https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/issue/feed
วารสารวิจยวิชาการ
2026-07-01T15:10:17+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.อัครเดช พรหมกัลป์
journal.jra@gmail.com
Open Journal Systems
<p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/jra/White_Minimalist_Elegant_Handwritten_LinkedIn_Banner_(1).png" width="648" height="162" /> </p> <p> </p> <p><strong> วารสารวิจยวิชากา</strong>ร มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ วารสารวิจยวิชาการได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-0053 (Online) </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288896
การส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน - CBMC” ในจังหวัดพิจิตร
2025-12-30T14:55:00+07:00
พระครูพิจิตรวรเวท
noppwan08@gmail.com
พระมหาสุเมฆ สมาหิโต
noppwan08@gmail.com
พระครูวศินวรกิจ
noppwan08@gmail.com
พระมหาศุภฤกษ์ สุภัททจารี
noppwan08@gmail.com
พระแดนชัย สุริยวํโส (สุริยวงศ์)
noppwan08@gmail.com
นพวรรณ์ ไชยชนะ
noppwan08@gmail.com
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน - Community Business Model Canvas CBMC ในจังหวัดพิจิตร 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อ“แผนธุรกิจเพื่อชุมชน – CBMC ในจังหวัดพิจิตร” ในกระบวนการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานราก และ 3) เพื่อส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน - CBMC” ในจังหวัดพิจิตร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) 12 รูป/คน โดยเลือกแบบเจาะจง จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มผลิตภัณฑ์จากปลา และกลุ่มส้มลิ้ม ในพื้นที่ตำบลหอไกรและตำบลบางมูลนาก และเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในกระบวนการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนผลการวิจัย พบว่า 1) แนวทางการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน - CBMC” ในจังหวัดพิจิตร ได้แก่ การนำ “แผนธุรกิจ CBMC ในจังหวัดพิจิตร” มาวิเคราะห์และบริหารจัดการทรัพยากร ภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมความร่วมมือและนวัตกรรม การเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอก สู่ความยั่งยืนและพึ่งพาตนเอง อบรมให้ชุมชนนำเครื่องมือ วางแผนธุรกิจตามโมเดล CBMC ปรับให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน 2) ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน CBMCในจังหวัดพิจิตร” ในกระบวนการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ ความผันผวนของเศรษฐกิจส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ค่านิยม, ความเชื่อ, และประเพณีท้องถิ่นมีผลต่อวางแผนและการดำเนินงาน รัฐและนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาช่วยให้เข้าถึงทรัพยากรและการบริการได้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก ภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์ และ 3) การส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจฐานรากด้วย แผนธุรกิจเพื่อชุมชน CBMC ในจังหวัดพิจิตร มี การวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน ออกแบบแผนธุรกิจด้วย CBMC นำแผนไปปฏิบัติจริง ติดตามและปรับปรุงแผน และขยายผลและสร้างความยั่งยืน ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชน และควรสนับสนุน งบประมาณ การอบรมด้านการบริหารธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282621
ภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพิษณุโลก
2025-10-14T16:42:15+07:00
พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ
AOFMCU@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท.ในจังหวัดพิษณุโลก 2) วิเคราะห์ภาวะผู้นำทางการเมืองเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท. และ 3) นำเสนอภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท. เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิชัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 11 คน การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามฐานข้อมูลของสกต.จ.พิษณุโลก จำนวน 671,170 คน คน คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของ ทาโร ยามาเน ได้จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท. พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.93, S.D.= 0.75) และผลการสัมภาษณ์ พบว่า ผู้บริหารอปท. เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นนักบริหารมืออาชีพ ยึดหลักประชาธิปไตย และสามารถปรับบทบาทตามสถานการณ์เพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ 2) ระดับภาวะผู้นำทางการเมืองเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท. พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> =3.90, S.D.=0.77) และผลการสัมภาษณ์ พบว่า ผู้บริหารมีการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ซื่อสัตย์ เปิดเผย ตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม รับผิดชอบต่อหน้าที่ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน <strong>และ</strong>3) ข้อเสนอภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหารอปท. พบว่า ระดับข้อเสนอภาวะผู้นำทางการเมืองเชิงพุทธเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของผู้บริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.93, S.D.=0.72) และ ผู้บริหาร อปท. ควรบูรณาการหลัก<br />อปริหานิยธรรม 7 เข้ากับการบริหารงานจริง ผ่านการประชุมอย่างมีส่วนร่วม การเคารพกฎระเบียบ การใช้อำนาจด้วยคุณธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีทางจริยธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความศรัทธา ความไว้วางใจ และความผาสุกอย่างยั่งยืนของประชาชนในท้องถิ่น</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/290907
วิเคราะห์แนวทางเสริมสร้างความสุขของครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา
2026-05-02T15:38:00+07:00
พระครูสมุห์สุขเกษม สุขเขโม (โรจน์พงศ์เกษม)
wealth878744@gmail.com
สามารถ สุขุประการ
nattha915628@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของครอบครัวไทย 2) ศึกษาการเสริมสร้างความสุขของครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์แนวทางการเสริมสร้างความสุขของครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนาสู่สังคมไทย งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 25 รูป/คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาครอบครัวไทยเกิดจากหลายมิติ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ความเครียดทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน การเสื่อมถอยของคุณธรรม และผลกระทบจากเทคโนโลยีที่อันส่งผลให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ความห่างเหินทางความสัมพันธ์ การเสื่อมถอยของคุณธรรมจริยธรรม และภาวะเปราะบางทางอารมณ์ของสมาชิกในครอบครัว อย่างไรก็ตาม หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทิศ 6 ฆราวาสธรรม 4 ศีล 5 และพรหมวิหาร 4 สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ทั้งในด้านบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ คุณธรรมในการครองเรือน และการสร้างความมั่นคงทางจิตใจ 2) แนวทางเสริมสร้างความสุขของครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนาประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) โครงสร้างความสัมพันธ์ตามหลักทิศ 6 เพื่อจัดวางบทบาทพ่อแม่–บุตร คู่สมรส และเครือข่ายสังคมอย่างเหมาะสม (2) การพัฒนาคุณธรรมในการดำเนินชีวิตครอบครัว ด้วยฆราวาสธรรม 4 เพื่อสร้างความซื่อสัตย์ ข่มใจ อดทน และเสียสละ (3) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกายและจิตใจผ่านการประพฤติตามศีล 5 เพื่อลดปัญหาความรุนแรงและพฤติกรรมเสี่ยง และ (4) การพัฒนาความสัมพันธ์เชิงบวกด้วยพรหมวิหาร 4 เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและลดความขัดแย้งภายในบ้าน และ 3) ผู้วิจัยได้สังเคราะห์องค์ความรู้เป็น “HAPPY Model” เป็นโมเดลเสริมสร้างความสุขของครอบครัวไทยตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย H (Harmony) ความกลมเกลียวผ่านบทบาทและศีล 5, A (Affection) ความรัก–เมตตาตามพรหมวิหาร 4, P (Participation) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตามหลักทิศ 6, P (Patience) ความอดทน–ข่มใจตามฆราวาสธรรม 4 และ Y (Yielding) การเสียสละเพื่อลดอัตตา โมเดลนี้สามารถใช้เป็นแนวทางเสริมสร้างความสุขครอบครัวไทยได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284709
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ 5 แนวปฏิบัติการสอนร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติสเพื่อส่งเสริมการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-06-29T20:45:44+07:00
กมลวรรณ ม่วงมุกข์
kamonwanm66@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
aumpornli@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ 5 แนวปฏิบัติการสอนร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติสเพื่อส่งเสริมการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 5 แนวปฏิบัติการสอนร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติสเพื่อส่งเสริมการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองสะแกประชานุกูล จำนวน 10 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.93/87.04 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2) ความสามารถในการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความสามารถการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถการนำเสนอตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288306
โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2026-05-19T10:06:50+07:00
ทนุภา สายทิพย์
thanupa5916@gmail.com
สุธรรม ธรรมทัศนานนท์
thanupa5916@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างและตรวจสอบยืนยันโปรแกรม 3) ทดลองใช้โปรแกรม และ 4) ประเมินโปรแกรม วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์เป็นครู 301 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.55-0.88 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.85 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.58-0.89 มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.90 และศึกษาแนวทางการสร้างโปรแกรมฯ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบยืนยันโปรแกรมฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้ประเด็นการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญและแบบสอบถามความเหมาะสม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้โปรแกรมฯ โดยครู 10 คน โดยสมัครใจ ใช้แบบทดสอบและแบบสังเกตพฤติกรรม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และ 4) ประเมินโปรแกรมฯ โดยผู้ใช้ 10 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานสภาพปัจจุบันมีการดำเนินการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น ความต้องการจำเป็น ลำดับที่ 1 คือ การออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) โปรแกรมประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา แนวทางการพัฒนา และแนวทางการประเมิน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ครูที่ใช้โปรแกรม มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์โดยรวม 75.22 พัฒนาการสูง และผ่านเกณฑ์การประเมินทุกคน และ 4) โปรแกรมมีความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด และผู้ใช้มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289348
ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1
2025-12-14T21:44:15+07:00
สุวัฒน์ มนตรี
s.thongrat@gmail.com
กฤตติกา แสนโภชน์
66300802101@udru.ac.th
ธนกฤต ทุริสุทธิ์
66300802101@udru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 2) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 3) ประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ ผู้วิจัยจึงใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Cochran ได้ขนาดตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์ข้อสรุปของการวิจัย ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.25, S.D. = 0.34) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ทั้ง 5 ด้าน ดังนี้ ด้านการจัดการขยะหรือของเสียชุมชนให้เหลือเป็นศูนย์ ด้านการใช้วัตถุดิบรอบสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้านการผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการใช้งานและบริโภคสินค้าในตลาดชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ด้านการมีส่วนร่วมบริหารจัดการตลาดชุมชน ตามลำดับ 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์ ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา มี 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการขยะหรือของเสียชุมชนให้เหลือเป็นศูนย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การใช้วัตถุดิบรอบสอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยุทธศาสตร์ที่ 3 การผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 4 การใช้งานและบริโภคสินค้า ในตลาดชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 5 การมีส่วนร่วมบริหารจัดการตลาดชุมชน และ 3) ผลการประเมินพบว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ศึกษา มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284090
การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของพระสงฆ์ไทยโดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ
2026-05-11T13:39:06+07:00
วิกรม จันทรจิตร
wikrom821@gmail.com
ชนันภรณ์ อารีกุล
chananporn@g.swu.ac.th
พระมหาศักดิ์สิทธิ์ สุเมธโส (ตุ่นคำน้อย)
saksittoonkamnoi@gmail.com
วรธีตา เหลิ่ง
voratheeta@satitpatumwan.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง “ภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ” และ 2) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของพระสงฆ์ไทยก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง “ภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ” โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มตามขั้นตอนการวิจัย กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยในขั้นตอนพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 5 รูป/คน และกลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนการทดลองใช้ชุดการเรียนรู้ คือ พระสงฆ์หรือสามเณรที่เป็นอาสาสมัครในการทดลองใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง จำนวน 30 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แนวทางการสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2) ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง “ภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ” และ 3) แบบทดสอบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง “ภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ” ประกอบด้วย 6 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ Greeting Tourist, Introducing Temple, Temple History, Art in the Temple, Buddhist Ceremony และ The Precepts มุ่งเน้นการเรียนรู้คำศัพท์ และประโยคสนทนา โดยเป็นชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบออนไลน์ และ 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของพระสงฆ์ไทยก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง “ภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ” มีผลทดสอบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษหลังใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 20.27; S.D. = 3.88, t = 7.771, p <.001)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289400
ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขตพื้นที่อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม : การวิจัยกึ่งทดลอง
2026-05-27T16:38:28+07:00
กิติศักดิ์ วาทโยธา
mr.dyare@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อการป้องกันการเป็นนักสูบหน้าใหม่ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในอำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 70 คน เลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 4 ครั้ง ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ได้แก่ การให้ความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติ การฝึกทักษะการตัดสินใจและพฤติกรรมปฏิเสธ การให้คำปรึกษาและแรงสนับสนุนจากกลุ่ม และการติดตามผล เครื่องมือวิจัยมีค่า IOC เท่ากับ 0.75 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบวิลค็อกซัน และการทดสอบแมนน์-วิทนีย์ ยู ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีประสิทธิผลต่อการป้องกันการเป็นนักสูบหน้าใหม่ โดยภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้เกี่ยวกับโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 19.03±1.20 เป็น 19.89±0.32 คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้นจาก 82.63±1.90 เป็น 99.06±1.00 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจาก 82.60±2.13 เป็น 98.69±1.25 สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ทั้งสามตัวแปร เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Z=-5.006, p<.001, r=.60) และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ (Z=-4.953, p<.001, r=.59) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขนาดอิทธิพลระดับสูง ขณะที่คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้เกี่ยวกับโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (Z=0.21, p=.723) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการป้องกันการเป็นนักสูบหน้าใหม่ จึงควรนำไปบูรณาการใช้ในระบบการศึกษาและงานสาธารณสุขในพื้นที่ต่อไป</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292693
บทบาทของผู้ประกอบการในการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG: บทเรียนจากพื้นที่มรดกโลกภาคเหนือตอนล่าง
2026-06-04T17:10:14+07:00
อัจฉรา ศรีพันธ์
atcharas@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาท รูปแบบการมีส่วนร่วม และพลังการกระทำของผู้ประกอบการในฐานะผู้ร่วมจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ–เศรษฐกิจหมุนเวียน–เศรษฐกิจสีเขียว ในพื้นที่มรดกโลกภาคเหนือตอนล่างและ 2) สังเคราะห์บทบาทและเสนอแนวทางการยกระดับบทบาทของผู้ประกอบการ จากผู้ปฏิบัติการทางธุรกิจสู่ผู้ร่วมจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจ BCG โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ภายใต้กรอบแนวคิดการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้เชิงพื้นที่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และระบบนิเวศการเรียนรู้ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 100 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่และร้อยละ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ประกอบการมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 3 ประการ ได้แก่ การเป็นแหล่งเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเป็นผู้ร่วมออกแบบการเรียนรู้เชิงพื้นที่ และการเป็นแบบอย่างของการประกอบการตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ–เศรษฐกิจหมุนเวียน–เศรษฐกิจสีเขียว โดยร้อยละ 80 เรียนรู้การประกอบการจากแหล่งภายนอกในลักษณะไม่เป็นระบบ ร้อยละ 77 ประสบปัญหาในการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ และร้อยละ 68 ต้องการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคการศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การร่วมพัฒนาหลักสูตร และการถ่ายทอดประสบการณ์วิชาชีพแก่ผู้เรียน 2) แนวทางการยกระดับบทบาทผู้ประกอบการ ได้แก่ การพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบหลักสูตรเชิงพื้นที่ การพัฒนาระบบฝึกประสบการณ์จริง และการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงพื้นที่ องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย คือ รูปแบบระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่อธิบายบทบาทของผู้ประกอบการในฐานะผู้ร่วมจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292314
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการสร้างอำนาจทางจิตใจของข้าราชการครู
2026-06-04T11:07:41+07:00
เทวินทร์ พิมพ์ใจพงศ์
contact.tewinpim@gmail.com
ปิ่นกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์ พิบูลแถว
pinkanok.w@arts.kmutnb.ac.th
มานพ ชูนิล
Mnp@kmutnb.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการสร้างอำนาจทางจิตใจของข้าราชการครูกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือข้าราชการครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด จำนวน 4<strong>,</strong>901 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน และได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยสุ่มเลือกจังหวัด โรงเรียน และครูผู้ให้ข้อมูลตามลำดับ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 23 ข้อ โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.6, 0.8 และ 1 ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .264 ถึง .884 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .939 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม AMOS ผลการวิจัย พบว่า โมเดลการสร้างอำนาจทางจิตใจของข้าราชการครูมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยไคสแควร์ X<sup>2 </sup><span style="font-size: 0.875rem;">= 247.245, df = 218, ค่าสถิติไคสแควร์สัมพัทธ์ (X<sup>2</sup></span><span style="font-size: 0.875rem;">/df) = 1.134, p = .085, CFI = .957, TLI = .950 และ RMSEA = .030 โดยประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การให้ความหมาย มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ 1.000 (2) ความสามารถ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ .744 (3) การกำหนดตนเอง มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ .747 และ (4) ผลกระทบ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่ากับ .915 ดังนั้นแบบวัดการสร้างอำนาจทางจิตใจของข้าราชการครูได้ผ่านการยืนยันเชิงโครงสร้างสร้างจากงานวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือประเมินเชิงจิตวิทยาในสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการสร้างอำนาจทางจิตใจของข้าราชการครูต่อไป และสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นโมเดลสมการโครงสร้างเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างอำนาจทางจิตใจกับตัวแปรอื่นที่เกี่ยวข้อง</span></p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289672
ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณรในการสื่อสารกับชาวต่างชาติใน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
2026-05-28T14:27:08+07:00
จุมพต อ่อนทรวง
onsuang@hotmail.com
สุภาวดี ด้วงบ้านยาง
aotzxcasdqwe@gmail.com
ณัฏยาณี บุญทองคำ
kboontongkham@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณร 2) ออกแบบกิจกรรมเสริมทักษะภาษาอังกฤษ และ 3) ประเมินประสิทธิผลการใช้ภาษาอังกฤษของพระภิกษุและสามเณร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเรียงลำดับเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือ พระภิกษุและสามเณร ชั้นปีที่ 1-4 วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 รูป ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สภาพแวดล้อมการจัดการเรียนการสอน การสื่อสารภาษาอังกฤษ และอัตลักษณ์การท่องเที่ยววิถีพุทธในจังหวัดพิษณุโลก ตัวแปรตาม คือ การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเที่ยวชมและให้ข้อมูลวัด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ กระบวนการอบรมและคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาในเบื้องต้นพระภิกษุและสามเณรขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออธิบายคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสถานที่สำคัญภายในวัด 2) การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมโดยใช้กิจกรรมเสริมทักษะช่วยแก้ปัญหาด้านความมั่นใจในการสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เคยขาดหายไปได้ 3) ประสิทธิผล ก่อนการทดลอง กลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในระดับน้อย แต่หลังจากการจัดกิจกรรมและการฝึกอบรมตามรูปแบบเอกสารชุดการเรียนรู้ร่วมกับการ ลงภาค สนาม พบว่า พระภิกษุและสามเณรมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในระดับดีมาก และผ่านการทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในระดับ A2 เกิดการพัฒนาการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีในการท่องเที่ยววิถีพุทธ ของจังหวัดพิษณุโลก</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284824
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-06-27T20:25:57+07:00
นันทิวา นวลจันทร์
nantiwan66@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
aumpornli@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ดำเนินการวิจัยด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์นาจานจำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ระยะเวลาทั้งหมด 18 ชั่วโมง แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 4 สถานการณ์ โดยแต่ละสถานการณ์มีข้อสอบย่อย 9 ข้อ โดยมีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.31-0.79 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25-0.63 ซึ่งค่าความเชื่อมั่นทางฉบับเท่ากับ 0.82 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ กิจกรรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินประสิทธิภาพเท่ากับ 75.82/76.23 เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.15, S.D. = 0.33)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292435
การถอดอัตลักษณ์ชุมชนบ้านฉลองสู่ผลิตภัณฑ์ “ลูกประคบสมุนไพร” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG
2026-06-09T12:03:21+07:00
ปสุตา แก้วมณี
Pasuta.k@pkru.ac.th
ไพวรัญ พนมอุปการ
Priwaran.p@pkru.ac.th
อัจฉราพรรณ พุ่มผกา
Aujcharapun.p@pkru.ac.th
ภานุพงศ์ อึ๋งสืบเชื้อ
Panupong.u@pkru.ac.th
จุฑามาศ ชูจันทร์
Chuthamart.C@pkru.ac.th
สุรวุฒิ เอี่ยวสกุล
joke.surawut@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาชุมชนบ้านฉลองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพร และ 2) ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์แนวคิดการวิจัยและพัฒนา มาประยุกต์ใช้ในระยะการถอดองค์ความรู้และออกแบบต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ คนในชุมชนหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำนวน 25 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงอธิบายผลการวิจัย พบว่า 1) ชุมชนบ้านฉลองมีอัตลักษณ์และภูมิปัญญาด้านสมุนไพรที่เข้มแข็ง ภายใต้บริบทพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีวัฒนธรรมมวยไทยเป็นฐานกิจกรรมสำคัญ 2) ผลการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์นำไปสู่การสังเคราะห์โมเดลการถอดอัตลักษณ์ชุมชนบ้านฉลองสู่ผลิตภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพรตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ 4E ผลผลิต และการสะท้อนกลับ โดยสามารถพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบเป็น “ลูกประคบนวมมวยไทย” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนและสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเรียนรู้</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288869
การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผ่านชุดกิจกรรมแบบฝึกการอ่านออกเสียงในภาษาไทย
2026-05-29T15:10:38+07:00
พรพิมล แตงไทย
Sudapornthangtong@gmail.com
สุดาพร แท่งทอง
sudapornthangtong@gmail.com
อรณัญช์ พลนิกร
Sudapornthangtong@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแบบฝึกการอ่านออกเสียงในภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียน 8 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางการอ่าน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร การวิจัยดำเนินการแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental) โดยใช้ชุดสื่อการสอนบัตรคำพื้นฐาน แผนการจัดการเรียนรู้รายบุคคล 5 แผน และแบบทดสอบก่อน–หลังเรียน เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลถูกรวบรวมจากการสอนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ผ่านแบบทดสอบการอ่านออกเสียง การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ และแฟ้มสะสมงาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการใช้ชุดกิจกรรม นักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงในระดับต่ำถึงปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 9.25 คะแนน หลังการเรียน คะแนนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 15 คะแนน แสดงให้เห็นว่าชุดกิจกรรมช่วยพัฒนาความถูกต้อง การเว้นวรรค การออกเสียง และจังหวะน้ำเสียงของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความมั่นใจและส่งเสริมการกล้าแสดงออกทางการอ่าน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/290142
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1
2025-12-30T13:31:34+07:00
ปรัชวัน สุจินตกาวงศ์
66920426@go.buu.ac.th
ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา
paratchanun@go.buu.ac.th
ณัฐฉณ ฟูเต็มวงศ์
nuttchana.fu@go.buu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยด้านการอบรมเลี้ยงดู ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการอบรมเลี้ยงดู ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ กับความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้นปัจจัยด้านการอบรมเลี้ยงดูอยู่ในระดับปานกลาง 2) การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย บุคลิกภาพเชิงบวก และแรงจูงใจสัมฤทธิ์ทุกด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความฉลาดทางอารมณ์ ส่วนการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวด การอบรมเลี้ยงดูแบบละเลย และบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว มีความสัมพันธ์ทางลบกับความฉลาดทางอารมณ์ 3) ปัจจัยด้านการอบรมเลี้ยงดู ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ สามารถร่วมกันพยากรณ์ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีตัวแปรแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้านความกล้าเสี่ยง บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึก แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้านการรู้จักวางแผนงาน และบุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์ ร่วมกันพยากรณ์ความฉลาดทางอารมณ์ ได้ร้อยละ 85.80 มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ดังนี้</p> <p>Ŷ = .45 + .15(<em>X<sub>6</sub></em>) + .29(<em>X<sub>8</sub>)</em> + .24(<em>X<sub>10</sub></em>) + .22(<em>X<sub>12</sub></em>)</p> <p> หรือในรูปสมการคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p>Ẑ = .20(<em>Z<sub>6</sub></em>) + .34(<em>Z<sub>8</sub>)</em> + .28(<em>Z<sub>10</sub></em>) + .24(<em>Z<sub>12</sub></em></p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292168
การศึกษาองค์ประกอบองค์กรสมรรถนะสูงในยุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยนครพนม
2026-06-20T17:02:14+07:00
ปิยธิดา รัตนรามา
piyathidarattanarama@gmail.com
วันเพ็ญ วันเพ็ญ นันทะศรี
wanphen48@gmail.com
วาโร เพ็งสวัสดิ์
Khaitoy8@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบขององค์กรสมรรถนะสูงในยุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยนครพนม โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบองค์กรสมรรถนะสูงในยุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยนครพนมจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่ 2 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบที่สังเคราะห์ได้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกและมีประสบการณ์ด้านการบริหารไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.967 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบองค์กรสมรรถนะสูงในยุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยนครพนมจากการสังเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การมุ่งเน้นทรัพยากรมนุษย์ (2) ภาวะผู้นำ (3) การมุ่งเน้นผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (4) การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (5) การมุ่งเน้นผลลัพธ์องค์กร และ 2) ผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้จากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า องค์ประกอบองค์กรสมรรถนะสูงในยุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยนครพนม มีความเหมาะสมในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = 0.56) และมีความเป็นไปได้ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.47, S.D. = 0.66)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289918
แนวทางการพัฒนานโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
2026-04-01T10:29:43+07:00
ธีรภัทร กิจจารักษ์
Teeraphat.K@pcru.ac.th
สิริมาส ศรขาว
sirimas.s@rbru.ac.th
เอกพล กันยาไชย
sun.Kanyachai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาและสำรวจสถานการณ์ความยากจนของครัวเรือนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ รวมทั้งศึกษานโยบายการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และเสนอแนวทางการพัฒนานโยบายที่เหมาะสมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จำนวน 375 ครัวเรือน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ประสบภาวะความยากจนหลายมิติ โดยเฉพาะด้านรายได้และความมั่นคงในการทำงาน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่มีเพียงหนึ่งถึงสองคนและประกอบอาชีพไม่มั่นคง ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แม้การศึกษาและบริการสาธารณสุขในพื้นที่จะครอบคลุม แต่ยังพบปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผู้ใหญ่ขาดทักษะอาชีพ และกลุ่มเปราะบางยังเข้าถึงบริการได้ยาก ที่อยู่อาศัยของครัวเรือนส่วนใหญ่มีความมั่นคงแต่บางส่วนยังทรุดโทรม และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลยังไม่ทั่วถึง สิทธิและสวัสดิการจากภาครัฐแม้จะครอบคลุมโดยภาพรวม แต่ยังมีครัวเรือนตกหล่นจากระบบ ขณะที่ความมั่นคงทางอาหารยังไม่ทั่วถึงในบางกลุ่ม สำหรับนโยบายการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนพบว่า มีผลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตในด้านการศึกษา สุขภาพ และรายได้ของประชาชน แต่การดำเนินงานยังไม่ทั่วถึงและไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนยากจนและกลุ่มเปราะบางที่ยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน แนวทางการพัฒนานโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนควรมุ่งเน้นแนวทางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษา การฝึกทักษะอาชีพ และการส่งเสริมสุขภาพ การเสริมสร้างทุนทางสังคมด้วยการรวมกลุ่มและการมีส่วนร่วมของชุมชน การสนับสนุนทุนทางเศรษฐกิจด้วยการเข้าถึงแหล่งทุนและระบบออม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะด้านน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาทุนทางกายภาพ เช่น ที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง ทั้งนี้การดำเนินงานเชิงบูรณาการในทุกมิติจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288170
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมือง ท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี
2026-05-11T13:40:30+07:00
กำพล ศรีโท
s.kampol2509@gmail.com
พระปลัดชาณรงค์ โชติธมฺโม (ประเสริฐศรี)
s.kampol2509@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมและคุณสมบัติของผู้นำทางการเมืองที่ส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบูรณาการหลักพุทธธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี 3) เพื่อสร้างต้นแบบนวัตกรรมด้านการพัฒนาภาวะผู้นำของนักการเมืองท้องถิ่นโดยใช้หลักพุทธธรรม เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างยั่งยืนในบริบทของชุมชนท้องถิ่นท้องถิ่น ในจังหวัดนนทบุรี ด้วยหลักปาปณิกธรรม 3 ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถามจากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในจังหวัดนนทบุรี 400 คน จากการใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา พบว่า 1) การบูรณาการ หลักปาปณิกธรรม 3 พบว่า นักการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรีมีภาวะผู้นำโดยรวมในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.99, S.D. =.373) ทั้งในด้าน จักขุมา วิธุโร และนิสสยสัมปันโน รวมถึงคุณสมบัติผู้นำทั้งความรู้ ความสามารถ จริยธรรม และความเป็นผู้นำ ซึ่งสามารถทำนายภาวะผู้นำได้สูงถึง 91.20% ขณะที่หลักปาปณิกธรรม 3 สามารถทำนายได้ 89.40% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ลักษณะภาวะผู้นำ แบบชี้นำ ที่มุ่งวิสัยทัศน์จากข้อมูลจริง แผนการจัดการเป็นระบบ และการสื่อสารโปร่งใส แบบสนับสนุน ที่ทำหน้าที่โค้ช ใช้นวัตกรรมและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ลดช่องว่างอำนาจ แบบมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสประชาชนเข้าร่วมผ่านเทคโนโลยีและเวทีสาธารณะ แบบมุ่งความสำเร็จ ที่ตั้งเป้าหมายท้าทาย ใช้แนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่น และสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน และ3) แผนปฏิบัติการต้นแบบ เป็นกระบวนการครบวงจร ตั้งแต่ วิเคราะห์บริบท ประเมินภาวะผู้นำ ออกแบบและฝึกอบรม ปฏิบัติ ติดตาม ขยายผลสู่ความยั่งยืน โดยใช้ ข้อมูลและความโปร่งใส เป็นหัวใจ ผ่านการประเมิน 360 องศา และโครงการนำร่องที่ตรวจสอบได้จริง แผนนี้สามารถต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาผู้นำท้องถิ่นที่ใช้ซ้ำได้ในพื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/290656
ความต้องการและแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการตัดสินกีฬาฟุตบอล โดยใช้ทฤษฎีสถานการณ์จำลอง สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี
2026-04-08T11:24:50+07:00
วัชราช ศรไชย
tummang_007@hotmail.com
พงษ์เอก สุขใส
phongeks@nu.ac.th
ภูฟ้า เสวกพันธ์
Pu.fa@hotmail.com
ขจรศักดิ์ รุ่นประพันธ์
Kajornsakr@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการตัดสินกีฬาฟุตบอล โดยใช้ทฤษฎีสถานการณ์จำลอง สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ 2) สังเคราะห์แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการตัดสินกีฬาฟุตบอล สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยมีวิธีเก็บข้อมูลประกอบไปด้วย แบบสอบถามความต้องการ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ จำนวน 333 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นของกลุ่มตัวอย่าง และการสัมภาษณ์กลุ่มโครงสร้างผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ด้วยการคัดเลือกแบบเจาะจง ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.864 แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมีความเชื่อมั่น 0.98 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ที่ต้องให้ความสำคัญตามลำดับ พบว่า ด้านการจัดการเรียน มีความสำคัญสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.74 S.D. = 1.09) รองลงมา คือด้านการจัดอบรมการตัดสินฟุตบอล (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.72 S.D. = 1.09) รองลงมา คือด้านเนื้อหากิจกรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.69 SD. = 1.10) และด้านการพัฒนาการตัดสิน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.69 SD. = 1.09) ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการตัดสินกีฬาฟุตบอล ประกอบด้วย 2.1) หน่วยการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานการตัดสินกีฬาฟุตบอล มีการแบ่งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 2.2) เน้นการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงและจำลองสถานการณ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ นำไปสู่การฝึกปฏิบัติที่มีขั้นตอนจากพื้นฐานไปสู่ทักษะที่ซับซ้อน 2.3) รูปแบบการวัดและประเมินผลทั้งด้านความรู้ ทักษะการปฏิบัติ การสังเกตพฤติกรรมคุณลักษณะ ตามสภาพจริงในการตัดสินกีฬาฟุตบอล</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288917
การจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับห้องเรียนขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
2026-06-22T03:07:11+07:00
จันทรา โอระสะ
janthra.o@yru.ac.th
อัฟฏอล อาแว
Afdol.a@yru.ac.th
ซูไรดา เจะนิ
Suraida.j@yru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 2) เพื่อหาประสิทธิภาพนวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยนวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาทักษะชีวิตเพื่อสังคม หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสิ้น 135 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) นวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 2) แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 3) แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าของประสิทธิภาพนวัตกรรมการ์ดเกม และค่าที (t-test Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพของนวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" width="11" height="11" /> = 4.58, S.D.=0.41) 2) ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการ์ดเกม We Kota V.2 มีประสิทธิภาพ 82.07/85.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีทักษะในศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" width="11" height="11" /> = 4.47, S.D.= 0.05)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289732
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจสมรรถนะนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2026-01-16T13:01:07+07:00
สิรินทร์ ปัญญาคม
poonsirin188@gmail.com
ธราเทพ เตมีรักษ์
t0824554953@gmail.com
วราพร อัศวโสภณชัย
Waraporn.at@snru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มุ่งศึกษารูปแบบโครงสร้างของสมรรถนะนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 545 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80–1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.312 – 0.792 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.930 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยหมุนแกนองค์ประกอบแบบออโธโกนอลด้วยวิธีแวริแมกซ์ ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลมีความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ ได้จำนวน 16 ตัวแปร ซึ่งไม่เป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Bartlett’s test of sphericity: χ² = 2528.417, df = 120, p < .001) และมีค่า KMO เท่ากับ 0.934 ผลการหมุนแกนองค์ประกอบพบว่า มีองค์ประกอบหลักจำนวน 5 องค์ประกอบ สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 82.343 ได้แก่ องค์ประกอบด้านจิตวิญญาณความเป็นครู ด้านความรู้และความเข้าใจในวิชาชีพครู ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ทางการวิจัย และด้านทักษะดิจิทัลและนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นกรอบสมรรถนะที่มีความชัดเจนและครอบคลุมมิติสำคัญของการพัฒนานักศึกษาครู ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายหรือออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะนักศึกษาคณะครุศาสตร์ในบริบทของมหาวิทยาลัยราชภัฏได้อย่างเป็นระบบ</p> <p> </p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282604
รูปแบบสมาธิบำบัดเพื่อพัฒนาตนตามหลักภาวนา 4 ของผู้ต้องขัง ในกรมราชทัณฑ์ จังหวัดสมุทรสาคร
2026-01-14T22:54:59+07:00
พระครูปลัดสุวัฒนวิสุทธิสารคุณ
maghavin.pur@mbu.ac.th
พระวิเชียร อธิปุญฺโญ
chane251844@gmail.com
พระศรีสุวงศ์ สิริภทฺโท
joeart.mbu@gmail.com
พระบุญเสริม ปภสฺสโร
mac.kukhan@gmail.com
พระกมลรัตน์ อภิปุญฺโญ
arcanaraga@gmail.com
กฤตสุชิน พลเสน
kitsuchin.pon@mbu.ac.th
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน และปัจจัยที่ส่งผลต่อสมาธิบำบัดเพื่อพัฒนาตนตามหลักภาวนา 4 ของผู้ต้องขัง 2) สร้างรูปแบบการทำสมาธิบำบัดเพื่อพัฒนาตนตามหลักภาวนา 4 ของผู้ต้องขัง และ 3) ความพึงพอใจหลังการถ่ายทอดรูปแบบบูรณาการขั้นตอนการทำสมาธิบำบัดเพื่อพัฒนาตนตามหลักภาวนา 4 ของผู้ต้องขัง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้ต้องขังในกรมราชทัณฑ์ จังหวัดสมุทรสาคร 100 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และผู้ให้ข้อมูลในการการสัมภาษณ์ ได้แก่ พระภิกษุ เจ้าหน้าที่เรือนจำ นักวิชาการทางศาสนา และผู้ต้องขัง จำนวน 10 รูป/คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย,ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน,ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธีของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้โปรแกรม SPSS วิเคราะห์ข้อมูล และวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันที่ส่งผลต่อสมาธิบำบัด โดยรวมอยู่ระดับปานกลาง ด้านที่มีความคิดเห็นสูงสุด คือด้านกายภาวนา รองลงมาคือด้านปัญญาภาวนา ด้านจิตภาวนา ด้านที่มีความคิดเห็นต่ำสุด คือด้านศีลภาวนา 1.1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมาธิบำบัด ที่มีความสัมพันธ์ ด้านกายภาวนา ด้านศีลภาวนา ด้านจิตภาวนา ด้านปัญญาภาวนา พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) รูปแบบสมาธิบำบัดเพื่อพัฒนาตนตามหลักภาวนา 4 ของผู้ต้องขัง ในกรมราชทัณฑ์ จังหวัดสมุทรสาคร มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การบริหารบุคลากร (Man) ขั้นตอนที่ 2 การบริหารทรัพยากร หรือวัสดุ (Materials) ขั้นตอนที่ 3 การจัดสรรงบประมาณ (Money) ขั้นตอนที่ 4 การบริหารจัดการโครงการ (Management) 3) ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมสมาธิบำบัด โดยรวมอยู่ระดับมาก ด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือด้านออกแบบ/นำเสนอ รองลงมาด้านเนื้อหาการพัฒนากิจกรรม ด้านประโยชน์และการนำไปใช้ ด้านที่มีความพึงพอใจต่ำสุด คือด้านเทคโนโลยี</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294471
จากดอยไร่หมุนเวียนสู่ป่าต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์: การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน ภายใต้อิทธิพลทางศาสนาของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่
2026-06-04T17:56:25+07:00
พระครูสุตวัฒนบัณฑิต
nathaya.raj@mcu.ac.th
พระราชวชิรคณี
nathaya.raj@mcu.ac.th
พระมหานพดล สุวณฺณเมธี
nathaya.raj@mcu.ac.th
ณฐยา ราชสมบัติ
nathaya.raj@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษานี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนดอยไทร บ้านห่างหลวง ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้อิทธิพลของการมาตั้งที่พักสงฆ์ โดยใช้กรอบทฤษฎีทุนทางสังคมของ Putnam และแนวคิดการจัดการทรัพยากรรวมของ Ostrom พบว่า การมาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างทุนทางสังคม (social capital) ผ่านกลไกทางศาสนาและการสร้างเครือข่ายความเชื่อใจ ส่งผลให้เกิดการจัดการทรัพยากรรวมที่มีประสิทธิภาพตามหลักการของ Ostrom อันประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตทรัพยากรที่ชัดเจน การสร้างกฎเกณฑ์ร่วม การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม และระบบการควบคุมดูแลโดยชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินจากไร่หมุนเวียนสู่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การหยุดใช้สารเคมีเกษตรด้วยฉันทามติร่วม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบมีส่วนร่วม กลไกการตัดสินใจแบบไม่บังคับแต่อาศัยความสมัครใจ สะท้อนการประยุกต์หลักการทางสังคมไทยที่เน้นการสร้างความสมานฉันท์ การศึกษาเผยให้เห็นว่า ทุนทางสังคมในรูปแบบความเชื่อใจ บรรทัดฐานการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงผ่านศาสนาพุทธ เป็นปัจจัยหลักในการสร้างสถาบันจัดการทรัพยากรร่วมที่ยั่งยืน แบบอย่างดอยไทรแสดงศักยภาพการขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องในการถ่ายทอดค่านิยมสู่คนรุ่นใหม่เพื่อความยั่งยืนระยะยาว</p> <p><strong> </strong></p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282884
บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
2025-06-17T13:48:27+07:00
รัตติยา เหนืออำนาจ
rattitik.prom@gmail.com
สายฝน วิบูลรังสรรค์
saifonv@nu.ac.th
สำราญ มีแจ้ง
samranm1954@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) โดยมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงแนวคิดการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) หลักการและวิธีการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) การได้มาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ซึ่งพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีบทบาทสำคัญในหลายขั้นตอนของการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการระบุผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการ การให้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนผลกระทบจริง ผลกระทบแฝง ตลอดจนการตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียช่วยให้การประเมิน SROI มีความครอบคลุม โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้ผลลัพธ์สามารถสะท้อนถึงความต้องการและผลกระทบที่แท้จริงต่อกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังช่วยในการสร้างแผนที่ผลลัพธ์ การประเมินมูลค่าของผลลัพธ์ที่ได้ และการคำนวณผลตอบแทนทางสังคม ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน การมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนยังช่วยเพิ่มความยั่งยืนของโครงการ โดยทำให้เกิดความร่วมมือระยะยาวระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและโครงการ</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283350
ฆราวาสกับการเผยแผ่ธรรมะ: เหตุปัจจัยที่ทำให้ได้รับความนิยม
2026-05-07T15:28:24+07:00
จิตรกร ทนงค์
nattha915628@gmail.com
สามารถ สุขุประการ
nattha915628@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่ทำให้ฆราวาสได้รับความนิยมในการเผยแผ่ธรรมะในสังคมไทยยุคดิจิทัล จากการสังเคราะห์พระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารทางพระพุทธศาสนา ทฤษฎีการสื่อสาร งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของฆราวาส เทคโนโลยีดิจิทัล และพฤติกรรมของผู้รับสารในบริบทสังคมร่วมสมัย พบว่า ความนิยมของฆราวาสในการเผยแผ่ธรรมะมิได้เกิดจากสถานภาพของผู้เผยแผ่ หากเกิดจากการบูรณาการของปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของผู้เผยแผ่ (2) การถ่ายทอดธรรมะด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน (3) การใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีในการสื่อสาร (4) การตอบสนองต่อความต้องการทางจิตใจของผู้รับสาร และ (5) การสร้างปฏิสัมพันธ์และชุมชนการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ ส่งผลให้การเผยแผ่ธรรมะสามารถเข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาคือ การเสนอ The Five-Factor Model of Lay Dhamma Communication (5F-LDC Model) ซึ่งอธิบายว่าความสำเร็จของการเผยแผ่ธรรมะโดยฆราวาสเป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างผู้เผยแผ่ เนื้อหา เทคโนโลยี ผู้รับสาร และการมีส่วนร่วมของชุมชนออนไลน์ ทั้งนี้ แม้ฆราวาสจะมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะมากขึ้น แต่การสื่อสารธรรมะควรตั้งอยู่บนความถูกต้องตามพระธรรมวินัย มีการอ้างอิงพระไตรปิฎก และยึดหลักมหาปเทส 4 เพื่อรักษาคุณค่าของพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294077
รูปแบบการพัฒนาครูนวัตกรในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
2026-06-20T15:55:29+07:00
วรัฉรีย์ เกตุขำ
am_4640003911@yahoo.co.th
พิทยา แสงสว่าง
phitthayas@nu.ac.th
ปกรณ์ ประจันบาน
pakornp@nu.ac.th
อนุชา กอนพ่วง
anuchak@nu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ “รูปแบบการพัฒนาครูนวัตกรในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในการจัดการศึกษาท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านบทบาทของครูจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระสำคัญนำเสนอความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างแบบบูรณาการของรูปแบบ 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิดที่ยึดปรัชญาการเติบโตอย่างยืดหยุ่นและขับเคลื่อนโดยครู 2) วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณลักษณะครูนวัตกรทั้ง 6 ด้าน 3) บริบท ปัจจัยนำเข้า และเงื่อนไขที่เน้นการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา 4) โครงสร้างและกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผสานกับการโค้ชโดยเพื่อนครู เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน 5) กระบวนการพัฒนาที่เน้นการแก้ปัญหาจริงผ่านวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAOR) 4 ขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง และ 6) การประเมินผลและข้อมูลย้อนกลับตามสภาพจริงแบบสามเส้า บทสรุปจากการนำเสนอรูปแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ขับเคลื่อนด้วยตัวครูเอง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของครูสู่การเป็น “ผู้ประกอบวิชาชีพเชิงไตร่ตรอง” ที่กล้าพัฒนานวัตกรรม ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายของการขับเคลื่อนรูปแบบนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้บรรลุผลทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ด้านทักษะกระบวนการคิดและสืบเสาะ ด้านคุณภาพประสบการณ์การเรียนรู้และเจตคติ และด้านคุณลักษณะความเป็นนวัตกรและการสร้างคุณค่า อันจะเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจากฐานรากอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ