วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag <p><strong>วารสารศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการรายสี่เดือน ด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการสื่อสาร</p> <p>อันได้แก่ สาขาสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ สาขาสื่อสารองค์กร และสาขาสื่อสารศึกษาในมุมมองต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในเล่มได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างสถาบันจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน</p> <p>วางจำหน่ายปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับเดือน มกราคม–เมษายน, ฉบับเดือน พฤษภาคม–สิงหาคม และฉบับเดือน กันยายน–ธันวาคม</p> <p><strong>การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p><strong> </strong><strong>คุณลักษณะของบทความ</strong></p> <ul> <li class="show">เป็นบทความที่มีคุณลักษณะตามเกณฑ์ของ อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้แก่</li> </ul> <ol> <li class="show">1. บทความวิเคราะห์วิจัย (Research Article)</li> <li class="show">2. เอกสารกรณีศึกษา (Case Material)</li> <li class="show">3. บทความสำรวจวิชา (Survey Article)</li> <li class="show">4. บทความวิจารณ์ (Review Article)</li> <li class="show">5. บทความทางวิชาการ (Theoretical Article)</li> <li class="show">6. รายงานสำรวจ (Survey Report)</li> </ol> <p>ทั้งนี้ ไม่รวมงานวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนบทความ บทความประเภทงานแปล และเอกสารประกอบคำบรรยาย</p> <ul> <li class="show">ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากสำนักพิมพ์อื่น</li> <li class="show">หากเป็นงานวิจัยดีเด่นที่เคยตีพิมพ์มาก่อนแล้ว ต้องมีการนำมาวิเคราะห์ด้วยมุมมองใหม่ นำเสนอข้อมูลใหม่โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน</li> <li class="show">ผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วมได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลในวารสารวิชาการ</li> <li class="show">ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ/หรือ การอ่านเพื่อปรับแก้ไขจากบรรณาธิการ หรือบรรณาธิการรับเชิญ</li> </ul> <p> ตามกำหนดเวลาของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>การส่งต้นฉบับเนื้อหา</strong></p> <p>o เนื้อหาจัดพิมพ์ด้วยอักษร Cordia New ขนาด 15 pt</p> <p>o ความยาวประมาณ 15-20 หน้า ขนาด A4 พร้อมจัดเรียงภาพประกอบสีขาวดำลงในไฟล์ Microsoft Word</p> <p>o จัดต้นฉบับเป็นเอกสารเวิร์ดส (นามสกุล .doc, .docx, .rtf, txt) ไม่รับเอกสาร .pdf</p> <p>o ส่งพร้อมบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งประวัติสั้นๆ ของผู้เขียน</p> <p>o ตรวจทานความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และจัดส่งต้นฉบับภายในระยะเวลาที่กำหนด</p> <p>o ส่งต้นฉบับพร้อมไฟล์ภาพประกอบ (เช่น ภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิ)</p> <p> ให้ครบถ้วนลงแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีทางไปรษณีย์หรืออีเมล์มายังกองบรรณาธิการ หรือ ส่งผ่านระบบออนไลน์ ทาง https://tci-thaijo.org/index.php/jcmag</p> <p><strong>การส่งไฟล์ภาพประกอบ </strong></p> <p>o ส่งไฟล์คุณภาพดีแยกต่างหากจากเนื้อหา</p> <p>o ความละเอียดไฟล์ภาพอย่างต่ำ 300 dpi</p> <p>o ขนาดของไฟล์ภาพไม่ควรเกิน 1M</p> <p>o นามสกุลไฟล .tif หรือ .jpg</p> <p>o ปรับโหมดไฟล์ภาพเป็นขาวดำ </p> <p> </p> <p><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ “วารสารศาสตร์”</strong></p> <p>คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p>99 หมู่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12121</p> <p>โทรศัพท์ 02-696-6267 อีเมล์ <a href="mailto:jaruneejc@gmail.com">jaruneejc@gmail.com</a></p> <p> </p> th-TH acfb2@hotmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.สมสุข หินวิมาน) jaruneejc@gmail.com (jarunee sooksom) Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 The Science of Storytelling: ศาสตร์และศิลป์แห่งการเล่าเรื่องให้ตรึงใจด้วยวิทยาศาสตร์สมอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294817 ผศ. ดร.เกศราพร ทองพุ่มพฤกษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294817 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 สื่อสารศึกษาต้องรอด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294803 รศ. ดร.สมสุข หินวิมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294803 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความหมายเกี่ยวกับร่างกายของคนพิการ ในภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศบนเน็ตฟลิกซ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294807 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างความหมายเกี่ยวกับร่างกายของคนพิการในภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศบนเน็ตฟลิกซ์ ตั้งแต่ปี 2010-2024 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงแก่นสาระจากภาพยนตร์และซีรีส์จำนวน 22 เรื่อง ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารเกี่ยวกับร่างกายของตัวละครพิการมีรูปแบบการต่อสู้ ประกอบด้วยการไม่เปิดเผย การอธิบาย การสาธิต และการสร้างประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับความพิการ และผลการวิจัยยังชี้ว่า ร่างกายของคนพิการถูกประกอบสร้างความหมายในสามระดับ ได้แก่ (1) ความหมายเชิงด้อยค่า (2) ความหมายเชิงชูค่า และ (3) ความหมายเชิงความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม โดยความหมายเกี่ยวกับความพิการไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในระดับร่างกาย แต่เป็นพื้นที่ของการต่อรองทางอำนาจ ความหมาย และการมองเห็นตัวตนของคนพิการในสังคม การปรากฏของตัวละครพิการในเนื้อหาจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความหมายสามลักษณะ ได้แก่ (1) การสร้างความหมายแบบผลิตซ้ำความหมาย ซึ่งยังพบการนำเสนอความพิการในกรอบความขาดพร่อง ความเศร้า ความเสียหาย หรือความไม่สมบูรณ์ของชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องที่ตัวละครพิการภายหลังเหตุการณ์ในชีวิตทำให้ชีวิตพลิกผันจนมีความพิการ ภาพของความพิการจึงผูกโยงกับการสูญเสียคุณค่า การเป็นภาระ หรือความรักที่เป็นไปไม่ได้ (2) การรื้อถอนความหมาย ปรากฏในเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ท้าทายภาพจำแบบเดิม โดยนำเสนอชีวิต ความรัก การทำงาน ความสัมพันธ์ และความปรารถนาของคนพิการในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แนวทางนี้ทำให้ผู้ชมเห็นคนพิการในฐานะความแตกต่าง ไม่ใช่ความบกพร่อง (3) การสร้างความหมายใหม่ พบในผลงานที่ตัวละครพิการมีบทบาทเชิงอำนาจหรือการขับเคลื่อนความเข้าใจเกี่ยวกับความพิการ การนำเสนอเช่นนี้ไม่เพียงรื้อภาพจำเดิม แต่ยังสร้างความหมายใหม่ให้ความพิการเป็นพื้นที่ของศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม มีโอกาสในการเลือก และการมีส่วนร่วมในระดับโครงสร้าง สะท้อนการฟื้นคืนพื้นที่ในการดำรงอยู่ให้กับร่างกายของคนพิการในเชิงสัญลักษณ์และเชิงสังคม&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แพลตฟอร์มสื่อสตรีมมิงกำลังมีบทบาทสำคัญในการกำกับกรอบคุณค่า และกำหนดพื้นที่ทางการสื่อสารใหม่ในเรื่องคนพิการผ่านนโยบายสื่อ ในกรณีของเน็ตฟลิกซ์ มีนโยบาย inclusion และการสนับสนุนผู้สร้างสรรค์จากกลุ่มชายขอบ ผลวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ความหมายเกี่ยวกับความพิการในสื่อดังกล่าวกำลังเคลื่อนออกจากกรอบอคติเดิม ที่เน้นความเวทนาและความพิเศษ ไปสู่การยอมรับความพิการในฐานะความหลากหลายของมนุษย์ที่มีตัวตน ความสัมพันธ์ และศักดิ์ศรีเทียบเท่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม การนำเสนอเนื้อหาบางส่วนยังคงดำเนินอยู่ภายใต้กรอบความหมายเกี่ยวกับความพิการที่ผู้ชมคุ้นเคยและยอมรับได้ มากกว่าจะเปิดเผยความหลากหลายและความซับซ้อนของประสบการณ์ในชีวิตจริงของคนพิการอย่างเต็มรูปแบบ</p> รศ. ดร.อารดา ครุจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294807 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 เมื่อร่าง (กลาย) เป็นทุน: ปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความหมายของเรือนร่าง ในแวดวงการทำศัลยกรรมเรือนร่างชายข้ามเพศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294808 <p class="TUParagraphNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">งานวิจัย “เมื่อร่าง (กลาย) เป็นทุน</span><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">: <span lang="TH">ปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสร้างความหมายของเรือนร่างในแวดวงการทำศัลยกรรมเรือนร่างชายข้ามเพศ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา<strong><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif; letter-spacing: -.4pt;">ปฏิบัติการสื่อสารเพื่อกำหนดโครงสร้างวิธีคิดเกี่ยวกับเรือนร่างและเพศวิถีของชายข้ามเพศโดยสถาบันทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชน และ</span></strong>ปฏิบัติการสร้างและสื่อสารความหมายเรือนร่างของชายข้ามเพศ ซึ่งสะท้อนถึงการต่อรองกับโครงสร้าง<strong><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif; letter-spacing: -.4pt;">วิธีคิดเกี่ยวกับเรือนร่างและเพศวิถีที่ถูกกำหนดโดยสถาบันทางการแพทย์ โดยวิเคราะห์ตัวบทจาก</span></strong>สื่อของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ประกอบด้วยสื่อโฆษณาและเนื้อหาเกี่ยวกับศัลยกรรมข้ามเพศจากหญิงเป็นชายที่เผยแพร่ผ่านสื่อใหม่ ได้แก่ สื่ออินเทอร์เน็ต (</span>internet media) <span lang="TH">และสื่อสังคม (</span>social media) <span lang="TH">รวมทั้งสื่อดั้งเดิมที่เป็นหนังสือและคู่มือทางการแพทย์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการข้ามเพศจากหญิงเป็นชาย นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามทั้งการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เป็นสมาชิกของชุมชนชายข้ามเพศแบบไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับสมาชิกในชุมชนชายข้ามเพศ อีกทั้งยังวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลชายข้ามเพศจำนวน </span>5<span lang="TH"> คน </span></span></p> <p class="TUParagraphNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ผลการศึกษาพบว่า <span style="letter-spacing: -.4pt;">ภาคปฏิบัติการเชิงอำนาจของสถาบันทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชน ได้ใช้กลวิธีทางอำนาจที่สร้างความชอบธรรมในการสร้างความหมายให้แก่เรือนร่างชายข้ามเพศผ่าน “ปฏิบัติการทางภาษา” ในสื่อต่างๆ ของสถาบันทางการแพทย์ ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ เป็นเครื่องมือ “สำแดงพลังของอำนาจ” (</span></span><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif; letter-spacing: -.4pt;">the exercise of power) <span lang="TH">วาทกรรมการเปลี่ยนเพศสภาพด้วยกระบวนการทางการแพทย์ทำให้ความหมายของเรือนร่างชายข้ามเพศที่เปลี่ยนเพศสภาพด้วยกระบวนการทางการแพทย์ เป็นที่ยอมรับในสังคมชายข้ามเพศเป็นวงกว้าง (</span>valorize) <span lang="TH">จนกระทั่งกลายเป็นความจริง (</span>truth) <span lang="TH">ที่ถูกหลอมรวมลึกลงไปถึงระดับจิตไร้สำนึก (</span>unconscious)<span lang="TH"> ส่งผลให้อำนาจของสถาบันทางการแพทย์มีความชอบธรรมในการเข้าไปจัดการเรือนร่างของชายข้ามเพศ ทั้งนี้ “โรงพยาบาลเอกชน” และ “โรงพยาบาลรัฐ” ต่างใช้ทุนที่ตนครอบครองในการแข่งขันช่วงชิง “<strong><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">ทุนวัฒนธรรม” ที่เป็น</span></strong>โครงสร้างวิธีคิดเกี่ยวกับเรือนร่างและเพศวิถีอย่างเข้มข้น</span></span></p> <p class="TUParagraphNormal" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">อย่างไรก็ตาม แม้เรือนร่างชายข้ามเพศจะกลายเป็น “ร่างกายใต้บงการ” ที่ถูกจัดการควบคุมและเชิดชักด้วย “อำนาจทางการแพทย์” (</span><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">medical power)<span lang="TH"> ซึ่งเป็น “อำนาจชีวะ” หรือ “ชีวอำนาจ” (</span>bio-power)<span lang="TH"> แต่อำนาจทางการแพทย์ก็ไม่สามารถครอบงำชายข้ามเพศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสมอไป เรือนร่างชายข้ามเพศกลายเป็น <span style="letter-spacing: .1pt;">“สนาม” แห่งการคัดง้างระหว่างอำนาจความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ กับอำนาจการเป็นผู้กระทำการ (</span></span><span style="letter-spacing: .1pt;">agency) </span><span lang="TH">ของปัจเจกบุคคล ซึ่งพยายามต่อรองกับอำนาจความรู้ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย<strong>ยุทธวิธี (</strong></span>tactics)<span lang="TH"> ต่างๆ และสร้าง<span style="letter-spacing: -.4pt;">ความชอบธรรมให้กับกระบวนการรื้อถอน/รื้อสร้างความหมายของเรือนร่างด้วยปฏิบัติการสื่อสารผ่านสื่อใหม่ สื่อดั้งเดิม รวมทั้งการสื่อสารเพื่อสร้างความหมายของเรือนร่างผ่านพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้ “จิตสำนึก” กับการสร้างเรือนร่าง และ “เงื่อนไขทางสังคม” (</span></span><span style="letter-spacing: -.4pt;">social condition)<span lang="TH"> เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ภาคปฏิบัติการ (</span>practice) <span lang="TH">ในการสร้างและสื่อสารความหมายของเรือนร่างชายข้ามเพศเกิดขึ้นได้</span></span></span></p> อ.ดร.พรทิพย์ นิพพานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294808 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 “อาหารหรือขยะ?”: การสื่อสารกับการจัดการขยะจากอาหารในสังคมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294811 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัย <em>“ขยะหรืออาหาร</em><em>?”: การสื่อสารกับการสร้างความหมายขยะจากอาหารในสังคมไทย</em> มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพัฒนาการและสำนึกในการจัดการขยะจากอาหารในสังคมไทย (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกในเรื่องการจัดการขยะจากอาหารในยุคปัจจุบัน และ (3) เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการต่อสู้ ต่อรอง และการจัดการขยะจากอาหารของชนชั้นกลางไทย โดยใช้การวิเคราะห์บริบททางประวัติศาสตร์ (historical context) ที่เกี่ยวข้องกับขยะจากอาหาร วิเคราะห์เนื้อหารายการทางโทรทัศน์ <em>กิน อยู่ คือ</em> ทั้งหมด 9 ตอน วิเคราะห์สื่อของมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างภาคครัวเรือนทั้งหมด 6 คน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการการเกิดขึ้นของปัญหาขยะจากอาหารและการสื่อสารเพื่อการจัดการขยะจากอาหาร สามารถแบ่งได้เป็น 5 ยุค ได้แก่ <strong>ยุคที่ </strong><strong>1</strong> ยุคอดีตถึงยุคก่อนรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่สังคมไทยไม่ได้เกิดปัญหาจากขยะจากอาหารด้วยระบบการผลิตอาหารเป็นลักษณะพอเพียง และเน้นเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดขยะจากอาหารในทุกขั้นตอนของระบบอาหารของมนุษย์ ตั้งแต่ขั้นผลิตไปจนถึงการบริโภค <strong>ยุคที่ </strong><strong>2 </strong>ยุครัชกาลที่ 5 ถึงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 ในยุคนี้แม้ว่าจะปรากฏการแลกเปลี่ยนซื้อขายอาหารผ่านตลาดสด แต่ยังสามารถจัดการกับขยะจากอาหารที่ยังเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดขยะจากอาหาร ผ่านกลไกตลาดสดที่นำผลผลิตไปจำหน่าย <strong>ยุคที่ </strong><strong>3</strong> ยุคสร้างชาติ (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) เป็นยุคที่วิถีการผลิตที่เริ่มปรับเปลี่ยนไปเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม โดยผู้ผลิตอาหารและผู้บริโภคเริ่มแยกออกจากกัน แต่ขยะจากอาหารยังไม่ได้เป็นปัญหา เนื่องจากยังเป็นยุคเริ่มต้นของการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรม <strong>ยุคที่ </strong><strong>4 </strong>ยุคขับเคลื่อนและพัฒนาชาติ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1) เป็นยุคที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อเข้าสู่ “ทุนนิยมเอกชน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคแบบทุนนิยมที่กระตุ้นความอยากของผู้บริโภคอย่างไร้ขีดจำกัด ยุคนี้จึงเป็นยุคเริ่มต้นปัญหาขยะจากอาหารในสังคมไทย และ<strong>ยุคที่ </strong><strong>5</strong> ยุคความมั่นคงทางอาหาร (หลังปี พ.ศ. 2540-ปัจจุบัน): การสร้างสำนึกรักษ์โลกและความยั่งยืน ยุคที่เผชิญกับปัญหาเรื่องขยะจากอาหารและสิ่งแวดล้อม และเป็นยุคที่ย้อนกลับมาทบทวนปัญหาและแสวงหาทางออก โดยการบริโภคควบคู่กับการตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ามากยิ่งขึ้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยยังพบว่า ปัญหาขยะจากอาหารในยุคปัจจุบันเกิดจากระบบการผลิตและการบริโภคที่มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรม โดยมีปัจจัยหนุนเสริม คือ กลไกทางการตลาดในระบบทุนนิยมนั้นสร้างขยะในทุกขั้นตอนของระบบอาหารมนุษย์ ตั้งแต่การผลิต การแพร่กระจาย การจัดเตรียม การบริโภค และการขจัดของเสีย ยุคปัจจุบันเกิดปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้สังคมไทยตื่นตัว ทั้งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development goals-SDGs) แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร (food security) นโยบายระหว่างประเทศและภายในประเทศที่ทั้งกดดันและทำให้เกิดการตระหนัก จนนำไปสู่ภาคปฏิบัติในการจัดการขยะจากอาหาร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยยังได้ค้นพบปัจจัยที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติการ (practice) ในการจัดการขยะจากอาหารของกรณีศึกษา 3 กรณีศึกษา ได้แก่ รายการอาหาร <em>กิน อยู่ คือ</em> มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ และผู้บริโภคครัวเรือน ในการจัดการขยะจากอาหารที่ประกอบไปด้วยจิตสำนึก ชุดความรู้ และภาคปฏิบัติการ (practice) บนทางเลือกที่มีอยู่และทำงานไปพร้อมๆ กัน โดยมีการผสมผสานทุน (capital) ทั้งทุนวัฒนธรรม ทุนความรู้ ทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม และทุนสัญลักษณ์ เข้ามาเป็นแรงหนุนเสริมจึงจะทำให้เกิดภาคปฏิบัติการนี้ได้</p> รัตติกาล เจนจัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294811 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสำรวจความนิยมและการวิเคราะห์เนื้อหารายการโทรทัศน์ จับจ้องมองจีน และรายการโทรทัศน์ Insight China by หลิวหรง ในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294812 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความนิยมและวิเคราะห์เนื้อหารายการ<em>โทรทัศน์ จับจ้องมองจีน </em>ออกอากาศทาง Nation TV และ <em>Insight China by หลิวหรง</em> ออกอากาศทาง TNN16 ซึ่งเป็นสองรายการที่นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนต่อผู้ชมในประเทศไทย งานวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักวิชาการ ผู้ผลิตรายการ และผู้ชม รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหารายการทั้งสองเพื่อประเมินประเด็นที่ได้รับความสนใจ โครงสร้างการนำเสนอ และแนวโน้มของเนื้อหารายการที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รายการ <em>จับจ้องมองจีน</em> มีจุดเด่นที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ง่าย ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของคนไทยในจีน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้ชมกับเนื้อหาได้ดี ขณะที่ รายการ <em>Insight China by หลิวหรง</em> เน้นเนื้อหาที่มีสาระและครอบคลุมประเด็นทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของจีน อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะว่า ทั้งสองรายการควรปรับปรุงวิธีการเล่าเรื่องให้ทันสมัยขึ้น ขยายเวลาการออกอากาศ และเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาให้ตอบสนองผู้ชมในกลุ่มอายุที่กว้างขึ้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า ทั้งสองรายการมีการใช้แนวทางการกำหนดวาระข่าวสาร (agenda-setting theory) ในการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับจีน และสะท้อน soft power ของจีนผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (cross-cultural communication) และแนวคิดการปรับตัวของผู้ชม (adaptation theory) เพื่อให้รายการสามารถเข้าถึงผู้ชมชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น <strong>ผลการวิจัยจึงช่วยสะท้อนอิทธิพลของ </strong><strong>soft power ที่ส่งผ่านรายการโทรทัศน์ในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรมของจีนในประเทศไทย</strong></p> ผศ. ชาติณรงค์ วิสุตกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294812 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารความหมายเชิงสัญญะว่าด้วยปรัชญา “จิตนิยม” และ “สัจนิยม” ผ่านวิถีเกษตรในภาพยนตร์ไทยเรื่อง วิมานหนาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294814 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารความหมายเชิงสัญญะว่าด้วยปรัชญา “จิตนิยม” และ “สัจนิยม” ผ่านวิถีเกษตรในภาพยนตร์ไทยเรื่อง <em>วิมานหนาม</em> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) วิถีเกษตรของตัวละครจากภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นสัญญะ ซึ่งนักวิจัยเลือกสัญญะที่ต้องการค้นหาความหมายเป็นสัญญะที่ว่าด้วยปรัชญา “จิตนิยม” และ “สัจนิยม” ที่ปรากฏในภาพยนตร์มาทำการวิเคราะห์โดยแบ่งออกเป็นสองขั้วตรงข้าม (binary oppositions) และทำการวิเคราะห์เพื่อหาความหมายโดยอรรถและความหมายโดยนัยผ่านเนื้อหาที่ปรากฏในภาพยนตร์ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านชุมชนเกษตรกรรมตลอดทั้งเรื่อง โดยทำการวิเคราะห์จาก (1) แก่นเรื่อง (2) องค์ประกอบของเนื้อหาสารที่ปรากฏในภาพยนตร์ จำเพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา “จิตนิยม” และ “สัจนิยม” และทำการวิเคราะห์เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์กล่าวถึงและทำการออกฉาย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ความหมายเชิงสัญญะว่าด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตตามแนวจิตนิยมและสัจนิยมถูกนำเสนอเป็นแก่นของเรื่องผ่านวิธีการเล่าเรื่องแบบคู่ตรงข้าม (binary oppositions) ระหว่างตัวละครที่มีวิธีคิดโน้มเอียงไปทางจิตนิยมและสัจนิยม โดยนำเสนอผ่านองค์ประกอบของเนื้อหาสารอันประกอบด้วยฉาก บทพูดที่สะท้อนชุดความคิดของตัวละคร พฤติกรรมของตัวละคร และเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเปรียบเทียบผ่านวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมและเกษตรสมัยใหม่ระหว่างการทำแปลงกะหล่ำปลีและสวนทุเรียน โดยความหมายเชิงสัญญะว่าด้วยปรัชญาจิตนิยมถูกสื่อสารผ่านการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องผี พระ เทพเจ้าและเทวดา คำอวยพร คำสาปแช่ง ความเชื่อเรื่องบาปกรรม บุญวาสนา ชาติภพ พิธีกรรมทางศาสนา พิธีกรรมชาติพันธุ์ และวิถีเกษตรที่เคารพนอบน้อมต่อธรรมชาติ ในขณะที่ความหมายเชิงสัญญะว่าด้วยปรัชญาสัจนิยมถูกสื่อสารผ่านวิถีเกษตรสมัยใหม่โดยคนรุ่นใหม่ (young smart farmer) การใช้ชีวิตบนข้อเท็จจริงและเหตุผล ความเชื่อในการกระทำที่เกิดขึ้นจากตนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งชีวิตที่ตนเองได้เลือกสรร การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อจัดสรรธรรมชาติ และวิถีเกษตรที่ไม่ยอมจำนนต่อธรรมชาติ โดยกลุ่มตัวละครทั้งสองฝ่ายมีพฤติกรรมผสมผสานระหว่างภาวะจารีตนิยมและภาวะสมัยใหม่อันเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของปรัชญาจิตนิยมและสัจนิยมตามลำดับ รวมทั้งสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ตัวบทดังกล่าวเป็นสัญญะสื่อความหมายโดยนัยลำดับที่สองว่าด้วยการปะทะทางความคิดของคนในสังคมไทยปัจจุบันที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็น “ภาวะกำกวม” ระหว่างวิถีชีวิตตามแนวทางจารีตนิยมและแนวทางสมัยใหม่</p> อ.ดร.สุเมธ ชัยไธสง; ผศ. ดร.นริศรา อินทะสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 258 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294814 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 สัญญะและการประกอบสร้างความจริงทางสังคม ผ่านการเล่าเรื่องภาพยนตร์ นคร-สวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294815 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยเรื่องนี้ใช้วิธีการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากภาพยนตร์ บทสัมภาษณ์ผู้กำกับภาพยนตร์ บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ด้วยการใช้แนวคิดภาพยนตร์สารคดี ทฤษฎีประพันธกร การเล่าเรื่องของภาพยนตร์ วิเคราะห์และตีความความหมายผ่านสัญญะและการประกอบสร้างความจริงทางสังคม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์ <em>นคร</em><em>-สวรรค์</em> ใช้การผลิตซํ้าสัญญะในการสร้างโลกแห่งความหมายเรื่องของความตายผ่านภาพยนตร์ ผ่านการปรุงแต่งอารมณ์ความเสียใจและความทรงจำ อาศัยขนบของการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ตระกูลสารคดี เพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดให้ผู้ชมได้รู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ และเป็นหนึ่งเดียวไปกับโลกของภาพยนตร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดเด่นของการเล่าเรื่องผ่านมุมมองผู้กำกับผู้ภาพยนตร์ ด้วยการใช้เทคนิคเฉพาะตัวที่มิได้เล่าชีวิตของตัวละครในแบบเดียว แต่เป็นการวางตำแหน่งหรือการเรียงลำดับเรื่องราวเหตุการณ์ของเรื่องแต่งภายใต้ร่องรอยของเรื่องจริง (syntagmatic) และนําสองส่วนมาเชื่อมกัน (paradigmatic) บุคลิกภาพที่ปรากฏให้เห็นอย่างโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ การใช้พลังแห่งความจริงของชีวิตเพื่อสื่อสารกฎของธรรมชาติเพื่อเชื่อมโลกของคนดูและโลกของผู้กำกับ และความหมายที่ปรากฏผ่านการเล่าเรื่อง ภาพ สี ตัวละคร ไม่ว่าจะในโลกจริง (สารคดีส่วนตัว) และโลกของภาพยนตร์ (ตัวละครเอย) ผ่านพิธีกรรมลอยอังคารที่แม่น้ำ 2 สี เมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจุดเชื่อมรอยต่อระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง โดยผู้กำกับมีความพยายามในการแหวกโครงสร้างการเล่าเรื่อง แต่อำนาจของเรื่องเล่ากลับถูกลดทอนภายใต้เงื่อนไขของอำนาจบางอย่าง ที่ถูกกำหนดขึ้นจากสภาพสังคมและวัฒนธรรม โดยเงื่อนไขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอํานาจทางสังคมที่มีพลังในการกําหนดสัญญะผ่านสื่อมวลชนหรือภาพยนตร์</p> <p>&nbsp;</p> พัชนี แสนไชย; ศ.ร.ต.อ.ดร.อนุชา แพ่งเกษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294815 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเปิดรับการสื่อสารทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปุ๋ย ของเกษตรกร ผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294816 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเปิดรับการสื่อสารการตลาด พฤติกรรมการซื้อปุ๋ยของเกษตรกร และการเปิดรับการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปุ๋ยของเกษตรกร ผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 350 คน สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 41-50 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีสถานภาพสมรสแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 10 ไร่ รายได้เฉลี่ยมากกว่า 13,000 บาท ในภาพรวมเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดอยู่ในระดับมากเฉลี่ย 3.83 (S.D. = 0.50) ซึ่งการส่งเสริมการขาย การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เป็นการสื่อสารการตลาดที่เกษตรกรให้การเปิดรับมากตามลำดับ โดยเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีมีพฤติกรรมการซื้อปุ๋ยในระดับมากเฉลี่ย 3.74 (S.D. = 0.58) และการจัดกิจกรรมทางการตลาดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปุ๋ยของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีมากที่สุด รองลงมาคือ การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณา ตามลำดับ ส่วนการตลาดทางตรง การส่งเสริมการขาย และการขายโดยพนักงาน ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อปุ๋ยของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> ปรัธนา กิจเจริญ; ผศ. ดร.พัชรา เอี่ยมกิจการ สบายใจ, รศ.ดร.ผู้ทรงคุณวุฒิ สมศักดิ์ คูหาสวรรค์เวช, อ.ดร.วันเฉลิม พรหมศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/294816 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700