https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/issue/feed วารสารมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน 2024-06-07T17:36:24+07:00 ดร.อภิชิต เหมือยไธสง aphichit.mue@mbu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ตีพิมพ์เผยแพร่บทความในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พุทธศาสนา ปรัชญา และการศึกษา บทความที่ตีพิมพ์จะต้องได้รับการอนุมัติจากบรรณาธิการก่อนการเผยแพร่ และผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน โดยใช้รูปแบบการประเมินปกปิดชื่อ (Double-blind Peer Review) ลักษณะของบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และการวิจารณ์หนังสือ</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274647 ศาสนาพุทธกับรัฐศาสตร์ 2024-06-07T13:23:42+07:00 อัครเดช นีละโยธิน akara2511@gmail.com <div data-canvas-width="597.2381999999999"> บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธกับรัฐศาสตร์ โดยศาสนาพุทธเป็นรากฐานของสังคมไทยหรือวัฒนธรรมไทย และความเป็นชาติไทย ตลอดจนเอกลักษณ์ของชาติ ทั้งทางด้านสังคม และการเมือง เริ่มจากการด าเนินชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา ตลอดจนแนวความคิด จิตใจ และกิจกรรมแทบทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย อีกทั้งพระมหากษัตริย์ของไทยยังคงใช้หลักธรรมของศาสนาพุทธในการปกครองแผ่นดินให้มีความผาสุกเป็นต้นมา และประชาชนในสังคมไทยก็ได้นำหลักธรรมมายึดเป็นแนวในประพฤติปฏิบัติทำความดี มีศีลธรรมอันดีในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ การร่วมอยู่กับสังคม และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง กษัตรีย์ทุกพระองค์นำเอาหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ในการปกครองบ้านเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทย เพราะศาสนาพุทธสอนให้รักสามัคคี มีเมตตากรุณาต่อกัน เป็นที่รากฐานทางวัฒนธรรมไทย ดังนั้นในการปกครองบ้านเมืองจะสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ผู้นำ ผู้ปกครอง ประชาชน จะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กันไปด้วย นั้นคือการนำศาสตร์ทางศาสนาพุทธและศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ผสมผสานในเรียนรู้ การนำไปบริหารบ้านเมือง ในการปกครองบ้านเมือง หรือที่เรียกว่า รัฐศาสตร์ตามแนวพระพุทธศาสนา และเดินตามรอยพระยุคลบาทที่ท่านทรงใช้หลักทศพิธราชธรรม หรือ ราชธรรม 10 คือ จริยวัตร 10 ประการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจำพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองแผ่นดินเท่านั้น บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกองค์กรก็พึงใช้หลักธรรม</div> <div data-canvas-width="40.99679999999999">เหล่านี้</div> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274653 การใช้ห้องสมุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของตัวเองในห้วงหลังการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 2024-06-07T15:04:17+07:00 ทัศนี ดีโพธิ์กลาง tassanee2521@gmail.com <p> การใช้ห้องสมุดเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ผู้เรียนรู้ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะแบบรู้รอบด้าน เข้าใจโลกได้หลากหลายมิติเช่นกัน รวมทั้งมีความกระตือรือร้นเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมากในยุคโควิด -19 และจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคต ส่วนด้านเทคโนโลยีสามารถปรับประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้แต่สถานศึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องต้องมองผู้เรียนแบบใหม่สอดรับกับโลกใหม่ รวมถึงออกแบบระบบใหม่เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือต้องจัดระบบห้องสมุดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโรคระบาด (โควิด-19) เนื่องจากโรคดังกล่าวยังไม่มีตัวยารักษาให้หายอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์เช่นนี้มีส่วนทำให้แรงจูงใจในการเรียนรู้ลดลง หากไม่มีบรรยากาศการเรียนรู้เหมาะสม แต่ผู้เรียนต้องร่วมสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ด้วย เพราะในที่สุดแล้วคน ๆ หนึ่งจะต้องรับผิดชอบขวนขวายในการเรียนรู้ของตัวเองไปตลอดชีวิต</p> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274655 The Development of career for driving local economy in Pujon Kidul village 2024-06-07T15:30:57+07:00 Nuttapol Lertsirisakulchai nuttapol_k@kkumail.com <div data-canvas-width="602.4329999999999">&nbsp; &nbsp; The Development of career for driving local economy is very important in economic development. As Pujon Kidul Village is a village of natural and cultural tourism. Promotion of professional development is therefore another catalyst for tourism in the area of community products. Objectives of the study to Study career promotion development to drive local economy in Pujon Kidul and to find obstacles in community career development.</div> <div data-canvas-width="401.8248000000001">&nbsp; &nbsp; The research method in this study is Qualitative research methods were secondary data. In describing research in this regard, career development to drive the local economy Indicators for the successful Development of career for driving local economy in Pujon Kidul Village. Must follow the following indicators: 1. Territorial Diagnosis and Institutional Mapping 2. The</div> <div data-canvas-width="230.958">process of growing sensitivity 3. Create a local/Regional forum. In addition to the aforementioned indicators What will be a major local economic driver is The emergence or creation of new businesse s such as milk processing, Apple chips product, Café shop and other tourism businesses, in addition to generating income from tourist attractions. Community products or products are also very important to bring business and community success together. And drive the local economy to grow People in the community live well. Have a better life too.</div> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274656 ย้อนวิเคราะห์แนวโน้มการฟ้องคดีต่อศาลปกครองของคณะสงฆ์ 2024-06-07T17:03:29+07:00 พงษ์มนัส ดีอด Pongmanut.dee@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; ศาลปกครองถือได้ว่าเป็นศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ทางปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจในการฟ้องของใช้สิทธิในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้พิจารณาได้ โดยการศึกษาย้อนพิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลปกครองของคณะสงฆ์ถือได้ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงปรากฏการณ์และสาเหตุของการฟ้องร้องคดีของคณะสงฆ์ต่อศาลปกครอง รวมทั้งสาเหตุของการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครอง ทั้งนี้การฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองของคณะสงฆ์ในที่นี่มีความหมายรวมถึงการที่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และรวมทั้งวัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้ยื่นฟ้องเป็นโจทก์และจำเลยด้วย โดยใช้แนวคำสั่งของศาลปกครอง และแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2563 รวมเป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าตลอดระยะเวลา 20 ปี ดังกล่าว การฟ้องคดีต่อศาลปกครองของคณะสงฆ์มีแนวโน้มที่ลดลง และคณะสงค์มีการใช้สิทธิทางศาลปกครองเพื่อยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเป็นจำนวนมากที่สุดโดยอาศัยสิทธิในการยื่นฟ้องตามมาตรา 9 อนุมาตราหนึ่งเป็นจำนวนมากกว่าอนุมาตรอื่นเนื่องมาจากโดยคดีส่วนมากของทางคณะสงฆ์เป็นการฟ้องคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการจัดการที่ดินและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดินส่งผลให้มีความเกี่ยวข้องกับมาตรดังกล่าว ทั้งนี้พบว่าในประการแรกที่คดีของคณะสงฆ์มีจำนวนน้อยลงอาจเกิดขึ้นจากมีกระบวนการยุติธรรมทางเลือกหรือการพิจารณาที่เป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องศาล อีกทั้งประการที่สองปัญหาที่มีการใช้สิทธิในการยื่นฟ้องข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการจัดการที่ดินและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดินเนื่องมาจากที่ดินวัดถือได้ว่าเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินส่งผลเกิดเมื่อมีการบริจาคแล้วเกิดปัญหาการใช้ที่ดินต่าง ๆ ตามมาได้อีกหลายประการ</p> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274657 คุณภาพชีวิตการทำงานของประชาชนในเขตเทศบาลนครของแก่น: กรณีศึกษาเทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 2024-06-07T17:18:52+07:00 อนุวัตร เจือจันทร์ tiger.chuchan@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของประชาชน เทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 2)เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะคุณภาพชีวิตการทำงานของประชาชน เทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 318 คน นำมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)<br>&nbsp; &nbsp; ผลวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 318 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 42.45 เป็นเพศชาย ร้อยละ 57.55 มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ร้อยละ 9.12 อายุ 26 -35 ปี ร้อยละ 51.57 อายุ 36 -45 ปี ร้อยละ 34.59 อายุ 46 -51 ปี ร้อยละ 4.09 อายุ 52 -59 ปี ร้อยละ 0.63 และ อายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 0.00 มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 8.81 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 24.84 อนุปริญญา/ปวส. ร้อยละ 5.66 ปริญญาตรี ร้อยละ 60.38 ปริญญาโท ร้อยละ 0.63 และ ปริญญาเอก ร้อยละ 0.31 มีสถานภาพ โสด ร้อยละ 8.49 สมรส ร้อยละ 86.48 และ หย่าร้าง ร้อยละ 5.03 มีเงินเดือน ต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 8.81 10,001 –35,000 บาท ร้อยละ 89.94 35,001 –75,000 บาท ร้อยละ 0.94 และ75,000 บาทขึ้นไป ร้อยละ 0.31 มีระยะเวลาการทำงานต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 8.8 15 –10 ปี ร้อยละ 89.94 และ มากกว่า 10 ปี ร้อยละ 0.31 2) คุณภาพชีวิตของประชาชน เทศบาลนครขอนแก่น&nbsp; อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.74) เมื่อพิจารณาคุณภาพชีวิตของประชาชน เทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในแต่ละด้านพบว่า 1) ด้านค่าตอบแทนที่เหมาะสม อยู่ในระดับ มาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.82) 2) ด้านด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.96) 3) ด้านการใช้และพัฒนาความสามารถ อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.71) 4)ด้านความมั่นคงและการเจริญเติบโตในงาน อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.43) 5) ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.74)</p> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmi/article/view/274659 การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 เพื่อการทำงาน กรณีศึกษาอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น 2024-06-07T17:36:24+07:00 อนุวัฒน์ ศรีษะเกษ Anuwat_2528@gmail.com <div data-canvas-width="588.4163999999998"> การทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นจะต้องอาศัยหลักการทำงาน โดยในทางพระพุทธศาสนาหลักธรรมที่สำคัญสำหรับการประยุกต์ใช้คือหลักอปริหานิยธรรม 7 โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ จำนวน 67 คน นำมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉลี่ย (Mean), ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)<br /> ผลวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 67 คน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีสถานภาพเป็นหญิง ร้อยละ 65.67 เป็นชาย ร้อยละ 34.33 อายุ 31 - 40 ปี ร้อยละ 37.31 อายุ 21 - 30 ปี ร้อยละ 31.34 อายุ 41 - 50 ปี ร้อยละ 28.36 และอายุต่ำกว่า 21 ปี ร้อยละ 2.99 ระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 70.15 ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.37 ปริญญาโท ร้อยละ 2.99 และปริญญาเอก ร้อยละ 1.49 ตำแหน่งพนักงานจ้าง ร้อยละ 53.73 ข้าราชการ ร้อยละ 43.28 และลูกจ้างประจำ ร้อยละ 2.99 2) การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบว่า 1) ด้านหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ด้านพร้อมเพรียงในการประชุม มาประชุม เลิกประชุมและทำภารกิจอื่น ๆ ให้พร้อมกัน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ด้านไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ หรือล้มเลิกข้อบัญญัติต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ด้านเคารพนับถือผู้บังคับบัญชา และรับฟังคำแนะนำจากท่าน อยู่ในระดับมากที่สุด 5) ด้านไม่ข่ม<span style="font-size: 0.875rem;">เหงหรือล่วงเกินสตรี อยู่ในระดับมากที่สุด 6) ด้านเคารพสักการะปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และรูปเคารพต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด 7) ด้านให้ความคุ้มครองพระสงฆ์ผู้ทรงศีลและนักบวชอื่น ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด</span></div> 2020-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2024