https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/issue/feed วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ 2026-09-02T14:40:49+07:00 ผศ.ดร.ชัชญา สกุณา jca@rsu.ac.th Open Journal Systems <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ เป็นวารสารวิชาการของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคมฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม วารสารนำเสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวกับการสื่อสารของมนุษย์ทุกลักษณะ ตั้งแต่การสื่อสารภายในบุคคลและระหว่างบุคคล การสื่อสารสาธารณะและการสื่อสารมวลชน ไปจนถึงการสื่อสารในระยะไกล ขอบข่ายของบทความครอบคลุมกิจกรรมการสื่อสารทุกรูปแบบ อาทิ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา วารสารศาสตร์ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สื่อใหม่ รวมถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299545 The Role of Business Chinese Expertise in Cross-Cultural Communication, Corporate Image Building, and Communication Challenges 2026-08-28T14:30:34+07:00 Doungtip Chareonrook doungtip.p@rsu.ac.th Chananan Liangchoosak chananan.l@rsu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This qualitative study explores the role of Business Chinese expertise in cross-cultural communication, corporate image building, and communication challenges, particularly in the context of Thai-Chinese business interactions. Data were collected through in-depth interviews with five Thai business professionals who have ongoing business relationships with Chinese counterparts, along with an analysis of relevant literature and documents.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The study has three key objectives: (1) to examine the significance and expertise of Business Chinese in cross-cultural communication; (2) to investigate how Business Chinese proficiency contributes to corporate image building; and (3) to identify communication challenges in culturally diverse business environments.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Findings reveal that Business Chinese proficiency significantly enhances career opportunities, supports effective communication across cultures, and fosters a deeper understanding of Chinese business culture. It also plays a critical role in marketing, negotiation, and business expansion in China. In terms of corporate image, proper use of language, cultural etiquette, and respectful communication styles help build trust and long-term business relationships. Additionally, challenges such as language barriers, differing cultural norms, and variations in non-verbal communication were identified as major obstacles in multicultural business contexts.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The study highlights the value of Business Chinese not only as a linguistic skill but also as a strategic asset in international business communication, particularly in fostering mutual understanding and professionalism in intercultural settings.</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299546 มุมมองทางสังคมวิทยา: การเหยียดอายุต่อผู้ป่วยสูงวัยในระบบสาธารณสุขที่สะท้อนผ่านสื่อภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลี 2026-08-28T14:38:19+07:00 ปริณุต ไชยนิชย์ parinut23@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเหยียดอายุต่อผู้ป่วยสูงวัยในระบบสาธารณสุขที่สะท้อนผ่านตัวบทในสื่อภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีด้วยการมองสื่อผ่านมุมมองทางสังคมวิทยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบทของภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2568 จำนวน 14 เรื่อง</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ตัวบทของสื่อภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีสื่อสารเรื่องการเหยียดอายุต่อผู้ป่วยสูงวัยในระบบสาธารณสุข จัดกลุ่มได้ 4 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 ภาพลักษณ์เชิงลบนำไปสู่การซึมซัมภาพลักษณ์เชิงลบของการใช้บริการสาธารณสุขของผู้สูงวัย มิติที่ 2 สังคมอุตสาหกรรมนำไปสู่แนวคิดผู้ป่วยสูงวัยคือภาระทางเศรษฐกิจ มิติที่ 3 ชนชั้นสูงกับผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นชนชั้นล่างนำไปสู่แนวคิดการเหยียดอายุของผู้ถูกกดขี่ มิติที่ 4 โครงสร้างสังคมของผู้ป่วยสูงวัย อันเต็มไปด้วยผู้กระทำการและผู้ถูกกระทำ งานวิจัยนี้ได้ข้อค้นพบที่สำคัญ คือ การยอมรับในอำนาจที่มากระทำต่อระบบสาธารณสุข แนวคิดของนักสังคมวิทยาเผยให้เห็นเหตุปัจจัยก่อนที่จะเกิดอำนาจ ส่งผลให้เกิดการเหยียดอายุที่สะท้อนอยู่ในตัวบทของภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีได้อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลวิจัยทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นเตือนให้สังคมสูงวัยพัฒนาโปรแกรมและนโยบายที่มุ่งลดการเหยียดอายุในระบบสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้ป่วยสูงวัย</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299547 การพัฒนาสื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG 2026-08-28T14:46:42+07:00 นิรมล บางพระ niramon.b@dru.ac.th ธนพล สมพลกรัง tanapol.s@dru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG 2) พัฒนาสื่อนวัตกรรมสำหรับการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของสื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG การวิจัยแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหวิธีการ ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG คือรายการชื่อว่า สุขภาพดี๊ดีกับเกษตร BCG มีทั้งหมด 6 ตอน ได้แก่ 1) แบบทดสอบ 2) สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย 3) มนุษย์กบ 4) กล้ามเนื้อร้องขอชีวิต 5) ปศุสัตว์ OK. และ 6) วิตามินบี 1 คู่หูประมงไทย สำหรับผลการตรวจสอบคุณภาพของสื่อนวัตกรรมสำหรับการปกป้องสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาพของแรงงานภาคเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม อันได้แก่ เกษตรกรพืชไร่ เกษตรปศุสัตว์ และเกษตรกรประมง โดยทำการทดสอบเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการรับชมสื่อ พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจที่มีต่อรายการสุขภาพดี๊ดีกับเกษตร BCG ทั้ง 6 รายการ มีค่าเฉลี่ย 4.63 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 หรือมีความรู้ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299550 นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักและรู้เท่าทันความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2026-08-28T17:00:08+07:00 เจริญเนตร แสงดวงแข Jarernnate@hu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประเด็นความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผ่านนวัตกรรมสื่อจากกระบวนการวิจัยและทดลองเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ใช้กระบวนการ Design Thinking ในการดำเนินกิจกรรม และใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ที่เน้นให้กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนดาวนายร้อย สงขลา และโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากลหาดใหญ่ เข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ประเด็นความรุนแรงในมุมมองของโรงเรียนดาวนายร้อย สงขลา ประกอบด้วย การทะเลาะวิวาท การกลั่นแกล้ง การล้อเลียน การรีดไถเงิน การรุมรังแก การทำร้ายร่างกาย การทำร้ายจิตใจ ประเด็นความรุนแรงในมุมมองของโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากลหาดใหญ่ ประกอบด้วย การล้อเลียน การกลั่นแกล้ง คำรุนแรง การโดนเหยียด การทะเลาะวิวาท การถูกปฏิเสธด้วยคำว่าไม่เป็นไร 2) กลยุทธ์การสร้างสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ผ่านนวัตกรรมสื่อ เป็นการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในทุกกระบวนการ ประกอบด้วย การคัดเลือกนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ที่เป็น Change Agent ในการขับเคลื่อนกิจกรรม การจัดกิจกรรมค้นหาประเด็นความรุนแรง จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ (Empower) การคัดเลือกประเด็นความรุนแรง การสร้างสรรค์และออกแบบสื่อ การผลิตสื่อ การพัฒนาสื่อ การประเมินผลสื่อ รวมทั้งการขยายผลองค์ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ผ่านเวทีถอดบทเรียนในทุกภูมิภาค</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299551 Exploring Chinese Myth Representation in Video Games: A Case Study of Black Myth: Wukong 2026-08-28T17:12:26+07:00 Xin Fan xin.f@bu.ac.th Salas Supalakwatchana salas.s@bu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This study explores how Black Myth: Wukong, a Chinese AAA video game, reinterprets traditional mythology through narrative design, character development, and symbolic world-building. A non-commentary full-review gameplay video, 18 hours, 24 minutes, and 4 seconds in lengths, from the MKIceAndFire YouTube channel is selected as the sample. Content analysis is employed to examine six mythologically themed chapters and over 200 in-game characters, comparing their representations to the original mythology guided by Hall’s representation theory. The findings reveal that the game transforms classical figures, such as Sun Wukong, Zhu Bajie, and Red Boy, into emotionally complex and morally ambiguous characters, while introducing the player-driven “Destined One” as a narrative bridge between myth and modern storytelling. Rather than offering a faithful retelling, the game reconstructs mythology as a living, interactive experience. The study highlights the potential of digital games as a medium for cultural expression. It suggests that immersive narrative design can enhance both player engagement and the global visibility of Chinese cultural heritage.</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299569 How to Create Social Enterprise Opportunities for Community Enterprises in the Northeastern of Thailand: A SWOT-TOWS Approach 2026-08-29T08:46:01+07:00 Thitiphat Limsumlitnipa thitiphat.l@msu.ac.th Phuangchomphu Chaiala Sangrungruengroj puangchompu.c@msu.ac.th Sureewan Bootchanont sureewan.b@msu.ac.th Bhattaraporn Senkraigul bhattaraporn.s@msu.ac.th Siriwiwat Lata siriwiwat.l@msu.ac.th Siwadol Papirom siwadol.p@msu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This research investigates how community enterprises in northeastern Thailand operate, the obstacles they encounter, and the types of support they require, with the aim of identifying practical ways to guide them toward becoming social enterprises. To achieve this, the study adopts an integrated methodology, combining a quantitative SWOT analysis with the TOWS Matrix Approach and qualitative insights gathered through focus group discussions. The TOWS Matrix serves as a tool to connect internal strengths and weaknesses with external opportunities and threats, allowing strategies to be shaped in a more targeted and actionable manner.</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The analysis highlights three key directions for fostering social enterprise opportunities. First, Internal Transformation: refining the organization’s vision, policies, and strategies to reflect social enterprise values, ensuring alignment with relevant regulations, and reinforcing financial management and communication practices. Second, Governance and Cooperation: maintaining active engagement with regulatory bodies, keeping abreast of policy updates, securing funding and marketing assistance, and forming collaborations with educational institutions. Third, Private Networking: developing partnerships to expand market access, drawing support from public organizations, and tapping into private sector resources to strengthen competitiveness.</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299576 การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้กฎหมายสื่อสารมวลชนด้วยการ์ดเกม 2026-08-29T13:07:28+07:00 มนตรี วงษ์รักษ์ montri.tnsu@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนกฎหมายสื่อสารมวลชนในระดับอุดมศึกษา โดยได้ออกแบบและพัฒนาเกมการ์ด (Card Game) ให้เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่ผสานหลักการเรียนรู้เชิงรุก และแนวคิดเกมมิฟิเคชัน เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม ความคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาของผู้เรียน เกมการ์ดที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการ์ด 4 ประเภท ได้แก่ การ์ดกฎหมาย การ์ดฐานความผิด การ์ดบทลงโทษ และการ์ดคำพิพากษา โดยใช้รูปแบบการเล่นประยุกต์จากเกมดัมมี่ เพื่อให้ผู้เล่นเรียนรู้หลักการทางกฎหมายผ่านสถานการณ์จำลองที่สนุกและเข้าใจง่าย การประเมินผลกับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 30 คน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้เกมการ์ดสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 10.76, p &lt; .001) พร้อมทั้งนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับดีมาก (x̄ = 4.46) โดยเฉพาะด้านความสนุกและการมีส่วนร่วม (x̄ = 4.68) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบเกมการ์ดสามารถเพิ่มแรงจูงใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และยกระดับความเข้าใจในเนื้อหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299578 ภาพลักษณ์ของตัวละครหลักในซีรีส์วายที่สะท้อนค่านิยมในสังคมไทย:กรณีศึกษาภาพยนตร์ซีรีส์วายไทยที่ได้รับความนิยมบนสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม VIU 2026-08-29T13:20:37+07:00 พุฒินาท ริบรรจง putthinart.lee@gmail.com ปิลันลน์ ปุณญประภา pilan@g.swu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มุ่งเน้นวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของตัวละครหลักในซีรีส์วายที่สะท้อนค่านิยมในสังคมไทย โดยใช้กรณีศึกษาภาพยนตร์ซีรีส์วายไทยที่ได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง VIU วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยคือ เพื่อสำรวจว่าตัวละครหลักในซีรีส์วายสามารถสะท้อนค่านิยมและทัศนคติทางสังคม รวมถึงการแสดงออกถึงความหลากหลายทางเพศในบริบทของวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร การศึกษานี้ใช้แนวทางวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยวิเคราะห์เชิงคุณภาพของเนื้อหาซีรีส์ 6 เรื่อง ผ่านแนวคิดการวิเคราะห์ตัวละคร (Character Analysis) และสัญวิทยา (Semiotics) ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกลุ่มผู้ชมชาวไทยที่มีประสบการณ์รับชมซีรีส์วาย</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครหลักในซีรีส์วายไทยไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของการยอมรับความหลากหลายทางเพศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายผ่านเครื่องแต่งกาย ท่าทาง และบริบทเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเพศ นอกจากนี้ การตอบสนองของผู้ชมยังสะท้อนถึงการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศที่กว้างขึ้น และชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของซีรีส์วายในการขับเคลื่อนการสนทนาทางสังคมเกี่ยวกับความเท่าเทียมและการยอมรับในบริบทวัฒนธรรมร่วมสมัยข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบทบาทตัวละครในสื่อบันเทิงไทยให้สอดคล้องกับค่านิยมของสังคม และส่งเสริมศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299579 การศึกษาความพึงพอใจและแนวทางการพัฒนาคุณภาพรายการโทรทัศน์ประเภทวาไรตี้เกมโชว์ สำหรับคนพิการทางการเห็นและทางการได้ยินของนวัตกรรมรูปแบบรายการ “สื่อยอดนักสืบ” 2026-08-29T13:35:51+07:00 วนิทรา ตะเภาทอง wanitra@gmail.com ศศิพรรณ บิลมาโนชญ์ sasiphan.bil@kbu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ชมซึ่งเป็นคนพิการทางการเห็นและการได้ยินที่มีต่อนวัตกรรมการผลิตรายการ “สื่อยอดนักสืบ” ทั้งทางด้านเนื้อหาและรูปแบบวิธีการนำเสนอ รวมทั้งการจัดทำบริการเสียงบรรยายภาพ การจัดทำบริการล่ามภาษามือ และการจัดทำบริการคำบรรยายแทนเสียง ของรายการ (2) เพื่อศึกษาการรู้เท่าทันสื่อ ของผู้ชมซึ่งเป็นคนพิการทางการเห็นและการได้ยินจากการชมรายการ “สื่อยอดนักสืบ” (3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของผู้ชมซึ่งเป็นคนพิการทางการเห็นและการได้ยินที่มีต่อรายการ “สื่อยอดนักสืบ”และ (4) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพรายการโทรทัศน์ประเภทวาไรตี้เกมโชว์สําหรับกลุ่มคนพิการทางการเห็นและกลุ่มคนพิการการได้ยิน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างคนพิการทางการเห็นจำนวน 200 คนและกลุ่มตัวอย่างคนพิการทางการได้ยินจำนวน 200 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการอธิบายความพึงพอใจที่มีต่อนวัตกรรมการผลิตรายการและการรู้เท่าทันสื่อของของกลุ่มตัวอย่าง</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มคนพิการทางการเห็นและคนพิการทางการได้ยินมีความพึงพอใจต่อเนื้อหารายการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับความพึงพอใจต่อรูปแบบวิธีการนำเสนอรายการของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อเนื้อหารายการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนความพึงพอใจต่อเสียงบรรยายภาพของกลุ่มตัวอย่างคนพิการทางการเห็น พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับความพึงพอใจต่อบริการล่ามภาษามือของกลุ่มตัวอย่างคนพิการทางการได้ยิน พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจต่อบริการคำบรรยายแทนเสียงของกลุ่มตัวอย่างคนพิการทางการได้ยินพบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับการรู้เท่าทันสื่อของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรายการ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเนื้อหารายการเกมโชว์สําหรับกลุ่มคนพิการทางการเห็นและกลุ่มคนพิการการได้ยินในอนาคต รวมทั้งสิ้น 14 ประเด็น ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ควรมีการจัดทำบริการเสียงบรรยายภาพ ล่ามภาษามือ และคำบรรยายแทนเสียงของรายการทุกประเภท คุณภาพของเสียงดนตรีประกอบรายการ ควรปรับปรุงคุณภาพของเสียงบรรยายภาพของรายการ ควรพิจารณาเลือกแขกรับเชิญของรายการที่มีความน่าสนใจ ควรปรับปรุงความยาวของรายการ ควรมีการประชาสัมพันธ์รายการโทรทัศน์ที่มีการจัดทำบริการเสียงบรรยายภาพ ล่ามภาษามือ และคำบรรยายแทนเสียงให้กลุ่มคนพิการทางการเห็นและกลุ่มคนพิการการได้ยินได้ทราบ&nbsp;&nbsp; ควรปรับปรุงเวลาในการออกอากาศของรายการสำหรับกลุ่มคนพิการทางการเห็นและกลุ่มคนพิการการได้ยินให้เหมาะสม</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299580 บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจท่องเที่ยวในประเทศไทยของชาวมุสลิมตะวันออกกลาง 2026-08-29T13:43:24+07:00 กัษมารา เอี่ยมพัชรวุฒิ Kassamara.sor@krirk.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจมาท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวมุสลิมจากกลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน โดยเน้นตัวแปร การรับรู้คุณลักษณะของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับมุสลิม (Islamic Destination Attributes) ความเคร่งศาสนา (Religiosity) ทัศนคติต่อจุดหมายปลายทาง (Attitude towards Destination) และ ความตั้งใจมาท่องเที่ยว (Intention to Visit) รวมถึงการสร้างตัวแบบสมการโครงสร้างเพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรเหล่านี้ งานวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวมุสลิม 400 คน จาก 6 ประเทศ GCC ที่เคยท่องเที่ยวไทยในช่วง 3 เดือนก่อนทำแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรความเคร่งศาสนา (𝑥̄ = 3.62) ทัศนคติ (𝑥̄ = 3.81) และความตั้งใจมาท่องเที่ยว (𝑥̄ = 3.55) อยู่ในระดับมาก ขณะที่ตัวแปรคุณลักษณะของจุดหมายปลายทาง (𝑥̄ = 3.11) อยู่ในระดับปานกลาง แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <strong>(</strong>Model Fit) อยู่ในเกณฑ์ที่ดี (χ² = 173.153, df = 86, p &lt; 0.001, χ²/df = 2.013, GFI = 0.951, RMSEA = 0.050, CFI = 0.983) โดยพบว่า ตัวแปรคุณลักษณะของจุดหมายปลายทางและความเคร่งศาสนา ส่งผลทางตรงต่อทัศนคติและความตั้งใจมาท่องเที่ยว ขณะที่ทัศนคติของนักท่องเที่ยวมีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเช่นกัน โมเดลที่ได้สามารถพยากรณ์ทัศนคติได้ร้อยละ 37 และพยากรณ์ความตั้งใจมาท่องเที่ยวได้ร้อยละ 39 การวิจัยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรส่งเสริมการออกแบบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองต่อนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความรู้สึกเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางและการกลับมาเยือนซ้ำของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299582 แนวทางการกํากับดูแลจริยธรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ 2026-08-29T14:05:25+07:00 จินตนา ตันสุวรรณนนท์ j_chintana@yahoo.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความก้าวหน้าและพัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและภูมิทัศน์สื่อ แม้ว่า "สื่อ" จะได้รับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาด้านจริยธรรมของสื่อไทยยังคงดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหม่หรือสื่อมวลชนดั้งเดิม และมีแนวโน้มทวีความซับซ้อนในยุคดิจิทัล สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการที่เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถทำหน้าที่เป็น "สื่อ" ได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการเข้าถึงสื่อที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การควบคุมดูแลและตรวจสอบเป็นไปได้ยากขึ้น ในสถานการณ์ดังกล่าว การกำกับดูแลสื่อ ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยแนวทางบูรณาการแบบผสมผสาน โดยยึดแนวทางการกำกับดูแลร่วมกัน (Co-regulation) ควบคู่กับการกำหนดมาตรการบังคับใช้ที่มีประสิทธิผล การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวัง การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรม การพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อ และการปรับปรุงกฎหมายโดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับมาตรฐานจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของสื่อไทย</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299583 การนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม: บทบาทของการใช้เวลาหน้าจอ การตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ และการประเมินตนเอง 2026-08-29T14:10:38+07:00 ผกามาศ โอภาสวงศ์อภิรดี Pagamas.15072543@gmail.com พรพรรณ ประจักษณ์เนตร Pornpun.p@nida.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม ที่มีอิทธิพลต่อการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ของผู้ใช้สื่อสังคม (2) ศึกษาปัจจัยการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ที่มีอิทธิพลต่อการประเมินตนเสมือนวัตถุบนโลกออนไลน์ของผู้ใช้สื่อสังคม (3) ศึกษาการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์และการประเมินตนเสมือนวัตถุเป็นปัจจัยส่งผ่านระหว่างการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม กับการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม (4) เพื่อพัฒนาตัวแบบสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม การศึกษานี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลทางแบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสอบถามจำนวน 160 ชุด และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปได้แก่ โปรแกรม SPSS และ SmartPLS จากผู้ใช้งานผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การใช้เวลาหน้าจอและจำนวนผู้ติดตามมีอิทธิพลทางตรงต่อการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ นอกจากนี้ การตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์และการประเมินตนเสมือนวัตถุยังเป็นปัจจัยส่งผ่านระหว่างการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม กับการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจัยทั้งหมดส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้งานดังนั้นผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรระมัดระวังตนเองและตระหนักในคุณค่าที่แท้จริง โดยไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น ควรส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเองที่ไม่ยึดติดกับจำนวนผู้ติดตามหรือการยอมรับจากภายนอก</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299589 DIGITAL BRAND IMAGE AND COMMUNICATION STRATEGIES OF MIXUE ICE CREAM &TEA IN TAIAN CITY, PEOPLE’S REPUBLIC OF CHINA 2026-08-29T15:45:53+07:00 Liu Dexiang 1967639276@qq.com Supanna Phatarametravorakul supanna6838@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The research objective were: 1) to explore the digital brand image and positioning of MIXUE Ice Cream &amp; Tea. 2) to analyze potential digital branding strategies to enhance MIXUE's market position &nbsp;and 3) to study digital brand communication for awareness and recognition in Taian City, people’s republic of China.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The research methodology was qualitative research. Through in-depth interviews and document research, the key informants were chosen by purposive sampling in 3 groups 14 people for example 1) brand image and positioning of MIXUE Ice Cream &amp; Tea consisting of one marketing director, one public relations managers, two branch managers, 2) potential branding strategies consisting of two n Taishan District, ea ชขตไทชานbrand academic professionals , two digital marketing managers, one Communication Arts Professor and 3) brand awareness and recognition of the marketing consisting of five consumers. The research instruments consisted of structured in-depth interview guides while the data were analyzed using content analysis to identify key themes.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Research found indicate that 1) MIXUE brand image is strongly shaped by its iconic “Snowman” mascot and widely recognized theme song, both of which are deeply rooted in consumers’ minds. The bright and colorful store design conveys a youthful, fun, and playful atmosphere, effectively attracting customers and fostering emotional attachment. 2) Local marketing strategies further enhance this image, including partnerships with influencers, community events, and active use of digital platforms. Through WeChat, MIXUE provides product updates, promotions, and purchase links, while on Douyin, it shares engaging short videos about product-making and employee stories. These approaches reinforce its positioning as “delicious and affordable” and 3) help broaden consumer reach. At the same time, consumers primarily associate MIXUE Ice Cream &amp; Tea with affordability, reflecting the effectiveness of its communication strategy in raising brand awareness. However, to remain competitive, the brand should adapt to the growing trend of healthy consumption, enrich its brand culture, and optimize services for diverse consumer groups. Recommendations include formulating innovation policies, enhancing team training, and promoting sustainability to strengthen MIXUE’s presence in Taian. In addition, adopting mixed-method research and exploring emerging technologies can further improve brand communication and the overall effectiveness of its strategic initiatives.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299590 Affective Trust and Social Media Literacy as Predictors of News Credibility Perception among University Students in China 2026-08-29T16:11:53+07:00 Kai Hu 78444954@qq.com Somsak Klaysung somsak.kl@ssru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; In the digital era, social media has become a powerful tool in higher education, influencing students' engagement with news and their ability to assess its credibility. This study aims to (1) identify key components of social media literacy, affective trust, and news credibility perception; (2) examine the predictive relationships among these variables; and (3) analyze the mediating role of affective trust between social media literacy and news perception. A mixed-methods design was employed.</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The quantitative phase involved 375 international university students in China, using a structured questionnaire analyzed through Structural Equation Modeling (SEM). The qualitative phase used semi-structured interviews with 20 students, analyzed thematically via NVivo. Findings revealed that social media literacy significantly predicted affective trust (β = 0.61, p &lt; .001), and both variables had significant positive effects on perceived news credibility (β = 0.65 and β = 0.59, respectively; p &lt; .001). Affective trust partially mediated the relationship between social media literacy and news credibility (indirect effect = 0.043, 95% CI [.034, .040]). The model showed good fit indices (χ²/df = 2.582, TLI = 0.926). Demographic variables—gender (r = .67**), age (r = .67**), and education level (r = .57**)—were positively correlated with trust and news perception. Qualitative findings further emphasized emotional elements such as empathy, consistency, and platform trustworthiness as crucial factors influencing how students assess online news. These results underscore the importance of integrating emotional and cognitive dimensions into media literacy education. Strengthening affective trust and digital competence may enhance students’ critical engagement with online information in academic settings.</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299591 การวางกรอบสารและการเล่าเรื่องของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลดน้ำหนักบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2026-08-29T16:18:37+07:00 พิมพ์ชนก ตั้งเทียมศิริกุล pimchanok_tu@cmu.ac.th ศิวพร สุกฤตานนท์ siwaporn.s@cmu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการวางกรอบสารของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลดน้ำหนักบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2) เพื่อศึกษาการเล่าเรื่องของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลดน้ำหนักบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก และ 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้รับสารในวิดีโอสั้นของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลดน้ำหนักบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นคลิปวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 105 คลิปที่มียอดเข้าชมตั้งแต่ 500,000 ขึ้นไปของผู้ทรงอิทธิทางความคิด 3 บัญชีที่มีภูมิหลังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เผยแพร่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2567 ผลการศึกษาพบว่า 1) อินฟลูเอนเซอร์นิยมใช้การวางกรอบเหตุด้วยกรอบข้อความแบบได้ประโยชน์ ในขณะที่การวางกรอบผลลัพธ์ทั้ง 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.1) ด้านระยะเวลานิยมใช้แบบระยะเวลายาว 1.2) ด้านผลต่อบุคคลนิยมใช้ผลที่มีต่อตัวเอง 1.3) ด้านเป้าหมายนิยมใช้ผลที่เน้นการสร้างร่างกายให้แข็งแรง และ 1.4) นิยมนำเสนอผลต่อสุขภาพมากกว่าผลลัพธ์ด้านอื่น ๆ 2) ด้านการเล่าเรื่อง มีดังนี้ 2.1) พบการใช้มุมมองการเล่าเรื่องแบบบุคคลที่สอง 2.2) มีการตั้งคำถามแก่นเรื่องแบบแฝง 2.3) ใช้การพูดกับกล้อง 2.4) ใช้จุดพลิกผันในเรื่องเล่าแบบต่อเนื่องเสริมความ (And, And, And) และ 2.5) ใช้จุดจูงใจด้วยความหวัง 3) คลิปที่มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงสุดเป็นคลิปจากบัญชีของอินฟูลเอนเซอร์ที่มีบุคลิกดังนี้ 3.1) เป็นกันเอง 3.2) มีการใช้มุมมองการเล่าเรื่องแบบบุคคลที่หนึ่ง 3.3) นำเสนอผลลัพธ์ที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ 3.4) มีการใช้ภาษาเปรียบเปรย และ 3.5) มีการสร้างเนื้อหาร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์รายอื่น</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299592 Examining the Influence of Service Quality (SERVQUAL Model) on University Brand Loyalty among Students at Public Universities in Kunming, China 2026-08-29T16:26:15+07:00 Cheng Cheng 604677268@qq.com Malivan Praditteera malivan@rsu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This study examines how service quality influences university brand loyalty among students at public universities in Kunming, China. To address gaps in research on non-elite institutions, data were collected from 393 students using a SERVQUAL-based survey. Five dimensions of service quality—reliability, responsiveness, assurance, empathy, and tangibles—were tested against cognitive, affective, and conative loyalty using PLS-SEM. Results showed that reliability, responsiveness, empathy, and tangibles significantly predicted loyalty, while the path from assurance to affective loyalty was not significant. Responsiveness, empathy, and reliability were the strongest predictors of cognitive and conative loyalty, highlighting the importance of timely support, personalized care, and consistent service delivery. Theoretically, the study validates SERVQUAL’s applicability in Chinese higher education and clarifies how service quality dimensions shape different loyalty types. Practically, it suggests universities should prioritize responsiveness and empathy in faculty-student interactions while addressing weaker assurance-related affective engagement.</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299593 การออกแบบสติกเกอร์ไลน์เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังข้อมูลผิดพลาด เครือข่ายผู้บริโภคภาคใต้ 2026-08-29T16:33:35+07:00 อับดุลรอนี สาแมง abdunroni.s@psu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบสติกเกอร์ไลน์สำหรับการสนับสนุนการเฝ้าระวังข้อมูลผิดพลาดเครือข่ายผู้บริโภคภาคใต้ และเพื่อประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล และความพึงพอใจต่อการใช้งาน สติกเกอร์ไลน์ ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design: HCD) โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม ทั้งการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มสนทนา และการประเมินผลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามการประเมินสื่อต้นแบบ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบด้วย อาสาสมัครจากเครือข่ายผู้บริโภค 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จำนวน 14 คน เพื่อเข้าร่วมออกแบบต้นแบบสติกเกอร์ไลน์จำนวน 16 แบบ โดยเน้นการถ่ายทอด อัตลักษณ์ท้องถิ่น การใช้ภาษาถิ่นใต้-ยาวี และการสื่อสารเพื่อกระตุ้นการตรวจสอบข่าวสารก่อนแชร์ จากนั้นทำการประเมินต้นแบบกับผู้ใช้งานจริงจำนวน 27 คน โดยใช้แบบสอบถามระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการประเมินพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับสูงทุกด้าน โดยหัวข้อที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ขนาดของตัวอักษรเหมาะสมกับการอ่านมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.63 (ระดับดีมาก) ในด้านการใช้สีที่โดดเด่นจากพื้นหลังมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.59 (ระดับดีมาก) ในด้านสัดส่วนขององค์ประกอบเหมาะกับการอ่านมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.48 (ระดับดีมาก) ขณะที่ภาพรวมของการใช้งานอยู่ในระดับพึงพอใจอย่างมากมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.46 (ระดับดีมาก) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สติกเกอร์ไลน์สามารถเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารเพื่อเฝ้าระวังข้อมูลผิดพลาดในระดับชุมชน โดยเฉพาะเมื่อออกแบบให้เหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นอีกทั้งยังเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้บริโภคในลักษณะของการรู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นที่คล้ายคลึงกันได้ในอนาคต</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299594 อิทธิพลของแรงจูงใจและการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองต่อการแสดงออกทางการเมือง บนแอปพลิเคชันเอ็กซ์ของประชาชนเจเนอเรชันซี ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2026-08-29T16:38:49+07:00 กันทลัส ทองบุญมา kathon@rpu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจและการเปิดรับข่าวสารการเมืองต่อพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองบนแอปพลิเคชันเอ็กซ์ของประชาชนเจเนอเรชันซี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนเจเนอเรชันซีที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2538–2553 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการเปิดรับข่าวสารการเมืองมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง (β = .873, p &lt; .001) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 76.1 ขณะที่การเปิดรับข่าวสารเพียงอย่างเดียวไม่ปรากฏอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาแรงจูงใจเป็นรายด้าน พบว่าพฤติกรรมการเรียกร้องทางการเมืองได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจด้านองค์ความรู้ (β = .368) การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (β = .360) และการคลายความตึงเครียด (β = .246) พฤติกรรมการสนับสนุนทางการเมืองได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (β = .392) การคลายความตึงเครียด (β = .345) และองค์ความรู้ (β = .205) พฤติกรรมการผลักดันนโยบายสาธารณะได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (β = .439) องค์ความรู้ (β = .308) และอารมณ์ (β = .156) ขณะที่พฤติกรรมการต่อต้านรัฐบาลได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (β = .444) องค์ความรู้ (β = .295) และการคลายความตึงเครียด (β = .173)</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299595 รูปแบบเนื้อหาเรื่องเล่าและปัจจัยทางการสื่อสารการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับชม รายการเรื่องเล่าลี้ลับกรณีศึกษา รายการ The Ghost Radio 2026-08-29T16:45:36+07:00 วรทัย ราวินิจ worrathai.r@rsu.ac.th พีระ ศรีประพันธ์ peera.r@rsu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบเนื้อหาของเรื่องเล่าและปัจจัยทางการสื่อสารการตลาดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับชมรายการ The Ghost Radio ของผู้ชม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณอาศัยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการคำนวณจากสูตรของ Cochran ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ประมวลผลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 19-25 ปี และมีรายได้อยู่ที่ 15,000-25,000 บาท โดยส่วนใหญ่มีความชอบ/สนใจรูปแบบเนื้อหาเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.28 รองลงมาคือเนื้อหาประเภทเรื่องเล่าที่ผูกกับสถานที่/ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและพิธีกรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 และ 3.98 ตามลำดับ ในส่วนปัจจัยทางการสื่อสารการตลาด กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับคุณภาพการผลิตและเทคนิคมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 รองลงมาคือ ความน่าสนใจของผู้ดำเนินรายการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า รูปแบบเนื้อหาของเรื่องเล่าทั้ง 5 ประเภทมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการรับชมรายการ The Ghost Radio อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยรูปแบบเนื้อหาเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการรับชมรายการของผู้ชมในระดับสูง (r = 0.703) ขณะที่รูปแบบเนื้อหาเรื่องเล่าที่ผูกกับสถานที่/ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและพิธีกรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการรับชมรายการของผู้ชมในระดับปานกลาง (r = 0.584 และ 0.526 ตามลำดับ) เช่นเดียวกับปัจจัยทางการสื่อสารการตลาดทั้ง 5 ด้านที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการรับชมรายการ The Ghost Radio อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความน่าสนใจของผู้ดำเนินรายการและคุณภาพการผลิตและเทคนิคมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการรับชมรายการของผู้ชมในระดับสูง (r = 0.691 และ 0.639 ตามลำดับ) ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งรูปแบบเนื้อหาของเรื่องเล่าและปัจจัยทางการสื่อสารการตลาดต่างมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมการรับชมรายการ The Ghost Radio ของผู้ชม โดยเฉพาะเนื้อหาประเภทเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับชมในระดับสูงที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299597 พัฒนาการการสื่อสารและทัศนคติบนช่องทางออนไลน์ต่อบทบาทของสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) 2026-08-29T17:00:57+07:00 กรวิชญ์ ไทยฉาย korrawit.tc@gmail.com ชวพร ธรรมนิตยกุล chawaporn@tu.ac.th ชัชญา สกุณา chachaya.s@rsu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อศึกษาพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเชิงประเด็นและรูปแบบสื่อบนช่องทางออนไลน์ของ สสส. สำนัก 9 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายบนช่องทางออนไลน์ต่อบทบาทของ สสส. สำนัก 9 ในการส่งเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ 10 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ คนไร้บ้าน แรงงานนอกระบบ ประชากรข้ามชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ คนที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ต้องขัง ผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง และชาวมุสลิม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาสื่อ (Media Content Analysis) จากเพจ Curious People เพจนับเราด้วยคน และรายการนับเราด้วยคน ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 รวมถึงการวิเคราะห์ความคิดเห็น (Comment Analysis) จากโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูง 2,078 โพสต์ คอมเมนต์ทั้งสิ้น 13,585 รายการ และการวิเคราะห์คำสำคัญที่ใช้ค้นหาผ่านเครื่องมือ Ubersuggest ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารของสำนัก 9 มีพัฒนาการที่ชัดเจนจากการเล่าเรื่องเชิงบุคคลไปสู่การสื่อสารเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยเฉพาะภายหลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบสื่อที่ปรากฏมากที่สุดคือภาพนิ่งและเนื้อหาประเภท Thought Leadership โดยใช้บุคลิกในการสื่อสารแบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert) เป็นหลัก รองลงมาคือบุคลิกที่ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ (Helpful) และบุคลิกที่เป็นมิตร (Friendly) มีโทนเสียงทางการและจริงจังเป็นหลัก ขณะที่แฮชแท็กทำหน้าที่ใน 4 มิติที่สอดประสานกัน ได้แก่ การกำหนดวาระทางสังคม การสร้างกรอบแนวคิดใหม่ การสร้างอัตลักษณ์ร่วม และการสะท้อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย สำหรับความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายใน 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านความเป็นธรรมทางสุขภาพ และด้านการลดอคติ พบว่าความคิดเห็นด้านสุขภาพมีปริมาณมากที่สุด โดยผู้รับสารส่วนใหญ่อยู่ในระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน ขณะที่ความคิดเห็นด้านความเป็นธรรมทางสุขภาพแม้มีปริมาณน้อยกว่า แต่สะท้อนการยกระดับสู่ความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงวิพากษ์ (Critical Health Literacy) ผ่านการเรียกร้องสิทธิและวิพากษ์นโยบาย ขณะที่ความคิดเห็นด้านการลดอคติสะท้อนการปรับมุมมองต่อกลุ่มเปราะบางจากความสงสารไปสู่การยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบปรากฏการณ์แบรนด์ผู้สนับสนุนที่ถูกกลบ ซึ่งผู้รับสารจดจำแบรนด์ภาคีได้ดีกว่าสำนัก 9 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ผลการวิเคราะห์คำสำคัญพบว่าเนื้อหาที่สัมผัสความเชื่อเชิงวัฒนธรรมสามารถสร้างการมีส่วนร่วมและพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้สูงที่สุด ผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การสื่อสารด้านสุขภาวะ โดยเสนอแนะให้สำนัก 9 และองค์กรด้านสุขภาวะปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรควบคู่กับเนื้อหาของภาคีเพื่อแก้ปัญหาแบรนด์ถูกกลบ และนำแนวทางการสื่อสารที่สัมผัสความเชื่อเชิงวัฒนธรรมและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชากรกลุ่มเฉพาะมาเป็นหลักในการออกแบบเนื้อหา เพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิและบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/299715 ข้อผิดพลาด: กลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบสปอตโฆษณาของการท่องเที่ยวไทยและ การท่องเที่ยวมาเลเซียผ่านสื่อออนไลน์ 2026-09-02T14:15:30+07:00 นาวิน บุญประดับ Nawinbpd@gmail.com ธีรติร์ บรรเทิง teerati.ban@nida.ac.th <p class="p1">บทความแก้ไขนี้เกี่ยวข้องกับบทความต้นฉบับเรื่อง:</p> <p class="p1">นาวิน บุญประดับ และ<span class="s1">ธีรติร์ บรรเทิง</span> (2569). กลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว: <br>การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบสปอตโฆษณาของการท่องเที่ยวไทยและการท่องเที่ยวมาเลเซียผ่านสื่อออนไลน์.</p> <p class="p1">วารสารนิเทศศาศตรปริทัศน์, 30(1), 270-283.</p> <p class="p1">URL: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291022</p> <p class="p1">ข้อผิดพลาดที่พบ:</p> <p class="p1">อ้างอิงในบรรณานุกรมผิด:</p> <p class="p1">พิษณุรักษ์ ปิดตาทะสังข์. (2548). การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงเปรียบเทียบของโฆษณาการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ.</p> <p class="p1">[วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].</p> <p class="p1">โดยที่ถูกต้องคือ:</p> <p class="p3">พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์. (2548). การเล่าเรื่องและการสร้างความจริงทางสังคมในข่าวคลื่นยักษ์สึนามิ. [วิทยานิพนธ์</p> <p class="p1">นิเทศศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาวารสารสนเทศ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].</p> <p class="p1">การแก้ไขนี้ไม่มีผลต่อผลการวิจัย กองบรรณาธิการและผู้แต่ง ขออภัยในข้อผิดพลาดนี้</p> <p>&nbsp;</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์