https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/issue/feed
วารสารวิจยวิชาการ
2026-09-01T22:55:36+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.อัครเดช พรหมกัลป์
journal.jra@gmail.com
Open Journal Systems
<p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/jra/White_Minimalist_Elegant_Handwritten_LinkedIn_Banner_(1).png" width="648" height="162" /> </p> <p> </p> <p><strong> วารสารวิจยวิชากา</strong>ร มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ วารสารวิจยวิชาการได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-0053 (Online) </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292551
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในนวัตกรรมทางสุขภาพในภาวะปกติใหม่ ของพระคิลานุปัฏฐาก จังหวัดสุโขทัย
2026-07-26T15:50:02+07:00
พระครูวิบูลสาโรภาส (เฉลิม กนฺตสาโร)
sser_sandee@hotmail.com
พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสทฺโธ
sser_sandee@hotmail.com
เทพประวิณ จันทร์แรง
sser_sandee@hotmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมกับนวัตกรรมทางสุขภาพ 2) ศึกษากระบวนการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในนวัตกรรมทางสุขภาพในภาวะปกติใหม่ของพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดสุโขทัย 3) เสนอกระบวนการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในนวัตกรรมทางสุขภาพในภาวะปกติใหม่ของพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดสุโขทัย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาวิจัยทั้งหมด 16 รูป/คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดเก็บข้อมูลด้วยการทำแบบสัมภาษณ์ การบันทึกเสียงสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้ให้นัยสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพใน 2 มิติด้วยกัน กล่าวคือ (1) มิติความสุขทางร่างกาย (กายิกสุข) (2) มิติความสุขด้านจิตใจ (เจตสิกสุข) โดยหลักธรรมสำคัญที่สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ ประกอบด้วย (1) ไตรลักษณ์ (2) หลักภาวนา 4 (3) หลักอิทธิบาท 4 (4) หลักพละ 5 (5) หลักอัปปมาทธรรม 2) พระคิลานุปัฏฐากควรศึกษากระบวนการประยุกต์ใช้ 5 หลักธรรม ตามขั้นตอนต่อไปนี้ (1) ศึกษาองค์ความรู้ที่ได้จากหลักพุทธธรรม (2) วิเคราะห์หลักธรรมที่มีความเหมาะสมกับงานคิลานธรรม (3) ทดลอง หรือ ฝึกปฏิบัติเพื่อการบูรณาการงานด้านสุขภาพ (4) เผยแผ่องค์ความรู้ และการปฏิบัติตน ให้กับพระสงฆ์อาพาธ และกลุ่มเป้าหมาย (5) ส่งเสริมให้พระสงฆ์อาพาธ มีการพัฒนาด้านรูปธรรม และนามธรรม สามารถดูแลและพัฒนาตนเองในด้านสุขภาวะอย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการรักษาทางจิตใจที่ยั่งยืน 3) จุดเด่นในการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมและเสนอกระบวนการนั้น พระคิลานุปัฏฐากต้องคำนึงว่าในการปฏิบัติหน้าที่ ควรมีคติพจน์ประจำใจ คือ มี “ธรรมะเป็นนวัตกรรมคุ้มครองใจ” และสามารถนำมาประยุกต์เพื่อพัฒนาด้านสุขภาพใน 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา การสร้างกระบวนการในการทำงานนั้น พระคิลานุปัฏฐากต้องนำองค์ความรู้ที่ได้มาจากหลัก พุทธธรรมมาประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในกรอบ พุทธนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งมีรูปแบบ 4 โมเดล ดังนี้ (1) ธรรมะเป็นนวัตกรรมคุ้มครองใจ (2) นวัตกรรมสุขภาพ 4 มิติ (3) นวัตกรรมธรรมชาติบำบัด (4) นวัตกรรมกุฏิชีวาภิบาล โมเดลต้นแบบทั้ง 4 รูปแบบนี้เป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบในการปฏิบัติหน้าที่ด้านสุขภาวะ (Well-Being) ของพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดสุโขทัยที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน.</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/295488
การมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 ตามหลักสังคหวัตถุ 4
2026-08-24T22:51:57+07:00
สุรวิชญ์ สวงรัมย์
sawongram39@gmail.com
ทวีศักดิ์ ทองทิพย์
taweesakmcu@gmail.com
สถาพร ภาคพรม
sathaporn.sp1118@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2) ศึกษาวิธีการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาของชุมชนในสถานศึกษาขนาดเล็กตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane (1973) จากประชากรได้แก่ สถานศึกษาขนาดเล็ก 117 แห่ง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 91 แห่ง ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 273 คน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน ได้แก่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักธรรม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณณา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมระดมทรัพยากรทางการศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (PNI Modified = 0.59) โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ การประเมินผล และการดำเนินการ ตามลำดับ 2) วิธีการมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วยการเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมตัดสินใจ การสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม การสื่อสารและสะท้อนผล และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน โดยบูรณาการหลักทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายสังเคราะห์เป็นโมเดลเชิงระบบ ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 เป็นกลไกส่งเสริมการร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ และร่วมติดตามประเมินผล เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินข้อเสนอเชิงนโยบายมีความสอดคล้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.78, S.D. = 0.42) แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมและสามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบการพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292713
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา
2026-04-09T12:42:08+07:00
วารุณี กรัดเนียม
krujoywarunee@gmail.com
เฮนรี่ ยู อันชุนดา
henryy@nu.ac.th
ณัฏฐ์ ชาคำมูล
natr@nu.ac.th
อนุชา กอนพ่วง
anuchako@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารและนักเรียนนักศึกษาที่เป็นคณะกรรมการ อวท. สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคเหนือ จำนวน 307 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม โดยพบว่าค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.966 โดยสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการจัดลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNI modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยพบว่าค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 โดยสถิติที่ใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง ลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ระดับบุคคล (PNI modified = 0.561) รองลงมาคือ ระดับกลุ่ม (0.525) และระดับสังคม/ชุมชน (0.513) โดยประเด็นที่ต้องการพัฒนาเร่งด่วน ได้แก่ การเขียนรายงานสะท้อนผล การเปิดโอกาสให้โต้แย้งเชิงตรรกะในที่ประชุม และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของโครงการ และ 2) การพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. ควรดำเนินการในลักษณะ การพัฒนาแบบบูรณาการหลายระดับ ซึ่งเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพของบุคคล สู่การสร้างระบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมในระดับกลุ่ม และขยายผลไปสู่การสร้างคุณค่าทางสังคมผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/295367
คุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
2026-07-08T13:23:30+07:00
ชัยณรงค์ สิริพรปรีดา
tom.rcim@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2) สร้างรูปแบบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ 3) ประเมินและยืนยันรูปแบบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการที่มีความเหมาะสม มีความสอดคล้อง ความมีประโยชน์ และมีความเป็นไปได้ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 280 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้คัดเลือกแบบเจาะจง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 จำนวน 13 คน และกลุ่มที่ 2 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การสัมภาษณ์อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการมีองค์ประกอบ 6 มิติ 2) รูปแบบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการประกอบด้วย 6 มิติ 18 แนวทาง และ 3) ผลการประเมินและยืนยันรูปแบบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการมีความเหมาะสม มีความสอดคล้อง ความมีประโยชน์ และมีความเป็นไปได้</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/293547
การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรก
2026-07-20T13:16:41+07:00
ปรัชญา เหลืองแดง
spintzld@gmail.com
ศิวาวุฒม์ ชัยเชาวรินทร
siwawut@kru.ac.th
ญดาภัค กิจทวี
yadaphak@kru.ac.th
ลัดดาวัลย์ จำปา
Jaksumalaya@gmail.com
จักษุมาลย์ วงษ์ท้าว
Jaksumalaya@gmail.com
นันทวัน หัตถมาศ
nanthawan.aor04@kru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรก และ 2) ศึกษาผลการใช้ต้นแบบนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรกใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) มีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มเป้าหมายการสนทนากลุ่ม จำนวน 9 คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ด้านมรดกทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และด้านการศึกษาและการพัฒนาผู้เรียน คัดเลือกด้วยการเลือกแบบเจาะจง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเชิงหลักการและทฤษฎี กลุ่มที่ 2 กลุ่มเป้าหมายในการใช้นวัตกรรม รวมจำนวน 30 คน จากโรงเรียนในเขตชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี คัดเลือกด้วยวิธีการอาสาสมัคร กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้รับมอบต้นแบบนวัตกรรม จำนวน 10 คน คัดเลือกด้วยวิธีการอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นการสนทนากลุ่ม นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรก แบบประเมินผลการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ และแบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรมส่งมอบต้นแบบแบบนวัตกรรม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ต้นแบบนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรก คือ ชุดการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 คำชี้แจงการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ส่วนที่ 2 เนื้อหาสาระส่วนที่ 3 กิจกรรม ส่วนที่ 4 แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ ส่วนที่ 5 ภาคผนวก<br />โดยมีคุณภาพที่ระดับ เหมาะสมมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.77, S.D. = 0.35) และ 2) ผลการใช้ต้นแบบนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรก พบว่า ผลการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนเก่าปากแพรกของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังการใช้นวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 27.50 และ ความคิดเห็นของกลุ่มผู้รับมอบต้นแบบนวัตกรรม อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.41)</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292217
แนวทางการบริหารหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-04-21T15:35:07+07:00
มลิวัลย์ จันทรวรชาต
6714470096@rumail.ru.ac.th
กมลทิพย์ ทองกำแหง
kamoltip.t@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) หาแนวทางการบริหารหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู จำนวน 333 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจําเป็น และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง ได้แก่ คือ ศึกษานิเทศก์ 2 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน ครูที่มีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไป 1 คน และนักวิชาการด้านหลักสูตร 1 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.82, SD = 0.91) และมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.61, SD = 0.62) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการจัดทำหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.2217) ด้านการประเมินหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.2055) ด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา (PNI<sub>modified</sub> = 0.2019) และด้านการนำหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนไปใช้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.0847) ตามลำดับ และ 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ประกอบด้วย (1) การศึกษาบริบทของสถานศึกษา (2) การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม (3) การพัฒนาครูและบุคลากร (4) การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ และ (5) การประเมินและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/291828
การพัฒนาเครื่องมือการวัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกร สำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
2026-07-28T09:07:06+07:00
ศักดิ์สิทธิ์ ทองจำปา
kruae25@gmail.com
ณัฐกานต์ ประจันบาน
Nattakanp@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเครื่องมือวัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกรสำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกรสำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 210 คน จาก 4 ภูมิภาค ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกรสำหรับครู จำนวน 24 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยง และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า 1) เครื่องมือวัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกรสำหรับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความกล้าทดลอง ความมุ่งมั่นพัฒนา และทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รวมจำนวน 24 ข้อ ซึ่งครอบคลุมคุณลักษณะสำคัญของครูนวัตกรในบริบทการศึกษา และ 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับเหมาะสม โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.250–0.365 และมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 นอกจากนี้ โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 240.035, df = 219, p = .1572, CFI = .995, TLI = .993, RMSEA = .055, SRMR = .028) แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือมีความเหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้วัดคุณลักษณะความเป็นนวัตกรสำหรับครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/291734
การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่สำหรับเยาวชน
2026-06-29T15:00:01+07:00
ธีระศักดิ์ เครือแสง
63010569001@msu.ac.th
อารยา ปิยะกุล
araya.p@msu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาสำหรับพัฒนาการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่สำหรับเยาวชนผ่านระบบออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาสำหรับพัฒนาการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่สำหรับเยาวชนผ่านระบบออนไลน์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งเป็นระยะที่4 ของงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นเยาวชนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 40 คน ผ่านการสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 1) แบบการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่สำหรับเยาวชน 2) โปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ 3) แบบประเมินความเหมาะสมโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ ตามแนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยาเชิงบูรณาการ 2 ทฤษฎี ประกอบด้วยทฤษฎีการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม และทฤษฎีการยอมรับและพันธะสัญญาสามารถเสริมสร้างการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่สำหรับเยาวชนให้สูงขึ้นได้ 2)ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ฯ เยาวชนมีการยืดหยุ่นการรู้คิดต่อการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตวิถีใหม่เฉลี่ยสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นโปรแกรมฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาผ่านระบบออนไลน์ฯจึงสามารถเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการรู้คิดเพื่อรองรับการปรับตัวต่อวิถีชีวิตใหม่ได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/286635
การพัฒนารูปแบบการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม
2026-03-23T15:39:51+07:00
ศรายุทธ ธิศรีชัย
st30042522@gmail.com
เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต
st30042522@gmail.com
ปัญญา ธีระวิทยเลิศ
st30042522@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม 2) พัฒนารูปแบบบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม และ3) ประเมินรูปแบบการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา (Research and development) ขั้นตอนในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การศึกษาสภาพและแนวทาง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารการศึกษา หรือผู้อำนวยการกลุ่ม หรือเจ้าหน้าที่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 62 เขต ๆ ละ 1 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รวม 62 คน 2) การพัฒนารูปแบบ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) ด้วยรูปแบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน และ3) การประเมินรูปแบบจากกลุ่มผู้ที่ใช้งาน ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพและแนวทางการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์ และเป้าหมายร่วม 2) ด้านกระบวนการและวัฒนธรรมองค์กร 3) ด้านผู้นำองค์กรแห่งนวัตกรรม 4) ด้านทักษะความคิดสร้างสรรค์บุคลากร 5) ด้านการจัดการความรู้และข้อมูลข่าวสาร และ 6) ด้านการประเมินผลนวัตกรรม มีสภาพการปฏิบัติร้อยละ 90 ขึ้นไปทุกด้าน และมีแนวทางด้านการบริหารจัดการ 4 ด้าน 8 ข้อ และแนวทางด้านการบริหารสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม 6 ด้าน 12 ข้อ 2) ผลการพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ด้านการบริหารจัดการ องค์ประกอบที่ 2 ด้านการบริหารสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม องค์ประกอบที่ 3 ด้านแนวทางการบริหารจัดการ Agile Management และองค์ประกอบที่ 4 ความสำเร็จขององค์กรแห่งนวัตกรรม และ 3) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม มีความถูกต้องและความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/296324
การบูรณาการการเรียนรู้เชิงรุกกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถของนักศึกษาครูในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษา
2026-08-16T12:39:11+07:00
สุทธิพงศ์ บุญผดุง
suttipong.bo@ssru.ac.th
วิภาวรรณ เอกวรรณัง
wipawan.ea@ssru.ac.th
กลัญญู เพชราภรณ์
kalanyoo.pe@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความสามารถของนักศึกษาครูในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถของนักศึกษาครูในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษาหลังเรียนโดยใช้การบูรณาการเรียนรู้เชิงรุกกับปัญญาประดิษฐ์กับเกณฑ์ระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 82) และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อการบูรณาการเรียนรู้เชิงรุกกับปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาครูชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาคณิตศาสตร์จำนวน 33 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาการบริหารการศึกษาและการประกันคุณภาพ ที่จัดทำขึ้นตามลักษณะการบูรณาการการจัดการเรียนรู้เชิงรุกกับปัญญาประดิษฐ์ 2) แบบประเมินความสามารถในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษา และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของรายวิชาฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสามารถของนักศึกษาครูในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษาอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยได้คะแนนสอบเฉลี่ยเท่ากับ 34.15 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.28 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความสามารถในการจัดทำกลยุทธ์ของสถานศึกษาของนักศึกษาครูกับเกณฑ์ระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 82) พบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงสรุปได้ว่าความสามารถในการจัดทำ กลยุทธ์ของสถานศึกษาสูงกว่าร้อยละ 82 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาในภาพรวมที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการบูรณาการการจัดการเรียนรู้เชิงรุกกับปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.92 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.12 ดังนั้นจึงควรนำการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการนี้ไปใช้ในการส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาครู ตลอดจนควรมีการศึกษาต่อยอดในบริบทที่หลากหลายเพื่อยืนยันและขยายผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาต่อไป</p> <p> </p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294947
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2
2026-05-19T10:03:15+07:00
กุลชนกนันท์ ธนโชติกิจเกื้อกูล
kulchanoknanlpn2@lp2.go.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการในการพัฒนาของรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการดังกล่าว วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการ ในการการพัฒนารูปแบบ การสร้างและพัฒนารูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ และการประเมินรูปแบบ โดยผู้วิจัยศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน ใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจากเขตพื้นที่การศึกษาต้นแบบ 2 คน โรงเรียนต้นแบบ 1 คน จัดสนทนากลุ่มเพื่อร่างรูแบบ 11 คน สัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันรูปแบบ จำนวน 9 คน สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 312 คน ประเมินสมรรถนะครู จำนวน 156 คน และประเมินรูปแบบ จำนวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ความต้องการพัฒนาอยู่ในระดับมาก โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดคือสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ส่วน 8 ด้าน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ส่วนนำ ประกอบด้วย (1) หลักการของรูปแบบ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) เป้าหมายของรูปแบบ ส่วนที่ 2 ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย (4) องค์ประกอบของรูปแบบ (5) ระบบงานและกลไกของรูปแบบ และ ส่วนที่ 3 ส่วนการนำไปใช้ ประกอบด้วย (6) วิธีการดำเนินงานของรูปแบบ (7) แนวทางการประเมินรูปแบบ และ 8) เงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คุณภาพการบริหารงานวิชาการและสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินรูปแบบพบว่ามีความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294769
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการบริหารงานวิชาการเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
2026-08-16T12:39:04+07:00
สิริญญา โกษะ
76478007@aru.ac.th
พรเทพ รู้แผน
drpornthep@aru.ac.th
ประยูร บุญใช้
prayoonboonchai@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นโอกาสและอุปสรรคของการบริหารงานวิชาการเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตศึกษาธิการ ภาค 1 จำนวน 286 โรงเรียน จำนวน 572 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพแวดล้อมภายในของการบริหารงานวิชาการเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มีจุดแข็งโดยรวมอยู่ที่ด้านกลยุทธ์และนโยบาย และมีจุดอ่อนอยู่ที่ด้านบุคลากร เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ พบว่า จุดแข็งสูงสุดคือด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ส่วนจุดอ่อนสูงสุดคือด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2) สภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า ปัจจัยที่เป็นโอกาสสูงสุด ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี ขณะที่อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ โดยโอกาสที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการมากที่สุดคือด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา ขณะที่อุปสรรคยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในภาพรวม</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294510
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ในท้องถิ่นเป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อม เรื่อง แหล่งน้ำในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-08-21T22:24:59+07:00
ธัญชนก หม่องอิน
tanchanokm67@nu.ac.th
สุุรีย์พร สว่างเมฆ
sureepornka@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ในท้องถิ่นเป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาผลสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ในท้องถิ่นเป็นฐาน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลกภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน 2) แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ 3) ใบกิจกรรม และ 4) แบบวัดสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ในท้องถิ่นเป็นฐาน ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเลือกปรากฏการณ์ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ควรเลือกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนของนักเรียน ขั้นกระตุ้นความสนใจ ใช้สื่อนำเสนอปรากฏการณ์ในท้องถิ่นและใช้คำถามกระตุ้นคิด ขั้นวางแผนการสืบค้น นักเรียนร่วมกันออกแบบและวางแผนการสืบค้นข้อมูลก่อนลงพื้นที่สำรวจด้วยเทคโนโลยี Google Maps ขั้นรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล นักเรียนลงพื้นที่สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลปรากฏการณ์ในท้องถิ่น ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ใหม่ นักเรียนนำความรู้และประสบการณ์จากการลงพื้นที่มาอธิบายในสถานการณ์ใหม่ ขั้นขยายความรู้ นักเรียนนำข้อสรุปและข้อค้นพบจากปรากฏการณ์ในท้องถิ่นที่ได้มาทำแผนผังความคิดรวมทั้งเผยแพร่ผลงานต่อผู้อื่นในชุมชน และขั้นสะท้อนผลการเรียนรู้ นักเรียนเขียนสะท้อนคิดและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน และ 2) ผลสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียน พบว่า หลัังการจััดการเรีียนรู้นักเรียนมีสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 อยู่ในระดับพอใช้ วงจรปฏิบัติการที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง และวงจรปฏิบัติการที่ 3 อยู่ในระดับดี ซึ่งผลการประเมินการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมหลังการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/295495
รูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนแห่งความสุขตามหลักพุทธธรรมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขตตรวจราชการที่ 10
2026-06-26T13:01:09+07:00
นิศรา ไชยเพีย
nkr.sk_nortnort@hotmail.com
บุญช่วย ศิริเกษ
nkr.sk_nortnort@hotmail.com
พิมพ์อร สดเอี่ยม
nkr.sk_nortnort@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนแห่งความสุขตามหลักพุทธธรรมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขตตรวจราชการที่ 10 และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนแห่งความสุขตามหลักพุทธธรรมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เขตตรวจราชการที่ 10 จากการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีแบบวิธีปฏิบัติเป็นเลิศ ด้านบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขตตรวจราชการที่ 10 จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น โดยนําข้อมูลผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์มาหาค่าดัชนีความต้องการจําเป็น เพื่อจัดลำดับความต้องการจําเป็น โดยการคํานวณ PNImodified ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.34, S.D. = 0.77) สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.66, S.D. = 0.48) และลำดับความต้องการจำเป็น เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ลำดับที่ 1 ด้านการมีทัศนคติเชิงบวก (PNI<sub>modified</sub> = 0.4️28) ลำดับที่ 2 ด้านผลลัพธ์การดำเนินการ (PNI<sub>modified</sub> = 0.403) ลำดับที่ 3 ด้านการมีสวัสดิการที่เหมาะสม (PNI<sub>modified</sub> = 0.381) และลำดับที่ 4 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี (PNI<sub>modified</sub> = 0.365) ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนแห่งความสุขตามหลักพุทธธรรมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขตตรวจราชการที่ 10 สรุปได้ว่า ด้านการมีทัศนคติเชิงบวกมี 5 แนวทาง ด้านการมีผลลัพธ์ตามเป้าหมายมี 5 แนวทาง ด้านการมีสวัสดิการที่เหมาะสมมี 5 แนวทาง และ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่ดีมี 5 แนวทาง</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/293424
กระบวนการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเอกภาพเมียนมา
2026-08-25T16:07:34+07:00
จิรายุส สาจุ้ย
jirayut_sajui@cmu.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเอกภาพเมียนมา 2) เพื่อวิเคราะห์ยุทธศาสตร์กระบวนการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเอกภาพเมียนมา และ 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลเอกภาพเมียนมา โดยใช้กรอบแนวคิดความชอบธรรมทางการเมืองของ David Beetham เป็นกรอบในการวิเคราะห์ งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้อาศัยวิธีวิเคราะห์เอกสาร ได้แก่ แถลงการณ์และนโยบายของ NUG รายงานขององค์กรระหว่างประเทศ งานวิชาการ และรายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาประกอบกับการเรียงลำดับเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ผลการศึกษา พบว่า 1) NUG สถาปนาความชอบธรรมโดยอ้างอิงผลการเลือกตั้งปี 2020 ในระดับภายในประเทศ ควบคู่กับการใช้วาทกรรมประชาธิปไตยและการเดินเกมการทูตในเวทีโลก 2) NUG ดำเนินยุทธศาสตร์หลากมิติเพื่อท้าทายอำนาจของระบอบทหาร ได้แก่ การจัดตั้งโครงสร้างรัฐบาลทางเลือก การหนุนเสริมขบวนการอารยะขัดขืน การก่อตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน และการสร้างแนวร่วมร่วมกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และ 3) ปัจจัยภายในที่เกื้อหนุนความชอบธรรมของ NUG ประกอบด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชนและความร่วมมือของกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนปัจจัยภายนอกที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ การที่ประชาคมโลกยังมิได้ให้การรับรอง NUG อย่างเป็นทางการ ผนวกกับหลักการไม่แทรกแซงของอาเซียน ข้อค้นพบของการศึกษานี้สะท้อนว่าความขัดแย้งในเมียนมาดำรงอยู่ในภาวะย้อนแย้งของการครอบครองความชอบธรรม (Legitimacy Paradox) ที่ SAC ครอบครองกำลังบังคับแต่ขาดความชอบธรรม ขณะที่ NUG ครอบครองความชอบธรรมแต่ขาดกำลังบังคับ อันถือเป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ Beetham สำหรับการวิเคราะห์ความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/293588
การพัฒนารูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในรายวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์
2026-08-17T11:58:29+07:00
ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน
srittilun@gmail.com
อมร มะลาศรี
rdi_ksu@Ksu.ac.th
คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล
komkajorn@hotmail.com
สุวรรณวัฒน์ เทียนยุทธกุล
suwan.te@ksu.ac.th
สมใจ ภูครองทุ่ง
somjai.ph@ksu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ 2) ประเมินผลรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และ 3) ปรับปรุงรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในรายวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็นหลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นพัฒนารูปแบบการประเมิน กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ครูผู้สอน จำนวน 3 คน และนักเรียน จำนวน 43 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ขั้นนำรูปแบบไปใช้และประเมินรูปแบบการประเมิน กลุ่มเป้าหมาย คือครูผู้สอน จำนวน 9 คน และนักเรียนจำนวน 186 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และขั้นปรับปรุงรูปแบบการประเมิน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักคือครูผู้สอน จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จากขั้นการนำรูปแบบไปใช้และประเมินรูปแบบการประเมิน ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์ของการประเมิน (2) เนื้อหาที่มุ่งประเมิน (3) ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมิน (4) วิธีการประเมิน (5) เครื่องมือการประเมิน (6) ผู้ทำการประเมิน และ (7) การรายงานผลและให้ข้อมูลย้อนกลับ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> =4.45, S.D.=0.62) และผลการศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อรูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> =4.13, S.D.=0.88) และ 3) ผลการปรับปรุงรูปแบบการประเมิน สรุปประเด็นในการปรับปรุง ดังนี้ (1) เครื่องมือประเมิน สำหรับผู้เรียนประเมินตนเองและเพื่อนประเมินผู้เรียน ใช้เครื่องมือคนละฉบับ (2) น้ำหนักคะแนนการประเมินให้มีน้ำหนักต่างกัน จำแนกตามผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ครูผู้สอนมีน้ำหนักคะแนนมากกว่าผู้เรียนประเมินตนเองและเพื่อนประเมินผู้เรียน และ (3) แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ใช้วิธีการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบใดก็ได้ที่สามารถบูรณาการสมรรถนะ (K S A) ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และเน้นการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะเต็มตามศักยภาพ ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่จะนำรูปแบบนี้ไปกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรมในการเตรียมความพร้อมการใช้หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ฐานสมรรถนะต่อไป</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/291795
แนวทางการพัฒนาการจัดการข้อมูลตัวชี้วัดเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยข้อมูลสู่วิทยาเขตนานาชาติ: กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต
2026-05-11T13:39:15+07:00
อัมรินทร์ โอษฐฤทธิ์
amarin.o@phuket.psu.ac.th
สุภาภรณ์ ช่อแก้ว
supaporn.cho@phuket.psu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความคาดหวังในการจัดการข้อมูลตัวชี้วัดของบุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายอำนวยการ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต 2) ศึกษามุมมองเชิงลึกของผู้บริหารระดับวิทยาเขตและระดับคณะ/ส่วนงานเกี่ยวกับปัญหา แนวทาง และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการจัดการข้อมูลตัวชี้วัด เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และ 3) สังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการจัดการข้อมูลตัวชี้วัดแบบบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยข้อมูลสู่วิทยาเขตนานาชาติ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารระดับคณะ/ส่วนงาน ผลการวิจัย พบว่า 1) บุคลากรสายวิชาการและสายอำนวยการมีความคิดเห็นต่อสภาพปัจจุบันและการบริหารจัดการข้อมูลตัวชี้วัดอยู่ในระดับปานกลาง มีความคาดหวังต่อการพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลตัวชี้วัดอยู่ในระดับมาก และไม่พบความแตกต่างของความคิดเห็นระหว่างสองกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการร่วมกันในการพัฒนาระบบข้อมูลตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 2) การจัดการข้อมูลตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ ได้แก่ ความกระจัดกระจายของข้อมูล ความซ้ำซ้อนในการรายงาน และความไม่ชัดเจนด้านการกำกับดูแลข้อมูล โดยผู้บริหารมีความเห็นสอดคล้องกันว่าควรพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลตัวชี้วัดแบบบูรณาการและรวมศูนย์ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานข้อมูลและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการใช้ข้อมูล และ 3) การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยข้อมูลจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะเชิงบูรณาการ ครอบคลุมมิติด้านโครงสร้างองค์กร กระบวนการจัดการข้อมูล ศักยภาพบุคลากร และการใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นวิทยาเขตนานาชาติอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/294918
การพัฒนาองค์ประกอบวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-07-20T13:20:30+07:00
ศิฏามาส น้อยสอน
sv.sitamas@gmail.com
ณัฐกานต์ ประจันบาน
Nattakanp@nu.ac.th
ปกรณ์ ประจันบาน
pakornp@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษา กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา 100 คน ครู 100 คน และผู้เรียน 150 คน รวม 350 คน ในเขตตรวจราชการที่ 18 ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับ พัฒนาตามกรอบ SOLO Taxonomy มีค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นองค์ประกอบ (CR) ระหว่าง 0.795–0.897 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) รายด้านตามบทบาทของผู้ให้ข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า 1) วัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 17 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ นโยบายและวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการอ่าน สภาพแวดล้อมด้านการอ่าน ทัศนคติและแรงจูงใจในการอ่าน นิสัยและพฤติกรรมการอ่าน และเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยสนับสนุนการอ่าน และ 2) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ทุกองค์ประกอบ ได้แก่ (1) นโยบายและวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการอ่าน พิจารณาจากค่า = 1.249, df = 1, p – value = 0.2637, RMSEA = 0.050, CFI = 0.999, TLI = 0.996, SRMR = 0.045 (2) สภาพแวดล้อมด้านการอ่าน พิจารณาจากค่า = 1.210, df =1, p – value = 0.2714, RMSEA = 0.046, CFI = 0.998, TLI = 0.994, SRMR = 0.020 (3) ทัศนคติและแรงจูงใจในการอ่าน พิจารณาจากค่า =5.328, df =2, p – value =0.0697, RMSEA =0.105 , CFI = 0.985, TLI =0.955, SRMR =0.023 (4) นิสัยและพฤติกรรมการอ่าน ค่า =0.316, df =2, p – value =0.8537, RMSEA =0.00 , CFI = 1.00, TLI =1.00, SRMR =0.005 และ (5) เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการอ่าน พิจารณาจากค่า =1.098, df =1, p – value = 0.2946 , RMSEA =0.026, CFI = 0.999, TLI =0.998, SRMR =0.017 แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงโครงสร้าง และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/290478
การพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารและสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลอง
2026-08-28T08:44:24+07:00
นิชนันท์ พนมเขต
1991punim@gmail.com
ดนิตา ดวงวิไล
dchahh@kku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะการสื่อสาร และ 2) พัฒนาสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยกำหนดเป้าหมายให้ผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีระดับสมรรถนะตั้งแต่ระดับ “สามารถ” ขึ้นไป วิธีการดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกงพาน จังหวัดอุดรธานี จำนวน 8 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลอง จำนวน 12 แผนแบบวัดสมรรถนะ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบบันทึกหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสาร หลังสิ้นสุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 35.63 (S.D. = 2.45) คิดเป็นร้อยละ 79.17 โดยมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ระดับความสามารถขึ้นไป จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00 และข้อ 2) ผลการพัฒนาสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 25.88 (S.D. = 0.93) คิดเป็นร้อยละ86.25 มีนักเรียนจำนวน 7 คนที่ผ่านเกณฑ์ระดับสามารถขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 87.50 แม้ผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมจะมีแนวโน้มการพัฒนาในระดับที่ดี แต่จำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ขั้นสูงยังไม่บรรลุเป้าหมายร้อยละ 80 ตามที่ตั้งไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมในด้านความมั่นใจและการฝึกทักษะการสื่อสารเฉพาะบุคคลต่อไป</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292584
การจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2026-04-20T13:57:25+07:00
พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ
mrphongsakth@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn@gmail.com
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
harutai_p@hotmail.com
พรปภัสสร ปริญชาญกล
pornpapatsorn.pri@kmutt.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการการสื่อสารนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ศึกษากระบวนการจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 52 รายในพื้นที่ต้นแบบ 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลไทรย้อย เทศบาลตำบลชนบท องค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม และเทศบาลตำบลทุ่งลาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์มีโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม จากนั้นใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสรุปข้อค้นพบของการวิจัย ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการการสื่อสารนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรบริหารส่วนตำบลปรากฏอยู่ในรูปแบบของการมีส่วนร่วมของเครือข่ายหลายภาคส่วนและองค์กรบริหารส่วนตำบลได้ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางการประสานงานมากกว่าจะเป็นผู้สั่งการแบบบนลงล่าง 2) กระบวนการจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการเน้นไปที่กระบวนการผู้รับร่วมสร้างและการลดช่องว่างของการสื่อสารสุขภาพลงด้วยการสื่อแบบเป็นกันเอง 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการเน้นไปที่การเสริมความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่ายในพื้นที่ให้เกิดการรู้เท่าทันสื่อสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว</p> <p><strong> </strong></p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/291394
การประเมินความต้องการจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาในภาคกลางของประเทศไทย
2026-08-10T13:19:54+07:00
ทนง ทองภูเบศร์
thanong.tho@rmutr.ac.th
ณัฐพร สุริยากานนท์
thanong.tho@rmutr.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาในภาคกลางของประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาจำนวน 176 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.982 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาโดยรวมมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.49, S.D. = 0.62) สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.63, S.D. = 0.46) และมีค่า PNI<sub>modified</sub> เท่ากับ 0.33 ซึ่งอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โครงสร้างและระบบสารสนเทศในการบริหาร (PNI<sub>modified</sub> = 0.34) การบริหารความปลอดภัยและความยั่งยืนดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.33) และกลยุทธ์ดิจิทัลและการกำกับเชิงนโยบาย (PNI<sub>modified</sub> = 0.33) การวิจัยเสนอกรอบแนวทางที่สังเคราะห์จากผลการวิจัย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่โรงเรียนขาดโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสารสนเทศ และบุคลากรที่มีสมรรถนะเพียงพอในการแปลงภาวะผู้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดสรรงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างกลไกสนับสนุนทางเศรษฐกิจ และกำหนดมาตรฐานสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากรทางการศึกษา</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/291031
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการสหวิทยาการ ระหว่างวิชาเคมีร่วมกับวิชาวิทยาการคำนวณ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการพัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง โปรแกรมคำนวณความเข้มข้นสารละลายสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-06-25T16:24:30+07:00
พันธ์ศิริ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
phansirim@nu.ac.th
วันเฉลิม จันทร์ทรง
wanchalermj@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) สร้างและประเมินกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณา การสหวิทยาการ ระหว่างวิชาเคมีร่วมกับวิชาวิทยาการคำนวณ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) ประเมินทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการสหวิทยาการระหว่างวิชาเคมีร่วมกับวิชาวิทยาการคำนวณเรื่องการสร้างโปรแกรมคำนวณความเข้มข้นของสารละลายและมีการประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน หลังจากนั้นนำมาทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 74 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการสหวิทยาการ ระหว่างวิชาเคมีร่วมกับวิชาวิทยาการคำนวณ 2) แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 4) แบบประเมินทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการสหวิทยาการระหว่างวิชาเคมี ร่วมกับวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การสร้างโปรแกรมคำนวณความเข้มข้นของสารละลายสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.44) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเคมี เรื่อง การคำนวณความเข้มข้นของสารละลาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประเมินทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พบว่านักเรียนมีทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" /> = 2.63, S.D. = 0.44)</p> <p><strong> </strong></p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/297112
เมื่อตลาดคือห้องเรียนสังคมศึกษา: ว่าด้วยการเรียนรู้แบบรากเหง้าและการศึกษาของบุตรผู้ค้าข้างทาง
2026-08-26T18:55:43+07:00
ณฐยา ราชสมบัติ
nathaya.raj@mcu.ac.th
พระครูสิริภูรินิทัศน์
nathaya.raj@mcu.ac.th
พระสิริเวศย์ (ลิมป์ศิลาทอง)
nathaya.raj@mcu.ac.th
พระมหาฉัตรชัย ทันบาล
nathaya.raj@mcu.ac.th
เฉลิมชัย แก้วกัณหา
nathaya.raj@mcu.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งพิจารณาลักษณะการเรียนรู้ของบุตรผู้ประกอบอาชีพค้าขายข้างทางในอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ระดับชั้นประถมศึกษา โดยผู้เขียนใคร่ขอใช้กรอบความคิดเรื่อง "รากเหง้า" (Rhizome) ของ Gilles Deleuze และ Félix Guattari เป็นเครื่องมือหลักในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่การเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้มิได้ดำเนินไปตามเส้นทางเชิงเดี่ยวอย่างที่ระบบการศึกษากระแสหลักสมมุติไว้แต่แรก หากแต่แตกกิ่งก้านออกไปหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งจากพื้นที่การค้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวข้ามชาติ และความสามารถเฉพาะตัวซึ่งมิได้ถูกนับรวมอยู่ในหลักสูตรสังคมศึกษาแต่อย่างใด จากการเก็บข้อมูลภาคสนามและวิเคราะห์ผ่านหลักการเชื่อมโยง ความหลากหลายเชิงคุณภาพ และความเป็นพหุ ผู้เขียนพบว่าเด็กกลุ่มนี้ถือครองทุนความรู้ด้านความเป็นพลเมือง เศรษฐกิจ และพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ทว่าทุนความรู้ดังกล่าวมักถูกมองข้ามหรือประเมินค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น มิใช่เพราะไม่มีอยู่จริง หากแต่เพราะไม่ปรากฏในรูปแบบที่ระบบการศึกษาสามารถรับรู้หรือ "อ่าน" ได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า สิ่งที่ระบบเรียกว่า "การขาดความรู้" นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงข้อจำกัดของระบบเองในการมองเห็นความรู้ที่ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่นบนพื้นฐานดังกล่าว บทความนี้จึงเสนอว่าครูสังคมศึกษาพึงพัฒนาสมรรถนะในการ "อ่านการเรียนรู้แบบรากเหง้า" ขึ้น เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์นอกห้องเรียนของผู้เรียนเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มิใช่เพียงในฐานะข้อมูลเสริมชายขอบ หากแต่ในฐานะพื้นที่ความรู้ที่มีน้ำหนักเทียบเท่ากับความรู้ที่หลักสูตรกำหนดไว้แต่แรก</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/292279
ผู้บริหารสถานศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีการบริหารการศึกษายุคดิจิทัล
2026-07-26T16:00:22+07:00
ชฎาภัทร เปี่ยมอินทร์
kitty@cmu.ac.th
<p>ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการนำพาสถานศึกษาให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็ว เป็นระบบ และสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม บทความนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้งด้านบทบาท คุณลักษณะ และทักษะที่จำเป็น ตลอดจนการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา จากการศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลควรมีวิสัยทัศน์ เปิดรับการเปลี่ยนแปลง มีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี สามารถวางแผนและตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา นอกจากนี้ ผู้บริหารควรนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานวิชาการ งานงบประมาณ งานบุคคล และงานบริหารทั่วไป เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสาร และทำให้การบริหารทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการ ยกระดับคุณภาพการศึกษา และเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/295213
แนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษา
2026-07-03T17:00:59+07:00
ขวัญธารา พุ่มพฤกษ์
khwantharap66@nu.ac.th
อนุชา กอนพ่วง
anuchako@nu.ac.th
พิทยา แสงสว่าง
phitthayas@nu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด องค์ประกอบ และแนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษา โดยอาศัยการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารทางวิชาการ ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษามุ่งสังเคราะห์สาระสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์จิตศึกษา ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมมิติด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษาประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการบริหารจัดการ 2) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ 3) ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ 4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยทุกองค์ประกอบต้องดำเนินงานอย่างบูรณาการภายใต้การสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก ความปลอดภัยทางใจ <br />และการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อศักยภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษา ควรมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงบวก การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การออกแบบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนและเสริมสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสถานศึกษา</p>
2026-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ