วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil <p>วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ ดำเนินการโดยสำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นที่รวบรวม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยในด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดจนการวิจัยในชั้นเรียน โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจ วารสารมีระบบการจัดการแบบออนไลน์ มีการประเมินคุณภาพบทความ<strong>โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน (ที่ไม่สังกัดในหน่วยงานเดียวกันกับผู้เขียน)</strong> ในรูปแบบการประเมิน Double-blind คือผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน</p> <p>บทความที่ได้รับการคัดเลือกตีพิมพ์ในวารสารฯ จะได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์บนเว็บไซต์ (ThaiJO) โดยกำหนดการเผยแพร่วารสารฯ ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> th-TH <p><span style="font-size: 12pt;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ และไม่สงวนสิทธิ์การคัดลอกบทความเพื่อใช้ประโยชน์ทางวิชาการ แต่ให้อ้างอิงข้อมูลแสดงที่มาของบทความทุกครั้งที่นำไปใช้ประโยชน์</span></p> jeiljournalpsu@gmail.com (Wandee Suttharangsee) jeiljournalpsu@gmail.com (Sarawut Lertlamtraiphop) Mon, 31 Aug 2026 23:06:53 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280694 <p>บทความนี้มุ่งเน้นให้ข้อเสนอแนะแก่สถาบันการศึกษาของประเทศไทยทั้งในระดับพื้นฐานและอุดมศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรและการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้สมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์เป็นความสามารถในการนำความรู้เชิงกระบวนการ และทักษะการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการเห็นคุณค่าถึงการสำรวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ครอบคลุมความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ โดยมีสมรรถนะย่อย 4 สมรรถนะ ได้แก่ 1) การตั้งคำถามและสร้างสมมติฐาน 2) การวางแผนและดำเนินการสำรวจตรวจสอบ 3) การวิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูล และการลงข้อสรุป และ 4) การตระหนักถึงคุณค่าของการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้แนวทางการวัดและประเมินผลสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยการทดสอบแบบเลือกตอบ การประเมินพฤติกรรมขณะลงมือปฏิบัติ การทดสอบแบบเขียนตอบ การทดสอบแบบตอบสั้น และการตอบแบบรายงานตนเอง นอกจากนี้แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์คือ การสืบสอบที่ขับเคลื่อนด้วยการวิพากษ์ การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบตามแนวทางสะเต็มศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบร่วมกับการเรียนรู้แบบรวมพลัง และการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์ ซึ่งเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันจากแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบ</p> ศิรวิทย์ ปฐมชัยวาลย์, ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/280694 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284835 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้กับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) สร้างและประเมินคุณภาพของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสมผสานวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 สังเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งชี้จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างแล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 ศึกษาความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้กับข้อมูลเชิงประจักษ์ เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 380 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.978 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ระยะที่ 3 สร้างรูปแบบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างแล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของรูปแบบโดยใช้แบบประเมินคุณภาพแล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณ ที่ได้จากการสังเคราะห์และตรวจสอบ มี 4 องค์ประกอบ 14 ตัวบ่งชี้ 2) โมเดลตัวบ่งชี้กับข้อมูลเชิงประจักษ์สอดคล้องกลมกลืนดี (χ<sup>2</sup>=73.045, df=55, p=0.0522, χ<sup>2</sup>/df=1.328, RMSEA=0.029, SRMR=0.019, CFI=0.996, TLI=0.9933) 3) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ชื่อ หลักการและแนวคิด วัตถุประสงค์ เป้าหมายความสำเร็จ ตัวชี้วัดความสำเร็จและแนวทางการปฏิบัติ คุณภาพของรูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> พจนพงษ์ ขจรภพ, ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์, ดาวรุวรรณ ถวิลการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284835 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285244 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 285 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 และ 2) แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ที่สำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองในการวางแผนหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้หลักสูตรมีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน กำหนดนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับหลักสูตร นิเทศด้วยการให้ข้อเสนอแนะเชิงบวก และส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย และเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน</p> ลลิดา ถึกไทย, เบญจวรรณ ศรีมารุต, มีนมาส พรานป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285244 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาไทยของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) โดยใช้การจัดการเรียนรู้วิธีสแกฟโฟลด์ร่วมกับกลวิธีเอสซีพีซี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283250 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสแกฟโฟลด์ร่วมกับกลวิธีเอสซีพีซีต่อความสามารถในการเขียนภาษาไทยของนักเรียน มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้คือ ขั้นที่ 1 โอกาสและอิสระในการเรียนรู้ ขั้นที่ 2 คัดสรรตามใจ ให้รอบคอบ ขั้นที่ 3 ระดมความคิด พิชิตการปฏิบัติ ขั้นที่ 4 ทวนอีกครั้ง ระวังสับสน ขั้นที่ 5 ถูกหรือไม่ ให้ผู้สอนประเมิน และขั้นที่ 6 คิดแก้ไข ให้สำเร็จ และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาไทยของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) จำนวน 40 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสแกฟโฟลด์ร่วมกับกลวิธีเอสซีพีซี และ 2) แบบวัดความสามารถในการเขียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง มากกว่า 0.67 ทุกข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสแกฟโฟลด์ร่วมกับกลวิธีเอสซีพีซี มีการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=3.75, S.D.=0.15) และ 2) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนภาษาไทยของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้มีค่าสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นิลุบล เกตุแก้ว, วิทยา อัยราคม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283250 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ผ่านโมเดล CIRCLE และการเรียนรู้เพื่อความเป็นพลเมืองโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281357 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของโมเดล CIRCLE ในการส่งเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ โดยบูรณาการแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 42 คน การวิจัยใช้รูปแบบ One-group Pretest-Posttest ประเมินทักษะการอ่านก่อนและหลังเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired-samples t-Test ผลการวิจัย พบว่า คะแนนทักษะการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=5.02, df=5, p=0.004) โดยเฉพาะด้านทักษะการใช้ภาษาและการอ่านเชิงลึกเพิ่มขึ้นจาก M=1.76, S.D.=0.50 เป็น M=2.87, S.D.=0.67 และด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจาก M=1.01, S.D.=0.43 เป็น M=2.78, S.D.=0.65 ด้านการแสดงความคิดเห็นและการให้เหตุผลก็มีพัฒนาการชัดเจนจาก M=2.09, S.D.=0.51 เป็น M=2.49, S.D.=0.63 แสดงให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนความคิดเห็นด้วยเหตุผลได้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์สะท้อนว่าโมเดล CIRCLE มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดเชิงวิพากษ์ และความสามารถในการเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบททางสังคมและประเด็นระดับโลก การบูรณาการแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกช่วยให้นักเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกิจกรรมการอ่าน</p> เกชา ไซเอ็ด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/281357 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตัวบ่งชี้การคิดเชิงบริหารของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285112 <p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้การคิดเชิงบริหารของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนสาธิตในสังกัดมหาวิทยาลัยทั้ง 6 ภูมิภาค จำนวน 1,500 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบวัดการคิดเชิงบริหารของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งความสามารถออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การกำกับด้านการรู้คิด 2) การกำกับด้านอารมณ์ และ 3) การกำกับด้านพฤติกรรม และมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้การหาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค พบว่า มีค่าเท่ากับ 0.869 และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดการคิดเชิงบริหารของนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (X<sup>2</sup>=11.011, df=5, p=0.0512, TLI=0.994, CFI=0.999, SRMR=0.009, RMSEA=0.028) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐาน ตัวบ่งชี้การเริ่มต้นทำงานมีค่าต่ำสุด และการตรวจสอบตนเองมีค่าสูงสุด</p> โคมศักดิ์ อ่อนวัง, จิตรา ดุษฎีเมธา, พาสนา จุลรัตน์, วัยวุฑฒ์ อยู่ในศิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285112 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ ในรายวิชาคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283398 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา Learning Skills เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ 6 กิจกรรม แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ แบบประเมินนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ ระยะเวลาในการดำเนินการ 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ มีค่าเท่ากับ 77.39/77.52 2) ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนหลังการทดลอง มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวก และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซินเนคติกส์ร่วมกับการปฏิบัติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก</p> อภิศิษฎ์ เสน่ห์วงศ์, รัตนาวดี หมื่นศรีภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283398 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 สภาพปัญหาการเรียนรู้นาฏศิลป์ตะวันตกของผู้เรียนในจังหวัดชลบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284078 <p style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาในการเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์ตะวันตกของผู้เรียนในจังหวัดชลบุรี โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับครูผู้สอนนาฏศิลป์ในโรงเรียนจังหวัดชลบุรี จำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากโรงเรียนที่ดำเนินกิจกรรมนาฏศิลป์ตะวันตกอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์แก่นสาระและสรุปผลโดยใช้วิธีการพรรณนา ผลวิจัยพบว่าการเรียนรู้นาฏศิลป์ตะวันตกในชั้นเรียนถูกจำกัดในภาคทฤษฎีเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรที่เชี่ยวชาญและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ โรงเรียนบางแห่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีกิจกรรมนาฏศิลป์ตะวันตกนอกชั้นเรียน แต่ยังขาดระบบการฝึกฝนที่ชัดเจน ทำให้ครูผู้สอนและผู้เรียนจึงต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ผู้เรียนยังคงแสดงออกถึงแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ รวมถึงการสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ผลการศึกษานี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์ตะวันตก ได้แก่ การปรับปรุงเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้เรียน การจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน การสร้างความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะที่ต่อยอดสู่โอกาสทางวิชาชีพในอนาคต</p> ภัชภรชา แก้วพลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284078 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะวิชาชีพที่พึงประสงค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283530 <p>สมรรถนะวิชาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพสาขาวิชานาฏศิลป์ไทยมีความสำคัญต่อผู้เรียน สามารถนำไปปรับใช้ประกอบอาชีพตามสาขาวิชาของตนในอนาคต หรือการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิชาชีพที่พึงประสงค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 57 คน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ประเมินความเหมาะสมของสมรรถนะวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะวิชาชีพที่พึงประสงค์แบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านความรู้ 2) ด้านการบริหารและจัดการการแสดง 3) ด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการจัดการปัญหา 4) ด้านการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร 5) ด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบการแสดง และ 6) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพและความรับผิดชอบ โดยองค์ประกอบสมรรถนะวิชาชีพดังกล่าวมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.83, S.D.=0.23) เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบการแสดง และด้านจรรยาบรรณวิชาชีพและความรับผิดชอบ (x̄=4.91, S.D.=0.31) ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันการศึกษาด้านนาฏศิลป์ไทยต่าง ๆ สามารถนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน หรือเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน</p> กฤษณะ สายสุนีย์, ระวิวรรณ วรรณวิไชย, ธนิตา เลิศพรกุลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283530 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานสำหรับการวางแผนการสื่อสารการตลาดผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนิสิตสาขาการสื่อสารการตลาดและสื่อดิจิทัล หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283105 <p class="p1">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐานสำหรับการวางแผนการสื่อสารการตลาดผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานสำหรับการวางแผนการสื่อสารการตลาดผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ โดยผู้วิจัยนำแนวทางโครงงานเป็นฐานมาใช้ในการพัฒนาแผนการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการสำหรับนิสิตสาขาการสื่อสารการตลาดและสื่อดิจิทัล มุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงและการลงมือปฏิบัติ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการร่วมมือกับผู้ประกอบการเครื่องสำอางแบรนด์ ABI HASU ซึ่งในอดีตรายวิชานี้ไม่ได้มีการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐานจึงทำให้นิสิตเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้ไม่ลุ่มลึกจนไม่สามารถสร้างนวัตกรรมของผู้เรียนได้ เมื่อนำกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐานนิสิตจะได้รับมอบหมายให้พัฒนาแผนการสื่อสารด้วยกระบวนการวิจัยประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่ศึกษาอยู่ในหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต จำนวนทั้งสิ้น 38 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแนวทางการเรียนรู้ผ่านโครงงานช่วยส่งเสริมให้นิสิตสามารถบูรณาการความรู้ทางทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ยังพบประเด็นปัญหา ได้แก่ การแบ่งงานภายในกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียม และการประเมินผลที่มีความเป็นอัตวิสัย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ผ่านการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน</p> เบญจรงค์ ถิระผลิกะ, จิณัชญ์ดา วิทยาพันธ์ประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283105 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนการสอนแบบทีมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในรายวิชากลุ่มนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283832 <p>การวิจัยชั้นเรียนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ก่อนและหลังเรียนรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบทีม และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนแบบทีม ที่มีอาจารย์ผู้รับผิดชอบร่วมกันดำเนินการสอนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการวางแผนการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการสอน และการประเมินผล เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างรอบด้านในรายวิชากลุ่มนโยบายสาธารณะ ได้แก่ รายวิชาการบริหารโครงการ และรายวิชาการนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนทั้งสองรายวิชา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความรู้และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตของอาจารย์ผู้สอนในทีม เครื่องมือวิจัยในครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 ซึ่งอยู่ในระดับดี สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.01) โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 13.47 คะแนน (S.D.=2.89) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 19.13 คะแนน (S.D.=1.30) และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบทีมในระดับมากที่สุด ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่าการสอนเป็นทีมสามารถช่วยให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้และช่วยส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เชิงบวกของนักศึกษาที่เรียนในรายวิชากลุ่มนโยบายสาธารณะ</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์, ณรงค์ฤทธิ์ ปริสุทธิ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283832 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284519 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของนักศึกษาก่อนและหลังจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของการจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2567 ที่สุ่มเลือกแบบกลุ่ม จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมือง ลักษณะเป็นแบบทดสอบเชิงสถานการณ์ 4 ตัวเลือก (ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95) แบบสอบถามความคิดเห็น ลักษณะเป็นแบบสอบถามตามมาตรประมาณค่า 6 ระดับ (ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94) และแผนการจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบที่ 2 ในรายวิชาโลกศึกษา จำนวน 4 หน่วย เวลาเรียน 16 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษามีความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองหลังเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) นักศึกษามีความคิดเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคมทางอิเล็กทรอนิกส์มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄=5.08, S.D.=0.38)</p> สุทธิพร แท่นทอง, ธีรารัตน์ ทิพย์จรัสเมธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284519 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความแตกต่างของความพึงพอใจและความตั้งใจในการใช้งานแอปพลิเคชันเรียนภาษาจีนอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชาวไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283203 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของความพึงพอใจและความตั้งใจในการใช้งานแอปพลิเคชันเรียนภาษาจีนอย่างต่อเนื่องของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชาวไทย โดยเปรียบเทียบตามระดับชั้นปีและสาขาวิชาที่แตกต่างกัน เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยกระดับประสบการณ์การใช้และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้ใช้งาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากนักศึกษาจำนวน 455 คน จาก 5 สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย จากนั้นนำข้อมูลไปวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS และ AMOS ครอบคลุมนักศึกษาทั้งสาขาวิชาภาษาจีนและสาขาวิชาอื่น ๆ ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านสาขาวิชาและระดับชั้นปี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test แบบอิสระ และการวิเคราะห์ ANOVA ทางเดียวร่วมกับการวิเคราะห์ post-hoc เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างอย่างครอบคลุม ผลการศึกษาพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างนักศึกษาสาขาภาษาจีนกับสาขาวิชาอื่น โดยนักศึกษากลุ่มสาขาวิชาอื่นมีระดับความพึงพอใจและความตั้งใจใช้งานสูงกว่า นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มลดลงของทั้งสองตัวแปรเมื่อระดับชั้นปีสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของสาขาวิชาที่เรียนและชั้นปีต่อพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันเรียนภาษาจีนอย่างมีนัยสำคัญ จึงเสนอให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มผู้เรียนแต่ละประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักศึกษาชาวไทย</p> Chao Zhang, ณัฐกานต์ ทวีวัฒนเศรษฐ์, กนกพร นุ่มทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283203 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางสถิติผ่านการแก้ปัญหาจากสถานการณ์ในชีวิตจริงของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283093 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถและพฤติกรรมในการให้เหตุผลทางสถิติผ่านการแก้ปัญหาจากสถานการณ์ในชีวิตจริงของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในกลุ่มรายวิชาสถิติสำหรับชีววิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยเลือกแบบเจาะจงและมีนักศึกษา 4 คนเป็นนักศึกษาเป้าหมายเพื่อศึกษาเชิงลึก ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางสถิติ 2. แบบสังเกตพฤติกรรมในการให้เหตุผลทางสถิติ และ 3. แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมในการให้เหตุผลทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้การทดสอบทวินาม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์งานเขียน ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความสามารถในการให้เหตุผลทางสถิติ ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็ม มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมดที่ระดับนัยสำคัญ .05 และนักศึกษาสามารถพัฒนาพฤติกรรมการให้เหตุผลทางสถิติในด้านการทำความเข้าใจกับข้อมูลสถิติ ส่งผลต่อการเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาสถานการณ์ในด้านการวางแผน รวมทั้งแสดงวิธีการวิเคราะห์ตัวอนุมานค่าทางสถิติและการวิเคราะห์ตามสถิติอนุมานได้ถูกต้องมากขึ้น และสรุปคำตอบและอธิบายเหตุผลของสถานการณ์ปัญหาได้</p> จิตติมา มานะการ, นนทกร ประชุมกาเยาะมาต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283093 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม ระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283484 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน เรื่อง ลำดับและอนุกรม 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 34 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยจำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน จำนวน 17 ข้อ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน (x̄=16.06, S.D.=2.50) สูงกว่าก่อนการเรียน (x̄=8.03, S.D.=1.93) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.39, S.D.=0.50)</p> ณัฐรดา ธรรมเวช, ปิยสิทธิ์ บัณฑิตสกุลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283484 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะการออกแบบการวิจัยของนักศึกษาครูผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284502 <p>งานวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถนะการออกแบบการวิจัยของนักศึกษาครูก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 2) ประเมินพัฒนาการสมรรถนะการออกแบบการวิจัยของนักศึกษาครูที่ผ่านการจัดการเรียนรู้ฯ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู จำนวน 23 คน จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน มีความเหมาะสมระดับดีมาก 2) แบบประเมินการออกแบบการวิจัย มีค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.923 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.901 โดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบสองกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน และคะแนน Normalized gain ของ Hake ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูมีสมรรถนะการออกแบบการวิจัยหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t<sub>22</sub>=10.68, p&lt;.001) 2) นักศึกษาครูส่วนใหญ่มีพัฒนาการด้านสมรรถนะการออกแบบการวิจัยอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 65.22) และ 3) นักศึกษาครูมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.62, S.D.=0.41)</p> เมษา นวลศรี, กุลชาติ พันธุวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/284502 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285123 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและการพัฒนาโปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยใช้กระบวนการ ADDIE Model และใช้แผนการทดลองแบบการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 193 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามเพื่อสำรวจปัญหาและความต้องการการให้คำแนะนำออนไลน์ 2) โปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้โปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีปัญหาหรืออุปสรรคระหว่างฝึกสอน ด้านทุนทรัพย์ และผู้ให้คำแนะนำและปรึกษา 2) กลุ่มตัวอย่างต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติการสอนมากขึ้น ระบบให้คำแนะนำที่มีข้อมูลเพียงพอ และหน่วยงานควรมีระบบให้คำแนะนำออนไลน์ควบคู่ไปกับการนิเทศการฝึกสอน 3) ผลการพัฒนาโปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์ใช้ระบบ FAQ และ Q&amp;A โดยมีผลการประเมินคุณภาพด้านความสอดคล้อง เหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านตัวอักษร ภาพ สื่ออยู่ในระดับมากที่สุด และการใช้งานโปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโปรแกรมให้คำแนะนำออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> ขัณธ์ชัย อธิเกียรติ, ธนารักษ์ สารเถื่อนแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/285123 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความเรื่องหลักสูตรโมบิลิตี้ในมหาวิทยาลัยภูมิภาคของไทย: ความท้าทายและแนวทางปฏิบัติ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283365 <p>งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพแบบวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ โดยหลักสูตรโมบิลิตี้ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคของไทยเป็นปรากฏการณ์ที่ศึกษา มหาวิทยาลัยภูมิภาคคือ มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ตั้งอยู่ กล่าวคือจัดตั้งใกล้นักศึกษาของภูมิภาคนั้น ๆ และมีเป้าหมายเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตในภูมิภาค การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความท้าทายในปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการดำเนินงานของหลักสูตรโมบิลิตี้ของมหาวิทยาลัยภูมิภาคของประเทศไทย และเพื่อสร้างกรอบแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรโมบิลิตี้ให้สอดคล้องกับลักษณะที่พึงประสงค์ โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัยที่จากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดและมหาวิทยาลัยคู่สัญญาทั้งหมด 17 คน โดยการสนทนากลุ่มและการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้มาได้นำมาวิเคราะห์ตามแนวทางการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ (1) มหาวิทยาลัยต้นสังกัด (2) นักศึกษา และ (3) ข้อกำหนดระหว่างประเทศ ข้อค้นพบที่ได้ได้นำไปพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับหลักสูตรโมบิลิตี้ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่ต้องยึดหลัก 4 ประการ ได้แก่ ยืดหยุ่น สากล สื่อสาร สัมพันธไมตรีคำสำคัญ: โปรแกรมออนไลน์; ให้คำแนะนำ; นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู</p> ปิยวรรณ รุ่งวรพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283365 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283909 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาแชทบอทเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนในรายวิชาต้นแบบ และประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้งาน โดยใช้แพลตฟอร์ม Dialogflow ในการพัฒนาแชทบอทบนแอปพลิเคชันไลน์ แชทบอทถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อคำถามและให้ข้อมูลในเนื้อหาวิชา 000204 เกมดิจิทัล และ 503220 วิชาการเขียนแบบวิศวกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบแชทบอทถูกออกแบบให้สามารถตอบคำถามและให้ข้อมูลแก่นักศึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ด้วยการเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาการสอนได้สะดวกและรวดเร็ว 2) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการใช้งาน และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ ผลการประเมินพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจในระดับดีขึ้นไป โดยด้านเนื้อหาซึ่งเน้นความถูกต้องและทันสมัยของข้อมูลได้รับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดที่ 4.23 ในส่วนของการใช้งาน นักศึกษาพึงพอใจกับความรวดเร็วในการตอบสนองของแชทบอท โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.23 เช่นกัน ส่วนการนำแชทบอทไปใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างความเข้าใจเนื้อหาวิชา มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.17 สรุปได้ว่า แชทบอทที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความพึงพอใจในด้านความรวดเร็ว ความถูกต้องของข้อมูล และความสะดวกในการใช้งาน</p> อรอนงค์ แสงผ่อง, พงษ์นรินทร์ ศรีพลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/283909 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์อภิมานเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีผลต่อการพัฒนาการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/286441 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะงานวิจัยเบื้องต้นของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบค่าขนาดอิทธิพลของกลุ่มรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีผลต่อการพัฒนาการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามระเบียบวิธี PRISMA 2020 โดยใช้วิทยานิพนธ์ฉบับภาษาไทยที่เผยแพร่บนฐาน TDC ตั้งแต่ พ.ศ. 2546-2567 เกี่ยวกับด้านการเรียนรู้จำนวน 27 เรื่อง จากทั้งหมด 55 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์อภิมานแบบจำลองอิทธิพลสุ่ม ด้วยโปรแกรมทางสถิติสำเร็จรูป พบว่า การพิจารณา publication bias ด้วย Funnel Plot ได้กราฟไม่สมมาตร และผล Egger’s test เท่ากับ 6.738 (p&lt;.05) พบนัยสำคัญ ตรวจสอบและปรับแก้ด้วยวิธี Trim and Fill แล้วไม่มีการเติมงานวิจัยเพิ่มเติม ค่าขนาดอิทธิพลรวมที่ปรับแล้วเท่ากับ 2.44 (95% CI [1.73, 3.15]) ซึ่งมีผลความไม่เป็นเนื้อเดียวกันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (Q เท่ากับ 376.96, p&lt;.001) โดยค่า τ² เท่ากับ 3.36 (REML) และค่า I2 เท่ากับร้อยละ 97.65 แสดงว่ามีความแตกต่างสูงมากระหว่างงานวิจัย และผล Omnibus Moderation Test มีค่า F เท่ากับ 3.477 (p=0.042) และผล Meta-regression พบว่า กลุ่มการจัดการเรียนรู้สืบสอบและสร้างข้อโต้แย้งมีแนวโน้มส่งผลต่อค่าขนาดอิทธิพลมากกว่ากลุ่มการจัดการเรียนรู้สถานการณ์จำลอง ประเด็นปัญหาและบริบททางสังคมที่ค่าร้อยละ 95 ของความเชื่อมั่น</p> ทัศนียา ร้านทอง, รัตติกาล สารกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jeil/article/view/286441 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700