https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/issue/feedวารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์2026-04-30T16:05:58+07:00ผศ.ดร.ชัชญา สกุณา jca@rsu.ac.thOpen Journal Systems<p> วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ เป็นวารสารวิชาการของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคมฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม วารสารนำเสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวกับการสื่อสารของมนุษย์ทุกลักษณะ ตั้งแต่การสื่อสารภายในบุคคลและระหว่างบุคคล การสื่อสารสาธารณะและการสื่อสารมวลชน ไปจนถึงการสื่อสารในระยะไกล ขอบข่ายของบทความครอบคลุมกิจกรรมการสื่อสารทุกรูปแบบ อาทิ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา วารสารศาสตร์ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สื่อใหม่ รวมถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม<span class="Apple-converted-space"> </span></p>https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295261THE ROLE OF USER-GENERATED CONTENT IN SHAPING THE PROMOTION, EMOTIONAL ENGAGEMENT, AND VIEWERSHIP OF THAI FILMS IN CHINA: A CASE STUDY OF “HOW TO MAKE MILLIONS BEFORE GRANDMA DIES (LAANMA)”2026-04-28T12:11:28+07:00Yuemeng Zhuyuemengzhu926@gmail.comDoungtip Chareonrookdoungtip.p@rsu.ac.th<p> This study examines the role of user-generated content (UGC) in promoting the Thai film How to Make Millions Before Grandma Dies (Laanma) within the Chinese market. It focuses on how UGC influences the emotional engagement of Chinese audiences with the film’s themes and explores its impact on viewership patterns in the context of cross-cultural film promotion in China.</p> <p> </p> <p> A quantitative research methodology was employed. Data were collected through a structured online questionnaire distributed to a stratified sample of 400 participants. Eligible participants were users of platforms such as Douyin, Weibo, and Xiaohongshu who had engaged with or been exposed to content related to How to Make Millions Before Grandma Dies (Laanma). The sample was selected to ensure diverse demographic representation based on users’ levels of engagement. Statistical analysis yielded significant insights into users’ experiences and perceptions.</p> <p> </p> <p> The findings highlight the pivotal role of UGC in enhancing the film’s visibility and emotional resonance among Chinese audiences. Content shared on platforms like Douyin, Weibo, and Xiaohongshu significantly amplified audience exposure to the film. Moreover, UGC was found to deepen viewers’ emotional connection with the film’s themes and narratives, while also influencing their viewing decisions and behaviors.</p> <p> </p> <p> Overall, user-generated content emerges as a crucial factor in cross-cultural film promotion, effectively fostering awareness, emotional engagement, and audience interaction.</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295264การเปิดรับการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ความพึงพอใจต่อการส่งเสริมการขาย และความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค2026-04-28T12:56:43+07:00สิทธิพัฒน์ เพชรบุรีกุลSittiphat.p@ku.thณัฏฐุ์ชุดา วิจิตรจามรีnatchuda.w@ku.thวราภรณ์ พันธ์มณีwaraporn.panm@ku.th<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ความพึงพอใจต่อการส่งเสริมการขาย และความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มเปิดของ Facebook ที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อสินค้าบน Shopee / Lazada จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย 1) สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา และ 2) สถิติวิเคราะห์เชิงอนุมาน ได้แก่ t-test / ANOVA, การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การเปิดรับการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจต่อการส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค 2) การเปิดรับการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Facebook มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าอิทธิพลที่ 0.26 (β = 0.26) และ 3) การส่งเสริมการขายของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ 1. แคมเปญจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ (β = 0.03) 2. แคมเปญ Brand Membership (β = 0.11) และ 3. แคมเปญผ่อนสินค้า (β = 0.11) มีอิทธิพลร่วมต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295265การสังเกตเชิงวิพากษ์ : มหัศจรรย์การสื่อสารของคน Gen Z ในยุค AI2026-04-28T13:22:13+07:00ปริณุต ไชยนิชย์ parinut23@gmail.com<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (ทักษะการสื่อสารภายในตนเอง) จากความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติที่มีผลต่อคน Gen Z ในยุค AI 2) ศึกษาประสบการณ์ภาวะวิกฤตทางอารมณ์ที่เป็นรากเหง้าครอบครัวพหุวัฒนธรรมของคน Gen Z ในยุค AI การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้แนวทางการศึกษาชาติพันธุ์วิทยา ผู้มีส่วนร่วมในการศึกษา คือ กลุ่มคน Gen Z ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของจังหวัดในภาคกลางตอนล่าง จำนวนทั้งสิ้น 201 คน</p> <p> </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีที่มาที่ไปจากภาวะวิกฤติทางอารมณ์ในผัสสะ พฤติกรรมของคน Gen Z ถูกสื่อสารออกมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างระเบียบวินัยในระบบเครือญาติของตนเองและความแข็งกร้าวของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในตัวเอง ความกล้าสื่อสารภายในตนเองสามารถออกแบบการต่อสู้ต่อรองกับความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติอย่างอ่อนโยนด้วยความฉลาดระหว่างบุคคล โดยใช้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของตนเองได้ 2) ครอบครัวพหุวัฒนธรรมเป็นแหล่งบ่มเพาะประสบการณ์ภาวะวิกฤตทางอารมณ์ การสื่อสารเรียกร้องเมื่อถูกคนในครอบครัวปฏิเสธหรือให้การยอมรับ ยังเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา พวกเขาจึงเลือกที่จะหยิบฉวยการทดเทิดมาทำให้พวกเขายังสามารถดำรงความสัมพันธ์อันเป็นรากเหง้าครอบครัวพหุวัฒนธรรมไว้ได้ โดยมีเบื้องหลังการใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่โดดเด่นด้านการปรับตัวแบบประนีประนอมสถานการณ์ อันเป็นกลยุทธ์ของคน Gen Z ที่แยบยลยิ่ง</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295270กลยุทธ์การนำเสนอและการจัดการข่าวสารผ่าน Facebook Pages สื่อมวลชนและเพจข่าวออนไลน์ ในยุคดิจิทัล2026-04-28T13:48:18+07:00สุพรรณี สมศรีSupanneesomsri.s@gmail.comพัชนี เชยจรรยาpatchaneec@hotmail.com<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การนำเสนอและการจัดการข่าวสารผ่าน Facebook pages สื่อมวลชนและเพจข่าวออนไลน์ ในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกลยุทธ์การนำเสนอและการจัดการข่าวสารผ่าน Facebook pages ของสื่อมวลชนและเพจข่าวออนไลน์ในยุคดิจิทัล จำนวน 4 Facebook pages โดยเลือกจากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง Facebook pages สื่อมวลชน 2 แห่ง และ Facebook pages เพจข่าวออนไลน์ 2 แห่ง ประกอบไปด้วยผู้ให้ข้อมูล ดังนี้ 1) Facebook page Thairath - ไทยรัฐออนไลน์ จำนวน 2 คน 2) Facebook page Nation TV จำนวน 2 คน 3) Facebook page อีจัน จำนวน 2 คน และ 4) Facebook page Poetry of Bitch จำนวน 1 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> </p> <p><strong> </strong>Facebook pages ทั้ง 4 แห่ง มีการใช้กลยุทธ์การนำเสนอข่าว ได้แก่ กลยุทธ์ภาพจำ กลยุทธ์การสื่อสารด้วยภาพ กลยุทธ์การใช้Storytelling กลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูล กลยุทธ์ในด้านความเป็น Specialist กลยุทธ์การสร้างการมีส่วนร่วม กลยุทธ์การสร้างสรรค์สาร กลยุทธ์ความดึงดูดใจ และกลยุทธ์ในการจัดการความคิดเห็น ตามบริบทของแต่ละองค์กรที่แตกต่างกันเพื่อดึงดูดผู้รับสาร ควบคู่ไปกับการจัดการข่าวสารผ่าน Facebook pages ทั้ง การรวบรวมข้อมูล การเรียบเรียงข้อมูล และการเผยแพร่ข้อมูล</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295272การวิเคราะห์เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี2026-04-28T13:57:03+07:00วรรณกร ลิขิตปัญญโชติwannakorn.l@psu.ac.thอภิรดี สรวิสูตรapiradee.sa@psu.ac.thอัญญ์ณิชตา รุ่งวิชานิวัฒน์annitta.r@psu.ac.th<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ 1) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษา 2) ความสัมพันธ์ของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาในปีการศึกษา 2566 จำนวน 276 คน และปี 2567 จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์โดยสถิติพรรณนา และการทดสอบไคสแควร์ (Chi-square Test)</p> <p> </p> <p> ผลการศึกษา พบว่า นักศึกษามีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับมาก โดยมีความสามารถในการนำไปใช้มากที่สุดทั้งในปีการศึกษา 2566 และ 2567 ส่วนด้านความสามารถในการเข้าถึง และด้านความสามารถในการประเมิน เป็นลำดับรองลงมาซึ่งเรียงสลับกันในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศพบคุณลักษณะร่วมกัน คือ 1) ด้านความสามารถในการเข้าถึง ได้แก่ รู้และกำหนดขอบเขตในการรับสารสนเทศจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ กำหนดความต้องการข้อมูลสารสนเทศด้วยตนเอง รู้ความสำคัญของอุปกรณ์สมาร์ทเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน 2) ความสามารถในการประเมิน ได้แก่ วิเคราะห์ถึงความสุ่มเสี่ยงของการใช้สื่อผ่านออนไลน์ ประเมินความน่าเชื่อถือในการซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ วิเคราะห์ผลการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์กับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3) ด้านความสามารถในการนำไปใช้ ได้แก่ ทำธุรกรรมผ่านธนาคารพาณิชย์ออนไลน์อย่างปลอดภัย ใช้สื่อหลากหลายรูปแบบอย่างมีวิจารณญาณ เข้าถึงแอปพลิเคชันด้วยบัญชีผู้ใช้ของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังพบว่า ความสัมพันธ์ของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาในปีการศึกษา 2566 กับ 2567 ไม่มีลักษณะร่วมกัน โดยบางปีนักศึกษาที่สังกัดคณะต่างกัน ชั้นปีต่างกัน มีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295274การสื่อสารแบบคลุมเครือในภาพยนตร์โฆษณารางวัลแอดเฟสอวอร์ส2026-04-28T14:04:26+07:00ณัฐศรชัย พรเอี่ยมnatsornchai.p@rsu.ac.thณชรต อิ่มณะรัญnacharata.a@rsu.ac.th<p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบการสร้างสรรค์แบบคลุมเครือที่สะท้อนผ่านตัวบทโฆษณาที่ได้รับรางวัล ADFEST 2) การออกแบบเนื้อหาสารที่กระตุ้นความน่าสนใจทางการสื่อสารในมุมมองของนักวิชาการและนักวิชาชีพ 3) การบูรณาการแนวทางการออกแบบสารและการสื่อความหมายของงานโฆษณาที่คลุมเครือเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทางการสื่อสารของผู้รับสาร โดยใช้ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์และความคลุมเครือในการสื่อความหมาย แนวทางการศึกษาเชิงสัญญะวิทยา และแนวคิดด้านการออกแบบงานโฆษณา การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการวิเคราะห์ตัวบทงานโฆษณา ADFEST เรื่องคัดเฉพาะ 10 ชิ้นงานที่ได้รับรางวัลในปี พ.ศ.2561-2565 และการสัมภาษณ์แบบกลุ่มนักวิชาการและนักวิชาชีพด้านโฆษณา ปรากฏผลการวิจัยดังนี้</p> <p> </p> <p> 1. องค์ประกอบทางการสร้างสรรค์แบบคลุมเครือด้านภาษา ประกอบด้วยการใช้คำอุปมา การสร้างรูปแบบการตีความได้หลากหลาย การสร้างความคลุมเครือด้านอารมณ์ การใช้คำที่มีความขัดแย้งในตัว การสร้างความหมายที่ไม่สมบูรณ์ ความคลุมเครือด้านภาพประกอบด้วย การสร้างความพร่ามัว การสร้างความหมายร่วมกับมายาคติ การใช้ภาพเปรียบเทียบ การสร้างความเป็นคู่ตรงข้าม การใช้ความนิ่งของรหัสภาษากาย</p> <p> </p> <p> 2. แนวทางการออกแบบเนื้อหาที่กระตุ้นความน่าสนใจทางการสื่อสารประกอบด้วย การสร้างภาพที่ลดทอนความชัดเจนเพื่อผลพิเศษทางการเห็นที่ต่างจากปกติ การเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความหลายระดับในเหตุการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย การสร้างความหมายซ่อนเร้นเพื่อสื่ออารมณ์ร่วม การเล่าเรื่องที่เรียบง่าย การผูกโยงสัญญะในรูปแบบการอุปมาอุปไมยเชิงภาพ การสร้างความเป็นคู่ตรงข้าม</p> <p> </p> <p> 3. แนวทางในการบูรณาทางการออกแบบสารและการสื่อความหมายโฆษณาที่คลุมเครือเพื่อการสร้างการมีส่วนร่วมทางการสื่อสาร ประกอบด้วย 1) การสร้างมิติความคลุมเครือในสารที่แตกต่าง 2) การสร้างกลไกการกระตุ้นการตีความของผู้ชม 3) การสร้างกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางความหมาย 4) การแสดงผลทางการสื่อสารของการสื่อสารที่เชื่อมโยงระหว่างคุณค่าตราสินค้ากับผู้รับสาร</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295275แชทบอท NEXORA: นวัตกรรมการสื่อสารด้วย Generative AI เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในงานลดอันตรายจาก Chemsex2026-04-28T14:12:59+07:00ณัฐเดช ยอแซฟnatthadet.jos@gmail.comพรพรรณ ประจักษ์เนตรpornpun.prajaknate@gmail.com<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของแชทบอท NEXORA ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Generative AI ในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ปฏิบัติงานกับกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ที่มีพฤติกรรมการใช้ยา หรือสารเสพติดก่อนหรือระหว่างมีเพศสัมพันธ์ (Chemsex) โดยมุ่งวิเคราะห์ศักยภาพของแชทบอทในการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงจิตสังคม พัฒนาแนวทางการสื่อสาร และลดช่องว่างทางภาษาระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย การวิจัยนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่จำนวน 3 รายที่ได้ทดลองใช้แชทบอท NEXORA เพื่อประเมินประสบการณ์ ความพึงพอใจ และการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ ผลการวิจัยพบว่า NEXORA ส่งผลกระทบที่สำคัญใน 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) การสะท้อนช่องว่างของระบบการสื่อสารและบริการที่ยังไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย Chemsex อย่างครอบคลุม (2) ศักยภาพของแชทบอท NEXORA ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้เสมือนจริงเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เป็นพื้นที่เรียนรู้เสมือนจริงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจบริบท แรงจูงใจ และภาวะอารมณ์ของผู้ใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ (3) แชทบอท NEXORA ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่ตัดสินให้ทั้งเจ้าหน้าที่ และผู้ป่วย ที่เอื้อต่อการสื่อสารหัวข้ออ่อนไหวอย่างไม่รู้สึกถูกตัดสิน งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า AI Chatbot อย่าง NEXORA สามารถเป็นเครื่องมือเสริมสำหรับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ และเป็นกลไกสนับสนุนระบบบริการแบบลดอันตราย (Harm Reduction) ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจและความไว้วางใจ</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295312การจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จำแนกตามพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว โดยใช้เทคนิคการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยว ด้วยวิธี cluster analysis 2026-04-29T13:20:13+07:00บุรินทร์ พงษ์เพ็ชร Ph.burin@kkumail.comเมษ์ธาวิน พลโยธีMaytpo@kku.ac.th<p> บทความวิจัยเรื่อง “การจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จำแนกตามพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม (Cluster Analysis)” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อการท่องเที่ยวในอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และ (2) จำแนกกลุ่มนักท่องเที่ยวตามพฤติกรรมและความพึงพอใจดังกล่าว</p> <p> </p> <p> การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยอาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว (4.35) และด้านแหล่งท่องเที่ยว (4.32) ขณะที่ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว (3.57) รองลงมาคือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (3.93) และด้านบริการที่พักแรม (4.05) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์แบบ Cluster Analysis พบว่าสามารถจำแนกนักท่องเที่ยวออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป (Normal Travelers) (2) กลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ (Educational Travelers) และ (3) กลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการใช้ชีวิต (Lifestyle Travelers)</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295314การวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้รับสารยุคดิจิทัล 2026-04-29T13:42:10+07:00วัชระ จิรฐิติกาลกิจjirathitikarn_v@silpakorn.edu<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้รับสารยุคดิจิทัลและ 2) พัฒนาแบบจำลองเชิงสาเหตุโดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิจัยเชิงสำรวจกับกลุ่มประชาชนไทยที่มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อจำนวน 4,060 คน จากนั้นวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลของแบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p> </p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อจากการทบทวนวรรณกรรมมี 3 ปัจจัยและ 8 ตัวแปรสังเกต ได้แก่ ปัจจัยการลงทุนในสื่อพิจารณาจากเวลาที่ใช้สื่อต่อวัน วันที่ใช้สื่อต่อสัปดาห์และค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสื่อต่อเดือน ขณะที่ปัจจัยทัศนคติประเมินจากการยอมรับเทคโนโลยีและความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร สำหรับปัจจัยความรู้ศึกษาจากความรู้เท่าทันสื่อ ความรู้เรื่องทักษะดิจิทัลและความรู้เรื่องกฎหมายซึ่งแบบจำลองการวัดของทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่กล่าวมามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square=0.003-0.088 df=1 p=0.766-0.985 GFI=0.936-0.999 AGFI=0.807-0.999 RMSEA=0.000-0.026) และ 2) แบบจำลองเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square=22.220 df=16 p=0.136 GFI=0.999 AGFI=0.996 RMSEA=0.010) และอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้รับสารได้ร้อยละ 34.4 โดยพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้รับสารยุคดิจิทัลได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยทัศนคติ ปัจจัยการลงทุนในสื่อและปัจจัยความรู้โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.772, -0.265, และ -0.137 ตามลำดับ</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295317DEVELOPMENT COMMUNICATION OF INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE OF CHAOSHAN CITY CASE STUDY“THE ART OF KUNG FU TEA MAKING”2026-04-29T13:57:12+07:00Xu Fuman663688177@qq.comSupanna Phatarametravorakulsupanna6838@gmail.com<p> The research objectives were: 1) To analyze the inheritance status of the current social of Intangible Cultural Heritage. 2) To explore innovative models suitable of the current social of Intangible Cultural Heritage of Chaoshan. 3) To study consumer the acceptance of intangible cultural heritage of Chaoshan youth. 4) To find out approaches for development and promote the sustainable of Chaoshan case study “The Art of Kung Fu Tea Making”.</p> <p> </p> <p> The research methodology was qualitative research. Through in-depth interviews and document research. the key informants were chosen by purposive sampling in 4 groups for example directly involved with Kung Fu Tea Art expert of Tea masters 1 people, inheritors of intangible cultural heritage 1 people, tea house operators 1 people, and ordinary Chaoshan Kung Fu Tea enthusiasts in the Chaoshan region 3 people, 6 young people and Ministry of Culture officials 2 people total 14 people living in Chaoshan area. The research instruments used were structured in-depth interviews and data analysis to generate conclusions.</p> <p>Research finding was found that 1) Current Status of Inheriting Chaoshan the Art of Kung Fu Tea Making, The fast-paced lifestyle and cultural differences across regions have led to a decline in public interest and capability in preserving Kung Fu Tea Art. 2) Creative Development Model, Modern technologies are being applied to simplify the traditional brewing process. Kung Fu Tea Art is being integrated into regional activities to promote its cultural and practical aspects. 3) Acceptance among young people are attracted to the strong sense of ritual and the unique cultural depth of Kung Fu Tea. It has a positive influence on their family and social lives, encouraging participation in related activities in schools and communities. Creative communication platforms such as short videos, anime, and e-sports are effective in spreading the culture and 4) to find out approaches for development Cultural organizations should host training sessions, events, and lectures to raise public awareness. Educational institutions can incorporate Kung Fu Tea culture into curricula to cultivate interest from an early age.</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295318การศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องและตัวละครเอกในภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี2026-04-29T14:25:37+07:00รัฐนันท์ อินทรเทวีkillfathel2z@gmail.comกฤษดา เกิดดีkrisda.k@rsu.ac.th<p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ลักษณะของตัวละครเอกในภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอเซซี โดยมุ่งเน้นไปที่ การศึกษาตัวละคร การเล่าเรื่อง</p> <p> </p> <p> ภาพยนตร์ที่ถูกนำมาศึกษาประกอบด้วย 5 เรื่อง ได้แก่ <em>Taxi Driver</em> (1976), <em>Raging Bull</em> (1980), <em>Goodfellas</em> (1990), <em>The Irishman</em> (2019) และ <em>Killers of the Flower Moon</em> (2023)</p> <p> </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครเอกในภาพยนตร์ของ สกอเซซี มักมีลักษณะร่วมกันในแง่ของความขัดแย้งภายใน ความโดดเดี่ยว และการดิ้นรนกับสังคมรอบข้าง นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าการใช้ภาษาภาพยนตร์มีบทบาทสำคัญในการทำให้ตัวละครมีความลึกซึ้ง และช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าใจอารมณ์และแรงจูงใจของตัวละครได้อย่างชัดเจน</p> <p> </p> <p> ในแง่ของโครงสร้างเรื่อง ภาพยนตร์ของ สกอเซซี มักใช้เทคนิคการเปิดเรื่องที่แตกต่างกันออกไป โดย <em>Raging Bull</em> (1980), <em>Goodfellas</em> (1990) และ <em>The Irishman</em> (2019) เลือกเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรื่องหรือช่วงท้ายเรื่อง ก่อนจะย้อนกลับไปเล่าต้นเหตุของเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งช่วยสร้างความลึกลับและดึงความสนใจของผู้ชมตั้งแต่ต้น ขณะที่ <em>Taxi Driver</em> (1976) และ <em>Killers of the Flower Moon</em> (2023) ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบเส้นตรง เดินเรื่องจากต้นไปสู่ปลายอย่างต่อเนื่อง</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295319ปัจจัยพยากรณ์การท่องเที่ยววัดพระธาตุพนมวรวิหารของนักท่องเที่ยวและการวิเคราะห์กระแสการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนมผ่าน Social Listening2026-04-29T14:32:34+07:00ปลายณัฏฐ์ แสนคุ้มplainats@gmail.comพัชนี เชยจรรยาpatchaneec@hotmail.com<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อวิเคราะห์กระแสและความเห็นทั้งด้านบวกด้านลบบนโลกออนไลน์ ผ่าน Social Listening ที่มีการพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนม 2.ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว แรงจูงใจ การรับรู้ข่าวสาร และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 3.เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้ข่าวสารของนักท่องเที่ยว แรงจูงใจของนักท่องเที่ยว และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 4.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสาร แรงจูงใจ ประสบการณ์การท่องเที่ยว กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมเพื่อศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 5.ศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix research method) ส่วนแรกการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ทำการ “วิเคราะห์กระแสการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนมผ่าน Social Listening” ประชากรกลุ่มตัวอย่างสำหรับใช้ในการวิจัยคือ กลุ่มคนที่มีการพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เอกซ์(ทวิตเตอร์) ยูทูบ ติ๊กต็อก และพันทิป ระหว่าง 1 ม.ค.- 27 ก.ย. 2567 โดยรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Mandala Analytics – Social Listening ซึ่งผลของผลการใช้ Social Listening ชี้ชัด "พระธาตุพนม" เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่ครองใจและเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่ใครๆที่มาท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมนิยมไปท่องเที่ยว จากนั้นเมื่อได้ผลการวิจัยส่วนแรกผู้วิจัยจึงลงมือทำ ส่วนที่สองคือการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเจาะไปยังเพชรเม็ดงามของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของจังหวัดนครพนม คือ พระธาตุพนม ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยววัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยช่วงเวลาการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณคือ เม.ย.-พ.ค. 2568</p> <p> </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1.ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า แพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงมากที่สุดคือ Facebook แพลตฟอร์มที่มี Engagement มากที่สุดคือ YouTube ลักษณะเนื้อหาที่มีความยาวและเจาะลึก ประเภทคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม และได้รับ Sentiment บวกอย่างต่อเนื่อง คือ พระธาตุพนมและพระธาตุอื่น ๆ หากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งใดเพิ่งได้รับการเผยแพร่หรือสร้างใหม่ มักจะได้รับเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ เพราะเป็นพื้นที่ใหม่ที่อยู่ในช่วงการรับรู้ของสาธารณชน 2. ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1.ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ อายุ, สถานภาพ(โสด,สมรส), อาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกัน จะมีการรับรู้ข่าวสารของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมที่ต่างกัน 2. ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ อายุ, สถานภาพ(โสด,สมรส) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน จะมีแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมที่ต่างกัน 3.ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ สถานภาพ(โสด,สมรส) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน จะมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 4.การรับรู้ข่าวสารมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 5. แรงจูงใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 6. ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 7.การรับรู้ข่าวสาร แรงจูงใจ และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม โดยปัจจัยแรงจูงใจด้านศาสนา/วัฒนธรรม แรงจูงใจด้านบุคคล ปัจจัยประสบการณ์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 มีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 และแรงจูงใจด้านกายภาพ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่า P-Value เท่ากับ 0.001</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295320การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา2026-04-29T14:41:36+07:00สากีเราะ แยนา เบ็ญฮารูนsakiroh.y@psu.ac.th<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาการรู้เท่าทันสื่อเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการทำงานกลุ่ม และประเมินทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ดำเนินการทั้งหมด 3 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบสะท้อนผลการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม และแบบทดสอบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลที่ได้จากการจัดกระบวนการเรียนรู้นำมาวิเคราะห์ในเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาการรู้เท่าทันสื่อเป็นฐาน ควรเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประเด็นร่วมสมัยเกี่ยวกับสื่อและข่าวสาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา มีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตลอดจนประเมินข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ส่วนผลการวิเคราะห์ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ พบว่า ผลรวมคะแนนอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 79.45 สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาโดยรวมมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อในเกณฑ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ การใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังช่วยพัฒนาทักษะในหลายมิติ ทั้งในด้านการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลรองรับ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295321การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์บน YouTube และ TikTok2026-04-29T14:49:14+07:00สิทธิรักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์sittilaksilprasit@gmail.com<p> ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creator Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์บน YouTube และ TikTok บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและความท้าทายด้านจริยธรรมที่เกิดขึ้นควบคู่กัน</p> <p> </p> <p> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศคอนเทนต์ดิจิทัลเป็นสมรภูมิที่เกิดจาก ความตึงเครียดระหว่างทฤษฎีต่างๆ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ (U&G) และ ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) อธิบายการที่ผู้สร้างคอนเทนต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้ชม แต่อีกด้านหนึ่ง ทั้งหมดนี้ดำเนินอยู่ภายใต้แรงกดดันของ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ความสนใจ (Attention Economy) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นการช่วงชิงความสนใจของผู้ชมให้นานที่สุด ปัญญาประดิษฐ์จึงทำหน้าที่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงและขยายผลความขัดแย้งนี้ให้รุนแรงขึ้นผ่านระบบแนะนำคอนเทนต์ที่ทรงพลัง</p> <p> </p> <p> กรณีศึกษาจากผู้สร้างคอนเทนต์ในประเทศไทยได้ฉายภาพให้เห็นถึงพลวัตสองด้านที่เกิดขึ้นจริง ด้านหนึ่งคือผู้สร้างที่ประสบความสำเร็จสามารถใช้ "ผลการวิเคราะห์ข้อมูล" เป็นผู้ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยไม่สูญเสียตัวตน ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง การมุ่งตอบสนองอัลกอริทึมที่อยู่ภายใต้ตรรกะของเศรษฐศาสตร์ความสนใจ นำไปสู่ความท้าทายเชิงจริยธรรมอย่างการสร้างคอนเทนต์ล่อคลิก (Clickbait) การเกิดฟองสบู่แห่งการกรองข้อมูล (Filter Bubble) และภาวะเหนื่อยหน่ายของผู้สร้าง (Creator Burnout) บทความนี้จึงสรุปว่าความท้าทายสำคัญที่สุดอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อดิจิทัลที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ต่อไป</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295323The Rashomon Effect in the Algorithmic Age: AI-Driven Perceptions of Truth in Social Media2026-04-29T14:56:25+07:00Tananpach Asavasemachaitananpach.as@bsru.ac.thPimpilai Thaipitakpim.thaipitak@gmail.comNutt Dechapanyanutt.de@bsru.ac.thSittisak Chanyawutsittisak.ch@bsru.ac.thJantharat SirivuttinunJantharat.si@bsru.ac.thPiarnpilas Piriyaphokanontpiarnpilas.pi@bsru.ac.thIsara YingyuadIsara.yi@bsru.ac.th<p> This study analyzes the “Rashomon Effect” in the digital age, focusing on the impact of artificial intelligence (AI) mechanisms in social media platforms on users’ perceptions of “truth.” The main objective is to understand the structure of algorithmic systems, the patterns of user perception under algorithmically curated content, and the resulting socio-cultural impacts. This research employs qualitative content analysis, conducted during January–April 2025, using purposive sampling of content from Facebook, YouTube, and Twitter (X) relating to two notable events: the 2024 controversy involving South Korean actor Kim Soo-hyun, and the political and social movements led by Thailand’s “Free Youth” protest group. The content types included public posts, video clips, comments, and shared articles. Units of analysis were individual posts and their engagement patterns. The findings reveal that AI plays a significant role in filtering and ranking information based on users’ behavior and interests. This process reinforces selective exposure, fosters the creation of echo chambers and filter bubbles, and leads users to adopt personalized versions of truth without questioning the underlying algorithmic logic. Consequently, the Rashomon Effect is amplified at a structural level, resulting in a diminished diversity of perspectives, difficulty in achieving social consensus, and increased vulnerability to misinformation. The study emphasizes the urgent need to promote both media literacy and AI literacy, enabling users to critically engage with content in an era where truth is algorithmically constructed.</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295325การพัฒนาแนวทางการสื่อสารการตลาดซีรีส์วายไทยในต่างประเทศ2026-04-29T15:14:07+07:00ภัคภาคิน หาญจริงphakphakhinhar@pim.ac.thมนวิภา วงรุจิระmonwipa.won@stou.ac.thสันทัด ทองรินทร์sant_santa@yahoo.comสมิทธิ์ บุญชุติมาsmith.b@chula.ac.th<p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาแนวทางการสื่อสารการตลาดซีรีส์วายไทยในต่างประเทศ โดยเน้นการบูรณาการแนวคิดด้านการสื่อสารการตลาด การสื่อสารการตลาดซีรีส์หรือสินค้าทางวัฒนธรรม การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศเชิงกลยุทธ์ Soft Power การสร้างแบรนด์ การสื่อสารแบรนด์ การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ผ่านการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิตซีรีส์วายไทย ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม Over-the-Top (OTT) ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารการตลาด นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และบริหารธุรกิจ และตัวแทนจากหน่วยงานรัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสรุปเชิงอุปนัย โดยมี<strong>แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นฐาน</strong> เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงประจักษ์จากผู้ให้ข้อมูลหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกรอบแนวคิดในการออกแบบเครื่องมือวิจัยและในการอภิปรายผลอย่างเป็นระบบในลักษณะของงานวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแนวทางการสื่อสารการตลาดซีรีส์วายไทยในต่างประเทศต้องอาศัยกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) และลูกค้ากลุ่มผู้ชม (B2C) หลากหลายวัฒนธรรม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การสร้างและสื่อสารแบรนด์ซีรีส์วายไทยที่สะท้อนอัตลักษณ์ชัดเจน ครอบคลุมระดับแบรนด์ผู้ผลิต แบรนด์ผลงาน และแบรนด์นักแสดง พร้อมใช้การตลาดเชิงประสบการณ์และการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (2) การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ผ่านกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่ค้าและการมีส่วนร่วมเชิงอารมณ์กับแฟนคลับ (3) การสื่อสารการตลาดเชิงกลยุทธ์ 7 ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายในต่างประเทศ การกำหนดวัตถุประสงค์และภาพลักษณ์แบรนด์ที่ชัดเจน การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ การเลือกช่องทางสื่อสารการตลาดที่เหมาะสม การสร้างกิจกรรมเชื่อมโยงผู้ชมกับแบรนด์ การประเมินผลและปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง และการบริหารความร่วมมือระหว่างประเทศ (4) การสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในระดับนโยบาย การเผยแพร่ในงานแสดงเนื้อหาระดับนานาชาติ และการพัฒนาทักษะวิชาชีพของบุคลากรในอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย และ (5) การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยปัจจัยทางสังคมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์ม OTT การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม และการมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ของแฟนคลับ ความสำเร็จของซีรีส์วายไทยในตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงนั้น ต้องเกิดจากการออกแบบกลยุทธ์สื่อสารการตลาดซีรีส์วายไทยที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาคต่าง ๆ โดยอาเซียนมีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ประเทศที่เปิดกว้างไปจนถึงประเทศที่มีข้อจำกัดด้านกฎหมายและเนื้อหา ขณะที่เอเชียตะวันออกให้ความสำคัญกับคุณภาพและการปรับเนื้อหาให้ตรงรสนิยม อีกทั้งต้องใช้วิธีสื่อสารแบบอ้อม ๆ อย่างระมัดระวัง ในขณะที่อเมริกาเหนือและยุโรป แม้เปิดกว้างแต่แข่งขันสูง และลาตินอเมริการองรับเนื้อหาเชิงรักและดรามาได้ดี นอกจากนี้ ยังต้องบูรณาการปัจจัยด้านอัตลักษณ์แบรนด์ เนื้อหาที่โดดเด่นและแตกต่าง การสื่อสารการตลาดระหว่างประเทศเชิงกลยุทธ์ เครือข่ายความร่วมมือและพลังของแฟนคลับทั้งในประเทศและในต่างประเทศเข้าสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาแนวทางการสื่อสารการตลาดที่ชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทสากลจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ ความภักดี และศักยภาพการแข่งขันของซีรีส์วายไทยในระยะยาว</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295352Social Media Content Strategies for Bank Investment Products: Language Complexity, Investor Personas, and Content Preferences in Thailand 2026-04-30T12:10:13+07:00Tisiruk Potavanichtisiruk@g.swu.ac.thBenjawan Arukaroonbenjawanar@g.swu.ac.th<p> While social media platforms facilitate investment communication, financial product complexity creates communication barriers preventing effective engagement across diverse investor segments. This study examines associations between financial language complexity and investor personas in investment product communication on social media platforms, along with persona-content type preference relationships. Using content analysis methodology, 180 high-engagement posts from verified Thai financial institutions and financial influencers across Facebook, X, and TikTok were analyzed and categorized by complexity levels, persona identification, and content types. Results reveal significant complexity-persona associations: Analytical Investors preferred high complexity content while Security-focused personas engaged primarily with basic language. Educational content emerged as the predominant preference across all personas. Step-by-Step Guides showed strong resonance with Pre-retirees, and Tips for Money Management proved effective with Retirees. Notably, Analytical Investors demonstrated no engagement with Market Analysis content, contradicting expected patterns. The findings extend the Elaboration Likelihood Model and refine personalization theory, showing that high-engagement content maintains universal appeal while incorporating selective optimization. Banks can implement evidence-based strategies prioritizing universal educational content while selectively targeting specific persona-content combinations.</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295354ภาวะการเสพติดพนันออนไลน์และกระบวนการเข้าสู่การเสพติดพนันออนไลน์ ของเด็กและเยาวชนในแคมป์งานก่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่2026-04-30T12:17:01+07:00ลัดดา จิตตคุตตานนท์da3572@hotmail.comณัฐชา ภัทรผดุงกิจnuapat@kku.ac.th อรวี ใจคำorawee.moomhiaw@gmail.comสกาย สุวรรณกิตติกุลSkywork842@gmail.com<p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการเสพติดพนันออนไลน์ กระบวนการเข้าสู่การเสพติดพนันออนไลน์ และปัจจัยที่มีผลต่อการเสพติดพนันออนไลน์ของเด็กในแคมป์งานก่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่ ทำการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลกับเด็ก เยาวชน และพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการเข้าข่ายการติดพนันออนไลน์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับเด็กและเยาวชน และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับผู้ปกครอง และทำการสังเกตการณ์ในพื้นที่โดยใช้แบบสังเกตการณ์สภาพแวดล้อมแคมป์งานก่อสร้าง ทั้งนี้คณะผู้วิจัยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่โครงการทุนการศึกษาลูกหลานแรงงานและเด็กไร้สัญชาติ (Shan Youth Power) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแคมป์งานก่อสร้างและร่วมดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับคณะผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ในแคมป์งานก่อสร้างมีเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการเสพติดพนันออนไลน์ ซึ่งจะใช้เงินจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมากกว่าที่คิดหรือตั้งใจไว้ในตอนแรกเพื่อเล่นพนันออนไลน์ และมักสงสัยว่าตัวเองอาจติดพนัน เคยยืมเงินเพื่อนหรือเอาของมีค่าไปขายเพื่อให้ได้เงินไปเล่นพนันออนไลน์ มีปัญหาสุขภาพ เครียดง่าย อารมณ์หงุดหงิด เคยถูกเพื่อน พ่อแม่ หรือคนในแคมป์ล้อเลียนว่าเป็นเด็กติดการพนันออนไลน์ มีความรู้สึกผิดกับการเล่นพนันและสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังจากการเล่นพนันออนไลน์ เช่น ปัญหาการเงิน</p> <p> </p> <p> สำหรับกระบวนการเข้าสู่การเสพติดพนันออนไลน์ในแคมป์งานก่อสร้างของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเริ่มต้นจากการพิจารณาสภาพแวดล้อมหรือภูมิหลังของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแต่ละคน โดยกระบวนการเข้าสู่การเสพติดพนันออนไลน์แบ่งได้ 4 ช่วง คือ จุดเริ่มต้นเข้าสู่การเล่นพนันออนไลน์ จุดเล่นพนันออนไลน์ จุดติดพนันออนไลน์ และจุดวิกฤติที่นำไปสู่การเลิกเล่นหรือการเล่นพนันต่อไป</p> <p> </p> <p> ปัจจัยที่มีผลต่อการเสพติดพนันออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในแคมป์งานก่อสร้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจนนำไปสู่การเสพติดพนันออนไลน์ประกอบด้วย ปัจจัยด้านตัวบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้จะทำให้เด็กและเยาวชนในแคมป์งานก่อสร้างหลุดพ้นจากวงจรการพนันอันจะทำให้สังคมได้เด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพและสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295356กระแสน้องหมีเนยกับการสร้างประสบการณ์การสื่อสาร 5 มิติ2026-04-30T12:27:21+07:00เขมนิจ มาลาเวkhemanit.m@rsu.ac.thธิราภรณ์ กลิ่นสุคนธ์thiraporn.g@rsu.ac.th<p> จากกระแสความโด่งดังของ “น้องหมีเนย” มาสคอตที่มีชีวิต ตัวแทนของแบรนด์ Butterbear ที่สร้างและขยายฐานแฟนคลับอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นปรากฏการณ์ที่หลายแบรนด์หรือใครหลายคนต่างให้ความสนใจเส้นทางสู่ความสำเร็จของน้องหมีเนย จากการศึกษาของผู้เขียนพบว่าแบรนด์ Butterbear มีกลวิธีการสร้างประสบการณ์การสื่อสาร 5 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 Mascot Marketing กับการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ มิติที่ 2 การสื่อสารเรื่องราวสร้างความผูกพันผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) มิติที่ 3 การประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย (Digital Public Relations X MPR) มิติที่ 4 พลังของการจัด Event ดึงคนและ Big Brand ให้มีส่วนร่วม (Event & Collaboration) และมิติที่ 5 การสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อฮีลใจแฟนด้อม (Safe Zone Community) นอกจากนี้ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการใช้มาสคอตในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ดังต่อไปนี้ 1. ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์หรือกำหนดคาแรกเตอร์ของมาสคอตให้มีความเป็นมนุษย์ มีบุคลิกที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม และเชื่อมโยงทางอารมณ์แบบไร้รอยต่อเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่มาพร้อมกับคุณค่าทางอารมณ์ 2. เน้นการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ที่มีความหลากหลายและมีลูกเล่นน่าติดตาม 3. เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียแบบผสมผสานทั้ง Owned media, Paid media และ Earned media ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างกระแสไวรัลได้อย่างรวดเร็ว</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/295358การอุปมาแนวเหนือจริงในการรณรงค์เพื่อการขับเคลื่อนประเด็น ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง2026-04-30T12:48:38+07:00วชิรวิชญ์ อัคราวิสิฐพลwachiravich.a@rsu.ac.thกฤษณ์ ทองเลิศgrit.t@rsu.ac.th<p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างความหมาย องค์ประกอบสร้างสรรค์ แก่นจินตนาการ และแนวทางการใช้องค์ประกอบสร้างสรรค์ให้เหมาะสมกับแก่นจินตนาการดังกล่าว โดยวิเคราะห์ภาพรณรงค์ที่ใช้เทคนิคการอุปมาแนวเหนือจริงซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ระหว่างปี พ.ศ.2558-2567 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิเคราะห์ภาพ จำนวน 15 ภาพ การสัมภาษณ์กรองการรับรู้จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน การสนทนากลุ่มกับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 24 คน จาก 4 สถาบัน</p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การสร้างความหมายในภาพเหนือจริงมี 8 ประการหลัก ได้แก่ การสร้างคำใหม่ การใช้โวหารภาพพจน์ อุปมาอุปไมย บุคลาธิษฐานเชิงภาพ สัมพันธบท แสงไร้ทิศทาง โทนสีเกินจริง และการขาดมิติของระยะและความลึก ส่วนองค์ประกอบสร้างสรรค์มี 7 องค์ประกอบ คือ การเปลี่ยนรูปสัญญะ การยุบรวมความหมาย การกระตุ้นอารมณ์ผ่านเนื้อหาความสูญเสีย การใช้อุปมา การสร้างสัมพันธบท การเชื่อมโยงเหตุผลของพฤติกรรม และการสร้างความหมายแฝง นอกจากนี้ ยังพบแก่นจินตนาการหลัก 5 ประเด็น ได้แก่ การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต ปัญหามลพิษ ความตายและหายนะ ประสบการณ์ส่วนบุคคล และกิจกรรมรณรงค์ โดยพบแนวทางการใช้องค์ประกอบสร้างสรรค์ให้เหมาะกับแก่นจินตนาการได้ เช่น การเปลี่ยนรูปสัญญะเหมาะกับประเด็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต การกระตุ้นอารมณ์ผ่านเนื้อหาความสูญเสียเหมาะกับประเด็นมลพิษและความตาย การยุบรวมความหมายเหมาะกับประเด็นกิจกรรมรณรงค์ เป็นต้น</p>2026-04-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์