https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/issue/feed วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร 2026-06-25T00:00:00+07:00 Amornrat Kreetatorn amornrat@iveb.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p> วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร เป็นวารสารที่รับบทความจากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกสถาบัน บทความที่เสนอเพื่อขอรับการพิจารณาเป็นได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เป็นวารสารราย 6 เดือน จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม ทั้งนี้ทุกบทความจะได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ และจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ (Double-Blind Peer Review)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>(Aim and Scope)</strong></p> <p> เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ในสาขาวิชาทางด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องกล ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ การผลิต สถาปัตยกรรม เมคคาทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ สาขาบริหารธุรกิจ ได้แก่ การตลาด การเงิน การบัญชี โลจิสติกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สาขาเทคโนโลยีอาหาร สาขาศิลปกรรม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอาชีวศึกษา ของครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาสังคม ชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม</p> <p><strong>ข้อกำหนดเกี่ยวกับบทความที่ส่งตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <ol> <li>บทความดังกล่าวต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน</li> <li>บทความดังกล่าวต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</li> <li>บทความที่ส่งต้องเรียบเรียงตามรูปแบบที่วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร กำหนดอย่างเคร่งครัด</li> </ol> <p><strong>การเก็บค่าธรรมเนียม</strong></p> <p> ปัจจุบันวารวารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร <strong><u>ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</u></strong>ในการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารของสถาบัน</p> <p><br />ISSN 3088-151X (Print)<br />ISSN 3088-1528 (Online)</p> <p> </p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/286964 การพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการรับรู้เรื่องเทศกาลสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บนเพจเฟซบุ๊ก MCOT ทั่วไทย 2025-08-05T17:28:52+07:00 สุดารัตน์ จงประสาทสมบัติ sudarat.jong@kmutt.ac.th กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ kuntida.tha@kmutt.ac.th พรปภัสสร ปริญชาญกล pornpapatsorn.pri@kmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการรับรู้เรื่องเทศกาลสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบนเพจเฟซบุ๊ก MCOT ทั่วไทย 2) เพื่อประเมินคุณภาพของชุดดิจิทัลคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น <br />3) เพื่อประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดดิจิทัลคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) ชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการรับรู้เรื่องเทศกาลสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบนเพจเฟซบุ๊ก MCOT ทั่วไทย 2) แบบประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาและ ด้านสื่อการนำเสนอ 3) แบบประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของกลุ่มตัวอย่าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นสมาชิกที่ติดตามเพจเฟซบุ๊ก MCOT ทั่วไทย และให้ความร่วมมือในการทำแบบสอบถาม จำนวน 50 คน จากวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้พัฒนาสื่อโปสเตอร์อินโฟกราฟิก จำนวน 8 ชุด และได้นำสื่อไปประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 2) ผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ ในระดับดีมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = 0.22) ผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อการนำเสนออยู่ในระดับดีมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = 0.29) 3) ผลประเมินการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = 0.19) และ 4) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.06) สรุปได้ว่า ชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการรับรู้เรื่องเทศกาลสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบนเพจ เฟซบุ๊ก MCOT ทั่วไทย ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เผยแพร่ได้จริง</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/283393 การพัฒนาโมบายเลิร์นนิ่งร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2025-09-26T07:33:48+07:00 อนพัช สุวรรณมณี anapath.s@panitthon.ac.th ปัชฌาศินี พันธ์โกศล patchasinee.p@ku.th บุญรัตน์ แผลงศร Boonrat.p@ku.th <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาโมบายเลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การตั้งราคาขาย สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการ ก่อนและหลังเรียนด้วย โมบายเลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การตั้งราคาขาย สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้อง 30 คน ได้จากวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โมบายเลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การตั้งราคาขาย รายวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2) แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยโมบายเลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การตั้งราคาขาย รายวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 3 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การตั้งราคาขาย รายวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยพบว่ามีความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.21-0.64 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21–0.76 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.68 ผลการวิจัยพบว่า โมบายเลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง การตั้งราคาขาย สำหรับนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.69/83.85 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ธุรกิจและบริการ เรื่อง การตั้งราคาขายของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังเรียนโดยใช้โมบาย เลิร์นนิงร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/289160 รูปแบบการบริหารสถานศึกษา ด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2025-11-21T13:25:05+07:00 สุกัญญา สุขสถาน tukgunya@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา 2) สร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น ดังนี้ การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 118 คน การสร้างรูปแบบกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาและการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน การทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน เลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน และการประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน รวม 108 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด และเป้าหมาย (3) ปัจจัยนำเข้าในการบริหารสถานศึกษาด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา (4) กระบวนการบริหารสถานศึกษา และ (5) ผลผลิตและผลลัพธ์ทุกองค์ประกอบมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ผลการทดลองใช้ทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.50, S.D. = 0.56) <br />เอื้อต่อการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สร้างนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์เพื่อนำไปใช้ในการบริการชุมชน ทั้งในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ผลการประเมินการใช้รูปแบบด้านความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = 0.53) เห็นได้ว่ารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/290779 การประยุกต์ใช้เทคนิคการสอนแบบ TAI (Team Assisted Individualization) ร่วมกับกิจกรรมเกม เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 2026-01-02T10:51:20+07:00 สุพัตรา พุฒศรี pui.phutsi@gmail.com ปราณี ร่าหมาน Praneeraman14@gmail.com ดวงตา อินทรนาค duangta@tapee.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้โปรแกรมตารางงานของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยเทคนิค TAI ร่วมกับกิจกรรมเกม และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยเทคนิค TAI ร่วมกับกิจกรรมเกม ประชากร ได้แก่ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยการอาชีพไชยา จำนวน 58 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2/1 จำนวน 29 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยวิธีจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI ร่วมกับกิจกรรมเกม แบบทดสอบความสามารถในการใช้โปรแกรมตารางงาน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยเทคนิค TAI ร่วมกับกิจกรรมเกม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความยาก–ง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการใช้โปรแกรมตารางงานหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 24.31) ค่าเฉลี่ยก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 19.72) และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค TAI ร่วมกับกิจกรรมเกมอยู่ในระดับ“มากที่สุด”(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.61, S.D. = 0.083) แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคดังกล่าวมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทักษะการใช้โปรแกรมตารางงานและสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/290688 การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเคมีเพื่องานอุตสาหกรรมของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยางโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ JIGSAW ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET 2026-02-28T21:24:15+07:00 ทินภัทร มั่นใจ champ.tinnapat.18@gmail.com อินทุกานต์ ใสแก้ว Sintukan1997@gmail.com ดวงตา อินทรนาค duangta@tapee.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET และ 2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส). ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยาง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาเคมีในงานอุตสาหกรรมของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส). ชั้นปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีในงานอุตสาหกรรมของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 1 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา ที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความยาก–ง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=24.65) สูงกว่าค่าเฉลี่ย ก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 13.43) และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ร่วมกับแอปพลิเคชัน PhET อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.61 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.08</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/291896 ผลกระทบของความฉลาดรู้ทางการเงินต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ 2026-01-26T10:29:59+07:00 ยุทธนา เขียวนิล tuey0962087883@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของความฉลาดรู้ทางการเงินต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์และผลกระทบของความฉลาดรู้ทางการเงินที่มีต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ จำนวน 303 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับความฉลาดรู้ทางการเงินและพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของนักเรียน นักศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความรู้ทางการเงิน รองลงมาคือ ด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านทัศนคติทางการเงินตามลำดับ นอกจากนี้ ความฉลาดรู้ทางการเงินทั้ง 3 ด้าน มีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยตัวแปรด้านความรู้ทางการเงินมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบสูงสุด รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านทัศนคติทางการเงิน ตามลำดับ ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน พฤติกรรมทางการเงินและทัศนคติทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/289508 เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตและผลงานแกะสลักของนายสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์: บทบาทในฐานะกรรมการตัดสินงานแกะสลัก 2025-12-24T11:12:45+07:00 ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ sakkarin.ho@rmutp.ac.th <p>วิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีวิทยาแบบประวัติชีวิตและเรื่องเล่า (Life History and Narrative Approach) เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตและชีวประวัติของนายสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ ในการสร้างสรรค์งานแกะสลัก และเพื่อวิเคราะห์บทบาท แนวคิด เทคนิค และมุมมองในการตัดสินงานแกะสลัก เก็บรวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ นายสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ กรรมการตัดสินการแข่งขันการแกะสลัก เพื่อนร่วมงาน ช่างแกะสลักมืออาชีพ และนักแข่งขันแกะสลัก การศึกษาเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาด้วยการบรรยายแบบเรื่องเล่าและตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีสามเส้า (Triangulation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นายสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ เริ่มฝึกแกะสลักตั้งแต่เด็กและพัฒนาฝีมือผ่านงานในโรงแรม การเรียนรู้แบบผสมผสานการฝึกฝนแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การประกวดแข่งขันทั้งในและต่างประเทศช่วยหล่อหลอมทักษะและแนวคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจมาจากครูต้นแบบ ผู้ร่วมอาชีพ และความรักศิลปะไทย พร้อมทั้งอุปสรรคที่สร้างความอดทนและวินัย มีบทบาททั้งศิลปินและกรรมการตัดสินงานแกะสลักระดับชาติและนานาชาติ ผลงานของท่านสะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ เอกลักษณ์ไทยร่วมสมัย เทคนิคการแกะสลัก การถ่ายทอดความรู้สู่ศิลปินรุ่นใหม่ มุมมองในการตัดสินงานแกะสลัก เกณฑ์การตัดสินเน้นความสมจริง ความคิดสร้างสรรค์ การจัดวาง และความยุติธรรม งานวิจัยนี้นำไปสู่การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และแนวคิดทางศิลปะ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/287737 การพัฒนารูปแบบการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารงาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ 2026-01-28T08:01:14+07:00 เชาวลิต ยุทธนาวา parada.bcbat@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น การพัฒนารูปแบบการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารงานวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารงานวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากรในการวิจัย ได้แก่ รองผู้อำนวยการ และครู จำนวน 70 คน และผู้เชี่ยวชาญสนทนากลุ่ม จำนวน 13 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง ตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI<sub>modified </sub><sub> </sub>ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นผลการวิจัย มีดังนี้ ภาพรวม สภาพปัจจุบัน มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=3.00,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.62) สภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=4.54,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.68) และความต้องการจำเป็นของระบบบริหารงบประมาณ มีค่าสูงสุด PNI<sub>modified</sub> = .60 โครงสร้างและฟังก์ชันที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนระบบการทำงาน พบว่า ภาพรวมสภาพปัจจุบัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=2.97,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.64) และสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=4.50,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.70) และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาระบบจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล มีค่าสูงสุด PNI<sub>modified</sub> =.63 (2) การพัฒนารูปแบบการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้วิจัยได้ศึกษาองค์ประกอบการพัฒนารูปแบบการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัล DTSM Model ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) ปัจจัยนำเข้า (Input) 2) ปัจจัยกระบวนการ (Process) 3) ปัจจัยผลผลิต (Output) 4) Feedback ขั้นตอนกระบวนการย้อนกลับไปยังปัจจัยนำเข้า (Input) และผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ โดยภาพรวมความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=4.98,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.56) ความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />=5.00,<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&amp;space;" alt="equation" />=.00)</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/293282 ประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชนประมงพื้นบ้านในการพัฒนาอาชีพจากวัสดุเหลือทิ้งทางการประมง: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา ภายใต้โครงการขับเคลื่อนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2026-03-24T14:10:57+07:00 นายหัฏฐพล อำภารส hattapon@thonburi.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชนประมงพื้นบ้านในการพัฒนาอาชีพจากวัสดุเหลือทิ้งทางการประมง ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โครงการขับเคลื่อนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนาตามแนวทางของ Moustakas เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 7 คน ได้แก่ ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง 3 คน ผู้นำชุมชน 2 คน และครูผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 2 คน ในพื้นที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช วิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนของ Colaizzi และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้าและ Member Checking</p> <p>ผลการวิจัยพบประสบการณ์ที่มีสาระสำคัญร่วมกัน 4 ธีมหลัก ได้แก่ ธีมที่ 1 การเรียนรู้จากรากเหง้า ชุมชนเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อองค์ความรู้ใหม่ได้รับการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาและประสบการณ์ชีวิตเดิมอย่างมีความหมาย ธีมที่ 2 การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุดเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติจริงในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และก่อให้เกิดวงการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการที่ต่อเนื่องในชุมชน ธีมที่ 3 การเปลี่ยนแปลงภายใน ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ตนเองจากผู้รับสู่ผู้สร้าง สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบเปลี่ยนรูปของ Mezirow และธีมที่ 4 เส้นทางสู่ความยั่งยืน ประสบการณ์การเรียนรู้นำไปสู่วิสัยทัศน์และแรงขับเคลื่อนในการรวมกลุ่มผลิตและพัฒนาชุมชนด้วยความริเริ่มของชุมชนเอง ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีประสิทธิภาพในบริบทชุมชนประมงพื้นบ้านต้องบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้เรียนเข้าด้วยกัน โดยมีสถาบันอาชีวศึกษาทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนการเรียนรู้ที่แท้จริงของชุมชน</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/289083 ผลการประเมินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE ของวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ 2026-02-28T21:33:36+07:00 วราภรณ์ ดอนสังข์ไพร waraporndons@panyapiwat.ac.th นฤมล บุญส่ง naruemonbuns@panyapiwat.ac.th วิเชียร เนียมน้อม wichiannea@panyapiwat.ac.th ฉัชร์ภิมุก อภินันท์โชติสกุล chatphimukaph@panyapiwat.ac.th อำนาจ อ้วนเจริญ amnartoun@panyapiwat.ac.th <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ประเมินกิจกรรม การจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE ของวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ 2) ศึกษาผลการประเมินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คืออาจารย์ผู้สอนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ประจำ 11 หมวดวิชา จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE 2) แบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" />)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ประเมินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE ของวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ อยู่ในเกณฑ์ใช้ประโยชน์ได้ 2) ผลการประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน PATDE ของอาจารย์วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ภาพรวมเป็นดังนี้ (1) ขั้น Persuade มีค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" /> = 4.91, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.09 (2) ขั้น Activity มีค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" /> = 4.78, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.16 (3) ขั้น Treat มีค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" /> = 4.67, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.21 (4) ขั้น Discuss มีค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" /> = 4.82, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.17 5. ขั้น Evaluation มีค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\mu&amp;space;" alt="equation" /> = 4.93, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\sigma&amp;space;" alt="equation" /> = 0.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/291706 การพัฒนาชุดวิดีโอคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์รายการฮีลใจวัยรุ่นบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2026-02-28T21:00:06+07:00 เตชสิทธิ ถาดครบุรี techasit457@gmail.com วิลาสินี ปิโดคำราม wilasinee4646@gmail.com สริวิริญญ กาญจนวลีรัตน์ moomoohun2546@gmail.com พรปภัสสร ปริญชาญกล pornpapatsorn.pri@kmutt.ac.th กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ kuntida.tha@kmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินชุดวิดีโอคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์รายการ ฮีลใจวัยรุ่นบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2) ประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดวิดีโอคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น 3) ประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดวิดีโอคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดวิดีโอคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์รายการฮีลใจวัยรุ่นบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2) แบบประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาและด้านสื่อการนำเสนอ 3) แบบประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดวิดีโอคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น 4) แบบประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดวิดีโอคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ติดตามแพลตฟอร์มติ๊กต็อก healjai__yroon และยินดีให้ความร่วมมือในการตอบแบบประเมิน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบบังเอิญ จำนวน 50 คน โดยผู้ให้ข้อมูล มีความสมัครใจในการรับชมวิดีโอคอนเทนต์และตอบแบบสอบถาม ผลการวิจัยได้พัฒนาวิดีโอคอนเทนต์ 3 ชิ้น โดยเผยแพร่บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก healjai__yroon ผลจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีผลการประเมินด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.92, S.D. = 0.28) ผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อการนำเสนอ อยู่ในระดับดีมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.44) ผลประเมินการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.71, S.D. = 0.51) และผลประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.83, S.D. = 0.40) ดังนั้นชุดวิดีโอคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์รายการฮีลใจวัยรุ่นบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อกที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์รายการได้จริง</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/291186 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์ปัญหาข้อขัดข้องของระบบฉีดเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซลและแก๊สโซลีนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนชั้น ปวช.1 โดยใช้แอปพลิเคชัน Electude Simulator 2026-03-24T15:32:56+07:00 อธิคม แป้นน้อย athikhom37258@gmail.com ธนายุต พุฒพิทักษ์ tanayutputpitak6@gmail.com ดวงตา อินทรนาค duangta@tapee.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์ปัญหาข้อขัดข้องของระบบฉีดเชื้อเพลิงเครื่อดีเซลและแก๊สโซลีนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ของนักเรียนชั้น ปวช. 1 โดยใช้แอปพลิเคชัน Electude Simulator ก่อนและหลังเรียน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ปวช. 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แอปพลิเคชัน Electude Simulator กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างยนต์ จำนวน 20 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชางานแก๊สโซลีน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วิชางานแก๊สโซลีนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แอปพลิเคชัน Electude Simu โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการทดลอง แบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest–Posttest Design) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-Test Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับ ปวช. 1 โดยใช้แอปพลิเคชัน Electude Simulator หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 25.50) ค่าเฉลี่ยก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 18.30) และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แอปพลิเคชัน Electude Simulator อยู่ในระดับ “มากที่สุด” <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52 และ <strong>S.D.</strong> = 0.53 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหมาะสมของสื่อเสมือนจริงในการเรียนการสอนด้านช่างยนต์</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/280951 Guidelines for Enhancing Artificial Intelligence Literacy and Professional Competencies of Educational Personnel in Non-Formal Education: A Case Study of Phan Thong Non-Formal Education Center, Chonburi Province 2025-07-02T11:48:54+07:00 Ntapat Worapongpat dr.thiwat@gmail.com <p>This study aimed to: (1) examine the effectiveness of integrating Artificial Intelligence (AI) in enhancing the professional skills of educational personnel; (2) evaluate the impact of AI on curriculum development in non-formal education; and (3) assess the level of AI awareness among educators in special non-formal education centers in Chonburi Province. A mixed-methods research design was employed, utilizing questionnaires, interviews, and evaluation forms as research instruments. The sample consisted of 26 educational personnel selected using the Taro Yamane formula with a 0.05 margin of error through accidental sampling. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics (percentage, mean, and standard deviation), and t-tests were employed for comparative analysis. Qualitative data obtained from interviews and relevant documents were analyzed using content analysis. The findings revealed that: (1) the integration of AI significantly enhanced the professional skills of educational personnel, particularly in digital literacy, instructional design, and data-driven decision-making; (2) AI-supported curriculum development improved the relevance, flexibility, and responsiveness of non-formal education programs; and; (3) educators demonstrated a notable increase in AI awareness and competencies, contributing to more effective, adaptive, and innovative instructional practices.</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/287732 การเขียนแผนการฝึกและแผนจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษาด้วย BARTEND MODEL 2025-10-29T13:22:36+07:00 ปิติภาคย์ ปิ่นรอด funnyfm@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางการเขียนแผนการฝึกและแผนการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษา โดยใช้ BARTEND Model ซึ่งประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ Bibliography (B) การอ้างอิงมาตรฐานอาชีพและมาตรฐานวิชาชีพ Analyze (A) การวิเคราะห์มาตรฐานอาชีพให้สอดคล้องกับรายวิชาและผลลัพธ์การเรียนรู้รายปี, Results (R) การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามแนวคิด Outcome-Based Education, Test (T) การวัดและประเมินผล Evidence (E) การจัดทำหลักฐานการเรียนรู้ Normative (N) การอิงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และ Dexterity (D) การปฏิบัติที่คล่องแคล่วและเป็นจริง ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่า BARTEND Model เป็นแนวทางที่ช่วยให้การเขียนแผนการฝึกและการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษามีความชัดเจน เป็นระบบ สอดคล้องกับมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้จริง ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาสมรรถนะอย่างครบถ้วน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/ivebjournal/article/view/279018 บทบาทของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้ (LMS) ต่อการจัดการเรียนการสอนในยุคปกติถัดไป 2025-03-09T15:37:07+07:00 อนพัช สุวรรณมณี anapath.s@panitthon.ac.th บุญรัตน์ แผลงศร Boonrat.p@ku.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บทบาทรวมถึงเครื่องมือของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS) ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ในยุคปกติถัดไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การศึกษาเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและความจำเป็นของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น วิธีการศึกษาใช้การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) จากงานวิจัย เอกสารวิชาการ และแหล่งข้อมูลออนไลน์ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับฟังก์ชันของ LMS และแนวทางการประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า LMS มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ทั้งในด้านการจัดการเนื้อหา การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนการประเมินผล และการติดตามพัฒนาการของผู้เรียน โดย LMS ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Learning) สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning และเอื้อต่อการเรียนรู้แบบออนไลน์ ผสมผสาน และไฮบริด นอกจากนี้ LMS ยังมีศักยภาพในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Learning Analytics และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อปรับเส้นทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนานวัตกรรมการสอน และการวางนโยบายด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและรูปแบบการศึกษายุคปกติถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร