วารสารข่วงผญา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya <p>วารสารข่วงผญา มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านสหสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยจำแนกตามกลุ่ม ดังต่อไปนี้ </p> <p>- มานุษยวิทยา<br />- สังคมวิทยา<br />- ประวัติศาสตร์<br />- พัฒนาชุมชน<br />- โบราณคดี<br />- ปรัชญาและศาสนา<br />- ภาษาศาสตร์และวรรณกรรม<br />- ศิลปะและวัฒนธรรม<br />- การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม<br />- ภูมิปัญญา<br />- ดนตรีศึกษา<br />- ศิลปกรรม<br />- ภาษาวัฒนธรรม<br />- ดนตรี ,และนาฏศิลป์<br />- การเมืองการปกครอง และกฎหมาย<br />- สหวิทยาการจัดการเรียนรู้</p> <p>วารสารข่วงผญา ตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ISSN 2539-6706 (Print) ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2549 ต่อมาได้พัฒนาเป็นวารสารรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2985-1475 (Online) ทั้งนี้เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อค้นพบ ข้อคิดเห็นทางวิชาการ และวิจัยแก่นักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย ตลอดจนบุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทย และต่างประเทศที่มีความสนใจทางด้านสหสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันดำเนินการจัดทำภายใต้เกณฑ์คุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ได้รับการรับรองคุณภาพตามประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) รอบที่ 5 จัดอยู่ใน วารสารกลุ่มที่ 2 โดยรับรองคุณภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p>ปัจจุบันวารสารข่วงผญา ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึง<em>ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ</em></p> <p>ทั้งนี้ ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความ 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่ง ไม่ทราบชื่อกันและกัน <span style="font-size: 0.875rem;">(Double-blind peer review)</span></p> สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ th-TH วารสารข่วงผญา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 2539-6706 <p>1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารข่วงผญา” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ <br>2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> บทบาทของภาษาในการพัฒนาสังคม: การวิเคราะห์จากการศึกษาและวิจัยทางภาษาศาสตร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2523 จนถึง ปี พ.ศ. 2564 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/285732 <p>บทความฉบับนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาบทบาทของภาษาในด้านของการพัฒนาสังคม โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาและการวิจัยทางภาษาศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของภาษากับการพัฒนา ที่เกิดขึ้นในบริบทของสังคมไทยจำนวน 10 เรื่อง จากการศึกษาบทบาทของภาษาในการพัฒนาสังคมดังกล่าว ทำให้ได้ข้อสรุปทั้งหมดใน 4 ด้าน คือ 1) ภาษากับการสร้างจิตสำนึกทางสังคม ได้แก่ การกำหนดความจริงของโลก การกำหนดกรอบประเด็นทางสังคม การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน และการโน้มน้าวจิตใจ 2) ภาษามีผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม ได้แก่ การกำหนดช่วงชั้นทางสังคม การส่งเสริมอำนาจและสิทธิอำนาจ การกำหนดบทบาททางเพศ และการเชื่อมโยงและแบ่งแยกสังคม 3) ภาษากับการพัฒนามุมมองที่มีต่อโลก ได้แก่ บรรทัดฐานทางสังคมและค่านิยมของสังคม และ 4) ภาษาทำให้เกิดความคิด ได้แก่ การกำหนดรูปแบบทางความคิด การแสดงออกทางสัญลักษณ์ และการส่งต่อทางวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าการวิเคราะห์บทบาทของภาษาในการพัฒนาทำให้เห็นถึงอิทธิพลของภาษาที่มีต่อการพัฒนาสังคม</p> มัฆวาน ภูมิเจริญ กานต์พิชชา เชื้อสะอาด อชิรญา นีละไพจิตร พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 81 99 นันทนาการเชิงอัตลักษณ์และพื้นที่ปลอดภัย: กรอบ 3C เพื่อพัฒนาสุขภาวะ สำหรับผู้สูงวัยที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/280863 <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากรและทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางเพศ เมื่อสังคมสูงวัยทวีความชัดเจนควบคู่กับการรับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียม กลุ่มผู้สูงวัยที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) จึงกลายเป็นประชากรสำคัญที่ต้องการพื้นที่และกิจกรรมที่ปลอดภัย สะท้อนอัตลักษณ์ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และบทบาทของนันทนาการในการส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงวัย LGBTQ+ ในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ความต้องการและรูปแบบของกิจกรรมนันทนาการที่เหมาะสม 3) ศึกษาปัจจัยและแนวทางการพัฒนาพื้นที่นันทนาการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะในบริบทสังคมไทยและกฎหมายสมรสเท่าเทียม และ 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่นันทนาการที่ปลอดภัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการเข้าถึงกิจกรรมนันทนาการ โดยใช้การสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารทางวิชาการ บทความวิจัย และบทวิเคราะห์ทางสังคมไทย </p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้สูงวัย LGBTQ+ ยังคงเผชิญความเปราะบางทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม จากการตีตรา การขาดโครงสร้างสนับสนุน และข้อจำกัดทางวัฒนธรรม ขณะที่นันทนาการมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมผ่านกิจกรรมที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเคารพอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่ม โดยผู้เขียนได้เสนอกรอบแนวคิด 3C ซึ่งประกอบด้วย การดูแล (Care) ความเชื่อมโยง (Connection) และความมั่นใจ (Confidence) ในฐานะกรอบต้นแบบที่สังเคราะห์ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในการออกแบบกิจกรรมและพื้นที่นันทนาการอย่างเป็นระบบ สำหรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายพบว่า ผู้สูงวัย LGBTQ+ ปรารถนาพื้นที่ที่เปิดรับความหลากหลาย มีความปลอดภัย และเอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยพื้นที่นันทนาการที่เหมาะสมควรครอบคลุมทั้งการเข้าถึงทางกายภาพ ความปลอดภัยทางจิตใจ และการมีบทบาทในกระบวนการออกแบบร่วมกับชุมชน อีกทั้งได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ 1) การส่งเสริมนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ 2) การลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสการเข้าถึงกิจกรรมนันทนาการ 3) การบูรณาการสุขภาวะ อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 4) การวางกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและกลไกระดับชาติ ทั้งนี้ นันทนาการจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นกลไกเชิงสังคมที่สามารถเสริมสร้างสุขภาวะ ยืนยันอัตลักษณ์ และขับเคลื่อนความเสมอภาคในสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> เตชภณ ทองเติม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 100 121 ดนตรีวิทยา: การเปลี่ยนแปลงทางดนตรี พัฒนาการทางความคิด และวิธีวิทยาในการศึกษามนุษย์และวัฒนธรรมดนตรี ของ ศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/283659 <p>เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี เป็นนักวิชาการคนสำคัญที่มีบทบาทในการบุกเบิกเส้นทางของการศึกษาดนตรีวิทยา ในประเทศไทย ผลงานของเขาได้ผลักดันให้เกิดการศึกษาทะลุกรอบความคิดทางดนตรี ทำให้งานวิชาการดนตรีไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสนใจเพียงดนตรีเท่านั้น ท่านได้ใช้วิธีวิทยาที่หลากหลายในการทำงานวิชาการดังกล่าว โดยเฉพาะทางด้านดนตรีวิทยาและประวัติศาสตร์ดนตรี ผลงานวิชาการหลายชิ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่ใช่มุ่งเพียงศึกษางานแบบชวนฝันถึง แต่สามารถพบสามัญชนคนทั่วไปได้ในงานวิชาการของเฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี </p> <p>พื้นฐานนักดนตรีในวงปี่พาทย์ ชีวิตนักเรียนดนตรีในประเทศอินเดียอีกรวมนับสิบปี ผสมผสานกับ ความชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ และด้วยดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร เมื่อมารวมกับวิธีการทางดนตรีวิทยาก็ทำให้ท่านสามารถฉายภาพความเปลี่ยนแปลงทางดนตรี เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมดนตรีของชุมชนชนบททั้งในประเทศไทย ประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขง ตลอดจนดนตรีอินเดียได้อย่างละเอียด ลุ่มลึก และซับซ้อน</p> ชิษณุพงค์ อินทร์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 122 140 การศึกษาแผงพระพิมพ์ไม้ล้านนาสู่การสร้างสรรค์พุทธศิลปกรรมร่วมสมัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/287098 <p>การศึกษาพระแผงไม้สู่การสร้างสรรค์พุทธศิลปกรรมร่วมสมัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปะ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคติความเชื่อ และอานิสงส์ของพระแผงไม้ วิเคราะห์รูปแบบพระแผงไม้ในจังหวัดเชียงรายและลำพูน และสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมร่วมสมัยพระแผงไม้สำหรับการสื่อธรรม ผลการวิจัยพบว่า พระแผงไม้ใช้เรียกแผงไม้ที่ประดับพระพิมพ์จำนวนมากอย่างเป็นระเบียบ ประกอบด้วยส่วนของแผงไม้ที่สร้างสรรค์ในรูปทรงต่างๆ ใช้สื่อถึงที่อยู่ของพระพุทธเจ้า และส่วนของพระพิมพ์ที่สร้างเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การสร้างพระแผงไม้นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อเรื่องอานิสงส์ของชาวล้านนา ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและลำพูน พบพระแผงไม้จำนวน 30 แผง ประกอบด้วย 7 ลักษณะ คือ 1) ทรงปราสาท 2) ทรงซุ้มโค้ง 3) ทรงกลีบบัว 4) ทรงซุ้มหน้านาง 5) ทรงนาคเกี้ยว 6) ทรงเรือนแก้ว และ 7) ทรงอื่นๆ ส่วนพระพิมพ์ประดับแผงไม้พบ 3 ปาง ได้แก่ ปางสมาธิ ปางมารวิชัย และปางไสยยาสน์ ทำจากชิน ดินเผา ปูน สมุก และไม้ ลวดลายประดับใช้ตัวเหงา ลายพรรณพฤกษา ลายบัว และลายสัตว์ เทคนิคที่ใช้ตกแต่ง ได้แก่ งานปิดทอง ลายคำ แกะไม้ ประดับกระจก และดุนโลหะ นอกจากนี้พบจารึกบนพระแผงไม้จำนวน 2 แผง ในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานประกอบด้วยการสร้างภาพร่างผลงาน และการสร้างผลงาน ได้แก่ การสร้างแผงไม้ พระพิมพ์ และแผงพื้น ขนาด 6.1 เมตร สูง 6.3 เมตร สำหรับการสื่อธรรมเป็นไปตามกรอบแนวคิดเรื่องกัป สังสารวัฏ และบารมี โดยผลงานชิ้นนี้จะนำไปติดตั้งหลังพระประธานในอุโบสถวัดห้วยไผ่ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์</p> ณัชญาพัฒน์ ศรีสำอางค์วงศ์ ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 1 25 การสร้างสรรค์พระแผงไม้ล้านนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/286702 <p>งานวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์พระแผงไม้ล้านนา ใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับพระแผงไม้ล้านนาตามคติพุทธศาสนา 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและสัญญะของพระแผงไม้ในล้านนา 3) เพื่อสร้างสรรค์และประเมินพระแผงไม้</p> <p>ผลการศึกษาพระแผงไม้จำนวน 300 แผง พบว่าที่เก่าที่สุด สร้าง พ.ศ. 2194 ใหม่ที่สุด สร้าง พ.ศ. 2566 รูปแบบแผงไม้กรอบซุ้มพบมากที่สุด รองลงมาเป็นซุ้มบรรพ์แถลง และซุ้มทรงวิมาน ที่พบน้อยที่สุด คือ รูปแบบซุ้มประรำ ซุ้มเรือนแก้ว และซุ้มมณฑป สัญญะในพระแผงไม้ประกอบด้วยพระพิมพ์หมายถึงพระพุทธเจ้า แผงไม้สำหรับประดับพระพิมพ์เปรียบเหมือนคันธกุฎี การประดับพระพิมพ์จำนวนมากบนแผงไม้ หมายถึง พระพุทธเจ้าจำนวนมากและบารมีที่พระองค์ทรงสั่งสม และลวดลายดอกไม้ เครื่องสูง พระเจดีย์จุฬามณี สื่อการบูชาพระพุทธเจ้า ลวดลายปีนักษัตรสื่อการอุทิศบุญ นอกจากนี้ยังสื่อถึงการค้ำชูพระพุทธศาสนาให้ถึง 5,000 ปี การไปเกิดสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย ความสุข 3 ประการ โดยมีนิพพานเป็นที่สุด และการต่อชะตาอายุ สำหรับการสร้างสรรค์งานทั้ง 10 แผง เป็นผลจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ ผ่านการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก</p> <p>&nbsp;</p> ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี สมศักดิ์ พรมจักร เกรียงไกร เมืองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 26 42 บทบาทของสถาบันครอบครัวที่สะท้อนผ่านภาษิตในสังคมล้านนาดั้งเดิม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/283588 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสถาบันครอบครัวในฐานะกลไกหลักของการจัดระเบียบและขัดเกลาทางสังคม (Social Organization and Socialization) ในสังคมล้านนาดั้งเดิม โดยศึกษาผ่านคติชนประเภทภาษิต ผลการวิเคราะห์ข้อมูลภาษิตที่รวบรวมจากเอกสารมุขปาฐะนำไปสู่ความเข้าใจบทบาทของสถาบันครอบครัวล้านนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การปลูกฝังลำดับชั้นทางสังคมและความกตัญญู 2) การสร้างความมั่นคงและเป็นเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม 3) การวางรากฐานสถาบันการสมรส และควบคุมพฤติกรรมทางเพศ และ 4) การถ่ายทอดคุณธรรมและจริยธรรม การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันครอบครัวล้านนาใช้ภาษิต เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังในการกำหนดสถานภาพและบทบาททางสังคม (Social Role) ปลูกฝังระเบียบวินัย (Discipline) และสร้างความคาดหวัง (Aspiration) ให้แก่สมาชิก ภาษิตไม่เพียงสะท้อนโลกทัศน์ แต่ยังเป็นกลไกที่ครอบครัวใช้ในการผลิตซ้ำและสืบทอดโครงสร้างทางสังคมจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อธำรงรักษาความมั่นคงของระบบครอบครัวและเครือญาติซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสังคมล้านนา</p> วิลาวัณย์ วิษณุเวคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 43 55 การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน แบบ Heritage Handprint ในพื้นที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ : กรณีศึกษา ชุมชน 10 โหม้ง โหล่งผญ๋า https://so06.tci-thaijo.org/index.php/khuangpaya/article/view/285488 <p>โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชน “10 โหม้ง โหล่งผญ๋า” 2) พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ Heritage Handprint โดยมีส่วนร่วมกับชุมชน และ 3) เผยแพร่รูปแบบการท่องเที่ยวดังกล่าวสู่สาธารณะ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสำรวจชุมชนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal - PRA) การสัมภาษณ์เชิงลึก และการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบ A-I-C (Appreciation Influence Control) ขอบเขตของการวิจัยครอบคลุมทรัพยากรการท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า บางชุมชนมีการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่แล้ว ขณะที่บางแห่งยังไม่เคยจัดกิจกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทุกชุมชนมีศักยภาพในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ จากการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบ A-I-C ร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลัก พบว่า ทั้ง 10 ชุมชนต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และการจัดการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว การวิจัยนี้เสนอรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แบบ Heritage Handprint ซึ่งเน้นความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโหม้ง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังมีการทดลองจัดกิจกรรม ใน 4 ชุมชนหลัก และการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ “10 โหม้ง โหล่งผญ๋า” </p> ปลินดา ระมิงค์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 20 2 56 80