https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/issue/feed วารสารศาสตร์ 2022-08-30T15:34:25+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.สมสุข หินวิมาน acfb2@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการรายสี่เดือน ด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการสื่อสาร</p> <p>อันได้แก่ สาขาสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ สาขาสื่อสารองค์กร และสาขาสื่อสารศึกษาในมุมมองต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในเล่มได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างสถาบันจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน</p> <p>วางจำหน่ายปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับเดือน มกราคม–เมษายน, ฉบับเดือน พฤษภาคม–สิงหาคม และฉบับเดือน กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p><strong> </strong><strong>คุณลักษณะของบทความ</strong></p> <ul> <li class="show">เป็นบทความที่มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ของ อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้แก่</li> </ul> <ol> <li class="show">1. บทความวิเคราะห์วิจัย (Research Article)</li> <li class="show">2. เอกสารกรณีศึกษา (Case Material)</li> <li class="show">3. บทความสำรวจวิชา (Survey Article)</li> <li class="show">4. บทความวิจารณ์ (Review Article)</li> <li class="show">5. บทความทางวิชาการ (Theoretical Article)</li> <li class="show">6. รายงานสำรวจ (Survey Report)</li> </ol> <p>ทั้งนี้ ไม่รวมงานวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนบทความ บทความประเภทงานแปล และเอกสารประกอบคำบรรยาย</p> <ul> <li class="show">ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากสำนักพิมพ์อื่น</li> <li class="show">หากเป็นงานวิจัยดีเด่นที่เคยตีพิมพ์มาก่อนแล้ว ต้องมีการนำมาวิเคราะห์ด้วยมุมมองใหม่ นำเสนอข้อมูลใหม่โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน</li> <li class="show">ผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วมได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลในวารสารวิชาการ</li> <li class="show">ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ/หรือ การอ่านเพื่อปรับแก้ไขจากบรรณาธิการ หรือบรรณาธิการรับเชิญ</li> </ul> <p> ตามกำหนดเวลาของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>การส่งต้นฉบับเนื้อหา</strong></p> <p>o เนื้อหาจัดพิมพ์ด้วยอักษร Cordia New ขนาด 15 pt</p> <p>o ความยาวประมาณ 15-20 หน้า ขนาด A4 พร้อมจัดเรียงภาพประกอบสีขาวดำลงในไฟล์ Microsoft Word</p> <p>o จัดต้นฉบับเป็นเอกสารเวิร์ดส (นามสกุล .doc, .docx, .rtf, txt) ไม่รับเอกสาร .pdf</p> <p>o ส่งพร้อมบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งประวัติสั้นๆ ของผู้เขียน</p> <p>o ตรวจทานความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และจัดส่งต้นฉบับภายในระยะเวลาที่กำหนด</p> <p>o ส่งต้นฉบับพร้อมไฟล์ภาพประกอบ (เช่น ภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ)</p> <p> ให้ครบถ้วนลงแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีทางไปรษณีย์หรืออีเมล์มายังกองบรรณาธิการ หรือ ส่งผ่านระบบออนไลน์ ทาง https://tci-thaijo.org/index.php/jcmag</p> <p><strong>การส่งไฟล์ภาพประกอบ </strong></p> <p>o ส่งไฟล์คุณภาพดีแยกต่างหากจากเนื้อหา</p> <p>o ความละเอียดไฟล์ภาพอย่างต่ำ 300 dpi</p> <p>o ขนาดของไฟล์ภาพไม่ควรเกิน 1M</p> <p>o นามสกุลไฟล .tif หรือ .jpg</p> <p>o ปรับโหมดไฟล์ภาพเป็นขาวดำ </p> <p> </p> <p><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p>คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p>99 หมู่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12121</p> <p>โทรศัพท์ 02-696-6267 อีเมล์ <a href="mailto:jaruneejc@gmail.com">jaruneejc@gmail.com</a></p> <p> </p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258710 เอ อี ไอ โอ ยู หยุด!!! 2022-08-29T09:45:25+07:00 สมสุข หินวิมาน acfb2@hotmail.com 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258711 เนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงแท้ในสื่อสถาบันที่นำเสนอเนื้อหา ประเภทเรื่องจริง 2022-08-29T10:08:34+07:00 รุจน์ โกมลบุตร acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การที่สื่อสถาบันที่นำเสนอเนื้อหาประเภทเรื่องจริง ต้องนำเสนอข้อเท็จ จริงแก่สาธารณะถือเป็นบทบาทสำคัญ แต่ที่ผ่านมาพบว่า สื่อสถาบันจำนวนหนึ่ง กลับนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงแท้ ซึ่งหมายถึงเนื้อหาประเภทเรื่องจริง เช่น ข่าว สารคดี รายการสาระ การสัมภาษณ์-สนทนา ฯลฯ แต่กลับมีเนื้อหาที่เจือ ความเท็จ ไม่รอบด้าน ไม่นำเสนอเบื้องหลังของเหตุการณ์ ไม่ซื่อตรง และนำเสนอ ด้วยความมีอคติลำเอียง หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง บทความนี้ซึ่งพัฒนามา จากการวิจัยเรื่อง การจัดการของสื่อสถาบันที่นำเสนอเนื้อหาประเภทเรื่องจริง ที่ไม่เป็นความจริงแท้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของการนำเสนอเนื้อหาที่ ไม่เป็นความจริงแท้ ศึกษาแนวทางการจัดการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการ จัดการของพนักงานในกองบรรณาธิการต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริง แท้ และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 8 คน ที่มีประสบการณ์นำเสนอเนื้อหาที่ ไม่เป็นความจริงแท้ พบการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงแท้ทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ (1) เนื้อหาที่มีข้อมูลเท็จจากแหล่งข่าวที่พูดเท็จ (2) เนื้อหาความเคลื่อนไหว ของดารา แต่กลับกลายเป็นว่า ศิลปินประดิษฐ์เนื้อหาขึ้นมาเพราะมีเป้าหมาย แอบแฝงอย่างอื่น (3) เนื้อหาประเภทรีวิวอาหาร แต่เป็นการรีวิวที่ถูกถอดเนื้อหาเชิงลบ (4) เนื้อหาที่แฝงการโฆษณา แต่กองบรรณาธิการไม่แจ้งประชาชนว่าเป็น พื้นที่โฆษณา และ (5) การเซนเซอร์ตัวเองของสื่อ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแนวทางจัดการ 3 แบบ ได้แก่ (1) การจัดการแบบต่อสู้ เช่น ใช้การทำข่าวสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดโปงการทำทุจริตของเจ้าหน้าที่ หรือนำเสนอเนื้อหาตรงไปตรงมาโดยไม่สนใจค่าจ้างจากแหล่งข่าว ปัจจัยที่ทำให้นักข่าวเลือกจัดการแบบต่อสู้ เพราะมีทัศนะที่ต้องการทำความจริงให้ปรากฏ มีทักษะการทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวน ได้รับการสนับสนุนจากกองบรรณาธิการ ประชาชน และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ทำให้การรายงานข่าวมีความคืบหน้า (2) การจัดการแบบต่อรอง เช่น นักข่าวเตือนผู้อ่านว่า การเป็นข่าวของดาราอาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง หรือนักข่าวไม่นำเสนอข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่แปะลิงก์ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้ผู้อ่านไปอ่านเอง ปัจจัยที่ทำให้นักข่าวเลือกจัดการแบบต่อรอง เพราะประชาชนสนใจความเคลื่อนไหวของดารา สื่อจึงต้องรีบนำเสนอข่าวโดยไม่ตรวจสอบเพื่อรักษาเรตติ้ง หรือมีกฎหมายอาญา ม.112 ทำให้สื่อต้องเซนเซอร์ตัวเอง (3) การจัดการแบบตั้งรับ เช่น นักเขียนโดนฝ่ายขายถอดเนื้อหารีวิวอาหารที่เป็นลบ หรือกองบรรณาธิการนำเสนอโฆษณาแฝง โดยไม่แจ้งว่า เป็นพื้นที่โฆษณา ปัจจัยที่ทำให้เลือกการจัดการแบบตั้งรับ เพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่สื่อได้ชิมอาหารฟรี แต่ห้ามวิจารณ์อาหารในเชิงลบ หรือผู้ประกอบการสื่อต้องการรายได้จากโฆษณาแฝง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อเสนอแนะคือ (1) กองบรรณาธิการต้องกำหนดนโยบายการทำข่าวที่เหมาะสม และควรแยกฝ่ายขายและกองบรรณาธิการออกจากกัน (2) สภาวิชาชีพสื่อควรสร้างการยอมรับจากสมาชิกในการควบคุมกันเอง (3) โรงเรียนนิเทศศาสตร์ควรฝึกผู้เรียนในเรื่องจรรยาบรรณ และสร้างการเรียนรู้เรื่องการเท่าทันสื่อแก่ประชาชน (4) ประชาชนควรรับสื่อจากหลายๆ แหล่ง และมีวิจารณญาณในการรับสื่อ และ (5) หน่วยงานรัฐควรเปิดเผยข้อมูลสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด เสริมสร้างบรรยายกาศที่เป็นประชาธิปไตย และใช้อำนาจในการกำกับดูแลโฆษณาแฝงเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค&nbsp;</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258719 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย 2022-08-29T13:47:56+07:00 นิลาวัณย์ พาณิชย์รุ่งเรือง acfb2@hotmail.com อนันต์ ธรรมชาลัย acfb2@hotmail.com พิศมัย จารุจิตติพันธ์ acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะและวิธีการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ประกาศข่าวและปัจจัยการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ที่ส่งผลต่อสมรรถนะของผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย และวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย โดยการแจกแบบสอบถามให้กับผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ได้รับการตอบแบบสอบถามกลับมา 136 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาผู้ประกาศข่าว จำนวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทยมีสมรรถนะโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ย 4.41 โดยมีสมรรถนะในด้านคุณลักษณะมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.63 รองลงมามีสมรรถนะในด้านทักษะ มีค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.35 และมีสมรรถนะด้านความรู้ความเข้าใจน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.30 (2) ในด้านปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ประกาศข่าว พบว่า ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทยที่มีอายุแตกต่างกัน มีสมรรถนะด้านความรู้ความเข้าใจและด้านทักษะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในด้านปัจจัยการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ พบว่า ส่งผลต่อสมรรถนะด้านความรู้ความเข้าใจของผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ได้ร้อยละ 20.5 ส่งผลต่อสมรรถนะด้านทักษะของผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ได้ร้อยละ 7.9 และส่งผลต่อสมรรถนะด้านคุณลักษณะของผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ได้ร้อยละ 7.8 (3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย ได้แก่ สถานีโทรทัศน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองของผู้ประกาศข่าว จัดฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้ผู้ประกาศข่าวได้แสดงศักยภาพ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกาศข่าวต้องขวนขวายหาความรู้รอบตัว หมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะ หาพื้นที่ให้ตัวเองแสดงศักยภาพ นอกจากนี้ กสทช. สมาคมสื่อ สมาคมจริยธรรมสื่อ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องกำหนดมาตรฐานการทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าว เพิ่มการกำกับดูแลอย่างจริงจัง และคัดกรองผู้เข้าสอบใบผู้ประกาศอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258724 การสื่อสารและสัมพันธบททางศิลปะ: กรณีศึกษาผลงานของถวัลย์ ดัชนี และตั้ม MAMAFAKA 2022-08-29T14:36:33+07:00 เหมือนฝัน คงสมแสวง acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาการสื่อสารและสัมพันธบทของรูปแบบและเนื้อหาของตัวบทปลายทางที่สร้างสรรค์มาจากผลงานศิลปะของ ถวัลย์ ดัชนี ในฐานะศิลปะชั้นสูง และผลงานศิลปะของ ตั้ม MAMAFAKA ในฐานะศิลปะประชานิยม รวมทั้งปัจจัยที่มีผลต่อสัมพันธบทดังกล่าว พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้ง 2 กรณี งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ตัวบท การเก็บข้อมูลภาคสนาม และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก ซึ่งหมายรวมถึงผู้ผลิตและผู้รับสาร ผ่านแนวคิดสัมพันธบทและการผลิตซ้ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ตัวบทปลายทางแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ ตัวบทปลายทางแบบเลียนแบบ ตัวบทปลายทางแบบขยายความ/ตัดทอน และตัวบทปลายทางแบบดัดแปลง สัมพันธบทขยายจำนวนผู้รับสารให้มากขึ้น ก่อให้เกิดประชาธิปไตยทางวัฒนธรรมในระดับหนึ่ง สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อสัมพันธบท ได้แก่ ภูมิหลังของผู้ผลิต การเคารพในต้นฉบับ ลิขสิทธิ์ เป้าหมายในการผลิตซ้ำ คุณลักษณะของสื่อ และผู้รับสาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการเปรียบเทียบกรณีศึกษาพบความเหมือน คือ ผู้ผลิตมีความเคารพในตัวตนและ/หรือผลงานของศิลปิน ตัวบทปลายทางมีทั้งการนำเสนอตามตัวบทต้นทางทั้งหมดและแบบ metonymy สัมพันธบทเกิดขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ เว้นแต่ตัวบทปลายทางแบบดัดแปลงบางชิ้น และมีการต่อสู้และต่อรองอยู่ทั้งในพื้นที่ของวัฒนธรรมชั้นสูงและวัฒนธรรมประชานิยม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาพบความแตกต่าง คือ งานศิลปะของ ถวัลย์ ดัชนี เป็นตัวบทต้นทางที่เลียนแบบได้ยาก ในการถ่ายโยงรูปแบบและเนื้อหามักมีความเคร่งครัด ตัวบทปลายทางแบบเลียนแบบมีมูลค่าสูง ขณะที่ยิ่งตัวบทปลายทางห่างไกลจากตัวบทต้นทางมากเท่าไร ยิ่งส่งผลให้ตัวตนของศิลปินลดลงมากเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีลักษณะเชิงพาณิชย์น้อย และเป็นตัวบทแบบปิด ขณะที่งานของ ตั้ม MAMAFAKA เป็นตัวบทต้นทางที่เลียนแบบง่าย การถ่ายโยงรูปแบบและเนื้อหาไม่มีความเคร่งครัดมากนัก ตัวบทปลายทางแบบดัดแปลงมีมูลค่าสูง ตัวบทปลายทางรักษาความเป็นตัวตนของศิลปินได้ดี ผลิตขึ้นเพื่อการพาณิชย์อย่างเปิดเผย และเป็นตัวบทแบบเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การผลิตซ้ำเป็นวิธีการหนึ่งในการทำให้ตัวบทศิลปะมีชีวิตยืนยาว โดยหากผู้ผลิตเข้าใจและยอมรับในสัมพันธบท จะทำให้เกิดตัวบทปลายทางได้อย่างไม่รู้จบ และสามารถสร้างมูลค่าจากตัวบทได้อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับแนวคิดศิลปะส่องทางให้กัน ทั้งนี้ ในการผลิตซ้ำนั้นจะเห็นการต่อรองระหว่างการพยายามรักษาอำนาจของตัวบทต้นทาง และการสร้างความแท้ลวง (pseudo-authenticity) ของตัวบทปลายทางเสมอ</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258725 การสวมบทบาทจำลองความทรงจำบาดแผลเหตุการณ์ ไวต์ เทอร์เรอร์ ในสื่อวิดีโอเกมสยองขวัญ “ดีเทนชั่น” (Detention) 2022-08-29T15:03:05+07:00 รณฤทธิ์ มณีพันธุ์ acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“ดีเทนชั่น” เป็นสื่อวิดีโอเกมสยองขวัญที่เล่าถึงชีวิตและความทรงจำบาดแผลของเร่ย ตัวละครเอกวัยรุ่นผู้ใช้ชีวิตอยู่ในยุค ไวต์ เทอร์เรอร์ อันเป็นยุคที่ระบอบเผด็จการไต้หวันประกาศใช้กฎอัยการศึกยาวนานต่อเนื่อง ผู้เล่นเกมจะต้องติดตามความทรงจำบาดแผลในอดีตของเร่ยผ่านภาพอุปมานิทัศน์แนวสยองขวัญที่จำลองสภาพความหวาดผวาในยุคสมัยระบอบเผด็จการ ภายใต้การจำแลงกายของความหวาดกลัวในสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ กลวิธีการเล่าเรื่องหลักของเกมดีเทนชั่นเป็นการสวมบทบาทจำลองความทรงจำบาดแผลผ่านเกมเพลย์ไขปริศนา ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงแฝงนัยอันเป็นตัวแทนของความทรงจำบาดแผลในอดีตของตัวละครเอก และยังเป็นตัวแทนความทรงจำบาดแผลในยุค ไวต์ เทอร์เรอร์ ของไต้หวันอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่า ความทรงจำบาดแผลในอดีตของเร่ยและของไต้หวันเอง สามารถถูกรื้อฟื้นและจดจำผ่านเกมเพลย์ไขปริศนาซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงเหล่านี้ อีกทั้งการเล่าเรื่องผ่านสื่อวิดีโอเกมได้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นตัวละครเอก เป็นผู้ควบคุมตัวละคร และเป็นผู้ชมในเวลาเดียวกันขณะเล่นเกม การสวมบทบาทหลากหลายในเวลาเดียวกันนี้ได้สร้างความตึงแย้งในกระบวนการทาบเทียบตัวตนกับตัวละครเอก อันยังผลให้ผู้เล่นถอดถอนการทาบเทียบตัวตนกับตัวละครเอก และสร้างการรำลึกจดจำความทรงจำบาดแผลของผู้อื่นอย่างมีระยะห่างขึ้นมาแทน ท้ายสุดแล้วเกมดีเทนชั่นก็คือ เครื่องบ่งชี้สภาวะความทรงจำเหตุการณ์ ไวต์ เทอร์เรอร์ ในไต้หวันที่ยังคงจำไม่ได้ และลืมไม่ลงอยู่นั่นเอง</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258753 การแสวงหาข่าวสารและการตอบสนองต่อเนื้อหาบน Social Media ของกลุ่ม Gen Z 2022-08-30T14:15:50+07:00 พรทิพย์ สัมปัตตะวนิช acfb2@hotmail.com แอนนา จุมพลเสถียร acfb2@hotmail.com กัลยกร วรกุลลัฎฐานีย์ acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแสวงหาข่าวสารและการตอบสนองต่อเนื้อหาบน social media ของกลุ่ม Gen Z เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) โดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และระยะเวลาในการเก็บข้อมูลคือ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงพฤษภาคม 2563 โดยประชากรที่ศึกษาครั้งนี้เป็นกลุ่ม Gen Z อายุ 18-23 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา โดยขนาดของกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้มีจำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการการใช้ social media เพื่อแสวงหาข้อมูลข่าวสารในการตอบสนองความต้องการเป็นแรงจูงใจภายใน ด้วยค่าเฉลี่ย 3.96 ซึ่งมากกว่าแรงจูงใจภายนอกที่มีค่าเฉลี่ย 3.64 โดยแรงจูงใจภายในที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การแสวงหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ช่วยตอบสนองความใฝ่รู้ แรงจูงใจภายนอกที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ เพื่อลดความผิดพลาดในการเรียน การทำงาน การซื้อสินค้า รวมทั้งการตัดสินใจต่างๆ การเปิดรับรูปแบบของข่าวสาร พบว่า มีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอในรูปแบบของข่าว (news) มากที่สุด รองลงมาคือ ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอในรูปแบบความบันเทิง ด้านการเปิดรับเนื้อหาข้อมูลข่าวสาร พบว่า มีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษา (education) มากที่สุด รองลงมาคือ ข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยว (travel) นอกจากนี้ ยังพบว่า ความพึงพอใจจากการนำข้อมูลข่าวสารมาใช้ประโยชน์ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.06) โดยมีความพึงพอใจมากที่สุดในประเด็นข้อมูลข่าวสารก่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียน (ค่าเฉลี่ย 4.59) รองลงมาคือ ข้อมูลข่าวสารก่อให้เกิดประโยชน์ในการติดต่อกับผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.38) สำหรับการเปิดรับเนื้อหาข้อมูลข่าวสารจาก social media ของกลุ่ม Gen Z กับการนำข้อมูลข่าวสารจาก social media ไปใช้ประโยชน์ พบว่า การเปิดรับ social media ทุกประเภทมีความสัมพันธ์กับการนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ประโยชน์ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับบุคคลหรือกลุ่มที่มีความสนใจตรงกัน และเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ และผลการวิจัยพบว่า การนำข้อมูลข่าวสารจาก social media ไปใช้ประโยชน์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจจากการนำข้อมูลข่าวสารจาก social media ไปใช้ประโยชน์ โดยมีความสัมพันธ์ระดับสูง (r=.681)</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258754 ทัศนคติต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและการรับรู้บทบาทในด้านการให้ความช่วยเหลือ ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร 2022-08-30T14:50:22+07:00 วาสุณีย์ อัศววิภาส acfb2@hotmail.com พรทิพย์ สัมปัตตะวนิช acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ทัศนคติของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ และการมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเปิดรับสื่อและข่าวสารของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ในการรับรู้บทบาทการให้ความช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) (2) ความแตกต่างระหว่างลักษณะประชากรของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร กับการเปิดรับสื่อและข่าวสารเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (3) ความแตกต่างระหว่างลักษณะประชากรของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร กับทัศนคติต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ (4) ความความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ กับการเปิดรับการเปิดรับสื่อและข่าวสารเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 5) ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อและข่าวสารเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กับการรับรู้บทบาทการให้ความช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (6) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้บทบาทการให้ความช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมการให้ความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และ (7) ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) วิจัยฉบับนี้ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสํารวจ (survey research) ซึ่งใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร อายุตั้งแต่ 18-60 ปี จํานวน 400 คน ผลวิจัยพบว่า ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 26-35 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ รายได้อยู่ที่ 15,001-30,000 บาทต่อเดือน โดยประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.26 โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยว่า ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะควรได้รับสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่ยังมีความเข้าใจว่าผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะส่วนใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพจิต และผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งเนื่องจากมีปัญหากับครอบครัวตามลําดับ ในเรื่องของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ มีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง โดยจะเป็นรูปแบบของการช่วยเหลือด้วยตนเอง อาทิ การบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ และการบริจาคเงิน และจากผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประชาชนที่มีช่องทางในการเปิดรับสื่อและมีการเปิดรับเนื้อหาสื่อที่หลากหลาย จะมีทัศนคติต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ แต่ในเรื่องของการรับรู้บทบาทภารกิจการให้ความช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมเเละสวัสดิการ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมการให้ความช่วยเหลือ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ และช่องทางการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีความสัมพันธ์กับการรับรู้บทบาทการให้ความช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งจากการวิจัยมีผลในระดับปานกลาง</p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258755 การรับรู้การสื่อสารการตลาดของโรงแรมในพัทยาช่วงโรคระบาดโควิด-19: กรณีศึกษาโรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเท็ล พัทยา 2022-08-30T15:19:21+07:00 พัฒน์ บุญฤทธิ์รุ่งโรจน์ acfb2@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การรับรู้การสื่อสารการตลาดของโรงแรมสยามแอทสยามฯ ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และ (2) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้การสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างที่เคยเข้าพักในช่วงสถานการณ์<br>โควิด-19 จำนวน 440 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ คือ Facebook, Instagram และ Website มากที่สุด โดยเปิดรับสื่อออนไลน์ดังกล่าวผ่านทางโทรศัพท์มือถือทุกวัน และใช้เมื่ออยู่ที่บ้านเป็นหลัก “รูปภาพ” คือ สิ่งจูงใจสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการรับการตลาดออนไลน์ ซึ่งสื่อบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการเลือกที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวของกลุ่มตัวอย่างคือ “ตนเอง” (2) การรับรู้การสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ของโรงแรมสยามแอทสยามฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ (3) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน ทำให้มีการรับรู้การสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/258757 ร้านขนมแห่งความลับ 2022-08-30T15:30:46+07:00 พรรษา รอดอาตม์ acfb2@hotmail.com 2022-08-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022