วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2<br>มีวัตถุประสงค์เพื่อพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ <br>กำหนดจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> th-TH hsjournal@udru.ac.th (ดร.เอกราช ดีนาง) hsjournal@udru.ac.th (นายรุ่งโรจน์ มีแก้ว) Wed, 24 Dec 2025 18:23:54 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัญหาผลกระทบภายนอก: กรณีศึกษาแหล่งทำนาเกลือบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/284214 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการผลกระทบจากนาเกลือ 2) ศึกษาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัญหาผลกระทบการทำนาเกลือ และ 3) เสนอแนะแนวทางสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเพิ่มศักยภาพในการจัดการ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการกำกับดูแลออกข้อบังคับ และสื่อสารกับประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากนาเกลือทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจ ศักยภาพขององค์กรสะท้อนผ่านความสามารถในการจัดทำข้อบังคับที่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมดของนาเกลือ กำหนดมาตรฐานการลดผลกระทบ และดำเนินการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร ได้แก่ พัฒนาเครือข่ายสื่อสารแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนส่งเสริมสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ในการกำหนดนโยบายเชิงรุก</p> พิมพ์นรี พระวิเศษ, ธนวิทย์ บุตรอุดม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/284214 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการพัฒนาคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในศาลเยาวชนและครอบครัว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289392 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมและเสนอแนวทางการพัฒนาคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในศาลเยาวชนและครอบครัวให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ระเบียบวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานคลินิกฯ โดยตรงและเครือข่ายเป็นผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงนโยบายและการบริหารงานด้านคลินิกฯ จำนวน 5 คน รวม ทั้งสิ้น 15 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานในการดำเนินการคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมในศาลเยาวชนและครอบครัว ได้แก่ 1) ด้านงบประมาณในการดำเนินการคลินิกฯ 2) การทำงานที่ซ้ำซ้อนของคลินิกฯ กับศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุม เพื่อแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็ก เยาวชนและครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัว 3) ด้านความรู้ความเข้าใจของบุคลากรเกี่ยวกับคลินิกฯ 4) ด้านการสื่อสารกันระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอก และแนวทางการพัฒนาคลินิกฯ ให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) แนวคิดการรวมศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำฯ กับคลินิกฯ 2) แนวทางการให้คลินิกฯ มีการทำงานเฉพาะทางในรูปแบบ ONE STOP SERVICE หรือการทำงานกับเครือข่ายทางสังคมด้วยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ 3) การขยายงานคลินิกฯ ด้วยการพัฒนาด้านเครือข่ายทางสังคม 5) การจัดประชุมหรืออบรมเกี่ยวกับการดำเนินงานคลินิกฯ 6) การให้คลินิกฯ บรรจุอยู่ในโครงสร้างของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือกำหนดในรูปแบบของนโยบาย 7) ด้านงบประมาณการดำเนินงานคลินิกฯ การส่งเสริมให้สำนักงานศาลยุติธรรมจัดงสรรงบประมาณการดำเนินงานคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคม 8) การเสริมการทำงานของคลินิกฯ ด้วยเครือข่าย</p> ราชภูมิ ตันติธีระศักดิ์, อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289392 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากพืชสู่ร่างกาย: กระบวนการทางความหมายของคำประสมแบบนาม-นาม ในภาษาไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289274 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างทางความหมายและกระบวนการทางความหมายของคำประสมแบบนาม-นามในภาษาไทยที่มีความหมายเกี่ยวกับร่างกาย ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับพืช โดยใช้ทฤษฎีอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของ Lakoff และ Johnson (1980) และทฤษฎีหลอมรวมมโนทัศน์ของ Fauconnier &amp; Turner (1998) ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคำประสมแบบนาม-นามจากสองแหล่งข้อมูล ได้แก่ (1) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 และ (2) หนังสือคลังคำ พ.ศ. 2559 (ฉบับปรับปรุง)</p> <p>ผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางความหมายของคำประสมแบบนาม-นาม ที่มีความหมายเกี่ยวกับร่างกาย ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับพืชจำนวน 5 คำ พบว่า ส่วนแสดงความเด่นของคำประสมแสดงเค้าความหมายของคำเดิม ได้แก่ อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในขณะที่ส่วนขยายของคำประสมมีความหมายเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ ความหมายของคำประสมเป็นการเปรียบเทียบลักษณะของพืชกับลักษณะของอวัยวะ เพื่ออธิบายลักษณะเด่นของส่วนในร่างกายหรืออวัยวะนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้ภาษาไทยมีระบบความคิดที่เป็นอุปลักษณ์ นอกจากนี้การอธิบายความหมายของคำประสมที่มีความหมายร่างกาย ซึ่งนำมาเปรียบเทียบกับพืช ด้วยเครือข่ายบูรณาการเชิงมโนทัศน์แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเข้าใจความหมายของคำประสม ทำให้เข้าใจกระบวนการทางปริชานของผู้ใช้ภาษาไทยในการสร้างความหมายของคำประสมทั้ง 5 คำนี้</p> วรลักษณ์ วีระยุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289274 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้แนวคิดการจัดการแบบร่วมมือกัน : กรณีศึกษาล่องแพบ้านท่าวัด ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/286811 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารจัดการแบบร่วมมือกันของชุมชนในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ล่องแพบ้านท่าวัด จังหวัดสกลนคร (2) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการแบบร่วมมือกันของชุมชน ล่องแพบ้านท่าวัด จังหวัดสกลนคร (3) ให้แนวทางและข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการแบบร่วมมือกันของชุมชนล่องแพบ้านท่าวัด จังหวัดสกลนคร โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 คน ด้วยวิธีการเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาครัฐและชุมชนร่วมมือกันบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวล่องแพบ้านท่าวัด ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ซึ่งการเปิดกิจการล่องแพจะเริ่มจากการร่วมกันวางแผนดำเนินการจัดกิจกรรม ขออนุญาตเปิดให้บริการแพ รับผลประโยชน์ และประเมินผลหลังจากการเปิดให้บริการ ในการจัดการล่องแพบ้านท่าวัดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ แรงกาย แรงใจจากชาวบ้าน ผู้ประกอบการแพที่มีความเข้มแข็ง และคณะกรรมการชุมชนที่มีศักยภาพเพื่อทำให้เกิดผลสำเร็จ หน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมของชาวบ้าน จึงเกิดเป็นการจัดการแหล่งท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมโดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 2) ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการ ได้แก่ ปัญหาด้านระเบียบกฎเกณฑ์ในการขอเปิดกิจการล่องแพ ปัญหาการส่งเสริมการท่องเที่ยว ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านการบริการของผู้ประกอบการแพ และปัญหาด้านความสวยงามของภูมิทัศน์ และ 3) แนวทางและข้อเสนอแนะ ได้แก่ เทศบาลตำบลเหล่าปอแดงควรเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการล่องแพ เทศบาลตำบลเหล่าปอแดงและผู้ประกอบกิจการล่องแพควรใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการล่องแพ ผู้ประกอบการล่องแพควรกำหนดมาตรฐานการให้บริการ และเพิ่มผู้ประกอบการร้านอาหารเพื่อให้บริการอย่างเพียงพอและรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดต่าง ๆ และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมมากยิ่งขึ้น</p> วรเมธ ยอดบุ่น, พัชราพร ฝ่ายทาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/286811 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคใต้ในการใช้ตำรับยาที่มีกระท่อม เป็นส่วนประกอบแก้อาการเลือดลม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/288585 <p>ภาคใต้เป็นสังคมเกษตรกรรม ประชาชนต้องใช้แรงงานทำงานหนัก จึงส่งผลต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน อาการผิดปกติทางเลือดลมเป็นอาการที่พบได้บ่อย ประชาชนใช้พืชพื้นบ้านคือกระท่อมในการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรโดยหมอพื้นบ้านมักเป็นตำรับยา ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความหลากหลายของสมุนไพรในตำรับยาที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบเพื่อแก้อาการเลือดลม และ (2) ศึกษาภูมิปัญญาในตำรับยาที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษากลุ่มอาการเลือดลมของหมอพื้นบ้านภาคใต้ในพื้นที่ 6 จังหวัด&nbsp; ที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับศาสนาพุทธ โดยคัดเลือกหมอพื้นบ้าน 16 ราย สัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับตำรับยา วิธีการใช้และสรรพคุณ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ</p> <p>ผลการศึกษาพบสมุนไพรที่ใช้ประกอบตำรับยา 58 ชนิด รวมกระท่อม มีตำรับยาทั้งหมด 19 ตำรับ เป็นตำรับยาเดี่ยว 4 ตำรับ ตำรับยาผสม 15 ตำรับ แบ่งตำรับยาตามสรรพคุณออกเป็น 5 กลุ่ม คือ บำรุงกำลัง 11 ตำรับ เจริญอาหาร บำรุงเลือด-แก้ลม แก้ความดันโลหิตสูง ขับลม-กระจายลม กลุ่มละ 3 ตำรับเท่ากัน ทั้งนี้สมุนไพร 1 ตำรับมีสรรพคุณมากกว่า 1 อย่าง หากพิจารณาที่โครงสร้างยาไทยพบว่ากระท่อมเป็นตัวยาหลัก ใน 6 ตำรับ (ร้อยละ 31.58) ตัวยารองใน 8 ตำรับ (ร้อยละ 42.11) และตัวยาประกอบใน 5 ตำรับ การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่ากระท่อมยังมีประโยชน์ในกลุ่มหมอพื้นบ้าน การส่งเสริมการใช้จะช่วยส่งเสริมคุณค่าของพืชท้องถิ่นต่อไป</p> Assoc. Prof. Dr.ORATAI NEAMSUVAN ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/288585 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลไกการบริหารจัดการศูนย์กิจกรรมตอนกลางวัน ด้วยชุมชนเป็นฐาน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดและเทศบาลเมืองลาดสวาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289537 <p>บทคัดย่อ<br>โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลไกและรูปแบบศูนย์กิจกรรมตอนกลางวัน (Day Service) ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนที่มีรายได้น้อย โดยทำการสำรวจเชิงผสมผสานจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุและคนพิการรวม 525 คน ในพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุมีความเปราะบางซ้ำซ้อนสูง โดย ร้อยละ 73 มีโรคเรื้อรัง และ ร้อยละ 60.57 เคยพลัดตกหกล้มในบ้าน ซึ่งสัมพันธ์กับความไม่สอดคล้องทางสรีรวิทยา (ค่ามัธยฐานความสูง 150 ซม.) ความต้องการกิจกรรมในศูนย์ Day Service มุ่งเน้นการบูรณาการมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ (ทักษะดิจิทัล/ภูมิปัญญาท้องถิ่น) และสังคมวัฒนธรรม ผลลัพธ์เชิงกลไกคือการพัฒนา เครื่องมือมาตรฐาน บพท.02 ที่ใช้ประเมินความพร้อมของอาคารสาธารณะ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายในการจัดตั้งศูนย์ฯ พร้อมทั้งออกแบบ รูปแบบการบริหารจัดการแบบใช้ชุมชนเป็นฐาน และแบบบ้านต้นแบบที่สอดคล้องกับบริบท (เช่น "บ้านลาด" เน้นทางลาดสำหรับเมืองขยาย) ข้อค้นพบนี้เน้นย้ำว่ากลไกการจัดการที่ยั่งยืนต้องผสานการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางกายภาพเข้ากับการสนับสนุนงบประมาณแบบผสมผสานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> ชุมเขต แสวงเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289537 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านกระบวนการจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ผ้าตีนจกโบราณโหล่งฮอด–ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289325 <p>งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านกระบวนการจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ผ้าตีนจกโบราณโหล่งฮอด–ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นการวิจัยแบบผสมผสานตามขั้นตอนกระบวนการจัดการความรู้ ผลปรากฏว่า <strong>ขั้นตอนที่ </strong><strong>1</strong> การรวบรวมข้อมูลและจัดระเบียบของกลุ่มทอซิ่นลายโบราณของอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 50 คน โดยใช้แบบตรวจสอบรายการที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านใช้ค่า IOC &nbsp;มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.759 มีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าและเวทีสาธารณะโดยกำหนดให้มีความเห็นชอบร่วมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ปรากฏข้อมูลข้อมูลซิ่นตีนจกลายโบราณจัดอยู่ในกลุ่มลาย 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลายขันโคม กลุ่มลายโคมหลวง กลุ่มลายกูด และกลุ่มลายเครือ <strong>ขั้นตอนที่ 2</strong> การพัฒนาสารสนเทศ คือ ระบบฐานข้อมูลลายซิ่นตีนจกลายโบราณ โดยผ่านผู้ประเมิน 5 ท่าน ผลปรากฏว่า อยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.616 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.157 และผลการประเมินความพึงพอใจต่อระบบฐานข้อมูลซิ่นตีนจกลายโบราณของกลุ่มทอซิ่นตีนจกลายโบราณ ปรากฏว่า มีความพึงพอใจต่อระบบฐานข้อมูลซิ่นตีนจกลายโบราณในภาพรวม มีค่าเฉลี่ย 4.096 อยู่ในระดับดี ซึ่งแบบระบบฐานข้อมูลได้ผ่านผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.793 และ<strong>ขั้นตอนที่ </strong><strong>3</strong> การแลกเปลี่ยนและการประยุกต์ใช้ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นเป้าหมายในการพัฒนานวัตกร คือ ประธานกลุ่มทอซิ่นตีนจกลายโบราณ จำนวน 5 &nbsp;&nbsp;คน ได้แก่ ประธานกลุ่มทอซิ่นบ้านสันบ่อเย็น ตำบลทุ่งโป่ง ประธานกลุ่มทอซิ่นบ้านไร่ ตำบลดอยเต่า ประธานกลุ่มทอซิ่นบ้านแปลงแปด ตำบลท่าเดื่อ ประธานกลุ่มทอซิ่นบ้านแอ่น ตำบลบ้านแอ่น อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ และประธานกลุ่มทอซิ่น ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าสู่กิจกรรมกระบวนการการแลกเปลี่ยนและการประยุกต์ใช้จำนวน&nbsp; 3 กิจกรรม เป็นเครื่องมือในการพัฒนานวัตกรโดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.871 และใช้แบบประเมินทักษะการสื่อสารนวัตกรชุมชนตาม Scoring Rublics &nbsp;3 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะการพูด ด้านทักษะการคิด และด้านทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.819&nbsp;ผลปรากฏว่า การพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านกระบวนการจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ผ้าตีนจกโบราณโหล่งฮอด–ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ของนวัตกรทั้ง 5 ราย มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.177 คะแนน อยู่ในระดับดีมาก จึงกล่าวได้ว่างานวิจัยชิ้นนี้สามารถสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่คนในพื้นที่ได้ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ</p> ืNittaya Ekbang, ผศ.ดร.พิศาพิมพ์ จันทร์พรหม, วรรธนะรัตน์ ไชยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hsudru/article/view/289325 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700