วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil
<p>วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ ดำเนินการโดยสำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่รวบรวม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยในด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดจนการวิจัยในชั้นเรียน โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจ วารสารมีระบบการจัดการแบบออนไลน์ มีการประเมินคุณภาพบทความ<strong>โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน (ที่ไม่สังกัดในหน่วยงานเดียวกันกับผู้เขียน)</strong> ในรูปแบบการประเมิน Double-blind คือผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน</p> <p>บทความที่ได้รับการคัดเลือกตีพิมพ์ในวารสารฯ จะได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์บนเว็บไซต์ (ThaiJO) โดยกำหนดการเผยแพร่วารสารฯ ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p>
สำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
th-TH
วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
3027-6187
<p><span style="font-size: 12pt;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ และไม่สงวนสิทธิ์การคัดลอกบทความเพื่อใช้ประโยชน์ทางวิชาการ แต่ให้อ้างอิงข้อมูลแสดงที่มาของบทความทุกครั้งที่นำไปใช้ประโยชน์</span></p>
-
การจัดการเรียนรู้ที่ใช้การเล่นเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ภาษาท่านาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280548
<p class="p1">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบเพลเบสเลิร์นนิง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดศรีสโมสร จำนวน 30 คน ในรายวิชานาฏศิลป์ เรื่อง ภาษาท่านาฏศิลป์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภาษาท่านาฏศิลป์ ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน ประกอบด้วย เรื่อง ภาษาท่านาฏศิลป์แทนคำพูดและกิริยาอาการ, ภาษาท่านาฏศิลป์แทนอารมณ์และความรู้สึก, ภาษาท่านาฏศิลป์แทนกิริยาอาการของสัตว์, การปฏิบัติภาษาท่ามีทั้งหมด 4 ขั้นตอน โดยมีค่าความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.73, S.D.=0.48) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยเพลเบสเลิร์นนิง พบว่า คะแนนค่าเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมจัดการเรียนรู้ด้วยเพลเบสเลิร์นนิง สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนหลังได้รับการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเพลเบสเลิร์นนิง อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.62, S.D.=0.51)</p>
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
มาโนช บุญทองเล็ก
อาทิตยา เงินแดง
ชลรัตน์ดา ประมูลยงค์
ภูบดินทร์ พุทธโคตร
ศิริยากร หล่อโสภาลักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
1
16
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280739
<p class="p1">การวิจัยนี้เป็นวิจัยผสมผสานแบบคู่ขนาน ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู จำแนกตามกลุ่มโรงเรียน ประเภทสถานศึกษา ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัด สพป.ชลบุรี เขต 3 ปี 2566 จำนวน 322 คน โดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยสถิติ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย ทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา รวม 9 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยมีกรอบแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา คือ วิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม การจัดการความเสี่ยง และความคิดสร้างสรรค์ ผลการวิจัย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมและรายด้านมีระดับมาก 2) ครูในกลุ่มโรงเรียน ประเภทสถานศึกษา ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีทัศนะต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ มองอนาคต สื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ สร้างวัฒนธรรมร่วมคิด รวมพลังทีมเปลี่ยนแปลง ประเมินล่วงหน้า เรียนรู้และปรับปรุงต่อเนื่อง และเปิดพื้นที่ให้กล้าคิด</p>
สหพร เรืองสวัสดิ์
ศิริพงษ์ เศาภายน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
17
34
-
ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะออนไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทยสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ (กะเหรี่ยงโปว์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281019
<p class="p1">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะออนไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทยสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ (กะเกรี่ยงโปว์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทยก่อนกับหลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านพุย อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะออนไลน์ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทย และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าประสิทธิภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะออนไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทย จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ โครงสร้างของประโยคภาษาไทย การร้อยเรียงประโยคภาษาไทย และการเขียนประโยคภาษาไทย มีค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 81.98/83.20 สูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2) ความสามารถการเขียนประโยคภาษาไทยหลังการจัดการเรียนการสอน (x̄=11.76, S.D.=2.22) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนการสอน (x̄=16.24, S.D.=2.18) โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ และ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ดารา วิจิตรพนาเวศน์
กิตติพงษ์ วงศ์ทิพย์
สนิท สัตโยภาส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
35
48
-
การพัฒนาชุดฝึกเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน ตามแนวทางการประเมินผลของ PISA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281642
<p class="p1">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกการอ่านตามแนวทางการประเมินผลของ PISA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึก และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดฝึก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 38 คน จากโรงเรียนอนุบาลลพบุรี ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกการอ่าน, แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกการอ่าน, แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดฝึกการอ่าน มีค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 82.11/81.58 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้ (x̄=27.58, S.D.=3.34) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ (x̄=25.61, S.D.=3.91) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t(37)=-2.93, p=.0006 และ 3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.67, S.D.=0.60)</p>
ชลธิชา ศรีคุณเมือง
เนติ เฉลยวาเรศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
49
66
-
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นและเกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283047
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นและเกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 2) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) บทเรียนออนไลน์พลเมืองประชาธิปไตย และ 3) แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ตามแนวคิดของมาร์ซาโน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยมีแผนการจัดการเรียนรู้ (M = 4.83, S.D. = 0.26) และบทเรียนออนไลน์ (M= 4.78, S.D.= 0.27) มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่ กิจกรรมนอกชั้นเรียน (ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสำรวจและค้นหา และขั้นอธิบายและลงข้อสรุป) และกิจกรรมในชั้นเรียน (ขั้นขยายความรู้ และขั้นประเมินผล) โดยมีการบูรณาการเกมมิฟิเคชันเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ในทุกขั้นตอน นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์หลังเรียน (M = 21.25, S.D.= 3.02) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 16.35, S.D. = 2.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
นันทิยา กาลรัตน์
วิชัย นภาพงศ์
ชไมพร อินทร์แก้ว
ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
67
82
-
การสอนเขียนปฏิสัมพันธ์ปัญญา: การพัฒนากระบวนการสอนเขียนโดยใช้ทฤษฎีกระบวนการเขียนเชิงปัญญาร่วมกับกลยุทธ์การเขียนเชิงโต้ตอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนของนักเรียนสองภาษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280494
<p class="p1">งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการสอนเขียนปฏิสัมพันธ์ปัญญาโดยใช้ทฤษฎีกระบวนการเขียนเชิงปัญญาร่วมกับกลยุทธ์การเขียนเชิงโต้ตอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนของนักเรียนสองภาษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจปัญหาและวิเคราะห์พฤติกรรมการเขียนของนักเรียน 2) ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านการเขียนที่พบ 3) ออกแบบกระบวนการสอนโดยพิจารณาถึงแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และ 4) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับกระบวนการสอนเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ ผลการวิจัยพบว่ากระบวนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุดทุกด้านและสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการทฤษฎีกระบวนการเขียนเชิงปัญญาและกลยุทธ์การเขียนเชิงโต้ตอบร่วมกับทฤษฎีการถ่ายโอนภาษาสามารถส่งเสริมศักยภาพในการเขียนของนักเรียนสองภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
นภัสวรรณ ศรีสำอางค์
นุจรีย์ ผิวงาม
สุธีรา บุนนาค
คณิตา ลิ่มหัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
83
95
-
การศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/282146
<p class="p1">คณิตศาสตร์มักถูกมองว่าเป็นวิชาที่น่าเบื่อ แม้ว่าจะมีความสำคัญต่อกระบวนการคิดและการดำเนินชีวิต การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การศึกษานี้ทำการเก็บข้อมูลจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 374 คน ในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ศึกษา จำนวน 3 ท่าน และทดสอบนำร่องกับนักเรียน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ทำให้นักเรียนชอบเรียนคณิตศาสตร์ประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ การฝึกฝนและความสนุก ในขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้นักเรียนไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ คือ ความยากของเนื้อหาและความน่าเบื่อ ปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับการชอบและไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ได้แก่ การมองเห็นประโยชน์ของคณิตศาสตร์และบทบาทของครูผู้สอน ผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนที่เชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตจริง และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตามการศึกษานี้มีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลเฉพาะนักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และใช้เพียงแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งอาจส่งผลต่อการนำผลการศึกษาไปใช้ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มนักเรียนภูมิภาค และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูลร่วมด้วย</p>
เสฏฐวุฒิ เพ็ญธินาพงษ์
วัยวุฑฒ์ อยู่ในศิล
จิตรา ดุษฎีเมธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
97
111
-
ผลของบทเรียนออนไลน์โดยการบูรณาการการใช้ปัญหาเป็นฐาน โครงงานเป็นฐาน และการบรรยาย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณธรรมและจริยธรรม ในรายวิชาการคิดอย่างเป็นระบบ ของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคยะลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/277077
<p class="p1">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของบทเรียนออนไลน์ผ่าน Google Classroom โดยการบูรณาการการใช้ปัญหาเป็นฐาน โครงงานเป็นฐาน และการบรรยาย ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียน วิธีดำเนินการวิจัย การออกแบบวิจัยเป็นแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 จำนวน 38 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน มาตรวัดคุณธรรมและจริยธรรม สถิติทดสอบสมมติฐาน คือ Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการศึกษา พบว่า 1) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้เรียนมีคะแนนจากมาตรวัดคุณธรรม จริยธรรมโดยการประเมินตนเองสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผู้เรียนสะท้อนผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ว่ากระบวนการสอนมีความหลากหลายและน่าสนใจ ใช้เทคโนโลยีในการจัดการห้องเรียนแบบออนไลน์ของ Google Classroom มีการพูดคุยสื่อสารผ่าน Google Meet เนื้อหาสาระเชื่อมโยงความรู้เดิมและความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ มองเห็นความเป็นองค์รวม ทำให้เกิดทักษะการวางแผน การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจด้วยเหตุผล และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดสร้างนวัตกรรมบนพื้นฐานความมีคุณธรรม</p>
วิจิตรา แตงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
113
130
-
การพัฒนาสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมสำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาอุตสาหกรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/282046
<p class="p1">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเทียบกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 32 คน ได้มา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน 2) แบบบันทึกการออกแบบ Storyboard 3) สื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 4) แบบประเมินความเหมาะสม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60-1.00 และ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60-1.00 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.36-0.73 ค่าความยาก 0.41-0.73 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากขาดสื่อที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า ความเหมาะสมของสื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.79, S.D.=0.05) ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
พิชิต บุญมาก
ชลธิศ ปิติภูมิสุขสันต์
น่านน้ำ บัวคล้าย
เมธา อึ่งทอง
วรวุฒิ กังหัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
131
148
-
ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์กับองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280893
<p class="p1">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ 2) องค์การแห่งการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์กับองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ จำนวน 333 คน โดยเปิดตารางสำเร็จรูปของ Cohen ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียน และเปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนประชากรของครูด้วยการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ จำนวน 73 ข้อ มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นจากการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์ค เท่ากับ 0.982 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) องค์การแห่งการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์กับองค์การแห่งการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนสังกัด สพม.สมุทรปราการ มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ชุติภา ยิ่งงาม
อำนวย ทองโปร่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
149
165
-
การใช้เครื่องมือเมทริกซ์เพื่อพัฒนาทักษะด้านการออกแบบโลโก้แอปพลิเคชันของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรนวัตกรรมการออกแบบสื่อ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280190
<p class="p1">ปัจจุบันมีการใช้งานแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการบุคลากรด้านการออกแบบแอปพลิเคชันก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้การเรียนการสอนด้านนี้มีความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการสอนรายวิชามัลติมีเดียเชิงโต้ตอบ ในหลักสูตรนวัตกรรมการออกแบบสื่อ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่านักศึกษามักขาดแนวทางในการเริ่มต้นออกแบบ ใช้เวลานานในการพัฒนาแนวคิด และขาดความมั่นใจ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการสอนที่เป็นระบบ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการทักษะด้านการออกแบบโลโก้แอปพลิเคชันด้วยเครื่องมือเมทริกซ์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้เมทริกซ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยตาราง Bedno Matrix แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้เมทริกซ์ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าเมทริกซ์สามารถประยุกต์ใช้ในการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ศุภราภรณ์ ทวนน้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
167
179
-
ประสิทธิภาพของโปรแกรมฝึกทักษะการซักประวัติผู้ป่วยเสมือนจริง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280928
<p class="p1">การพัฒนาโปรแกรมฝึกทักษะการซักประวัติผู้ป่วยเสมือนจริงนี้ใช้กระบวนการ PDCA เพื่อให้การพัฒนามีมาตรฐานและประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมฝึกทักษะการซักประวัติผู้ป่วยเสมือนจริง 2) เพื่อประเมินความคิดเห็นด้านประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรม โดยให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,147 คน ที่มีและไม่มีประสบการณ์การฝึกซักประวัติผู้ป่วยจริงเป็นผู้ประเมินความคิดเห็นด้านประสิทธิภาพและความพึงพอใจหลังการใช้งานโปรแกรม มีนักศึกษาตอบแบบประเมินจำนวน 398 คน ประเมินความคิดเห็นด้านประสิทธิภาพในการออกแบบ การใช้ประโยชน์ และการทำงานของโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก (x̄=3.81, S.D.=0.84) และประเมินความพึงพอใจโดยรวมของโปรแกรมว่ามีความทันสมัยและตอบสนองต่อการใช้งานในระดับความพึงพอใจมาก (x̄=4.08, S.D.=0.79) เช่นกัน สะท้อนถึงความสามารถของโปรแกรมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษา ช่วยเพิ่มความมั่นใจและเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนเข้าสู่สถานการณ์จริง สามารถเรียนรู้และฝึกฝนซ้ำได้ตามความต้องการ ตอบโจทย์การเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น</p>
กรณ์วรัตน์ นิลชาติ
ศรีรัตน์ ฟุ้งทศธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
181
197
-
บทเรียนคำศัพท์ออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความรู้คำคุณศัพท์ในข้อสอบโทอิค
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280189
<p class="p1">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเภทของคำคุณศัพท์ที่พบบ่อยในข้อสอบโทอิค 2) ศึกษาคำปรากฏร่วมของคำคุณศัพท์ที่พบบ่อยในข้อสอบโทอิค และ 3) พัฒนาบทเรียนคำศัพท์ออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความรู้คำคุณศัพท์ในข้อสอบโทอิค กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวอย่างข้อสอบโทอิคส่วนการอ่าน จำนวน 30 ชุด ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป AntConc วิเคราะห์คำคุณศัพท์ที่พบบ่อยและคำปรากฏร่วม ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียนคำศัพท์ออนไลน์ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่าคำคุณศัพท์ที่พบบ่อย 200 คำแรก เช่น new, other, available, free, last, local, online, และ good คำคุณศัพท์มีการปรากฏร่วมกับคำนาม คำกริยาวิเศษณ์ คำกริยา และคำบุพบท เช่น last year, new location, available for และ interested in เมื่อนำคำคุณศัพท์มาพัฒนาบทเรียนคำศัพท์ออนไลน์ และทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แบ่งเป็นผู้เรียนที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 คะแนนคงที่ร้อยละ 3.33 และคะแนนลดลงร้อยละ 6.66 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ตามแนวคิดของ Meguigans พบค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 1.36 หมายความความบทเรียนคำศัพท์ออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้คำศัพท์โทอิคได้</p>
นิลุบล ศรีเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
199
212
-
การพัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมบนฐานแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับพนักงานวัยทำงานที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280433
<p class="p1">งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับพนักงานวัยทำงานที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่านการออกแบบ LEAPT Model ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) Learning Outcomes (2) Engagement Design (3) Application of Technology และ (4) Performance Assessment โดยยึดแนวคิดจากทฤษฎี Digital Literacy, Technology Acceptance Model, Action Learning, Revised Bloom's Taxonomy และ Theory of Change กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่สำนักงาน จำนวน 22 คน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา โดยดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาแบบจำลอง การทดลองใช้ และการประเมินผลลัพธ์ ใช้เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบจำลอง LEAPT แบบทดสอบก่อน-หลังอบรม แบบประเมินผลกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลอง LEAPT ส่งผลให้คะแนนหลังอบรมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (M=17.95, t=8.13, p<.05) และได้รับความพึงพอใจในระดับสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของแบบจำลองในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมในบริบทของพนักงานที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โดยสามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดได้ในบริบทอื่น ๆ ต่อไป</p>
วารี หอมสวัสดิ์
ณัฐพงศ์ ทองเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
213
226
-
การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนสำหรับห้องเรียนอัจฉริยะด้วย Microsoft Teams: กรณีศึกษาในรายวิชาความรู้เบื้องต้นทางประชากรศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/277127
<p class="p1">การจัดการเรียนการสอนรายวิชาความรู้เบื้องต้นทางประชากรศาสตร์ในรูปแบบเดิมประสบปัญหานักศึกษาไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนอย่างจำกัด นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มนักศึกษา ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสบการณ์และผลลัพธ์ของผู้เรียนจากการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอัจฉริยะด้วยโปรแกรม Microsoft Teams (2) พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาความรู้เบื้องต้นทางประชากรศาสตร์ และ (3) ระบุแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอัจฉริยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากนักศึกษาจำนวน 44 คนผ่านการสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษา 5 คนที่มีระดับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแตกต่างกัน และอาจารย์ผู้สอน 1 คน รวมถึงการวิเคราะห์เอกสารจากระบบ Microsoft Teams เช่น บันทึกการเข้าเรียน เอกสารประกอบการสอน และกิจกรรมในชั้นเรียน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้ในห้องเรียนอัจฉริยะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning เพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน และส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีของผู้เรียน ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในด้านการใช้อุปกรณ์ การเข้าถึงแอปพลิเคชัน และการปรับตัวต่อเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้าง 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ความต้องการ (2) การออกแบบเนื้อหา (3) การพัฒนาแผนการสอน (4) การนำไปใช้ และ (5) การประเมินผล นอกจากนี้ยังสามารถระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค เช่น การอบรม การให้คำปรึกษาเชิงรุก และการจัดสื่อเสริม ส่งผลให้ผู้เรียนมีทัศนคติเชิงบวก มีความพึงพอใจ และมีส่วนร่วมสูง สะท้อนบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</p>
อัลญาณ์ สมุห์เสนีโต
สาวิตรี วงษ์นุ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
227
240
-
การสำรวจพื้นที่สาธารณะรอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเพื่อพัฒนาการทัศนศึกษาเชิงสถานที่เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281257
<p class="p1">แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและบุคลากรของแหล่งเรียนรู้เป็นสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่สำคัญกับผู้เรียนในบริบทที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ แหล่งเรียนรู้เหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างมีความหมายและสอดคล้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความพร้อมของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและสภาพแวดล้อมในการสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนภายในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยใช้การสุ่มอย่างง่ายในการเลือกแหล่งเรียนรู้จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วยแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมและศาสนา 4 แห่ง และห้องสมุด 1 แห่ง ผลการศึกษาพบว่า แหล่งเรียนรู้ตัวอย่างมีความพร้อมเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีความเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้แบบบูรณาการหากได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามพบว่าแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ขาดความพร้อมในด้านการสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เช่น ขาดสื่อภาษาอังกฤษ คำศัพท์ และกิจกรรมการเรียนรู้ภาษา นอกจากนี้ บุคลากรในแหล่งเรียนรู้ยังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางภาษาอังกฤษเพียงพอ โดยผู้วิจัยนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษาด้วยการทัศนศึกษาเชิงสถานที่จากการสังเคราะห์วรรณกรรมไว้ 6 ขั้นตอน 1) การศึกษาเนื้อหาและสำรวจสถานที่ศึกษา 2) การออกแบบชุดกิจกรรมและแผนการสอน 3) การตรวจสอบคุณภาพและพัฒนาแผน 4) การเตรียมการทัศนศึกษา 5) การจัดการเรียนการสอนและการทัศนศึกษา และ 6) การสรุปผลและพัฒนากิจกรรม</p>
อรวิภา ดุรงค์ธรรม
ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
241
255
-
ผลการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้กรณีศึกษาต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ และความพึงพอใจต่อการเรียนรู้รายวิชากฎหมาย จริยศาสตร์และจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281022
<p class="p1">การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษา รายวิชากฎหมาย จริยศาสตร์และจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชากฎหมาย จริยศาสตร์ และจรรยาบรรณวิชาชีพทางการพยาบาล จำนวน 123 คน เก็บข้อมูลโดยใช้กรณีศึกษาจำนวน 6 กรณี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กฎหมายวิชาชีพทางการพยาบาล จริยธรรมและจรรยาบรรณพยาบาล แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้กรณีศึกษาในการเรียนการสอน และ รายงานการสะท้อนคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired t-test รายงานการสะท้อนคิด วิเคราะห์เชิงเนื้อหา 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความคาดหวัง 2) ด้านความรู้สึก และ 3) ด้านผลการเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ ผลการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนโดยวิธีการสอนแบบใช้กรณีศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักศึกษาหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาโดยรวมรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.55, S.D.=0.56) และผลการสะท้อนคิดพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มขึ้นและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้ จะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งในด้านความเข้าใจเชิงทฤษฎีและทักษะการคิดวิเคราะห์ ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของนักศึกษาได้อย่างชัดเจน จึงควรนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่ซับซ้อนของรายวิชาอื่นเพื่อให้นักศึกษามีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
สุพิศตรา พรหมกูล
สุรัสวดี พนมแก่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
257
271
-
ความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และพฤติกรรมการใช้เวชศาสตร์เชิงประจักษ์ของอาจารย์และนิสิตแพทย์ชั้นคลินิก: กรณีศึกษา ณ โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง ประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281863
<p class="p1">การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางเพื่อประเมินความรู้ ทัศนคติ ทักษะ พฤติกรรมการใช้เวชศาสตร์เชิงประจักษ์ ของอาจารย์และนิสิตแพทย์ชั้นคลินิก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ EBM ของนิสิตแพทย์ชั้นคลินิก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4-6 จำนวน 126 คน และอาจารย์แพทย์ชั้นคลินิก 130 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ñ สิงหาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า อาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อ EBM และส่งเสริมให้นิสิตแพทย์ใช้ EBM โดยเฉพาะอาจารย์ภาควิชาหลักที่เน้นการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลทางการแพทย์มากกว่าภาควิชาคลินิกอื่น ๆ นิสิตแพทย์ส่วนใหญ่มีความรู้ด้าน EBM ในระดับไม่เพียงพอ (89%) แม้ว่าจะมีทัศนคติเชิงบวก (95%) และมีพฤติกรรมการใช้ EBM อยู่ในระดับมาก (66%) อย่างไรก็ตามระดับความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และพฤติกรรมการใช้ EBM ของนิสิตแพทย์ชั้นคลินิกแต่ละชั้นปีไม่แตกต่างกันทางสถิติ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ EBM ได้แก่ทัศนคติที่ดี (adjusted odds ratio; AOR=4.11; 95% CI: 1.84-9.21) มีประสบการณ์ทำวิจัย (AOR=2.62; 95% CI: 1.12-6.13) และอุปสรรคต่ำ (AOR=2.65; 95% CI: 1.19-5.89) ดังนั้น การส่งเสริมความรู้และทักษะด้าน EBM จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการเรียนรู้และการปฏิบัติงานทางคลินิกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ชุติกาญจน์มาส แสงสว่าง
ญาสุมิน ไสยรินทร์
ณัฐนรี ฤกษ์วศินกุล
ธาริณี ประวัติยากูร
ภัณฑิลา เพชรหลิม
กิตศราวุฒิ ขวัญชารี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
273
288
-
รูปแบบการประเมินฐานสมรรถนะของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อการเรียนรู้จำเพาะบุคคล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280452
<p class="p1">รูปแบบการประเมินของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์องค์ความรู้ที่สะสมจาก 3 ปีแรก ของการเปิดโรงเรียน (พ.ศ. 2560-2562) การพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายเริ่มต้นในขณะที่นักเรียนรุ่นที่ 1 กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมุ่งสู่การส่งเสริมการเรียนรู้แบบจำเพาะบุคคลด้วยความมุ่งหวังที่จะให้นักเรียนที่มีความหลากหลายได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างถึงที่สุด โดยไม่ยึดติดกับสายการเรียนแบบเดิม แต่การเรียนรู้แบบจำเพาะบุคคลไม่สามารถทำได้ภายใต้ระบบการศึกษาฐานเวลาแบบดั้งเดิมเนื่องจากความไม่เข้ากันในระดับฐานคิด จึงต้องเปลี่ยนเป็นระบบการศึกษาฐานสมรรถนะที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้แบบจำเพาะบุคคล และจำเป็นต้องออกแบบรูปแบบการประเมินใหม่ทั้งระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายให้พร้อมใช้ในปีการศึกษา 2563 และปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถขยายผลไปใช้ทั้งโรงเรียนในปีการศึกษา 2566 ปัจจุบันรูปแบบการประเมินของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบหลัก ที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้อง และเป็นเหตุเป็นกัน ได้แก่ 1) ผลลัพธ์การเรียนรู้ 2) เกณฑ์ระดับความสามารถ 3) ระบบติดตามการเรียนรู้รายบุคคล 4) ระบบตัดสินผลการเรียนฐานสมรรถนะ 5) เอกสารรายงานผลการเรียนฐานสมรรถนะ 6) กิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้ และ 7) ระบบการเทียบเคียงสมรรถนะ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ความเข้าใจที่ตรงกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน</p>
ศราวุธ จอมนำ
ปฏิพัทธ์ สถาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
289
303
-
ความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์: หลักการ มุมมอง และแนวโน้มการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/282226
<p class="p1">ความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์เป็นความเชื่อที่เกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และจากการทบทวนวรรณกรรม ทางคณะวิจัยขอเสนอองค์ประกอบที่มี 4 มิติ ได้แก่ 1) ความเรียบง่ายและความแน่นอนของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 2) แหล่งที่มาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 3) พัฒนาการของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4) การตัดสินเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยการวัดความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 1) การวัดความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์เชิงปริมาณ 2) การวัดความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์เชิงคุณภาพ และ 3) การวัดความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์แบบผสมผสานวิธี และการประเมินผลประกอบด้วย 1) การประเมินเชิงสองขั้ว และ 2) การประเมินเชิงต่อเนื่อง และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 1) การวิจัยเกี่ยวกับการตรวจสอบความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ส่วนบุคคล 2) การวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบของความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ 3) การวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาแบบวัดความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ 4) การวิจัยเกี่ยวกับการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์และตัวแปรอื่น ๆ และ 5) การวิจัยเกี่ยวกับแบบแผนการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิผลของตัวแปรที่มีต่อความเชื่อญาณวิทยาทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน</p>
ศิรวิทย์ ปฐมชัยวาลย์
ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย
อนุรักษ์ นิลหุต
สลา สามิภักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
305
320