https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/issue/feed
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
2025-12-19T08:52:47+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศรีบุญโรจน์
themis.lawtu@gmail.com
Open Journal Systems
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282785
มาตรการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำความผิดซ้ำ ตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน
2025-09-02T10:33:45+07:00
ชลีรัตน์ มเหสักขกุล
chaleerath.m@tsu.ac.th
จิดาภา พรยิ่ง
jidapa.p@tsu.ac.th
กรกฎ ทองขะโชค
tkorakod@hotmail.com
ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี
t_psk@hotmail.com
<p>บทความเรื่องนี้นำเสนอความรู้เกี่ยวกับหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้กระทำความผิดซ้ำเพื่อการกลับคืนสู่สังคม มาตรการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำความผิดซ้ำตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินมาตรการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำความผิดซ้ำตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน</p> <p> จากการศึกษาพบว่า 1) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติและ<br />แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยมีความสอดคล้องกับหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน 2) มาตรการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำความผิดซ้ำตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน<br />มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความช่วยเหลือและการดูแลผู้กระทำความผิดสามารถกลับเข้าสู่สังคมและสามารถ<br />ใช้ชีวิตของตนเองอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นปกติสุขได้สำเร็จ และหลีกเลี่ยงการกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก และ 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินมาตรการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำความผิดซ้ำตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนประกอบด้วยด้านการศึกษา สุขภาพ เครือข่ายทางสังคม<br />ที่อยู่อาศัย ความรับผิดชอบส่วนบุคคลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282607
กลไกการได้มาซึ่งตำแหน่งกำนันตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่: บริบทความเชื่อมโยงกับประชาชน
2025-09-30T14:12:55+07:00
สุวรรณ วงษ์การค้า
suwan.hinpak@gmail.com
บุญเรือน เนียมปาน
kob25009kn@gmail.com
<p>การปกครองที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ กล่าวคือประชาชนเป็น<br />ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ แต่ในความเป็นจริงนั้นประชาชนทุกคนไม่สามารถที่จะใช้อำนาจของตนได้จริงทุกเรื่องเนื่องจากประชาชนมีจำนวนมาก ดังนั้น จึงได้มีการมอบอำนาจของตนเองผ่านให้องค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้อำนาจแทน</p> <p>บทความนี้ได้กล่าวถึงการได้มาของตำแหน่งกำนัน ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลหรือตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีอำนาจหน้าที่มากในทางปกครองท้องที่ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชนภายในเขตพื้นที่ตำบล โดยหลักในความเป็นอิสระของกำนันนั้นน่าจะเป็นหลักที่ให้ความคุ้มครองมิให้ต้องถูกแทรกแซงจาก<br />ฝ่ายการเมืองต่าง ๆ</p> <p>อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประชาชนมีความตื่นตัวมากในกระบวนการมีส่วนร่วมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันจะมีความสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยเพียงใด ซึ่งถือว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศจะมีส่วนร่วมหรือไม่ หากมีโดยตรงก็เห็นว่ามีความสอดคล้องมากเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ แต่กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันในปัจจุบันนี้ใช้วิธีการเลือกตั้งจากผู้ใหญ่บ้านเพียงไม่กี่คน ซึ่งถือว่ายังเป็นกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งที่มีจุดยึดโยงกับประชาชนอยู่บ้างโดยผ่านตัวแทน<br /> แต่หากจะให้ดีเห็นว่ากระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งโดยตรง<br />อันเป็นวิถีทางแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282292
สิทธิของบุคคลและคู่สมรสในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการอุ้มบุญ
2025-10-31T09:03:32+07:00
วิรัตน์ นาทิพเวทย์
virat.n@tsu.ac.th
ณฐมน ทองมี
Nathamon6509@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและประเภทของการอุ้มบุญ พัฒนาการของการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา การอุ้มบุญภายใต้ขอบเขตสิทธิในการมีบุตร ขอบเขตแห่งสิทธิของมารดาผู้ให้กำเนิด และสิทธิพื้นฐานในการสมรสและการอุ้มบุญของกลุ่ม LGBTQ+ บทความนี้อาศัยวิธีการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า (1) การอุ้มบุญเป็นกระบวนการที่ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แทนบุคคลหรือคู่สมรสที่ต้องการ<br />มีบุตร การอุ้มบุญมีสองประเภท การอุ้มบุญแบบดั้งเดิม และการอุ้มบุญแบบฝังตัวอ่อน (2) ผลการวินิจฉัยในคดี Baby M ทำให้หลายรัฐออกกฎหมายเพื่อควบคุมหรือห้ามการทำสัญญาอุ้มบุญ ต่อมาคดี Johnson v. Calvert ในปี ค.ศ. 1993 ทำให้มลรัฐแคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในมลรัฐที่รับรองความชอบด้วยกฎหมายของสัญญา<br />อุ้มบุญอย่างเป็นทางการ (3) คดี J.R. v. Utah สิทธิในการมีลูกและเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่แท้จริง (ผู้ให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน) เป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐไม่สามารถจำกัดได้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่ต้องใช้การรับบุตร<br />บุญธรรมเพื่อให้ได้สิทธิเป็นพ่อแม่ของเด็ก (4) กฎหมาย Uniform Parentage Act (UPA) รับรองสิทธิตามกฎหมายของพ่อแม่ (ผู้ให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน) สิทธิทางกฎหมายของครอบครัว LGBTQ+ อย่างเท่าเทียม <br />(5) คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี United States v. Windsor คดี Obergefell v. Hodges และ<br />คดี Pavan v. Smith, 582 พบว่า คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิที่จะทำการสมรส และมีชื่อสูติบัตรของเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ประกอบกับรัฐต้องปฏิบัติต่อคู่รักเพศเดียวกันเหมือนกับคู่รักต่างเพศ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/281028
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ก่อนฟ้องคดี: ศึกษาเฉพาะกรณีโรงพยาบาลของรัฐ
2025-05-26T08:24:49+07:00
ศศินันท์ หยูตุ้ง
sasinan18may@gmail.com
จิดาภา พรยิ่ง
jidapa.p@tsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหา รูปแบบการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาททางการแพทย์เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ โดยศึกษาด้วยวิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากตำรา งานวิจัย บทความทางวิชาการ หนังสือ และเอกสารต่างๆ ตลอดจนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาททางการแพทย์ ทั้งกฎหมายไทย และกฎหมายต่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน พนักงานสอบสวน และศาลยุติธรรมมีอำนาจในการไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 แต่ไม่ได้กำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐเป็นการเฉพาะ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์แล้วพบว่า มีกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ มีกระบวนการคัดเลือกคนกลางที่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และผู้ที่ผ่านการอบรมเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์เป็นการเฉพาะ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคู่กรณีแต่ละฝ่าย ทำให้การไกล่เกลี่ยประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้จำนวนคดีทางการแพทย์ที่ขึ้นสู่ศาลลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง ยังเป็นการรักษาสัมพันธภาพและไมตรีระหว่างฝ่ายผู้ป่วยและฝ่ายแพทย์หรือโรงพยาบาลอีกด้วย งานวิจัยนี้ได้เสนอแนะให้มีการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับ<br />การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐบังคับใช้เป็นการเฉพาะ โดยให้กระทรวงสาธารณสุข<br />จัดอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ให้บุคลากรของสาธารณสุขมีความรู้ความเชี่ยวชาญ<br />ในการไกล่เกลี่ย เพื่อลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาล และเป็นการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างฝ่ายผู้ป่วยกับแพทย์และโรงพยาบาลของรัฐ</p> <p> </p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/283490
การพัฒนากฎหมายว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย
2025-06-30T09:35:20+07:00
วิทู โชติรัตน์
witu-chotirat@hotmail.com
ศิวพร เสาวคนธ์
siwaporn.so.424@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) แนวคิด ทฤษฎี หลักการเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัย (2) กฎหมายเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัยของระหว่างประเทศ ต่างประเทศและประเทศไทย (3) วิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัย (4) แนวทางแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบวิธีการวิจัยทางเอกสาร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 9 มาตรา 65/1 และมาตรา 65/2 กำหนดให้อำนาจไว้ โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัย<br />มีสิทธิในการออกข้อบังคับของตน ร่างพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา <br />พ.ศ. .... ส่วนที่ 4 มาตรา 64 ถึงมาตรา 72 กำหนดเรื่องกฎเกณฑ์การบริหารงานบุคคลของพนักงาน<br />ในสถาบันอุดมศึกษาไว้ ซึ่งยังขาดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคำนิยามของพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป คุณสมบัติการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ระยะเวลาสัญญาจ้าง และการดำเนินการทางวินัยของบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ส่งผลให้การบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยขาดความ<br />เป็นมาตรฐาน เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลยพินิจอย่างไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติต่อบุคลากร ความไม่มั่นคงในสถานภาพของผู้ที่มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป <br />ขาดความโปร่งใสในระบบการจ้างงาน และไม่มีบทกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยแก่บุคคลเหล่านี้<br />ที่มีสถานภาพไม่ชัดเจน</p> <p>ดังนั้น ในการวิจัยนี้จึงเสนอให้มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการจ้างบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์<br />ขึ้นไปเข้าปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญดังนี้ (1) คำนิยาม (2) คุณสมบัติการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (3) ระยะเวลาสัญญาจ้าง และ (4) การดำเนินการทางวินัย</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/285301
การพัฒนากฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิดของผู้เยาว์ในประเทศไทย
2025-09-30T11:23:41+07:00
ธีรยุทธ ปักษา
teerayutpaksa@hotmail.com
ณุวัฒน์ ตาตุ
papontee@tsu.ac.th
ปพนธีร์ ธีระพันธ์
papontee_god@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดของผู้เยาว์ของประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์และหาข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนากฎหมายลักษณะละเมิดของประเทศไทย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเน้นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร บทความ วิทยานิพนธ์ รายงานการประชุม เว็บไซต์ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดของผู้เยาว์ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ จากนั้นวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นและเปรียบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ จนนำไปสู่ข้อเสนอแนะทางด้านกฎหมาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ดำรงอยู่ภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับความรับผิด<br />เพื่อละเมิดและการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็ก โดยบุคคลที่มีอายุไม่ถึงเจ็ดปีนั้นยังมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ส่งผลต่อการรู้สำนึกในการกระทำของตนไม่เต็มที่ นอกจากนี้กฎหมายของประเทศต่าง ๆ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดเพื่อละเมิดของผู้เยาว์ไว้แตกต่างกัน ในขณะที่กฎหมายของประเทศไทยและอิตาลีกำหนดไว้คล้ายกัน โดยไม่ได้</p> <p>กำหนดอายุไว้อย่างชัดเจนและแน่นอน แต่ให้พิจารณาจากความเข้าใจหรือเจตนาของผู้กระทำละเมิดเป็นหลัก แต่กฎหมายของประเทศจีนกำหนดความรับผิดโดยยึดโยงไว้กับความสามารถในการทำนิติกรรม <br />ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้เยาว์ที่ไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรมและได้กระทำละเมิด ปราศจากความรับผิด <br />ส่วนกฎหมายของประเทศเยอรมนีจะกำหนดตัวเลขอายุของผู้ที่จะต้องรับผิดเพื่อละเมิดเอาไว้อย่างชัดเจน <br />โดยกำหนดไว้ว่าเด็กที่มีอายุไม่ถึงเจ็ดปีจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน</p> <p>เมื่อพิจารณาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและเปรียบเทียบบทบัญญัติแห่งกฎหมายในประเทศต่าง ๆ แล้ว เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิดสำหรับผู้เยาว์ในประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับความเป็นจริง<br />ในปัจจุบัน ผู้เขียนเสนอแนะให้มีการแก้ไขมาตรา 429 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยบัญญัติข้อความต่อไปนี้แทน “บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 7 ปี หาต้องรับผิดในความเสียหายเพื่อละเมิด แต่บุคคลที่มีอายุ<br />เกินกว่านั้นหรือเป็นผู้วิกลจริต ก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดแทนหรือร่วมกับเขาด้วยแล้วแต่กรณี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น”</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ