วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal <p>วารสารสถาบันพระปกเกล้า <strong>ISSN </strong>: <strong>3057-1065 (Print), ISSN : 3057-1073 (Online)</strong> เป็นวารสารทางวิชาการที่สถาบันพระปกเกล้าจัดทำขึ้น โดยรวบรวมงานเขียนทางวิชาการและงานศึกษาวิจัย ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ และติดตามประเมินผล ในมิติทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเด็นการบริหารราชการที่เกี่ยวข้อง ของประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมผลงานทางวิชาการที่สำคัญในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การต่อยอดพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพในเชิงวิชาการแก่นักศึกษาและประชาชนผู้ให้ความสนใจต่อไป<br />อนึ่ง วารสารฯ เปิดรับทั้งบทความภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p>ทั้งนี้ วารสารตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี</p> <ul> <li class="show"><strong>ฉบับที่ 1</strong> ประจำเดือนมกราคม – เมษายน<br /><strong>ออกเผยแพร่แก่สาธารณชนในเดือนพฤษภาคม</strong></li> <li class="show"><strong>ฉบับที่ 2</strong> ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม<br /><strong>ออกเผยแพร่แก่สาธารณชนในเดือนกันยายน</strong></li> <li class="show"><strong>ฉบับที่ 3</strong> ประจำเดือนกันยายน –ธันวาคม<br /><strong>ออกเผยแพร่แก่สาธารณชนในเดือนมกราคมของปีถัดไป</strong></li> </ul> <p><img src="https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2025/09/89987.webp" /></p> สถาบันพระปกเกล้า en-US วารสารสถาบันพระปกเกล้า 3057-1065 <p>@ 2020 King Prajadhipok's Institute The Government Complex Commemorating All Right Reserved.</p> ผู้หญิงกับการพัฒนา: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/279614 <p>ผู้หญิงในสังคมไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะอยู่สถานะ แม่ เมีย หรือผู้นำทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ บทบาทเหล่านี้แลกมาด้วยความพยายามและการผลักดันเชิงระบบจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บทความนี้นำเสนอบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในกระบวนการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย การเปลี่ยนแปลงผ่านนโยบายและกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้หญิง เน้นศึกษาถึงแรงขับเคลื่อนการเสริมพลังอำนาจต่อผู้หญิงจากนโยบายการพัฒนาในระดับโลก นโยบายของรัฐหรือการส่งเสริมขององค์กรต่างๆ ส่งผลให้ผู้หญิงมีบทบาทและพื้นที่ทางสังคมมากขึ้น <br />โดยแบ่งเป็น 4 ยุคได้แก่ ยุคที่ 1 หลังการปฏิวัติสยาม (พ.ศ.2475 – 2517) ยุคที่ 2 หลังปีสตรีสากล <br />(พ.ศ.2519 - 2539) ยุคที่ 3 การเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรีหลังรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 (พ.ศ.2540- 2557) และยุคที่ 4 ยุคการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (พ.ศ.2558- ปัจจุบัน) การเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคส่งผลให้ผู้หญิง<br />มีบทบาทที่ก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ ทั้งทางการเมือง การเศรษฐกิจ และสังคม โดยวิเคราะห์ผ่านแนวคิดผู้หญิงกับการพัฒนา บทความนี้วิเคราะห์ว่า แม้จะมีการให้สิทธิและความเสมอภาคผ่านเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย แต่ผู้หญิงในสังคมไทยหลายคนยังต้องเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในเชิงปัจเจก และโครงสร้างที่ไม่เอื้อหรือเปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพความสามารถอย่างเต็มที่ การเสริมพลังผู้หญิงทั้งในเชิงสังคมและการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p> ณรงค์ สารสินธ์ ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 6 39 การศึกษาเปรียบเทียบปัญหาการหลุดออกนอกระบบโรงเรียนและผลกระทบ ระหว่างเทศมณฑลมอนต์เซอร์ราโด เคาน์ตี้ ประเทศไลบีเรีย และสามจังหวัดชายแดนใต้ ประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/285877 <p>การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัญหาการหลุดออกจากโรงเรียนและผลกระทบของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างเทศมณฑลมอนต์เซอร์ราโด เคาน์ตี้ ประเทศไลบีเรีย และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศไทย การศึกษาในประเทศไลบีเรียใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกภาคสนามเฉพาะในประเทศไลบีเรีย พบว่า ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงการหลุดออกจากนอกระบบที่เป็นผลมาจากภาวะสงครามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การหลุดออกนอกระบบยังส่งผลให้เกิดความยากจนข้ามรุ่น เนื่องจากคนรุ่นพ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่สามารถมีงานที่มีความมั่นคงและส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือเช่นเดียวกับตนเอง ในขณะที่การศึกษาผ่านการทบทวนวรรณกรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์การหลุดออกนอกระบบโรงเรียน มีความคล้ายคลึงกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเทศไทยที่มีบริบทของเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เกิดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ปัญหาเศรษฐกิจ และการหลุดออกนอกระบบการศึกษา ผู้วิจัยนำเสนอข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างยั่งยืนในเทศมณฑลมอนต์เซอร์ราโด เคาน์ตี้ ประเทศไลบีเรียและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประเทศไทย ได้แก่ การสนับสนุนทางการเงินสำหรับครอบครัวที่เปราะบาง การจัดทำโครงการรณรงค์เพื่อยกระดับความตระหนักในระดับชุมชน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน และการกำหนดนโยบายการศึกษาที่มีความครอบคลุม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่</p> ฮัสซัน ดี คาบา อลิสา หะสาเมาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 40 82 กฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนแก่ผู้ชุมนุมประท้วงด้วยเหตุความขัดแย้งทางการเมือง: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/285495 <p>จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาและการกระทำผิดกฎหมายจำนวนมากโดยผู้ชุมนุมประท้วง ทำให้ปัจจุบันมีพรรคการเมืองรวมถึงภาคประชาสังคมพยายามที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีความคาดหมายว่าบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาในอดีตและในอนาคต จากประเด็นดังกล่าวการวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ มุ่งเน้นการวิเคราะห์เนื้อหาจากบันทึกการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม และอาศัยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ถ้อยแถลงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสะท้อนชุดความคิดสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ (1) การอ้างอิงแบบอย่างทางกฎหมายในอดีตเพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของการตรากฎหมายนิรโทษกรรม (2) การสร้างข้อเท็จจริงทางสังคมเพื่อนิยามพฤติการณ์ของผู้ชุมนุมว่าเป็นคดีการเมืองที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย (3) การโจมตีการดำเนินงานของฝ่ายบริหารและกระบวนการยุติธรรมในรัฐบาลก่อนหน้าว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจซึ่งเป็นเหตุจูงในของการชุมนุมประท้วง (4) การหยิบยกประเด็นความขัดแย้งในอนาคตเพื่อสนับสนุนการออกกฎหมายเชิงป้องกัน (5) การเสนอแนวคิดว่าการนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือแห่งการให้อภัยและก้าวข้ามความขัดแย้ง และ (6) การเชื่อมโยงนิรโทษกรรมกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล จึงนำไปสู่การอภิปรายว่าความพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวไม่ได้มีความจริงใจในการที่จะทำให้สังคมให้อภัยกันต่อความผิดที่เคยได้กระทำแต่เป็นการทำเพื่อการสร้างความแข็งแกร่งฐานมวลชนให้กับพรรคการเมือง จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนทัศนคติและท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติและผู้ที่เกี่ยวข้องในภูมิรัฐศาสตร์ของความขัดแย้งนี้ใหม่ ตลอดจนความพยายามในการเข้าใจ ละวางอคติ และอดทนอดกลั้นต่อผู้ที่อยู่ตรงข้ามจุดยืนทางการเมืองให้เกิดบรรยากาศของการให้อภัย จึงจะทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มีความปรองดองสมานฉันท์ได้</p> ธตรฐ สนธิเณร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 83 111 การเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/250793 <p>งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมือง พฤติกรรมการเลือกตั้ง และบทบาทของตัวแสดงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ในจังหวัดร้อยเอ็ด การเก็บข้อมูลดำเนินการทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสังเกตการณ์ภาคสนาม การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลังการลงคะแนนเสียง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของการแข่งขันและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในแต่ละเขตเลือกตั้งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการแข่งขัน ได้แก่ จำนวนและการกระจายตัวของผู้สมัครที่มีฐานเสียงเข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้ง และบทบาทของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ด้านกลยุทธ์การหาเสียง ผู้สมัครส่วนใหญ่ใช้วิธีผสมผสานระหว่างกลยุทธ์แบบดั้งเดิมกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อิทธิพลของเครือข่ายหัวคะแนนลดลง ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่ใช้อย่างแพร่หลาย<br />ทั้งจากพรรคการเมืองและผู้สมัครในการสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง</p> <p>ในส่วนของผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างฐานเสียงระดับพื้นที่ โดยพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งแบบแบ่งเขตมากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ขณะที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนแบบแบ่งเขตในสัดส่วนที่น่าสนใจและได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับสองรองจากพรรคเพื่อไทย ข้อค้นพบชี้ว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงสัมพันธ์กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ การเข้าถึงเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจในระบบเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากอิทธิพลของกลุ่ม "เสื้อแดง" และพรรคเพื่อไทยไปสู่การแข่งขันแบบหลายขั้วอำนาจที่ไม่มีพรรคใดครองความได้เปรียบหรือผูกขาดความนิยมของประชาชนได้อย่างเด็ดขาด</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงทฤษฎีของการศึกษานี้ คือ การวิเคราะห์ร่วมกันของปัจจัยด้านระบบการเลือกตั้ง เทคโนโลยีทางการเมือง และทุนทางการเมืองในระดับพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการเลือกตั้งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาบทบาทของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมเสริมสร้างกลไกกำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ</p> ศุทธิกานต์ มีจั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 112 143 การเลือกวุฒิสมาชิก พ.ศ.2567: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/281277 <p>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ต้องการสร้างสมาชิกวุฒิสภาพันธุ์ใหม่ที่เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ ทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ของกลุ่มอาชีพต่างๆ และของประชาชนทุกชนชั้นในสังคม มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยแก้ไขลดทอนคุณสมบัติของผู้สมัคร และวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ด้วยการให้ผู้สมัครเลือกกันเอง แต่ไม่แก้ไขบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ สว. ทำให้ได้ สว. ที่เลือกใน พ.ศ.2567 จำนวนหนึ่งที่มีคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับงานในความรับผิดชอบ ประกอบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขาดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำละเมิดกฎหมายการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทำให้พรรคการเมืองบางพรรคฉวยโอกาสแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยว่าจ้างชาวบ้านมาสมัครเพื่อเลือกคนของพรรค และโดยวิธีการดังกล่าวสามารถยึดครองที่นั่งในวุฒิสภาได้มากถึง 3 ใน 4 ของที่นั่งทั้งสภา</p> นิยม รัฐอมฤต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 144 168 วิเคราะห์ระบบรัฐบาลไทย: https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/284170 <p>บทความนี้วิเคราะห์ระบบรัฐบาลไทยภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนกับรัฐซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพประชาธิปไตยของประเทศ ผ่านการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับทุนผูกขาด ทุนนิยมพวกพ้อง และระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ในการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองและการขาดกลไกตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่มทุนสามารถแทรกซึมและใช้อิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของรัฐ ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ขาดความโปร่งใส และเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การแทรกแซงของกลุ่มทุนปรากฏในหลายมิติ ทั้งในองค์กรนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร องค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ ผ่านกลไกการบริจาคเงิน สนับสนุนพรรคการเมือง แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดกับทุนเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ และการใช้กฎหมายเพื่อเอื้อผลประโยชน์ นอกจากนั้น กลุ่มทุนต่างชาติยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายผ่านการลงทุน การล็อบบี้ ข้อตกลงการค้าเสรี และควบคุมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนำไปสู่การลดอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยในการบริหารประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชน การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ควรดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมาย กลไกบริหาร และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง โดยเน้นการกระจายอำนาจ เสริมสร้างความโปร่งใส เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบาย และพลังภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ การปฏิรูประบบราชการให้ยึดหลักวิชาชีพ ลดอิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน และปลูกฝังพลเมืองให้ตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนในระบอบประชาธิปไตย จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างระบบการเมืองที่ยั่งยืน</p> จักรวาล เหมือนแจ่ม สัภยา ขาวหมื่นไวย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 169 189 ปัญหาการกำหนดค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/kpi_journal/article/view/285482 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความเหมาะสมของอำนาจในการกำหนด<br />ค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยเฉพาะประเด็นที่เปิดโอกาสให้กำหนดค่าทดแทนได้ทั้งโดยคณะกรรมการตามมาตรา 19 และโดยการตราไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ตลอดจนความชัดเจนของกระบวนการเยียวยาผู้ถูกเวนคืน</p> <p>การกำหนดค่าทดแทนโดยคณะกรรมการโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 ถือเป็นการกระทำทางปกครองที่อยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบโดยศาลปกครองและสามารถอุทธรณ์ได้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่การกำหนดค่าทดแทนโดยการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กลับไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบในทางปกครองได้ จึงเกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการคุ้มครองสิทธิของประชาชน</p> <p>นอกจากนี้ บทความยังเสนอข้อสังเกตด้านการปฏิบัติ เช่น ปัญหาการใช้ดุลพินิจที่ขาดมาตรฐาน และความซ้ำซ้อนในกระบวนการเวนคืน ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินและหลักนิติธรรม</p> <p>ผู้เขียนเสนอให้มีการทบทวนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการยกเลิกหรือปรับปรุงกลไกการตราพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่เจ้าของไม่ยินยอมขาย และให้คงการกำหนดค่าทดแทนไว้ในอำนาจของคณะกรรมการที่สามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และเคารพสิทธิของประชาชนตามหลักนิติรัฐ</p> พนารัตน์ มาศฉมาดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันพระปกเกล้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-24 2025-09-24 23 2 190 215