABHAT UNIVERSITY 2026-05-25T15:05:03+07:00 Peerawat Thonguthaisiri thonguthaisirip@gmail.com Prayong Klanrit pklanrit@hotmail.com <p>The purposes of this study were to investigate and compare the needs and obstacles in learning English for the CEFR exam preparation among graduate students: master’s degree and doctoral degree, classified by fields of study: Education, Arts, Science and Technology, Management Science at Udon Thani Rajabhat University. The sample of this study consisted of 135 second-year graduate students selected by stratified random sampling, and 12 students selected by convenience sampling for interview. The research instruments consisted of a questionnaire and a semi-structured interview. The statistics used for data analysis were percentage, mean, and standard deviation, One-way ANOVA, and the post-hoc Scheffé Test. The results revealed that the overall graduate students’ needs were ranked at the level of the most needs. The overall graduate students’ obstacles were ranked at the level of high obstacle. As analyzed by One-Way ANOVA and Multiple comparisons using the Scheffé Test, the obstacles in learning writing, vocabulary, and obstacles in other factors of Education students were responded significantly different at the 0.05 level for master’s degree students. For doctoral degrees students, the obstacles in learning listening, speaking and vocabulary of Education students were responded significantly different at the 0.05 level. The results from the semi-structured revealed that the major problems across all fields of study and levels of study were related to limited preparation time, insufficient vocabulary knowledge, difficulties in speaking and listening, and anxiety that affects confidence during English use.</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี