วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou <p>วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์&nbsp; กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติดังนี้ 1. ด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา 2.ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์&nbsp; 3. ด้านการศึกษา และ 4.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตาม</p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี th-TH วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2539-5726 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247002 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) ให้นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เฉลี่ย&nbsp;&nbsp; ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด และ 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน&nbsp;&nbsp; ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ให้นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนนากอกวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 18 คน รูปแบบการวิจัยเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ค21101 คณิตศาสตร์พื้นฐาน1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) เรื่องเศษส่วน จำนวน 12 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกพฤติกรรมการสอนของครู แบบบันทึกพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์นักเรียน และแบบทดสอบท้ายวงจรที่ 1-3 และ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบอัตนัย จำนวน 4 ข้อ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการ&nbsp; หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เฉลี่ยเท่ากับ 30.89 คิดเป็นร้อยละ 77.22 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 14 คน คิดเป็นร้อยละ 77.78 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เฉลี่ยเท่ากับ 14.50 คิดเป็นร้อยละ 72.50 ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 13 คน คิดเป็นร้อยละ 72.22 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> ณัฐกุล นินนานนท์ ปริณ ทนันชัยบุตร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 19 31 การพัฒนาความร่วมมือของผู้ประกอบการต่อการชำระภาษีให้กับอากรแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/243256 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สภาพปัญหาการชำระภาษีของผู้ประกอบการให้กับอากรแขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือของผู้ประกอบการต่อการชำระภาษีให้กับอากรแขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 361 คน, กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 15 คน. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า <strong>&nbsp;</strong>1) สภาพปัญหาในการชำระภาษีของผู้ประกอบการ &nbsp;โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง, ด้านระบบการบริหารงาน มีป้ายบอกขั้นตอนและหลักฐานในการชำระภาษี, ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่เหมาะสมและสะดวกในการบริการประชาชน, ด้านความรู้เกี่ยวกับภาษี ประชาชนทราบและเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับการชำระภาษี และด้านจิตสำนึกในการชำระภาษี ประชาชนเต็มใจชำระภาษีแก่แขวงจำปาสัก; 2) แนวทางการพัฒนาความร่วมมือของผู้ประกอบการในการชำระภาษีแก่อากร ควรส่งเสริมความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตน ทัศนคติในการบริการประชาชน การเตรียมความพร้อมศักยภาพการบริการ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายด้านภาษี ความเชื่อมั่นและไว้วางใจกันในองค์กร ความรู้การชำระภาษีออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร การใช้กฎระเบียบกฎหมายอย่างเด็ดขาด การสร้างจิตสำนึกในหน้าที่การพัฒนาการบริการที่น่าพอใจแก่ประชาชน ปรับปรุงระบบการให้บริการสาธารณะในการจัดเก็บภาษีให้โปร่งใส ควรพัฒนาระบบการชำระภาษีผ่านแอพพลิเคชั่น และพัฒนาบุคลากรให้มีจรรยาบรรณสูงเป็นเอกภาพทั่วประเทศ</p> สุกหวัน สีสุลาด วัชาภรณ์ จันทนุกูล ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 33 44 การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกองกวดกาภาษี แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/243257 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการทำงาน การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกองกวดกาภาษี แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการทำงานของบุคลากรกองกวดกาภาษี แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชา หากมีปัญหาในการปฏิบัติงานผู้บังคับบัญชาสามารถให้คำแนะนำปรึกษาได้เป็นอย่างดี การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกองกวดกาภาษี แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกองกวดกาภาษี แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว &nbsp;ควรมีการกำหนดภารกิจและเป้าหมายของทีมงาน จะต้องมีการทบทวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ กำหนดวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเกิดความคล่องตัว การติดต่อสื่อสารจะต้องมีการสร้างเครือข่ายภายในองค์กรและภายนอกองค์กร&nbsp; การทำงานแบบองค์กรภาพรวมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ</p> สุลิยา แก้วบุดสี จิตรกร โพธิ์งาม ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 45 56 แนวทางการฟื้นฟูอนุรักษ์ปลาร้าบ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247003 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพความเป็นมาของการทำปลาร้าชุมชนบ้านปากน้ำ&nbsp; และเพื่อศึกษาแนวทางการฟื้นฟูอนุรักษ์ปลาร้าบ้านปากน้ำ&nbsp; ตำบลกุดลาด&nbsp; อำเภอเมือง&nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี&nbsp; โดยใช้แบบสัมภาษณ์&nbsp; ผู้ให้ข้อมูลหลัก&nbsp; จำนวน 31 คน&nbsp; การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา นำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภาพความเป็นมาในการผลิตปลาร้าบ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง&nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการผลิตเพื่อการยังชีพ หาปลาจากการลากอวนในแม่น้ำมูลและใช้ปลาจากการเลี้ยงในบ่อดิน คุณภาพปลาที่สดมาทำปลาร้าจะมีคุณภาพที่ดี บรรจุภัณฑ์จะใส่ไหและกระปุก หมักแบบวิธีธรรมชาติที่สืบทอดกันมา&nbsp; การผลิตปลาร้าจึงถือเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ เรียกปลาร้า ว่า “ปลาแดก”</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการฟื้นฟูชาวปลาร้าบ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง&nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี &nbsp;&nbsp;ควรมีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ผลิตปลาร้า &nbsp;ควรหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อให้เพียงพอต่อการจัดทำปลาร้า&nbsp; ควรมีการแปรรูปปลาร้าและผลิตภัณฑ์ปลาร้าสำเร็จรูป &nbsp;&nbsp;ควรมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการผลิต&nbsp; สถานศึกษาต้องเข้ามาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น &nbsp;และควรมีการหาตลาดเพื่อรองรับในการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> อภิชาติ บัวงาม ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 71 82 การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการแจ้งขึ้นทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/243258 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการให้บริการแจ้งขึ้นทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจ และศึกษาความต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการแจ้งขึ้นทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจเมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 291 คนและผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 14 คน&nbsp;&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สภาพการให้บริการแจ้งขึ้นทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจ&nbsp; เมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&nbsp; พบว่า ด้านอาคารสถานที่มีการจัดสถานที่ให้บริการสะอาดสวยงาม ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกมีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก ความต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการแจ้งขึ้นทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจ&nbsp; เมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; โดยภาพรวม&nbsp; มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด พบว่า ด้านความเสมอภาคและเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ควรใช้วัสดุ อุปกรณ์ ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันทุกงาน ด้านความคุ้มค่าเจ้าหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาได้ตรงตามความต้องการ&nbsp; ด้านความทั่วถึงต้องมีความพร้อมในการให้บริการอย่างเต็มที่ในทุกงานบริการของแต่ละพื้นที่ ด้านสนองตอบความต้องการ ความรวดเร็วเจ้าหน้าที่ควรให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน</p> อะนุกุน สายสะหมุด ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 57 70 บทบาทของบุคลากรในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวิทยาลัยครูปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247533 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของบุคลากรในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวิทยาลัยครูปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 278 คน และสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างครูและนักศึกษา มีการส่งเสริมบุคลากรให้ทำงานเป็นทีมใหญ่ ด้านกิจกรรมในการรณรงค์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้นักศึกษาเลือกตามความถนัดและความสนใจ ด้านการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม มีการปลูกต้นไม้ให้ความร่มเย็นเป็นระเบียบสวยงาม ด้านการร่วมมือกับชุมชน มีการเชิญวิทยากรมาเผยแพร่แนวคิดจากชุมชนมาส่งเสริมสร้างสรรค์ในการทำงานรักษาสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารงานและรักษาสิ่งแวดล้อม มีการร่วมมือประสานงานกับวิทยาลัยหรือหน่วยงานอื่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2) บทบาทบุคลากรในการจัดการสิ่งแวดล้อม พบว่า บทบาทบุคลากรต่อการจัดสภาพแวดล้อมในวิทยาลัยครูยังไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกภาคส่วนควรเอาใจใส่และมีการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง บทบาทบุคลากรต่อการจัดการบรรยากาศและสภาพแวดล้อม ควรตั้งหน่วยงานขึ้นมาทำหน้าที่รับผิดชอบมีการออกแบบวางแผน สร้างกระบวนการเอาใจใส่ต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน บุคลากรควรแสดงบทบาทในการเชิญชวนเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ในการบริหารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผู้บังคับบัญชาระดับสูงควรจัดสรรงบประมาณและอุปกรณ์ในการจัดการร่วมกับชุมชน</p> พรลิขิต แสงพระจันทร์ ประสิทธิ์ กุลบุญญา เรืองเดช เขจรศาสตร์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 83 94 บทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247672 <p>การวิจัยบทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตำบลทุ่งเทิง&nbsp; อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในเขตตำบลทุ่งเทิง&nbsp; อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และเพื่อศึกษาบทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตำบลทุ่งเทิง&nbsp; อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 148 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive &nbsp;Sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย &nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในเขตตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสุขภาพมีการทำความสะอาดสถานที่ที่ให้บริการตรวจวินิจฉัยบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ &nbsp;ด้านการศึกษา มีการจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการของหน่วยงานที่ให้บริการด้านการศึกษา ด้านการประกอบอาชีพมีการให้ความสนใจและเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ต่อผู้พิการในด้านการประกอบอาชีพ ด้านสังคมความสะอาดของสถานที่ที่ให้บริการด้านสังคม บทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตำบล ทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสุขภาพควรมีการจัดหาหลักประกันด้านสุขภาพ ด้านการศึกษาควรมีการสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรเครือข่ายคนพิการเช่นงบประมาณอุปกรณ์วิทยากรเพื่อให้ความรู้กับคนพิการ &nbsp;&nbsp;ด้านสังคมควรจัดอบรมให้สมาชิกในครอบครัวสำหรับดูแลคนพิการ ด้านอาชีพควรมีการสำรวจความต้องการพัฒนาอาชีพคนพิการทุกกลุ่ม &nbsp;</p> ปลิดา ระดาบุตร จิตรกร โพธิ์งาม ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 95 106 แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรวิทยาลัยเทคนิค วิชาชีพแขวงจำปาสักสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247673 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรวิทยาลัยเทคนิค วิชาชีพ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรวิทยาลัยเทคนิค วิชาชีพ แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว ประชากรที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 153 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์&nbsp; ใช้สถิติ ใช้ ค่าเฉลี่ย&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรวิทยาลัยเทคนิค วิชาชีพแขวงจำปาสักสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่าภาพรวมคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง และค่าเฉลี่ยของคุณภาพชีวิตการทำงานอยู่ที่ 3.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน จำนวน 8 ด้าน พบว่า ด้านการให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสมและยุติธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง(=3.24,S.D.=0.77) ด้านสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.56, S.D. =0.60) ด้านการพัฒนาความสามารถของบุคคล ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.62, S.D.=0.53) ด้านความเจริญงอกงามและสวัสดิภาพ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.66,S.D.= 0.58) ด้านการบูรณาการด้านสังคม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.72,S.D.= 0.54) ด้านสิทธิตามธรรมูนญ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.73,S.D.=0.57) ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตงานและชีวิตส่วนตัว ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.75,S.D.=0.56) ด้านการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.76, S.D.=0.51) 2) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรวิทยาลัยเทคนิค วิชาชีพ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว ด้านการให้สิ่งตอบแทนที่เหมาะสมและยุติธรรม ควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเท่าเทียมกับบุคลากรอื่นในสายงานเดียวกัน โดยคำนึงถึง ค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้านการพัฒนาความสามารถของบุคคล ควรจัดสรรงบประมาณการพัฒนาความสามารถของบุคคล ด้วยการจัดให้มีการประชุม ฝึกอบรม สันมนา ทั้งภายนอกและภายในอย่างต่อเนื่อง</p> เพ็ดสะไหม จันทะลังสี ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-25 2021-03-25 6 1 107 118 ปัจจัยการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247751 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจและเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนวิทยาลัยเทคนิควิชาชีพ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนวิทยาลัยเทคนิควิชาชีพ แขวงจำปาสัก จำนวน 355 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 33 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปโดยการหาค่าความถี่ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติ F (F-test) ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมและรายด้านมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน พบว่า การตัดสินใจของผู้ปกครองโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; 3) ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำแนกตามอาชีพ โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4) ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำแนกตามรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> เพ็ดตะกุน มะนีวัน สทธิพงษ์ สุทธิลักษมุนิกุล เรืองเดช เขจรศาสตร์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 119 134 ความสำคัญของปัจจัยส่วนบุคคลและส่วนประสมทางการตลาด ของการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247752 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำคัญของปัจจัยส่วนบุคคลและส่วนประสมทางการตลาดของการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ของเกษตรกรในอำเภอบาเจียงเจริญสุข จังหวัดจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ให้ความสำคัญต่อส่วนประสมทางการตลาดของการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ของเกษตรกรในอำเภอบาเจียงเจริญสุข จังหวัดจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา และรายได้ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เกษตรกรที่ทำการเกษตรในอำเภอบาเจียงเจริญสุข จังหวัดจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test, F-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยส่วนบุคคลและส่วนประสมทางการตลาดของการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ของเกษตรกรในอำเภอบาเจียงเจริญสุข จังหวัดจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความสำคัญโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด &nbsp;2. ปัจจัยส่วนบุคคลของเกษตรกรผู้ชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ที่อายุต่างกัน พบว่าให้ความสำคัญด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านราคา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน เกษตรกรที่รายได้ต่างกันให้ความสำคัญต่างกันต่อการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนเกษตรกรที่มีเพศ สถานภาพสมรส การศึกษาและรายได้ต่างกัน ให้ความสำคัญต่อการชื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรา PDI ไม่แตกต่างกัน</p> วิละไช สุลิสา กิตติมา จึงสุวดี ประนอม คำผา Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 135 146 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247753 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ และเพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิของนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี&nbsp; โดยทำการศึกษา 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการนำแบบสอบถาม วิเคราะห์เชิงพรรณนาเพื่ออธิบายข้อมูลทั่วไป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 สร้างแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนานักศึกษา กรรมการบริหารหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง ทั้งหมด 9 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิของนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านภูมิหลังของนักศึกษา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี 2. แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิต 5 ด้าน โดยใช้กิจกรรมแบบบูรณาการ คือ 1) กิจกรรมรู้จักตัวเอง/วิเคราะห์ตนเอง/เข้าใจตนเอง เพื่อเข้าใจความเป็นตัวเอง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้ดียิ่งขึ้น 2) กิจกรรมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของตนเอง ให้นักศึกษามีความพฤติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม สำรวมกาย วาจา ใจ 3) กิจกรรมปรับบุคลิกภาพเพื่อพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของตนเอง ทำให้นักศึกษาเกิดความมั่นใจและมีบุคลิกภาพที่ดี &nbsp;4) กิจกรรมต้นแบบ ของคนประสบความสำเร็จ ให้นักศึกษาได้ศึกษาและเรียนรู้จากคนที่เป็นต้นแบบในด้านการประสบความสำเร็จในชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจ 5) กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ให้นักศึกษาได้ศึกษาวิธีการและกระบวนการต่างๆ และ 6) กิจกรรมพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถตามความถนัด พัฒนาศักยภาพและความตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเอง</p> ปรีดี ทุมเมฆ สุมิตรชา ซาเสน Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 147 158 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ บรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247754 <p>&nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาแบบปฏิบัติการที่เป็นเลิศภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 4) ศึกษาบรรยากาศองค์การของโรงเรียน 5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การของโรงเรียน และ 6) สร้างสมการพยากรณ์บรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง เป็นครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จำนวน 325 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มี 3 องค์ประกอบ 31 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย องค์ประกอบการมีวิสัยทัศน์มีจำนวน 12 ตัวชี้วัด องค์ประกอบการมีความยืดหยุ่นมีจำนวน 8 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบการมีความคิดสร้างสรรค์มีจำนวน 11 ตัวชี้วัด 2. การศึกษาแบบปฏิบัติที่เป็นเลิศ ได้องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพิ่มอีก 1 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านการปฏิบัติสู่เป้าหมาย และมีจำนวน 11 ตัวชี้วัด 3. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4. บรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก &nbsp;5. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสัมพันธ์กัน 6. สมการพยากรณ์บรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยใช้ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นตัวแปรพยากรณ์ ได้อำนาจพยากรณ์ร้อยละ 62.10&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> อัจฉรา หนูยศ พนายุทธ เชยบาล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 159 174 การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247755 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน และ 3) ประเมินระบบการจัดการความรู้การประกันคุณภาพภายในโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาการประกันคุณภาพกภายในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างบุคลากรทุกคนในโรงเรียน จำนวน 205 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 24 คน เครื่องมือเป็นแบบบันทึกสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยทำการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินระบบการจัดการความรู้ กลุ่มผู้ประเมิน จำนวน 24 คน จากระยะที่ 2 เครื่องมือเป็นแบบประเมินผลการพัฒนาการจัดการความรู้ วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) มาตรฐานการดำเนินการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการสร้างระบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย ได้การจัดการความรู้ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การสร้างความรู้ ขั้นตอนที่ 2 การจำแนกความรู้ ขั้นตอนที่ 3 การจัดเก็บความรู้ ขั้นตอนที่ 4 การนำความรู้ไปใช้ ขั้นตอนที่ 5 การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลความรู้ และ 3) ผลการประเมินระบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<u>&nbsp; </u></p> วีระศักดิ์ สุทธิประภา นวัตกร หอมสิน Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 175 190 กระบวนการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดหนองบัวลำภู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247756 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการความรู้การประกันคุณภาพภายใน โรงเรียน และ 2) เพื่อพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพภายใน จำนวน 21 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกรายการเป็นเครื่องมือในการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษากระบวนการจัดการความรู้การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีกระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน คือ (1) การบ่งชี้ความรู้ (2) การสร้างความรู้ (3) การแสวงหาความรู้ (4) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (5) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (6) การเข้าถึง และ (7) การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 2) ผลการพัฒนากระบวนการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดหนองบัวลำภู ได้โครงการทั้งหมด 26 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการส่งเสริมการอ่าน (2) โครงการพัฒนาทักษะการเขียน (3) โครงการฝึกทักษะคณิตคิดเร็ว โดยใช้โปรแกรม GSP และA-Math (4) โครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-Net) 5) โครงการการเรียนการสอน 2 ภาษา EP (6) โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ (7) โครงการให้ทุนการศึกษา (8) โครงการธนาคารโรงเรียน (9) โครงการการดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ (10) โครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน (11) โครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (12) โครงการการนิเทศภายใน (13) โครงการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนภายในโรงเรียน (14) โครงการพัฒนาระบบงานสารบรรณ (15) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร (16) โครงการสานสัมพันธ์สถานศึกษากับชุมชน (17) โครงการพัฒนาอาคารสถานที่และปรับสภาพภูมิทัศน์ (18) โครงการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนกลุ่มโรงเรียน (19) โครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการเรียนการสอน (20) โครงการค่ายวิชาการ (21) โครงการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (22) โครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (23) โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ (24) โครงการนิเทศภายใน (25) โครงการการดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ และ (26) โครงการพัฒนาและดูแลระบบสารสนเทศ DLIT</p> <p>&nbsp;</p> รัตน์วดี อินทะกนก นวัตกร หอมสิน Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 191 206 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247758 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬกลุ่มตัวอย่าง เป็นครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 342 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ.993 และแบบสอบถามประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู มีความเชื่อมั่นเท่ากับ.986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ อยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ อยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีความสัมพันธ์กัน 4. สมการพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ โดยใช้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นตัวแปรพยากรณ์ ได้อำนาจพยากรณ์ร้อยละ 53.40&nbsp;</p> ปิยาภรณ์ พลเสนา พนายุทธ เชยบาล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 207 222 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247760 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 จากภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง เป็น ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย&nbsp; จำnนวน 291 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม ซึ่งสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย ได้แก่ ด้านการมีความยืดหยุ่น ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการมีจินตนาการ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และด้านการเป็นบุคคลแห่งการเปลี่ยนแปลง 4. สมการพยากรณ์การจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 จากภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย โดยมีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดคือ ด้านการมีความยืดหยุ่น ()&nbsp; ด้านการมีจินตนาการ () &nbsp;ด้านการเป็นบุคคลแห่งการเปลี่ยนแปลง ()&nbsp; และด้านการมีวิสัยทัศน์ () &nbsp;โดยมีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 70.20</p> <p>&nbsp;</p> หทัยรัตน์ วิโย วันทนา อมตาริยกุล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 223 238 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247794 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาและความผูกพันของครูในโรงเรียน และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จังหวัดหนองคาย 291 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน&nbsp; สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ระดับความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดและระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 21 มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 4. วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณและสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 โดยใช้ปัจจัยทางการบริหาร เป็นตัวแปรพยากรณ์ พบว่า โดยปัจจัยด้านการบริหารจัดการ ปัจจัยทางการวางแผนงานวิชาการ และปัจจัยด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 21ที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถพยากรณ์ความผูกพันของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 ได้ร้อยละ 71.10&nbsp;</p> ณัฐวุฒิ ชัยคำ วันทนา อมตาริยกุล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 239 252 การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะทางวิชาการของบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247795 <p>การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะทางวิชาการของบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะ เพื่อตรวจสอบโมเดลการวัดตัวบ่งชี้สมรรถนะและเพื่อสร้างและยืนยันรูปแบบสมรรถนะทางวิชาการเพื่อความสำเร็จของคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ประชากร ได้แก่ คณาจารย์ที่สังกัดในหน่วยงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย งานวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วนกลาง วิทยาเขต และวิทยาลัยสงฆ์ จำนวน 400 คน ผลการวิจัย พบว่า ตัวบ่งชี้สมรรถนะทางวิชาการของคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วย ตัวบ่งชี้ จำนวน 75 ตัวบ่งชี้ และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง (Secondary Order) ได้ตัวบ่งชี้ จำนวน 52 ตัวบ่งชี้ จากองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง (Secondary Order) พบว่า ตัวบ่งชี้ที่คัดสรรแล้ว จำนวน 52 ตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้แต่ละตัวมีค่าเป็นบวกและสามารถวัดองค์ประกอบสมรรถนะทางวิชาการของคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ จัดเรียงลำดับตามน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) จากมากไปน้อย ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านการสอน 2) สมรรถนะด้านการวิจัย 3) สมรรถนะด้านการบริการวิชาการ 4) สมรรถนะด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และ 5) สมรรถนะด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) เท่ากับ 0.766, 0.721, 0.642, 0.574 และ 0.548 ตามลำดับ มีดัชนีความสอดคล้องและเหมาะสมระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์หรือมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) โดยมีค่าไค-สแควร์ (χ<sup>2</sup>)=12.416, df=7, P-Value= 0.183 ซึ่งมากกว่า 0.05 (แสดงว่าค่า χ<sup>2 </sup>7.05) ค่าดัชนี CFI=0.988, ค่าดัชนี TLI=0.974, SRMR=0.004, RMSEA=0.003 และมีค่าความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง (Construct Reliability) เท่ากับ 0.978 ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.60 ทุกค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของโมเดลการวัด (Measurement Model)</p> พระมหาศรีอรุณ คำโท ภักดี โพธิ์สิงห์ ยุภาพร ยุภาศ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 253 264 ผลการดำเนินงานตามโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขในโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247797 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับผลการดำเนินงานตามโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ในโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน 288 คน ผู้ปกครองนักเรียน 38 คน ผู้บริหาร ครู และบุคคลากรทางการศึกษา 16 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้แทนชุมชน 13 คน รวมเป็นจำนวน 355 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.18 และเพศชาย ร้อยละ 42.82 นักเรียน ร้อยละ 81.13 ผู้ปกครองนักเรียน ร้อยละ 10.70 ครูและบุคลากรทางการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 4.51 และคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้นำชุมชน &nbsp;ร้อยละ 3.36 ส่วนใหญ่มีอายุ 13-20 ปี ร้อยละ 81.13 &nbsp;2. ผลการดำเนินงานตามโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ในโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.81) และอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านผลผลิต (=3.83) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านกระบวนการ (=3.78) 3. ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เรียงตามลำดับความถี่สูงสุดในแต่ละด้าน ดังนี้ 1) โรงเรียนควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจน 2) ผู้บริหารจะต้องสามารถระดมความร่วมมืออย่างเพียงพอในการดำเนินงานจากชุมชน 3) ครูทุกคนจะต้องปฏิบัติงานตามขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอและ 4) ควรจัดโครงการดำเนินงานกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดและอบายมุขอย่างต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp;</p> เชิดพงษ์ งอกนาวัง ทัชชวัฒน์ เหล่าสุวรรณ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 265 276 การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังคมศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247798 <p>&nbsp;บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังคมศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังคมศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์สอน&nbsp;&nbsp; 3) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังคมศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูสังคมศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2561 จำนวน จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังคมศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong>µ</strong>&nbsp;= 3.92) และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญความคิดเห็นของครูสังคมศึกษา โดยจำแนกตามเพศ การศึกษา ประสบการณ์สอน ที่แตกต่างกัน พบว่า ครูสังคมศึกษาที่มีเพศ การศึกษา ประสบการณ์สอน ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นของต่อการการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งโดยรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกัน 3. ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> <p>ด้านปัญหา คือ 1) ครูบางท่านยังจัดการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามหลักสูตรของสถานศึกษาและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) การจัดการเรียนรู้บางรายวิชายังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3) การวัดผลประเมินผลบางรายวิชายังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4) ครูบางท่านยังขาดทักษะการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมถึงโรงเรียนยังขาดสื่อที่เหมาะสม และไม่เพียงพอต่อการใช้ในการจัดการเรียนรู้ ด้านข้อเสนอแนะ คือ 1) โรงเรียนควรส่งเสริมให้ครูวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อจัดกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้ตรงและตอบสนองต่อหลักสูตรของสถานศึกษา 2) ผู้บริหารควรสนับสนุนให้คณะครูและบุคลากร เข้ารับการอบรมเรื่องการประเมินผล เพื่อให้การวัดผลประเมินผลเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3) ครูและบุคลากร ควรมีการวางแผน นิเทศ ติดตามการเตรียมการสอน 4) ควรมีการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา</p> <p>&nbsp;</p> ราชันย์ ศรีดา ธีรชัย บุญมา Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 277 290 การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247799 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนสวนสน อำเภอเมืองขอนแก่น ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการเลือกสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน แผน 8 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง ทั้งหมด 16 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test Dependent Samples ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 &nbsp;มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.61/82.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.55/S.D.=0.26)</p> วรสุดาพร ปัญญาฟู ทิพาพร สุจารี ดรุณนภา นาชัยฤทธิ์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 291 302 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247806 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ กับคะแนนทดสอบก่อนเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาการโรงแรม จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความพึงพอใจต่อแผนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ทดสอบที ( t-test) &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.01/88.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากการทำแบบทดสอบปรนัยก่อนเรียนหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักศึกษา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษในวิชาชีพ อยู่ในระดับมาก</p> <p>&nbsp;</p> ปรัศนียพร ภูมิสุวรรณ์ ดรุนณภา นาชัยฤทธิ์ ชัยวัฒน์ สุภัควรกุล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 303 316 บทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247843 <p>การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน สังเคราะห์กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพื่อสร้างและยืนยันรูปแบบบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาจากการเอกสาร และการศึกษาข้อมูลจากภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; ใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 375 รูป เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.980 ผลการวิจัย พบว่า 1. การสังเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 ประกอบด้วย ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านสาธารณูปการ สาธารณสงเคราะห์ ด้านการให้ความรู้ความเข้าใจ ด้านการเสริมสร้างเจตคติและด้านการเสริมสร้างพฤติกรรม 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 ได้แก่ ด้านศาสนศึกษา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านความรู้ความเข้าใจ 3.รูปแบบบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าไคว์-แสควร์ (Chi - Square) เท่ากับ 3320.519 ค่าชั้นแห่งความเป็นอิสระ (df) เท่ากับ 1503 ค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ (P-Value) เท่ากับ 0.0594 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 0.886 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบของ Tucker-Lewis (TLI) เท่ากับ 0.866 ค่าดัชนีรากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของส่วนที่เหลือมาตรฐาน (SRMR) เท่ากับ 0.0061 ค่าดัชนีรากของกำลังที่สองเฉลี่ยเศษของการประมาณค่าความคลาดเคลื่อน (RMSEA) เท่ากับ 0.057 มีค่าระหว่าง 0.005-0.80 ผลการตรวจสอบรูปแบบบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี 4. ผลการประเมินยืนยันรูปแบบบทบาทของพระสงฆ์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค 10 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( = 4.60)</p> พระบัวสอน ทองสลับ ภักดี โพธิ์สิงห์ ยุภาพร ยุภาศ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 317 328 ผลการพัฒนาความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการประกอบอาหารพื้นบ้านอีสาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247844 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาผลการพัฒนาความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้การประกอบอาหารพื้นบ้านอีสาน และ 2) เปรียบเทียบความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตรของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารพื้นบ้านอีสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านสร้างถ่อ อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย&nbsp; ใช้เวลาในการทดลองรวม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 24 แผน แบบทดสอบเชิงปฏิบัติความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างด้วยค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารพื้นบ้านมีคะแนนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง 2) ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารพื้นบ้านอีสาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ศิริลักษณ์ บุญเกื้อ นนทชนนปภพ ปาลินทร อภิรดี ไชยกาล จิตโสภิณ โสหา ชลิลลา บุษบงก์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 329 342 ผลการใช้นิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247845 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการใช้นิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตรของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปที่ 3 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถพื้นฐานทาง คณิตศาสตรของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 3 ก่อนและหลังการใชนิทาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านโนนงาม อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 3 จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลองรวม 4 สัปดาห์ ในวันจันทร์ - วันศุกร์ วันละ 40 นาที เวลา 09..20 – 10.00 น. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 20 แผน และแบบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระต่อกัน (dependent-samples t-test analysis) ผลการวิจัย พบว่า<strong>&nbsp; </strong>ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานมีคะแนนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูงและหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเล่านิทาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สิริรัตน์ โสภิตะชา นนทชนนปภพ ปาลินทร อภิรดี ไชยกาล ชลิลลา บุษบงก์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 343 354 การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยใช้อัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247846 <p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดศรีสะเกษ 3) เพื่อวิเคราะห์การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยใช้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสนทนาจากกลุ่มเป้าหมาย นำผลสนทนามาวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการเขียนพรรณนาบรรยาย พร้อมเสนอแนวคิดของผู้วิจัย โดยมุ่งตอบตามวัตถุประสงค์และปัญหาที่ต้องการทราบ จากการศึกษาพบว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความรู้สึกของกลุ่มหรือความเจริญงอกงามที่แสดงออกมาในรูปแบบของภาษา คติ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะที่มีการสืบทอด ปฏิบัติและมีการยอมรับในระดับบุคคลและสังคม รูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แบ่งการดูแลออกเป็น 4 ด้าน คือ(1) ด้านการส่งเสริม (2) การป้องกัน (3) การรักษา (4) การฟื้นฟูสภาพ มีองค์ประกอบของผู้สูงอายุ 3 ด้าน กล่าวคือ 1) ด้านร่างกาย 2) ด้านจิตใจ 3) ด้านสังคม ดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นการดูแลรักษาทั้งกายและใจไปพร้อมๆกัน เพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีงามยิ่งขึ้นไป การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยใช้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้</p> พระอุดมปัญญาภรณ์ ธยายุส ขอเจริญ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 355 366 ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางของศูนย์ วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247868 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทตามแนวทางของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณา (2) ศึกษาผลการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทตามแนวทางของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณา (3) เสนอแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้และแนวปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทตามแนวทางของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการศึกษาเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 ท่านและผู้ปฏิบัติธรรม จำนวน 204 ท่าน เก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1. การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเถรวาทตามแนวทางของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณา เน้นการปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 คือ 1) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 2) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน 3) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ 4) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วย 1) เดินจงกรมและนั่งสมาธิ 2) ฝึกอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย และ 3) สอบอารมณ์กรรมฐาน, 2. ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาที่มีต่อการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณาโดยรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.45 มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจำแนกตามอายุ การศึกษา อาชีพ สถานภาพ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3. แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานของศูนย์วิปัสสนามูลนิธิโพธิวัณณาใช้หลักการวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทประกอบด้วย 1) หลักสติปัฏฐาน 4, 2) หลักธรรมแห่งการตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ และ 3) หลักวิปัสสนาภูมิ 6 ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน</p> พระเจริญ วฑฒโน Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 367 380 การพัฒนาเทคนิคและกระบวนการถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนกาหลง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247902 <p>บทความนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิธีการและรูปแบบการถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาเทคนิคและกระบวนการถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนและ 3) เพื่อศึกษาผลสำเร็จการนำเทคนิคและกระบวนการถนอมอาหารเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนบ้านโนนกาหลง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ใช้รูปแบบวิจัยเพื่อพัฒนา (Research and Development) กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติการ คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลาส้มโนนกาหลงและข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในการสัมภาษณ์โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำแนกผู้ให้ข้อมูลได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ 3 คน กลุ่มร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 3 ร้านและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโนนกาหลง 5 คน ผลการวิจัยพบว่า การถนอมอาหารตามภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชน จัดเป็นการถนอมอาหารประเภทผลิตภัณฑ์ปลาหมัก ที่ได้จากการหมักปลาสดที่ผ่านกระบวนการจัดเตรียมแล้วกับส่วนผสมต่างๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่ง กระเทียมและเกลือเป็นหลัก กระบวนการแปรรูปเป็นวิธีการที่ทำสืบต่อๆ กันมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าด้วยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่มีขั้นตอนและวิธีการทำยุ่งยากมากนัก ส่วนผลการศึกษาการพัฒนากระบวนการแปรรูปปลาส้ม พบว่า ด้านองค์ประกอบรองในการหมักปลา ได้แก่ การใช้ข้าวเหนียวนึ่งสุกใหม่เป็นส่วนผสมแทนส่วนผสมเดิม คือ ข้าวเหนียวตากแห้ง และการยกเลิกการใช้สารผสมอาหาร ได้แก่ ดินประสิว ส่วนด้านขั้นตอนการผลิต ประกอบด้วยนำปลามาแช่ในน้ำเกลือ เพื่อให้ปลามีลำตัวแข็งและมีสีแดงอ่อนๆ เมื่อหมักเสร็จแล้ว ทดแทนการใช้ดินประสิวตามกระบวนการแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องความสะอาดทุกขั้นตอนในการผลิตแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีความสะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p> พระมหาสุริยัน อุตตโร พระมหาสิงห์ณรงค์ สิรินฺทรเมธี พระสฤทธิ์ สุมโน พระพัฒนพล สิริสุวณฺโณ พระวงษ์ทอง สุภทฺโท Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 381 369 รูปแบบการดำเนินวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของชุมชนริมน้ำจันทบูร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247903 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความเป็นมาและวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำจันทบูร (2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนริมน้ำจันทบูร (3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการดำเนินวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนริมน้ำจันทบูร</p> <p>ระเบียบวิธีวิจัยใช้แบบผสานวิธี (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (1) การวิจัยเชิงคุณภาพ กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) 11 คน เลือกแบบเจาะจงจากผู้ทรงคุณวุฒิเครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง (Structure In-Depth Interview) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกตัวต่อตัว (Face-to-Face In-Depth Interview) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนาความ (Descriptive Interpretation) (2) การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 190 คน จากจำนวนประชากร 364 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความเป็นมาและวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำจันทบูร พบว่า ชุมชนริมน้ำจันทบูร เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในอดีตเคยเป็นศูนย์การค้าที่รุ่งเรือง ชุมชนที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวของศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ศิลปกรรม และผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวจะได้รับความรู้ไปในตัวด้วย นั่นคือการเที่ยวไปแล้วก็เรียนรู้ไปด้วย ชุมชนริมน้ำจันทบูรนั้น เป็นชุมชนเส้นทางสายเศรษฐกิจวัฒนธรรม ที่สะท้อนความเข้มแข็ง ความมีวิสัยทัศน์ที่ดี น่าสนใจในการขับเคลื่อนชุมชนแห่งวิถีวัฒนธรรมนี้ให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง 2. การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนริมน้ำจันทบูร ในด้านการดำเนินวิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจ ด้านการดำเนินวิถีชีวิตด้านสังคม ด้านการเป็นสังคมเมือง ด้านการดำเนินวิถีชีวิตและด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม3. รูปแบบการดำเนินวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนริมน้ำจันทบูร พบว่า ชุมชนริมน้ำจันทบูรเป็นชุมชนที่มีความหลากหลาย ด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา จนกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนริมน้ำจันทบูร อันเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรม เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตในอดีตส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปในทางเรือไม่ว่าจะเป็นการค้า การขาย การติดต่อกัน, ส่วนรูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบันจะดำเนินไปทางด้านการขนส่งทางบก เปลี่ยนแปลงจากสภาพในอดีตที่เป็นทางเรือ มาเป็นการคมนาคมทางบก หรือรถแทน เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่สำหรับค้าขายส่วนใหญ่ ปัจจุบันจะเป็นประชากรแฝง ที่มาเช่า หรือเซ้งกิจการ เซ้งร้าน เช่าร้าน การค้า การขาย และการลงทุน รูปแบบที่ตลาดท่องเที่ยวไทยต้องการ ความต้องการที่จะอนุรักษ์และนำเสนอมิติความเป็นชุมชนในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง พาณิชย์จังหวัดเข้ามาเพื่อเสนอแผนการท่องเที่ยวในรูปแบบของเส้นทางสายเศรษฐกิจวัฒนธรรมจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดี ที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาในจังหวัด</p> ศุภกิจ ภักดีแสน จิตสุดา คำมุงคุณ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 397 414 การส่งเสริมกระบวนการทางธรรมปฏิบัติแก่นักท่องเที่ยวของพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247973 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติธรรมแก่นักท่องเที่ยวพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ศึกษาวิเคราะห์ผลกระบวนการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่นักท่องเที่ยวพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้วิจัยได้เลือกใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการจัดทำแบบสัมภาษณ์เจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยวสายวัดป่า และนักท่องเที่ยว จำนวน 30 รูป/คน และใช้แบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 252 ตัวอย่าง นำผลที่ได้จากการศึกษาเชิงปริมาณมาแล้วทำการศึกษาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติธรรมแก่นักท่องเที่ยวพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นอยู่กับเพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา อาชีพ รายได้ รวมทั้งพฤติกรรมการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและเข้ามาปฏิบัติธรรมในวัดของพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพบว่า ศักยภาพด้านสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ สภาพแวดล้อมล้วนมีผลและเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงจูงใจ ดึงดูดในแก่นักท่องเที่ยวของพระสงฆ์สายวัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนผลจากการสัมภาษณ์ พบว่าแนวทางการส่งเสริมเบื้องต้นคณะสงฆ์ได้พัฒนาวัดเป็นสถานที่สะอาดร่มรื่นเหมาะแก่เข้ามาท่องเที่ยวศึกษาธรรมะ และมาปฏิบัติธรรมไว้เป็นอย่างดี สามารถเข้ามาพักผ่อนชื่นชมธรรมชาติรองรับนักนักเที่ยวได้จำนวนมากได้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของการท่องเที่ยว รวมถึงการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สะดวก สถานที่มีความพร้อม พระสงฆ์สามารถให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ แต่จะต้องเป็นผู้นำสู่การปฏิบัติธรรม มีความรู้ปฎิปทาน่าเลื่อมใส ตลอดจนการใช้สื่อประชาสำพันธ์ที่ดี จึงจะมีแรงจูงใจดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเข้าสู่ธรรมปฏิบัติที่ส่งเสริมกระบวนการท่องเที่ยวของพระสงฆ์สายวัดป่าให้มีความมั่นคงต่อไปได้</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> พระสุภาพร เตชธโร นคร จันทราช พระครูประโชติเมธาภรณ์ พระอธิการสุทธิศักดิ์ สมฺปณฺณเมธี พระมหาสุวัฒน์ กิตฺติเมธี Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 415 426 การพัฒนาโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยา เพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/247974 <p>การพัฒนาโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในวัยสูงอายุ และ3) เพื่อนำเสนอโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research )โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อหาวิธีการบูรณาการหลักจิตวิทยากับพุทธวิธีเพื่อประยุกต์กับการฝึกโยคะอาสนะ พัฒนาเป็นโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยา จากนั้นนำโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ฝึกเพิ่มพฤฒิพลังให้แก่ผู้สูงอายุ แล้วประเมินผลการทดลอง พบว่า 1. การฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในวัยสูงอายุ ใช้การบูรณาการองค์ประกอบ 3 ส่วนใหญ่ๆคือ 1.1 โยคะอาสนะ เป็นการสร้างสมดุลการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติ 1.2 หลักจิตวิทยาการเสริมสร้างสุขภาวะพลังบวก 1.3 หลักพุทธธรรม พละ 5 คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อสร้างพฤฒิพลัง กาย จิต สังคม ปัญญา ให้สมดุลกัน คือ 1) สามารถดูแลตนเองได้ เคลื่อนไหว ทำงานได้ 2) สุขภาพจิตใจดี มีความมั่นคง มีวุฒิภาวะด้านอารมณ์ดี 3) มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมดีทั้งในครอบครัว และนอกครอบครัว 4) ใช้ปัญญาเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มีความสงบเย็นภายในจิตใจ 2. การพัฒนาโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในวัยสูงอายุ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การอบรมปรับเสริมความรู้ร่วมกันเกี่ยวกับพฤฒิพลัง อันสุขภาวะ 4 ด้าน ใช้เวลา 6 ชั่วโมง (1วัน) ระยะที่ 2 การฝึกด้วยตนเอง ที่บ้าน ทุกวัน วันละ&nbsp; 40 นาที เป็นเวลา 21 วัน ด้วยกิจกรรม หลัก 2 กิจกรรม คือกิจกรรมที่ 1การเคลื่อนไหวอย่างรู้ทัน เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามแบบหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ใช้เวลา 10 นาที เพื่อฝึกให้รู้จักการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ กิจกรรมที่ 2 รู้โยคะรู้สมดุล เป็นการฝึกโยคะแบบอาสนะ ฝึกสมาธิ ให้อิริยาบถ ผ่อนคลาย ร่างกายเกิดความสมดุล ตั้งตรง มั่นคง ยืดหยุ่น ช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลังแข็งแรง กระตุ้นการทำงานของอวัยวะ ในช่องท้อง ทรวงอก ให้ทำงานเป็นปกติ ใช้เวลา 30 นาที การทดลองใช้โปรแกรมฝึก ผู้สูงอายุอาสาสมัคร จำนวน 10 คน เมื่อทำการสาธิตให้กลุ่มทดลอง ฝึกจนคล่องแล้ว&nbsp; ให้นำไปปฏิบัติเองที่บ้าน ทุกวัน เป็นเวลา 21 วัน ผู้วิจัยได้ติดตามผลการทดลองฝึกทางวิดีโอคอล ในเวลา 19.00 น. ทุกวัน 3. โปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ มีสุขภาวะทั้ง 3 ด้านดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะแนวพุทธจิตวิทยามีความสนใจต้องการฝึกโยคะอาสนะฯ ด้วยตัวเอง ร้อยละ 90 ของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้ทำการฝึก เนื่องจากโปรแกรมการฝึกโยคะอาสนะตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อเพิ่มพฤฒิพลังในผู้สูงอายุเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำและจะฝึกโยคะอาสนะต่อไป</p> นันทนา วงษ์สวัสดิ์ สิริวัฒน์ ศรีเครือดง ประยูร สุยะใจ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 427 442 รูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม ของเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248035 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดที่ส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมตามหลักพุทธจิตวิทยา 2) เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) การศึกษาครั้งนี้มี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 แนวคิดส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมตามหลักพุทธจิตวิทยา ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย และ ระยะที่ 3 นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม &nbsp;แบบสอบถามเพื่อการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติแบบบรรยาย (Descriptive Statistics) การทดสอบค่าที (T-test) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปแบบพรรณนา&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัยโดยใช้หลักจิตวิทยาทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์และกีเซลผนวกกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาคืออิทธิบาท 4 ทำให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย 2. รูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย โดยมีกิจกรรม คือ 1) ด้านกาย &nbsp;2) ด้านจิต &nbsp;3) ด้านสังคม และ4) ด้านปัญญา 3. การนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัยนั้นพบว่าก่อนใช้รูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.75) ด้านที่มีค่าสูงที่สุดคือด้านสุขภาวะทางสังคม (ค่าเฉลี่ย 2.85) รองลงมาคือ ด้านสุขภาวะทางจิต (ค่าเฉลี่ย 2.81) ต่ำสุดคือด้านสุขภาวะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 2.55) หลังจากใช้รูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัยพบว่าหลังเข้าร่วมรูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัยโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.88) โดยด้านที่มีค่าสูงสุดคือด้านสุขภาวะทางกายและด้านสุขภาวะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.78) รองลงมา คือด้านสุขภาวะทางสังคม (ค่าเฉลี่ย 4.50) ต่ำสุดคือด้านสุขภาวะทางจิต (ค่าเฉลี่ย 4.44) ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบโดยการใช้ Paire Samples t-test ผลพบว่ารูปแบบการเรียนรู้แนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย ไม่ต่างจากการเรียนในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ</p> รุ่งนะภา คำภูษา สิริวัฒน์ ศรีเครือดง กมลาส ภูวชนาธิพงษ์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 443 460 การนำหลักบุญกิริยาวัตถุ มาใช้ในวิถีชีวิตของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2556 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248036 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำหลักบุญกิริยาวัตถุมาใช้ในวิถีชีวิตของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสนับสนุนที่มีความสัมพันธ์กับการนำหลักบุญกิริยาวัตถุมาใช้ในวิถีชีวิตของประชาชน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการนำหลักบุญกิริยาวัตถุมาใช้ในวิถีชีวิตและจัดทำคู่มือในการปฏิบัติตน ในการนำหลักบุญกิริยาวัตถุ มาใช้ในวิถีชีวิตที่ถูกต้อง โดยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบอย่างง่าย จำนวน 384 คน&nbsp; เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือด้วยแบบสอบถาม&nbsp; แล้วนำมาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อคำนวณหาค่าสถิติต่างๆ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำหลักบุญกิริยาวัตถุ มาใช้ในวิถีชีวิตของประชาชนอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2556 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับการนำหลักบุญกิริยาวัตถุมาใช้ในวิถีชีวิตของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ.2556 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>&nbsp;ข้อเสนอแนะจากปัญหาที่พบ ข้อที่มีความถี่สูงสุด ได้แก่ ไม่ค่อยมีเวลาในการไปวัดทำบุญ รองลงมา ได้แก่ ไม่ค่อยมีเวลาในศึกษาธรรมะโดยเฉพาะเรื่องศีลภาวนา ส่วนแนวทางส่งเสริมพบว่า ข้อที่มีความถี่สูงสุด ได้แก่ ประชาชนควรหาเวลาในการไปวัดทำบุญ รองลงมาคือ ควรมีเวลาในศึกษาธรรมะโดยเฉพาะเรื่องศีลภาวนา</p> กันตภณ หนูทองแก้ว สิทธิพงษ์ เกตุประยูร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 461 468 ศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธปรัชญากับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษของเด็กและเยาวชนในจังหวัดหนองคาย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248048 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญากับยาเสพติดให้โทษ 2) เพื่อศึกษาการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษของเด็กและเยาวชนในจังหวัดหนองคาย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธปรัชญากับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษของเด็กและเยาวชนในจังหวัดหนองคาย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ เอกสารกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษของเด็กและเยาวชนในจังหวัดหนองคาย ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุปอุปนัยผลการวิจัยพบว่า : ยาเสพติดให้โทษ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น มัชชะ เป็นของมึนเมา บัญญัติไว้ในหลักธรรมศีล 5 การเสพยาเสพติดให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นมูลแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย ก่อให้เกิดทุกข์ และเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมหลายชนิด หลักพุทธปรัชญากับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษของเด็กและเยาวชน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจของเด็กและเยาวชน ให้มีสติ เกิดปัญญา นำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษ ประกอบด้วยหลักพุทธปรัชญาเพื่อการเรียนรู้ ได้แก่ หลักอริยสัจ 4 และหลักปฏิจจสมุปบาท หลักพุทธปรัชญาเพื่อการป้องกัน ได้แก่ หลักอบายมุข 6 หลักทิศ 6 หลักมิตรแท้มิตรเทียม หลักหิริโอตตัปปะ และหลักโยนิโสมนสิการ เมื่อนำหลักพุทธปรัชญาเหล่านี้มาแก้ไขปัญหา เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ถึงเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหายาเสพติดให้โทษ สำรวมอายตนะให้ห่างไกลจากยาเสพติดให้โทษ เห็นโทษและพิษภัยของยาเสพติดให้โทษ ปลูกฝังค่านิยมที่ดี และความประพฤติที่ดี ช่วยให้เด็กและเยาวชนเกิดความละอายใจ มีวิจารณญาณที่ดีในการตัดสินใจให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติดให้โทษได้</p> สมเด็จ จุลราช ประชัน ชะชิกุล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 481 494 การพัฒนาทักษะและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248049 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์รอบรู้ร้อยละ 80 และ 2)พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้สื่อมัลติมีเดียของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์รอบรู้ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 จำนวน 30 คน ในโรงเรียนเลิศปัญญา&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ&nbsp; ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ได้มาโดยการสุ่มเลือกอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ชนิด ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 2) แบบวัดทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ()&nbsp; ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น&nbsp; พบว่า1) ผลการพัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ทักษะๆ ละ 10 คะแนน มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 52.27 คิดเป็นร้อยละเท่ากับ 87.11 เกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 คือคะแนนเฉลี่ย&nbsp; 48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 ดังนั้นการใช้สื่อมัลติมีเดียในการพัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นที่สร้างขึ้น นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์รอบรู้ร้อยละ 80 2) คะแนนทดสอบวัดทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียน จำนวนคะแนน 60 คะแนน มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 52.27 คิดเป็นร้อยละเท่ากับ 87.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80&nbsp; 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นเฉลี่ย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2จำนวนคะแนนเต็ม 30 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 26.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 88.43&nbsp; ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ธนายงค์ จำปาศรี ยาใจ พงษ์บริบูรณ์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 495 508 การพัฒนาทักษะการปฏิบัติเมโลเดียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 ชุมนุมดนตรี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบทางตรง ร่วมกับเทคนิค STAD https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248050 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการปฏิบัติเมโลเดียนสำหรับนักเรียนชุมนุมดนตรี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD โดยนักเรียนมีคะแนนทักษะการปฏิบัติเฉลี่ยร้อยละ 70 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD รูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Design) โดยเป็นการทดลองแบบ One-Shot Case Study กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชุมนุมดนตรีโรงเรียนบ้านพังซ่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD&nbsp; จำนวน 6 แผน เวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติเมโลเดียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 8 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติเมโลเดียนของนักเรียนชุมนุมดนตรี ที่เรียนรู้จากการจัดการเรียนรู้แบบทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD ในภาพรวมพบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะการปฏิบัติเฉลี่ยเท่ากับ 79.95 คิดเป็นร้อยละ 79.95&nbsp; และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00&nbsp; ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบทางตรง ร่วมกับเทคนิค STAD พบว่า ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (&nbsp;=4.39, S.D. = 0.60)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> อรรถพล อย่างสวย ดุจเดือน ไชยพิชิต Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 509 520 การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการสร้างพฤฒิพลัง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248052 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อพัฒนาและตรวจสอบกรอบแนวคิดในการพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการสร้างพฤฒิพลัง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้สูงอายุ สุ่มแบบเจาะจง จำนวน 400 คน ใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยโปรแกรม LISREL ผลการวิจัยที่พบว่า พฤฒิพลัง ได้รับอิทธิพลทางตรงจากพรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .27 และ.67 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตามลำดับ ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากพรหมวิหาร 4 ผ่านสังคหวัตถุ 4 โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .33 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตามลำดับ และได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากปัจจัยสนับสนุน ผ่านสังคหวัตถุ 4 โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .32 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วันวิสาข์ ทิมมานพ ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 521 528 ภาษาไทยถิ่นผู้ไท: กระบวนการสืบสาน และการสร้างคุณค่าทางอัตลักษณ์ภาษาท้องถิ่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248053 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง&nbsp; ภาษาไทยถิ่นผู้ไท: &nbsp;กระบวนการสืบสานและการสร้างคุณค่าทางอัตลักษณ์ภาษาไทยถิ่นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ภาษาไทยถิ่นผู้ไท เพื่อศึกษาวิธีการสืบสานภาษาไทยถิ่นผู้ไทและกระบวนการสร้างคุณค่าทางอัตลักษณ์ภาษาถิ่นผู้ไทของชนเผ่าผู้ไทในเขตพื้นที่อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชนเผ่าผู้ไทที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่า ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง( Structure Interview) &nbsp;วิเคราะห์แบบเชิงพรรณนาและจัดจำแนกและจัดระบบข้อมูล (Typology and Taxonomy) ผลการวิจัยพบว่า ในระดับครอบครัว มีการอบรมเลี้ยงดูผู้เยาว์ในครอบครัวแบบการปลูกฝังให้มีการใช้ภาษาและวัฒนธรรมของชนเผ่าผู้ไท ให้มีการปฏิบัติตนตามประเพณีที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น การใช้ภาษา การแต่งกายและความเชื่อ เป็นต้น ในระดับหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านมีการใช้ภาษาไทยถิ่นผู้ไทสื่อสารในกิจกรรมต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาของตนให้ความสำคัญต่อประเพณีการปฏิบัติตนต่อประเพณีอันดีงามของชนเผ่า พระสงฆ์และผู้นำทางศาสนามีการใช้ภาษาไทยถิ่นผู้ไทออกเสียงสำเนียงของชาวผู้ไทในการสื่อสาร สร้างบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม เป็นการสร้างคุณค่าทางจิตใจ มีการปฏิบัติตามพิธีกรรม เช่น พิธีกรรมงานศพ พิธีทำบุญอุทิศแก่ผู้เสียชีวิต พิธีกรรมตามประเพณี 12 เดือนเป็นต้น ด้านความเชื่อทางพิธีกรรมตามบรรพบุรุษ ได้แก่ การเลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน ผีประจำที่นา &nbsp;ผีบรรพบุรุษ ทำให้มีการปฏิบัติตามกรอบประเพณีของชนเผ่าผู้ไท ได้แก่ การเซ่นไหว้บวงสรวง การแต่งกาย การปฏิบัติตนตามพิธีกรรมแต่งงาน การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พิธีกรรมงานศพตามแบบชนเผ่าผู้ไท พิธีกรรมดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรมของชนเผ่าได้อย่างยั่งยืน</p> วีระกาญจน์ กนกกมเลศ ฐิตะวงษ์ อนุตฺตโร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-25 2021-03-25 6 1 529 536 ความรู้และพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา ในรายวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248055 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาในรายวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยชินวัตร ที่ได้ศึกษาวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดการคิดวิเคราะห์และแบบสัมภาษณ์ โดยใช้สถิตพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความรู้และพฤติกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับดังนี้ ด้านการกำหนดปัญหาการวิจัย ด้านการการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและด้านการรวบรวมข้อมูล ตามลำดับ ผลจากการสัมภาษณ์พบว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนทำให้นักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เพราะนักศึกษาจะช่วยกันคิดและสามารถสอบถามอาจารย์ประจำชั้นได้ทันที่เมื่อมีข้อสงสัย ซึ่งในชั้นเรียนนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการคิดในการเรียนทุกครั้งและสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ให้เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่องดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้นักศึกษามีโอกาสได้ฝึกความคิดและฝึกปฏิบัติ ให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิดและวิธีเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ความรู้คงทนและถ่ายโยงจากการเรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ได้</p> <p>&nbsp;</p> อติพร เกิดเรือง ไชยวัฒน์ ค้ำชู Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 537 548 เว็บฝึกอบรมห้องสมุดเสมือนจริงเพื่อพัฒนาการรู้สารสนเทศ โดยใช้กรณีศึกษาเรื่องการใช้สารสนเทศในห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248769 <p>ภารกิจหลักที่สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ถือเป็นภารกิจหลัก คือให้บริการห้องสมุดให้แก่นักศึกษาบุคคลากรและบุคคลทั่วไป แต่ในการรู้สารสนเทศ การค้นคืนทรัพยากรสารสนเทศ การใช้บริการและการสืบค้นสารสนเทศในห้องสมุด บริการต่าง ๆ เช่น บริการยืม-คืนทรัพยากรสารสนเทศ โดยมุ่งหมายให้ทุกคนมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้บริการและการสืบค้นสารสนเทศในห้องสมุด การดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยการแนะนำสถานที่จัดเก็บสารสนเทศในแต่ละส่วน การแนะนำบริการต่าง ๆ เช่น บริการยืม-คืนทรัพยากรสารสนเทศ และการสืบค้น ได้แก่&nbsp; การสืบค้นฐานข้อมูลบรรณานุกรม (OPAC) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำหรับการสืบค้นทรัพยากรสารนิเทศห้องสมุด เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรม ที่ผู้ใช้สามารถสืบค้นออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว&nbsp; ซึ่งวิธีสืบค้นทำได้ง่าย&nbsp; และมีหลายช่องทางให้เลือก ได้แก่ ชื่อผู้แต่ง&nbsp; ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ เก็บรายละเอียดของสารสนเทศที่มีจำนวนกว่า 50,000 รายการ เป็นต้น กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการดำเนินงานอย่างมาก นับตั้งแต่เวลาในการจัดเตรียม&nbsp; จัดหาสถานที่&nbsp; เวลาที่ใช้ในการฝึกอบรมและปฐมนิเทศ เวลาของบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งส่งผลให้งานประจำชะงัก&nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องละทิ้งงานเดิมมาทำกิจกรรม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในงานประจำกันมากขึ้น การจัดการฝึกอบรมก็เป็นอีกงานหนึ่งที่สามารถนำคุณลักษณะเด่นของอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการดำเนินงานเว็บฝึกอบรมแบบห้องสมุดเสมือนจริงเพื่อพัฒนาการรู้สารสนเทศ โดยใช้กรณีศึกษาเรื่องการใช้สารสนเทศในห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จะช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานฝึกอบรมของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดสามารถเรียนรู้ได้โดยอิสระ ปราศจากข้อจำกัด ด้านภูมิศาสตร์และเวลา&nbsp; ตอบสนองความต้องการเรียนแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม&nbsp; สามารถปรับปรุงเครื่องมือฝึกอบรมได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศห้องสมุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า เว็บฝึกอบรมแบบผสมผสานด้วยกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี เรื่องการสร้างบทเรียนออนไลน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ประกอบไปด้วยเนื้อหาทั้งหมด ๕ ตอน หลักการเบื้องต้นของ e-Learning การสร้างบทเรียน ระบบออนไลน์ การสร้างเนื้อหาบทเรียนออนไลน์ การสร้างกิจกรรมบทเรียนออนไลน์ การใช้เทคนิคพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญประเมินอยู่ในระดับดีมาก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เข้าอบรมโดยใช้เว็บฝึกอบรมแบบผสมผสานด้วยกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี เรื่องการสร้างบทเรียนออนไลน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีสมรรถนะ e-Learning อยู่ในระดับดีมาก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เข้าอบรมโดยใช้เว็บฝึกอบรมแบบผสมผสานด้วยกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี เรื่องการสร้างบทเรียนออนไลน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมหลังฝึกอบรม สูงกว่าค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมก่อน ฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เข้าอบรมโดยใช้เว็บฝึกอบรมแบบผสมผสานด้วยกระบวนการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี เรื่องการสร้างบทเรียนออนไลน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มีความพึงพอใจในการใช้เว็บ ฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> พรทิพย์ เกิดถาวร ศราวุฒิ เกิดถาวร Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 801 814 การบริหารงานวิทยาลัยอาชีวศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248101 <p>&nbsp;ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้เรียน ควรได้รับการอบรมเพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ในเรื่องบทบาทการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มีความรู้ที่จะสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและทำงานร่วมกับบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้บริหารอาชีวศึกษาต้องมีความรับผิดชอบในชื่อเสียงและความเจริญก้าวหน้าขององค์กร มีการวางแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์สําหรับอนาคต ด้วยผู้บริหารเป็นผู้นำที่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผลการเรียนและสังคมของผู้เรียน ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องช่วยให้เกิดการสอนอย่างเยี่ยมยอดในทุกห้องเรียน การตระหนักถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลทางการศึกษาของอาชีวศึกษาจึงเป็นเรื่องสําคัญ&nbsp; เพื่อช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการอาชีวศึกษามีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และช่วยผู้เรียนให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ชุมชน ประชาคมอาเซียนและโลก</p> เกรียงไกร ปัญญาประเสริฐกุล จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 549 568 มนุษยสัมพันธ์ในการบริหารเชิงพุทธ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248102 <p>มนุษยสัมพันธ์ในการบริหารเชิงพุทธ เป็นทักษะที่สำคัญต่อระบบการบริหารการศึกษา เพราะเป็นคุณลักษณะที่บ่งบอกความเป็นนักบริหารมืออาชีพ จากการศึกษาความหมาย ความสำคัญของหลักมนุษยสัมพันธ์ และหลักธรรมในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ตามแนวพระพุทธศาสนา หลักธรรมที่เกี่ยวข้องมีหลายหมวด สำหรับในที่นี้นำเสนอเพียงหมวดเดียว คือ หลักสังคหวัตถุ 4 อันเป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคน ประสานคนให้เกิดความสามัคคีมีน้ำใจต่อกัน ก่อให้เกิดความสุข ความร่วมมือต่อกัน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ควรยึดเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นผู้สมควรได้รับการยอมรับ และการยกย่องว่า “ปูชนียบุคคล”&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> วีระพงษ์ ปรองดอง ละเอียด จงกลนี ประจิตร มหาหิง Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 569 582 คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248103 <p>ภาวะผู้นำเป็นการที่ผู้นำในหน่วยงานหรือองค์กรได้ใช้ศักยภาพทั้งศาสตร์และศิลป์ของตนนั้นนำพาและจูงใจผู้ร่วมงานนั้น ปฏิบัติด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การและเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกในการใช้กระบวนการบริหารของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นหรือกลุ่มคนโดยการกระตุ้นจูงใจให้เชื่อถือ ยอมรับกระทำหรือไม่กระทำบางอย่างตามเป้าหมาย ลักษณะและคุณสมบัติของภาวะผู้นำ คือ การแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาวะผู้นำที่มีในองค์การที่มีทั้งในผู้นำและผู้ตามขององค์กรนั้น สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จทั้งในองค์กรของตนเองและองค์กรอื่น จนขยายสู่องค์การระดับประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการมีภาวะผู้นำทั้งสิ้น ทฤษฎีด้านภาวะผู้นำมีความแตกต่างกันตามแนวความคิดและประสบการณ์ของนักวิชาการแต่ละสมัย โดยแนวคิดทฤษฎีต่างๆ มีข้อดีและข้อบกพร่องแตกต่างกันออกไป ไม่อาจหาข้อยุติได้ว่า ทฤษฎีใดถูกต้องมากที่สุดเพราะแต่ละทฤษฎีมีคุณประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ ซึ่งผลจากการศึกษาข้อบกพร่องและการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีต่างๆของนักวิชาการได้ทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความคิดที่มีผู้เสนอไว้แต่เดิมและพยายามศึกษาในเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อชนรุ่นหลังที่จะได้นำแนวคิดไปเป็นแนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาปรับปรุงต่อไป ผู้นำหรือผู้บริหารที่มีกระบวนทัศน์ในการบริหารการศึกษาจะนำไปสู่ความสำเร็จนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องการวางแผน การจัดคนเข้าทำงาน การสั่งการ การประสานงาน และการควบคุมงานให้มีระบบเป็นไปตามแผน และมีประสิทธิภาพผู้บริหารจึงสามารถจัดการศึกษาในโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมาย และมาตรฐานทางการศึกษาสามารถปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียน ให้มีความเหมาะสมกับสถานที่พัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้าทันวิทยาการอย่างแท้จริง โดยจะต้องมีการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาทั้งการพัฒนาตนเองและการพัฒนาภาวะผู้นำจากหน่วยงาน</p> พระเดวิศณ์ สุขถาวโร ประจิตร มหาหิง จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 583 600 การบริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248109 <p>การบริหารสถานศึกษาเป็นการจัดการระเบียบอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดกระบวนการที่เป็นสาระสำคัญของกระบวนการบริหาร เป็นกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินการของกลุ่มบุคคลเพื่อการบริหารพลเมืองโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ โดยนำหลักการและกระบวนการทางการบริหารมาประยุกต์ใช้ โดยเริ่มจากการวางแผน การจัดองค์การในสถานศึกษา การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ การติดต่อประสานงาน การตัดสินใจ การรายงานผลการดำเนินงาน การเงินและงบประมาณ รวมทั้งงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสถานศึกษา อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญของการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีจำเป็นต้องอาศัยธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษนั่นคือหลักสัปปุริสธรรม 7 ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีและเป็นที่ยอมรับ มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้นำที่ดี และมีความมั่นใจในการเป็นผู้นำแล้วย่อมเป็นแรงผลักดันให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่สง่างามและจะนำพาองค์การสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> จงดี เพชรสังคูณ จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ุ601 618 คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248110 <p>ผู้นำที่มีกลยุทธ์ มีศิลปะ มีอิทธิพลสามารถชี้นำผู้อื่นให้เกิดความวางใจเชื่อใจ พร้อมทั้งให้ความเคารพนับถือ ให้ความร่วมมือทุกด้านและให้เกิดความมั่นใจในความสามารถในการเป็นผู้นำของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่เป็นผู้ริหารสถานศึกษาที่ดีและเป็นที่ยอมรับ มีคุณธรรมจริยธรรมเป็นผู้นำที่ดีและมีความมั่นใจในการเป็นผู้นำแล้วย่อมเป็นแรงผลักดันให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่สง่างาม เฉกเช่นเดียวกันกับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนที่ต้องมีความเป็นผู้นำ มีความรู้และประสบการณ์ มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน มีความสามารถในการตัดสินใจ มีความรับผิดชอบ และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีคุณธรรมจริยธรรม และมีความมั่นใจในการเป็นผู้นำ</p> สุพิศ ศรีบัว จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 619 636 เทคนิคการบริหารสถานศึกษาตามหลักโยนิโสมนสิการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248111 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอเทคนิคการบริหารสถานศึกษาตามหลัก โยนิโสมนสิการ ผลการศึกษาพบว่า&nbsp; เทคนิคการบริหารสถานศึกษาตามหลักโยนิโสมนสิการ เป็นการบูรณาการเชิงพุทธ โดยใช้หลักพุทธธรรมมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นกรอบในการบริหารตามแนวพุทธ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ให้แก่ผู้บริหารได้ยึดมั่น เกิดความแข็งแกร่งทางสติปัญญา แกล้วกล้าในการใช้หลักการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ 10 ประการ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ก่อเกิดผลสำเร็จ ทำให้สังคมภายในสถานศึกษาอยู่ได้อย่างมีระเบียบแบบแผน และมีความสงบสุขมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีน้ำใจ หรือการมีจิตสาธารณะของบุคคล เพราะจิตสาธารณะ คือ รากฐานสำคัญของความเจริญก้าวหน้าในทุกมิติ เพราะการที่คนมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่พึ่งพากัน ผู้นำหรือผู้บริหารจำเป็นต้องใช้หลักการคิดโดยแยบคายตามหลักโยนิโสมนสิการอยู่ตลอดเวลา</p> พระครูวิจิตรศาสนการ ละเอียด จงกลนี ประจิตร มหาหิง Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 637 650 การบริหารจัดการโบราณสถานในวัดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248112 <p>การศึกษาครั้งเพื่อทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณวัดซึ่งถือได้ว่าโบราณสถานเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ผสมผสานมิติด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเป็นมาของชุมชนอันเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสงวนอนุรักษ์โบราณสถานเป็นมรดกที่สืบทอดไปถึงคนรุ่นต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับชุมชน สังคมและประเทศชาติ การดำเนินงานใดๆก็ตามที่เกี่ยวกับโบราณสถานยังคงมีปัญหาเนื่องจากได้รับความสนใจไม่มาก ไม่มีการให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญอย่างเพียงพอทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษาพัฒนาและการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการบริหารจัดการโบราณสถานส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้อยู่ในการดูแลของทางภาครัฐ คือ กรมศิลปากร จึงไม่อาจดำเนินการได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงเพราะจำกัดอยู่เฉพาะโบราณสถานขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเท่านั้น แต่โบราณสถานในวัดตามต่างจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจึงอาจถูกละเลยและเริ่มมีความเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาหากไม่มีการบริหารจัดการ ทำนุบำรุง ตลอดจนพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้อันทรงคุณค่าที่แสดงถึงการเชื่อมโยงเรื่องราวอันน่าสนใจในวัฒนธรรมดั้งเดิมและการค้นคว้าประวัติศาสตร์ย่อมเป็นสิ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง</p> พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม จารุพร อมรพงศ์ชัย อาภรณ์รัตน์ เลิศไผ่รอด Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ุ651 664 บทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์ของพุทธอุทยาน วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248113 <p>ปัจจุบันพุทธอุทยานวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร มีสภาพพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดสุรินทร์โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้โปรโมทต์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เชิงนิเวศ เชิงวัฒนธรรม มีรอยพระพุทธบาทจำลองที่บ่งบอกถึงอารยะธรรมอันเก่าแก่ของขอมโบราณ และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนผานางคอยเป็น ผาพระ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลิตผลที่ได้จากอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของพระสงฆ์ทั้งสิ้น พระพุทธศาสนาเพื่อสังคมของวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จึงสามารถสรุปได้ใน 2 ฐานะ คือ ฐานะเชิงหลักการได้แก่ การตีความหลักการของพุทธศาสนาเพื่อให้ครอบคลุมสังคมทุกด้าน&nbsp; โดยการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมหมู่มากและปรับรูปแบบให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมมากยิ่งขึ้น และฐานะเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ กระบวนการทำกิจกรรมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมไปพร้อมกับการพัฒนาจิตใจด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการปรับรูปแบบการเผยแผ่ศาสนาที่ไม่เน้นเพียงการแสดงธรรมและการสอนกรรมฐานเท่านั้นแต่ยังสามารถเผยแผ่ในรูปแบบสังคมสงเคราะห์และร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาสังคมทุกยุคสมัย ซึ่งเป็นการเข้าไปรับผิดชอบต่อกกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม รวมไปถึงปฏิบัติการเยียวยา รักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมระบบนิเวศวิทยาและสิ่งมีชีวิตด้วย&nbsp;</p> ทิพย์ภวิษณ์ ใสชาติ พระครูธรรมธรศิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน พระครูโกศลวิหารคุณ พระครูสุเขตวุฒิคุณ สังเวียน สาผาง Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ุุ665 684 การพัฒนาการสื่อสารเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพในองค์กร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248120 <p>บุคลิกภาพมีความสำคัญมากต่อการพูดโดยเฉพาะการพูดต่อหน้าชุมชน ผู้พูดหรือนักพูดจะต้องมีบุคลิกภาพที่ต้องตาผู้ฟัง บุคลิกภาพมีความสัมพันธ์กับการพูดต่อหน้าที่ชุมชนจนการฝึกอบรมในปัจจุบันหลายๆ หลักสูตรมักจะมีเนื้อหาบุคลิกภาพกับการพูด เช่น หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพกับการพูดแบบผู้นำฯลฯ เราจะเห็นว่าบุคลิกภาพภายในของนักพูดมีความสำคัญมากในการพูด สำหรับบุคลิกภาพภายนอก ผู้พูดที่มีบุคลิกภาพที่ดีมีส่วนช่วยให้ ประสบความสำเร็จในการพูด ผู้พูดต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีด้วยโดยการปฏิบัติตามกระบวนการ พัฒนาบุคลิกภาพ 4 ขั้น คือ วิเคราะห์ตนเอง การปรับปรุงแก้ไข การแสดงออก และการประเมินผล บุคลิกภาพด้านต่างๆ ที่ควรพัฒนาในการพูด ได้แก่ รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย การปรากฏกาย การใช้สายตา การใช้เสียง การใช้กิริยาท่าทาง การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองนอกจากพัฒนาบุคลิกภาพด้านดังกล่าวแล้ว การพัฒนาเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการพูดก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพัฒนาอยู่เสมอเช่นเดียวกัน</p> พระมหาพิษณุ สญฺญเมโธ วีรกาญจน์ กนกกมเลศ ไว ชึรัมย์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 685 702 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของชุมชนในศตวรรษที่ 21 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248121 <p>การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และในทางกลับกันเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งโดยทางตรงในระดับท้องถิ่นและทางอ้อมในระดับชาติ การมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพระบบบริการและการดูแลประชาชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารตนเองโดยตรงในระดับท้องถิ่นตลอดจนบริหารประเทศทางอ้อมในภาพรวม เพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองโดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนทางเศรษฐกิจสังคมและเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม นับตั้งแต่การมีส่วนร่วมโดยตรงทางกายภาพไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบเครือข่ายเชื่อมโยงกับภาครัฐ ทั้งนี้การได้รับผลสะท้อนจากประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชนหรือท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในทุกระดับตลอดทั้งสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน การเมืองระดับท้องถิ่นจึงเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การพัฒนาประชาธิปไตยจำเป็นต้องอาศัยหลักการกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ และลงมือกระทำการทางการเมืองอันเป็นการสนองต่อระบอบประชาธิปไตยที่ครอบคลุมทั่วถึงคนทุกกลุ่มตามแบบวิถีปฏิบัติของอารยะประเทศ การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มดังกล่าวยังเป็นการยอมรับและให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของปัจเจกบุคคล ความเสมอภาคและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตและความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย นอกจากนี้การละเว้นหรือการเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลอันควรถือว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตย หลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มและทุกระดับผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย&nbsp;</p> ศราวุธ ขันธวิชัย พระสิริชัย ธมฺมจาโร พระสังวาน เขมปญโญ พระสฤทธิ์ สุมโน ศรีอรุณ คำโท Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ึ703 720 บทบาทพระสงฆ์กับจิตบริการสังคมสาธารณะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248123 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพระสงฆ์กับจิตบริการสังคมสาธารณะ ผ่านแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับบทบาทพระสงฆ์กับจิตบริการสังคมสาธารณะ 2. เพื่อศึกษาบทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาสังคมสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วยศาสนกิจหลัก 6 ด้าน คือ 1) บทบาทด้านการปกครอง 2)บทบาทด้านการศึกษา 3) บทบาทด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 4) บทบาทด้านการสาธารณสงเคราะห์ 5) บทบาทด้านการศึกษาสงเคราะห์ และ 6) บทบาทด้านการสาธารณูปการ 3. แนวทางในการฝึกอบรมตนเองของพระสงฆ์เพื่อจิตบริการสังคมสาธารณะ ประกอบด้วย &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3 ด้าน คือ 1) บทบาทด้านปริยัติ &nbsp;2) บทบาทด้านการปฏิบัติ 3) บทบาทด้านปฏิเวธ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ บรรลุประโยชน์ตนเองและสังคมส่วนรวมบนฐานคติแห่งการเข้าใจทุกขสัจจะของชีวิตและสังคมตามความเป็นจริง</p> พระมหาอำคา วรปญฺโญ ภักดี โพธิ์สิงห์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ึ721 736 การศึกษาเปรียบเทียบปัญหาการออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษและภาษาไทย: ความเหมือนและความแตกต่าง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248124 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของเสียงพยัญชนะระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทยและวิเคราะห์สาเหตุ (ปัญหา) การออกเสียงผิดพลาดของภาษาอังกฤษโดยคนไทย โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ประกอบไปด้วย หนังสือภาษาศาสตร์ บทความวิจัย และแหล่งข้อมูลทางเว็บไซต์ เป็นการวิเคราะห์ตามหลักสัทศาสตร์การออกเสียงและเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของทั้งสองภาษา ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาการออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเสียงที่เกิดจากเสียงเสียดแทรก เสียงระเบิด เสียงกึ่งเสียดแทรกและเสียงเปิด ตามลำดับ เนื่องจากเสียงภาษาอังกฤษบางเสียงไม่ปรากฏในระบบเสียงภาษาไทย ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิดและเลียนแบบการออกเสียงผิด เมื่อได้ยินเสียงคล้ายคลึงกับเสียงในภาษาไทย</p> <p>&nbsp;</p> อาทิตย์ ถมมา กิตติพัฒน์ ทาวงศ์ษา ณัฐรัชต์ สถิตอริยวาณิช Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ึ737 755 เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วมสมัย : การสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248125 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนเรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วมสมัย โดยศึกษาเรื่องเล่าการผจญมารทั้ง 8 เหตุการณ์ในบทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถา หรือที่รู้จักกันในชื่อบท“พระคาถาพาหุง”ที่ได้รับการผลิตซ้ำในสื่อร่วมสมัยประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวนทั้งสิ้น 17 สำนวน ผลการศึกษาพบว่า เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมาร 8 เหตุการณ์ในสื่อร่วมสมัยมีการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนอย่างชัดเจน โดยนำเสนอผ่านกลวิธีการสอน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) กลวิธีการสอนแบบตรงไปตรงมา 2) กลวิธีการสอนโดยการสอดแทรกทัศนะหรือคำสอนของผู้เขียน 3) กลวิธีการถามตอบปัญหาธรรม และ 4) กลวิธีการสอนผ่านพฤติกรรมและคำพูดของตัวละคร อีกประการหนึ่งเรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารยังสะท้อนให้เห็นการดำรงอยู่และพลวัตของวรรณคดีพุทธประวัติตอนสำคัญในฐานะเรื่องเล่าที่ได้รับการผลิตซ้ำในพื้นที่ร่วมสมัยที่มีความเป็นสากล ส่งผลให้เกิดความรับรู้เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารของผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น</p> พรพิมล เพ็งประภา กิตติยา คุณารักษ์ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 756 768 การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี ในยุค NEW NORMAL https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248126 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและแนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรีในยุค New Normal โดยการนำหลักการแนวคิดที่สำคัญ คือ 1) แนวคิดการสอนน้อยเรียนมาก (Teach Less Learn More) 2) อินเทอร์แอคทีฟมัลติมีเดีย (Interactive Multimedia) 3) กระบวนการเรียนรู้ภาษา (Language learning process) 4) คอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist) มาผสมผสานและจัดการเรียนรู้ร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารอันเป็นการช่วยเสริมในส่วนที่เป็นข้อจำกัดของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยนำมาเป็นกรอบแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้กับนิสิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p> เอกชัย ศรีบุรินทร์ เกริก พิสัยพันธ์ พระศรีวิสุทธิมุนี Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ึ769 780 แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถาบันอุดมศึกษาไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248127 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถาบันอุดมศึกษาไทย ดำเนินการศึกษาโดยวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผลการศึกษาพบว่า ส่งเสริมการเรียนรู้จากยุคเดิมสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ต้องจัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเรียน การทำงานและการดำรงชีวิต เน้นการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมการค้นคว้าด้วยตนเองโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนรู้ให้มากที่สุด โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ตามหลักสูตรเท่านั้นการส่งเสริมการเรียนในรู้ศตวรรษที่ 21 ต้องคำนึงถึงการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่ายออนไลน์ แบ่งปันความรู้และเนื้อหาผ่านเครือข่ายออนไลน์ เน้นการสร้างสรรค์ และการคิดเชิงวิพากษ์ เน้นการใช้เครือข่ายออนไลน์ในการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ เนื้อหาการเรียนรู้ สามารถสร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมความรู้จากการได้ลงมือปฏิบัติจริงมากขึ้น</p> อติพร เกิดเรือง ไชยวัฒน์ ค้ำชู ชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-20 2021-03-20 6 1 781 790 A STUDY ON ENGLISH TEACHING METHODS THROUGH TOTAL PHYSICAL RESPONSE AND STORYTELLING FOR ENGLISH LISTENING, SPEAKING AND WRITING SKILLS OF STUDENTS IN THE FACULTY OF HUMANITIES, MAHACHULALONGKORNRAJAVIDYALAYA UNIVERSITY https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/248128 <p>This research was entitled ‘A Study on English Teaching Methods through Total Physical Response and Storytelling for English Listening, Speaking and Writing Skills of Students in the Faculty of Humanities, Mahachulalongkornrajavidyalaya University’. It was a quasi-experimental research and qualitative research with the objectives to study the level of knowledge on English-listening, English-speaking and English-writing skills as well as to compare between before and after English teaching methods with the physical response and storytelling. The sample group consisted of the 1<sup>st</sup> – 4<sup>th</sup> year students with the number of 186 persons, including additional in-depth interviews with 24 M.A. students in English Major (International Program) who were studying at the Faculty of Humanities in Mahachulalongkornrajavidyalaya University. For data collection, questionnaire and in-depth interview were used. The data were analyzed in percentage, mean, and inferential statistics using t-test and f-test. Results of this research were as the followings:</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The information before teaching English by using the method of total physical response and storytelling towards the opinions of students as an overview, students were interested in this teaching method, it was at the moderate level, after learning and teaching, it was at the highest level with the mean which was equal to 4.53. From the comparison between before and after teaching English by using the method of total physical response and storytelling by using t-test, it was significantly different at the level of 0.000. The result of a comparison between before and after learning and teaching English was found that students had knowledge and ability in using English in 3 aspects for both before and after attending the class that could be compared as the followings: 1) English-speaking; 2) English-listening; and, 3) English-writing. When comparing each item by using t-test, it was significantly different at 0.000 for every item.&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> วีระกาญจน์ กนกกมเลศ Copyright (c) 2021 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2021-03-21 2021-03-21 6 1 ึ791 800