วารสารวิจยวิชาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra
<p><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/jra/White_Minimalist_Elegant_Handwritten_LinkedIn_Banner_(1).png" width="648" height="162" /> </p> <p> </p> <p><strong> วารสารวิจยวิชากา</strong>ร มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ วารสารวิจยวิชาการได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-0053 (Online) </p> <p> </p> <p> </p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์
th-TH
วารสารวิจยวิชาการ
2985-0053
<p>1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจยวิชาการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจยวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิจยวิชาการก่อนเท่านั้น</p>
-
เมืองโบราณนครชุม : ประวัติศาสตร์ และการเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283937
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท ประวัติศาสตร์ และความสำคัญของเมืองโบราณนครชุม 2) เสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ และ 3) สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน การสนทนากลุ่ม กับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการโดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 100 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการประเมินโครงการ ผลการวิจัย พบว่า 1) เมืองนครชุมเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางทางการค้าสำคัญและยังเป็นเมืองที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากลังกาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่อมาในสมัยอยุธยาได้กลายเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชรและเป็นย่านการค้าพืชไร่ที่สำคัญของภาคกลางตอนบน 2) การสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ของเมืองโบราณนครชุม ประกอบด้วย 2.1) การถ่ายทอดความรู้ 2.2) การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว 2.3) การเสริมสร้างศักยภาพสิ่งดึงดูดใจ 2.4) การจัดที่พักแรม 2.5) การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก 2.6) การจัดการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) การเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ของเมืองนครชุม คือ 3.1) มีการพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม การให้ข้อมูลข่าวสาร การเปิดรับฟังความคิดเห็น การให้คำปรึกษาหารือ การวางแผนร่วมกัน แลการเข้ามามีบทบาทร่วมปฏิบัติ 3.2) กระบวนการเครือข่ายการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย กระบวนการทางความคิดร่วมกัน กระบวนการตระหนักร่วมกันสร้าง และกระบวนการร่วมกันพัฒนา</p>
พระครูสังฆรักษ์โกศล มณิรตนา
พระครูวชิรคุณพิพัฒน์
พระครูอาทรวชิรกิจ
พระเมธีวชิรภูษิต
พระครูโกศลวชิรกิจ
พระครูประทีปวชิรธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
1
15
-
การพัฒนากลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เบญจธรรมของวัดขนาดเล็กในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282010
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เบญจธรรมของพุทธศาสนิกชน 2) ศึกษาสภาพ ปัญหา และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามหลักเบญจศีล เบญจธรรมของวัดขนาดเล็ก 3) พัฒนากลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เบญจธรรมของวัดขนาดเล็ก และ 4) ประเมินกลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เบญจธรรมของวัดขนาดเล็กในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลจากพุทธศาสนิกชน 400 คน พระสงฆ์ 376 รูป โดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด/อำเภอ/ตำบล เจ้าอาวาส พระสงฆ์และนักวิชาการศาสนา จำนวน 38 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและด้านกลยุทธ์ จำนวน 21 คน โดยการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม ประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ใช้หลักเบญจศีล เบญจธรรมในการดำเนินชีวิตแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ครบทุกข้อ 2) วัดขนาดเล็กในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 4 ส่วนใหญ่เน้นการเทศนาธรรมในวัดแต่ไม่มีการปาฐกถาธรรม การสนทนาธรรม การสอนวิปัสสนากรรมฐาน และการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ปัญหาเกิดจากทักษะในการพูดและความพร้อมของพระสงฆ์ และการพัฒนาเลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีในการเผยแผ่ยังไม่มีประสิทธิภาพ 3) กลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ 4 ประเด็นกลยุทธ์ 11 กลยุทธ์ 36 มาตรการ และ14 ตัวชี้วัด และ 4) กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมีการประเมินความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p>
พระกฤษณะ อุ่นเรือน
ณัฐรดา วงษ์นายะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
16
33
-
ศักยภาพของชุมชนชายแดนสองแผ่นดินในการจัดการท่องเที่ยวของตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283438
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของชุมชนชายแดนสองแผ่นดินในการจัดการการท่องเที่ยวของตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจัดเวทีประชาคมร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงกัมพูชา สมาชิกสภาเทศบาล ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังใช้การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบข้อมูลและสำรวจศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนชายแดนมีทุนชุมชนหลายด้านที่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสัญลักษณ์ และทุนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนชายแดนสองแผ่นดิน ผลการวิจัยนำไปสู่การจัดทำแผนการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไทย-กัมพูชา ภายใต้ธีม “ย้อนวันวาน ผสานสองแผ่นดิน” และเกิดการลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นไทย-กัมพูชาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
วงธรรม สรณะ
สิตางศ์ เจริญวงศ์
อัศวิน แก้วพิทักษ์
เชษฐ์ณรัช อรชุน
เอื้อมพร รุ่งศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
34
47
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักศึกษาครู
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282662
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของกิจกรรมการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักศึกษาครูระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ และ 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักศึกษาครูระหว่างหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู จำนวน 51 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้วิธีการจับสลากซึ่งมีหมู่เรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้มีขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาเป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นที่ 2 นิยามเป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นที่ 3 ระดมความคิดในการกำหนดหลักฐานและวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 สร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และขั้นที่ 5 นำต้นแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.56,S.D. = 0.04) และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7773 2) คะแนนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมทุกองค์ประกอบหลังเรียนของนักศึกษาครูสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) คะแนนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมหลังเรียนของนักศึกษาครูสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>
ประทีป คงเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
48
66
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่ความเป็นเลิศ ระดับประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/279419
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการ 2) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และ 3) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ เป็นการวิจัยและพัฒนา ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพและวิเคราะห์ความต้องการโดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียนมาตรฐานสากลที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 โรงเรียน ผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบรูปแบบการบริหารงานวิชาการบนพื้นฐานข้อมูลจากขั้นตอนแรก ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบคุณภาพและการปรับปรุงรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ขั้นตอนที่ 4 รนำรูปแบบไปทดลองใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อม และขั้นตอนที่ 5 ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม และแบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่ความเป็นเลิศมีการกำหนดเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษาที่ทันสมัย ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และมีระบบการวัดและประเมินผลที่เป็นระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โรงเรียนบริหารงานวิชาการด้วย 6 องค์ประกอบ คือ (1) การวางแผนและกำหนดจุดมุ่งหมาย (2) การพัฒนาหลักสูตร (3) การจัดการเรียนการสอน (4) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (5) การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร และ (6) การวัดและประเมินผล มีกระบวนการในแต่ละองค์ประกอบ 4 กระบวนการ คือ การวางแผน การปฏิบัติ การเรียนรู้และพัฒนา การปรับปรุงผล แล้วสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างรูปแบบ 2) การพัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมาตรฐานสากลสู่ความเป็นเลิศ ได้ 5 รูปแบบ ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ สาระสำคัญ การนำรูปแบบไปใช้ และเงื่อนไขความสำเร็จ และ 3) มีความเป็นไปได้ด้านความเหมาะสมขององค์ประกอบ กระบวนการดำเนินงาน และเงื่อนไขความสำเร็จ และความเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ครู นักเรียน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายองค์ประกอบอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
อ้อมฤทัย ปาทาน
อำนาจ อยู่คำ
สงวนพงศ์ ชวนชม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
67
83
-
การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตวิถีพุทธของผู้สูงวัยในภาคชนบทการเกษตรให้สามารถพึ่งพาตนเอง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283800
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตวิถีพุทธของผู้สูงวัยในภาคชนบทการเกษตรให้สามารถพึ่งพาตนเอง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 3 สังเกต ติดตาม และประเมินผลการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ และขั้นตอนที่ 4 สะท้อนผลการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โมเดล Business Model Canvas โปรแกรมการฝึกอาชีพ แบบประเมินผลความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่นที่ .98 แบบบันทึกภาคสนาม สังเกตการณ์ แบบประเมินผล CIPP Model และแบบถอดบทเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ และความถี่ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า กลไก และกระบวนการในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตวิถีพุทธของผู้สูงวัยในภาคชนบทการเกษตรให้สามารถพึ่งพาตนเอง ประกอบด้วย 1) การสร้างทัศนคติและการรับรู้ร่วมกันของกลุ่มเป้าหมาย (ผู้สูงวัย) และคนในชุมชน มีมติเห็นชอบร่วมกัน ดังนี้ 1.1) การตั้งทีมพี่เลี้ยง 1.2) ผลการวิเคราะห์ พบว่า เป้าหมาย คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ มุ่งเน้นให้สามารถพึ่งพาตนเอง และตัวชี้วัด คือ การไม่เบียดเบียนเงินสำรองที่เก็บไว้ แต่สร้างกิจกรรมให้เกิดรายได้ใหม่ และ 1.3) กิจกรรมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ กำหนดเป็นชั่วโมงเสริมในการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลหนองนมวัว รวม 10 ครั้ง 2) การพัฒนากลไก แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ประกอบด้วย 2.1) ต้นน้ำ ประกอบด้วย (1) สร้างทัศนคติและการรับรู้ร่วมกันของกลุ่มเป้าหมาย (ผู้สูงวัย) ในโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลหนองนมวัว และ (2) นัดหมายกำหนดการและประสานงานวิทยากร 2.2) กลางน้ำเป็นการพัฒนาสินค้า/ยกระดับผลิตภัณฑ์ และ 2.3) ปลายน้ำ ประกอบด้วย การส่งเสริมการตลาด และ (3) การสังเกต ติดตาม และประเมินผล และ 3) การถอดบทเรียน ประกอบด้วย 3.1) ปัญหาและข้อจำกัด คือ เงื่อนเวลาของผู้สูงอายุ และเงื่อนไขด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3.2) ปัจจัยความสำเร็จ คือ ทีมพี่เลี้ยงเข้มแข็ง ความต้องการของผู้สูงอายุชัดเจน การสนับสนุนจากอบต. / วัด ความยืนหยุ่นในการดำเนินงาน และการเป็นสังคมแห่งแบ่งปัน</p>
รัตติยา เหนืออำนาจ
อัครเดช พรหมกัลป์
ไพศาล นาสุริวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
84
99
-
แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้หลักฐานเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่อง มนุษย์และการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283359
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ และ 2) ศึกษาผลการส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้หลักฐาน เรื่อง มนุษย์และการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขามะเกลือ โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบประเมินความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีสามเส้า ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้หลักฐานที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครูควรมีการกำหนดขั้นตอน ดังนี้ ขั้นกำหนดสถานการณ์ปัญหา เลือกสถานการณ์จริงที่ชัดเจนและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ด้วยคำถามเฉพาะ ขั้นวิเคราะห์ปัญหา ระบุประเด็นปัญหาให้ชัดเจน นักเรียนเลือกข้อมูลหลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหา ขั้นค้นหาหลักฐาน นักเรียนพิจารณาเลือกข้อมูลหลักฐานจากแหล่งข้อมูลหลักฐานที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้นโดยตรง ขั้นประเมินคุณค่าของหลักฐาน นักเรียนร่วมกันอภิปรายและกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกแหล่งข้อมูลของหลักฐาน ขั้นตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคำตอบ นักเรียนพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูลในการแก้ปัญหา และขั้นสังเคราะห์ความรู้ของตนเอง นักเรียนพิจารณาเปรียบเทียบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาของกลุ่มตนเองกับกลุ่มเพื่อน 2) นักเรียนมีความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในทุกวงจรปฏิบัติการ และผลการประเมินความฉลาดรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้ โดยอยู่ในระดับมีความรู้สึกร่วมกับสถานการณ์สภาพภูมิอากาศ</p>
ปนัดดา โห่มาตร์
สุรีย์พร สว่างเมฆ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
100
117
-
รูปแบบภาคีเครือข่ายการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองของจังหวัดเพชรบูรณ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283037
<p>บทความวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่และแนวทางขับเคลื่อนการศึกษา โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบ การยกร่างรูปแบบใช้การประชุมร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน ตรวจสอบความเหมาะสม โดยการประชุมระดมสมองจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม 3) ทดลองใช้รูปแบบฯ กลุ่มทดลอง ประกอบด้วย กลไกเครือข่ายจังหวัด กลไกเครือข่ายสถานศึกษา และกลไกการเครือข่ายความร่วมมือ รวม 36 คน โดยใช้แบบประเมินการขับเคลื่อนรูปแบบฯ แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อความเหมาะสม และแบบสอบถามการส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4) ประเมินรูปแบบฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ตัวแทนเครือข่ายจังหวัด และตัวแทนเครือข่ายสถานศึกษา รวม 177 คน โดยใช้แบบสอบถาม แบบสะท้อนผลหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่และแนวทางขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารการศึกษาควรมีแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควรมีการสนับสนุนด้านวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น เพื่อเติมเต็มศักยภาพทางวิชาการ สำหรับแนวทางขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ประกอบด้วย กลไกเครือข่ายความร่วมมือ บทบาทหน้าที่ วิธีการทำงาน กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ และ 2 เงื่อนไขความสำเร็จ 2) ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบ พบว่า รูปแบบ มี 4 องค์ประกอบ 3 เงื่อนไขความสำเร็จ และมีความเหมาะสมทุกด้าน 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ ทั้ง 3 กลไก มีการดำเนินการตามบทบาทหน้าที่เป็นไปตามที่รูปแบบที่กำหนดไว้ ผลการประเมินความเหมาะสมในการดำเนินการอยู่ในระดับมากทุกขั้นตอน และผลการส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินรูปแบบ ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p>
ภพเดชา บุญศรี
อนุชา กอนพ่วง
พิทยา แสงสว่าง
ณัฏฐ์ รัตนศิริณิชกุล
ศรัณย์ เปรมสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
118
137
-
การประเมินหลักสูตรเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามความต้องการจำเป็นภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ กรณีศึกษาหลักสูตร Clean Food Good Health and Wellness Tourism
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/274673
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการดำเนินงานหลักสูตรฯ และ 2) ศึกษาผลการประเมินหลักสูตรเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามความต้องการจำเป็นภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยการวิจัยแบบผสมผสานได้แก่ 1) การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาผลการดำเนินงานหลักสูตรฯ 3 ด้าน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงผู้เรียนในหลักสูตรนี้จำนวน 40 คน ใช้แบบสอบถามที่ตรวจสอบคุณภาพ α เท่ากับ 0.95 เป็นเครื่องมือ และใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์ข้อมูล 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาผลการประเมินหลักสูตรนี้ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต โดยทั้ง 4 ด้านประยุกต์ใช้แนวคิด CIPP Model ของ Stufflebeam มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร การประเมินคุณภาพการศึกษา การท่องเที่ยว และต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่ จำนวน 12 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยการอธิบายความ ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานหลักสูตรด้านประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนโดยรวมมีค่ามากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.84, SD = .283) ประเด็นโครงสร้างหลักสูตรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนการสอนในทุกประเด็นโดยรวมมีค่ามากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.72, SD = .444) ซึ่งความรู้และเข้าใจในกลุ่มวิชาอาหารเชิงสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.84, SD = .388) ทุกประเด็น ส่วนความเหมาะสมของการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ผลการประเมินหลักสูตรทั้ง 4 ด้าน ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องมากถึงมากที่สุดในทุกประเด็น โดยผลการประเมินด้านบริบทหลักสูตรมีข้อเสนอแนะเพิ่มเนื้อหาการเขียนแผนธุรกิจ Business Model Canvas เป็นรายบุคคล ด้านปัจจัยนำเข้ามีข้อเสนอแนะประเด็นกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้านกระบวนการมีข้อเสนอแนะเพิ่มเครื่องมือวัดประเมินผลให้ชัดเจนขึ้น และด้านผลผลิตของหลักสูตรมีข้อเสนอแนะให้คิดสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่กำหนด โดยสรุปว่าสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตามหลักการและองค์ประกอบสำคัญจนสามารถต่อยอดอาชีพได้</p>
จุฑาพร บุญคีรีรัฐ
สรรเพชญ์ มีกุศล
ภวัต พรหมพนิต
อภิไทย แก้วจรัส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
138
154
-
การศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการเรียนภาษาจีนของนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281952
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแรงจูงใจในการเรียนภาษาจีนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการวิจัยแบบผสมซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ที่เรียนภาษาจีน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า จากการจำแนกปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนภาษาจีนเป็น 7 ด้าน พบว่า ด้านที่มีความสำคัญในระดับมาก ได้แก่ ด้านสถานศึกษา ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 4.04, ค่า S.D. = 0.97 ด้านเหตุผลส่วนตัว ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 3.80, ค่า S.D. = 1.03 ด้านสังคม ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 3.74, ค่า S.D. = 1.11 และด้านความต้องการ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 3.65, ค่า S.D. = 1.17 ตามลำดับ ด้านที่มีความสำคัญในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านความสนใจ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 3.43, ค่า S.D. = 1.20 ด้านครอบครัว ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 3.05, ค่า S.D. = 1.31 และด้านบุคคลที่เกี่ยวข้อง ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 2.58, ค่า S.D. = 1.41 ตามลำดับ ในส่วนของปัจจัยด้านสถานศึกษาซึ่งมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดนั้น เมื่อพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่า ความเป็นกันเองระหว่างครูกับนักเรียน วิธีการสอนของครูผู้สอน และบุคลิกภาพของครูผู้สอน นอกจากจะมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเป็นสามอันดับแรก คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.84, = 4.32, S.D. = 0.89 และ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><em> </em>= 4.30, S.D. = 0.86 ตามลำดับแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับครูผู้สอนโดยตรงอีกด้วย</p>
ชุติมา เข็มเจริญ
ปริญญา มงคลพาณิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
155
175
-
คุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/280128
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มารับบริการประเภทผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีต่อคุณภาพการให้บริการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ และรายได้ ประชากร ได้แก่ ผู้รับบริการทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 295 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถามมีค่า IOC มากกว่า 0.5 (ค่าความตรงเท่ากับ 0.85 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และค่าความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ อยู่ในระดับมากที่สุด (µ = 4.57) รองลงมา คือ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ (µ = 4.41) ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ (µ = 4.3) ด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อผู้รับบริการ (µ = 4.18) และด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ (µ = 3.98) อยู่ในระดับมากตามลำดับ 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประชาชนที่มารับบริการประเภทผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบางตะลุมพอ ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได้แตกต่างกันมีความเห็นต่อคุณภาพการให้บริการไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มารับบริการ ที่มีเพศ อายุ และอาชีพ แตกต่างกันมีความเห็นต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ชนากานต์ เกิดกลิ่นหอม
ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
176
190
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลองเชิงปฏิสัมพันธ์ของ PhET เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างแบบจำลอง เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283864
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณ์ประสิทธิภาพ 75/75 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลองเชิงปฏิสัมพันธ์ของ PhET โดยดำเนินการศึกษาตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 40 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการสร้างแบบจำลอง เรื่อง แสงเชิงรังสี และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและมีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.56/77.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสทธิภาพที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีทักษะการสร้างแบบจำลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานร่วมกับสถานการณ์จำลองเชิงปฏิสัมพันธ์ของ PhET โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด </p>
ปิยะพงษ์ ดีนุช
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
191
207
-
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์ของผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน ประจำประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283840
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์ของผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน ประจำประเทศไทย และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์ของผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน ประจำประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน จำนวน 16 คน และกลุ่มตัวอย่างอาจารย์/ครูชาวจีนประจำสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ จำนวน 78 คน รวมทั้งหมด 94 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์ของผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน ประจำประเทศไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในลำดับแรก คือ ด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้ในระดับสากล และความรู้ด้านเทคโนโลยี รองลงมาคือ ด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงซ้อน และด้านที่มีค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด คือด้านลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ กรอบความคิดแบบโลกาภิวัตน์ ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์ของผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ ฝ่ายจีน ประจำประเทศไทย ประกอบด้วยแนวทางหลัก 4 แนวทาง ได้แก่ 1) ยกระดับองค์ความรู้ในระดับสากลผ่านการปฏิบัติงานจริงมี 2 แนวทางย่อย และ 16 วิธีดำเนินการ 2) ปฏิรูปสมรรถนะด้านเทคโนโลยีผ่านการปฏิบัติงานจริง มี 2 แนวทางย่อย และ 14 วิธีดำเนินการ 3) เพิ่มพูนทักษะการคิดเชิงซ้อนผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มี 2 แนวทางย่อย และ 10 วิธีดำเนินการ 4) พัฒนากรอบความคิดแบบโลกาภิวัตน์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มี 2 แนวทางย่อย และ 13 วิธีดำเนินการ</p>
วณิชา อาแพงพันธ์
นันทรัตน์ เจริญกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
208
226
-
ความผูกพันต่อองค์กรและการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ส่งผลต่อการธำรงรักษาครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284379
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการธำรงรักษาครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการธำรงรักษาครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรีโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อองค์กรและการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ส่งผลต่อการธำรงรักษาครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์กรและการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ส่งผลต่อการธำรงรักษาครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี จำนวน 353 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการธำรงรักษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กร การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการธำรงรักษา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อองค์กรและการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ส่งผลต่อการธำรงรักษา ตัวแปรมีความสัมพันธ์ทางบวกกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ 4) สมการพยากรณ์มีดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์กร คือ</p> <p><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" />= 0.319+0.359(X<sub>3</sub>)+0.294(X<sub>1</sub>)+0.238(X<sub>2</sub>)</p> <p>สมการพยากรณ์การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ คือ</p> <p><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" />= 0.947+0.523(X<sub>6</sub>)+ 0.160(X<sub>4</sub>)+0.096(X<sub>5</sub>)</p>
นัจนันท์ สุวรรณโมลี
ไพรินทร์ ทองภาพ
จินดาภา ลีนิวา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
227
243
-
แนวทางการจัดการเรียนรู้สู่การพัฒนาศักยภาพและเสริมพลังผู้สูงอายุ สำหรับสังคมสูงวัยภายใต้วิถีชีวิตใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281533
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ ในพื้นที่จังหวัดแพร่ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ และ 3) สร้างกลไกการส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะของผู้สูงอายุเพื่อมุ่งสู่ Healthy Aging และ Active Aging โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นสำหรับรองรับสังคมสูงวัยภายใต้วิถีชีวิตใหม่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 29 คน และการสนทนาผู้นำชมรมผู้สูงอายุ จำนวน 11 คน โดยใช้การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ของผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 2.65) โดยเฉพาะการเข้าร่วมที่ไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.45) โดยต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบมากที่สุด 2) องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้และประเมินสมรรถนะของผู้สูงอายุเพื่อมุ่งสู่ Healthy Aging และ Active Aging มี 8 องค์ประกอบได้แก่ หลักการดูแลสุขภาพกาย การพัฒนาสุขภาพจิต การสร้างความรู้และทักษะ กิจกรรมนันทนาการ 6 มิติ การช่วยเหลือตนเองด้านสุขภาพ สุขภาพอนามัย การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และการพัฒนาอาชีพและภูมิปัญญา ที่นำมาสู่การพัฒนา 3 หมวดวิชา คือ วิชาชีวิต วิชาชีพ และวิชาการ มีความสอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของสูงอายุ และ 3) กลไกการส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะประกอบด้วย 9 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่การสำรวจความต้องการ การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบเนื้อหาและกระบวนการ การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้หรือสื่อการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย การวิจัยและพัฒนา จนถึงการประเมินผลและถอดบทเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “สังคมผู้สูงอายุไทยที่มีพฤฒิพลัง” อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
ตรงกมล สนามเขต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
244
257
-
การสร้างกลไกการสืบสานวัฒนธรรมเกี่ยวกับทุนทางประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/277966
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลวัฒนธรรมเกี่ยวกับทุนทางประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ในชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี และ 2) ศึกษาวิธีการและผลของการสร้างกลไกการสืบสานวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทุนทางประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในชุมชนปากแพรก โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) ซึ่งเป็นการผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกันอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งด้านจำนวนและความลึกของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ได้ใช้แบบสำรวจเบื้องต้นในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้ดำเนินการบันทึกข้อมูลลงในระบบแบบฟอร์มของ Cultural Map Thailand ส่วนในด้านการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมของชุมชนปากแพรก สำหรับพื้นที่วิจัยคือชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีกรอบการวิจัยที่เน้นกระบวนการเสริมพลัง (Empowerment Process) และการเกาะเกี่ยวทางสังคม (Social Bonding) ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและสืบสานทุนทางประวัติศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สามารถจัดเก็บข้อมูลมรดกวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จำนวนทั้งสิ้น 50 รายการ ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้ 2) เกิดกลไกการสืบสานวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมที่เน้นการสร้างความตระหนักรู้และความสำนึกในการเป็นเจ้าของวัฒนธรรมในชุมชนปากแพรก ได้แก่ กิจกรรมเสวนาระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ การจัดนิทรรศการและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ องค์ความรู้จากการวิจัยนี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนภายใต้บริบทของทุนทางประวัติศาสตร์ รวมถึงสามารถเป็นกลไกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
ศิวาวุฒม์ ชัยเชาวรินทร์
เศกสิทธิ์ ปักษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
258
268
-
รูปแบบการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 4 ในศตวรรษที่ 21
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/279031
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 4 ในศตวรรษที่ 21 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาค้นคว้าเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วเก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 รูป/คน การวิจัยเชิงปริมาณจากการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 155 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์การใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร การบริหารเชิงรุก การส่งเสริมความเป็นครูมืออาชีพ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การสร้างโรงเรียนต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการมีมนุษยสัมพันธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) การสร้างรูปแบบการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม หลักปาปณิกธรรม 3 ได้แก่ 2.1) จักขุมา คือ การชำนาญในการใช้ความคิดหรือทักษะทางด้านความคิด 2.2) วิธูโร คือ ความชำนาญการด้านเทคนิค หรือทักษะทางด้านการปฏิบัติงาน 2.3) นิสสยสัมปันโน คือ ความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ และ 3) ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาพุทธภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยภาพรวม พบว่า ร้อยละ 85.88 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.29, S.D. = 0.75) มีความถูกต้อง ร้อยละ 84.58 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.23, S.D. =0.75) มีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ ร้อยละ 85.34 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.27, S.D.= 0.77) มีความเหมาะสม ร้อยละ 86.45 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.32, SD. = 0.27)</p>
ศศิวิมล จันน้อย
พระมหาอุดร อุตฺตโร
วรกฤต เถื่อนช้าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
269
285
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิต และสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/284335
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) นำเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษา วิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ยกร่างแนวทางการบริหารงาน ด้วยวิธีการระดมสมองจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 20 คน และสร้างคู่มือการนำแนวทางการบริหารงานวิชาการ โดยการระดมสมองจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก แยกเป็นประเด็น ดังนี้ การบริหารงานวิชาการ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (2) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (3) การวัดผลประเมินผล ทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียน แบ่งเป็น ทักษะชีวิต 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น (2) การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจและแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ (3) การจัดการกับอารมณ์ และความเครียด (4) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และทักษะสังคม 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (2) การสื่อสาร (3) การเผชิญปัญหาและการแก้ปัญหา (4) การจัดการตนเองและภาวะผู้นำ และ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วยแนวทางและคู่มือทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและสังคมของผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ดังนี้ คือ (1) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (2) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (3) การวัดผลประเมินผล โดยมีการดำเนินการพัฒนาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การวางแผน การเตรียมการ (2) การปฏิบัติตามแผน (3) การเก็บข้อมูล และ (4) การสะท้อนผล</p>
จิราพรรณ บูรณพันธ์
ชนัดดา ภูหงษ์ทอง
อนุชา กอนพ่วง
พิทยา แสงสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
286
299
-
การบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/283183
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใส พบว่า การยึดหลักคุณธรรมช่วยเสริมสร้างจริยธรรมของบุคลากรทางการศึกษา ก่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ขณะที่ความโปร่งใสช่วยสร้างระบบการบริหารที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ เป็นการบริหารจัดการที่ดีที่สร้างประโยชน์และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง การบริหารการศึกษาทุกระดับจึงจำเป็นต้องตระหนักในประเด็นดังกล่าวอย่างรอบด้านและเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาในยุคใหม่ ความสำคัญของการบริหารการศึกษา หลักธรรมาภิบาล คุณธรรมและความโปร่งใส การบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใส จะเป็นข้อค้นพบที่เป็นคุณค่าในการบริหารการศึกษา บูรณาการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เน้น “คุณธรรม” การยึดมั่นในกฎระเบียบและความถูกต้อง ผู้ปฏิบัติต้องมีคุณธรรม และ “ความโปร่งใส” มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่อสาธารณะภายนอกหน่วยงานได้ บริหารอย่างโปร่งใส เสริมสร้างคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต จึงมั่นใจได้ว่าการนำหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วย 1) ยึดหลักคุณธรรม 2) เสริมสร้างความโปร่งใส 3) ใช้การมีส่วนร่วม และ 4) สู่การบริหารการศึกษาพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 สร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ได้ต่อไป</p>
อภิญญา อุปวงค์ษา
รักชนกชรินร์ พูลสุวรรณนธี
วรรณรี ปานศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
300
315
-
แนวทางการประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพสู่องค์กรการศึกษาสมรรถนะสูง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282545
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพสู่องค์กรการศึกษาสมรรถนะสูง โดยการวิเคราะห์เอกสาร และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดคุณภาพ และแนวคิดองค์กรสมรรถนะสูง จากการศึกษาพบว่า แนวทางการประยุกต์ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพที่สอดคล้องกับแนวคิดองค์กรสมรรถนะสูงจะช่วยยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานขององค์กร ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) การออกแบบตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ 2) การคัดเลือกตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับลักษณะองค์กรสมรรถนะสูง 3) การกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายแต่สามารถบรรลุได้ 4) การบูรณาการตัวชี้วัดกับระบบบริหารจัดการต่าง ๆ ในองค์กร 5) การใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจ และ 6) การทบทวนและปรับปรุงตัวชี้วัดคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญองค์กรควรบูรณาการตัวชี้วัดใน 4 มิติสำคัญ คือ มิติงบประมาณ มิติผู้รับบริการ มิติกระบวนการภายใน และมิติการเรียนรู้และพัฒนา การใช้ตัวชี้วัดเพื่อขับเคลื่อนองค์กรแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การเชื่อมโยงระบบตัวชี้วัดจากระดับองค์กรลงสู่ระดับบุคคล และการนำข้อมูลจากตัวชี้วัดมาพัฒนาองค์กรผ่านมิติการปรับปรุงและการติดตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างเป็นระบบ</p>
ไพรวรรณ ตระกูลชัยชนะ
โกสุม สายใจ
จีรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
316
331
-
การเขียนคำถามการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย และ กรอบแนวคิดการวิจัย จำแนกตามสถิติที่ใช้บ่อยในงานวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/281207
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอวิธีการเขียนคำถามการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย และกรอบแนวคิดการวิจัย จำแนกตามสถิติที่ใช้บ่อยในงานวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ โดยในบทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของหัวข้อที่สำคัญ ตั้งแต่ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของสถิติ การตั้งชื่อเรื่องวิจัยที่สอดคล้องกับสถิติที่ใช้ อันจะนำไปสู่การเขียนคำถามการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย และกรอบแนวคิดการวิจัยที่มีความสอดคล้อง เหมาะสม โดยสถิติที่ใช้บ่อยในงานวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ จำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) สถิติเชิงพรรณนา และ 2) สถิติเชิงอนุมาน โดยสถิติเชิงพรรณนามักนิยมใช้ค่าเฉลี่ย ซึ่งจะมีบทบาทหน้าที่ในการหาระดับของตัวแปรต่าง ๆ หากนักวิจัยใช้ค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ข้อมูลจึงควรมีคำว่า “ระดับ” ปรากฏด้วยเสมอ ส่วนสถิติเชิงอนุมานมักนิยมใช้การทดสอบค่าที และค่าเอฟ หรือการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ซึ่งจะมีบทบาทหน้าที่ในการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม การทดสอบไคสแควร์ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันจะมีบทบาทหน้าที่ในการทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นจะมีบทบาทหน้าที่ในการพยากรณ์ความน่าจะเป็นในอนาคต หากนักวิจัยเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสถิติดังกล่าวแล้วจะทำให้การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์นั้นมีความถูกต้อง แจ่มชัด กลมกลืน เป็นไปตามหลักการสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ</p>
ไชยา เกษารัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
332
350
-
สมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษายุคการศึกษา 5.0
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282806
<p>บทความวิชาการมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษายุคการศึกษา 5.0 พบว่า สมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษายุคการศึกษา 5.0 เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องปรับและพัฒนาสมรรถนะเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อนำไปสู่ผู้บริหารมืออาชีพที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งนวัตกรรมเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมสู่สถานศึกษา เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุด ทำให้เกิดแนวคิดในการผนวก “สมรรถนะ” และ “นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน โดยมุ่งหวังให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ผลักดันการจัดการเรียนการสอนด้านนวัตกรรมในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหาจากความรู้ความเข้าใจ และสิ่งสำคัญที่สุดผู้บริหารสถานศึกษาต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการบริหารสถานศึกษา ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษายุคการศึกษา 5.0 ที่จำเป็นควรเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นความรู้และเป็นข้อมูลในการหาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา อันจะส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษา ซึ่งสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษาในการรับรู้ถึงโอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความคิดใหม่มาพัฒนานวัตกรรมในสภาพแวดล้อมการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ตลอดจนสามารถเปรียบเทียบ ปรับปรุง และประยุกต์ระหว่างแนวความคิดเก่าและความคิดใหม่ได้อย่างลงตัว โดยการสร้างยุทธศาสตร์ การจัดการ การประยุกต์ใช้ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมีองค์ประกอบสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความจำเป็นในการบริหารสถานศึกษา ผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีของนักวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า องค์ประกอบสมรรถนะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สมรรถนะการจัดการ 2) สมรรถนะการสร้างยุทธศาสตร์ 3) สมรรถนะการประยุกต์ใช้ 4) สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ และ 5) ทักษะการมุ่งสร้างนวัตกรรม</p>
ดวงฤทัย อังกินันท์
วิรัตน์ มณีพฤกษ์
วรรณรี ปานศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
351
367
-
การบริหารจัดการโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคดิจิทัล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/280703
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการบริหารจัดการโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคดิจิทัล พบว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลมีผลกระทบสำคัญต่อการบริหารจัดการสถานศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดบริหารจัดการโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า หลักการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการโดยการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน อำนวยความสะดวกให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ปรับเปลี่ยนแนวคิดและทัศนคติในการบริหารงานให้ทันสมัย สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาครูให้มีทักษะดิจิทัลที่จำเป็น ในขณะที่ครูจำเป็นต้องมีทักษะในการสอน การคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การสร้างนวัตกรรม ทักษะดิจิทัล ทักษะชีวิต และการทำงานร่วมกัน การบริหารสถานศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคดิจิทัลจึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน โดยมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพในทุกด้าน ขณะเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างผู้เรียนที่มีทักษะและนวัตกรรม สามารถดำรงชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนโดยมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทความนี้เสนอแนะว่า ผู้บริหารควรจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนและชุมชน พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากร สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน เพื่อยกระดับการศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปรีชา สุยะหลาน
ชัยวัฒน์ ประสงค์สร้าง
เฉลิมพล มีชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
368
383
-
ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/282559
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอทักษะสำคัญที่ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีในยุคปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปรับตัวและพัฒนาทักษะ เพื่อนำการศึกษาให้อยู่รอดและเติบโตได้ จากการทบทวนวรรณกรรมเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า ทักษะหลักที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีในยุคปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ 1) ทักษะด้านเทคนิค 2) ทักษะด้านการบริหารจัดการ และ 3) ทักษะด้านมนุษย์ ตลอดจนเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะทั้งสามมิติเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา บทความนี้อภิปรายถึงความสำคัญของแต่ละทักษะ แนวทางการพัฒนา และกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ ข้อค้นพบนี้มีประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ภิญญาพัชญ์ ทำทาน
โกสุม สายใจ
รัฐจักรพล สามทองก่ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
384
399
-
บทวิจารณ์หนังสือ: พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jra/article/view/261573
<p>บทวิจารณ์หนังสือพระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมของประเวศ อินทองปาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แนวคิดพระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมของประเวศ อินทองปานมี 10 มุมมอง (1) สิ่งแวดล้อมทางปรัชญาและศาสนามี 5 แนวคิด ยึดมนุษย์ ชีวิต นิเวศ สรรพเทวนิยม และสัจธรรม (2) พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมคือความสัมพันธ์อันดียิ่งกับธรรมชาติแวดล้อม (3) ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากมนุษย์ที่มีความต้องการ และก็พยายามนำวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มาแก้ปัญหา (4) พระพุทธศาสนากับป่าไม้เป็นสถานที่อาศัยซึ่งกันและกันในการอยู่อาศัยและปฏิบัติธรรมมีการบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับป่าไม้ และมีเสนาสนะเกี่ยวกับป่า และบ้าน (6) พระพุทธศาสนากับสัตว์เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกันต้องเมตตากรุณา (6) พระพุทธศาสนากับการอนุรักษ์น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในดำรงชีวิตมีการบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับน้ำ และหลักธรรมเกี่ยวกับน้ำ (7) ปรัชญาสิ่งแวดล้อมในพระพุทธศาสนา คือ หลักปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ ขันธ์ห้า และอริยสัจเป็นกระบวนการ (8) พุทธจริยธรรมกับการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือหลักจริยธรรมเรียก กตัญญูกตเวทิตาธรรม (9) พระสงฆ์ไทยกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพราะพระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมาตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันของสังคมไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงเกิด (10) พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อของชุมชนกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากที่ได้กล่าวถึง 10 มุมมองของแนวคิดพระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมของประเวศ อินทองปาน ซึ่งผู้เขียนได้มีแนวคิดต่างจากท่าน 2 ประเด็นคือ (1) เรื่องของสิ่งแวดล้อมทางปรัชญาและศาสนา ซึ่งผู้เขียนมองว่า ธรรมนิยามคือสิ่งแวดล้อมทางพระพุทธศาสนาอันประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ชีวิตของคนเรียกว่า ระบบนิเวศน์ทางวิชาการและสิ่งแวดล้อมเรียกว่าร่างกายและจิตใจหรือภาษาธรรมเรียกว่ารูปและนาม และ (2) ปัญหาสิ่งแวดล้อมท่านอาจารย์ได้เสนอว่ามนุษย์มีความต้องการและพยายามนำศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มากกว่าปัญญา ซึ่งผู้เขียนมองว่าปัญญาสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดจากความอยากของมนุษย์อันเกิดจากภายในใจของบุคคล</p>
พระครูปลัดวันชาติ วิชาโต (ยอดดำเนิน)
พระมหาไฮ้ ธมฺมเมธี (แซ่ฉั่ว)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจยวิชาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-01
2026-03-01
9 2
400
413