https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/issue/feed วารสารศาสตร์ 2026-09-01T00:00:00+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.สมสุข หินวิมาน acfb2@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการรายสี่เดือน ด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการสื่อสาร</p> <p>อันได้แก่ สาขาสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ สาขาสื่อสารองค์กร และสาขาสื่อสารศึกษาในมุมมองต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในเล่มได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างสถาบันจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน</p> <p>วางจำหน่ายปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับเดือน มกราคม–เมษายน, ฉบับเดือน พฤษภาคม–สิงหาคม และฉบับเดือน กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p><strong> </strong><strong>คุณลักษณะของบทความ</strong></p> <ul> <li class="show">เป็นบทความที่มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ของ อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้แก่</li> </ul> <ol> <li class="show">1. บทความวิเคราะห์วิจัย (Research Article)</li> <li class="show">2. เอกสารกรณีศึกษา (Case Material)</li> <li class="show">3. บทความสำรวจวิชา (Survey Article)</li> <li class="show">4. บทความวิจารณ์ (Review Article)</li> <li class="show">5. บทความทางวิชาการ (Theoretical Article)</li> <li class="show">6. รายงานสำรวจ (Survey Report)</li> </ol> <p>ทั้งนี้ ไม่รวมงานวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนบทความ บทความประเภทงานแปล และเอกสารประกอบคำบรรยาย</p> <ul> <li class="show">ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากสำนักพิมพ์อื่น</li> <li class="show">หากเป็นงานวิจัยดีเด่นที่เคยตีพิมพ์มาก่อนแล้ว ต้องมีการนำมาวิเคราะห์ด้วยมุมมองใหม่ นำเสนอข้อมูลใหม่โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน</li> <li class="show">ผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วมได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลในวารสารวิชาการ</li> <li class="show">ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ/หรือ การอ่านเพื่อปรับแก้ไขจากบรรณาธิการ หรือบรรณาธิการรับเชิญ</li> </ul> <p> ตามกำหนดเวลาของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>การส่งต้นฉบับเนื้อหา</strong></p> <p>o เนื้อหาจัดพิมพ์ด้วยอักษร Cordia New ขนาด 15 pt</p> <p>o ความยาวประมาณ 15-20 หน้า ขนาด A4 พร้อมจัดเรียงภาพประกอบสีขาวดำลงในไฟล์ Microsoft Word</p> <p>o จัดต้นฉบับเป็นเอกสารเวิร์ดส (นามสกุล .doc, .docx, .rtf, txt) ไม่รับเอกสาร .pdf</p> <p>o ส่งพร้อมบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งประวัติสั้นๆ ของผู้เขียน</p> <p>o ตรวจทานความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และจัดส่งต้นฉบับภายในระยะเวลาที่กำหนด</p> <p>o ส่งต้นฉบับพร้อมไฟล์ภาพประกอบ (เช่น ภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ)</p> <p> ให้ครบถ้วนลงแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีทางไปรษณีย์หรืออีเมล์มายังกองบรรณาธิการ หรือ ส่งผ่านระบบออนไลน์ ทาง https://tci-thaijo.org/index.php/jcmag</p> <p><strong>การส่งไฟล์ภาพประกอบ </strong></p> <p>o ส่งไฟล์คุณภาพดีแยกต่างหากจากเนื้อหา</p> <p>o ความละเอียดไฟล์ภาพอย่างต่ำ 300 dpi</p> <p>o ขนาดของไฟล์ภาพไม่ควรเกิน 1M</p> <p>o นามสกุลไฟล .tif หรือ .jpg</p> <p>o ปรับโหมดไฟล์ภาพเป็นขาวดำ </p> <p> </p> <p><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p>คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p>99 หมู่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12121</p> <p>โทรศัพท์ 02-696-6267 อีเมล์ <a href="mailto:jaruneejc@gmail.com">jaruneejc@gmail.com</a></p> <p> </p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299639 เพศ เจน และวัย (โปรดรับไว้พิจารณา) 2026-08-31T15:18:04+07:00 สมสุข หินวิมาน jaruneejc@gmail.com 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299640 สะท้อนย้อนคิด-การศึกษาการถ่ายภาพสารคดีในฐานะสนามต่อสู้ของวาทกรรม กรณีศึกษาภาพถ่ายสารคดีในประเด็นผู้ค้าบริการทางเพศในสังคมไทย 2026-08-31T15:25:08+07:00 วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเสนอองค์ความรู้จากกระบวนการสะท้อนประสบการณ์ (self-reflection) ของผู้เขียนในฐานะช่างภาพสารคดีวิชาชีพ เพื่ออภิปรายถึงบทบาทของภาพถ่ายสารคดีในฐานะ “สนามต่อสู้ของวาทกรรม” และ “พยานหลักฐานทางสังคม” ในประเด็นผู้ค้าบริการทางเพศในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ที่อาจเทียบเคียงได้ถึงแนวคิดอัตชาติพันธุ์วรรณนา (autoethnography) ซึ่งทำให้เกิดการปรับใช้ “หนึ่งบุคคล สองสภาวะ” คือการทำงานร่วมกันระหว่างบทบาทนักวิจัยและช่างภาพเจ้าของประสบการณ์เชิงประจักษ์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการสะท้อนย้อนคิดพบประเด็นสำคัญใน 2 ระดับ คือ ระดับจิตสำนึกของช่างภาพ ที่พบว่า กระบวนการผลิตภาพถ่ายเป็นสนามต่อสู้ระหว่าง “ภาพถ่ายที่ดี” ตามทัศนะของช่างภาพวิชาชีพ ที่อาจมีบางส่วนผลิตซ้ำภาพตัวแทนแบบเดิมของผู้ค้าบริการทางเพศ กับ “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ที่มุ่งรื้อสร้างภาพตัวแทนและคืนความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ค้าบริการทางเพศ ในขณะที่ระดับบริบทสังคม พบว่า กระบวนการสะท้อนประสบการณ์ช่วยให้เห็นการทำหน้าที่เป็นบันทึกทางสังคมของการถ่ายภาพสารคดี ที่ไม่ใช่เพียงตัวภาพถ่าย แต่รวมถึงกระบวนการถ่ายภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง และการยอมรับภาพความเป็นมนุษย์ของผู้ค้าบริการทางเพศในสื่อ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระบวนการสะท้อนย้อนคิดได้นำเสนอให้เห็นว่า การถ่ายภาพสารคดีไม่ใช่เพียงการบันทึกข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ของช่างภาพและสิ่งที่ไม่ปรากฏในภาพ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกทางสังคมที่เชื่อมโยงกับมิติของอำนาจ วาทกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแนบแน่น</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299641 เรือนร่างสตรีในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจและการต่อรองในเรื่องเล่าของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี 2026-08-31T15:32:07+07:00 ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์ jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของเรือนร่างสตรีในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจและการต่อรองในเรื่องเล่าของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี (Nawal El Saadawi) นักเขียนสตรีชาวอียิปต์ จากการศึกษาพบว่า เรือนร่างไม่เพียงเป็นพื้นที่ของอำนาจที่สะท้อนถึงความรุนแรงที่กระทำต่อสตรีเท่านั้น หากยังเป็นสนามของการต่อรอง การกอบกู้อัตลักษณ์ และการบันทึกประสบการณ์ โดยเรือนร่างสตรีเป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่องและการวิพากษ์ความรุนแรง <em>God Dies by the Nile </em>พลิกบทบาทของงานเขียนให้เป็นพื้นที่ต่อต้านอำนาจชายเป็นใหญ่ โดยซัดดาวีใช้เรือนร่างที่บอบช้ำของตัวละครหญิง ซึ่งเผชิญความรุนแรงและการกดขี่ เป็นจุดเริ่มต้นในการรื้อถอนมายาคติทางศีลธรรม จารีต ความเชื่อ และศาสนา การตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจดังกล่าวปรากฏผ่านการท้าทาย “พระเจ้า” ซึ่งเป็นภาพแทนของอำนาจสูงสุดในสังคมชายเป็นใหญ่ ขณะที่ใน <em>Memoirs of a Woman Doctor</em> ตัวละครหญิงเลือกใช้เส้นผมของตนในฐานะเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านอำนาจปิตาธิปไตยและโครงสร้างสังคมที่กดทับ ลิดรอนเสรีภาพ และจำกัดการแสดงออกของผู้หญิง นอกจากนี้ <em>Woman at Point Zero</em> ยังเผยให้เห็นบทบาทของเรือนร่างในฐานะเครื่องมือในการร้อยรัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงต่างภูมิหลัง ผ่านประสบการณ์และความรู้สึกร่วมกัน ซึ่งสะท้อนผ่านตัวละครหญิงอย่างชารีฟาและเฟอร์ดอส ผ่านการใช้ภาษากายและอวัจนภาษา เรือนร่างจึงเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมือง ที่สะท้อนถึงการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของสตรีในอียิปต์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานเขียนของซัดดาวี ดังนั้น เรื่องเล่าของซัดดาวีจึงไม่เพียงวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างปิตาธิปไตยในอียิปต์เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิสตรีให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของแนวคิดสตรีนิยมตะวันตก ซึ่งมักเน้นการใช้เหตุผลเชิงนามธรรม โดยละเลยมิติของอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้หญิงโลกที่สาม</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299643 แม่กับลูกชายเควียร์: บาดแผลกับการแสวงหา “บ้าน” ในนวนิยายภาพเรื่อง The Magic Fish 2026-08-31T15:41:07+07:00 อภิสิทธิ์ ตรั่น jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การเรียนรู้บาดแผลกับการแสวงหา “บ้าน” ของตัวละครแม่ผู้อพยพจากสงครามเวียดนามและลูกชายเควียร์พลัดถิ่นในสหรัฐอเมริกา ผ่านเทพนิยายในนวนิยายภาพเรื่อง <em>The Magic Fish</em> ของ Trung Le Nguyen จากการศึกษาพบว่า สายสัมพันธ์ระหว่างตัวละครข้างต้นร้อยรัดกันด้วยบาดแผลอันสืบเนื่องมาจากสภาวะพลัดถิ่น โดยวรรณกรรมถ่ายทอดบาดแผลของแม่ในฐานะผู้อพยพจากสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้แม่ต้องสูญเสียและถูกตัดขาดจากรากเหง้าในบ้านเกิด รวมทั้งเผชิญหน้ากับอคติทางชาติพันธุ์และชนชั้นเรื่อยมาถึงดินแดนแห่งใหม่ ในขณะที่ลูกชายไม่เพียงแต่จมปลักกับบาดแผลจากการมีเพศวิถีแบบเควียร์ ที่ตนรู้สึกผิดแผกในครอบครัวคนเวียดนาม และถูกกดทับในสังคมอเมริกันที่ยังคงมีอคติต่อกลุ่มรักเพศเดียวกัน แต่ยังประสบกับบาดแผลจากสภาวะพลัดถิ่นในฐานะคนอเมริกันเชื้อสายเวียดนามอีกด้วย อย่างไรก็ดี แม้บาดแผลของแม่กับลูกชายเควียร์จะขับเน้นให้เห็นสภาวะ “ไร้บ้าน” อันเป็นประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวละครแบ่งปันร่วมกัน แต่การเรียนรู้บาดแผลซึ่งกันและกันของตัวละครยังเป็นพลังสร้างสรรค์อันนำไปสู่การแสวงหา “บ้าน” ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเยียวยา และเอื้อให้อัตลักษณ์พลัดถิ่นที่มีความแตกต่างหลากหลายสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอีกด้วย</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299644 เมื่อพื้นที่สื่อกลายเป็นพื้นที่สะท้อนคิด: โครงการห้องทดลองเพื่อฝึกทักษะวารสารศาสตร์ Awake1525 กับการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาของวัยรุ่น 2026-08-31T15:47:55+07:00 ถมทอง ทองนอก jaruneejc@gmail.com นิธิดา แสงสิงแก้ว jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้เป็นบทความวิชาการ มีสถานภาพจะสะท้อนคิดการสร้างความหมายเกี่ยวกับสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชนวัยรุ่นผ่านแพลตฟอร์ม “Awake1525” ที่ดำเนินการโดยกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารจิตอาสา โดยพัฒนาขึ้นในฐานะแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็น “พื้นที่กึ่งสื่อ กึ่งการเรียนรู้” โดยมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่ทดลองด้านวารสารศาสตร์เพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาสุขภาวะ ทั้งนี้ โครงการใช้กระบวนการเขียนเชิงสะท้อนคิด (reflexive writing) เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเยาวชนนักเขียน ในมิติของการเสริมสร้างความเข้าใจตนเองและการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา ภายใต้กรอบความหมายของธนาคารจิตอาสา และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะของแพลตฟอร์ม Awake1525 ในฐานะพื้นที่เรียนรู้เชิงสะท้อนคิดของเยาวชนวัยรุ่น (2) วิเคราะห์รูปแบบการสื่อสารและสร้างความหมายของเยาวชนผ่านงานเขียน และ (3) สำรวจศักยภาพของการเขียนเชิงสะท้อนคิด (reflexive writing) ที่มีต่อการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่า จุดแข็งสำคัญของแพลตฟอร์มอยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” ซึ่งเอื้อต่อการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจประสบการณ์ชีวิต ตั้งคำถาม และสร้างความหมายผ่านการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้การเขียนทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการคิดมากกว่าการมุ่งผลิตเนื้อหาเพื่อการเผยแพร่</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในมิติคุณภาพเนื้อหา พบว่า เนื้อหามีความโดดเด่นในด้านอัตลักษณ์ของเนื้อหาที่ชัดเจนว่ามาจากเยาวชน และให้พลังของการเล่าเรื่องซึ่งสามารถสร้างการเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อยกระดับจากการสะท้อนประสบการณ์ส่วนบุคคลไปสู่การสร้างองค์ความรู้ที่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ในมิติการมีส่วนร่วมของเยาวชน แพลตฟอร์มสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางการเติบโตของนักเขียนให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้การเขียนเป็นกระบวนการเรียนรู้ระยะยาว</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับมิติของผลกระทบต่อสุขภาวะทางปัญญา พบว่า กระบวนการเขียนเชิงสะท้อนคิดเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนสามารถจัดระเบียบความคิด พัฒนาความเข้าใจตนเอง และเสริมสร้างทักษะการตั้งคำถามเชิงลึกได้อย่างชัดเจนในระดับกระบวนการ แม้ว่ายังคงมีความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือประเมินผล เพื่อทำให้ผลลัพธ์ดังกล่าวสามารถมองเห็นและวัดได้อย่างเป็นระบบ โดยโครงการ Awake1525 มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็นกลไกเชิงระบบด้านวารสารศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชน</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299645 อินฟลูเอนเซอร์กับการสื่อสารทางการเมืองบน TikTok: วิเคราะห์รูปแบบการสนับสนุนพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 2026-08-31T15:54:28+07:00 พรรณวดี ประยงค์ jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยชิ้นนี้ศึกษารูปแบบและกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองของอินฟลูเอนเซอร์ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลบนแพลตฟอร์ม TikTok ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 โดยมุ่งทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “หัวคะแนนธรรมชาติ” ซึ่งหมายถึงพลเมืองดิจิทัลที่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับพรรคการเมือง แต่สมัครใจสร้างสรรค์ ผลิตซ้ำ และเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนพรรคด้วยตนเองโดยปราศจากค่าตอบแทน บทความนี้เสนอว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองทั่วไป หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล เมื่อพลเมืองธรรมดาได้กลายมาเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่มีพลังในการกำหนดวาระสังคมอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการกลายเป็นผู้ผลิตสารทางการเมืองของพลเมืองกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณลักษณะเฉพาะของแพลตฟอร์ม TikTok ทั้งระบบอัลกอริทึมหน้า “For You Page” วัฒนธรรมการใช้เสียงที่เป็นกระแส และเครื่องมือสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม แต่หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จคือ กลยุทธ์การเล่าเรื่องแบบ “วีรบุรุษปะทะผู้ร้าย” ที่ขับเคลื่อนด้วยการระดมอารมณ์ความหวัง ความโกรธ และอารมณ์ขัน จนก่อให้เกิด “สาธารณะแห่งอารมณ์” ที่เชื่อมโยงผู้สนับสนุนเข้าด้วยกันผ่านความรู้สึกร่วมมากกว่าเหตุผล อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์มดิจิทัลกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็มิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หากต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน และคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของวาทกรรมสาธารณะในยุคที่การเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อย่างเข้มข้น</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299656 ความคาดหวังต่อเนื้อหาด้านเศรษฐกิจทางสื่อสังคมของคนเจเนอเรชัน X, Y และ Z 2026-08-31T20:34:02+07:00 นฤมล สิงหประเสริฐ jaruneejc@gmail.com สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง jaruneejc@gmail.com สุธี เผ่าบุญมี jaruneejc@gmail.com อรพรรณ สุนทรกลัมพ์ jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเปิดรับและความคาดหวังต่อเนื้อหาด้านเศรษฐกิจทางสื่อสังคมของผู้รับสารเจเนอเรชนเอ็กซ์ วาย และซี โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 485 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผู้รับสารทางสื่อออนไลน์ในประเทศไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี และเคยชมเนื้อหาด้านเศรษฐกิจทางสื่อสังคมอย่างน้อย 1 แพลตฟอร์ม จากเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือติ๊กต็อก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย โดยผ่านการทดสอบความเที่ยงตรง (validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ และหาความเชื่อถือได้ (reliability) ในส่วนของตัวแปร “ความคาดหวังต่อเนื้อหาเศรษฐกิจทางเฟซบุ๊ก ยูทูบ และติ๊กต็อก” ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคได้เท่ากับ 0.97, 0.95 และ 0.98 ตามลำดับ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-30 ธันวาคม 2567 แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ไคสแควร์ (Chi-Square) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ผู้รับสารเจเนอเรชันเอ็กซ์ วาย และซี ส่วนใหญ่เปิดรับเนื้อหาการตลาด สินค้าและบริการ รองลงมาคือ นโยบายเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และการลงทุน โดยเปิดรับแตกต่างกันในส่วนของเนื้อหาเศรษฐกิจดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี และมีความคาดหวังต่อเนื้อหาด้านเศรษฐกิจทางสื่อสังคมมากที่สุดต่อการสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งพบความแตกต่างกันในประเด็นควรมีภาพประกอบที่เกี่ยวข้อง ควรใส่คำบรรยาย (subtitle) ตลอดรายการ และควรมีกราฟิก ลูกเล่น ให้ดูทันสมัยไม่เป็นทางการจนเกินไป</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299657 การพัฒนาคู่มือการสื่อสารกับผู้ป่วยสูงอายุสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย 2026-08-31T20:40:01+07:00 บุษยากร ตีระพฤติกุลชัย jaruneejc@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษารูปแบบและวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยสูงอายุสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย และ (2) เพื่อพัฒนาคู่มือการสื่อสารกับผู้ป่วยสูงอายุสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย งานนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 4 คน นำข้อมูลที่ได้มาสกัดและจัดทำร่างคู่มือการสื่อสารฯ แล้วนำร่างคู่มือการสื่อสารฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนวิพากษ์และเสนอแนะ แล้วนำไปปรับปรุงเพื่อจัดทำเป็นคู่มือการสื่อสารฯ ในรูปแบบ e-book เผยแพร่ผ่านช่องทางทางออนไลน์ ได้กลุ่มตัวอย่างซึ่งทำหน้าที่ด้านการดูแลผู้ป่วยสูงอายุจำนวน 40 คน ทดลองใช้คู่มือการสื่อสารฯ โดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบบังเอิญ และสำรวจความพึงพอใจในการใช้งานคู่มือการสื่อสารฯ ดังกล่าว เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสำรวจความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (rating scale) มีการตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คนเพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสำรวจความพึงพอใจ ประกอบด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า รูปแบบและวิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยสูงอายุสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย สามารถจำแนกได้เป็น (1) รูปแบบและวิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน (2) รูปแบบและวิธีการสื่อสารขณะทำการรักษาพยาบาลหรือฟื้นฟูสมรรถนะ และ (3) รูปแบบและวิธีสื่อสารเพื่อดูแลสภาพจิตใจ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รูปแบบและวิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ควรจะมีการทักทาย สวัสดี ถามความรู้สึก ความต้องการ ตลอดจนอาการของผู้ป่วย การพูดคุยถึงกิจวัตรประจำวัน เรื่องราวของผู้ป่วยและครอบครัว อาชีพ ความภาคภูมิใจ สิ่งที่ชื่นชอบ ควรสังเกตผู้ป่วยว่ามีความชื่นชอบในสิ่งใด ชอบทำกิจกรรมอะไร เพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อการสื่อสารกับผู้ป่วย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รูปแบบและวิธีการสื่อสารขณะทำการรักษาพยาบาลหรือฟื้นฟูสมรรถนะ ควรสอบถามถึงอาการหรือความรู้สึกของผู้ป่วย ทุกครั้งที่ดำเนินการด้านการดูแลหรือการรักษาพยาบาลต้องสื่อสารบอกกล่าวให้ผู้ป่วยทราบก่อน อธิบายอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจโดยอาจใช้สื่อประกอบ หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ทางการแพทย์ อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการดึงสายหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รูปแบบและวิธีสื่อสารเพื่อดูแลสภาพจิตใจ ต้องสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและอารมณ์ของผู้ป่วย สื่อสารโดยมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลหรือความเครียด ให้ผู้ป่วยมีสติอยู่กับปัจจุบัน ประสานงานให้ผู้ป่วยได้พูดคุยสื่อสารหรือได้พบกับคนที่ผู้ป่วยรักและผูกพัน คำถามสำคัญ 2 ประเด็นที่ควรสอบถาม คือ (1) ผู้ป่วยมีความทุกข์หรือความห่วงกังวลเกี่ยวกับสิ่งใดหรือใครเป็นพิเศษหรือไม่ และ (2) ผู้ป่วยต้องการพบกับใครเป็นพิเศษหรือไม่ และผู้ดูแลควรหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้คลี่คลายในสองประเด็นดังกล่าว</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผู้วิจัยได้ออกแบบและจัดทำเนื้อหาของร่างคู่มือการสื่อสารฯ โดยแบ่งเนื้อหาในคู่มือออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เข้าใจผู้ป่วยสูงอายุ ส่วนที่ 2 ปัญหาพื้นฐานที่พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ ส่วนที่ 3 การสื่อสาร หัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ และส่วนที่ 4 ดูแลตัวเองเท่ากับดูแลผู้ป่วย โดยมีแนวคิดสำคัญในการออกแบบคือ (1) ใช้โทนสีที่อ่านง่าย สบายตา (2) เน้นการจัดวางโดยให้มีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร และ (3) มีการใช้ภาพการ์ตูนประกอบในส่วนที่เป็นตัวอย่างบทสนทนา เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ กระตุ้นให้เกิดการอ่านที่ต่อเนื่อง ผลการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้คู่มือการสื่อสารฯ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมีความพึงพอใจโดยรวมต่อคู่มือการสื่อสารฯ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.83 ( &nbsp;= 4.83, SD = 0.38) โดยด้านเนื้อหาในคู่มือ พบว่า ทุกประเด็นมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดมี 2 ประเด็น คือ ความถูกต้องของเนื้อหาในคู่มือการสื่อสารฯ มีค่าเฉลี่ย 4.73 ( &nbsp;= 4.73, SD = 0.51) และ เนื้อหาในคู่มือการสื่อสารฯ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติตามได้ มีค่าเฉลี่ย 4.73 ( &nbsp;= 4.73, SD = 0.60)&nbsp; และด้านการออกแบบคู่มือการสื่อสารฯ ก็พบว่า ทุกประเด็นมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ คู่มือการสื่อสารฯ มีความสวยงาม น่าอ่าน มีค่าเฉลี่ย 4.73 ( &nbsp;= 4.73, SD = 0.51) รองลงมามี 2 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ ประเด็นขนาดตัวอักษรที่ใช้มีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ย 4.63 ( &nbsp;= 4.63, SD = 0.54) และประเด็นภาพประกอบในคู่มือการสื่อสารฯ ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น มีค่าเฉลี่ย 4.63 ( &nbsp;= 4.63, SD = 0.49)</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299659 บรรณนิทัศน์: Popular Culture: An Introductory Text 2026-08-31T20:43:05+07:00 อารดา ครุจิต jaruneejc@gmail.com 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์