https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/issue/feedวารสารนิสิตวัง 2026-06-02T00:00:00+07:00Editor-in-Chief : Phrakhrusuphattharasilasophon (Sayan Pemasilo), Asst.Prof.Dr. wongsurin2520@gmail.comOpen Journal Systems<p><strong>“วารสารนิสิตวัง”</strong> มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ<strong>ด้านสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา ศาสนศึกษา ภาษาและภาษาศาสตร์ การศึกษา ตลอดจนสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ประยุกต์</strong> โดยมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ <strong>ฉบับละ 10–15 บทความ</strong> ได้แก่ ฉบับที่ 1 มกราคม–มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม</p> <p>(เนื่องจากวารสารนิสิตวัง ได้รับการปรับกลุ่มวารสารจาก TCI กลุ่ม 3 เป็น TCI กลุ่ม 2 ตามประกาศของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้น การเผยแพร่ในวารสารจะมีค่าธรรมเนียม ตั้งแต่เล่มปีที่ 24 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป)</p> <p>ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร มี 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย<strong> (</strong>รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</p> <p>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมิน (Reviewers) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้พิจารณาบทความ และผู้เกี่ยวข้อง (Double-blinded review)</p> <p><strong> *อัตราค่าธรรมเนียมใหม่*</strong></p> <p><strong>ขอแจ้งผู้นิพนธ์ เรื่องอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความในวารสาร ตั้งแต่เล่มปีที่ 27 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้นิพนธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ดังนี้</strong></p> <p><strong> - บทความภาษาไทย จำนวน 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน) </strong></p> <p><strong> </strong><strong>- บทความภาษาอังกฤษ จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</strong></p> <p><strong>**กรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอแจ้งว่า สงวนสิทธิ์คืนเงินค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ **</strong></p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /> กำหนดให้โอนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางบัญชีธนาคาร ดังนี้<br /> ชื่อบัญชี มมร. วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย<br /> ธนาคาร กรุงไทย สาขาประตูน้ำพระอินทร์<br /> เลขที่บัญชี 126-1-27835-6<br /> **(ผู้นิพนธ์บทความจะชำระเงินค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากได้รับแจ้งจากวารสารเท่านั้น)**</strong></p>https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/291770เสถียรภาพเชิงโครงสร้างของแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของผู้สูงอายุไทย : การตรวจสอบความแกร่งด้วยการจำลองมอนติคาร์โล2026-01-20T08:53:57+07:00กตญ มหาชนะวงศ์ สุวรรณแพทย์suvarnaphaet_k@su.ac.thพิสิษฐ์ สุวรรณแพทย์suvarnaphaet_p@su.ac.th<p>งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาในกลุ่มผู้เรียนสูงอายุมักเผชิญปัญหาเรื่องขนาดกลุ่มตัวอย่างที่จำกัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแม่นยำของการอนุมานทางสถิติ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบ ความแกร่งเชิงระเบียบวิธีของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของผู้สูงอายุไทย โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการจำลองทางคอมพิวเตอร์แบบผสมผสานระหว่างการสร้างข้อมูลแบบมอนติคาร์โลและการสุ่มตัวอย่างซ้ำแบบบูตสแตรป วิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 77 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยดำเนินการจำลองสถานการณ์ความแปรปรวนจำนวน 10,000 รอบ</p> <p>ผลการวิจัยบ่งชี้ถึงลักษณะความเสถียรที่แตกต่างกันของตัวแปร ภายใต้ข้อสมมติการแจกแจงแบบปกติ พบว่าความสัมพันธ์ของทัศนคติต่อการเรียนรู้ แสดงความแกร่งในระดับสูงโดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีความคงเส้นคงวาและมีนัยสำคัญทางสถิติในสถานการณ์จำลองส่วนใหญ่ในขณะที่ความสัมพันธ์ของความวิตกกังวลมีความอ่อนไหวสูงต่อความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม ข้อค้นพบนี้ได้ถูกสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงมโนทัศน์และชี้ให้เห็นว่าในงานวิจัยกลุ่มประชากรเปราะบาง การใช้สถิติเชิงอนุมานเพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัด การใช้วิธีมอนติคาร์โลจึงเป็นเครื่องมือเสริมในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือเชิงระเบียบวิธี เพื่อลดความเสี่ยงจากการสรุปผลที่คลาดเคลื่อน</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292538การรับรู้ความสามารถของตนเอง บุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในงานของพนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร2026-02-12T08:56:16+07:00รุจิราพร คงหุ่นso0925928182@gmail.comปรัชญา ปิยะมโนธรรมso0925928182@gmail.comรังสิมา หอมเศรษฐีso0925928182@gmail.comณัชชามน เปรมปลื้มso0925928182@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถของตนเอง และบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบสู่ความสำเร็จในงาน (2) ศึกษาเปรียบเทียบความสำเร็จในงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรในองค์กรกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์การลงทุนแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองกับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ ของบุคลากรในองค์กรกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์การลงทุนแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร (4) ศึกษาการรับรู้ความสามารถของตนเอง และบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสำเร็จในงานของบุคลากรในองค์กรกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์การลงทุนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 201 คน ซึ่งได้มาจากการตอบแบบสอบถาม โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากบุคลากรในองค์กรดังกล่าวที่สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำมาวิเคราะห์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>(1) บุคลากรในองค์กรกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประสบการณ์ทำงาน กลุ่มประเภทสายงาน และระดับตำแหน่งงานแตกต่างกัน มีระดับความสำเร็จในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>(2) การรับรู้ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพทั้งห้าองค์ประกอบในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>(3) การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านความสามารถในการทำงาน และด้านการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>(4) บุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ ด้านความมีจิตสำนึกและความไม่มั่นคงทางอารมณ์ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293068ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากเทคโนโลยีดิจิทัลกับประสิทธิภาพทางการตลาดของนักการตลาดรุ่นใหม่2026-02-25T10:55:58+07:00บุญยวีร์ เกงขุนทดbunyawee.ke@northbkk.ac.thรัชนิวรรณ อินละดมbunyawee.ke@northbkk.ac.thน้ำผึ้ง พลับนิล bunyawee.ke@northbkk.ac.thอมรรัตน์ ทับทิมศรีbunyawee.ke@northbkk.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบความสัมพันธ์ และ 2) ศึกษาผลกระทบของความเครียดจากเทคโนโลยีดิจิทัล (Technostress) ที่มีต่อประสิทธิภาพทางการตลาดของนักการตลาดรุ่นใหม่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาจากกลุ่มประชากรเป้าหมายที่เป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ จำนวน 242 คน ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลแบบสำมะโน (Census) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ความเครียดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ในมิติด้านการรุกรานทางเทคโนโลยี (Techno-invasion) ด้านความซับซ้อนของเครื่องมือ (Techno-complexity) และด้านความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (Techno-uncertainty) มีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพทางการตลาดของนักการตลาดรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะก่อให้เกิดแรงกดดันและความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นให้นักการตลาดเร่งพัฒนาทักษะ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้ผลการดำเนินงานทางการตลาดสูงขึ้น</p> <p>2) ความเครียดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ในมิติด้านภาวะข้อมูลล้นเกิน (Information Overload) ไม่มีความสัมพันธ์และไม่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพทางการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ชี้ให้เห็นว่าการได้รับข้อมูลปริมาณมากเกินไปจากเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้ช่วยส่งเสริมการทำงาน แต่อาจก่อให้เกิดความสับสน ความเหนื่อยล้า หรือลดทอนประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานทางการตลาด</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293434ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร คุณภาพชีวิตในการทำงาน กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานให้บริการข้อมูลประชาชน หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร2026-03-10T16:38:45+07:00อริสา แสงสุวรรณ์6612672002@rumail.ru.ac.thปรัชญา ปิยะมโนธรรม6612672002@rumail.ru.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานให้บริการข้อมูลประชาชน หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 2) และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร คุณภาพชีวิตในการทำงานกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานให้บริการข้อมูลประชาชน หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ พนักงานให้บริการข้อมูลประชาชน หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 160 คน ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง</p> <p>2) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับสูง และคุณภาพชีวิตในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมาก เท่ากับ .178 และ .048 ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่า หากพนักงานได้รับการส่งเสริมการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรในระดับสูง ส่งผลให้พนักงานมีระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น แต่ถ้าหากพนักงานมีการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรต่ำ จะส่งผลให้ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานลดลง เช่นเดียวกับพนักงานที่มีคุณภาพชีวิตในการทำงานในระดับสูงอาจทำให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น แต่หากพนักงานมีคุณภาพชีวิตในการทำงานต่ำ อาจส่งผลให้ลดความความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นว่าการที่พนักงานรู้สึกว่าองค์กรให้การสนับสนุน ดูแล และเห็นคุณค่าของตน เป็นแรงเสริมเชิงบวกที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและทุ่มเทต่อองค์กร จะส่งผลให้พนักงานเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น เป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลให้พนักงานนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจ ความสุข และความพึงพอใจในงานให้แก่พนักงาน</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293818รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจันทบุรี ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 22026-03-20T09:16:56+07:00ภมร หลอดแพงpmlodpang@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจันทบุรี ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการบริหารจัดการ 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการ 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการ วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการบริหารจัดการ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบ ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา 203 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ผู้เชี่ยวชาญ 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสร้างและตรวจสอบรูปแบบ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองรูปแบบ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัด 106 โรงเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจันทบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.24)</p> <p>2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ทิศทางของรูปแบบ ระบบและกลไกของรูปแบบ วิธีการดำเนินงานของรูปแบบ แนวทางการประเมินผลรูปแบบ และเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้</p> <p>3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ผลลัพธ์ในทุกด้านโดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยคุณลักษณะผู้เรียนด้านความภูมิใจในท้องถิ่นและความเป็นไทย อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64) สมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( = 4.12) สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58) ประสิทธิภาพของรูปแบบการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก ( = 4.11)</p> <p>4) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.36)</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292854การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความสามารถพื้นฐานทางการแพทย์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย2026-02-20T09:17:29+07:00ศิริรัตน์ ศิริพรวิศาลsirirat2@yahoo.comประยูร บุญใช้ sirirat2@yahoo.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับการเรียนรู้เชิงสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความสามารถพื้นฐานทางการแพทย์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการใช้หลักสูตร 3) ศึกษาความสามารถพื้นฐานทางการแพทย์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม การวิจัยใช้แบบแผนกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สนใจศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรม แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ แบบประเมินความสามารถพื้นฐานทางการแพทย์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบวิลคอกซัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>หลักสูตรฝึกอบรมประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมุ่งหมายหลักสูตร 3) เป้าหมาย 4) โครงสร้างและเนื้อหาหลักสูตร 5) เนื้อหาสาระของหลักสูตรฝึกอบรม 6) ระยะเวลาของหลักสูตร 7) กิจกรรมการฝึกอบรม 8) สื่อการฝึกอบรม และ 9) การวัดและประเมินผล หลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.67, S.D. = 0.46) คะแนนความรู้พื้นฐานทางการแพทย์หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (W = 190, p < .01) ความสามารถพื้นฐานทางการแพทย์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.92, S.D. = 0.19) และความพึงพอใจต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.94, S.D. = 0.19)</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292073MEDIATION AND MODERATION OF SELF-EFFICACY AND WORK ENGAGEMENT ON THE RELATIONSHIP BETWEEN INNOVATIVE LEADERSHIP AND CHANGE BEHAVIOR2026-02-02T13:21:53+07:00Xie Yuhuasukhum.moo@bkkthon.ac.thSukhum Moonmuangsukhum.moo@bkkthon.ac.thSataporn Pruettikul sukhum.moo@bkkthon.ac.th<p>The objectives of this research were: (1) to identify the factors influencing teachers’ change behavior in higher education institutions in Guangxi Province; (2) to determine whether self-efficacy mediates the relationship between innovative leadership and change behavior; (3) to examine whether work engagement mediates the relationship between innovative leadership and change behavior; (4) to investigate whether self-efficacy moderates the relationship between innovative leadership and change behavior; and (5) to explore whether work engagement moderates the relationship between innovative leadership and change behavior. The research employed proportional stratified random sampling to select 566 teachers from a population of approximately 10,300 faculty members in six universities in Guangxi Province. Data was collected using a five-point Likert scale questionnaire and analyzed through descriptive statistics. To enhance analytical rigor, confirmatory factor analysis was used to validate the measurement model, followed by mediation and moderation analysis and structural equation modeling.</p> <p>The results indicated that innovative leadership, self-efficacy, and work engagement were significant factors influencing teachers’ change behavior in higher education institutions in Guangxi Province. Self-efficacy demonstrated a positive and significant mediating effect on the relationship between innovative leadership and change behavior. Work engagement also mediated this relationship; however, the mediation effect was negative, indicating a suppressive role. In addition, self-efficacy moderated the relationship between innovative leadership and change behavior, such that the effect of innovative leadership was stronger and positive at lower levels of self-efficacy, weaker but still positive at moderate levels, and weakest and negative at higher levels. Furthermore, work engagement exhibited a moderating effect, whereby higher levels of work engagement strengthened the positive effect of innovative leadership on change behavior, while lower levels weakened this relationship.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292549STRATEGIC ADMINISTRATION MODEL OF HIGHER EDUCATION FOR REGIONAL ECONOMIC GROWTH IN ZHEJIANG PROVINCE2026-02-13T09:22:53+07:00Xiangxiang Guo1352568114@qq.comSuttipong Boonphadung 1352568114@qq.com<p>Against the backdrop of high-quality economic transformation and higher education reform, strategic administration requires systematic and evidence-based examination. This study adopts an explanatory sequential mixed-methods design integrating quantitative and qualitative approaches. The objectives are to (1) assess the current level of strategic administration, (2) validate its structural dimensions using confirmatory factor analysis (CFA), and (3) construct an empirically grounded model supporting regional economic growth.</p> <p>Quantitative data were collected through structured questionnaires administered to university administrators and faculty members, and analyzed using descriptive statistics and CFA. Qualitative data from semi-structured interviews were examined through content analysis to interpret quantitative findings and refine the model.</p> <p>The findings reveal a relatively high level of strategic administration. CFA confirms a stable seven-dimension framework with satisfactory model fit indices. The integration of quantitative validation and qualitative interpretation results in a Strategic Administration Model consisting of seven interrelated dimensions: Strategic Leadership, Resource Allocation Efficiency, Research and Innovation Capability, University–Industry Collaboration Capability, Internationalization Strategy Development, Human Capital Development, and Knowledge Innovation and Transformation Capability. The model functions as an integrated governance system in which coordinated strategic mechanisms systematically enhance universities’ contributions to sustainable regional economic development.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292166THE DEVELOPMENT OF A BILINGUAL BOOK BASED ON THE HISTORY OF NAGA AT WAT SRIDARAM, UDON THANI TO PROMOTE TOURISM2026-03-02T12:55:24+07:00Kittipong Thongsombatkittisombat@yahoo.comChanika Chatdechac.chatdecha@gmail.com<p>The study aimed to 1) explore the historical and mythological narratives of the Naga at Wat Sridaram, 2) develop a bilingual book from the adapted narratives, and 3) investigate the satisfaction of the target audience with the content, language, and presentation of the bilingual book about the Naga at Wat Sridaram. Borg and Gall’s (1989) Research and Development (R and D) framework and a mixed-method design of both integrating qualitative and quantitative approaches were employed. Semi-structured interviews were conducted with monks, community members, business owners, tourists, and local officers to collect information. The prototype was evaluated through expert reviews and satisfaction surveys with 35 target readers. Data were analyzed using mean and standard deviation. The findings showed that:</p> <p>1) Expert reviews indicated a highest level of overall satisfaction of the bilingual book (Mean = 4.26, SD = 0.62), with design receiving the highest rating (Mean = 4.60, SD = 0.58).</p> <p>2) The satisfaction survey likewise reflected a highest level of overall satisfaction score of the bilingual book (Mean = 4.29, SD = 0.85) with the design achieving the top-rated aspect (Mean = 4.38, SD = 0.88).</p> <p>These findings indicate that the bilingual book demonstrates high quality and effectiveness and is suitable for publication and practical use in cultural tourism promotion.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293838FACTORS INFLUENCING THAI EFL TEACHERS’ INTEGRATION OF DIGITAL TECHNOLOGY IN ENGLISH LANGUAGE TEACHING2026-03-23T13:19:59+07:00Pornnarong Singsamranpornnarong.si@northbkk.ac.thYuwadee Chojitpornnarong.si@northbkk.ac.th<p>This mixed methods study aimed to (1) examine the current state of digital technology integration among Thai EFL teachers in primary schools under the Bangkok Metropolitan Administration (BMA), (2) identify and analyze factors influencing technology integration, (3) investigate the predictive power of these factors, and (4) explore teachers’ perceptions and lived experiences regarding barriers and facilitators of technology integration. The participants consisted of 400 English language teachers selected through stratified random sampling from 50 BMA primary schools. Quantitative data were collected using a validated questionnaire based on the Technology Acceptance Model (TAM) and related digital competence constructs, while qualitative data were gathered through semi-structured interviews with 20 purposively selected participants. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analysis, whereas qualitative data were analyzed through thematic analysis.</p> <p>In relation to the research objectives, the findings can be summarized as follows :</p> <p>First, the current state of digital technology integration among Thai EFL teachers in BMA primary schools was at a moderate level, with most teachers operating at the infusion and integration stages. Second, key factors influencing technology integration included digital competence, perceived usefulness, institutional support, and student motivation. Third, the predictive analysis demonstrated that these factors significantly contributed to technology integration, with digital competence being the strongest predictor, and the model explaining 61.3% of the variance. Finally, qualitative findings revealed that while teachers recognized the pedagogical value of digital technology, they faced challenges related to infrastructure, training, and time constraints, whereas professional learning communities and leadership support acted as important facilitating conditions.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293629MEDIATING EFFECTS OF ORGANIZATIONAL SUPPORT ON RELATIONSHIP BETWEEN ADMINISTRATORS' SERVANT LEADERSHIP AND TEACHERS' COMPETENCIES IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN JINAN, SHANDONG PROVINCE2026-04-15T21:46:51+07:00XIE FANGpornthep.mua@bkkthon.ac.thpornthep muangmanpornthep.mua@bkkthon.ac.thPeerapong Tipanarkpornthep.mua@bkkthon.ac.th<p>The objectives of this research were: (1) To examine the components of administrators' servant leadership, teachers' competencies and organizational support.; (2) To develop the model of mediating effects of organizational support on relationship between administrators' servant leadership, and teachers' competencies in higher vocational colleges in Jinan, Shandong province. (3) To study direct and indirect effects of administrators' servant leadership on teachers' competencies through mediating effects of organizational support. This research adopts a quantitative research approach. The research population consists of 7,563 in-service teachers from 15 higher vocational colleges in Jinan, Shandong Province. The required sample size was decided using G*Power program, and a total of 368 teachers were selected as the sample through proportional stratified random sampling. A semi-structured questionnaire was employed as the measurement instrument. Confirmatory Factor Analysis (CFA) and Structural Equation Modeling (SEM) were conducted to examine the reliability and validity of the measurement model and to assess the overall fit of the hypothesized structural model.</p> <p>The results indicated that: 1) Administrators' servant leadership had 5 components: (1) Emotional Healing, (2) Empowerment, (3) Modeling, (4) Putting Others First, (5) Trust. Teachers' competencies had 5 components: (1) Instructional Design and Implementation Competency,(2)Educational Research and Reflective Competency, (3) Professional Development and Lifelong Learning Competency, (4) Digital Technology and Innovation Competency, (5) Communication and Collaboration Competency, and Organizational support had 3 components: (1) Work Support,(2) Emotional Support, (3) Respect/Recognition Support; 2) after modifying the measurement model, the model fitted well with the empirical data (X²/df = 60, CFI = 0.975, TLI = 0.969, RMSEA=0.078); and 3) Administrators' servant leadership has a significant positive direct effect on teachers' competencie (0.23), and also exerts a significant indirect effect through organizational support (0.263), the estimated value of the mediating effect for the path ASL→OS→TC is 0.064, with a 95% confidence interval (CI) of [0.026, 0.114] and a significance level of p < 0.001.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293566MEDIATING EFFECTS OF TEACHERS' SELF-EFFICACY ON RELATIONSHIP BETWEEN ADMINISTRATORS' INFORMATIZATION LEADERSHIP AND TEACHERS' INFORMATIZATION ABILITY IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN PINGDINGSHAN CITY HENAN PROVINCE2026-04-15T21:49:28+07:00Song Yangyangpornthep.mua@bkkthon.ac.thpornthep muangmanpornthep.mua@bkkthon.ac.thPeerapong Tipanarkpornthep.mua@bkkthon.ac.th<p>The objectives of this research were : (1) To examine the components of administrators' informatization leadership, teachers' informatization ability, and teachers' self-efficacy. (2) To propose a model of the mediating effect of teachers' self-efficacy on the relationship between administrators' informatization leadership and teachers' informatization ability in higher vocational colleges in Pingdingshan City Henan Province, the People’s Republic of China. (3) To study the direct and indirect effects of administrators' informatization leadership on teachers' informatization ability and teachers' self-efficacy. This research adopted a quantitative research method. Through proportional stratified random sampling, 339 teachers were selected from a total population of 2,452 teachers across four higher vocational colleges in Pingdingshan City, Henan Province.</p> <p>The research results were found that : (1) Administrators' informatization leadership included 4components: informatization literacy ability, informatization planning ability, informatization management ability and informatization evaluation ability. Teachers' informatization ability included 5components: informatization awareness and attitude, informatization knowledge and skills, informatization implementation ability, teaching research and development ability, and vocational practice ability. Teachers' self-efficacy, included 3 components: teaching strategy efficacy, classroom management efficacy, student engagement efficacy; (2) The proposed SEM fit the empirical data well: relative Chi-square = 2.883 (less than 3), CFI = 0.983 and TLI = 0.977 (both more than 0.95), SRMR = 0.032 (below 0.05). Although RMSEA = 0.075 (< 0.08), it remained within the acceptable range; and (3) administrators' informatization leadership and teachers' informatization ability have a statistically significant indirect effect on teachers' informatization ability through teachers' self-efficacy.</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/293779การบริหารสถานศึกษาในฐานะผู้ใช้อำนาจทางปกครอง : การบูรณาการหลักกฎหมายมหาชนกับภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา2026-03-20T10:03:34+07:00 อภิภัสร์ ปาสานะเกapipat.pasanaga@gmail.comพวงผกา ทาปลัดapipat.pasanaga@gmail.comจุฑารัตน์ ลิ้มสวัสดิ์apipat.pasanaga@gmail.comสิรภัทร โกลากุลapipat.pasanaga@gmail.comชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์ apipat.pasanaga@gmail.comสาลินี ลิขิตพัฒนะกุลapipat.pasanaga@gmail.com<p>บทความนี้มุ่งศึกษาการบริหารสถานศึกษาในฐานะการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยบูรณาการหลักกฎหมายมหาชนเข้ากับแนวคิดภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา เพื่ออธิบายสถานะ บทบาท และความรับผิดของผู้บริหารสถานศึกษา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กรอบแนวคิดทางกฎหมายและการบริหารที่เกี่ยวข้อง และสังเคราะห์แนวทางเชิงบูรณาการที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเอกสารเชิงกฎหมาย ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยศึกษาบทบัญญัติกฎหมาย หลักกฎหมายมหาชน ทฤษฎีภาวะผู้นำทางการศึกษา งานวิชาการที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เชิงบูรณาการระหว่างกฎหมายและการบริหารการศึกษา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีสถานะเป็นผู้ใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้เรียนและบุคลากร แต่ระบบการบริหารและการพัฒนาผู้บริหารยังขาดการบูรณาการหลักกฎหมายมหาชนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การใช้อำนาจในทางปฏิบัติมีความเสี่ยงต่อความไม่ชอบด้วยกฎหมายและขาดความชอบธรรมเชิงนิติธรรม และยังพบว่าประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการกำกับการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาผ่านหลักนิติธรรม หลักความได้สัดส่วน และกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยยกระดับการบริหารสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งพัฒนา “ภาวะผู้นำเชิงกฎหมาย” ของผู้บริหาร ควบคู่กับการปรับปรุงหลักสูตรการอบรมให้ครอบคลุมกฎหมายมหาชน การกำหนดมาตรฐานกระบวนการทางปกครองในสถานศึกษา และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักนิติธรรม ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิด และความยั่งยืนของระบบการศึกษาในระยะยาว</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292885ผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของเยาวชนไทย2026-03-30T13:51:38+07:00พระครูใบฏีกาศรัณย์ สุนฺทโร (ปานะโปย)chatchaiponsri20@gmail.comพระครูสุนทรวีรบัณฑิต (วีระชนม์ มาลาไธสง)chatchaiponsri20@gmail.comสุวิจักขณ์ กุลยศชยังกูร chatchaiponsri20@gmail.comพระมหาฉัตรชัย ปญฺญาวฑฺฒโน (พลศรี)chatchaiponsri20@gmail.com<p>วิวัฒนาการของสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ โดยขยับขยายจากการสื่อสารในวงจำกัดสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ยุคแรกเริ่มนั้นความสัมพันธ์ทางสังคมในโลกเสมือนของเยาวชนไทยก่อตัวขึ้นผ่านแพลตฟอร์มกระดานสนทนา (Webboard) อย่าง Pantip หรือ Dek-D และโปรแกรมแชทอย่าง MSN Messenger ซึ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ด้วยตัวอักษรเป็นหลัก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2550 การเข้ามาของ Hi5 และ Facebook ได้ปฏิวัติรูปแบบการแสดงตัวตนด้วยการใช้รูปภาพและการระบุตัวตนที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางสังคมเริ่มเปลี่ยนผ่านจากโลกกายภาพสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นปัจจัยที่ห้าของเยาวชนไทย คือการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีโครงข่าย และการแพร่หลายของสมาร์ทโฟน (Smartphone) ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มที่เน้นเนื้อหาภาพและวิดีโอสั้นอย่าง Instagram และ TikTok ในช่วงเวลาต่อมา ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการบริโภคสื่อ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม" (Participatory Culture) ที่เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่กลายเป็นผู้สร้างเนื้อหา (Content Creator) เอง ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ขอบเขตระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะพร่าเลือนลง และเริ่มส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>ในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่หลักในการสร้างอัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity) ของเยาวชนไทย โดยมีสถิติการใช้งานติดอันดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่รวดเร็วนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ ในมิติความสัมพันธ์ เช่น ภาวะความโดดเดี่ยวในโลกความเป็นจริงแต่พลุกพล่านในโลกออนไลน์ หรือปัญหาการเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison) ที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต ประวัติความเป็นมาของสื่อสังคมออนไลน์ในไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นจดหมายเหตุความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมศาสตร์ที่สะท้อนถึงการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ท่ามกลางกระแสธารของโลกาภิวัตน์ดิจิทัลที่ไม่อาจย้อนกลับได้</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/292886วิกฤตการณ์ทางการเมืองในภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ.25682026-04-03T13:51:14+07:00พระครูปัญญาสารบัณฑิตchatchaiponsri20@gmail.comสุวิจักขณ์ กุลยศชยังกูรchatchaiponsri20@gmail.comกิตติธัช นาชัยchatchaiponsri20@gmail.comพระมหาฉัตรชัย ปญฺญาวฑฺฒโนchatchaiponsri20@gmail.comบุญรัตน์ อุตส่าห์chatchaiponsri20@gmail.com<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์พลวัตของวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยภายใต้บริบทความขัดแย้งทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ.2568 โดยมุ่งเน้นไปที่การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสงครามกับการสั่นคลอนของเสถียรภาพรัฐบาล ผลการศึกษาพบว่า การปะทะกันทางอาวุธมิได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงในมิติทางทหารเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมและทำลายคู่ขนานผ่านวาทกรรมชาตินิยมสุดโต่ง วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะชะงักงันของกระบวนการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เนื่องจากฝ่ายบริหารจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในสภาวะฉุกเฉิน</p> <p>นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยแทรกซ้อนจากตัวแสดงภายนอกและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมวิกฤตการณ์ทางการเมืองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น การปิดด่านพรมแดนและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นำไปสู่การประท้วงจากภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางปากท้อง ซึ่งผสมโรงกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางการเมืองเดิมที่มีอยู่ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตเชิงซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของสถาบันทางการเมืองไทยในการเผชิญหน้ากับสภาวะกบิลเมือง (State of Exception) โดยบทความสรุปว่า ทางออกของวิกฤตมิได้จำกัดอยู่เพียงการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติศึกชายแดน แต่ต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและการสร้างฉันทามติใหม่ในสังคมเพื่อป้องกันการใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือล้มล้างกติกาทางการเมืองได้ว่าวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เพียงเป็นปัญหาระหว่างรัฐ หากแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างอำนาจ และพัฒนาการประชาธิปไตยของไทยในภาพรวม</p>2026-06-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิสิตวัง