https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/issue/feed
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
2026-03-30T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศรีบุญโรจน์
themis.lawtu@gmail.com
Open Journal Systems
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/286350
การวิเคราะห์บริบทแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์ต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393: ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา
2026-01-16T16:33:28+07:00
อภิชัย วิลาวรรณ
apichai.wil@mail.rru.ac.th
อธิวัฒน์ อภิรัตน์ธนารัฐ
athiwat.abh@mail.rru.ac.th
<p>ในยุคที่สังคมเปิดกว้างด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น การตระหนักรู้ถึงบริบทแวดล้อมอันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การกระทำเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของนักกฎหมายและประชาชนผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย แต่ทว่ายังไม่ปรากฏการศึกษาอิทธิพลของบริบทแวดล้อมที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การวิจัยเชิงคุณภาพฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก<br />ในการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทกับองค์ประกอบทางกฎหมาย และจัดทำแนวทางสำหรับ<br />การพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นที่คำนึงถึงบริบทสำคัญ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 65 คดีที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ร่วมกับกรอบแนวคิด<br />ทางกฎหมายอาญา ผลการศึกษาพบว่า ศาลมิได้วินิจฉัยโดยพิจารณาเฉพาะความหมายของถ้อยคำ แต่คำนึงถึงบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย โดยสามารถจำแนกบริบทที่มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยได้ 8 ประการ ได้แก่ ความหมายของถ้อยคำ ความรุนแรงของภาษา วิธีการเผยแพร่ ระยะห่างระหว่างคู่กรณี การโต้ตอบระหว่างคู่กรณี สถานะของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง และเจตนาของผู้กล่าว ศาลมีแนวโน้มให้ความสำคัญสูงสุด<br />กับความหมายของถ้อยคำและเจตนาของผู้กล่าว รองลงมาคือ สถานะผู้เสียหาย วิธีการเผยแพร่ ความรุนแรง<br />ของภาษา และความเสียหายต่อชื่อเสียง ส่วนการโต้ตอบระหว่างคู่กรณีและระยะห่างระหว่างคู่กรณีมีบทบาทหักล้างทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดในบางกรณี ผลการศึกษานี้นำไปสู่การจัดทำแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่สังเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยคดีและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้าข่าย<br />การดูหมิ่นให้แก่ประชาชน</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289085
ผลของคำขอโทษในคดีอาญาและคดีแพ่งตามกฎหมาย ของประเทศสหรัฐอเมริกากับกฎหมายไทย
2025-12-25T16:18:52+07:00
สันติภาพ พุ่มพัว
phumphuo@gmail.com
เดโช แขน้ำแก้ว
daycho_kha@nstru.ac.th
<p>บทความนี้เพื่อวิเคราะห์ผลทางกฎหมายทั้งอาญาและแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคำขอโทษ โดยจะเน้นถึงความสำคัญของคำขอโทษในกระบวนการยุติธรรม จากการศึกษาพบว่า กฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เช่น สหรัฐอเมริกา คำขอโทษถูกมองว่าเป็น<br />กลไกสำคัญในการลดความขัดแย้งและส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยหลายประเทศได้ออกกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายคำขอโทษ (Apology Laws) หรือกฎหมายการขอโทษ (Apology Act) เพื่อคุ้มครองคำขอโทษไม่ให้ถูกตีความเป็นการยอมรับความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาโดยอัตโนมัติ ทำให้คู่กรณีกล้าแสดงความเสียใจและเข้าสู่กระบวนการไกล่เกยมากขึ้น ในบางกรณี ศาลสามารถนำคำขอโทษที่จริงใจ มาประกอบการพิจารณาลดโทษหรือกำหนดค่าเสียหายได้ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยจะพบว่า ไทยไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่คุ้มครองคำขอโทษโดยตรง คำขอโทษจึงไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ศาลไทยสามารถนำคำขอโทษมาพิจารณาเป็นพฤติการณ์ประกอบการใช้ดุลพินิจลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งและคดีอาญาที่เรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ คำขอโทษในทั้งสองระบบกฎหมายมีบทบาทคล้ายกันในเชิงคุณค่า แต่แตกต่างกันในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและระดับของการคุ้มครองตามกฎหมาย</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282444
บทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงาน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565
2025-05-16T09:43:17+07:00
ชัชชัย ยุระพันธุ์
dotaman@hotmail.com
วิรัตน์ นาทิพเวทย์
virat.n@tsu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในประเทศนอร์เวย์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565 (Act Relating to Enterprises’ Transparency and Work on Fundamental Human Rights and Decent Working Conditions) <br />เรียกโดยย่อว่า Transparency Act รวมทั้งวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าว<br />ในประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร โดยมุ่งวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมาย หน้าที่ของภาคธุรกิจ <br />และกลไกการบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการค้ามนุษย์ในห่วงโซ่อุปทาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า Transparency Act กำหนดให้บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ต้องดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมของตนเองและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและให้ข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคธุรกิจ สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถนำหลักการบางประการมาปรับใช้ได้ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการรายงานความเสี่ยง<br />ด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างมาตรฐาน<br />ความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/291678
พระราชกฤษฎีกาในระบบกฎหมายไทย: ประวัติความเป็นมาและการปรับใช้
2026-03-18T11:19:23+07:00
วารี สนคล้ำ
wari.mail@gmail.com
<p>พระราชกฤษฎีกาในระบบกฎหมายไทย เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรของไทยที่มีประวัติความเป็นมา<br />และการบังคับใช้มาต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ <br />ในระบอบประชาธิปไตย พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ในทางรูปแบบ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ จึงมีลำดับชั้นทางกฎหมายรองลงมาจากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ที่มาของอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกามี 2 ประเภท ได้แก่ (1) พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับเสมอด้วยพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีฐานะเป็นกฎหมายลำดับรองหรือกฎ (2) พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาประเภทนี้อาจจะไม่ใช่กฎ จากการศึกษาพบว่า พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีลักษณะพิเศษบางประการที่แตกต่างจากพระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นกฎ เนื่องจากฐานแห่งอำนาจในการตรามาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งมีผลทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตราพระราชกฤษฎีกาประเภทนี้มีทั้งสามารถตรวจสอบได้หรือบางกรณีก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ในทางตุลาการ ดังนั้น สถานะของพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้นจะมีลำดับชั้นของกฎหมายอย่างไร และองค์กรใดบ้างที่จะเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกาของฝ่ายบริหารลักษณะนี้ ดังนั้น การพิจารณาถึงมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตราพระราชกฤษฎีกาลักษณะนี้จะส่งผลต่อนิติวิธี การปรับใช้กับข้อเท็จจริง และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289205
แนวทางการคุ้มครองแรงงานเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจ ในระบบตามข้อแนะองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015
2026-03-25T08:51:23+07:00
เพียงจิต ตันติจรัสวโรดม
piang_tanti@hotmail.com
ชนาธิป ชินะนาวิน
piang_tanti@hotmail.com
<p>ประเทศไทยมีลูกจ้างที่ทำงานภายใต้เศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมาก ลูกจ้างดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิทางกฎหมายแรงงาน ทำให้รัฐบาลไทยมีนโยบายในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบเป็นเศรษฐกิจ<br />ในระบบ โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ตราข้อแนะฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบ<br />สู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015 เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนผ่านจากแรงงานในเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นแรงงานในระบบ วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาแนวความคิดในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (2) เพื่อศึกษามาตรฐานการคุ้มครองแรงงานระหว่างประเทศในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (3) เพื่อพัฒนาแนวทางการคุ้มครองแรงงานเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบที่เหมาะสมของประเทศไทย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ตราข้อแนะฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015 จึงทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายของประเทศไทย กับแนวทางของข้อแนะฉบับที่ 204 ซึ่งได้แนวทาง คือ (1) การจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีแรงงานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (2) การจัดตั้งศูนย์การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (3) กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ รูปแบบสมัครใจ โดยรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผ่านการขึ้นทะเบียน ตั้งแต่ 1) การลดอัตราภาษี 2) เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำหรือ<br />ไม่มีดอกเบี้ย 3) การลดเงินสมทบในระบบประกันสังคมหรือเงินทดแทน เป็นต้น (4) แนวทางการแก่กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการในข้อแนะฉบับที่ 204 คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 <br />มาตรา 88 โดยตัดเงื่อนไขผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องมีสัญชาติไทยออกเพื่อให้ผู้มีสิทธิก่อตั้งสหภาพแรงงาน<br />เป็นแรงงานต่างด้าวได้ และตัดข้อความใน มาตรา 101 (2) ออกเพื่อให้กรรมการสหภาพแรงงานไม่จำต้อง<br />เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 16 ให้คุ้มครองการล่วงละเมิดและการคุกคามทุกรูปแบบ</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ