วารสารวิจยวิชาการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra <p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/jra/White_Minimalist_Elegant_Handwritten_LinkedIn_Banner_(1).png" width="648" height="162" /> </p> <p> </p> <p><strong> วารสารวิจยวิชากา</strong>ร มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ วารสารวิจยวิชาการได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-0053 (Online) </p> <p> </p> <p> </p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ th-TH วารสารวิจยวิชาการ 2985-0053 <p>1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจยวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจยวิชาการก่อนเท่านั้น</p> แนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังการต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม จังหวัดนครสวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282603 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาการก่อตัวของเครือข่ายภาคประชาสังคม ในการป้องกันและเฝ้าระวังต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ 2) ศึกษาปัญหาการป้องกันและเฝ้าระวังต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ และ 3) หาแนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม จังหวัดนครสวรรค์ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับกลุ่มเป้าหมาย คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐสำนักงาน เขต 6 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เครือข่ายภาคประชาสังคม STRONG จิตพอเพียงต่อต้านทุจริต และสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนในจังหวัดนครสวรรค์ ผลการวิจัย พบว่า 1) เครือข่ายภาคประชาสังคม ก่อตัวจากสมาชิกทั้ง 5 กลุ่ม มุ่งส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต จัดทำบันทึกความร่วมมือเป็นคณะทำงานศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านการทุจริต 2) พบปัญหาความไม่สอดคล้องของรายงานกับสถานการณ์จริง ข้อจำกัดของนโยบายไม่รับของขวัญมีบทลงโทษไม่ชัดเจน ขาดความร่วมมือจากหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ โครงสร้างอำนาจที่ซ้ำซ้อน ปัญหาทรัพยากรบุคคล ปัญหาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ 3) แนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังการต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม จังหวัดนครสวรรค์ (3.1) ส่งเสริมการขยายตัวของเครือข่ายภาคประชาสังคม เชิญภาครัฐและเอกชนให้มาเป็นคณะทำงานของศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคม จังหวัดนครสวรรค์ (3.2) ส่งเสริมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เน้นการส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ (3.3) จัดทำยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ใช้เทคโนโลยีในการติดตามตรวจสอบ (3.4) ขับเคลื่อนและกำกับนโยบายอย่างเคร่งคัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความเชื่อมั่นและเสริมสร้างวัฒนธรรมสุจริตในสังคมอย่างยั่งยืน</p> หนึ่งนภา ภัสสรดิลกเลิศ ไพศาล เครือแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 1 20 การพัฒนาระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283608 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ 2) พัฒนาระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ และ 3) ตรวจสอบคุณภาพระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 305 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนสามระดับ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อระบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของคราเมอร์วี ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสามระดับสำหรับมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความสัมพันธ์และฟังก์ชัน จำนวน 40 ข้อ มีลักษณะของแบบสอบวินิจฉัยสามระดับในแต่ละข้อคำถาม ประกอบด้วยคำถาม 3 ส่วน คือ ระดับแรกหรือระดับเนื้อหา ระดับสองหรือระดับเหตุผล และระดับสามหรือระดับความมั่นใจ ผลการวินิจฉัยประกอบด้วย 8 ลักษณะ 2) ผลการพัฒนาระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ พบว่า การออกแบบระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน มีขั้นตอนทั้งสิ้น 4 ขั้นตอน ดังนี้ (1) การออกแบบระบบการลงทะเบียน (2) การออกแบบลำดับของการแสดงข้อสอบและข้อมูลย้อนกลับ (3) การออกแบบหน้าจอของระบบ (4) การออกแบบรายงานผลการทดสอบ และ 3) ผลการตรวจสอบคุณภาพระบบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าระบบมีความเหมาะสม สำหรับรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ระบบใช้งานง่ายทำงานไปข้างหน้าอย่างราบรื่น </p> น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 21 38 การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/280331 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานโรงเรียนพัฒนาทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2) สร้างแนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 3) ศึกษาผลการทดลองใช้แนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 4) ประเมินผลแนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนขยายโอกาสที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง จำนวน 375 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการวิจัยวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR มาใช้พัฒนาผู้บริหารและครูโรงเรียนสวนป่าแม่กะสี จำนวน 2 วงรอบ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการปฏิบัติงานโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.45) 2) แนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 หลักการของแนวทาง ส่วนที่ 2 วัตถุประสงค์ของแนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ส่วนที่ 3 องค์ประกอบการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ส่วนที่ 4 การวัด และประเมินผลทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ส่วนที่ 5 เงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการทดลองใช้แนวการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนทุกระดับชั้นมีพัฒนาการทางด้านทักษะสมองในวิจัยเชิงปฏิบัติการวงรอบที่ 2 สูงขึ้นกว่าวิจัยเชิงปฏิบัติการวงรอบที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) แนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมทักษะสมองสำหรับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในภาพรวมมีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก และมีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> วงเดือน จันทร์เทศ พิทยา แสงสว่าง วารีรัตน์ แก้วอุไร อนุชา กอนพ่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 39 55 รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสะพานหัน จักรวรรดิสัมพันธ์ และการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282582 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์ปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสะพานหัน จักรวรรดิสัมพันธ์ 2) ศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในชุมชนสะพานหัน จักรวรรดิสัมพันธ์ 3) พัฒนาศักยภาพของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในชุมชนสะพานหัน จักรวรรดิสัมพันธ์ และ 4) สร้างรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสะพานหัน จักรวรรดิสัมพันธ์และการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย วิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ วิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับชุมชนสะพานหัน 13 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ คือ แบบสัมภาษณ์ และวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนสะพานหัน 305 คน คำนวณด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป G*Power เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การจำแนกแบบพหุ ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุมชนสะพานหัน มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย 2) ภายหลังอบรมเชิงปฏิบัติการ สมาชิกชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) พฤติกรรมและความพึงพอใจมีอิทธิพลต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ ปัจจัยทัศนคติและแรงจูงใจ ได้แก่ สถานที่ ราคา 4) รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสะพานหัน และการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย ได้แก่ สำรวจตลาดทำความเข้าใจนักท่องเที่ยว วางแผนอย่างเป็นระบบ ร่วมสร้างประสบการณ์ เตรียมความพร้อมพัฒนาศักยภาพ นำไปสู่การปฏิบัติ</p> จิระวดี เตียประพงษ์ ณัฐปภัสร์ ฤทธิ์วัฒนวาณิช กิตติ ธารอุดมโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 56 74 การพัฒนาทักษะการอ่านคำ เขียนคำ และการรู้เรื่องการอ่านภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐาน ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281483 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่าน 2) พัฒนาทักษะการเขียน และ 3) พัฒนาความสามารถด้านการรู้เรื่องการอ่านภาษาไทย หลังใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบสมองเป็นฐานร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยนักเรียนร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไปกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลศรีธาตุ ตำบลศรีธาตุ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐานร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 2) แบบวัดทักษะการอ่านคำภาษาไทย 3) แบบวัดทักษะการเขียนคำภาษาไทย 4) แบบวัดความสามารถการรู้เรื่องการอ่านภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการอ่านคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐานร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย นักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 33 คน มีผลการประเมินคิดเป็นร้อยละ 86.84 ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ทักษะการเขียนคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐานร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย นักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 34 คน มีผลการประเมินคิดเป็นร้อยละ 89.47 ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และ 3) ความสามารถการรู้เรื่องการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐานร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย นักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 33 คน มีผลการประเมินคิดเป็นร้อยละ 86.84 ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p> อุทุมพร ขุนทุม ดนิตา ดวงวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 75 88 การพัฒนาเครื่องมือวัดและเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : การประยุกต์ใช้การวิเคราะห์กลุ่มแฝง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283295 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลฯ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลฯ และ 3) กำหนดเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 250 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือวัดสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นแบบประเมินรูบริค จำนวน 8 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์กลุ่มแฝง ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลฯ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้และทักษะการใช้อินเทอร์เน็ต การกระตุ้นแรงจูงใจ การออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning การสร้างสื่อและนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการตัดสินผลการเรียน 2) เครื่องมือวัดสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลฯ ที่เป็นแบบระเมินรูบริค จำนวน 8 ข้อ ที่ผ่านตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<em>X</em><sup>2</sup> = 21.10, df = 13, p = 0.0709, CFI = 0.994, GFI = 0.981, AGFI = 0.946, RMR = 0.0165) และตัวบ่งชี้มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.71-0.87 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า ตัวบ่งชี้ของโมเดลการวัดมีความตรงเชิงโครงสร้าง และ3) เกณฑ์การประเมินจำแนกครูออกเป็น 3 ระดับ คือ โดยใช้คะแนน 25.44 เป็นคะแนนจุดตัดที่แบ่งกลุ่มแฝงที่ 1 (กลุ่มต่ำ ≤25.44 คะแนน) และกลุ่มแฝงที่ 2 (กลุ่มปานกลาง 25.45-33.85 คะแนน) และคะแนนที่ 33.85 เป็นคะแนนจุดตัดที่แบ่งกลุ่มแฝงที่ 2 (กลุ่มปานกลาง 25.45-33.85 คะแนน) และกลุ่มแฝงที่ 3 (กลุ่มสูง ≥33.86 คะแนน)</p> <p><strong> </strong></p> มีณรัษฎ์ ทองช่วย ณัฐกานต์ ประจันบาน ปกรณ์ ประจันบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 89 105 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการตัดสินกีฬาบาสเกตบอลตามแนวคิดการสอนแบบเน้นประสบการณ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281827 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะการตัดสินและแนวทางการพัฒนาหลักสูตร 2) พัฒนาหลักสูตร 3) ทดลองใช้หลักสูตร และ 4) ประเมินผลหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการตัดสินกีฬาบาสเกตบอล เป็นการวิจัยและพัฒนา ขั้นที่ 1 การศึกษาสมรรถนะการตัดสินใช้แบบสอบถามสมรรถนะการตัดสินกีฬาบาสเกตบอล มีค่าดัชนีความสอดคล้อง = 0.93 ค่าความเชื่อมั่น = 0.96 กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มแบบเจาะจง จำนวน 320 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ขั้นที่ 2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร ใช้แบบตรวจสอบความเหมาะสม และแบบประเมินความสอดคล้อง ขั้นที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรกับผู้ตัดสินกีฬาบาสเกตบอลของสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย จำนวน 30 คน เลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่สมัครใจ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดความรู้การตัดสิน และแบบประเมินสมรรถนะการตัดสิน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที และขั้นที่ 4 การประเมินผลการใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเดียวกับขั้นตอนที่ 3 ใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะการตัดสินของผู้ตัดสินกีฬาบาสเกตบอล 6 ด้านภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวม = 4.07 และแนวทางการพัฒนาหลักสูตร พบว่า ผู้ตัดสินจะต้องมีวิธีการฝึกส่วนบุคคล ทักษะการสื่อสาร การเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม การฝึกพัฒนาสมรรถภาพทางกาย การฝึกจิตใจ การพัฒนาด้านบุคลิกภาพที่ดี ด้วยการจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้ตัดสินโดยการฝึกปฏิบัติผ่านประสบการณ์ 2) หลักสูตร ประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างและเนื้อหา แนวทางการจัดกิจกรรม สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย = 4.60 และมีความสอดคล้องกันทุกองค์ประกอบ 3) ผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า คะแนนความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผลการประเมินความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย = 4.61</p> ชิดชนก ศรีสวัสดิ์ อาพัทธ์ เตียวตระกูล ภูฟ้า เสวกพันธ์ อังคณา อ่อนธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 106 119 รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ตามหลักกัลยณมิตรธรรม 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/275548 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ 2) สร้าง และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 21 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสนทนากลุ่มโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 รูป/คน ใช้แบบสนทนากลุ่ม และการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 16 คน ใช้แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ด้านการรู้จักเป็นรายบุคคล พบปัญหาสูงสุด ได้แก่ การให้ความสำคัญกับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง ด้านการคัดกรอง พบปัญหาสูงสุด ได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบเข้าใจงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างแท้จริง ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน พบปัญหาสูงสุด ได้แก่ โรงเรียนสนับสนุนงบประมาณเพื่อไปใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนานักเรียนได้อย่างคุ้มค่า ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา พบปัญหาสูงสุด ได้แก่ ครูมีความรู้ความเข้าใจและความพร้อม ในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่นักเรียนอย่างแท้จริงและด้านการส่งต่อนักเรียน พบปัญหาสูงสุด ได้แก่ ผู้ปกครองมีความเข้าใจเมื่อมีการส่งต่อนักเรียนในความปกครองของตน 2) การสร้างรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ขั้นที่ 2 การคัดกรองนักเรียน ขั้นที่ 3 การส่งเสริมพัฒนานักเรียน ขั้นที่ 4 การป้องกันและแก้ไขปัญหา และขั้นที่ 5 การส่งต่อ และ 3) การประเมินรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> รังสิวุฒ พุ่มเกิด วินัย ทองมั่น วรกฤต เถื่อนช้าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 120 129 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นแบบผสมผสานตามมาตรฐานอาชีพ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283426 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนาและประเมินความเหมาะสม 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ติดตามและประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นแบบผสมผสานตามมาตรฐานอาชีพ ใช้แบบแผนการวิจัยและพัฒนา โดย 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ แจกแบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าความความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.80-1.00 กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 205 แห่ง สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า PNI<sub>modified</sub> 2) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 คน 3) ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน และ 4) ติดตามและประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบ คือ ผลการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรม ผลการประเมินผลหลังการฝึกอบรม ผลการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในภาพรวม พบว่า ผลการจัดอันดับความต้องการจำเป็นทุกหัวข้อมีความสำคัญสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนารูปแบบ 2) ผลการพัฒนาและประเมินความเหมาะสม พบว่า รูปแบบการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วย คือ หาความต้องการจำเป็น ออกแบบหลักสูตร นำไปใช้จริง การประเมินผล และติดตามผล ส่วนการประเมินความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ภาคทฤษฎีร้อยละ 82.87/84.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และภาคปฏิบัติร้อยละ 75.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 และ 4) การติดตามและประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบฯ พบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น สาขาขนมอบ มีหัวข้อการฝึกอบรม 9 หัวข้อ 30 ชั่วโมง ผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมภาคทฤษฎี ร้อยละ 81.90/82.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และภาคปฏิบัติร้อยละ 84.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 3) ผลการประเมินผลหลังการฝึกอบรม ในภาพรวมมีระดับความพึงพอใจระดับมาก 4) ผลการทดสอบมาตรฐานฝีมือ พบว่า ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน คิดเป็นร้อยละ 100</p> ธิติมา โรจน์วัชราภิบาล พิสิฐ เมธาภัทร ไพโรจน์ สถิรยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 130 140 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เชิงรุก สู่การพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281294 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์เป็นครู 379 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้น ใช้แบบสอบถามสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความตรงอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีความเชื่อมั่น 0.90 สภาพที่พึงประสงค์ มีความเชื่อมั่น 0.95 และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์ 2) สร้างรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้ประเด็นการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญและแบบสอบถามความเป็นไปได้ 3) ทดลองใช้รูปแบบ โดยครู 20 คน โดยสมัครใจ ใช้แบบทดสอบและแบบสังเกตพฤติกรรม และ 4) ประเมินรูปแบบโดยผู้ใช้ 20 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นอันดับ 1 การกำหนดสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาผู้เรียน 2) รูปแบบประกอบด้วย หลักการและวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ แนวทางการพัฒนา แนวทางการประเมิน และเงื่อนไขความสำเร็จ มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3) คะแนนและพฤติกรรมหลังการเข้ารับการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา และ 4) รูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> อาภากร สุโพธิ์ สุธรรม ธรรมทัศนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 141 153 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารโรงเรียนสีเขียว สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281626 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ แนวทางการพัฒนา สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อม 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อม และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อม เป็นการวิจัยแบบผสมผสานหลายระยะตามแนวคิดของเครสเวลล์และคลาร์ค ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโครงการยกระดับห้องเรียนสีเขียวสู่โรงเรียนสีเขียว ผู้บริหารโรงเรียนสีเขียวต้นแบบ ผู้บริหารโรงเรียนสีเขียว สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการแจกแจงความถี่และการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อม มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ ภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อมส่วนตน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความเชี่ยวชาญทางสิ่งแวดล้อม ด้านอิทธิพลต่อทัศนคติทางสิ่งแวดล้อม ด้านอุดมการณ์ทางสิ่งแวดล้อม ด้านจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม และภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อมในการบริหาร 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการปรับตัวทางสิ่งแวดล้อม ด้านการสื่อสารทางสิ่งแวดล้อม ด้านการสร้างเครือข่ายทางสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนาพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้านกลยุทธ์ทางสิ่งแวดล้อม แนวทางการพัฒนา ได้แก่ การศึกษาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ การฝึกอบรม การทำพันธสัญญา การลงมือปฏิบัติในบริบทจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างผู้นำใหม่ สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนามากที่สุด คือ ด้านการปรับตัวต่อทางสิ่งแวดล้อม 2) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อม มี 7 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และปัจจัยความสำเร็จ และ 3) การประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางสิ่งแวดล้อมพบว่ามีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong> </strong></p> ณิชนันท์ คำนวนสินธุ์ ประจบ ขวัญมั่น สุบัน พรเวียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 154 169 การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนสำหรับรายวิชาที่เปิดสอน โดยหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาชีวเวชศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281945 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนสำหรับรายวิชาที่เปิดสอนโดยหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาชีวเวชศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เปิดสอนโดยหลักสูตรฯ ระหว่างปีการศึกษา 2561-2566 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 36 คน จากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่เปิดสอนโดยหลักสูตรฯ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค = 0.90 สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ความพึงพอใจสูงสุดคือ ด้านที่ 5 การวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดหัวข้อ นักศึกษาสามารถทำเรื่องอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบคะแนนในรายวิชาที่ตนเองลงทะเบียนได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.58, S.D.= 0.53) รองลงมาคือ ด้านที่ 2 อาจารย์ผู้สอน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดหัวข้อ อาจารย์ผู้สอนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์โดยตรงในหัวข้อ/รายวิชาที่สอนเป็นอย่างดี และสามารถอธิบายเนื้อหาในหัวข้อที่สอน/รายวิชาได้อย่างถูกต้องและถ่องแท้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.51, S.D.= 0.50) และด้านที่ 1 เนื้อหาของรายวิชา มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดหัวข้อ เนื้อหาของรายวิชา มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.48, S.D.= 0.53) และน้อยที่สุดคือ ด้านที่ 4 ปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดหัวข้อ หลักสูตรมีการใช้สื่อการเรียนการสอน เอกสาร และอุปกรณ์ สำหรับจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสมและมีความสอดคล้องในแต่ละรายวิชา และมีการใช้สื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสมและสอดคล้องกับรายวิชา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.37, S.D.= 0.57)</p> <p> </p> วันวิสาข์ กลิ่นศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 170 181 โมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา ตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284432 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา ตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Hair และคณะ จำนวน 400 คน จากครู และบุคลากรทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม Google Form ความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.979 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรม Mplus ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลสมการโครงสร้าง ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงภายนอก คือ ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย นโยบายและการบังคับบัญชา สภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์และความร่วมมือ ตัวแปรแฝงภายใน คือ ปัจจัยความสำเร็จ ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ และตัวแปรแฝงภายใน และเป็นตัวแปรส่งผ่าน คือ ปัจจัยจูงใจ ประกอบด้วย ความสำเร็จและการยอมรับ ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าและการพัฒนา และ 2) ตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาจากค่า p-value ของ χ2 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .1325) ค่า CFI, TLI มีค่าเข้าใกล้ 1 (CFI = .998, TLI = .996) ค่า RMSEA, SRMR มีค่าเข้าใกล้ 0 (RMSEA = .031, SRMR = .012) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ขณะที่ค่าอิทธิพลรวมที่ส่งผลต่อปัจจัยความสำเร็จ พบว่า ปัจจัยสนับสนุนมีค่าอิทธิพลรวมเท่ากับ .896 มีอิทธิพลทางตรงสูงที่สุด มีค่าขนาดอิทธิพลเท่ากับ .887 และมีค่าอิทธิพลทางอ้อม เท่ากับ .236 ขณะที่ปัจจัยจูงใจ มีค่าอิทธิพลรวมเท่ากับ .263 มีค่าขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ .263 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกทุกปัจจัย</p> รัตติยา เหนืออำนาจ ณัฐพงษ์ อิ่มหิรัญ นวพล ชัยชนะ อลิสรา คงปั้น ณัฐกานต์ ประจันบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 182 193 การใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการคิดร่วมกับเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม จังหวัดสุโขทัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282775 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดร่วมกับเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดโดยใช้เรื่องสั้นภาษาอังกฤษในการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์ ใช้การวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 39 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการคิดร่วมกับเรื่องสั้นภาษาอังกฤษทั้งหมด 3 เรื่อง จำนวน 3 แผน 2) แบบวัดทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์ ได้แก่ การอนุมานและการสรุปความ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการคิดร่วมกับเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ และได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 ซึ่งอยู่ในระดับดี ส่วนค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าเท่ากับ 0.90 ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์ของนักเรียนมีการพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (Mean = 25.97) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (Mean = 14.00) อย่างชัดเจน และ 2) ผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีระดับความพึงพอใจในระดับสูง (Mean = 4.59) โดยมีความคิดเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียน กิจกรรมที่ใช้ การสนับสนุนจากครู และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่านักเรียนให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์มุมมองที่หลากหลายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด รวมทั้งมีข้อเสนอแนะว่าควรเพิ่มช่วงเวลาในการให้ข้อมูลย้อนกลับและกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันมากขึ้น</p> จีระศักดิ์ กรงไกรจักร์ สุดากาญจน์ ปัทมดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 194 206 องค์ประกอบพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281024 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การครู และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 378 คน จากประชากร 4,847 คน ซึ่งเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อคำถาม 25 ตัวบ่งชี้ 5 องค์ประกอบ พิจารณาจากค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 ค่าความเชื่อมั่นแต่ละองค์ประกอบเท่ากับ 0.88, 0.86, 0.90, 0.86 และ 0.86 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ตัวแปรทั้งหมดมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันในระดับสูง โดยมีค่าความสัมพันธ์ในแต่ละองค์ประกอบดังนี้: Altruism (0.551-0.668), Sportsmanship (0.522-0.663), Civic Virtue (0.562-0.725), Conscientiousness (0.646-0.759) และ Courtesy (0.570-0.679) ซึ่งทุกค่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 2) โมเดลแสดงถึงความสอดคล้องข้อมูลเชิงประจักษ์ ทั้ง 5 องค์ประกอบ (โมเดล) 2.1) โมเดลพฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือ: Chi-square = 28.0, p-value &lt; 0.001, RMSEA = 0.091, SRMR = 0.022, CFI = 0.982, TLI = 0.965 2.2) โมเดลความอดทนอดกลั้น: Chi-square = 28.0, p-value &lt; 0.001, RMSEA = 0.110, SRMR = 0.024, CFI = 0.975, TLI = 0.951 2.3) โมเดลการให้ความร่วมมือ: Chi-square = 16.9, p-value = 0.005, RMSEA = 0.080, SRMR = 0.017, CFI = 0.989, TLI = 0.978 2.4) โมเดลความสำนึกในหน้าที่: Chi-square = 15.4, p-value = 0.009, RMSEA = 0.074, SRMR = 0.014, CFI = 0.992, TLI = 0.984 และ 2.5) โมเดลการคำนึงถึงผู้อื่น: Chi-square = 23.5, p-value &lt; 0.001, RMSEA = 0.099, SRMR = 0.020, CFI = 0.982, TLI = 0.964 ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าตัวบ่งชี้มีความตรงเชิงโครงสร้างและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี</p> สมศักดิ์ พันธ์สว่าง อัคพงศ์ สุขมาตย์ จารุวรรณ พลอยดวงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 207 220 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/278964 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์หลักสูตรฯ สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฯ สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นการวิจัยวิธีวิทยาแบบผสม เป็นการผสมผสานระหว่างวิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณ กับวิธีวิทยาการเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา ผู้ใช้บัณฑิต อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ประจำหลักสูตร และผู้บริหารวิทยาเขต จำนวน 80 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย,ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธีของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยของพหุคูณ และวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ในหลักสูตรฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้าน โดยด้านที่มีความคิดเห็นสูงสุด คือ ด้านทักษะทางปัญญา รองลงมา คือ ด้านความรู้ ส่วนด้านที่มีความคิดเห็นต่ำสุด คือ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ และ 2) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฯ เป็นการจัดหลักสูตรให้ยืดหยุ่นเหมาะกับผู้เรียน ผสมผสาน ระบบออนไลน์ พัฒนาการคิด การทำความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การเรียนรู้ร่วมกัน การวิจัย และพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ และการประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้มากขึ้น โดยเน้นในเรื่องของจุดเด่นทางการศึกษาที่น่าสนใจ เพื่อให้เข้าถึงผู้ที่มีความสนใจในการเข้าศึกษาต่อ</p> กฤตสุชิน พลเสน พระสุทธิสารเมธี พระครูปลัดสุวัฒนวิสุทธิสารคุณ บุญร่วม คำเมืองแสน สันติราษฎร์ พวงมลิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 221 235 รูปแบบการส่งเสริมการประกันคุณภาพภายในแนวใหม่ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในเขตภาคเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282073 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ แนวทาง สภาพ ปัญหา และวิเคราะห์องค์ประกอบ 2) สร้างรูปแบบ และ 3) ประเมินรูปแบบการส่งเสริมการประกันคุณภาพภายในแนวใหม่ของสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.960 สร้างรูปแบบโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ และตรวจสอบรูปแบบและคู่มือโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน ประเมินรูปแบบโดยการประชุมประชาพิจารณ์จากผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครู จำนวน 33 คน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ ค่าสถิติทดสอบความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาองค์ประกอบ และแนวทางได้ 10 องค์ประกอบ ประกอบด้วยการวิเคราะห์สภาพและบริบท การวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาทันต่อการเปลี่ยนแปลง การดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษามีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับ ติดตามการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การตรวจสอบคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล การทบทวนคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล การร่วมรับผิดชอบ และประโยชน์ต่อส่วนรวม การศึกษาสภาพในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.47, S.D. = 0.60) การศึกษาปัญหาพบว่ามีปัญหาน้อยมาก 2) การสร้างรูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.39, S.D. = 0.68) และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.54) 3) การประเมินรูปแบบมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.82, S.D. = 0.38) และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.77 S.D. = 0.42) ประกอบด้วย 8 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ผลผลิต 6) ผลลัพธ์ 7) ผลกระทบ 8) ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จ</p> สุภัสสร บุญรอด ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 236 249 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนต่อการพัฒนาโมเดล SIA อย่างมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาทางของหน่วยงานรัฐ: กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281546 <p>บทความวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของชุมชนในการพัฒนาโมเดลการประเมินผลกระทบทางสังคม (SIA) อย่างมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาทางของหน่วยงานราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยดำเนินการโดยวิเคราะห์เอกสาร จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 30 เรื่อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 35 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาสำคัญของชุมชน 6 ประการ ได้แก่ 1) การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลโครงการที่ไม่ครอบคลุม 2) การขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ 3) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวน 4) ปัญหาด้านการจราจรและความปลอดภัยในการเดินทาง 5) ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณ และ 6) ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน ส่วนความต้องการของชุมชนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) ต้องการระบบสื่อสารที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง 2) ต้องการมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเสียงรบกวน 3) ต้องการเส้นทางชั่วคราวที่ปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง 4) ต้องการความโปร่งใสในการดำเนินโครงการและระบบติดตามผลกระทบแบบเรียลไทม์ 5) ต้องการการสนับสนุนด้านอาชีพและการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และ 6) ต้องการการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับการพัฒนา ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนาโมเดล <em>"</em><em>SIA-PIC-I"</em> ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน ความรับผิดชอบและความโปร่งใส ความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินผลกระทบทางสังคมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการลดผลกระทบเชิงลบอย่างยั่งยืน</p> กนกกุล เพชรอุทัย อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 250 264 การพัฒนาความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับภาพการ์ตูน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281410 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับภาพการ์ตูน โดยนักเรียนร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 2) พัฒนาความสามารถการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับภาพการ์ตูน โดยนักเรียนร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 37 คน โรงเรียนอนุบาลศรีธาตุ อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง 2) แบบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ท้ายวงจร 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ท้ายวงจร และ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 4 สถานการณ์ สถานการณ์ละ 5 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับภาพการ์ตูน คิดเป็นร้อยละ 86.49 นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 94.59 และ 2) ความสามารถการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับภาพการ์ตูน คิดเป็นร้อยละ 87.39 นักเรียนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 97.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> ศิราภรณ์ บุตรอินทร์ ดนิตา ดวงวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 265 277 นวัตกรรมการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282305 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 และ 2) พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 125 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาโรงเรียนละ 1 คน รวมจำนวน 125 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 125 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมากและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ยเท่ากับ 0.87 การวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ยกร่างนวัตกรรมการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ คณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 22 คน ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบความเหมาะสมของนวัตกรรมการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ จัดกิจกรรมเสริมทักษะประสบการณ์ที่เน้นการลงมือปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ให้แก่ ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน 2) นวัตกรรมการบริหารจัดการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของนวัตกรรม 2) วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม 3) กระบวนการบริหารของนวัตกรรม SECURED องค์ประกอบที่ 4 การประเมินนวัตกรรม</p> อำนาท เหลือน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 278 288 การบริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283159 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวคิด หลักการ และแนวทางการบริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและมีอิสระทางการบริหาร โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ บทความนี้ได้วิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จและความท้าทายในการดำเนินงาน พร้อมทั้งนำเสนอกรณีศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีหลักการสำคัญ ได้แก่ 1) การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ 2) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3) การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น 4) การส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา 5) การบริหารงบประมาณและทรัพยากร และ 6) การติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแผนงานอยู่เสมอโดยหลักการสำคัญนี้สามารถเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> นฤมล มณีแดง สมใจ สืบเสาะ วรรณรี ปานศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 289 302 การบริหารสถานศึกษาในยุคเปลี่ยนผ่าน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282541 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษายุคเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นการดำเนินงานตามพันธกิจหลักของสถานศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ บริหารงานบุคคล และบริหารงานทั่วไป ซึ่งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาในอนาคต โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้การศึกษาในยุคเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการในอนาคต อีกทั้งควรบริหารเพื่อส่งเสริม สนับสนุน การจัดการเรียนรู้ที่เกิดจากการรับรู้และร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมด โดยสร้างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและส่งเสริมความร่วมมือและความรับผิดชอบระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด</p> <p> </p> ภาวิณี รุ่มรวย สมใจ สืบเสาะ สมชัย สินแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 303 314 รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282537 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนสาธิตในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เนื่องจากการบริหารโรงเรียนสาธิตในยุคดิจิทัลนั้นมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากโรงเรียนในสังกัดอื่น โดยมีภารกิจเฉพาะในการเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพสำหรับนักศึกษาครู การพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา ตลอดจนเป็นต้นแบบของการจัดการเรียนการสอนที่มีคณะศึกษาศาสตร์หรือคณะครุศาสตร์ในฐานะมหาวิทยาลัยต้นสังกัดกำกับดูแล เพื่อให้สามารถบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของบุคลากรข้ามสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนสาธิตในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 มิติที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการ ได้แก่ 1) การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล 2) การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารและบุคลากร 3) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัล และ 4) การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การบริหารโรงเรียนสาธิตในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ประกอบทั้ง 4 มิติอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์เป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับนวัตกรรม และสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งบทความนี้ได้นำเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตในยุคดิจิทัลที่สามารถนำไปบูรณาการและประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดหรือแนวทางสำหรับพัฒนาการบริหารโรงเรียนสาธิตให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p> </p> พิชิต สุขสี โกสุม สายใจ ปุญชรัสมิ์ โตสัมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 315 332 การพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนประถมศึกษายุคดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/278831 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนประถมศึกษายุคดิจิทัล ผลการศึกษา พบว่า แนวทางการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนประถมศึกษายุคดิจิทัลมี 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างทักษะทางปัญญาและสังคมอารมณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัลที่เน้นการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทดลอง และสร้างสรรค์ ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้เชิงรุก 2) การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ในบริบทดิจิทัลที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการจัดการอารมณ์ การเห็นอกเห็นใจ การสร้างความสัมพันธ์ การทำงานร่วมกัน และการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ 3) การส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างสัมพันธภาพ และความมั่นใจในตนเอง 4) การบูรณาการทักษะทางสังคมและอารมณ์ในการใช้เทคโนโลยี โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การทำงานกลุ่มออนไลน์และเกมเพื่อการศึกษา และ 5) การเข้าถึงสื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม โดยต้องมีการกำกับดูแลและส่งเสริมการใช้สื่อที่มีคุณภาพเพื่อป้องกันผลกระทบจากเนื้อหาหรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์</p> ธาริณี ธารทอง วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย ทนง ทองภูเบศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 333 344 การประยุกต์ใช้ทักษะดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันการศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282786 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอองค์ประกอบของทักษะดิจิทัลที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติงาน และการประยุกต์ใช้ทักษะดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบัน การศึกษา โดยพบว่าองค์ประกอบของทักษะดิจิทัลที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติงาน สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ทักษะพื้นฐาน ทักษะทางเทคนิค และทักษะข้ามสายงาน เพื่อให้สามารถปรับตัวและพัฒนาไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีและการทำงานในยุคดิจิทัล ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันการศึกษาครอบคลุม 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรการและสารบรรณ ด้านการวางแผนงานและยุทธศาสตร์ ด้านบริหารงานบุคคล ด้านการคลังและการบริหารการเงิน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการบริการนักศึกษา และด้านการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งได้พบองค์ความรู้ใหม่ คือ ทักษะดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย 12 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการเข้าใจ ทักษะการเข้าถึง ทักษะการใช้ ทักษะการสร้าง ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการจัดการ ทักษะการประยุกต์ใช้ ทักษะการสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะการปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล และทักษะความปลอดภัยทางดิจิทัล ซึ่งการประยุกต์ใช้ทักษะดิจิทัลเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและยกระดับการจัดการในสถาบันการศึกษาให้ตอบสนองต่อความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันจะทำให้สถาบันการศึกษาสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับสูงในวงการการศึกษาและพัฒนาไปในทิศทางที่ทันสมัยและยั่งยืน</p> อรรถพล ผลประเสริฐ เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 345 358 การเรียนรู้จากประสบการณ์: กระบวนการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านนาฏศิลป์โดยการลงมือปฏิบัติ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281968 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวคิดและกระบวนการการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เกิดจากการเรียนรู้โดยได้ลงมือปฏิบัติจริง ในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ ทักษะ และเจตคติโดยดึงเอาประสบการณ์ในอดีตมาใช้ จากนั้นจึงส่งเสริมให้ใคร่ครวญประสบการณ์นี้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างความรู้ใหม่จากชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) การสร้างประสบการณ์ เป็นการกระตุ้นให้บุคคลได้เรียนรู้และรับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม 2) การสังเกตอย่างไตร่ตรอง เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นความแตกต่างในมุมมองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ แล้วไตร่ตรองแนวคิด 3) การสร้างแนวคิดเชิงนามธรรมเป็นการสรุปความรู้ผ่านการสังเกตและการไตร่ตรองโดยบูรณาการสิ่งที่รับรู้เข้ากับทฤษฎีซึ่งสมเหตุสมผล 4) การลงมือทดลอง เป็นการนำหลักการสรุปไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่</p> ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ ปิยวดี มากพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 1 359 372