วารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc <p>วารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง จังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย ทางพระพุทธศาสนา ปรัชญา ศาสนา การศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ ทั้งนี้ รูปแบบผลงานวิชาการที่วารสารจะพิจารณามี 2 แบบ คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย&nbsp; โดยจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ก่อน จำนวน 3 ท่าน&nbsp; เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับสากล และนำไปอ้างอิงได้ โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปีฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม&nbsp;</p> en-US <p><em>บทความที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเผยแผ่ในวารสารฉบับนี้ เป็นทัศนคติและข้อคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะคติและความรับผิดชอบ</em><br><em>ของบรรณาธิการ</em></p> <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารศรีล้านช้างปริทรรศน์ ก่อนเท่านั้น</em></p> slc.journal@mbu.ac.th (พระครูพิสุทธิธรรมมาภรณ์) chakgrit.pod@mbu.ac.th (ดร.จักรกฤษณ์ โพดาพล) Tue, 30 Dec 2025 16:47:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน ของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291376 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิด ทฤษฎีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็นสามระยะ คือ ระยะแรก เป็นการพัฒนารูปแบบด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ระยะที่สอง เป็นการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการเก็บข้อมูลตามตัวแปรจากบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 962 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นมาตรวัดแบบประเมินค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอ้างอิง ระยะที่สาม เป็นการศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาจากความเห็นของผู้เชียวชาญจากกระบวนการสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) จากการศึกษาพบว่าตัวแปรภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรความพึงพอใจในงานในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรความผูกพันต่อองค์การในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรคุณภาพชีวิตการทำงานในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทั้งนี้ ยังพบว่ามีอิทธิพลทางอ้อมต่อตัวแปรคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง พบว่าทุกตัวแปรมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมี ค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 132.290 ที่องศาอิสระ เท่ากับ 121 ค่าความน่าจะเป็น เท่ากับ 0.228 มีค่ามากกว่า 0.05 แสดงว่ามีความสอดคล้องกันสนิท ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (<em>χ<sup>2</sup></em>/df) เท่ากับ 1.093 ค่า RMSEA = 0.010 ค่า GFI = 0.985 ค่า AGFI = 0.979 และ 3) แนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้นำที่สร้างอิทธิพลโดยการยกระดับคุณค่าและศักยภาพของสมาชิกองค์กร ผ่านการสร้างแรงบันดาลใจ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา และการแสดงคุณธรรมจริยธรรม สามารถบูรณาการทั้ง คุณธรรมการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา และการสร้างแรงบันดาลใจ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร ความผูกพันต่อองค์กร และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p> อำนาจ บำรุงแนว, จักรกฤษณ์ โพดาพล, พระครูปลัดจักรพล สิริธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291376 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การตัดสินใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566 ของประชาชน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291377 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตัดสินใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566 ของประชาชนอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางการเมืองกับการตัดสินใจ<br>ในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จำนวน 398 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณ<br>ของทาโร ยามาเน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .980 และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และ one-way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการตัดสินใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566 ของประชาชนอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยรวมและรายด้านอยู่ที่ระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 ของประชาชนอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จำแนกตามเพศ อายุ และอาชีพ พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ด้านพรรคการเมืองและกลุ่มงานการเมืองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกตามรายได้ต่อเดือน พบว่า ด้านนโยบายของผู้สมัคร/พรรคการเมืองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 ของประชาชนอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พบว่า 1) ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร ควรเป็นผู้สมัครที่เป็นคนในพื้นที่ 2) ด้านนโยบายและกลยุทธ์เชิงพื้นที่ ควรยึดโยงกับพื้นที่และประชาชนในพื้นที่ 3) การสร้างเครือข่ายและทีมงาน ควรมีการสร้างเครือข่ายจากประชาชนในพื้นที่ และ 4) ด้านพรรคการเมืองและกลุ่มงานการเมือง ควรมีความเคลื่อนไหวและสร้างพันธมิตรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p> คำรณ คำมา, สุขพัฒน์ อนนท์จารย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291377 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจด้วยหลักภาวนา 4 ของชาวพุทธในตำบลนาอาน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291378 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของชาวพุทธในตำบลนาอาน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย (2) ศึกษาหลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ (3) วิเคราะห์แนวทางการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจด้วยหลักภาวนา 4 ของชาวพุทธในตำบลนาอาน อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเข้มแข็งทางจิตใจของชาวพุทธในตำบลนาอานสอดคล้องกับหลักภาวนา 4 คือการรับรู้ ตระหนักรู้ในตนเอง ชาวบ้านมีความสามารถสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้ดี มีการควบคุมอารมณ์ลดความโกรธและพฤติกรรมเสี่ยง มีทัศนคติเชิงบวก ผู้ให้ข้อมูลมองปัญหาตามความเป็นจริง เชื่อว่าทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ และการฝึกสมาธิและสติ ที่เด่นชัด เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญสติ ช่วยเสริมความสงบและความมั่นคงทางใจ 2) หลักภาวนา 4 คือระบบพัฒนาตนอย่างองค์รวม ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์ของชาวพุทธในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนและ 3) แนวทางการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของชาวพุทธในตำบลนาอาน เกิดจากการบูรณาการหลักภาวนา 4 เข้ากับวิถีชีวิตจริง คือการเสริมการตระหนักรู้ในตนเองผ่านการเดินจงกรม ดูลมหายใจ และกิจกรรมชุมชน การส่งเสริมการควบคุมอารมณ์ผ่านการรักษาศีลและใช้เมตตาเป็นหลัก การทำจิตให้มั่นคง สงบ ลดความเครียดผ่านการสวดมนต์นั่งสมาธิ และสร้างความเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งด้วยปัญญา ผ่านการฟังธรรมและการเห็นเหตุปัจจัยของทุกข์</p> พระอุดมรัต อุตฺตโม (ร่มจันทร์), พระมหาพงศ์ทราทิตย์ สุธีโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291378 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291379 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประชากรเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูในศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 143 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับของลิเคิร์ท มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .879 ในส่วนของสภาพปัจจุบัน และ .931 สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ สถิติที่ใช้ในกาวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Modified Priority Needs Index ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า สภาพปัจจุบัน อยู่ที่ระดับมาก (<em>μ</em> = 3.91, <em>σ</em> = 0.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ที่ระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ที่ระดับมาก (<em>μ</em> = 3.91, <em>σ</em> = 0.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ที่ระดับมากทุกด้าน สำหรับดัชนีความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง (<em>PNI<sub>modified</sub></em> = .117347) เป็นประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (<em>PNI<sub>modified</sub></em> = .115979) และการบริหารความเสี่ยง เป็นประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด (<em>PNI<sub>modified</sub></em> = .101781) 2. ผลการศึกษาข้อเสนอแนะภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายที่ 19 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า มีข้อเสนอแนะใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง: เปลี่ยนวิสัยทัศน์ส่วนตัวเป็น "วิสัยทัศน์ร่วม" ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ โดยใช้การสื่อสารแบบเล่าเรื่องและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน 2) วัฒนธรรมการเรียนรู้: สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการทดลองและยอมรับความล้มเหลวด้วย Growth Mindset ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น 3) การทำงานเป็นทีม: ส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่านการสร้างชุมชนการเรียนรู้ (CoP) และใช้ระบบพี่เลี้ยง (TAP) พร้อมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือไปสู่ชุมชน 4) ทักษะเชิงนวัตกรรม: เปลี่ยนบทบาทครูเป็น "นักนวัตกรรม" ผ่านการอบรม Design Thinking และสนับสนุนโครงการนวัตกรรมขนาดเล็ก และ 5) การบริหารความเสี่ยง: สร้างทัศนคติที่กล้าเผชิญความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด โดยเริ่มจากโครงการนำร่องเล็ก ๆ และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อสร้างความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลง</p> สาวิตรี ศรีหานาม, สุเทพ เมยไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jslc/article/view/291379 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700