วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra
<p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/jra/White_Minimalist_Elegant_Handwritten_LinkedIn_Banner_(1).png" width="648" height="162" /> </p> <p> </p> <p><strong> วารสารวิจยวิชากา</strong>ร มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ วารสารวิจยวิชาการได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-0053 (Online) </p> <p> </p> <p> </p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์
th-TH
วารสารวิจยวิชาการ
2985-0053
<p>1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจยวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจยวิชาการก่อนเท่านั้น</p>
-
มนุษยนิเวศ: แนวคิดและการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อสร้างสัมพันธภาพในสังคม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282732
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักทิศ 6 ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์ในสังคม 2) ศึกษาแนวทางการสร้างความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันตามหลักทิศ 6 และ 3) เสนอแนวทางการบูรณาการหลักทิศ 6 ในการสร้างสัมพันธภาพในสังคม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกรวม 15 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 8 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) อิทธิพลของหลักทิศ 6 ต่อมนุษย์ในสังคมทิศ 6 มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางปฏิบัติของบุคคลในแต่ละสถานะทางสังคม โดยเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต การนำหลักทิศ 6 ไปปฏิบัติช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว สังคมและองค์กร รวมถึงส่งเสริมความยุติธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 2) แนวทางการสร้างความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันตามหลักทิศ 6 ส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการปลูกฝังศีลธรรม การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ช่วยให้บุคคลมีความรับผิดชอบและเคารพผู้อื่น สร้างความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน และ 3) แนวทางการบูรณาการหลักทิศ 6 ในการสร้างสัมพันธภาพในสังคมผ่านนิเวศวิทยามนุษย์ คือ 3.1) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว 3.2) การพัฒนาความสัมพันธ์ในที่ทำงานและเพื่อนร่วมงานให้มีประสิทธิภาพ 3.3) การเสริมสร้างความผูกพันระหว่างชุมชนและสังคม 3.4) การพัฒนาระบบการศึกษาและความรู้ที่สอดคล้องกับนิเวศวิทยามนุษย์และหลักการหกทิศ และ 3.5) การสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมตามหลัก 6 ทิศและนิเวศวิทยามนุษย์</p>
พระครูพิสุทธิ์ธรรมาภิรัต ปฏิภาโณ (เภาราช)
พระศรีสมโพธิ (วรัญญู สอนชุน)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
1
11
-
การประยุกต์ใช้หลักขันติธรรมเพื่อการบรรลุเป้าหมายของชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282733
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักขันติในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) ศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักขันติในสังคมไทย และ 3) วิเคราะห์คุณค่าเชิงจริยธรรมของหลักขันติในพระพุทธศาสนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายของชีวิต เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 17 รูป/คน สนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ขันติในหลักขันติในคัมภีร์พระพุทธศาสนา หมายถึง ความอดทนต่อทุกข์ทางกาย วาจา และใจ เป็นคุณธรรมสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์เผชิญอุปสรรคโดยไม่หวั่นไหว 2) การประยุกต์ใช้ขันติในสังคมไทยสามารถทำได้ในหลายมิติ ได้แก่ 2.1) ด้านการศึกษา โรงเรียนควรปลูกฝังขันติผ่านการเรียนรู้ที่เน้นคุณธรรม 2.2) ด้านครอบครัว พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างและสอนลูกให้มีขันติในการเผชิญปัญหา 2.3) ด้านการทำงาน ขันติช่วยลดความขัดแย้งในองค์กรและสร้างบรรยากาศที่ดี 2.4) ด้านสังคมและวัฒนธรรม ขันติช่วยลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความสามัคคี 2.5) ด้านการปฏิบัติธรรม สมาธิและวิปัสสนาช่วยเสริมสร้างขันติให้มั่นคง และ 3) คุณค่าเชิงจริยธรรมของขันติช่วยให้บุคคลดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม ควบคุมตนเอง ลดอกุศลกรรม และใช้ปัญญาตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ขันติเป็นรากฐานของคุณธรรม เช่น เมตตาและกรุณา ส่งเสริมความสงบภายใน ช่วยให้บุคคลบรรลุเป้าหมายชีวิต และเป็นปัจจัยสำคัญต่อสันติภาพในสังคม นอกจากนี้ขันติยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติธรรมและการบรรลุธรรม</p>
พระเทพ ปิยสีโล (พึ่งทองคำ)
พระครูสุธีธรรมบัณฑิต (ไฮ้ ธมฺมเมธี)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
12
24
-
การสร้างสมดุลชีวิตด้วยหลักอาหารตามแนวพระพุทธศาสนา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282731
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอาหารเพื่อสุขภาพวิถีพุทธในสังคมไทย 2)วิเคราะห์อาหารกับการสร้างสมดุลชีวิตตามแนวพระพุทธศาสนา และ 3) เสนอรูปแบบและการสร้างสมดุลชีวิตด้วยหลักอาหารตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสาร ค้นคว้าข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา และตำราวิชาการ บทความ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) อาหาร 4 คือ กระบวนการหล่อเลี้ยงกายและจิตใจ ได้แก่ 1.1) กวฬิงการาหาร อาหารทางกายที่ช่วยเสริมสุขภาพร่างกาย 1.2) ผัสสาหาร อาหารจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจ 1.3) มโนสัญเจตนาหาร อาหารจากความตั้งใจและเป้าหมายในชีวิต 1.4) วิญญาณาหาร อาหารทางจิตที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และปัญญา 2) สภาวะขาดสมดุลชีวิต เช่น การบริโภคอาหาร ที่ไม่ถูกสุขลักษณะส่งผลต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ การตั้งเป้าหมายชีวิต ที่เน้นวัตถุจนขาดความสุขที่แท้จริง และการขาดความภาคภูมิใจในตนเอง นำไปสู่ความรู้สึกด้อยค่าตัวเอง การนำหลักอาหาร 4 มาประยุกต์ใช้ เช่น การเลือกกินอย่างมีสติ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาวะทั้งกายและใจ นำไปสู่สังคมที่มีความสุขและสมดุลยิ่งขึ้น และ 3) รูปแบบและการสร้างสมดุลชีวิตด้วยหลักอาหาร คือ “ธัมมาหาร” หมายถึง อาหารที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้ชุ่มชื่น มีพลังใจ เพื่อสร้างสมดุลทั้งกายและใจ 3.1) ธัมมาหารกับสุขภาพกาย เน้นการบริโภคที่พอดีตามหลัก มัชฌิมาปฏิปทา ไม่มากหรือน้อยเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นโทษ 3.2) ธัมมาหารกับสุขภาพจิต เน้นสร้างความสมดุลทางอารมณ์และจิตใจ ด้วยหลัก เมตตา กรุณา ฝึกปล่อยวางความโกรธ และความอิจฉา มาเสริมแรงใจในการดำเนินชีวิต 3.3) ธัมมาหารกับสุขภาพความคิด คือ การหล่อเลี้ยงปัญญา ช่วยให้คิดอย่างมีเหตุผล ด้วยหลักโยนิโสมนสิการ คิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ และ 3.4) ธัมมาหารกับสุขภาพวิญญาณ เน้นฝึกสมาธิ เข้าใจทุกข์และหนทางพ้นทุกข์ตามหลัก อริยสัจ 4 รักษาศีล 5 เพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบคุณธรรม</p>
ณัฐริกานต์ อ่ำเจ๊ก
สามารถ สุขุประการ
วัฒนะ กัลยาณ์พัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
25
35
-
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289062
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาการท่องเที่ยว 2) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ และ 3) ประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว จำนวน 14,266 คน นำมาคำนวณโดยการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนได้จำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยวโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.07, S.D. = 0.27) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการท่องเที่ยว ( =3.86, S.D. = 0.54) ลำดับที่ 2 ด้านการบริหารจัดการตลาดดิจิทัลในการท่องเที่ยว ( = 3.97, S.D. = 0.66) ลำดับที่ 3 ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวดิจิทัล ( = 4.15, S.D. = 0.44) และลำดับที่ 4 ด้านการใช้งานระบบข้อมูลและสื่อดิจิทัลในการท่องเที่ยว ( = 4.29, S.D. = 0.42) ตามลำดับ 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะมี 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการตลาดดิจิทัลในการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ 3 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การใช้งานระบบข้อมูลและสื่อดิจิทัลในการท่องเที่ยว ประกอบด้วย (1) วิสัยทัศน์ (2) พันธกิจ (3) เป้าประสงค์ (4) ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ แผนงาน กิจกรรม และตัวชี้วัด และ 3) ผลการประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน ผ่านเกณฑ์การประเมินที่มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไปทุกด้าน</p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาการท่องเที่ยว 2) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ และ 3) ประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว จำนวน 14,266 คน นำมาคำนวณโดยการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนได้จำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยวโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.07, S.D. = 0.27) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.86, S.D. = 0.54) ลำดับที่ 2 ด้านการบริหารจัดการตลาดดิจิทัลในการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.97, S.D. = 0.66) ลำดับที่ 3 ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวดิจิทัล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.15, S.D. = 0.44) และลำดับที่ 4 ด้านการใช้งานระบบข้อมูลและสื่อดิจิทัลในการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.29, S.D. = 0.42) ตามลำดับ 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะมี 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการตลาดดิจิทัลในการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ 3 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การใช้งานระบบข้อมูลและสื่อดิจิทัลในการท่องเที่ยว ประกอบด้วย (1) วิสัยทัศน์ (2) พันธกิจ (3) เป้าประสงค์ (4) ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ แผนงาน กิจกรรม และตัวชี้วัด และ 3) ผลการประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวอัจฉริยะ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน ผ่านเกณฑ์การประเมินที่มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไปทุกด้าน</p>
ชลาทิพย์ ชัยโคตร
บุษกร สุขแสน
ประภาพร สุปัญญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
36
51
-
นวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อการส่งออกอาหารประเภทเครื่องปรุงรสไทยสู่ตลาดโลก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288797
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการส่งออกอาหารประเภทเครื่องปรุงรสไทยสู่ตลาดโลก 2) ศึกษาการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs 3) พัฒนานวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs 4) ทดลองและประเมินผลนวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ในรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน การสนทนากลุ่ม โดยผู้เชียวชาญ จำนวน 12 คน โดยกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด และการวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน นำผลจากการวิจัยมาใช้ในการสร้างข้อสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ในการสร้างนวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ประกอบการ SMEs มีปัญหาในเรื่องความเข้าใจในกระบวนการการส่งออกสินค้าและมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ จึงได้ออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรครอบคลุม 6 ด้าน การคัดเลือกสินค้า การเตรียมความพร้อมของโรงงาน การหาตลาดและลูกค้าต่างประเทศ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การนำเสนอสินค้า และขั้นตอนการดำเนินการส่งออกอย่างเป็นระบบ 2) การประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อนวัตกรรมหลักสูตร พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบคือองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญในงานด้านการส่งออกที่ยังต้องการการพัฒนา เพื่อให้สามารถส่งสินค้าออกไปขายในตลาดโลกได้ 3) การทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย พบว่าประเด็นในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นไปที่ 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ด้านสมรรถนะส่วนบุคคล การบริหารจัดการธุรกิจ และภาวะผู้นำ และ 4) การประเมินโดยรวมชี้ว่านวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการส่งออก ผู้ประกอบมีความเข้าใจในหัวข้อหลักทั้ง 3 ข้อ และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานด้านการส่งออก</p>
นิรมล ตันติศิริอนุสรณ์
บุษกร วัฒนบุตร
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
52
68
-
การวิเคราะห์ความตระหนักรู้ในสถานการณ์การเกิดเพลิงไหม้และการเข้าร่วม ซ้อมอพยพหนีไฟของผู้พักอาศัยภายในคอนโดมิเนียม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284213
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความตระหนักรู้ในสถานการณ์การเกิดเพลิงไหม้และการเข้าร่วมซ้อมอพยพหนีไฟของผู้พักอาศัยภายในคอนโดมิเนียม ผู้วิจัยได้ทำการศึกษากลุ่มผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู จำนวน 400 คน ทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ของผู้ตอบแบบสอบถามทุกกลุ่ม โดยกำหนดระดับนัยสำคัญสถิติที่ .05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทุกกลุ่มประสบการณ์มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมด้านความตระหนักรู้เฉลี่ยในภาพรวมด้านความตระหนักรู้ในสถานการณ์การเกิดเหตุเพลิงไหม้ อยู่ที่ 4.48 และมีค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) อยู่ที่ 0.53 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย พบว่า 1) ระดับการรับรู้ข้อมูลจากการมองเห็นและสังเกต (4.54) 2) ระดับการประเมินความเข้าใจและรับรู้ความเสี่ยง (4.51) และ 3) ระดับการคาดการณ์ล่วงหน้า (4.40) ส่วนความตระหนักรู้เฉลี่ยในภาพรวมด้านความตระหนักรู้ในการเข้าร่วมซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ อยู่ที่ 4.41 และมีค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) อยู่ที่ 0.59 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย พบว่า 1) ระดับการรับรู้ข้อมูลจากการมองเห็นและสังเกต (4.43) 2) ระดับการประเมินความเข้าใจและรับรู้ความเสี่ยง (4.41) และ 3) ระดับการคาดการณ์ล่วงหน้า (4.39) ผลการเปรียบเทียบความแปรปรวนทางเดียวพบว่าประสบการณ์ในการเข้าร่วมซ้อมอพยพหนีไฟมีความสัมพันธ์กันความตระหนักรู้ในสถานการณ์การเกิดเหตุเพลิงไหม้และความตระหนักรู้ในการเข้าร่วมซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .273 และ .245 ตามลำดับ โดยประเด็นที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประสบการณ์คือ “ความตระหนักรู้ในสถานการณ์การเกิดเหตุเพลิงไหม้: ระดับการรับรู้ข้อมูลจากการมองเห็นและสังเกต”</p>
ชิษณุชา ขุนจง
พชร สุขแย้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
69
86
-
การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284221
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) วิเคราะห์ความเที่ยงตรงขององค์ประกอบเชิงยืนยันกับข้อมูลเชิงประจักษ์ของรูปแบบที่พัฒนา ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) ได้จำนวน 331 คน ขั้นตอนที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวน 7 คน ขั้นตอนที่ 3 กลุ่มตัวอย่างได้จำนวนทั้งสิ้น 250 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและที่คาดหวัง มีค่าความเชื่อมั่น 0.96-0.99 ค่าอำนาจจำแนก 0.48-0.97 แบบสอบถามระดับความเป็นจริง ของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม มีค่าความเชื่อมั่น 0.83 ค่าอำนาจจำแนก 0.09-0.56 และแบบสัมภาษณ์ ดัชนีความสอดคล้อง 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) รวมถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ได้แก่ ค่าไคสแควร์ (Chi-square) ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (χ<sup>²</sup>/df) ดัชนีความเหมาะสมพอดีเปรียบเทียบ (CFI) ดัชนีความเหมาะสมไม่อิงเกณฑ์ (TLI) ดัชนีรากที่สองของค่าเฉลี่ยกำลังสองของส่วนเหลือมาตรฐาน (SRMR) และดัชนีรากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมมีสภาพปัจจุบันค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 และสภาพที่คาดหวัง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.98 ภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) รูปแบบภาวะผู้นำ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 17 ตัวชี้วัด 54 ตัวบ่งชี้ คือ ความรับผิดชอบ 6 ตัวชี้วัด ความยุติธรรม 3 ตัวชี้วัดความเป็นพลเมือง 4 ตัวชี้วัดและความสามัคคี 4 ตัวชี้วัด 3) ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของรูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square=0.07, df=1.23, CFI=0.99, TLI=0.99, SRMR=0.02, RMSEA=0.03) มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ด้านความรับผิดชอบ 0.92 ความยุติธรรม 0.99 ความเป็นพลเมือง 0.94 และความสามัคคี 0.97 ตามลำดับ ซึ่งทุกองค์ประกอบมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
อัยฏ์ คงดี
สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
นันทพงศ์ หมิแหละหมัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
87
101
-
แนวทางการนิเทศการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283902
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนิเทศการจัดการเรียนการสอน และ 2) ศึกษาแนวทางการนิเทศการจัดการเรียนการสอน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการการนิเทศการจัดการเรียนการสอน ประชากรคือนักศึกษาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จำนวน 90 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 73 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือคือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.8-1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับ 0<strong>.</strong>908 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ นักศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จำนวน 10 คน เป็นผู้บริหารสถานศึกษา หรือเป็นศึกษานิเทศ เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์กี่งโครงสร้าง โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการนิเทศการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการเรียนรู้แบบผสมผสาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการสอนงานและระบบพี่เลี้ยง และ 2) แนวทางกำหนดบทบาทและหน้าที่ของครูพี่เลี้ยงอย่างชัดเจน กำหนดเป้าหมายแนวทางการนิเทศ การติดตาม ประเมินผล นำผลการประเมินมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างครู นักเรียน และบุคลากรภายในสถานศึกษา วิเคราะห์ผลสะท้อนการปฏิบัติงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมการสอน แพลตฟอร์มดิจิทัล จัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย</p>
ณิรดา เวชญาลักษณ์
นิคม นาคอ้าย
นงลักษณ์ ใจฉลาด
จารุวรรณ นาตัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
102
116
-
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยกระบวนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ในสื่อออนไลน์ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/280936
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยกระบวนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในสื่อออนไลน์ด้วยเครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนด้วยกระบวนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในสื่อออนไลน์ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อสื่อ สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาที่ลงทะเบียนในรายวิชาก้าวทันโลกเทคโนโลยีและสื่อและนักศึกษาที่ลงทะเบียนในรายวิชา ภาษา ความคิดและการสื่อสาร ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 268 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินผลงาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบการเรียนการสอนด้วยกระบวนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในสื่อออนไลน์ด้วยเครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่พัฒนาขึ้นทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.75 ค่า SD = 0.16 และ 2) ผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนที่มีการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่ารายวิชาภาษา ความคิดและการสื่อสาร คะแนนก่อนเรียนมี ค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.71 ค่า SD = 0.76 และคะแนนหลังเรียนมี ค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.87 ค่า SD = 0.04 ค่า t = 7.21 ค่า p<.005 แสดงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และรายวิชาก้าวทันโลกเทคโนโลยีและสื่อพบว่า คะแนนก่อนเรียนมีค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.26 ค่า SD = 0.13 และคะแนนหลังเรียนมี ค่า <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.58 ค่า SD = 0.04 ค่า t = 10.46 ค่า p<.005 แสดงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงผู้เรียนสามารถเข้าใจกระบวนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในสื่อออนไลน์ด้วยเครื่องมือดิจิทัล และยังเกิดทักษะการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
นันทนา รัตนชัย
บูขอรี ลือโมะ
อัษฎาวุธ ไชยวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
117
133
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284823
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสื่อสารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสื่อสารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2.1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสื่อสารระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสื่อสารระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสื่อสาร ดำเนินการค้นคว้าตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก จำนวน 44 คน ได้มาจากการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 3) แบบวัดความสามารถในการเขียนสื่อสาร และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสื่อสารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.11/77.04 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีความสามารถในการเขียนสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความสามารถในการเขียนสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.23)</p>
กัณฐิกานต์ วงศ์สวรรค์
เอื้อมพร หลินเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
134
150
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรสายบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/289053
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรสายบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรสายบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากรในการศึกษา คือ บุคคลากรสายบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ จำนวน 32 คน คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1 ค่าระดับความเชื่อมั่น 0.05 (α =0.05) การศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน และ 2) ผลการใช้รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างพลังเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัย ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับโปรแกรมดังกล่าว การวัดผลดำเนินการแบบวัดผลก่อน-หลัง <br />เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรสายบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ ที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาสภาพปัญหาปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน และข้อมูลจากสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) หลักสูตรฝึกอบรมความรู้ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (2) แบบสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัย (3) สื่อคลิปวิดีโอทบทวนความรู้ความปลอดภัย และ (4) การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามลักษณะความเสี่ยงของงาน และ 2) ผลการใช้รูปแบบส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรสายบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ การรับรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในด้านการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย การลดพฤติกรรมเสี่ยง และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
ชนกานต์ สกุลแถว
สุพัฒน์ ธีรเวชเจริญชัย
ประยูร ฟองสถิตย์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
151
165
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติร่วมกับแอปพลิเคชัน Tiktok เพื่อพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284011
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติร่วมกับแอปพลิเคชัน Tiktok ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติร่วมกับแอปพลิเคชัน Tiktok เพื่อพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์ย่อย ได้แก่ 2.1) เพื่อศึกษาพัฒนาการทางด้านทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน 2.3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติร่วมกับแอปพลิเคชัน Tiktok เพื่อพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นสร้างและหาประสิทธิภาพ ประกอบด้วย (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (2) แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (=4.82, S.D=0.29) (3) แบบประเมินทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่น พบว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน มีความสัมพันธ์ () เท่ากับ .957 2) ขั้นทดลองใช้ โดยทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จำนวน 20 คน จากการเลือกแบบเจาะจง 3) ขั้นศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน พบว่าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.59/76.04 เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนมีทักษะการพูดสื่อสารภาษาญี่ปุ่นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3) ความคิดเห็นของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า กิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนมั่นใจในการพูดภาษาญี่ปุ่น ส่งเสริมการทำงานเป็นคู่และแอปพลิเคชัน TikTok ช่วยให้การเรียนสนุก แตกต่างจากการเรียนแบบเดิม</p>
ศิริวรรณ อินทสิน
สายฝน วิบูลรังสรรค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
166
182
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยบูรณาการรูปแบบ CIPPA และเทคนิค KWDL และ CGI เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ เรื่องเซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283026
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยบูรณาการรูปแบบ CIPPA เทคนิค KWDL และ CGI 2) ศึกษาการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยบูรณาการรูปแบบ CIPPA เทคนิค KWDL และ CGI และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยบูรณาการรูปแบบ CIPPA เทคนิค KWDL และ CGI เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จำนวน 39 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test Dependent ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีหลักการของการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย C (Connection) การเชื่อมโยงความรู้ K (Knowledge): การสร้างความรู้ C (Creation) การสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ความรู้ มี 6 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้เดิม ขั้นที่ 2 ค้นหา ความรู้ใหม่ ขั้นที่ 3 ทำความเข้าใจความรู้ใหม่ ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินผล และขั้นที่ 6 ประยุกต์ใช้ความรู้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก แสดงถึงความเหมาะสมและประสิทธิภาพของรูปแบบที่ได้รับการพัฒนา</p>
ปนัดดา วรกุลนิธิภัทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
183
199
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283942
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการศึกษาปฐมวัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 และ 2. ศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยผู้บริหารและครูปฐมวัย จำนวน 385 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูปฐมวัย จำนวน 196 คน เทียบสัดส่วนประชากรได้จำนวนผู้บริหาร 69 คน และครูผู้สอนปฐมวัย 127 คน และผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบ IOC โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าความเชื่อมั่น .972 ค่าสถิติ และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และแบบสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 5 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการจัดการศึกษาปฐมวัยในภาพรวมมีค่าเท่ากับ .44 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญสูงสุดเท่ากับ .49 และ 2) แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นสอดคล้องกันสูงสุดตามลำดับ คือ (1) ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ทางจิต บุคลากร ชุมชน (2) ด้านการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตร ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาความรู้จัดประสบการณ์ ยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นหลัก (3) ด้านการประเมินผลพัฒนาการ ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในการประเมินร่วมกับผู้ปกครอง (4) ด้านจุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระในหลักสูตร ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาเชื่อมโยงเนื้อหาตรงบริบทท้องถิ่นและวัฒนธรรม</p>
ณัชวธิดา ทะดวง
ณิรดา เวชญาลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
200
214
-
ผลของโปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีต่อความสามารถในการคำนวณและความคล่องแคล่วว่องไวในการเคลื่อนไหวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282484
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีต่อความสามารถในการคำนวณของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) ศึกษาผลของโปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เปรียบเทียบผลของโปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 50 คน คือ กลุ่มทดลอง (T) และกลุ่มควบคุม (C) เครื่องมือในการวิจัย โปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้อง มีค่าระหว่าง 0.7-1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ก่อนและหลังการฝึกโปรแกรม ด้วยสถิติ Paired Sample t-test และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามก่อนการทดลองและหลังการทดลองที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ด้วยสถิติ Independent Sample t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบการคำนวณของกลุ่มทดลอง หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2) ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของเวลาในการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลอง หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า ค่าเฉลี่ยของเวลาในการทดสอบเวลาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และ 3) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนทดสอบการคำนวณของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม หลังการฝึกโปรแกรมตารางตัวเลขประยุกต์กับกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 8 สัปดาห์ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม และค่าเฉลี่ยของเวลาในการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า ค่าเฉลี่ยเวลาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของเวลาในการทดสอบดีกว่ากลุ่มควบคุม</p>
สหโชค กิจนิจชีว์
ปรียารวี สิงห์ครุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
215
227
-
ผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283424
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบางระกำ จำนวน 33 คน ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 2) แบบบันทึกพฤติกรรมการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการทางสถิติแบบ t-test Dependent Sample ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ได้ชุดกิจกรรมจาก กระบวนการที่ 1 กลศาสตร์การเล่นเกมมาปรับใช้กับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ผู้เรียนในการจัดประสบการณ์เรียนการสอน กระบวนการที่ 2 วิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย กระบวนการที่ 3 การแก้ปัญหาฉลาดรู้ดิจิทัล กระบวนการที่ 4 การปฏิบัติตามแผนการหรือวิธีการที่เตรียมไว้ และกระบวนการที่ 5 ประเมินผลชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 2) ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.30/88.61 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกมเพื่อการศึกษาต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.58)</p>
ราชการ สังขวดี
กฤติกา สังขวดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
228
245
-
การพัฒนาธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284163
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเรียนรู้และวิถีถิ่นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ 2) วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ และ 3) เสนอรูปแบบการพัฒนาธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง กลุ่มประชากรคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เขตลาดกระบัง ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนได้ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน ซึ่งได้แก่ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1) การเรียนรู้และวิถีถิ่นในชุมชนชาวมอญมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่มีศักยภาพสูง โดดเด่นทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนประเพณีและเทศกาลสำคัญ เช่น ประเพณีสงกรานต์ ขบวนแห่เสาหงส์ธงตะขาบ รวมถึงวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งกายและอาหารพื้นถิ่น 2) ปัจจัยแห่งความสำเร็จของธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่น ได้แก่ ปัจจัยด้านเนื้อหา ด้านความต้องการด้านสื่อและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะความต้องการข้อมูลเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่น 3) รูปแบบการพัฒนาธนาคารการเรียนรู้และวิถีถิ่นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ ควรส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น การจัดตั้งตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การอนุรักษ์การแต่งกายตามแบบประเพณีมอญ (เช่น สไบสำหรับสตรี และผ้าขาวม้าสำหรับบุรุษ) การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม การส่งเสริมการใช้ภาษาและการถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงการนำเสนอผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่หลากหลายและเข้าถึงได้</p>
ปัทมา สารสุข
ชัชสรัญ รอดยิ้ม
สาวิตรี คุ้มทะยาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
246
262
-
การพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมสำหรับเด็กชาติพันธุ์ชายแดน จังหวัดตาก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283759
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมสำหรับเด็กชาติพันธุ์ชายแดน จังหวัดตาก 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบอร์ดเกมการศึกษาการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองในรูปแบบ One group pretest posttest design กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บอร์ดเกมการศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบวัดทักษะการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (Mean = 14.71, S.D. = 1.81) สูงกว่าก่อนเรียน (Mean = 9.21, S.D. = 2.47) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 16.00, df = 33, p < .001) และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บอร์ดเกมการศึกษาการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.47, S.D. = 0.54)</p>
สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์
สุวิชา วันสุดล
ไตร อัญญโพธิ์
ธนกร ขันทเขตต์
พิมพ์ประภา พาลพ่าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
263
279
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/288881
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท สภาพปัจจุบันด้านความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี 3) นำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีเจาะจง 17 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยแบบสอบถาม มีประชากร 11,550 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ได้กลุ่มตัวอย่าง 387 คน พบค่า ดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 และได้ค่าความเชื่อมั่น 0.956 เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพรรณนา ค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ผลการวิจัย พบว่า 1) บริบท สภาพปัจจุบันด้านความนิยมของประชาชน ได้แก่ ภูมิหลังของนักการเมือง สืบทอดอำนาจทางการเมืองแบบเครือญาติ สภาพเศรษฐกิจครอบครัวเชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น และอิทธิพลทางการเมือง แบบระบบอุปถัมภ์และระบบราชการ ความนิยมของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.28) 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของประชาชน ได้แก่ ด้านค่านิยมสถานะทางสังคม (X<sub>21</sub>) ด้านลักษณะนิสัยของนักการเมือง (X<sub>22</sub>) ด้านความสัมพันธ์กับเครือข่าย (X<sub>24</sub>) มีความสัมพันธ์แบบพหุคูณ กับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่น (Y) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เป็น .611 และสามารถพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองท้องถิ่น ได้ร้อยละ 37.3 มีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ .20 ร่วมกันพยากรณ์ความนิยมของนักการเมืองท้องถิ่น (Y) ได้ร้อยละ 45.0 3) รูปแบบการเสริมสร้างความนิยมของประชาชน ได้แก่ ความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย เคารพกฎ กติกา และระเบียบเพื่อยุติข้อพิพาท และการแสดงออกเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์ตามหลักประชาคม การเสริมสร้างความนิยมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.37)</p>
ดาวนภา เกตุทอง
พระสมุห์อาคม อาคมธีโร
อนุชา พละกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
280
293
-
การพัฒนาเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284235
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการใช้เว็บไซต์ของชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก และ 2) เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยวในตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งไม่ทราบจำนวนของประชากร ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงและความน่าเชื่อถือมากขึ้น ใช้โปรแกรมทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาและใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เมื่อได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ร่วมกับหลักการ ทฤษฎี แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ศึกษา และนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาทำการประเมินรูปแบบการใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่า 1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้งานเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก 3-5 ครั้ง / ปี มีความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) สร้างเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เนื้อหาหลักของเว็บไซต์ชุมชนท่องเที่ยวของตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก ประกอบด้วย (1) ข้อมูลสารสนเทศด้านแหล่งท่องเที่ยว สินค้าชุมชน จุดเด่นของชุมชน เส้นทางการท่องเที่ยว จุดเช็คอิน แหล่งศึกษาเรียนรู้ของแต่ละชุมชน จังหวัดนครนายก โฮมสเตย์ อาหารพื้นถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี สินค้าชุมชน ประมวลภาพกิจกรรม และช่องทางติดต่อสอบถาม (2) การออกแบบเว็บไซต์ ได้แก่ การออกแบบโฮมเพจ หน้าแรกของเว็บไซต์ การออกแบบเว็บเพจ การสร้างหน้าเนื้อหาส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงจากโฮมเพจ การประชุมกลุ่มมีการเสนอข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีการเพิ่มเติมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก การเดินทางให้เป็นปัจจุบัน มีระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว ผ่านระบบสนทนาออนไลน์ และเว็บไซต์ควรกดเลือกเปลี่ยนหน้าเว็บทั้งหมดเป็นภาษาที่สองได้</p>
กนกพิชญ์ วิชญวรนันท์
ชัชสรัญ รอดยิ้ม
อภิศักดิ์ คู่กระสังข์
รุ่งเรือง มุศิริ
ราชัน แพ่งประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
294
308
-
การพัฒนารูปแบบสมรรถนะครูปฐมวัยในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283214
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะครูปฐมวัย 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนา 3) พัฒนารูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบสมรรถนะครูปฐมวัยในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน 1) ศึกษาสมรรถนะครูปฐมวัยโดยการวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย และระดับสมรรถนะครูปฐมวัยในยุคดิจิทัล กลุ่มผู้ให้ข้อมูล 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะโดยการสัมภาษณ์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ 3) พัฒนารูปแบบโดยการสนทนากลุ่ม 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบบันทึกสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความถูกต้องความเหมาะสมของรูปแบบและคู่มือโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4) ประเมินความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 81 คน วิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 1) สมรรถนะครูปฐมวัย มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาวิชาชีพครู การบริหารหลักสูตรจัดประสบการณ์ การบริหารจัดการชั้นเรียน การส่งเสริมและพัฒนาเด็ก การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมคริสเตียน ด้านที่ควรพัฒนา คือ การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน 2) ผลการสัมภาษณ์ การพัฒนาวิชาชีพครู ควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี การบริหารหลักสูตรจัดประสบการณ์ จัดกิจกรรมที่นำสื่อนวัตกรรมมาใช้ การบริหารจัดการชั้นเรียนสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ การส่งเสริมและพัฒนาเด็ก ควรใช้สื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับชุมชนและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมคริสเตียน สร้างเด็กให้เป็นพลเมืองที่ดี 3) การพัฒนารูปแบบและคู่มือ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการ ระบบกลไก และเงื่อนไขความสำเร็จ มีความถูกต้องเหมาะสมของรูปแบบและคู่มือ ระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินรูปแบบและคู่มือมีความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ระดับมาก</p>
เพ็ญวดี มณีน้อย
ณิรดา เวชญาลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
309
322
-
มงคลชีวิตในพระพุทธศาสนากับการประกอบอาชีพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/280808
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมงคลชีวิตในพระพุทธศาสนากับการประกอบอาชีพ พบว่า “มงคล” คือ การกระทำที่ชอบด้วยกุศลนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ผู้ใดปฏิบัติตนตามหลักมงคลชีวิตเริ่มต้นจากการไม่คบคนพาลจนถึงท้ายที่สุดคือการทำจิตใจให้ผ่องใส ความสุขความเจริญและความมั่นคงแห่งโภคทรัพย์ย่อมบังเกิดมี มงคลชีวิตแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1) มงคลที่เป็นข้อปฏิบัติในการพัฒนาตน คือ การฝึกฝนปฏิบัติพัฒนาตนให้มีประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และ 2) มงคลที่เป็นการพัฒนาจิตใจ คือ การแสวงหาธรรมและฝึกปฏิบัติตนจนสามารถขจัดกิเลสให้สิ้นไปในที่สุด การกระทำ 38 ประการนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นมงคลอย่างสูงสุดตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ สอดคล้องกับการประกอบอาชีพของคนในสังคมที่ต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานอยู่เสมอ โดยหากผู้ใดปฏิบัติตนตามหลักมงคลชีวิตทั้ง 38 ประการ ก็จะเป็นการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจไปโดยลำดับ มีหลักธรรมเป็นเครื่องที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำเนินชีวิต และจะพบความสุขความเจริญในการประกอบอาชีพ</p>
พระรังสรรค์ ติกฺขปญฺโญ (พิมพา)
ศิริโรจน์ นามเสนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
323
336
-
ศักยภาพของ AI ในการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283034
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมประสิทธิภาพกระบวนการตัดสินใจในสถานศึกษา โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อระบุแนวโน้มและปัญหาในระบบการศึกษา รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้เฉพาะบุคคลของนักเรียน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า AI สามารถช่วยผู้บริหารสถานศึกษาในการตัดสินใจได้แม่นยำ ลดข้อผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลเชิงอัตนัย และสนับสนุนการวางแผนและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ AI ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้และแนะนำสื่อการสอนที่ตรงกับความต้องการ อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในสถานศึกษายังต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณ และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะของครูและบุคลากร เพื่อให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดนโยบายและมาตรฐานการใช้ AI อย่างชัดเจน 2) การพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร และ 3) การจัดสรรงบประมาณและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อให้การนำ AI มาใช้ในสถานศึกษาสามารถเกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน</p>
พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
337
356
-
รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้หลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283924
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้หลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและหลักการกุญแจเก้าดอก โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4 ประการ ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล กับหลักการกุญแจเก้าดอก อันประกอบด้วย กุญแจแห่งความเพียร กุญแจแห่งปัญญา กุญแจแห่งการสำรวจตน กุญแจแห่งทักษะการสื่อสารและทักษะทางปัญญา กุญแจแห่งการแก้ไขปัญหา กุญแจแห่งการคิดบวกและการให้อภัย กุญแจแห่งภาวะผู้นำ กุญแจแห่งการยอมรับความหลากหลาย และกุญแจแห่งการเป็นผู้ให้ ผลการศึกษาพบว่า หลักการกุญแจเก้าดอกมีความสอดคล้องและสามารถส่งเสริมองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบการบูรณาการกุญแจเก้าดอกกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับ Macro-Meso-Micro ซึ่งแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาระดับบุคคล ระดับทีม และระดับองค์กร รูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบองค์รวม ทั้งในด้านการพัฒนาผู้นำรายบุคคล การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม การโค้ชและให้คำปรึกษา การประเมินภาวะผู้นำ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ธีระพันธ์ จัดพล
บุญทัน ดอกไธสง
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
357
373
-
พุทธธรรมกับการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/287651
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ผลการศึกษา พบว่า มนุษย์ทุกคนสามารถนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองได้ โดยการฝึกฝนและพัฒนาตนจากปุถุชนธรรมดาให้เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ มีคุณภาพ และเปี่ยมด้วยคุณธรรม สามารถเป็นทั้งคนเก่งและคนดีควบคู่กัน การพัฒนาตนเองตามแนวพุทธธรรมเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น จนกระทั่งสามารถลดละกิเลสและเข้าถึงความหลุดพ้นได้ในที่สุด การพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนาจะต้องพัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านภายในและภายนอก โดยอาศัยหลัก ภาวนา 4 ได้แก่ 1) กายภาวนา การพัฒนากายและพฤติกรรมภายนอกให้มีความเหมาะสม มีบุคลิกภาพมั่นคง เข้มแข็ง และมีระเบียบวินัย 2) ศีลภาวนา การพัฒนาความประพฤติทางกายและวาจาให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีความสุจริตและน่าเชื่อถือ 3) จิตตภาวนา การพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคงในความดี มีความสงบ สดชื่น และเบิกบาน 4) ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญาให้สามารถพิจารณาและแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง รู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้ การพัฒนาตนเองตามแนวพุทธธรรมมุ่งสู่เป้าหมายของชีวิต 3 ประการ ได้แก่ 1) ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในปัจจุบันที่สามารถเห็นได้ชัดในชีวิต เช่น ความมั่นคงในชีวิตและการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม 2) สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเกิดจากการดำรงตนด้วยความประพฤติที่ดีงาม ความภาคภูมิใจในชีวิต และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 3) ปรมัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์สูงสุดของชีวิต ได้แก่ การเข้าถึงสัจธรรมของสภาวะตามความเป็นจริง การหลุดพ้นจากกิเลส และการมีจิตใจเป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวง ดังนั้น หลักพุทธธรรมจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และปัญญา ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาตนเองและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าในสังคมยุคศตวรรษที่ 21</p>
สมคิด พุ่มทุเรียน
พระครูนิวิฐศีลขันธ์
อนงค์นาฏ แก้วไพฑรูย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
374
388
-
สมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283165
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอสมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นสมรรถนะแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงทั้ง 3 ระดับ คือ สมรรถนะหลัก เช่น การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทำงานเป็นทีม สมรรถนะตามตำแหน่งงาน เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ การประกันคุณภาพการศึกษา และสมรรถนะทางการบริหาร เช่น ภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ การจัดการด้วยระบบคุณภาพ นอกจากสมรรถนะพื้นฐานแล้ว ผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลยังต้องมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับมิติสากล โดยมีจุดเน้นพิเศษใน 5 องค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม 2) การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน 3) ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อการจัดการศึกษา 4) ความสามารถในการสื่อสารและบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ 5) การพัฒนาความเป็นมืออาชีพและจริยธรรมในการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม ยังพบสภาพปัญหาที่สำคัญ 4 ด้าน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาสมรรถนะ ได้แก่ ปัญหาด้านผู้เรียน, ปัญหาด้านครูและบุคลากร, ปัญหาด้านผู้บริหารและการบริหารจัดการ และปัญหาระบบการศึกษาโดยรวม บทความนี้จึงได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริหารสามารถขับเคลื่อนโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศได้อย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21</p>
กรีธา นามทิพย์
พิภพ วชังเงิน
วรรณรี ปานศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
9 3
389
408