วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ เป็นวารสารวิชาการของวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคมฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม วารสารนำเสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวกับการสื่อสารของมนุษย์ทุกลักษณะ ตั้งแต่การสื่อสารภายในบุคคลและระหว่างบุคคล การสื่อสารสาธารณะและการสื่อสารมวลชน ไปจนถึงการสื่อสารในระยะไกล ขอบข่ายของบทความครอบคลุมกิจกรรมการสื่อสารทุกรูปแบบ อาทิ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา วารสารศาสตร์ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สื่อใหม่ รวมถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p> วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต th-TH วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ 3027-8198 การสื่อสารแบรนด์บุคคลผ่านมาสคอทและการรับรู้คุณภาพสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290941 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Branding) และมาสคอทในกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ และผลกระทบต่อความตั้งใจซื้อในบริบทของผู้บริโภคชาวไทย โดยดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับแบรนด์ที่ใช้มาสคอทเป็นสื่อกลางในการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา (descriptive Statistic) และโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)กำหนดว่า ค่าไค-สแควร์สัมพันธ์ (X2/df) ควรน้อยกว่า 2 ค่าความน่าจะเป็น (p-value) ต้องไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า CFI และ TLI ควรมากกว่า 0.94 ส่วนค่า RMR และ RMSEA ควรน้อยกว่า 0.07 &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า บุคลิกภาพของแบรนด์ในมิติความประณีต (Sophistication) และความสามารถ (Competence) มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการรับรู้คุณภาพสินค้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามประเมินมิติ "ความสะดวกในการซื้อ" ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.00) และ "คุณภาพการผลิต" ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 3.96) ในระดับสูง นอกจากนี้ การแบ่งปันประสบการณ์แบรนด์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ภาพหรือข้อความเกี่ยวกับมาสคอท ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มความตั้งใจซื้อ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.03) และการแนะนำสินค้าของแบรนด์ให้กับผู้อื่น ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.01) ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่ามาสคอทเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความจดจำ และการรับรู้คุณภาพของแบรนด์ในมุมมองของผู้บริโภค โดยผลการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้างพบว่า ตัวแบบจำลองมาตรวัดจึงมีความสอดคล้องกลมกลืน (fit) กับตัวแบบจำลองทางทฤษฎี</p> ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี นฤดม ต่อเทียนชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 9 21 พฤติกรรมการบริโภคและการรับรู้รูปแบบซอฟต์พาวเวอร์ผ่านภาพยนตร์ไทยของผู้ชม Gen Z สู่มิติความยั่งยืนของประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290944 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับชม พฤติกรรมการบริโภค และการรับรู้รูปแบบซอฟพาวเวอร์ผ่านภาพยนตร์ไทยของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ตลอดถึงการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในภาพยนตร์ไทยที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ชมภาพยนตร์ไทยที่อายุระหว่าง 18-25 ปีซึ่งเป็น GenZ จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอ้างอิงด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียรสันและการวิเคราะห์การถดถอยพหูคูณ พบว่า ผู้ชมเป็นเพศหญิง ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท รับชมภาพยนตร์ไทยผ่านช่องทาง Netflix ความถี่ในการรับชม 4-6 เรื่องต่อเดือน ดูตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง สาเหตุเพื่อต้องการความสนุกสนานและผ่อนคลาย การรับรู้รูปแบบซอฟต์พาวเวอร์ของผู้ชม ระดับปานกลาง โดยด้านประเพณีและวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านศิลปะการต่อสู้&nbsp; ปัจจัยส่วนบุคคล 3 ปัจจัย คือ ระดับการศึกษา อาชีพและความถี่ในการรับชม ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการบริโภคได้ร้อยละ 19 มีระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการรับรู้รูปแบบซอฟต์พาวเวอร์มีเพียง 2 ปัจจัยคือ อาชีพ และอายุ สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการบริโภคได้ร้อยละ 27.0 ผลการวิจัยสามารถวางแผนรองรับการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วัฒณี ภูวทิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 22 33 พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร ความน่าเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กึ่งความจริง และความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290947 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร เกี่ยวกับสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงทางเพจ Gluta Story ของผู้ติดตาม 2) ศึกษาการรับรู้ความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story ของผู้ติดตาม 3) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริงระหว่างผู้ติดตามและอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story 4) ศึกษาความแตกต่างของพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทาง Gluta Story จำแนกตามลักษณะประชากร 5) ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทาง Gluta Story กับความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story 6) ศึกษาความสัมพันธ์ของความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story กับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริง 7) ศึกษาความสัมพันธ์ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริงกับความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม 8) ศึกษาความสัมพันธ์ของความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story มีความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม 9) ศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทาง Gluta Story และความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ติดตาม Gluta Story ผ่าน 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Facebook, TikTok, YouTube, และ Instagram จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยการวิเคราะห์สถิติ เชิงอนุมาน โดยใช้การทดสอบ One-Way ANOVA เพื่อหาค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง โดยการวิเคราะห์ใช้ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ลักษณะทางประชากรของผู้ติดตามที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ที่แตกต่างกันพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางเพจ Gluta Story แตกต่างกัน 2) พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางเพจ Gluta Story ทางแพลตฟอร์ม Facebook, TikTok, YouTube และ Instagram มีความสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story 3) ความน่าเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story มีความสัมพันธ์กับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริง 4) ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริงมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม 5) ความน่าเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยง Gluta Story มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม 6) พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารทางเพจ Gluta Story ทางแพลตฟอร์ม Facebook, TikTok, YouTube และ Instagram มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้ติดตาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วราภรณ์ พันธ์มณี ณัฏฐ์ชุดา วิจิตรจามรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 34 47 The Development of 3D Animation-Based Multimedia for Promoting Rail Tourism : A Case Study of the Pink Line Monorail https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290948 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This research a Research and Development (R&amp;D) study that aims to develop and evaluate the effectiveness of 3D animation-based multimedia for promoting rail tourism, with a case study of the Pink Line Monorail. The research methodology is structured according to the ADDIE Model—a systematic instructional design framework comprising five phases: Analysis, Design, Development, Implementation, and Evaluation. Each phase guided the multimedia development process, ensuring structured content design and effective delivery. Additionally, the research references the 3P Production approach (Pre-Production, Production, and Post-Production) to ensure high-quality animation production for effective promotional media.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The population of the study includes tourists and general commuters who use or are likely to use the Pink Line Monorail. The sample consists of experts in 3D animation and rail transport, as well as 100 tourists and general passengers, also selected through purposive sampling, who evaluated the multimedia. The research instruments include expert assessments of media effectiveness and satisfaction questionnaires. The findings indicate that the effectiveness of the developed 3D animation-based multimedia was rated as high by experts in terms of content and presentation (𝑥̅=4.00, SD=0.47) and graphic design and technical execution (𝑥̅=4.06, SD=0.62). Meanwhile, the overall satisfaction of the sample group was rated highest (𝑥̅=4.26, SD=0.65), particularly regarding the value of the media in promoting rail tourism effectively.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The research suggests incorporating interactive elements, enhancing compatibility with Augmented Reality (AR) and Virtual Reality (VR) technologies, adding multilingual narration, and expanding digital distribution channels to cater to diverse tourist demographics. This study provides essential guidelines for developing 3D animation-based promotional media applicable to other public transportation projects in the future.</p> Pratheep Vijitsribhaiboon Jidapha Yoorubsuk Santi Chaisalee Supawut Arwutpanyakun Panit Thongdee ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 48 62 การเล่าเรื่องแบบผสมผสานผ่านวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290962 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่ต้องให้ข้อมูลที่ดึงดูดความสนใจและน่าเชื่อถือแก่นักท่องเที่ยว การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์การเล่าเรื่องแบบผสมผสานผ่านวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดียมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์เทคนิคของการเล่าเรื่องแบบผสมผสานผ่านวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดีย 2) เพื่อผลิตวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม 3) เพื่อศึกษาผลการใช้วิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 6 คน โดยใช้การสัมภาษณ์ (2) นักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบบังเอิญ โดยใช้แบบสอบถามความต้องการในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (3) คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมเข้ารับชมบนเว็บไซต์ยูทูป จำนวน 20 คลิป โดยผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาและเทคนิคการเล่าเรื่องกับความต้องการของนักท่องเที่ยว&nbsp; (4) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; ได้แก่ นักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน ได้มากจากการเลือกวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ (5) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ วิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม แบบประเมินการรับรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ และตารางวิเคราะห์พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดียหลังการชมวิดีโอประชาสัมพันธ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; ได้แก่ ร้อยล่ะ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์เทคนิคการเล่าเรื่องแบบผสมผสานผ่านวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามที่มีผลต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดียที่มีความเหมาะสม&nbsp; ประกอบด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง 3 แบบ ได้แก่ (1) การเปิดเรื่องแบบสลับเรื่องราวด้วยภาพเหตุการณ์แบบรวดเร็ว (Nested Loops) (2) การเล่าเรื่องแบบใช้เสียงบรรยาย และเสียงดนตรีประกอบ (Sparklines) และ (3) การเล่าเรื่องแบบการเชื่อมโยงเนื้อหาให้สอดคล้องกันเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว (Converging Ideas) &nbsp;2) กระบวนการผลิตวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการผลิต (Pre-Production) ขั้นตอน (Production) และขั้นตอน (Post – Production) &nbsp;ได้นำไปประเมินคุณภาพของวิดีโอประชาสัมพันธ์โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี 3) การศึกษาผลการใช้วิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม &nbsp;พบว่า&nbsp; ผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างหลังชมวิดีโอประชาสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้น มีการรับรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก&nbsp; และมีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด &nbsp;ส่วนพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนบนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาของการเผยแพร่วิดีโอประชาสัมพันธ์เป็นเวลา 1 เดือน พบว่า มีการรับชม จำนวน 4,474 ครั้ง มีการกดชื่นชอบ (Like) จำนวน 129 ครั้ง การกดแชร์ (Share) จำนวน 16 ครั้ง และมีการแสดงความคิดเห็น (Comment) เป็นไปในเชิงบวก แสดงให้เห็นว่าการเล่าเรื่องแบบผสมผสาน ที่เหมาะสมของวิดีโอประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดมหาสารคาม ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง</p> พงศกร ปะกิระนัง คชากฤษ เหลี่ยมไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 63 79 การวิเคราะห์เปรียบเทียบภาษาภาพยนตร์และตระกูลภาพยนตร์ ในภาพยนตร์บอลลีวูดยอดนิยม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290970 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิเคราะห์ตัวบท โดยวิเคราะห์ภาษาภาพยนตร์และตระกูลภาพยนตร์ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ภาษาภาพยนตร์ ลักษณะของตระกูลภาพยนตร์ และบรรยายความเปลี่ยนแปลงของภาษาภาพยนตร์และตระกูลภาพยนตร์ของภาพยนตร์บอลลีวูด จำนวนทั้งหมด 10 เรื่อง โดยได้แบ่งออกเป็นสองช่วงเวลา ดังนี้ 1) ช่วง ค.ศ. 1980 - 1999 ได้แก่ Dostana (1980) Duniya (1984) Agneepath (1990) Chamatkar (1992)&nbsp; และ Hum Aapke Hain Koun..! (1994) และ 2) ช่วง ค.ศ. 2000 - 2019 (ปัจจุบัน) ได้แก่ Lagaan: Once Upon a Time in India (2001) 3 Idiots (2009) PK (2014) Drishyam (2015) และUri: The Surgical Strike (2019) ด้วยกัน โดยมีทฤษฎีภาษาภาพยนตร์ตามแนวคิดรูปแบบนิยม แนวคิดองค์ประกอบสูตร จากผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1) ภาษาภาพยนตร์ ภาพยนตร์บอลลีวูดที่นำมาวิเคราะห์เป็นไปตามทฤษฎีอย่างครบถ้วนทั้งหมด ความยาวภาพยนตร์ ภาพ กรอบภาพ ขนาดภาพ มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง ระยะชัด ความเร็วภาพ เสียง เสียงพูด เสียงดนตรี ตัดต่อ มีส์ซองแซน องค์ประกอบภาพ แสงและสี การแสดงและสีของเครื่องแต่งกาย 2) ตระกูลภาพยนตร์ ตระกูลภาพยนตร์บอลลีวูดสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ มาซาลา โรแมนติก สะท้อนสังคม และประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังสามารถพบภาพยนตร์ระทึกขวัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกด้วย 3) การบรรยายความเปลี่ยนแปลงของภาษาภาพยนตร์และตระกูลภาพยนตร์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งความยาวภาพยนตร์ที่สั้นลง ภาพ กรอบภาพ ขนาดภาพ มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง ระยะชัด ความเร็วภาพ เสียง เสียงพูด เสียงดนตรี ตัดต่อ มีส์ซองแซน องค์ประกอบภาพ แสงและสี การแสดงและสีของเครื่องแต่งกาย รวมถึงตระกูลภาพยนตร์ที่มีการเปลี่ยนไปในทางตระกูลภาพยนตร์ฮอลลีวูดมากขึ้นด้วยเช่นกัน</p> อรุณี ศรีโกศักดิ์ กฤษดา เกิดดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 80 93 การสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล: การวิเคราะห์ผลกระทบต่อความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290972 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรเชิงกลยุทธ์ในบริบทของยุคดิจิทัล และวิเคราะห์ผลกระทบของการสื่อสารดังกล่าวต่อความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในบริบทที่องค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล งานบทความวิชกาการนี้ ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาของกรณีศึกษาจากองค์กรในภาคธุรกิจเอกชนที่มีการบริหารจัดการภาพลักษณ์อย่างเป็นระบบผ่านช่องทางดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด และ บริษัทสตาร์บัคส์ ประเทศไทย จำกัด</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิเคราะห์องค์กรที่สามารถกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กร (corporate identity) และค่านิยมหลัก พร้อมทั้งเลือกใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ในเชิงบวก และส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะเมื่อนำเสนอสารที่มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง (interactive communication) อย่างต่อเนื่อง ความไว้วางใจที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยส่งเสริมความจงรักภักดีและการสนับสนุนองค์กร แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับวิกฤตหรือกระแสสังคมในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อเสนอเชิงนโยบายจากบทความวิชาการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่องค์กรควรพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารภาพลักษณ์โดยบูรณาการทั้งมิติของเนื้อหา ช่องทาง และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั่นคือผู้รับสาร เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของความไว้วางใจในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บทความเสนอกรอบแนวคิดการสื่อสารภาพลักษณ์ในยุคดิจิทัลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ด้านการสื่อสารองค์กรทั้งในภาครัฐและเอกชนในระยะยาวต่อไป</p> สุพรรณา ภัทรเมธาวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 94 112 กิจกรรมต้นแบบเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม: การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290973 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลกิจกรรมต้นแบบที่ใช้กระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและลดความรุนแรงในครอบครัวในกลุ่มเยาวชนโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อออกแบบกิจกรรมต้นแบบที่ส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการจัดการความขัดแย้งอย่างไม่ใช้ความรุนแรง (2) เพื่อศึกษาผลกระทบของกิจกรรมที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้เข้าร่วม และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อกิจกรรมต้นแบบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยออกแบบเป็นรูปแบบ Pre-test และ Post-test Design กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทยคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสังเกตพฤติกรรม ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรู้ของผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากค่าเฉลี่ยก่อนการอบรม 11.17 เป็น 13.59 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.10; <em>p</em>&nbsp;&lt; .01) ด้านทัศนคติพบว่าร้อยละ 79.5 เห็นว่าการใช้เหตุผลเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการลดความขัดแย้ง และจากการสังเกตพฤติกรรมพบว่าผู้เข้าร่วมมีแนวโน้มลดพฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรงลงอย่างชัดเจน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้กิจกรรมแบบมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในการส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การควบคุมอารมณ์ และการสื่อสารอย่างสันติ พร้อมเสนอแนะให้บูรณาการกิจกรรมลักษณะนี้ในหลักสูตรการศึกษา และดำเนินการประเมินผลระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม</p> ณธกร สุทธิรัตน์ จุติพร ปริญโญกุล เกรียงไกร พัฒนกุลโกเมธ นฤมล จินตพัฒนากิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 113 127 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพทางธุรกิจผ่านความสามารถ ในการเปลี่ยนแปลงทาง ดิจิทัลของธุรกิจสื่อบันเทิงในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290975 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจสื่อบันเทิงในประเทศไทย 2) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่แสดงอิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้ และ 3) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยต่างๆ ผ่านความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือบริษัทธุรกิจสื่อบันเทิงที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย จำนวน 414 แห่ง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามภูมิภาค เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x^{2}" alt="equation">/df = 2.731 p-value= 0.000 CFI= 0.948, GFI= 0.929, RMSEA=0.065, RMR=0.020) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า บริบทขององค์กร การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ และการปรับใช้เทคโนโลยี มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและประสิทธิภาพทางธุรกิจสื่อบันเทิงในประเทศไทย นอกจากนี้ ความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางที่ส่งผ่านอิทธิพลจากบริบทขององค์กรและการปรับใช้เทคโนโลยีไปสู่ประสิทธิภาพทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น การศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจสื่อบันเทิงในการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์องค์กรให้เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล</p> ศนียา พันธ์ศรี พัชรี ชยากรโศภิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 128 138 รูปแบบข้อมูล เนื้อหา และการใช้วิดีโอ เพื่อสื่อสารด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นของประเพณีแข่งเรือยาวไทยในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และออนไลน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290978 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นในประเพณีแข่งเรือยาวไทยในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และออนไลน์ 2) ศึกษาเนื้อหา และวิธีการใช้วิดีโอเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นในประเพณีแข่งเรือยาวไทยในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และออนไลน์ และ 3) สร้างรูปแบบชุดข้อมูลด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นในประเพณีแข่งเรือยาวไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายการถ่ายทอดสดประเพณีการแข่งขันเรือยาว ประจำปี พ.ศ.2566 และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 16 คน ประกอบด้วย ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และออนไลน์ 7 คน และผู้จัดประเพณีการแข่งขันเรือยาว 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบวิเคราะห์รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลโดยใช้เทคนิควิธีการวิจัยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย และผลิตคลิปวิดีโอและคู่มือแนะนำเผยแพร่ทางออนไลน์ &nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดข้อมูลด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นในประเพณีแข่งเรือยาวไทยทางโทรทัศน์ถูกกำหนดรูปแบบและวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณค่า ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดเนื้อหา โดยพบข้อมูลด้านความจงรักภักดี ด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ส่วนออนไลน์จะถ่ายทอดสดทุกคู่การแข่งขัน ไม่จำกัดเวลา โดยพบข้อมูลด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ สนามแข่งขัน ทุ่นปล่อยเรือ ร่องน้ำ เส้นชัย ตัวเรือ ลวดลายบนตัวเรือ ข้อมูลด้านการสื่อสารและเล่าเรื่อง คือ เล่าเรื่องเรือ เล่าเรื่องชุมชน และข้อมูลด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม 2) เนื้อหาและวิธีการใช้วิดีโอทางโทรทัศน์ใช้แนวคิดการผลิตรายการกีฬาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรม กระบวนการผลิตรายการประกอบด้วยการคัดเลือกสนามแข่งขัน การเตรียมข้อมูล ทำสกู้ป กำหนดตารางการแข่งขัน และเตรียมอุปกรณ์ มีหลักการทำงานคือการถ่ายทอดกีฬาท้องถิ่นให้ดูเป็นสากล ใช้ระบบออกอากาศและกราฟิกที่ทันสมัย ส่วนออนไลน์ใช้แนวคิดเสมือนว่าผู้ชมเข้าไปนั่งอยู่ในสนามแข่งขัน ถ่ายทอดสดการแข่งขันตลอดทั้งวัน ระบบการทำงานไม่ซับซ้อน ระบบออกอากาศและกราฟิกไม่ยุ่งยาก และ 3) สร้างสื่อวิดีทัศน์ 2 เรื่อง คือ “อัตลักษณ์เรือยาวประเพณีไทย” และ “การนำเสนอข้อมูลด้านอัตลักษณ์เรือยาวประเพณีไทย” และสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์เรื่อง “อัตลักษณ์ การถ่ายทอด เรือยาวประเพณีไทย”</p> ภควัต รัตนราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 139 152 EXPLORING THE IMPACT OF SOFT-SELL AND HARD-SELL ADVERTISING FORMATS ON CONSUMER BEHAVIOR ON DOUYIN: A STUDY OF EFFECTIVE COMMUNICATION STRATEGIES FOR MARKETERS https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290981 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This study examines the influence of soft-sell and hard-sell advertising formats on consumer behavior and engagement on Douyin, focusing specifically on the cosmetics product category. The objective is to compare the impact of these advertising approaches on purchase decisions and explore differences in consumer acceptance and preference within this high-involvement, image-driven sector. A quantitative research methodology was employed, utilizing a structured online questionnaire distributed via Douyin and WeChat. The study applied convenience sampling, targeting a stratified sample of 400 active users who regularly engage with cosmetic-related content on the platform. Key findings indicate that soft-sell advertising excels in fostering emotional connections and enhancing consumer interaction, particularly by leveraging aesthetic appeal, influencer endorsements, and storytelling techniques. While hard-sell advertising remains effective in driving immediate purchase decisions through direct product highlights and promotional urgency, it struggles to sustain long-term engagement and participation. Soft-sell advertising demonstrates a strong influence on consumer trust and long-term purchase intentions through emotional resonance and brand value transmission. In contrast, hard-sell advertising is more effective in triggering short-term purchase impulses but may risk post-purchase dissatisfaction. Moreover, while soft-sell advertising aligns with consumers’ pursuit of emotional and aspirational experiences in the beauty and skincare context, the directness of hard-sell advertising—though capable of quickly capturing attention—may lead to consumer resistance or skepticism.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Overall, the study finds that soft-sell advertising on Douyin enhances long-term consumer engagement in the cosmetics category, while hard-sell advertising drives immediate purchases. Though neither format was strongly preferred, soft-sell appeals to emotions, and hard-sell supports rational decisions. These insights guide beauty brands in balancing short-term conversions with long-term loyalty on social media.</p> RUOYAN XIONG Doungtip Chareonrook ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 153 164 จากความบันเทิงสู่การเรียนรู้ทางสังคม: การวิเคราะห์รายการโทรทัศน์ไทยด้วยเกณฑ์ประเมินคุณภาพรายการบันเทิง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290984 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพรายการบันเทิงโทรทัศน์ไทยตาม (ร่าง) เกณฑ์ประเมินคุณภาพรายการบันเทิงของสำนักงาน กสทช. และวิเคราะห์ศักยภาพของรายการในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยคัดเลือกตอนจากรายการบันเทิงยอดนิยม 3 รายการ ได้แก่ รายการดวลเพลงชิงทุน รายการ HOLLYWOOD GAME NIGHT THAILAND และรายการ THE RESTAURANT WAR THAILAND รวมจำนวน 12 ตอน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) ในระดับบรรทัดฐาน รายการดวลเพลงชิงทุนได้รับคะแนนสูงสุด (100%) ขณะที่อีกสองรายการได้คะแนนเท่ากัน (66.64%) และในระดับสูงกว่าบรรทัดฐาน รายการ THE RESTAURANT WAR THAILAND ได้คะแนนสูงสุด (67.5%) รองลงมาคือ ดวลเพลงชิงทุน (65%) และ HOLLYWOOD GAME NIGHT THAILAND (35%) (2) รายการทั้งสามแสดงศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคมที่แตกต่างกัน โดย THE RESTAURANT WAR THAILAND ส่งเสริมทักษะชีวิตและการยอมรับความหลากหลาย ดวลเพลงชิงทุนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ส่วน HOLLYWOOD GAME NIGHT THAILAND เน้นความบันเทิงเป็นหลัก ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่ารายการบันเทิงมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมที่มีประสิทธิภาพหากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม</p> เสริมศิริ นิลดำ สุธิชา ภิรมย์นุ่ม นิษฐา หรุ่นเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 165 177 การวิเคราะห์องค์ประกอบสื่อดิจิทัลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่คนเดียว : สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/290987 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบสื่อดิจิทัลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่คนเดียว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบท โดยศึกษารายการวิทยุคลินิก 101.5 ออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz และช่องทางออนไลน์ www.curadio.chula.ac.th รวมถึงแอปพลิเคชัน Chula Radio Plus ความยาวตอนละ 25-30 นาที จำนวน 262 ตอน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบสื่อดิจิทัลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่คนเดียว มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การให้ข้อมูลด้านสุขภาพกายที่เน้นสุขภาพกายควบคู่กับสุขภาพจิตวิญญาณหรือสุขภาพทางปัญญา 2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมผ่านสื่อดิจิทัลและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ 3) การส่งเสริมสุขภาพจิตและจิตวิญญาณด้วยการสนับสนุนทางอารมณ์และการฝึกสมาธิ 4) การพัฒนาเนื้อหาและบริการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม ข้อจำกัดของสื่อดิจิทัลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่คนเดียว หากตัวบทมุ่งเน้นข้อมูลด้านสุขภาพกายมากกว่าด้านอื่น ๆ อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการที่ซับซ้อนของประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียว ดังนั้นตัวบทควรมีโครงสร้างที่สมดุลทั้ง 4 องค์ประกอบ ผลการตีความเชิงลึกของงานวิจัยเผยให้เห็นถึงแนวทางการสร้างสรรค์สื่อให้ผู้สูงอายุไทยให้สามารถเป็นผู้กระทำการในลักษณะดูแลตนเองได้ โดยใช้กลยุทธ์ในการกำหนดเป้าหมายชีวิตใหม่หากผู้สูงอายุไทยต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง</p> ปริณุต ไชยนิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 178 191 กลยุทธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางออร์แกนิกในกลุ่มผู้บริโภคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291010 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและกลยุทธ์การตลาดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางออร์แกนิกอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางออร์แกนิกในกลุ่มผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพฯ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed MethodApproach) โดยในส่วนเชิงปริมาณ ได้เก็บข้อมูลจากผู้บริโภค 400 คน และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ส่วนเชิงคุณภาพได้สัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก 16 คน ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บริโภค ผลการวิจัยพบว่า นโยบายภาครัฐ ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ กลยุทธ์การตลาด และมาตรฐานการบริการ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางออร์แกนิกบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยนโยบายภาครัฐมีผลกระทบโดยตรงที่แข็งแกร่งที่สุดต่อความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ (ค่าสัมประสิทธิ์ 0.68) และมีผลกระทบโดยตรงต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรม (ค่าสัมประสิทธิ์ 0.67) นอกจากนี้ ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการยังส่งผลโดยตรงอย่างมากต่อกลยุทธ์การตลาด (ค่าสัมประสิทธิ์ 0.70) ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนด้านกฎระเบียบและความไว้วางใจในผู้ประกอบการ แบบจำลองแสดงความสอดคล้องของข้อมูลที่ดี (Chi-Square = 24.91, df = 16, p = 0.071, GFI = 0.99, AGFI = 0.92, RMR = 0.006, RMSEA = 0.037, CFI = 1.00) ผลการวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางออร์แกนิกในกรุงเทพฯ และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐ เช่น อย. ในการกำกับดูแลและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p> พัณณ์นิกา คุ้มแพรวพรรณ พัณณ์นิกา คุ้มแพรวพรรณ ทวี แจ่มจรัส ปิยะวดี จินดาโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 192 202 สีสันแห่งการสื่อสารแบรนด์: การวิเคราะห์รูปแบบการใช้สีในผลิตภัณฑ์และการโฆษณา POP MART Art Toys ซีรีส์ Crybaby x Powerpuff Girls https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291014 <p class="p1">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้สีในผลิตภัณฑ์และการโฆษณาของ<span class="s1"> POP MART Art Toys </span>ซีรีส์<span class="s1"> Crybaby x Powerpuff Girls </span>โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบการวิเคราะห์เนื้อหา การสำรวจผู้บริโภค<span class="s1"> 415 </span>คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก<span class="s1"> 20 </span>คน ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์พบว่า<span class="s1"> 1) </span>การวิเคราะห์รูปแบบการใช้สีในผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พบว่า<span class="s1"> POP MART </span>ผสมผสานระหว่างสีหลักของตัวละครต้นฉบับกับโทนสีพาสเทล โดยใช้สีชมพูมากที่สุด<span class="s1"> (30.77%) </span>รองลงมาคือสีฟ้าและเขียว<span class="s1"> (23.08%) </span>และส่วนใหญ่เป็นสีสันสดใส<span class="s1"> (76.92%) </span>มีการใช้สีที่ตัดกัน<span class="s1"> (69.23%) </span>สำหรับบรรจุภัณฑ์ใช้สีขาวและชมพูเป็นสีหลัก<span class="s1"> (50%) 2) </span>พบความสอดคล้องของการใช้สีระหว่างผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และสื่อโฆษณา โดยใช้สีขาวเป็นสีหลักในบรรจุภัณฑ์<span class="s1"> (50%) </span>และสื่อโฆษณา<span class="s1"> (40%) </span>โดยใช้สีเน้นจุดสนใจเป็นสีชมพูสด<span class="s1"> (35%) </span>และสีฟ้าสด<span class="s1"> (30%) 3) </span>การใช้สีมีผลกระทบเชิงบวกต่อการรับรู้แบรนด์<span class="s1"> (β = 0.45, p &lt; 0.001) </span>พฤติกรรมผู้บริโภค<span class="s1"> (β = 0.48, p &lt; 0.001) </span>และประสบการณ์ผู้บริโภค<span class="s1"> (β = 0.47, p &lt; 0.001) </span>โดย<span class="s1"> 92.53% </span>เห็นว่าสีมีความโดดเด่น และ<span class="s1"> 87.95% </span>สามารถจดจำได้ ผลการสัมภาษณ์พบว่า<span class="s1"> 95% </span>ยอมรับว่าสีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนารูปแบบการใช้สีในอุตสาหกรรม<span class="s1"> Art Toys </span>และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง</p> วัชระ สุตะโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 203 216 การวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องผ่านชุดสารคดี Content Chiang Mai ว่าด้วยการจัดการปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291015 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องของชุดสารคดี &nbsp;Content Chiang Mai จำนวน 15 ตอน ซึ่งนำเสนอประเด็นปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนือของประเทศไทย โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ภายใต้กรอบแนวคิดด้านความสอดคล้อง (Coherence) และความน่าเชื่อถือ (Fidelity) ตามทฤษฎีการเล่าเรื่อง เพื่อประเมินรูปแบบการสื่อสารและองค์ประกอบการเล่าเรื่องในแต่ละตอน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า สารคดีมีโครงสร้างการนำเสนอที่ชัดเจนและมีลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละตอนสะท้อนประเด็นย่อยที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 ในมิติต่าง ๆ เช่น การจัดการขยะ การเกษตรทางเลือก หรือการพัฒนาอาชีพในชุมชน เนื้อหาสื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากับแนวทางการจัดการในพื้นที่ โดยมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในชุมชน ได้แก่ นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ปฏิบัติงานจริง ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้เทคนิคกระบวนการเรียนรู้แบบ Production-Based Learning (PBL) การผลิตสารคดีแบบมีส่วนร่วม (Participatory Documentary) และการเล่าเรื่องแบบสั้น (Short Narrative) ส่งผลให้สารคดีสามารถสะท้อนมุมมองของชุมชนได้อย่างมีพลัง</p> กริ่งกาญจน์ เจริญกุล สุพรรณี เบอร์แนล อภินันท์ สุวรรณรักษ์ อุทัยวรรณ ศรีวิชัย พาขวัญ นาคุณทรง เชวง ไชยวรรณ นลธวัช มะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 217 229 ปัจจัยทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มฟิจิทัลในจังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291018 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มฟิจิทัลในจังหวัดมหาสารคาม โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์เชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มฟิจิทัลในจังหวัดมหาสารคามอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านลักษณะทางกายภาพของสินค้าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์อยู่ในระดับมากที่สุด ภาพรวมของระดับการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การตัดสินใจซื้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด คือ ลักษณะทางกายภาพของสินค้า รองลงมาคือ ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ ส่วนการสื่อสารแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุดคือ การสื่อสารแบรนด์ในทิศทางเดียวกัน รองลงมาคือ การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์ และคุณค่าของแบรนด์ ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยทั้งสองกลุ่มมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp;</p> ศิวดล ภาภิรมย์ คชากฤษ เหลี่ยมไธสง ธิติพัทธ์ ลิ้มสัมฤทธิ์นิภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 230 243 การสื่อสารการแสดงผ่านนาฏกรรมล้านนาร่วมสมัย เรื่อง เส้นทางตั(น)ณหารัก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291019 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอนาฏกรรมล้านนาร่วมสมัยผ่านสัญญะเพื่อสื่อความหมายด้านคติธรรม โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ผ่านกระบวนการศึกษา ออกแบบ พัฒนา และนำเสนอ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ และการประเมินผลงาน มีกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง คือ ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการล้านนา ผู้ร่วมทดลองและพัฒนาการแสดง และผู้ชมผลงาน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินงานวิจัยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 การวิจัย สำรวจ วิเคราะห์ (Pre-Production) เริ่มจากการศึกษาโคลงนิราศหริภุญชัยโดยวิเคราะห์และจำแนกเนื้อหาออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย นำข้อมูลมาถอดความเป็นแก่นสาระสำคัญเพื่อนำไปออกแบบการแสดง ช่วงที่ 2 การออกแบบ พัฒนา และการแสดง (Production) สร้างสรรค์ผลงานผ่านองค์ประกอบ 6 ประการ ได้แก่ 1) โครงเรื่อง ตีความจากนิราศหริภุญชัยนำมาประกอบสร้างเรื่องใหม่ตามแนวคิดตัณหาสามระดับทางพุทธศาสนา แบ่งเป็น 3 องก์ คือ องก์ที่ 1 กามตัณหา แสดงถึงความหลงใหลในรูป รส กลิ่น เสียง องก์ที่ 2 ภวตัณหา แสดงความต้องการอยู่ในภาวะที่พึงพอใจ และองก์ที่ 3 วิภวตัณหา สะท้อนการพร้อมสละทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจ 2) การสื่อสารของนักแสดง ออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับอารมณ์ในแต่ละองก์ โดยในกามตัณหาใช้การเคลื่อนไหวที่อ่อนหวานผสมผสานการฟ้อนล้านนาแบบคู่ชายหญิง ภวตัณหามีทั้งการเคลื่อนไหวที่เร็วกระชับและช้าสลับกันเพื่อสื่อถึงความร้อนรุ่มในจิตใจ และวิภวตัณหาใช้ท่าทางที่สง่างามแสดงถึงการปล่อยวาง ผสมผสานศิลปะต่อสู้เจิงที่รวดเร็วและแข็งแรง 3) เครื่องแต่งกาย ออกแบบสัญญะผ่านสี ลวดลาย และรูปทรงที่สื่อถึงอารมณ์และบุคลิกของตัวละคร โดยนำอัตลักษณ์ล้านนาผ่านโคมล้านนาที่สะท้อนความศรัทธาและความรักมาประยุกต์ใช้ 4) ดนตรี ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนาผสมผสานกับการขับร้องแบบล้านนาทั้งซอ จ๊อย และการเล่าค่าว โดยปรับจังหวะและทำนองให้สอดคล้องกับอารมณ์ของแต่ละฉาก 5) แสง ออกแบบสีและระดับความเข้มแตกต่างกันตามอารมณ์ของฉาก ใช้การสร้างเงาเพื่อสื่อถึงความซับซ้อนทางอารมณ์ และ 6) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ใช้เป็นสัญญะแทนความรู้สึกและความเชื่อ ประกอบด้วยสัญญะแห่งความรัก อารมณ์ และความศรัทธา ช่วงที่ 3 การประเมินผล (Post-Production) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ชมการแสดงผ่านแบบสอบถามความคิดเห็น ผลการประเมินพบว่า ผู้ชมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อภาพรวมของการแสดง โดยมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มบทบรรยายหรือคำอธิบายประกอบ และควรขยายเวลาการแสดงในฉากสำคัญ ดังนั้น นาฏกรรมล้านนาร่วมสมัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า การนำองค์ประกอบทางศิลปะการแสดงมาตีความและประกอบสร้างอย่างมีระบบสามารถช่วยสื่อความหมายในเชิงวัฒนธรรมและคติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้เข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน</p> วีรินทร์ภัทร์ บูรณะสระกวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 244 256 Exploring Key Factors of TikTok Influencing on Purchasing Decisions in Fashion Clothing Among Female University Students in Chengdu, China https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291020 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; This study focuses on female university students in Chengdu, China, and explores the influence of TikTok on their fashion clothing purchasing decisions. A qualitative research method was adopted, with data collected through focus group interviews involving 16 female university students from different academic years and with varying consumption frequencies. Thematic analysis was used to analyze the data.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The findings indicate that TikTok influences purchasing preferences and behaviors through multiple dimensions. The key factors include visual presentation, creative content, shopping convenience, social interaction, and promotional strategies. Based on these results, it is recommended that the TikTok platform use algorithms to push clothing content based on user age, shopping frequency and other characteristics, and strictly review clothing-related information to ensure authenticity and reliability. At the same time, clothing suppliers should customize products according to user needs and strengthen cooperation with TikTok to improve promotion effects and user shopping experience.Future research should consider expanding the sample size and examining new platform features. This study contributes to the growing body of research on the impact of social media on consumer behavior and offers practical insights for relevant industries.(Modified according to the suggestion in point 2).</p> Zijun Rao Lucksana Klaikao ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 257 269 กลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบสปอตโฆษณาของการท่องเที่ยวไทยและ การท่องเที่ยวมาเลเซียผ่านสื่อออนไลน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jca/article/view/291022 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียผ่านสปอตโฆษณาในแคมเปญ Amazing Thailand และ Malaysia Truly Asia 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างสองประเทศ และ 3) เสนอแนวทางพัฒนากลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการเล่าเรื่องและแนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นกรอบการวิจัย โดยทำการศึกษาสื่อโฆษณาประเภทสปอตโฆษณาของแคมเปญ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวไทย และสื่อโฆษณาของแคมเปญ Malaysia Truly Asia ของการท่องเที่ยวมาเลเซีย โดยวิเคราะห์เนื้อหาสปอตโฆษณาที่มียอดรับชมสูงสุดจำนวน 8 คลิป และเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่มกับนักท่องเที่ยวจำนวน 12 คน (ชาวไทย 6 คน และชาวมาเลเซีย 6 คน)</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นการนำเสนอความหลากหลายและความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ศาสนสถาน ทะเล ภูเขา และสถานที่ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของไทย ส่วนมาเลเซียให้ความสำคัญกับการนำเสนอความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา อัตลักษณ์ดังกล่าวช่วยสร้างความจดจำและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวในแต่ละประเทศได้อย่างชัดเจนข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ การตอบสนองต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการท่องเที่ยวที่เติบโตและยั่งยืนในอนาคต</p> นาวิน บุญประดับ ธีรติร์ บรรเทิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิเทศศาสตรปริทัศน์ http://creativecommuns.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ 2025-12-19 2025-12-19 30 1 270 283