https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/issue/feed
วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
2026-04-30T00:00:00+07:00
พระครูวุฒิธรรมบัณฑิต, รศ.ดร.
chitnaretes.sri@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ : </strong>(ISSN :2697-4150 (Online)) กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิเคราะห์หนังสือของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชน การศึกษาและจิตวิทยา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหาให้แก่สังคม อันเป็นประโยชน์แก่การต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ตลอดจนประเทศชาติ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p>
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/293412
พระพุทธศาสนากับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
2026-03-08T22:38:53+07:00
พระครูศรีวีรคุณสุนทร บุญนา
buyna4239@gmail.com
ศราวุธ ขันธวิชัย
sarawut.kha@mcu.ac.th
พระสังวาน เขมปญฺโญ
sangwansainet19@gmail.com
<p>การถกเถียงและการพัฒนาประเด็นสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยมิได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของกระบวนการสากลที่เกิดขึ้นจากองค์การสหประชาชาติและการเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น หากยังสัมพันธ์กับรากฐานทางวัฒนธรรม ศาสนา และจริยธรรมที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติและมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดวิถีชีวิต ความคิด และพฤติกรรมของประชาชนส่วนใหญ่ พระพุทธศาสนามิได้เพียงชี้นำการดำเนินชีวิตในมิติส่วนบุคคล หากแต่ยังมีพลังเชิงสังคม (social force) ที่หล่อหลอมกรอบคุณค่า (value framework) อันสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลพระพุทธศาสนาสามารถทำหน้าที่เป็น“ฐานทางวัฒนธรรม” (cultural foundation) ที่ส่งเสริมและเสริมพลังการตระหนักรู้สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/290348
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการโค้ชเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนตรีประชาพัฒนศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
2025-12-04T15:09:51+07:00
จิรพันธ์ จรัสพันธ์
aobeza5@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์กรอบแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมกับการโค้ช 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง การวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิด ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูและบุคลากรทางการศึกษา 6 คน และผู้ปกครองนักเรียน 190 คน รวม 196 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 สถิติที่ใช้คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น หรือ PNI Modified และขั้นตอนที่ 3 การศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และการสนทนากลุ่มกับผู้เกี่ยวข้อง 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดในการพัฒนาครูต้องบูรณาการ 3 องค์ประกอบหลัก คือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การโค้ช และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยมีกระบวนการขับเคลื่อนในรูปแบบวงจรการพัฒนา EPIRI หรือ EPIRI Cycle Model 2) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.82 ในขณะที่สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น หรือ PNI Modified สูงสุดในด้านทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าเท่ากับ 0.890 รองลงมาคือด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเท่ากับ 0.803 และด้านการใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี มีค่าเท่ากับ 0.696 ตามลำดับ 3) ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่าครูต้องการพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกัลยาณมิตรและต้องการระบบพี่เลี้ยงหรือโค้ชเพื่อช่วยสะท้อนคิดในการปฏิบัติงานจริง เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21</p> <p> </p>
2025-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/291407
ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3
2026-01-04T20:49:12+07:00
ธีรพงษ์ อุตเสนา
utsena3324@gmail.com
กษมา ชนะวงศ์
Utsena3324@gmail.com
อำนาจ ชนะวงษ์
Utsena3324@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และ (4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 100 คน และครูผู้สอน จำนวน 197 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาฯ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาฯ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาฯ ทุกด้านมีความความสัมพันธ์ทางบวก มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาฯ มีจำนวน 4 ด้านคือ การส่งเสริมการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยี (X<sub>3</sub>) การปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรม (X<sub>5</sub>) การมีวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยี (X<sub>1</sub>) และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารงาน (X<sub>2</sub>) ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ ร้อยละ 74.30 (R=.743) ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 57.60 (R<sup> 2</sup>=0.576) โดยเขียนเป็นสมการในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้คือ Y=1.705+0.133 (X<sub>1</sub>)+0.086 (X<sub>2</sub>)+0.274 (X<sub>3</sub>)+0.157 (X<sub>5</sub>) และ Z =0.396 (X<sub>3</sub>) +0.246 (X<sub>5</sub>) +0.190 (X<sub>1</sub>)+0.123 (X<sub>2</sub>)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/292682
ปัญหาการเตรียมทีมกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ พิบูลสงครามในการแข่งขันกีฬาสาธิตราชภัฎสัมพันธ์ครั้งที่ 28
2026-02-16T21:01:10+07:00
สถาพร บุญคำ
cosmos.pe2533@gmail.com
บุปผา ปลื้มสำราญ
thesis.tnsu@gmail.com
ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ
thawuth@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “ปัญหาการเตรียมทีมกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ในการแข่งขันกีฬาสาธิตราชภัฏสัมพันธ์ครั้งที่ 28” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการเตรียมทีมกีฬาฟุตบอล 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเกี่ยวกับปัญหาการเตรียมทีมฟุตบอล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนและนักกีฬาฟุตบอลรวมทั้งสิ้น 26 คน โดยเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยใช้ สถิติพรรณนา (Descriptive statistics) โดยศึกษาจากค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร (σ) เพื่อใช้ในการพรรณนาลักษณะของข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม เปรียบเที่ยบปัญหาการเตรียมทีมกีฬาฟุตบอล ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของปัญหาการเตรียมทีมกีฬาฟุตบอลอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 2.95, σ = 1.39) โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัญหาด้านสถานที่และอุปกรณ์ (μ = 3.55), ด้านการฝึกซ้อม (μ = 2.82), ด้านการคัดเลือกนักกีฬา (μ = 2.74) และด้านงบประมาณ (μ = 2.68) ตามลำดับ ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักคือความไม่เพียงพอของสถานที่และอุปกรณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการฝึกซ้อม เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่าง ผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักกีฬา พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกด้าน แสดงว่าผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มมีมุมมองตรงกันว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดคือด้านสถานที่และอุปกรณ์ในการฝึกซ้อม</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/292839
การยกระดับช่องทางการเพิ่มรายได้ของคนในชุมชนทอผ้าไหมสุรินทร์ ด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ อย่างสร้างสรรค์และมีมูลค่าสูง
2026-02-18T23:04:53+07:00
ทรงศักดิ์ มีสิทธิ์
asada2518@hotmail.com
รัติยา ธานี
asada2518@hotmail.com
ปฏิวัติ อาสาเสน
asada2518@hotmail.com
วีระนันต์ วิบูลย์อรรถ
asada2518@hotmail.com
สุพัตรา วะยะลุน
asada2518@hotmail.com
อัษฎา วรรณกายนต์
asada2518@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับช่องทางการเพิ่มรายได้ของคนในชุมชนทอผ้าไหมสุรินทร์ด้วยการพัฒนาคู่มือดิจิทัลคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์และมีมูลค่าสูง รวมถึงถ่ายทอดกระบวนการสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ให้แก่คนในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มคนในชุมชนทอผ้าไหม ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 30 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคู่มือการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์และแบบประเมินประสิทธิภาพคู่มือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและค่าดัชนีความสอดคล้อง ผลการวิจัย พบว่า คู่มือการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้นครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ 6 ส่วน ได้แก่ การเขียนสคริปต์และวางแผนเรื่องราว, การถ่ายทำวิดีโอด้วยสมาร์ทโฟน, การตัดต่อคลิปวิดีโอด้วยแอปพลิเคชัน Canva และ Kinemaster, การตกแต่งภาพและการสร้างหน้าปกคลิป, การสร้างเพจ Facebook และบัญชี TikTok รวมถึงการอัปโหลดและโปรโมตคลิปวิดีโอเพื่อจำหน่ายผ้าไหมสุรินทร์ ผลการประเมินคุณภาพคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน พบว่า คู่มือมีค่า IOC เฉลี่ยเท่ากับ 0.901 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงว่าคู่มือมีความสอดคล้องของเนื้อหาอยู่ในระดับดี ผลการถ่ายทอดความรู้ผ่านการจัดอบรมเป็นระยะเวลา 3 วัน พบว่า ผู้เข้าร่วมอบรมมีพัฒนาการด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด สามารถสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ได้ด้วยตนเองและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการจำหน่ายผ้าไหมผ่านช่องทางออนไลน์ได้จริง โดยเฉพาะผ่าน Facebook และ TikTok ซึ่งส่งผลให้เกิดการขายผ้าไหมได้จริงจากการโพสต์ขายสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/293094
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2
2026-02-28T20:22:34+07:00
ณวภัทร เอี่ยมอาจ
nawaphati67@nu.ac.th
ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์
nawaphati67@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 แบ่งเป็น 2 ตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 297 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 2 วิเคราะห์หาค่าดัชนีความต้องการที่จําเป็นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) แบบปรับปรุง ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พบว่า ผลความต้องการจำเป็นในภาพรวม เท่ากับ 0.090 ซึ่งด้านที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการบริหารจัดการด้วยปัญญาประดิษฐ์ (PNI<sub>modified </sub>=0.097) และดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ ด้านการสนับสนุนผู้เรียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พบว่า พบว่า <strong>ด้านการวางแผนและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน</strong> โดยเสริมสมรรถนะครูในการอ่านและสามารถแปลผลข้อมูลจากระบบอย่างรอบคอบ เปรียบเทียบกับข้อมูลจริงในชั้นเรียนก่อนปรับการสอน และนำข้อมูลไปกำหนดเป้าหมายรายบุคคล พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เชื่อมโยงมาตรฐานหลักสูตร พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้านการสนับสนุนผู้เรียน โดยวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และคัดเลือกเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเนื้อหา การสื่อสารความคิด และการฝึกทักษะแบบเป็นขั้นตอนพร้อมผลย้อนกลับทันที และด้านการบริหารจัดการ โดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลและงานธุรการให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยจัดหมวดหมู่ ตรวจความครบถ้วน และสรุปรายงานมาตรฐานเพื่อการติดตามและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ควรมีกลไกสนับสนุนระดับโรงเรียน เช่น แนวปฏิบัติร่วม PLC และการนิเทศติดตาม ควบคู่การกำกับจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูลผู้เรียนอย่างเคร่งครัด</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์