วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
th-TH
วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
3027-656X
<div class="entry_details"> <div class="item copyright"> <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> </div> </div>
-
การวิเคราะห์บริบทแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์ต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393: ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/286350
<p>ในยุคที่สังคมเปิดกว้างด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น การตระหนักรู้ถึงบริบทแวดล้อมอันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การกระทำเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของนักกฎหมายและประชาชนผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย แต่ทว่ายังไม่ปรากฏการศึกษาอิทธิพลของบริบทแวดล้อมที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยความผิดฐานดูหมิ่นอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การวิจัยเชิงคุณภาพฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก<br />ในการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบริบทกับองค์ประกอบทางกฎหมาย และจัดทำแนวทางสำหรับ<br />การพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นที่คำนึงถึงบริบทสำคัญ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 65 คดีที่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ร่วมกับกรอบแนวคิด<br />ทางกฎหมายอาญา ผลการศึกษาพบว่า ศาลมิได้วินิจฉัยโดยพิจารณาเฉพาะความหมายของถ้อยคำ แต่คำนึงถึงบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย โดยสามารถจำแนกบริบทที่มีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยได้ 8 ประการ ได้แก่ ความหมายของถ้อยคำ ความรุนแรงของภาษา วิธีการเผยแพร่ ระยะห่างระหว่างคู่กรณี การโต้ตอบระหว่างคู่กรณี สถานะของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง และเจตนาของผู้กล่าว ศาลมีแนวโน้มให้ความสำคัญสูงสุด<br />กับความหมายของถ้อยคำและเจตนาของผู้กล่าว รองลงมาคือ สถานะผู้เสียหาย วิธีการเผยแพร่ ความรุนแรง<br />ของภาษา และความเสียหายต่อชื่อเสียง ส่วนการโต้ตอบระหว่างคู่กรณีและระยะห่างระหว่างคู่กรณีมีบทบาทหักล้างทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดในบางกรณี ผลการศึกษานี้นำไปสู่การจัดทำแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณาความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่สังเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยคดีและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้าข่าย<br />การดูหมิ่นให้แก่ประชาชน</p>
อภิชัย วิลาวรรณ
อธิวัฒน์ อภิรัตน์ธนารัฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
14 1
21
44
-
ปัจจัยที่เป็นสาเหตุต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/293564
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา 2) วิเคราะห์ปัจจัยและสาเหตุในเชิงลึกของการหลุดจากระบบการศึกษา และ 3) เสนอแนวทางขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ในรูปแบบแผนงานวิจัยแบบคู่ขนาน (Convergent Parallel Design) ประกอบด้วย กลุ่มประชากรในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาและผู้ปกครอง 174 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 74 คน แบ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก 25 คน และการสนทนากลุ่ม 49 คน รวมทั้งสิ้น 248 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ทักษะการจัดการตนเองเป็นปัจจัยป้องกันที่มีนัยสำคัญที่สุดต่อการลดโอกาสการหลุดจากระบบการศึกษา (r = -0.362) ในขณะที่ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก โดยตัวแบบการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ทำนายความเสี่ยงของการหลุดจากระบบได้อย่างแม่นยำ <br />ร้อยละ 96.6 และ 2. ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ จำแนกสาเหตุของการหลุดจากระบบออกเป็น 7 ปัจจัย ได้แก่ <br />1) สภาพครอบครัวและความยากจน 2) เศรษฐกิจรายได้ไม่เพียงพอ 3) สังคมและชุมชน เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ<br />ไม่เห็นความสำคัญของการเรียน 4) บุคคล สุขภาพจิต พิการสติปัญญา โรคซึมเศร้า 5) โรงเรียนหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน 6) ย้ายถิ่นที่อยู่ตามผู้ปกครองหรือไปอยู่ที่อื่น 7) บริบทพหุวัฒนธรรม ผู้ปกครองที่พูดภาษามลายู <br />นิยมส่งบุตรเข้าโรงเรียนปอเนาะสอนศาสนา รวมถึงระบบทะเบียนข้อมูลกลางของเด็กและเยาวชนขาดบูรณาการร่วมกัน เกิดรายชื่อแขวนลอย ส่งผลต่อการติดตามตัวเด็กและเยาวชน</p> <p>ข้อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติการขับเคลื่อนด้านครอบครัวและความยากจน ให้บูรณการดูแลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ จัดโครงสร้างระบบโรงเรียนสื่อสารระหว่างครู ผู้ปกครอง การคัดกรองและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนรายบุคคล ส่วนเชิงนโยบายพัฒนาระบบทะเบียนฐานข้อมูลกลางระดับจังหวัด (One ID) <br />ของเด็กและเยาวชนโดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว และพัฒนาระบบหลักสูตรเชิงบูรณาการแบบยืดหยุ่น <br />เพื่อเป้าหมายดำเนินการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาในจังหวัดสงขลาต่อไป</p>
จิดาภา พรยิ่ง
จิรนันท์ ชูชีพ
สถาวิทย์ จันจุฬา
ชัชชัย ยุระพันธ์
ชุดานุช วิสะมิตนันต์
ดุสิดา แก้วสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-27
2026-05-27
14 1
131
157
-
รูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบในมิติการมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/295690
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุ 2) ศึกษาความคาดหวังของผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุ และ 3) เสนอรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง โดยเป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 49 คน การประชุมแบบมีส่วนร่วม จำนวน 5 ครั้ง และการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้สูงอายุ จำนวน 325 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า1) สภาพปัญหาที่พบคือคนในชุมชนขาดการมีส่วนร่วมในการตระหนักที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงอายุ งบประมาณในการสนับสนุนไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ กิจกรรมที่จัดในโรงเรียนผู้สูงอายุไม่มีความหลากหลาย ผู้สูงอายุที่มีจิตใจอยากเข้าร่วมแต่ขาดคนรับ-ส่ง 2) ความคาดหวังของผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกาย คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคม คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง และค่าเฉลี่ยด้านสภาพจิตใจ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 3) รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุงเป็นรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ</p>
ศิริชัย กุมารจันทร์
วิวัฒน์ ฤทธิมา
วิลาสินี ธนพิทักษ์
จินตนา กสินันท์
สุวิมล จุงจิตร์
สุนิตดา สันบูกา
ณติกา ไชยานุพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-26
2026-05-26
14 1
158
171
-
ปัญหาและแนวทางการคุ้มครองสิทธิของเด็กที่ทำงานในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/292532
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก มาตรฐานสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศและประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กจากการทำงานในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง (2) ศึกษาสภาพปัญหาและข้อจำกัดของการคุ้มครองเด็กที่ทำงานในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงภายใต้กฎหมายไทย และ (3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนากฎหมายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการคุ้มครองเด็กในบริบทของอุตสาหกรรม<br />สื่อและบันเทิงไทย</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิเด็ก อาทิ แนวคิดสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก หลักการคุ้มครองเชิงป้องกัน และหลักการมีส่วนร่วมของเด็ก ควบคู่กับการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเด็กในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและมาตรการที่มุ่งคุ้มครองเด็กจากการทำงาน <br />แต่อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองเด็กในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในด้านความชัดเจนของนิยาม ขอบเขตการคุ้มครอง กลไกการกำกับดูแล และประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังพบว่าการกำหนดนโยบายและมาตรการทางกฎหมายของไทย<br />ยังขาดการบูรณาการหลักสิทธิเด็กอย่างเป็นระบบ บทความวิจัยนี้จึงเสนอแนะแนวทางในการพัฒนากฎหมายและมาตรการคุ้มครองของไทยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิเด็กและบริบทเฉพาะของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองเด็กอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ธันย์ชนก รังสินธุรัตน์
อารยา บัวบาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-26
2026-05-26
14 1
172
186
-
ผลของคำขอโทษในคดีอาญาและคดีแพ่งตามกฎหมาย ของประเทศสหรัฐอเมริกากับกฎหมายไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289085
<p>บทความนี้เพื่อวิเคราะห์ผลทางกฎหมายทั้งอาญาและแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคำขอโทษ โดยจะเน้นถึงความสำคัญของคำขอโทษในกระบวนการยุติธรรม จากการศึกษาพบว่า กฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เช่น สหรัฐอเมริกา คำขอโทษถูกมองว่าเป็น<br />กลไกสำคัญในการลดความขัดแย้งและส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยหลายประเทศได้ออกกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายคำขอโทษ (Apology Laws) หรือกฎหมายการขอโทษ (Apology Act) เพื่อคุ้มครองคำขอโทษไม่ให้ถูกตีความเป็นการยอมรับความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาโดยอัตโนมัติ ทำให้คู่กรณีกล้าแสดงความเสียใจและเข้าสู่กระบวนการไกล่เกยมากขึ้น ในบางกรณี ศาลสามารถนำคำขอโทษที่จริงใจ มาประกอบการพิจารณาลดโทษหรือกำหนดค่าเสียหายได้ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยจะพบว่า ไทยไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่คุ้มครองคำขอโทษโดยตรง คำขอโทษจึงไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ศาลไทยสามารถนำคำขอโทษมาพิจารณาเป็นพฤติการณ์ประกอบการใช้ดุลพินิจลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งและคดีอาญาที่เรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ คำขอโทษในทั้งสองระบบกฎหมายมีบทบาทคล้ายกันในเชิงคุณค่า แต่แตกต่างกันในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและระดับของการคุ้มครองตามกฎหมาย</p>
สันติภาพ พุ่มพัว
เดโช แขน้ำแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
14 1
1
20
-
บทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงาน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/282444
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรภาคธุรกิจในประเทศนอร์เวย์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความโปร่งใสขององค์กรและการดำเนินงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสภาพการทำงานที่เหมาะสม พ.ศ. 2565 (Act Relating to Enterprises’ Transparency and Work on Fundamental Human Rights and Decent Working Conditions) <br />เรียกโดยย่อว่า Transparency Act รวมทั้งวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าว<br />ในประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร โดยมุ่งวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมาย หน้าที่ของภาคธุรกิจ <br />และกลไกการบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการค้ามนุษย์ในห่วงโซ่อุปทาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า Transparency Act กำหนดให้บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ต้องดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมของตนเองและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและให้ข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ อันเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคธุรกิจ สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถนำหลักการบางประการมาปรับใช้ได้ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการรายงานความเสี่ยง<br />ด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ การพัฒนากลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างมาตรฐาน<br />ความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน</p>
ชัชชัย ยุระพันธุ์
วิรัตน์ นาทิพเวทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
14 1
45
66
-
แนวทางการพัฒนาระบบภารกิจขององค์การมหาชนตามกฎหมายองค์การมหาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำบริการสาธารณะเฉพาะด้านในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289752
<p>รัฐสมัยใหม่มีหน้าที่สำคัญ คือ การจัดทำบริการสาธารณะ ภายใต้แนวคิดและหลักการสำคัญ <br />ส่วนองค์การมหาชนเป็นหน่วยงานของรัฐและมีภารกิจจัดทำบริการสาธารณะเฉพาะด้าน ภายใต้การรับรองผ่านบทบัญญัติของกฎหมาย แต่กฎหมายองค์การมหาชนในประเทศไทย อาจกำหนดภารกิจขององค์การมหาชนไว้ไม่ชัดเจน และไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้องค์การมหาชนยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง บทความนี้ จึงมุ่งศึกษาสาระสำคัญและพัฒนาการของการจัดทำบริการสาธารณะ และการจัดทำบริการสาธารณะเฉพาะด้าน โดยเน้นเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดภารกิจ และศึกษาลักษณะการกำหนดภารกิจขององค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ซึ่งใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์จากเอกสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ในเชิงแนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำภารกิจบริการสาธารณะที่พัฒนาสู่การจัดทำบริการสาธารณะเฉพาะด้าน โดยหน่วยงานบริหารที่มีความเป็นอิสระ/องค์การมหาชน ทั้งในบริบทสากลและในประเทศไทย ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีความพยายามในการจัดระบบและกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเหมาะสม โดยมีความมุ่งหมายเดียวกัน คือ ความมีประสิทธิภาพ<br />ในการจัดทำบริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดไปปรับใช้ต้องคำนึงถึงบริบทของแต่ละสังคมด้วย โดยกรณีของประเทศไทยมีการปรับใช้แนวคิดผ่านการบัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายองค์การมหาชน แต่เมื่อสังคมไทยมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น กฎหมายก็จำเป็นต้องมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมด้วย <br />ซึ่งกฎหมายองค์การมหาชนยังกำหนดภารกิจให้แก่องค์การมหาชนไว้ไม่ชัดเจน และไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติภารกิจขององค์การมหาชน ยังแทบไม่มีความแตกต่างจากภารกิจของหน่วยงานในภาคมหาชนเดิม และยังส่งผลให้องค์การมหาชน ไม่สามารถใช้ลักษณะเฉพาะ<br />ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องให้ไม่สามารถวัดประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง ตลอดจนท้ายที่สุดจะทำให้บทบาทของกฎหมายองค์การมหาชนยังไม่บรรลุตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการเป็นกฎหมาย<br />ที่กำหนดระบบภารกิจบริการสาธารณะเฉพาะด้านขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น จึงสมควรกำหนดเกี่ยวกับระบบภารกิจขององค์การมหาชนให้ชัดเจนจนสามารถแยกได้ว่าภารกิจลักษณะใดเป็นขององค์การมหาชนและภารกิจลักษณะใดเป็นของหน่วยงานในภาคมหาชนเดิม และสมควรปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายองค์การมหาชนโดยเฉพาะมาตรา 5 ที่กำหนดเกี่ยวกับกิจการอันเป็นบริการสาธารณะ เพื่อรองรับแนวทางการกำหนดภารกิจดังกล่าวด้วย</p>
สมพงษ์ แซ่ตัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-21
2026-05-21
14 1
67
95
-
พระราชกฤษฎีกาในระบบกฎหมายไทย: ประวัติความเป็นมาและการปรับใช้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/291678
<p>พระราชกฤษฎีกาในระบบกฎหมายไทย เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรของไทยที่มีประวัติความเป็นมา<br />และการบังคับใช้มาต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ <br />ในระบอบประชาธิปไตย พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ในทางรูปแบบ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ จึงมีลำดับชั้นทางกฎหมายรองลงมาจากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ที่มาของอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกามี 2 ประเภท ได้แก่ (1) พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับเสมอด้วยพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีฐานะเป็นกฎหมายลำดับรองหรือกฎ (2) พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาประเภทนี้อาจจะไม่ใช่กฎ จากการศึกษาพบว่า พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีลักษณะพิเศษบางประการที่แตกต่างจากพระราชกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นกฎ เนื่องจากฐานแห่งอำนาจในการตรามาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งมีผลทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตราพระราชกฤษฎีกาประเภทนี้มีทั้งสามารถตรวจสอบได้หรือบางกรณีก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ในทางตุลาการ ดังนั้น สถานะของพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้นจะมีลำดับชั้นของกฎหมายอย่างไร และองค์กรใดบ้างที่จะเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกาของฝ่ายบริหารลักษณะนี้ ดังนั้น การพิจารณาถึงมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตราพระราชกฤษฎีกาลักษณะนี้จะส่งผลต่อนิติวิธี การปรับใช้กับข้อเท็จจริง และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย</p>
วารี สนคล้ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-21
2026-05-21
14 1
96
113
-
แนวทางการคุ้มครองแรงงานเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจ ในระบบตามข้อแนะองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/289205
<p>ประเทศไทยมีลูกจ้างที่ทำงานภายใต้เศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมาก ลูกจ้างดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิทางกฎหมายแรงงาน ทำให้รัฐบาลไทยมีนโยบายในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบเป็นเศรษฐกิจ<br />ในระบบ โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ตราข้อแนะฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบ<br />สู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015 เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนผ่านจากแรงงานในเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นแรงงานในระบบ วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาแนวความคิดในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (2) เพื่อศึกษามาตรฐานการคุ้มครองแรงงานระหว่างประเทศในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (3) เพื่อพัฒนาแนวทางการคุ้มครองแรงงานเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบที่เหมาะสมของประเทศไทย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ตราข้อแนะฉบับที่ 204 การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ ค.ศ. 2015 จึงทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายของประเทศไทย กับแนวทางของข้อแนะฉบับที่ 204 ซึ่งได้แนวทาง คือ (1) การจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีแรงงานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (2) การจัดตั้งศูนย์การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ (3) กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ รูปแบบสมัครใจ โดยรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผ่านการขึ้นทะเบียน ตั้งแต่ 1) การลดอัตราภาษี 2) เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำหรือ<br />ไม่มีดอกเบี้ย 3) การลดเงินสมทบในระบบประกันสังคมหรือเงินทดแทน เป็นต้น (4) แนวทางการแก่กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการในข้อแนะฉบับที่ 204 คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 <br />มาตรา 88 โดยตัดเงื่อนไขผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องมีสัญชาติไทยออกเพื่อให้ผู้มีสิทธิก่อตั้งสหภาพแรงงาน<br />เป็นแรงงานต่างด้าวได้ และตัดข้อความใน มาตรา 101 (2) ออกเพื่อให้กรรมการสหภาพแรงงานไม่จำต้อง<br />เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 16 ให้คุ้มครองการล่วงละเมิดและการคุกคามทุกรูปแบบ</p>
เพียงจิต ตันติจรัสวโรดม
ชนาธิป ชินะนาวิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-21
2026-05-21
14 1
114
130
-
องค์คณะผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม : กรณีตั้งองค์คณะเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawtsu/article/view/293595
<p>การตั้งองค์คณะผู้พิพากษา เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายจะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าในแต่ละคดีจะต้องมีจำนวนผู้พิพากษากี่คนเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี ในศาลยุติธรรมกฎหมายหลักที่จะต้องนำมาใช้พิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม <br />มีปัญหาว่าในกรณีที่มีการจ่ายสำนวนตั้งองค์คณะผู้พิพากษาในคดีเกินจำนวนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่นนี้ ในการพิจารณาพิพากษาคดี จะต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะตามจำนวนที่ตั้งไว้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำหรือสามารถใช้องค์คณะตามจำนวนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีตามปัญหานี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและความเห็นทางวิชาการส่วนหนึ่ง เห็นว่าแม้จะมีการตั้งองค์คณะผู้พิพากษามีจำนวนเกินเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากการพิจารณาพิพากษาคดีกระทำไปโดยองค์คณะผู้พิพากษาครบตามจำนวนเกณฑ์ขั้นต่ำ<br />ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว แม้จะไม่ครบถ้วนตามที่ผู้รับผิดชอบราชการศาลตั้งองค์คณะไว้ก็ตาม การพิจารณาพิพากษาคดีก็ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าเพราะการพิจารณาพิพากษาคดีมีองค์คณะเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว แม้จะไม่ครบถ้วนตามที่ผู้รับผิดชอบราชการศาลตั้งองค์คณะไว้ก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า ในปัญหาดังกล่าว เมื่อผู้รับผิดชอบราชการศาลได้ตั้งองค์คณะไว้เกินจำนวนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดี จะต้องประกอบด้วยองค์คณะตามที่กำหนดไว้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำนั้น กรณีนี้ จะกลับมาอ้างใช้จำนวนองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้อีก โดยกรณีนี้ต้องถือว่าการพิจารณาพิพากษาคดีไม่ครบองค์คณะ อันเป็นผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีนั้น<br />ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</p>
ศุภวีร์ เกลี้ยงจันทร์
ชุดานุช วิสะมิตนันต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-29
2026-05-29
14 1
187
209