วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ th-TH วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 3027-656X <div class="entry_details"> <div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div> </div> การวิเคราะห์บริบทแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์ต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393: ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/286350 <p>ในยุคที่สังคมเปิดกว้างด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น การตระหนักรู้ถึงบริบทแวดล้อมอันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การกระทำเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของนักกฎหมายและประชาชนผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย แต่ทว่ายังไม่ปรากฏการศึกษาอิทธิพลของบริบทแวดล้อมที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การวิจัยเชิงคุณภาพฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก<br />ในการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทกับองค์ประกอบทางกฎหมาย และจัดทำแนวทางสำหรับ<br />การพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นที่คำนึงถึงบริบทสำคัญ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 65 คดีที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ร่วมกับกรอบแนวคิด<br />ทางกฎหมายอาญา ผลการศึกษาพบว่า ศาลมิได้วินิจฉัยโดยพิจารณาเฉพาะความหมายของถ้อยคำ แต่คำนึงถึงบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย โดยสามารถจำแนกบริบทที่มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยได้ 8 ประการ ได้แก่ ความหมายของถ้อยคำ ความรุนแรงของภาษา วิธีการเผยแพร่ ระยะห่างระหว่างคู่กรณี การโต้ตอบระหว่างคู่กรณี สถานะของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง และเจตนาของผู้กล่าว ศาลมีแนวโน้มให้ความสำคัญสูงสุด<br />กับความหมายของถ้อยคำและเจตนาของผู้กล่าว รองลงมาคือ สถานะผู้เสียหาย วิธีการเผยแพร่ ความรุนแรง<br />ของภาษา และความเสียหายต่อชื่อเสียง ส่วนการโต้ตอบระหว่างคู่กรณีและระยะห่างระหว่างคู่กรณีมีบทบาทหักล้างทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดในบางกรณี ผลการศึกษานี้นำไปสู่การจัดทำแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่สังเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยคดีและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้าข่าย<br />การดูหมิ่นให้แก่ประชาชน</p> อภิชัย วิลาวรรณ อธิวัฒน์ อภิรัตน์ธนารัฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 14 1 21 44 ผลของคำขอโทษในคดีอาญาและคดีแพ่งตามกฎหมาย ของประเทศสหรัฐอเมริกากับกฎหมายไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289085 <p>บทความนี้เพื่อวิเคราะห์ผลทางกฎหมายทั้งอาญาและแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคำขอโทษ โดยจะเน้นถึงความสำคัญของคำขอโทษในกระบวนการยุติธรรม จากการศึกษาพบว่า กฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เช่น สหรัฐอเมริกา คำขอโทษถูกมองว่าเป็น<br />กลไกสำคัญในการลดความขัดแย้งและส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยหลายประเทศได้ออกกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายคำขอโทษ (Apology Laws) หรือกฎหมายการขอโทษ (Apology Act) เพื่อคุ้มครองคำขอโทษไม่ให้ถูกตีความเป็นการยอมรับความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาโดยอัตโนมัติ ทำให้คู่กรณีกล้าแสดงความเสียใจและเข้าสู่กระบวนการไกล่เกยมากขึ้น ในบางกรณี ศาลสามารถนำคำขอโทษที่จริงใจ มาประกอบการพิจารณาลดโทษหรือกำหนดค่าเสียหายได้ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยจะพบว่า ไทยไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่คุ้มครองคำขอโทษโดยตรง คำขอโทษจึงไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ศาลไทยสามารถนำคำขอโทษมาพิจารณาเป็นพฤติการณ์ประกอบการใช้ดุลพินิจลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งและคดีอาญาที่เรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ คำขอโทษในทั้งสองระบบกฎหมายมีบทบาทคล้ายกันในเชิงคุณค่า แต่แตกต่างกันในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและระดับของการคุ้มครองตามกฎหมาย</p> สันติภาพ พุ่มพัว เดโช แขน้ำแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 14 1 1 20 บทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงาน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282444 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในประเทศนอร์เวย์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565 (Act Relating to Enterprises’ Transparency and Work on Fundamental Human Rights and Decent Working Conditions) <br />เรียกโดยย่อว่า Transparency Act รวมทั้งวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าว<br />ในประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร โดยมุ่งวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมาย หน้าที่ของภาคธุรกิจ <br />และกลไกการบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการค้ามนุษย์ในห่วงโซ่อุปทาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า Transparency Act กำหนดให้บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ต้องดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมของตนเองและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและให้ข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคธุรกิจ สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถนำหลักการบางประการมาปรับใช้ได้ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการรายงานความเสี่ยง<br />ด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างมาตรฐาน<br />ความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน</p> ชัชชัย ยุระพันธุ์ วิรัตน์ นาทิพเวทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 14 1 45 66