วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw <p><strong>"วารสารนิสิตวัง"</strong> มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การศึกษา สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ศาสนศึกษา ปรัชญา ภาษาและภาษาศาสตร์ จิตวิทยา การศึกษาเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์</p> <p> กลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป โดยตีพิมพ์เผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี <strong>(ฉบับๆ ละ 10-15 บทความ) </strong> ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม <strong> </strong></p> <p>(เนื่องจากวารสารนิสิตวัง ได้รับการปรับกลุ่มวารสารจาก TCI กลุ่ม 3 เป็น TCI กลุ่ม 2 ตามประกาศของศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้น การเผยแพร่ในวารสารจะมีค่าธรรมเนียม ตั้งแต่เล่มปีที่ 24 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป)</p> <p>- ประเภทของผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร มี 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย <strong> </strong></p> <p>- รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p>- บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมิน (reviewers) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้พิจารณาบทความ และผู้เกี่ยวข้อง (double-blinded review)</p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับ : การศึกษา สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ศาสนศึกษา ปรัชญา ภาษาและภาษาศาสตร์ จิตวิทยา การศึกษาเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong> ***อัตราค่าธรรมเนียมใหม่***</strong></p> <p><strong>ขอแจ้งผู้นิพนธ์ เรื่องอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความในวารสาร ตั้งแต่เล่มปีที่ 27 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้นิพนธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ดังนี้</strong></p> <p><strong> - บทความภาษาไทย จำนวน 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน) </strong></p> <p><strong> </strong><strong>- บทความภาษาอังกฤษ จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)</strong></p> <p><strong>**กรณีที่บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอแจ้งว่า สงวนสิทธิ์คืนเงินค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ **</strong></p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /> กำหนดให้โอนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางบัญชีธนาคาร ดังนี้<br /> ชื่อบัญชี มมร. วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย<br /> ธนาคาร กรุงไทย สาขาประตูน้ำพระอินทร์<br /> เลขที่บัญชี 126-1-27835-6<br /> **(ผู้ส่งบทความจะชำระเงินค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากได้รับแจ้งจากวารสารเท่านั้น)**</strong></p> th-TH wongsurin2520@gmail.com (Editor-in-Chief : Phrakhrusuphattharasilasophon (Sayan Pemasilo), Asst.Prof.Dr. ) sutarak2536@gmail.com (Phrakrusangkharak Sutharak Dhammarakkho, Mr.Asawin Kongchumnan) Mon, 15 Dec 2025 16:18:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การส่งเสริมคุณธรรมอันพึงประสงค์ในสถานศึกษาด้วย PIE MODEL https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287115 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการส่งเสริมคุณธรรมอันพึงประสงค์ในสถานศึกษา ด้วยแนวคิด PIE Model เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรม สร้างจิตสำนึกที่ดี และสร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางกายและใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล ตามคุณธรรมอันพึงประสงค์ 5 ประการ ได้แก่ 1) พอเพียง 2) มีวินัย 3) สุจริต 4) จิตอาสา 5) กตัญญู โดย PIE Model เริ่มต้นจาก P=Planning คือ มีการวางแผนงานเชิงระบบอย่างครอบคลุม ได้แก่ มีแผนโครงการ/กิจกรรม ทีมงานดำเนินการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างเพียงพอและเหมาะสม มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นแผนงานที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยสามารถบูรณาการเข้ากับวิชาเรียน กิจกรรมของสถานศึกษาได้อย่างลงตัวและเป็นรูปธรรม I=Implementation คือ การนําแผนงานเข้าสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม มีการเน้นกิจกรรมโครงการที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมอันพึงประสงค์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง มีการติดตามผลเป็นระยะ เก็บรวบรวมข้อมูล ปัญหา อุปสรรค ในแต่ละระยะ และสรุปผลอย่างตรงไปตรงมา และ E=Evaluation คือ มีการประเมินผลของการดำเนินงาน ประเมินผลกลุ่มเป้าหมายคือผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา และวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์แผนงานอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อให้เห็นผลการพัฒนา และข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น</p> พระมหาไชยถนอม หาระสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287115 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีดิจิทัล : โอกาสและความท้าทายในการเผยแผ่ธรรมะ ยุคใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288872 <p>บทความนี้มุ่งอภิปรายและวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นสื่อกลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมยุคปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นไปที่วิธีการสื่อสารธรรมะผ่านสื่อออนไลน์ แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงคำสอนของพระพุทธศาสนาไปสู่ผู้คนจำนวนมาก ทุกที่ทุกเวลา ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดช่องทางใหม่ในการเข้าถึงธรรมะเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้รักธรรมะสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความท้าทายบางประการเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลธรรมะที่ไม่ถูกต้อง การแพร่กระจายของข่าวปลอม และแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถืออื่นๆ รวมถึงการลดการติดต่อโดยตรงระหว่างพระสงฆ์และชาวพุทธ ซึ่งอาจขัดขวางความลึกซึ้งในการเรียนรู้ธรรมะและคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำให้พระพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ต่อไปในยุคดิจิทัล และยังคงมีบทบาทเป็นพลังทางจิตวิญญาณและศูนย์กลางทางศีลธรรมของสังคมไทย บทความนี้จะกล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและกรอบแนวคิด พร้อมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจและคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับการนำไปใช้ทันที ซึ่งประกอบด้วยการฝึกอบรมพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลสำหรับพระภิกษุและผู้เผยแผ่ธรรมะ การกำหนดมาตรฐานในการเผยแผ่ธรรมะ การทบทวนเนื้อหาในสื่อออนไลน์ การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี การส่งเสริมบทบาทของชุมชนและองค์กรทางศาสนาผ่านการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางดิจิทัล การวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมธรรมะในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะทำให้พระพุทธศาสนามีความหมายและเข้าถึงได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้</p> พระมหาบรรจง สุธีโร (ภูนาภิพัฒน์), อมรัชญา ชินศรี, ธีรพงษ์ แหวนเพ็ชร, กิติคุณ ประสังสิต, วิธวินท์ ภาคแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288872 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างภูมิคุ้มกันการทุจริตของข้าราชการไทยตามแนวพุทธศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/265241 <p>การสร้างภูมิคุ้มกันการทุจริตของข้าราชการไทย เป็นสร้างความภูมิใจและการรักษาเกียรติของข้าราชการ เพราะการทำงานในตำแหน่งข้าราชการถือเป็นเกียรติยศของตระกูลข้าราชการไทย ซึ่งเป็นเสมือนการทำงานให้กับแผ่นดินหรือพระเจ้าแผ่นดินโดย ในทางพระพุทธศาสนาได้ใช้หลักธรรม ชื่อว่า “ราชวสดีธรรม” อันเป็นคุณธรรมของข้าราชการที่ส่งเสริมให้ข้าราชการมีเกรียรติมีศักดิ์ศรีและซื่อสัตย์ต่อชาติและแผ่นดิน ตลอดถึงการจงรักษ์ภักดีต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันหลักของชาติไทย โดยหลัก”ราชวสดีธรรม” ถือเป็นหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเนื้อหาสามส่วน ได้แก่ 1. หลักข้อปฏิบัติสำหรับข้าราชการที่มีต่อพระมหากษัตริย์ 2. หลักข้อปฏิบัติสำหรับข้าราชการที่มีต่อหน้าที่ในฐานะข้าราชการ และ 3. หลักปฏิบัติสำหรับข้าราชการที่มีต่อตนเองเพื่อให้เป็นตัวอย่างของสังคม ซึ่งหลักราชวสดีธรรมนี้ถือเป็นหลักธรรมที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันการทุจริตของข้าราชการไทยตามแนวพุทธศาสตร์</p> มงคลชัย สมศรี, พระครูสังฆรักษ์ กันตพงศ์ ศานติคีรี, อาทิตย์ ชูชัย, ไชยยา เรืองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/265241 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดลที่มีต่อความสามารถในการถ่ายโอนการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/286997 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการถ่ายโอนการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดลกับเกณฑ์ที่กำหนด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนกับเกณฑ์ที่กำหนด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดกลางคลองสระบัว กลุ่มโรงเรียนชัยมงคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดล ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.89) 2) แบบประเมินความสามารถในการถ่ายโอนการเรียนรู้ ซึ่งมีอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.37-0.71 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.34-0.73 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.27-0.79 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระกัน และการทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดลมีความสามารถในการถ่ายโอนการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง ( % = 78.74) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดลมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เบญจกิจโมเดลมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> ประยูร บุญใช้, รัชดาภา อ่อนเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/286997 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/286807 <p>การวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2. หาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาปริญญาโท 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานกับการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักศึกษาปริญญาโท 4. เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานกับการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักศึกษาปริญญาโท การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยตามแผนการวิจัยแบบการสุ่มสองกลุ่ม มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 5 ห้อง จำนวน 341 คน กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 3 ห้อง จำนวน 41 คน ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่ายโดยกำหนดให้เป็นห้องทดลอง สำหรับวิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 1 ห้องเรียน มีนักศึกษา 41 คน เป็นห้องควบคุมสำหรับการเรียนรู้แบบปกติ 1 ห้อง และสำหรับทดลองหาประสิทธิภาพของชุดการสอนที่สร้างขึ้น 1 ห้องเรียน มีนักศึกษา 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ชุดการสอนรายวิชาโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2. แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบประเมินความพึงพอใจการจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานสำหรับนักศึกษาปริญญาโท มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.11/94.44 ซึ่งมีผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน มีค่าเท่ากับ 0.6807 หรือคิดเป็นร้อยละ 68.07 ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 0.5 3. นักศึกษาที่เรียนชุดการสอนรายวิชา MCI 401 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักพัฒนาหลักสูตรและการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมและด้านทุกด้านมากกว่าเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/286807 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287710 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย 2) เพื่อเปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ การตัดสินใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และรายได้ต่อเดือน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย 3 ด้าน คือ 1) แผนการศึกษา 2) การจัดการศึกษา และ 3) การบริหารหลักสูตร จำนวน 19 ข้อ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 84 รูป/คน ประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา แล้วนำแบบสอบถามมาดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา พบว่ามีความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมาก </span><span style="font-size: 0.875rem;">(3.83) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย ดังนี้ ด้านการจัดการศึกษา อยู่ในระดับมาก (3.83) รองลงมาได้แก่ ด้านแผนการศึกษา อยู่ใน</span><span style="font-size: 0.875rem;">ระดับมาก (3.77) และด้านการบริหารหลักสูตร อยู่ในระดับมาก (3.66) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. เปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหา วชิราลงกรณราชวิทยาลัยจำแนกตามเพศ และอายุ ความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามอาชีพ การตัดสินใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และรายได้ต่อเดือน มีความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ดังนี้1) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัยยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นควรประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ 2) ควรจัดหาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการบริหารการศึกษา และมีประสบการณ์ในการทำงานจริง ตลอดจน เชิญอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยอื่น หรือสถาบันวิชาชีพมาร่วมสอน และ 3) ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการรับสมัคร จัดงานสัมมนา งานแนะแนวการศึกษา เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</span></p> สำราญ ศรีคำมูล, พระราชเมธีวชิรดิลก, พระกิตติสารสุธี, สนิท วงปล้อมหิรัญ, พระครูปทุมธรรมธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287710 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนําตนเองของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288179 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำแนกตามเพศและระดับการศึกษา ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 1,675 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 323 คน โดยใช้การสุ่มแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเที่ยงตรงรายข้ออยู่ระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>พฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนําตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการประเมินตนเองในการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นด้านบอกความต้องการและความสนใจของตนเองในการเรียน ด้านการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งวิทยาการต่างๆ ในการเรียนรู้ด้านการกําหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ และด้านการวางแผนในการเรียนรู้ ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนําตนเองของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจำแนกตามเพศและระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน เว้นแต่เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาด้านการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งวิทยาการในการเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่า กลุ่มระดับการศึกษาในระดับปริญญาเอกและปริญญาโท มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับปริญญาตรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> กัญณภัทร หุ่นสุวรรณ, สถาพร พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288179 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288343 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (2) ศึกษาทักษะกระบวนกลุ่มหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 แผน ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 (2) แบบประเมินทักษะกระบวนการกลุ่ม วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งทุกรายการประเมิน มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>(1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (µ = 4.76, σ = 0.36)</p> <p>(2) ทักษะกระบวนกลุ่มหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชา สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (µ = 3.79, σ = 0.41) </p> <p>(3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตามรูปแบบ READS วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (µ = 4.39, σ = 0.32)</p> วารินท์พร ฟันเฟื่องฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288343 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกรอบการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในยุคดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288856 <p>การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning : LLL) กลายเป็นกลไกสำคัญในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม งานวิจัยเอกสารนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์แนวทางการบูรณาการหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy : SEP) เข้ากับกรอบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (LLL) ด้วยการใช้ AI เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงในยุคดิจิทัล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เชิงแนวคิดจากเอกสารวิชาการและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่า หลักการของ SEP โดยเฉพาะ "ความพอประมาณ" "ความมีเหตุผล" และ "การมีภูมิคุ้มกันที่ดี" สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบจริยธรรม และหลักคิดเชิงกลยุทธ์ ในการกำกับการออกแบบและใช้งาน AI ในกระบวนการ LLL ได้อย่างสมดุล โดย AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออัจฉริยะในการกลั่นกรองและจำกัด ข้อมูลให้พอเหมาะ เพื่อกำจัดการบริโภคข้อมูลที่เกินพอดี (Information Overload) และช่วยปรับแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถและทรัพยากรของผู้เรียนอย่างมีสติ และช่วยเสริมเงื่อนไข "ความรู้และคุณธรรม" ในการรับมือกับความเสี่ยงทางดิจิทัล งานวิจัยนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อความพอเพียงในยุคดิจิทัล โดยเน้นการพัฒนา "ผู้เรียนที่มีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล" ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ มีเหตุผล และรับผิดชอบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะคือ การนำกรอบแนวคิดนี้ไปใช้ในการออกแบบนโยบายการศึกษาตลอดชีวิตและหลักสูตรการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อสร้างพลเมืองที่มีความสมดุลทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต</p> กตญ มหาชนะวงศ์ สุวรรณแพทย์ , พิสิษฐ์ สุวรรณแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/288856 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์การวิเคราะห์คลัสเตอร์จัดกลุ่มลูกค้าบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่พักอาศัยในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289403 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาด 7P’s ของลูกค้าบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่พักอาศัยในประเทศไทย 2) เพื่อจัดกลุ่มลูกค้าด้วยเทคนิคการวิเคราะห์คลัสเตอร์ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของลูกค้าแต่ละกลุ่มและเสนอแนวทางกลยุทธ์ที่เหมาะสม กลุ่มประชากรคือผู้พักอาศัยในบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่พักอาศัยในประเทศไทย ใช้ตัวอย่างจำนวน 1,000 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเที่ยงตรงมากกว่า 0.60 และค่าความเชื่อมั่น 0.880 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์คลัสเตอร์ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1) ระดับกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านราคา รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ และต่ำที่สุดในด้านกระบวนการ </p> <p>2) ผลการวิเคราะห์คลัสเตอร์จำแนกกลุ่มลูกค้าได้ 3 กลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มที่ 1 ลูกค้าเชิงพาณิชย์ มีรายได้เฉลี่ย 38,518.90 บาทต่อเดือน กลุ่มที่ 2 ลูกค้าเชิงสังคม รายได้เฉลี่ย 33,309.58 บาทต่อเดือน และกลุ่มที่ 3 ลูกค้าพรีเมียม รายได้เฉลี่ย 42,113.97 บาทต่อเดือน </p> <p>3) กลยุทธ์ที่เหมาะกับกลุ่มที่ 1 ลูกค้าเชิงพาณิชญ์ คือ รูปแบบบ้านขนาดกลาง ราคาปานกลาง ผ่อนระยะยาว ใกล้แหล่งชุมชน กลุ่มที่ 2 ลูกค้าเชิงสังคม รูปแบบบ้านราคาต่ำ ค่างวดผ่อนต่อเดือนต่ำ เน้นความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ และกลุ่มที่ 3 ลูกค้าพรีเมียม รูปแบบบ้านหรู สิ่งอำนวยความสะดวกครบ อยู่ในทำเลดีและเดินทางสะดวก ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อำนาจ วังจีน, สุพล พรหมมาพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289403 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าว เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านแปลความของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289504 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าวของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทองให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าวของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านแปลความ โดยใช้ชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1/1 สาขานาฏศิลปศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest–Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired Samples t-test) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าวมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.56/90.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (= 22.63, S.D. = 1.92) สูงกว่าก่อนเรียน (= 16.23, S.D. = 3.24)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. </span>ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกภาษาพาดหัวข่าวอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (= 4.62, S.D. = 0.51) แบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนความสามารถของนักศึกษา</p> สุริยา อินทจันท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289504 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ค่า VOT ของเสียงพยัญชนะกลุ่มกักภาษาเกาหลี ของผู้พูดภาษาไทยที่ศึกษาภาษาเกาหลีเป็นภาษาต่างประเทศ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289802 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ค่า VOT ของเสียงพยัญชนะกลุ่มกักภาษาเกาหลีของผู้พูดภาษาไทยที่ศึกษาภาษาเกาหลีเป็นภาษาต่างประเทศ ผู้ให้ข้อมูลภาษาเป็นผู้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ที่กำลังศึกษาภาษาเกาหลีเป็นภาษาต่างประเทศ จำนวน 3 คน และผู้พูดภาษาเกาหลีถิ่นโซลเป็นภาษาแม่ จำนวน 1 คน รายการคำตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะกักภาษาเกาหลีทั้งสามประเภท ได้แก่ พยัญชนะกักพ่นลม กักเกร็ง และกักคลาย จาก 3 ฐานกรณ์ ได้แก่ ฐานกรณ์ริมฝีปาก ปุ่มเหงือก และเพดานอ่อน นอกจากนี้ ยังได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากรายการคำตัวอย่างที่มีเสียงพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะกักภาษาไทยทั้งสามประเภท ได้แก่ พยัญชนะกักไม่ก้องพ่นลม กักไม่ก้องไม่พ่นลม และกักก้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเปรียบเทียบ วิธีการทางสถิติที่ใช้เป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่สามารถออกเสียงพยัญชนะกักพ่นลมในภาษาเกาหลีได้ถูกต้องและมีค่า VOT ใกล้เคียงกับผู้พูดภาษาเกาหลีเป็นภาษาแม่ ขณะที่เสียงพยัญชนะกักคลาย ฐานกรณ์ริมฝีปากและปุ่มเหงือก มีค่า VOT เป็นลบ (Voicing Lead) ซึ่งบ่งชี้ถึงการออกเสียงเป็นเสียงกักก้องในเชิงกลสัทศาสตร์ คล้ายกับเสียงกักก้องในภาษาไทย ค่า VOT ของเสียงพยัญชนะกักคลายฐานกรณ์เพดานอ่อน มีทั้งที่มากกว่าและน้อยกว่าค่า VOT ของเสียงพยัญชนะกักเกร็งฐานกรณ์เดียวกันโดยแตกต่างกันไปในผู้พูดแต่ละคน สำหรับเสียงพยัญชนะกักเกร็งจะมีค่า VOT ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับพยัญชนะกักประเภทอื่น และมีลักษณะค่อนข้างคงที่ในทุกฐานกรณ์ในผู้พูดทุกคน</p> ณัฐพงษ์ วงษ์อำไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289802 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 โหวดอะคริลิก นวัตกรรมเครื่องดนตรีพื้นบ้าน บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289928 <p>โหวดอะคริลิกเป็นโหวดที่ทำจากวัสดุใหม่ เป็นวัสดุทดแทนไม้เฮี้ย ทำขึ้นเพื่อความคงทนและเพื่อให้เกิดความน่าสนใจในสินค้า เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบ้านท่าเรือ หมู่บ้านผลิตเครื่องดนตรีโหวดและแคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยทำการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์และการสังเกต จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ได้ทำการเลือกแบบเจาะจง คือ นายสมภาร แวงคำ ช่างที่ทำโหวดอะคริลิกรายแรกและเป็นรายเดียวของบ้านท่าเรือ และนายอภิชาติ วะนานาม ช่างทำแคนอะคริลิก มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาวิธีการทำโหวดจากวัสดุอะคริลิก 2. เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของโหวดที่ทำจากวัสดุอะคริลิก ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>การทำโหวดอะคริลิกมีขั้นตอนในการทำ ได้แก่ 1. ตัดไม้ไผ่เพื่อทำแกนโหวด 2. ทำแกนโหวด 3. ตัดท่ออะคริลิกให้ได้ขนาดตามลำดับและตัดให้ได้ลักษณะของลูกโหวด 4. นำลูกโหวดมาติดกับแกนโหวดและปรับตั้งเสียง 5. ทำหัวโหวด</p> <p>ข้อดีข้อเสียของโหวดอะคริลิก ข้อดีของโหวดอะคริลิก 1. เป็นการทำโหวดจากวัสดุทดแทนไม้เฮี้ย 2. อะคริลิกไม่แตกชำรุดง่าย 3. มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ข้อเสียของโหวดอะคริลิก 1. มีราคาแพง 2. ท่ออะคริลิกหนากว่าท่อไม้เฮี้ยทำให้ใช้ลมในการเป่ามากว่าเล็กน้อย</p> บุลากร สมไสย, พีระพงษ์ ธีระเผ่าพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/289928 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 นโยบายเกษตรนาแปลงใหญ่กับบริบทไทยในปัจจุบัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/290372 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์นโยบายเกษตรนาแปลงใหญ่กับบริบทของไทยในปัจจุบัน 2) ปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาระบบเกษตรนาแปลงใหญ่ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร (Documentary research)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) นโยบายเกษตรนาแปลงใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้สูงขึ้นจากเดิมรวมถึงนโยบายเกษตรนาแปลงใหญ่ทำให้สินค้าข้าว มีคุณภาพมาตรฐานสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้</p> <p>2) ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานนโยบายเกษตรนาแปลงใหญ่ประกอบด้วย 1) การขาดองค์ความรู้ทางด้านเกษตรสมัยใหม่ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 2) การบริหารจัดการทางด้านการตลาดขาดการบูรณาการร่วมกัน 3) การขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมทางด้านการเกษตร และมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน</p> ปัญญา อุดมประสงค์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/290372 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ENHANCING COMPETENCY MODEL FOR COUNSELLING TEACHERS IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES UNDER HENAN PROVINCE https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287701 <p>The objectives of this research were: (1) to explore the components of enhancing competence for counselling teachers in higher vocational colleges under Henan Province; (2) to develop competency model for counselling teachers in higher vocational colleges under Henan Province; and (3) to propose guidelines of enhancing competence for counselling teachers in higher vocational colleges under Henan Province. The population included 747 counselling teachers from five higher vocational colleges under Henan Province. The sample size was determined by Krejcie and Morgan’s Table, obtained by stratified random sampling technique, totaling 287, and the nine key informants were selected by purposive sampling method, who were deans and counselling leaders’ teachers in higher vocational colleges under Henan Province for interview and focus group discussion. The instruments used for data collection included a semi-structured interview form, a five-point rating scale questionnaire, and Focus Group Discussion form. The statistics used for data analyzed were descriptive statistics and Exploratory Factor Analysis.</p> <p> The research found that: (1) there were five components of enhancing competence of counsellors in higher vocational colleges in Henan Province which consisted of Vocational knowledge and Ideology, Occupation or Career Guidance, Cross–Disciplinary knowledge, Activity on Students affairs Management, and Supported Innovation and Technology; (2) the enhancing competence for counselling teachers in higher vocational colleges under Henan Province was the “<strong>VOCAS Model</strong>”; and (3) there were three guidelines followed the VOCAS model of enhancing competence for counselling teachers in higher vocational colleges under Henan Province namely; Competency-Based Professional Development Program for counselling teachers, Collaborative Learning and Innovation Practice for enhancing on technical and skill of counselling teachers, and Mentoring, Monitoring, and Continuous Improvement on counselling teachers.</p> Zhang Huixi, sataporn Pruettikul, Sukhum Moonmuang ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิสิตวัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jonw/article/view/287701 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700