วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou <p>วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์&nbsp; กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติดังนี้ 1. ด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา 2.ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์&nbsp; 3. ด้านการศึกษา และ 4.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตาม</p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี th-TH วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2539-5726 สิกขาบท 150 ข้อ ในสมณวรรค ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย : ศึกษาวิเคราะห์และตีความ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240646 <p>สิกขาบทตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษาเป็นบทบัญญัติข้อ หนึ่งๆที่พระภิกษุพึงปฏิบัติตามในแต่ละขอๆ โดยมีจำนวนทั้งหมด 227 ข้อ คือ ปาราชิก 4 ข้อ สังฆาทิเสส 13 ข้อ อนิยต 2 ข้อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ข้อ ปาจิตตีย์มี 92 ข้อ ปาฏิเทสนียะ 4 ข้อ เสขิยะ 26 ข้อ โภชนปฏิสังยุตต์ 30 ข้อ ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ 16 ข้อและอธิกรณสมถะ 7 ข้อ การสวดปาติโมกข์ของคณะสงฆ์ไทยพบว่า การสวดปาฏิโมกข์มีพิธีกรรมโดยมีบุพกรณ์และบุพกิจ วิธีการสวดมี 2 อย่างคือ สวดแบบย่อกับแบบพิศดาร และประโยชนที่เกิดจากการสวดพระปาฏิโมกข์มี 2 ระดับ คือ ประโยชน์กับตนเองและประโยชน์กับสังคม การสวดพระปาฏิโมกข์ของคณะสงฆ์ไทยเป็นไปตามหลักพุทธบัญญัติทำให้คณะสงฆ์ไทยมีความรูปในการสวดพระปาฏิโมกข์และเห็นคุณค่าตลอดจนความมุ่งหมายของการสวดพระปาฏิโมกข์ ส่วนการวิเคราะห์และตีความสิกขาบท 150 ข้อ ในสมณวรรค ติกนิบาตร อังคุตตรนิกาย ในสังคมไทยพบว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องจำนวนสิกขาบท 150 ข้อ เกิดจากการยึดหลักการแปลพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยและไม่ยอมรับอรรถกถา ขาดการสอบทานจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีโดยตรง กลายเป็นปัญหาเรื่องการสวดปาฏิโมกข์เพียงจำนวนสิกขาบท 150 ข้อ ทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศมติมหาเถรสมาคมและมีประกาศพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนที่ 130 ง ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ประกาศให้คณะสงฆ์ไทยถือปฏิบัติตามพระวินัยปิฎกด้วยการสวดพระปาติโมกข 227 สิกขาบท</p> สิปป์มงคล ป้องภา นคร จันทราช ทิพย์วิทย์ ใสชาติ พระสุภาพร เตชธโร เพ็ญพรรณ เฟื่องฟูลอย Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 20 31 รูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพุทธบูรณาการในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240647 <p>&nbsp;</p> <p>ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยพื้นฐานเขื่อนลำเพลิงมีการใช้น้ำปริมาณมาก ส่งผลทำให้น้ำในเขื่อนขาดแคลนลงไปได้ ส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมในบางช่วงที่น้ำขาดแคลนก็จำเป็นต้องมีน้ำสำรอง คือ ระบบน้ำบาดาลแทน และน้ำเสียจากโรงงานทุกโรงงานได้บำบัดน้ำและปล่อยลงมาตามท่อระบายน้ำ ลงสู่พื้นที่การเกษตร จึงไมjกjอใหhเกิดน้ำเสียค้างเป็นเวลานาน น้ำเสียจึงเกิดน้อยมาก จุดที่น้ำเสีย คือ น้ำเน่าบริเวณที่น้ำไหลไม่สะดวก ขังอยู่เป็นเวลานาน ทําให้เกิดน้ำเสียที่ยังแก้ไขไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นน้ำเสียชุมชน ที่มีแหล่งกําเนิดจากกิจกรรมในครัวเรือนและสถานประกอบการ เช่น น้ำทิ้งจากการอุปโภค บริโภค การซักล้าง การทําครัว เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม การเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การดำเนินชีวิตประจำวันจากที่เคยสุขสบายก็อาจจะเกิดเป็นทุกข์เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ดังเช่น น้ำ อาหารที่ดื่มกินถ้าสกปรกก็จะเกิดเป็นโรคอุจาระร่วงไทฟอยด์ หรือโรคที่เป็นพิษทางสารเคมี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เสนอรูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพุทธบูรณาการในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา การออกแบบกิจกรรม รูปแบบกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาฐานข้อมูล โดยสำรวจภาคสนามของเส้นทางน้ำ แหล่งน้ำ และนำข้อมูลของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบ พร้อมกับให้ชาวบ้านได้วิเคราะห์ สังเคราะห์การใช้ประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ รูปแบบกิจกรรมให้ชาวบ้านร่วมกันวิเคราะห์ภาพอนาคตที่ชุมชนอยากให้เป็นโดยเชื่อมโยงกับ“ภาพอนาคต”เพื่อให้ร่วมกันออกแบบภูมิสถาปัตย์ของชุมชนที่ต้องการ ให้ชาวบ้านร่วมกำหนดแนวทางการจัดการน้ำที่สอดคล้องระบบนิเวศของชุมชน โดยอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนในลุ่มน้ำผู้มีส่วนได้เสียด้วย</p> <p>&nbsp;</p> ไชยวัตร์ ศิริศักธิ์ดา พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม สิรภพ สวนดง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 32 46 กระบวนการพัฒนาจิตใจและปัญญาของพระสงฆ์สายวัดป่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240766 <p>ก</p> <p>วัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธในด้านแหล่งธรรมชาติที่ประกอบด้วยภูมิทัศน์และบรรยากาศที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนทางกายและทางใจ สถานที่ปฏิบัติธรรมมีความพร้อมทั้งพระวิทยากร ที่มีความรู้ประสบการณ์ที่เพียบพร้อม รวมทั้งที่พักสำหรับผู้สนใจเข้าปฏิบัติธรรม ในส่วนทรัพยากรทางวัฒนธรรมบางแห่งเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญและมีพุทธศิลป์แต่ละสมัย บางแห่งเคยมีพระสงฆ์สายกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บิดาแห่งพระกรรมฐาน จึงมีเจดีย์ที่เก็บอัฐบริขาร อัฐิธาตุ และรูปเหมือน ประดิษฐานไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าสักการบูชา ส่วนทรัพยากรประเพณี เทศกาลและงานสำคัญทางศาสนาวัดป่า ส่วนใหญ่ ได้มีการจัดงานสำคัญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัดเกิดของอาจารย์สายพระกรรมฐาน กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมและเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่วนทรัพยากรด้านบริการ วัดป่าส่วนใหญ่มีการจัดสถานที่จอดรถ และจำนวนห้องสุขาที่สะอาดและเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งแสดงถึงความพร้อมสำหรับนักเที่ยวควรได้รับทุนสนับสนุนด้านการจัดทำคู่มือเพื่อเป็นสารสนเทศพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธในระดับโลก และเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับวัด ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยววัดป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มบทบาทการจัดกิจกรรมเชิงพุทธและการปฏิบัติธรรมส่งเสริมการพัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกเชิงอนุรักษ์ต่อการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาที่ยั่งยืน</p> พระครูธรรมธรศิริวัฒน์ สิริวฒฺฑโน พระสุภาพร เตชธโร เกียรติศักดิ์ บุตรราช พระมหาสิงห์ณรงค์ สิรินฺทรเมธี พระมหาณัฐกิตติ อนารโท นคร จันทราช Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 47 60 การบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ในยุคไทยแลนด์ 4.0เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240784 <p>ก</p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำแนกตามเพศ อายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และการพัฒนาตนเอง/การอบรมที่ต่างกัน 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&nbsp; สุราษฎร์ธานี เขต 3 ดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) และกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอน จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test), One-Way-ANOVA, (F-test) ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Different) และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านการติดตามผลการดำเนินการของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&nbsp; ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มี อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และการพัฒนาตนเอง/การอบรมที่ต่างกัน มีการบริหารประกันคุณภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 เมื่อจำแนกตามเพศและตำแหน่ง พบว่า มีการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาไม่แตกต่างกัน และแนวทางส่งเสริมการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ส่วนใหญ่เสนอแนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการดำเนินงาน การกำหนดเป้าหมายการประเมินผล การจัดทำรายงานประจำปี ตลอดจนพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องและสามารถเชื่อมโยงของข้อมูลในการนำใช้ในปีต่อๆไป</p> supawadee jansiri พระปลัดโฆษิต โฆสิโต ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ กษมา ศรีสุวรรณ พระครูประโชติกิจจาภรณ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 61 75 คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในองค์การบริหารส่วนตำบลกุดผึ้ง อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240767 <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคล สภาพการดำรงชีวิตและสภาพปัญหาของผู้สูงอายุ เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จำแนกตามเพศ ประเภทและกลุ่มอายุ และเพื่อเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ประชากรคือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในเขตปกครององค์การบริหารส่วนตำบลกุดผึ้ง จำนวน 503 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณได้223 คน กรอบแนวคิดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านจิตใจ&nbsp; ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยภาพรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อม รองลงมา คือ ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคมและด้านสุขภาพร่างกาย ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำแนกตามเพศ ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประเภทและกลุ่มอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ด้านสิ่งแวดล้อมมีระดับคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน ข้อเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ สรุปได้ดังนี้&nbsp; ควรมีการเยี่ยมบ้าน จัดรถรับส่ง มีสายด่วนแจ้งเหตุ จัดให้มีจิตอาสาไว้บริการตามหมู่บ้าน บริการข่าวสารหลายช่องทาง จัดให้มีบทบาทในสังคม ตั้งกองทุนฌาปนกิจศพ จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย ดูแลที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ</p> <p>&nbsp;</p> ชาญยุทธ หาญชนะ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 77 87 การบริหารจัดการชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240779 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการชั้นเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 113 โรงเรียน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.การบริหารจัดการชั้นเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมทั้ง 5 องค์ประกอบ อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ด้านการสร้างวินัยในชั้นเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การดำเนินการสอนอย่างเป็นระบบ ส่วนการจัดกิจกรรมให้นักเรียนประสบความสำเร็จ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> <ol start="2"> <li class="show">การบริหารจัดการชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า องค์ประกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนโดยรวมไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">แนวทางการบริหารจัดการ ชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีการเสนอแนวทางการบริหารจัดการชั้นเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า 1) ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องดำเนินการจัดวัสดุอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ 2) การดำเนินการสอนอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาเพื่อนำใช้ มีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้สอนได้ตรงตามตัวชี้วัดที่หลักสูตรกำหนด 3) การจัดกิจกรรมให้นักเรียนประสบความสำเร็จ จัดกิจกรรมให้เหมาะสม และสอดคล้องกับเนื้อหานั้น ๆ เสริมสร้างความรับผิดชอบและให้มีส่วนร่วมต่อการเรียนรู้ของตนเอง ได้คิดและลงมือปฏิบัติจริง 4) การสร้างวินัยในชั้นเรียน มีการกำหนด กฎกติกา ข้อตกลงในชั้นเรียนเพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเรียนการสอน และ5) การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการออกเยี่ยมบ้านนักเรียน และมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล</li> </ol> <p>&nbsp;</p> ว่าที่ ร.ต. หญิงกุสุมา มะโนภักดิ์ พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ กษมา ศรีสุวรรณ พระครูประโชติกิจจาภรณ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 88 102 การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๓ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240781 <p>ก</p> <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3&nbsp; 2) เปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ3) เสนอแนวทางในการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 96 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.ระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยร่วมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยภาพรวมการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ มีการประเมินการ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดแผนกลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียน กำหนดแผนกลยุทธ์และกำหนดแผนปฏิบัติทั้งสองส่วนส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> <ol start="2"> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 1) มีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาตามรายด้านพบว่า ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนด้านอื่นๆไม่แตกต่างกัน 2) ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดแตกต่างกันมีการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกันในทุกด้าน</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. แนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า 1) ด้านการวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ จะต้องมีการประเมินการ วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง&nbsp; โดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดแผนกลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียน กำหนดแผนกลยุทธ์ และกำหนดแผนปฏิบัติทั้งสองส่วนส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ผู้บริหารควรมีแนวทางในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปีอย่างชัดเจนทั้งเป็นเอกสารและมีการประชุมชี้แจง มีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนทำระหว่างทำและหลังทำการนำกลยุทธ์ไปใช้เป็นกระบวนการ PDCA และ3) ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ผู้บริหารมีการกำกับ ติดตามการดำเนินการด้านต่างๆที่สนองต่อกลยุทธ์ต่างๆที่กำหนด อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้</p> วรรณิศา บุรินทร์กุล พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 103 118 รูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษา ที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240785 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาผู้เรียน 2) เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาสภาพปัจจุบัน จำนวน 15 คน สัมภาษณ์เชิงลึกในการร่างรูปแบบ จำนวน 5 คน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">สภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนจากการจัดกิจกรรมตามหลักสูตร และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนใหญ่ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนสอนครบตามโครงสร้างของหลักสูตรโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ กิจกรรมเสริมหลักสูตรโรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการจัดกิจกรรมตามนโยบายกำหนดเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะในการดำเนินการจัดกิจกรรมในเรื่องนี้ต้องครบตามนโยบาย</li> <li class="show">รูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) หลักการ เป็นรูปแบบที่เน้นการดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยการจัดกิจกรรมตามหลักสูตร กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างมีระบบเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข โดยการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนา ที่เรียกว่าภาวนา 4 ประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ฝึกอบรมพัฒนามนุษย์ ให้เป็นผู้ที่มีความเจริญทั้งทางด้านร่างกาย&nbsp; สังคม อารมณ์จิตใจและสติปัญญา มีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) วัตถุประสงค์ (1) เพื่อนำหลักภาวนา 4 มาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามเป้าหมายการจัดการศึกษา (2) เพื่อกำหนดกิจกรรมในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน (3) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะตามเป้าหมายการจัดการศึกษา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) การดำเนินการของรูปแบบ โดยบูรณาการเข้ากับกิจกรรม (1) กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร (2) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (3) กิจกรรมเสริมหลักสูตร <strong>&nbsp;</strong>(4) การติดตามผลและประเมินผล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4) ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 7 ฉวางภูตาปี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่ามีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้</p> ยุพาพรรณ ชูชาติ พระมหาสุพจน์ สุเมโธ พระครูพิจิตรศุภการ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 119 134 รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241153 <p>พื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะอุโบสถ ย่อมมีความสำคัญต่อชุมชนอย่างยิ่งในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ประดับตกแต่งให้เข้ากับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา คือพุทธศิลป์ของโบสถ์ที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธา วิจิตรตระการงดงามทางด้านจิตใจ</p> <p>สภาพปัญหาสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถคือ งานช่างที่มีรูปแบบที่หลากหลาย และไม่สามารถที่จะอนุรักษ์แบบพุทธศิลป์ดั้งเดิมได้ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งยังไม่มีคนสืบทอด ความสำคัญของพุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พุทธศิลป์ของโบสถ์ที่ปรากฏมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธาและประวัติเรื่องราวของพุทธศิลป์ที่นำมาประดับในโบสถ์หรือสร้างสรรค์จะต้องไม่ผิดเพี้ยนและสามารถพัฒนารูปแบบไปสู่โบสถ์อื่นๆได้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดรูปแบบพุทธศิลป์ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมก็เป็นสิ่งหนึ่ง ในพุทธศิลป์นี้จะมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิด ความเชื่อของบุคคลในท้องถิ่นนั้นๆในแต่ละยุคแต่ละสมัย</p> <p>การอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พุทธศิลป์จำแนกประเภทใหญ่ๆ ก็จะแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม&nbsp;งานด้านพุทธศิลป์นั้นคำว่าศิลป์เป็นศิลปกรรมที่เกิดขึ้นตามคติความเชื่อความศรัทธาในศาสนา อิทธิพลคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งศิลปะที่สำคัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม การอนุรักษ์พุทธศิลป์ที่ปรากฏในโบสถ์ คือ พุทธศิลป์ที่มีลักษณะความสำคัญด้านจิตรกรรม ทำให้เห็นคุณค่า ด้านพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะได้สะท้อนคำสอนออกมาที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จิตรกรรมส่วนมาก จะอธิบายภาพประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอธิบายการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ที่ได้สั่งสมบารมี จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพุทธศิลป์ลักษณะ ที่ให้คุณค่า ทางด้านจิตใจมากกว่าสังคม</p> <p>รูปแบบการส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลป์ของอุโบสถในจังหวัดนครราชสีมา พบว่ารูปแบบขึ้นอยู่กับ 1) รูปแบบการก่อสร้าง 2) ความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ ในการก่อสร้าง 3) ความเชื่อเกี่ยวกับวัสดุในการก่อสร้าง 4) ความเชื่อเกี่ยวกับการตกแต่ง คือ เพื่อความสวยงาม เพื่อป้องกันภัยอันตราย จากสิ่งที่มองไม่เห็น</p> พระครูภัทรจิตตาภรณ์ พระมหาสุพร รกฺขิตธมฺโม พระยุทธนา อธิจิตโต Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 135 147 การมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240768 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น และเพื่อหาแนวทางในการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น ของเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่หัวหน้าครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ทั้งหมด 387ครัวเรือน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยด้วยการใช้สูตรของยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 ส่วนและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานได้แก่ t-test และ F-testและหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น&nbsp; เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.27, S.D.=0.33) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ (=3.54, S.D.=0.61) รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (=3.29, S.D.=0.52) และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (=3.19, S.D.=0.36) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (=3.08, S.D.=0.30)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพ พบว่า ด้านเพศ อายุระดับการศึกษาและอาชีพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่าประชาชนยังขาดการมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างข้อบัญญัติของเทศบาลเกี่ยวกับโครงการหรือนโยบายสาธารณะ การวางแผนงานโครงการหรือนโยบายสาธารณะ วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของประชาชนในชุมชนเพื่อจัดทำโครงการหรือนโยบายสาธารณะรวมทั้ง ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในนโยบายสาธารณะและมีส่วนร่วมในการเข้าร่วมการประชุมประชาคมเพื่อเสนอปัญหาและความต้องการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะของประชาชนในเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู</p> สุปัน สมสาร์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 149 162 บทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัดตามหลักธรรมาภิบาล ของวัดในสังกัดคณะสงฆ์ภาค 10 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242362 <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ว่าด้วยกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและหลักธรรมาภิบาล ต่อบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 3) เพื่อศึกษาบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์จำนวน 24 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ของประชาชนในสังกัดคณะสงฆ์ภาค10 จำนวน 6 จังหวัด&nbsp; จำนวน 400 คน โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ปัญหามิติการบริหารกิจการคณะสงฆ์และหลัก&nbsp;&nbsp;&nbsp; ธรรมาภิบาล ต่อบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 1) การเผยแผ่ศาสนา ขาดการวางแผนเชิงรุก 2) การศาสนศึกษาขาดแคลนงบประมาณอุดหนุน 3) การศึกษาสงเคราะห์ ขาดการมีส่วนร่วม 4) การสาธารณะสงเคราะห์ ขาดการวางแผน 5) การสาธารณูปการ การขัดแย้งกับชุมชน 6) การปกครอง ขาดโครงสร้างที่เหมาะสม และงานวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ปัจจัยมิติการบริหารกิจการคณะสงฆ์ที่ส่งผลต่อบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค10 ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือ ด้านการศาสนศึกษา (= 4.52, S.D. = 0.69) โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวได้แก่ ด้านศาสนศึกษา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ และด้านการปกครอง สามารถทำนายบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัดตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp; โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.513 มีอำนาจทำนายร้อยละ 25.20 ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทำนายมีค่า 1.990 และปัจจัยธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค10 ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือหลักความโปร่งใสและหลักการมีส่วนร่วม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.55, S.D. = 0.57, 0.66) โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวได้แก่ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านความคุ้มค่า และด้านหลักการตอบสนอง สามารถร่วมกันทำนายบทบาทของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการวัด ตามหลักธรรมาภิบาลของวัดในสังกัดคณะภาค 10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp; โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.691 มีอำนาจทำนายร้อยละ 47.80 ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทำนายมีค่า 1.863</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอแนะ ศึกษาทัศนคติของชุมชนที่มีภูมิลำเนาฐานรอบศาสนสถาน นำงานวิจัยมาปรับปรุงและยกระดับการบริหารกิจการคณะสงฆ์และนำสู่ภาคปฏิบัติร่วมกันเพื่อสร้างสันติสุขให้กับชุมชน</p> พระมหาคะนอง จันทร์คำลอย อติพร เกิดเรือง ประยุทธ สวัสดิ์เรียวกุล Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 163 176 การพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 10 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242363 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10, 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research)&nbsp;คือ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)&nbsp; ด้วยการสัมภาษณ์จำนวน 16 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;2) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)&nbsp;ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ของพระสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 จำนวน 6 จังหวัด &nbsp;จำนวน&nbsp;400 คน โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 คือผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ จูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ดั่งใจประสงค์และเกิดความพึงพอใจ เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา และงานวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ปัจจัยหลักสัปปุริสธรรม7 ที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านกาลัญญุตา มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.48) โดยตัวแปรอิสระทั้ง 5 ตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายการพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการตามหลักสัปปุริสธรรม7 ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.542 อำนาจทำนายประมาณร้อยละ 29.40 (R Square = 0.294) ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทำนายมีค่า 1.914 ปัจจัยภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แบบกระจายความรับผิดชอบ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.35) โดยตัวแปรอิสระ 2 ตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของพระสังฆาธิการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค10 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.507 อำนาจทำนายประมาณร้อยละ 25.70 (R Square = 0.257) ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทำนายมีค่า 1.893</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอแนะ การพัฒนาภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละวัด เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามหลักปริสัญญุตา การเข้าใจความแตกต่างของบุคลากรและวัฒนธรรมของชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> พระมหาสมคิด มะลัยทอง อติพร เกิดเรือง ประยุทธ สวัสดิ์เรียวกุล Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 177 194 รูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในศูนย์ เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240796 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ&nbsp; 2) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ &nbsp;3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ&nbsp; ในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษจำนวน 10 คน สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษานิเทศนก์ที่รับผิดชอบสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน และสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 7 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารหลักสูตรโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จากการศึกษาผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารหลักสูตร การใช้หลักสูตรของสถานศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์หลักสูตร ตลอดจนการติดตามประเมินหลักสูตรทั้งก่อนใช้ ระหว่างใช้และหลังการใช้หลักสูตร เพื่อนำผลการประเมินมาใช้พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาต่อไป 2) รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนที่ดีจะส่งผลต่อบรรยากาศการเรียนรู้ของผู้เรียน เน้นการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชั้นเรียนให้มากที่สุด รวมถึงผู้เรียนมีความสุขในขณะที่อยู่ในชั้นเรียน และผู้รับผิดชอบทางการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเน้นการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชั้นเรียนให้ครบทั้ง 4 ทักษะคือ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน 3) การนำเสนอรูปแบบการศึกษารูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เป็นรูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับผู้บริหารที่มีความเหมาะสมนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาได้</p> ธัญรดี เต็งมีศรี มะลิวัลย์ โยธารักษ์ วันฉัตร ทิพย์มาศ กษมา ศรีสุวรรณ พระครูประโชติกิจจาภรณ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 195 210 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240797 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ๒) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ๓) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ด้านการสอนในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ &nbsp;ปีการศึกษา ๒๕๖๑ จำนวน ๔๘ โรงเรียน ครูจำนวน ๒๒๖ คน</p> <p>&nbsp;<strong>ผลการวิจัย พบว่า&nbsp; ๑) </strong>ระดับภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ อยู่ในระดับมากที่สุด <strong>๒) </strong>ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ อยู่ในระดับมากที่สุด ๓) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอท่าศาลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๔ &nbsp;มีความสัมพันธ์กันทางเต็มบวก อย่างนัยสำคัญกันทางสถิติ ที่ระดับ .๐๑</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong><strong>ความสัมพันธ์</strong><strong>, ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม, แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน</strong></p> suriya promruang พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 211 226 การพัฒนา การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในยุคประเทศไทย ๔.๐ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล เขาพังไกร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240780 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในยุคประเทศไทย 4.0 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพังไกร จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในยุคประเทศไทย 4.0 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพังไกร จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) เพื่อนำเสนอแนวทางจากผลการศึกษาไปใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในยุคประเทศไทย 4.0 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพังไกร จังหวัดนครศรีธรรมราช ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 12 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;และแบบสนทนากลุ่ม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>๑) สภาพปัจจุบันการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า (๑) การส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย การสนับสนุน ให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กับระบบประสาทในทำกิจวัตรประจำวัน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(๒) การส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจโดยผู้ปกครองดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ด้วยความรักและความเข้าใจ การให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ และฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (๓) การส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมโดยผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก (๔) การส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ผู้ปกครองสามารถจูงใจให้เด็กมีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็น มีการฝึกให้เด็กเป็นคนรู้จักคิด วิเคราะห์ &nbsp;และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง</p> <p>๒) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า (๑) ด้านร่างกาย ผู้ปกครองมีความสนใจและมีส่วนร่วม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการพัฒนาเด็กให้มีร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการเหมาะสมกับวัยและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี &nbsp;(๒) ด้านอารมณ์ และจิตใจ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมโดยการปลูกฝังเด็กรู้จักการแบ่งปัน สามารถปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ (๓) ด้านสังคม ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการอบรมสั่งสอนเด็กให้มีระเบียบวินัยทางสังคม มีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้อื่นได้ดี (๔) ด้านสติปัญญา ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และมัดใหญ่ได้ดี และส่งเสริมให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้</p> <p>๓) แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในยุคประเทศไทย ๔.๐ ดังนี้ (๑) ด้านร่างกาย ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมด้านโภชนาการ &nbsp;และสนับสนุนให้มีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาที่เหมาะสมโดยมีผู้ปกครอง กิจกรรมด้วย (๒) ด้านอารมณ์ และจิตใจ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การให้คำปรึกษาและทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องและเหมาะสม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา (๓) ด้านสังคม ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยจิตอาสา ความเสียสละและการแบ่งปัน และให้ความสำคัญในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครอง (๔) พัฒนาการด้านสติปัญญา ผู้ปกครองส่วนร่วมในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน ให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และการใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ตามสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐</p> nichapat kongchum ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ สำเริง จันชุม Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 227 242 รูปแบบการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240798 <p>การวิจัยครั้งนี้มี 1)&nbsp; เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยโรงเรียนต้นแบบ 2)&nbsp; เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย 3)&nbsp; เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแบบสนทนากลุ่ม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) การศึกษาสภาพรูปแบบการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า จัดทำแผนประจำปีและแผนการจัดประสบการณ์ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเน้นการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการโครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการความสามารถและผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานด้านสติปัญญาได้ดี&nbsp; และมีการนิเทศ ติดตาม ประเมินการจัดประสบการณ์แบบมีส่วนร่วม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) รูปแบบการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า รูปแบบการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยสำหรับเด็กปฐมวัย เน้นทักษะทางวิทยาศาสตร์ 7 ทักษะ โดยคัดเลือกกิจกรรม 20 กิจกรรมจากการสนใจของเด็กปฐมวัยแล้วทำโครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปีการศึกษา 3) การเสนอรูปแบบการเรียนรู้โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ มีประโยชน์ การประเมินคุณลักษณ์อันพึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย โดยประเมินตามมาตรฐานด้านสติปัญญา</p> สุภาณี ทิพย์เทพ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 243 262 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษมัคคุเทศก์น้อยตาม รอยเส้นทางการท่องเที่ยว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240752 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรอบรมภาษาอังกฤษ “มัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว 2) เพื่อสร้างหลักสูตรอบรมภาษาอังกฤษ “มัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว 3) เพื่อศึกษากระบวนการใช้หลักสูตรอบรมภาษาอังกฤษ “มัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งงานวิจัยนี้ใช้รูปแบบงานวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด &nbsp;20 &nbsp;คน เป็นเพศหญิง จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 75&nbsp; และเป็นเพศชาย จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ ๒๕ กลุ่มประชากรตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโขงเจียมวิทยาคม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่หลักสูตรอบรมภาษาอังกฤษ “มัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษ “มัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง ผลการทดสอบความรู้และทักษะก่อนและหลังการฝึกอบรมของ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม สรุปได้ว่าคะแนนหลังการฝึกอบรมสูงกว่าคะแนนก่อนการฝึกอบรมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านระดับความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมการใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษมัคคุเทศก์น้อย มีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยแยกผลลัพธ์แต่ละด้านดังนี้ ด้านวิทยากร ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านวิธีการสอน ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการสอนและสถานที่ และด้านการวัดผลประเมิณผล ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 5 ด้าน ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> <p>เนื้อหาสาระหรือหัวข้อวิชาที่จำเป็นในการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ภาษาอังกฤษ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อการสื่อสารในบริบทการนำเที่ยว ของนักเรียนโรงเรียนโขงเจียมวิทยาคาร มี 5 หัวข้อ วิชา ดังนี้</p> <ol> <li class="show">1. ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำตนเองและผู้อื่น 2. ภาษาอังกฤษเพื่อโต้ตอบและสนทนา 3. ภาษาอังกฤษเพื่อการทักทายและอาลา 4. การสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 5.การสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี</li> </ol> <p>นอกจากการสร้างหลักสูตรเพื่อการพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับมัคคุเทศก์น้อยแล้วนั้นยังเป็นการสร้างความพร้อมและแรงจูงใจให้กับคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นของตนเอง อาจจะเริ่มจากการเป็นมัคคุเทศก์ฝึกหัดก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาตนเองจนสามารถเป็นมัคคุเทศก์ได้ในไม่ช้าและอาจรวมถึงการสร้างรายได้ให้กับตนเองในระหว่างเรียนได้อีกด้วย</p> <p>การพัฒนาหลักสูตรจึงเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการจัดการศึกษาให้สนองความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็น และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในลักษณะของการพัฒนา หลักสูตรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้</p> พระมหาสุริยัน อุตฺตโร Warunee Praprimuang นคร จันทราช Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 263 276 THE EFFECTIVENESS OF THE OPERATI ประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240783 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต&nbsp; ๑๒&nbsp; ๒) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต&nbsp; ๑๒ ๓) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต&nbsp; ๑๒ ดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)&nbsp; กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าบริหารงานทั่วไปหรือหัวหน้างานกิจการนักเรียน และครูผู้รับผิดชอบงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จำนวน ๒๑๓ คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม โดยมีความเชื่อมั่นเท่ากับ ๐.๙๙๖ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test), One-Way-ANOVA, (F-test) ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Different) และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>๑) ประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๒ โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง ๕ ด้าน พบว่าอยู่ในระดับมาก</p> <p>๒) ประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๒ จำแนกตามเพศและ อายุ ขนาดของโรงเรียน ประสบการณ์การทำงาน และการฝึกอบรม โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .๐๕</p> <p>๓) แนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๒ สรุปได้ดังนี้ ๑) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทของครู เน้นการทำงานเป็นทีม มีวิธีการที่หลากหลาย ๒) ด้านการคัดกรองนักเรียน กำหนดนโยบาย แต่งตั้งผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน ใช้ระบบเครือข่ายออนไลน์ในการคัดกรองและประเมินผล ๓) ด้านการส่งเสริมนักเรียน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย พัฒนานักเรียนตามความต้องการและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน&nbsp; ๔) ด้านการป้องกันและแก้ปัญหา กำหนดนโยบายและแต่งตั้งผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรม มีการกำกับ ติดตาม สรุป และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และ ๕) ด้านการส่งต่อ กำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีการประสานและส่งต่อข้อมูล ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> ทัชชกร งามเลิศ พระมหาสุพจน์ สุเมโธ พระครูพิจิตรศุภการ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-10-01 2020-10-01 5 2 277 294 บทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ ๔.๐ ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต ๓ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240799 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 3) เพื่อเสนอแนะบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ปีการศึกษา 2562 จำนวน 113 คน มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน One-Way-ANOVA, t-test , F-test</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) ผู้อำนวยการสถานศึกษาในโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวม 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก พบว่า ด้านการบริหารและการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด &nbsp;&nbsp;ส่วนด้านการจัดกิจกรรมนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม พบว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีระดับบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการส่งเสริมบทบาทผู้บริหารสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน คือ ผู้บริหาร ควรพัฒนาด้านกายภาพ ส่งเสริมให้ครูมีการ&nbsp; บูรณาการการสอนทุกกลุ่มสาระ รวมทั้งมีการจัดอบรมครูด้านคุณธรรม จริยธรรมเพื่อนำความรู้มาสอดแทรกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งนี้ผู้บริหารและครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างลักษณะนิสัยแก่นักเรียนโดยให้วัดและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมไปถึงผู้บริหารควรมีระบบการประเมินบุคลากรที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีและมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์</p> pilailak angprom พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 295 310 การดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240800 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methods research) &nbsp;กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูหัวหน้างาน จำนวน 117 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.909 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ระดับการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านกิจกรรมประจำวันพระ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมวิถีพุทธ ส่วนด้านกายภาพ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ กับเกณฑ์การประเมินโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ พบว่า มีผลการประเมินในระดับไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ คิดเป็นร้อยละ 61.54 และมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ในระดับ 4-5 คิดเป็นร้อยละ 18.80 3) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดย ผู้บริหาร ควรมีการปรับปรุงด้านกายภาพตามเกณฑ์การประเมินโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ ส่งเสริมให้ครูและนักเรียนใส่เสื้อสีขาว ทำบุญ ใส่บาตร ฟังเทศน์และรับประทานอาหารมังสวิรัติในมื้อกลางวันและให้สวดมนต์แปล รวมทั้งให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการวิถีพุทธทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างในการนำครู นักเรียน รักษาศีล 5 ก่อนรับประทานอาหารจะมีการพิจารณาอาหาร ไม่ดัง ไม่หก ไม่เหลือ ส่งเสริมให้มีจัดการชั้นเรียนเชิงบวก ไม่ดุด่านักเรียน ชื่นชมความดีหน้าเสาธงทุกวัน ควรมีโครงการพระสอนศีลธรรม และมาสอนอย่างสม่ำเสมอ ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างให้ครูและนักเรียนมีสมุดบันทึกความดี</p> ืnaree thongchim พระมหาสุพจน์ สุเมโธ พระครูพิจิตรศุภการ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 311 326 การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240801 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหาร 2) เปรียบเทียบการบริหาร และ&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการและครูจำนวน 309 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมติฐานด้วย t-test dependent sample และทดสอบด้วยค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมโดยรวมทั้ง 4 ด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับการมาก ผลการเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วม เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง อายุราชการและการเข้าอบรม พบว่า มีระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม โดยรวมไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์มีข้อเสนอแนะคือด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ คือ ผู้อำนวยการจัดให้มีการประชุมก่อนมีการจัดกิจกรรมในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นการประชุมชี้แจงให้เข้าใจในการดำเนินงานโครงการมีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการดำเนินงาน ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าร่วมทำการศึกษาวิเคราะห์ คิดค้นหาวิธีที่จะเสริมสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในสถานศึกษาทุกคนได้ร่วมกันออกแบบวิธีการในการเสริมสร้างคุณธรรมและร่วมกันในการตัดสินใจที่จะร่วมกันใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ คือ ผู้อำนวยการมีแผนการดำเนินงานมีคณะกรรมการในการดำเนินเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ มีกรรมการในการพิจารณางบประมาณร่วมกันวางแผนในงานและโครงการ กำหนดการดำเนินงานและประสานงานร่วมกับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งานประสบความสำเร็จใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารงานในโรงเรียนได้ การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์คือ ผู้บริหารส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนทุกระดับเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนครูผู้สอนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมการได้รับค่าตอบแทนหรือรางวัล การได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรม และไปศึกษาดูงานในสถานที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพ การเป็นวิทยากรในการเสริมสร้างคุณธรรมจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้นการมีส่วนร่วมในการประเมินผล คือ ในการประเมินผลมีการออกแบบสอบถาม มีการควบคุม ตรวจสอบการดำเนินงาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการประเมินผลเป็นตัวแทนในการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมเมื่อพบปัญหา อุปสรรคขัดข้องในการดำเนินงานผู้บริหารได้ทำการแก้ไข และนำไปปรับปรุงการดำเนินงานอยู่เสมอ และบุคคลมีส่วนร่วมในการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานในโรงเรียนได้การติดตามและประเมินผลไม่เพียงแต่ประเมินผลเท่านั้นแต่จะต้องนำมาพัฒนาและนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพด้วยเช่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาเพื่อเพิ่มความสนใจและนำไปใช้</p> chirawan chansiri พระปลัดโฆษิต โฆสิโต ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 327 344 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครู ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240979 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 &nbsp;&nbsp;2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 และ 3) นำเสนอการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2&nbsp; เป็นกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ&nbsp; และการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยการสนทนากลุ่มได้จากการเลือกแบบเจาะจง 7 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบภาษาอังกฤษ และครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสัมภาษณ์สนทนากลุ่ม</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ &nbsp;ทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่มีกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P, Pre-While-Post, Bottom up และใช้สื่อ Interactive software ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นแบบเก่า ไม่มีความหลากหลาย ไม่น่าสนใจ และเน้นตัวครูผู้สอนเป็นสำคัญ</li> <li class="show">ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ประกอบด้วย 1) วางแผน; ประชุมชี้แจงจัดวางบุคลากร แต่งตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบ ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และตรียมความพร้อม&nbsp; 2) พัฒนาบุคลากร; การใช้เทคโนโลยี และการใช้สื่อแอพลิเคชั่น&nbsp; &nbsp;&nbsp;3) นิเทศติดตาม; ส่งเสริมสนับสนุน กำกับติดตาม และแก้ปัญหา และ 4) การให้ข้อมูลย้อนกลับ; วัดผลและประเมินผล ซึ่งการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจแนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่น เพราะมีการใช้สื่อที่ทันสมัย มีความหลากหลาย สามารถเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้แก่ครูผู้สอน&nbsp; ผู้เรียนจะรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่เกิดความเบื่อหน่าย และมีเจตคติที่ดีที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ</li> <li class="show">ผลการนำเสนอการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่นสำหรับครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อแอพลิเคชั่น เพราะมีความเหมาะสม ทันสมัย และครูผู้สอนสามารถนำแนวทางนี้ไปสู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพได้จริง</li> </ol> สุภาพร ดำอุไร มะลิวัลย์ โยธารักษ์ วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 345 358 การบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240980 <p>บทความวิจัยเรื่องการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ ๑) เพื่อเพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการของในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ๒) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ๓) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากตำรา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จากผลการวิจัยสามารถสรุปผล อภิปรายผล และมีข้อเสนอแนะ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สภาพการบริหารจัดการในโรงเรียนสามัญศึกษาวัดแจ้ง สังกัดสำนักการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ๔ ด้าน คือ ๑. ด้านวิชาการ ๒. ด้านงบประมาณ ๓. ด้านการบริหารงานบุคคล และ ๔. การบริหารทั่วไป นำมาประยุกต์ใช้กับรูปแบบการบริหารจัดการตามหลักไตรสิกขาใน ๓ ขั้นตอนคือ ๑) ขั้นศีล คือการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ กติกา ๒) ขั้นสมาธิ การมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำงาน ๓) ขั้นปัญญา การนำเอาผลของการปฏิบัติ เพื่อนำมาวิเคราะห์ วิจัย เป็นแนวทางบริหาร จัดการเป็นเลิศ สร้างเป็นองค์ความรู้หรือนวัตกรรมทางการศึกษา</p> สมชาย พูลพงศ์ พระมหาสุพจน์ สุเมโธ พระครูพิจิตรศุภการ วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 359 376 แนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ของสถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242276 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสถานศึกษาเอกชนเอกชน 2) เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในยุคไทยแลนด์ 4.0 สถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง จำนวน&nbsp; 12 โรงเรียน และมีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 206 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมติฐานด้วย t-test dependent sample และทดสอบด้วยค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านคนดี อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านคนเก่ง และคนมีคุณภาพ อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วม เมื่อจำแนกตามอายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงานพบว่า มีระดับ พบว่า มีระดับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยรวมไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 3) ผู้ให้สัมภาษณ์มีข้อเสนอแนะคือ ผู้บริหารและครู นั้นมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการที่จะนำพาสถานศึกษาให้มุ่งสู่ความสำเร็จ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพตามมาตรฐานผู้เรียนมาปรับใช้ในอย่างเหมาะสม บรรลุวัตถุประสงค์ และเพื่อการปรับปรุงและพัฒนา</p> ชฎาทิพย์ ชูราษี พระปลัดโฆษิต โฆสิโต ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ บุญเลิศ วีระพรกานต์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 377 388 การบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241052 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน 2) ศึกษาการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน 3) เสนอแนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 12 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแบบสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน มีการดำเนินการจัดกิจกรรม 4 กิจกรรมคือ (1) กิจกรรมเข้าแถวตามลำดับ (2) กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี เพื่อบ่มเพาะระเบียบวินัย (3) กิจกรรมที่ส่งเสริมการตรงต่อเวลา &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(4) กิจกรรมที่ส่งเสริมการปฏิบัติตามระเบียบวินัย กติกา ข้อตกลงร่วมกันของห้องเรียน , โรงเรียน เช่น ทิ้งขยะในถัง , การแต่งกายที่ถูกต้องตามระเบียบ 2) การบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน สถานศึกษาจะต้องทำการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษารายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต” เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต” ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์การเรียนการสอนกิจกรรมลูกเสือ เตรียมจัดการสอน วางแผนการจัดการเรียนการสอนและดำเนินการในกิจกรรมลูกเสือ มีการอบรมดูแล ติดตาม นักเรียนในการทำกิจกรรมทุกกิจกรรม โดยครูจะเป็นผู้ควบคุม ดูแล &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจัง และสามารถนำผลที่ได้ไปปรับปรุงเพื่อพัฒนาต่อไป &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3) เสนอแนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมกำกับติดตาม ประเมินผลการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 กำหนดปฏิทินการประเมินผลการบริหารกิจกรรมพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 4 การประเมินตามสภาพจริง การสังเกตพฤติกรรมเป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม เป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียนและการสนทนา เป็นการสื่อสาร 2 ทางอีกประเภทหนึ่ง ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน</p> mantana punudom ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ สำเริง จันชุม วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 389 404 การบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียนใน ศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241054 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจกรรม ลูกเสือ-เนตรนารี 2) เพื่อศึกษาการบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี สร้างคุณลักษณะผู้เรียน 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 9 พุทธลีลาบางขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 14 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และแบบสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียน สถานศึกษา จัดทำเป็นคำสั่ง มอบหมายงานและหลักสูตร มีการกำหนดแผนกิจกรรม มีสภาพการบริหารหลักสูตรกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี แต่งตั้งกรรมการพัฒนาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน ที่แตกต่างกัน มีแนวทางการจัดกิจกรรมลูกเสือ โดยยึดหลักสูตรและกำหนดแผนกิจกรรม แบ่งการจัดกิจกรรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จะทำได้โดยการวัดและประเมินผลกิจกรรมตามหลักสูตรหลังเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรม โดยการสังเกตและทดสอบปฏิบัติ 2) การบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี โดยนำผลจากการศึกษามาพัฒนาและใช้ประโยชน์ และใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมให้มีทิศทางไปในทางเดียวกันกระบวนการดำเนินการบริหารจัดการ ทั้ง 3 ขั้นตอน กล่าวคือ สถานศึกษามีการประชุม แต่งตั้งกรรมการพัฒนาหลักสูตร ให้ฝ่ายบริหารวิชาการโรงเรียนวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกับผู้สอน จัดทำเป็นคำสั่ง มอบหมายงานและความรับผิดชอบให้กับบุคลากร&nbsp; มีการกำหนดให้ครูผู้สอนจัดทำแผนการสอนตามหลักสูตร ตามประเภทของลูกเสือสำรอง และสามัญ บุคลากรเข้ารับการอบรมและศึกษาหลักสูตรอย่างละเอียด และนำความรู้มาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน&nbsp; มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม การนำไปใช้ มีการวัดและประเมินผลตามตัวชี้วัด 3) แนวทางการบริหารกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี จากการศึกษาพบว่าดำเนินการบริหารจัดการ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การประเมินตามสภาพจริง, การประเมินการปฏิบัติ, กำหนดเกณฑ์การประเมิน, การสังเกตพฤติกรรม การสนทนา เป็นต้น</p> pitaksin pakdee ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ สำเริง จันชุม วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 405 420 โรงเรียนผู้สูงอายุ : หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240847 <h2>โรงเรียนผู้สูงอายุ : หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน</h2> <p><strong>School Elderly : Curriculum and Management.</strong></p> <p><strong>มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์, เสาวนีย์ ไชยกุล</strong><a href="#_ftn1" name="_ftnref1"><strong>*</strong></a></p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ 2) ศึกษาการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ และ 3) วิเคราะห์รูปแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยโดยใช้วิธีวิทยาวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 90 รูป/คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการบริหารโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 10 รูป/คน อาจารย์ผู้สอน/นักเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 80 คน และงานวิจัยเอกสาร</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.1 องค์ประกอบหลักสูตร&nbsp; (1) มีการกำหนดเป้าหมายและนโยบายการจัดการศึกษาที่ชัดเจน เป็นไปตามความต้องการของประชาคมของตำบลนั้นๆ (2) กำหนดกรอบความคิดในการออกแบบหลักสูตร โดยกำหนดหลักสูตรออกเป็น ปีที่ 1 หลักสูตรชั้นต้น มุ่งสู่เป้าหมายที่ “รู้จริง” ปีที่ 2 หลักสูตรชั้นกลาง มุ่งสู่เป้าหมาย “รู้จริง ปฏิบัติได้ และ ปีที่ 3 หลักสูตรชั้นสูง เพื่อมุ่งเป้าหมาย “รู้จริง ปฏิบัติได้ ถ่ายทอดเป็น” (3) การกำหนดรูปแบบและโครงสร้างหลักสูตรขึ้นอยู่กับการกำหนดเนื้อหาของหลักสูตรแต่ละแห่ง (4) จุดประสงค์ของรายวิชา ยืดหยุ่นไปตามอาจารย์ผู้สอนหรือวิทยากรบรรยาย (5) การประเมินผล สังเกตจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และ (6) วัสดุหลักสูตรและสื่อการสอน ได้รับการสนับสนุนจาก วัด องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และส่วนงานอื่นๆ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1.2 การพัฒนาหลักสูตร (1) การสร้างหลักสูตร มีการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน คือ ความต้องการ ความจำเป็น และปัญหาทางสังคม ตลอดจนนโยบายทางภาครัฐ และ (2) การใช้หลักสูตร มีการร่วมมือของภาคีเครือข่าย อาทิ วัด องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล โรงเรียนในเขตชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในรายวิชา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.3 การประเมินหลักสูตร (1) สิ่งที่มีอยู่ก่อน มีการสร้างหลักสูตรขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการรวมตัวของภาคีเครือข่าย วัด ชุมชน โรงเรียน องค์กรต่างๆ (2) กระบวนการสอน มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างครูกับผู้สูงอายุ และ (3) ผลที่ได้รับ เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น</p> <ol start="2"> <li>การจัดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ (1) หลักการจัดการเรียนการสอน มีหลักการจัดการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (2) ทฤษฏีการจัดการเรียนการสอน รายวิชามีความยืดหยุ่นโดยเน้นการมีส่วนร่วม ซึ่งตรงกับหลักทฤษฏีการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม (3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง (4) อาจารย์ผู้สอน มีความสามารถอธิบายรายวิชาที่รับผิดชอบด้วยสื่อและภาษาที่เข้าใจง่าย และ (5) การประเมินการจัดการเรียนการสอน ประเมินจากความสนใจ พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก การค้นคว้า และการทำบททดสอบ</li> <li>รูปแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1 รูปแบบหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ (1) ภาวิตภาวบุคคล : ด้านสุขภาวะทางกาย เน้นการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างเสริมร่างกายให้มีสุขภาวะ (2) ภาวิตจิตบุคคล : ด้านสุขภาวะทางจิตใจ เน้นการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างเสริมจิตใจให้มีสุข (3) ภาวิตสีลบุคคล : ด้านสุขภาวะทางสังคม เน้นการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างเสริมสังคมให้มีสุขภาวะ และ (4) ภาวิตปัญญาบุคล : ด้านสุขภาวะทางปัญญา เน้นการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างเสริมปัญญาให้มีสุขภาวะ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.2 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุในการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ (1) กายภาวนา : พัฒนากาย การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การมีบทบาทหรือส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทางกาย (2) จิตภาวนา : พัฒนาจิตใจ การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ สามารถนำตนเองสู่การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง การเสริมสร้างความรู้ ความคิดความเข้าใจ การรู้จริง เพื่อพัฒนาทางจิตใจ (3) สีลภาวนา : พัฒนาสังคม กระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่ม การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้สูงอายุ การทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อพัฒนาทางสังคม และ (4) ปัญญาภาวนา : พัฒนาปัญญา มีการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของชุมชน มีการใช้สื่อธรรมชาติและสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อพัฒนาปัญญา</p> <p>คำสำคัญ: &nbsp;&nbsp;โรงเรียนผู้สูงอายุ, หลักสูตร, การจัดการเรียนการสอน, การจัดการสุขภาวะและ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวัสดิการ,ผู้สูงอายุ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">*</a> สาขาวิชาสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา</p> มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 421 434 โรงเรียนผู้สูงอายุ : องค์ประกอบ รูปแบบ การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240850 <h2>โรงเรียนผู้สูงอายุ : องค์ประกอบ รูปแบบ การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรม</h2> <h2>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ</h2> <h2>School Elderly : Factors, Models and Curriculums Development</h2> <h2>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; and Activities For Elderly Health Promotion.</h2> <p>&nbsp;มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์, นางจิราภรณ์ คล้อยปาน, นางศิวพร จติกุล<a href="#_ftn1" name="_ftnref1"><strong>*</strong></a></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ และรูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ 2)พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้เรียนสูงอายุโรงเรียนจำนวน 50 คน เครื่องมือทีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการ แบบสอบถามความคิดเห็น และการสังเกต สัมภาษณ์แบบ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, P, r และ KR<sub>20</sub></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <ol> <li><strong> องค์ประกอบ และรูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ</strong></li> </ol> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.1 องค์ประกอบการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ </strong>1) ด้านสุขภาวะทางกาย (Physical Health) : กายภาวนา คือ ภาวะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ หรือทางกายภาพ เพื่อตอบสนองความสุข 2) ด้านสุขภาวะทางสังคม (Social Health) : สีลภาวนา คือ ความรู้สึก ความสะดวก ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในครอบครัว และในสังคมที่ไม่มีการเบียดเบียน ทำร้ายซึ่งกันและกัน 3) ด้านสุขภาวะทางจิต (Mental Health) : จิตภาวนา คือ การมีส่วนประกอบทางด้านคุณธรรม ความดีงามภายในจิตใจ รวมทั้งการมีสภาวะแห่งจิตใจที่มีความสำราญ แช่มชื่น ไม่ขุ่นมัว และ 4) ด้านสุขภาวะทางปัญญา (Intellectual Health) : ปัญญาภาวนา คือ การมีสติปัญญา ความเชื่อ ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจชีวิตและโลกอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>1.2 รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุ </strong>1) ด้านกายภาวนา คือ รูปแบบในการเสริมสร้างสุขภาวะและการเรียนรู้ทางกาย : ภาวิตกายบุคคล 2) ด้านสีลภาวนา คือ รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและการเรียนรู้ : ภาวิตสีลบุคคล 3) ด้านจิตภาวนา คือ รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะและการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับปัญหา : ภาวิตจิตบุคคล และ 4) ด้านปัญญาภาวนา คือ รูปแบบการเสริมสร้างสุขภาวะ และการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับจิตใจและปัญญา : ภาวิตปัญญาบุคคล</p> <ol start="2"> <li><strong> การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ </strong>หลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจ ในการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณค่า เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันการเจ็บป่วย และดูแลตนเองเบื้องต้น เข้าถึงข่าวสารและสื่อต่างๆ ได้ สามารถปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข</li> <li><strong> การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ</strong> 1) ผลการประเมินประสิทธิภาพหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพโดยรวม E<sub>1</sub>/E<sub>2 </sub>= 81.35/80.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงว่าหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ มีประสิทธิภาพ 2) ผลการประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรและกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุของโรงเรียนผู้สูงอายุ ด้านหลักสูตร เกี่ยวกับเนื้อหาหลักสูตร เนื้อหารายวิชา การวัดและประเมินผล และเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนสูงอายุ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านกิจกรรม เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม ครูผู้สอน/วิทยากร สิ่งสนับสนุนการจัดกิจกรรม และกิจกรรมตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนสูงอายุ โดยรวม อยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ</strong>&nbsp;&nbsp; โรงเรียนผู้สูงอายุ, องค์ประกอบ, รูปแบบ, การพัฒนาหลักสูตร, สุขภาวะ</p> <p>&nbsp;</p> <p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">*</a> สาขาวิชาสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา</p> <p>&nbsp;</p> มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 435 452 รูปแบบการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ เชิงพุทธบูรณาการ สถานปฏิบัติธรรม โยคาวจร จังหวัดนครนายก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241642 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ สถานปฏิบัติบัติธรรมโยคาวจร อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก 2) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ สถานปฏิบัติบัติธรรมโยคาวจร อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก &nbsp;3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการ สถานปฏิบัติบัติธรรมโยคาวจร อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ ศึกษาค้นคว้าทางเอกสาร (Documentary investigation) และวิเคราะห์โดยการสัมภาษณ์บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 รูป/คน, ผู้เชี่ยวชาญ 4 รูป/คน, สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) และการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า :</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>2.1. ด้านการบริหารจัดการบุคลากร มีองค์ประกอบ 5 ด้าน คือ 1) ผู้บริหารสถานปฏิบัติธรรม 2) บุคลากรภายในสถานปฏิบัติธรรม 3) วิทยากรหลัก 4) วิทยากรกระบวนการ 5) ผู้ให้คำแนะนำอื่นๆ การบริหารจัดการบุคลากรมีจุดประสงค์หลักเพื่อ สร้างการทำงานเป็นทีมสร้างองค์กรให้เข้มแข็งจากภายในมีความสามัคคีเพื่อช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2 ด้านบริหารจัดการงานวิชาการ ได้แก่ ประวัติศาสตร์องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น การปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐาน และการจัดการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.3 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณ มีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน คือ 1) การบริหารจัดการทรัพยากร มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด 2) ด้านงบประมาณ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อต่อยอดจากทุนเดิมที่มีอยู่ขยายเพิ่มได้ด้วยวิธีการมุ่งพัฒนาที่จิตใจคนเป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ถาวรและยั่งยืน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.4 ด้านการบริหารจัดการงานทั่วไป ได้แก่ การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ การจัดทำแผนปฏิบัติงาน การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ การติดตามและประเมินผล มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายในชุมชนให้เข้มแข็งคนในชุมชนร่วมประชุม ร่วมบริหาร</p> พระครูปิยคุณาธาร สุจริตธุรการ พระครูพิจิตรศุภการ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 453 464 รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนการกุศล ของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241644 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาสภาพการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๒) ศึกษารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๓) นำเสนอรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน ๑๐ คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๗ คน สนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๗ คน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> :</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑. สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ ๗ ด้าน คือ ๑) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร&nbsp; &nbsp;&nbsp;๒) ด้านการจัดการเรียนรู้ ๓) ด้านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ๔) ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ๕) ด้านการวัดประเมินผล ๖) ด้านการนิเทศการศึกษา และ ๗) ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒. รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบ ดังนี้ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;๑. ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร ประกอบด้วย ๑) ศึกษาเอกสารหลักสูตร ๒) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและประเมินสภาพสถานศึกษา ๓) จัดทำโครงสร้างหลักสูตร ๔) นำหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;๕) นิเทศการใช้หลักสูตร ๖) ติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตร ๗) ปรับปรุงหลักสูตร&nbsp; ๒. ด้านการจัดการเรียนรู้ ผู้บริหารควรส่งเสริมสนับสนุนผู้สอนดังนี้ ๑) การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ๒) การจัดกระบวนการเรียนรู้ ๓) นิเทศติดตามการเรียนการสอน ๔) ส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ๓. ด้านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ มีกระบวนการดังนี้ ๑) วิเคราะห์ ความจำเป็นในการใช้สื่อ&nbsp; ๒) ส่งเสริมการพัฒนาสื่อ ๓) จัดหาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน ๔) ประสานความร่วมมือ ๕) การประเมินผลการใช้สื่อ&nbsp; ๔. ด้านแหล่งเรียนรู้ ดำเนินการดังนี้ ๑) สำรวจแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษา ๒) จัดทำทะเบียนแหล่งการเรียนรู้ ๓) จัดตั้งและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ๔) สนับสนุนการใช้แหล่งการเรียนรู้ ๕. ด้านการวัดประเมินผล ดำเนินการดังนี้&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;๑) กำหนดระเบียบการวัดผล และประเมินผลการศึกษา ๒) สนับสนุนการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล&nbsp; ๓) ดำเนินการวัดผล และประเมินผลตามแผน ๔) พัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลให้ได้มาตรฐาน&nbsp; ๖. ด้านการนิเทศการศึกษา ดำเนินการดังนี้ ๑) วางแผนการนิเทศ ๒) นิเทศงานวิชาการตามแผน ๓) ประเมินผลการนิเทศ ๔) ประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัด ๕) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนิเทศการสอน&nbsp; ๗. ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน ดำเนินการดังนี้ ๑) จัดระบบโครงสร้างองค์กร ๒) กำหนดเกณฑ์การประเมินและเป้าหมาย ๓) วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ๔) ดำเนินการพัฒนางานตามแผนและติดตามตรวจสอบ ๕) ประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ๖) ประสานงานกับเขตพื้นที่การศึกษา ๗) ประสานงานกับหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓. ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจสอบรูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า มีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้</p> <p>&nbsp;</p> ยงยุทธ เจริญวงค์ พระมหาสุพจน์ สุเมโธ พระครูพิจิตศุภการน์ บุญเลิศ วีระพรกานต์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 465 482 รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษาในยุคประเทศไทย 4.0 ที่มีคุณภาพในจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241647 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1)&nbsp; เพื่อศึกษาสภาพปจจุบันของการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษา 2) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษาในยุคประเทศไทย 4.0 ที่มีคุณภาพ 3)&nbsp; เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษาในยุคประเทศไทย 4.0 ที่มีคุณภาพในจังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp; ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ศึกษาเอกสารโดยใช้ข้อมูลสภาพการบริหารการจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษาจำนวน 6 โรงเรียน มาเป็นแนวทาง และนำร่างรูปแบบการบริหารโรงเรียนอนุบาลสองภาษา ที่ได้ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ จากนั้นปรับร่างรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษา เป็นประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 3 คน&nbsp; จากนั้นนำมาสังเคราะห์เป็นร่างรูปแบบเบื้องต้น เพื่อให้คำชี้แนะในการพัฒนารูปแบบก่อนที่จะนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จำนวน 7 คน</p> <p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;ผลวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการมีกระบวนการและวิธีการในการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลสองภาษามีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป&nbsp; แต่ทั้งนี้ต้องดำเนินการปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบาย&nbsp; หลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2544&nbsp; ส่วนการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และการจัดกิจกรรม เน้นการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านและทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ &nbsp;2) รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษา ผลการวิจัยพบว่า ในการบริหารจัดการประกอบด้วย 4 องค์ ประกอบ คือ (1) ชื่อรูปแบบ&nbsp; (2) หลักการและเหตุผล (3) วัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการ (4) กระบวนการดำเนินการ โดยใช้แนวคิดเชิงระบบ (System Approach) ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า&nbsp; กระบวนการบริหารและผลผลิต 3) ผลการนำเสนอ รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลสองภาษายุคประเทศไทย 4.0 ที่มีคุณภาพในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการสนทนากลุ่ม มีผลคือ ที่ประชุมกลุ่มเห็นด้วยกับการนำเสนอให้มีองค์ประกอบ 4 ส่วนคือคือ 1) ชื่อรูปแบบ 2) หลักการและเหตุผล 3) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 4) กระบวนการบริหารจัดการ กระบวนการบริหารจัดการ มีความเหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ โดยในกระบวนการพัฒนาผู้เรียนควรมีการแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นเตรียมความพร้อม&nbsp; ขั้นดำเนินการ&nbsp; และขั้นตรวจสอบ</p> เศกสรรค์ เศกสรรค์ กังสะวิบูลย์ ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ มะลิวัลย์ โยธารักษ์ วันฉัตร ทิพย์มาศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 483 496 THE EFFECTS OF WORD CARDS STRATEGY ON VOCABULARY KNOWLEDGE OF GRADE 5 ELEMENTARY STUDENTS AT BANSAWATHI SCHOOL https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240972 <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้บัตรคำศัพท์ที่มีต่อความรู้คำศัพท์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสาวะถี และการรับรู้ของนักเรียนที่มีต่อการใช้บัตรคำศัพท์ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบคำศัพท์ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามการรับรู้ของนักเรียนที่มีต่อการใช้บัตรคำศัพท์ คำศัพท์ที่นำมาใช้ในงานวิจัยนี้ได้คัดเลือกมาจากบัญชีคำศัพท์ของกรอบมาตรฐานการประเมินความความสามารถทางภาษาจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (CEFR) ระดับ A1</p> <p>ผลจากการแบบทดสอบคำศัพท์ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า การใช้บัตรคำศัพท์ช่วยพัฒนาความรู้คำศัพท์ของนักเรียนทั้งในด้านของการจดจำคำศัพท์, การจดจำความหมายของศัพท์, และการใช้คำศัพท์ ผลจากแบบสอบถามการรับรู้ของนักเรียน โดยรวมพบว่า นักเรียนมีการรับรู้ในเชิงบวกต่อการใช้บัตรคำศัพท์ ในด้านความพึงพอใจต่อการใช้บัตรคำศัพท์พบว่านักเรียนพึงพอใจอย่างมากต่อการใช้บัตรคำศัพท์ ในด้านประโยชน์ของการใช้บัตรคำศัพท์พบว่านักเรียนรับรู้ว่าการใช้บัตรคำศัพท์มีประโยชน์ และในด้านการใช้บัตรคำศัพท์พบว่านักเรียนรับรู้อย่างมากต่อการใช้บัตรคำศัพท์</p> รัฐพล ศิริภูมิ สุขุม วสุนธราโศภิต Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 497 518 รูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต ๑ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241654 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพรูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ 3) เพื่อนำเสนอการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน จำนวน 10 คน สัมภาษณ์เชิงลึกในการร่างรูปแบบ จำนวน 3 ท่าน สนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 ได้แก่ 1) สภาพปัจจุบันการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาส่วนใหญ่ได้บริหารหลักสูตรเป็นไปตามโครงสร้างของหลักสูตรโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งกิจกรรมเสริมหลักสูตรเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) รูปแบบการพัฒนาการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษทั้ง 7 ภาระกิจ โดยรวมพบว่า 1) ด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาได้ตระหนักสร้างความเข้าใจกับบุคลากรของสถานศึกษา เพื่อตระหนักรู้ในการพัฒนาหลักสูตร (2) มีการประมวลหลักสูตรแบบกระทัดรัด ง่าย และเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน (3) การดำเนินการใช้หลักสูตร ได้มีกระบวนการ วิธีการอย่างมีขั้นตอน 4) การบริหารหลักสูตรเป็นไปตามมาตรฐานเหมาะสมกับผู้เรียน 5) การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 6) การสรุปผลการดำเนินงานใช้รูปแบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่กำหนดไว้ และ 7) การปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารหลักสูตรเป็นไปตามระบบและกลไก PDCA 3) การนำเสนอรูปแบบการบริหารหลักสูตรเพื่อพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ พบว่า มีกระบวนการและวิธีการในการสอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการกลั่นกลองจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีความเห็นพ้องกันว่า รูปแบบดังกล่าวมีความเหมาะสมเป็นประโยชน์และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตรงตามเป้าหมายก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการเรียนเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี</p> พรทิพย์ บัวเพ็ชร มะลิวัลย์ โยธารักษ์ บุญเลิศ วีระพรกานต์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 519 532 รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241055 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา และ 3) ยืนยันรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมสานวิธี ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 52 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 361 คน ซึ่งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ&nbsp;&nbsp; เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย รวมทั้งสิ้นจำนวน 413 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เชิงเนื้อหา แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษา มีปัจจัยสำคัญ 5 ด้าน คือ (1) ด้านการสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (2) ด้านการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือในองค์กร (3) ด้านการสร้างบรรยากาศในการทำงาน (4) ด้านการสร้างภาวะผู้นำให้กับผู้ปฏิบัติ และ (5) ด้านการสร้างทีมงาน และองค์ประกอบด้านการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา มีปัจจัยสำคัญ 6 ด้าน คือ (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน (3) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (4) ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (5) ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา และ (6) ด้านการวัดผลประเมินผล</li> <li class="show">ผลการยืนยันรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา โดยการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไปใช้ พบว่า ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ในการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol> กนิษฐา ทองเลิศ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 533 548 ความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241656 <p>&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑)&nbsp; เพื่อศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ ๒) เพื่อพัฒนาความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์และ ๓) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบสร้างความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีขั้นตอนคือ&nbsp; (๑) กำหนดประเด็นในการค้นคว้าให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและปัญหาการวิจัยที่ต้องการทราบ&nbsp; (๒)&nbsp; กำหนดฐานข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา&nbsp; อันประกอบด้วยฐานข้อมูลที่ได้จากแหล่งปฐมภูมิ (Primary Source)&nbsp; คือ&nbsp; คัมภีร์พระไตรปิฎก&nbsp; อรรถกถาหรือฎีกา&nbsp; ชั้นรองลงมา&nbsp; และแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ&nbsp; (Secondary Source) ได้แก่&nbsp; หนังสือเอกสาร บทความวิทยานิพนธ์และสารบรรณอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&nbsp; (๓)&nbsp; สังเคราะห์ข้อมูล โดยการลดทอนข้อมูล เลือกหาจุดที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาเท่านั้น&nbsp; ตรวจสอบข้อมูลให้มีความถูกต้อง&nbsp; จากข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ซึ่งจะดำเนินการ เก็บรวบรวมข้อมูลในประเด็นเดียวกัน&nbsp; แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่จากการกลั่นกรองจัดระบบข้อมูล&nbsp; ด้วยการจำแนก&nbsp; และแปลความโดยวิเคราะห์ผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นสำคัญเพื่อให้ได้ความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์โดยในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบด้วยวิธีวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p>ปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุในจังหวัดบุรีรัมย์ มี ๒ ปัจจัย คือ ๑) ปัจจัยด้านความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ๑.๑) ความรู้สึกต่อชีวิต คู่ชีวิต บุตรหลานหรือบุคคลสำคัญของชีวิต ๑.๒) ความผาสุกในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน&nbsp; และ ๑.๓)ความผาสุกในการมีศาสนายึดมั่น และ ๒) ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ประกอบด้วย ๒.๑)การใช้เวลาในการทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ๒.๒) การพูดคุย ปรึกษาหารือ และตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ของสมาชิกในครอบครัว ๒.๓) การแสดงออกซึ่งความรักและความเอื้ออาทรกัน ทั้งทางกาย วาจา และใจของสมาชิกในครอบครัว ๒.๔) การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่เหมาะสมของสมาชิกในครอบครัว และ ๒.๕) ความสัมพันธ์กับเพื่อน</p> <p>พัฒนาความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ จากการสังเคราะห์เป็นกิจกรรมพัฒนาความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า</p> <p>ด้านที่ ๑ ด้านทานคือกิจกรรมตักบาตรให้ทาน สมาทานรักษาศีลใช้เวลา ๑.๓๐ ชม.ลักษณะกิจกรรม -แต่งกายด้วยชุดขาวที่ถูกสุขลักษณะ -มีอาหารที่สะอาดถูกสุขอนามัย -ยืนเรียงแถวอย่างสวยงามตักบาตรพระสงฆ์ -สมาทานศีล อยู่ในกฎระเบียบของโครงการ วัตถุประสงค์กิจกรรมได้ทำบุญรักษาศีลทำให้รู้จักการให้ เสียสละ ผลที่ได้จากกิจกรรม รู้จักกฎระเบียบในสังคมและยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม</p> <p>ด้านที่ ๒ ด้านกิจกรรมพัฒนาความคิด ปรับการพูด เปลี่ยนการกระทำ ใช้เวลา๓๐ นาที ลักษณะกิจกรรม พระวิทยาการให้หลักการเกี่ยวกับพัฒนาความคิด ปรับการพูด เปลี่ยนการกระทำ วัตถุประสงค์กิจกรรมมีความรู้ ความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อการคิดดี พูดดี ทำดี ผลที่ได้จากกิจกรรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความคิด ปรับการพูด เปลี่ยนการกระทำ</p> <p>ด้านที่ ๓ ด้านภาวนา ๑) กิจกรรมฉันคือใคร ใช้เวลา ๒ ชม. ลักษณะกิจกรรมการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่ผู้สูงมี ว่าในชีวิตมีใครบ้างที่อยู่รอบๆ ตัวเช่น เพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือคนในครอบครัว – เล่าให้เพื่อนฟัง – สรุปร่วมกัน วัตถุประสงค์กิจกรรมมีความเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น ผลที่ได้จากกิจกรรมมีความเข้าใจตนและรู้จักเข้าสังคมกับเพื่อนและญาติมิตร ๒) กิจกรรมเข้าใจตน เข้าใจธรรมใช้เวลา ๑ ชม. ลักษณะกิจกรรม พระวิทยากรสอนธรรมเกี่ยวกับหลักการใช้สติและการรู้จักใช้ชีวิต มีการเข้าใจตนเอง วัตถุประสงค์กิจกรรมเข้าใจคนอื่น มีหลักการใช้สติในการดำเนินชีวิต ผลที่ได้จากกิจกรรมรู้จักใช้สติในการดำเนินชีวิต ๓) กิจกรรมปฏิบัติธรรมใต้แสงเทียน ใช้เวลา ๑ ชม.ลักษณะกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรใต้แสงเทียน วัตถุประสงค์กิจกรรมมีความสุข สงบ เย็น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รู้ผลที่ได้จากกิจกรรมจักหลักธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาและการเข้าใจชีวิต</p> <p>ระดับความผาสุกทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการบุญกิริยาวัตถุของผู้สูงอายุที่มาถือศีลอุโบสถในวัดของพระพุทธศาสนาจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp; ที่ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก ( = ๔.๓๕)&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีระดับค่าเฉลี่ยระดับสูงสุด มี ๒ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ ความรู้สึกต่อชีวิต คู่ชีวิต บุตรหลานหรือบุคคลสำคัญของชีวิต และด้านที่ ๓ ความผาสุกในการมีศาสนายึดมั่น หมายถึง ความสุกที่มีเกิดจากการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ( = ๔.๓๕)&nbsp; และด้านที่มีระดับค่าเฉลี่ยระดับต่ำสุด คือ ด้านที่ ๒ ความผาสุกในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน หมายถึง ความผาสุกในปัจจุบันที่เป็นอยู่ ( = ๔.๓๔)</p> พระมหาอภิสิทธิ์ วิริโย ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์ พระสุวิจักขณ์ โชติวโร พระมหาสมพร อนาลโย พระมหาเชษฐา ฐานจาโร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 549 566 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242358 <p>การวิจัยครั้งนี้ &nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกราเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 &nbsp;3) เพื่อเปรียบเทียบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านหนองบัวระเหว โดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ &nbsp;2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดการคิดววิเคราะห์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test dependent sample) ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">แผนการจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.57/86.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li class="show">นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ STAD ร่วมกับบทเรียนการ์ตูน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li> </ol> ณัฐษธน สรสิทธิ์ ชวนพิศ รักษาพวก Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-10-01 2020-10-01 5 2 567 582 บทบาทของสหพันธ์แม่หญิงลาวด้านการพัฒนาการศึกษาในวิทยาลัยครูปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนาลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245002 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยการวิจัยเชิงบูรนาการ (Mix Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทการมีส่วนร่วมของสหพันธ์แม่หญิงลาวในการพัฒนาการศึกษา และแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของสหพันธ์แม่หญิงต่อการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยครูปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ สมาชิกสมาชิกสหพันธ์แม่หญิงลาวที่เป็นครู ในวิทยาลัยครูปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนาลาว จำนวน 82 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">บทบาทสหพันธ์แม่หญิงลาวที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยครูปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนาลาว ตามบทบาทที่เป็นจริงและตามบทบาทที่คาดหวังมีระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เช่น บทบาทสหพันธ์แม่หญิงลาวที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยครูปากเซตามบทบาทที่เป็นจริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนบทบาทสหพันธ์แม่หญิงลาวที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยครูปากเซ ตามบทบาทที่คาดหวัง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนาพัฒนาการมีส่วนร่วมของสหพันธ์แม่หญิงด้านการพัฒนาการศึกษาของวิทยาลัยครูปากเซ แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนาลาว&nbsp; สหพันธ์แม่หญิงได้เสนอแนวความคิดไว้เป็นส่วนมากคือ ควรเปิดโอกาสให้แม่หญิงได้มีโอกาสพัฒนาตนเองทางด้านวิชาการให้มากขึ้นเช่น เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถในการบริหารจัดการด้านวิชาการ ส่งเสริมให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อเพื่อยกระดับทั้งภายในและต่างประเทศ&nbsp;ต้องเอาใจใส่ติดตามส่งเสริมด้านวิชาการให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมมากขึ้น ควรเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ดำรงตำแหน่งในขั้นการบริหารด้านต่างๆให้ถูกต้องเหมาะสมกับความสามารถ และทุกการงานที่จัดขึ้นควรคำนึงถึงบทบาทหญิงชายอยู่เสมอ</li> </ol> ดาลี้ เที่ยงทำมะวง รัตนะ ปัญญาภา เรืองเดช เขจรศาสตร์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 583 596 กระบวนการแก้ไขปัญหาตลาดเมืองบาเจียงจะเลินสุก แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245004 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาตลาดเมืองบาเจียงจะเลินสุก แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเพื่อศึกษากระบวนการแก้ไขปัญหาตลาดเมืองบาเจียงจะเลินสุก แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ประชากร จำนวน 134 คน และกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 23 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย&nbsp; ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li class="show">สภาพปัญหาตลาดเมืองบาเจียงจะเลินสุก แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการและผู้บริโภคขาดการฝึกอบรมผู้ประกอบการเพื่อให้เข้าใจในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม/สุขภาพอนามัย ด้านการจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมภายในตลาดมีการรบกวนจากสัตว์หรือแมลงที่เป็นพาหะนำโรค ด้านความปลอดภัยอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภคไม่มีจุดทดสอบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย ด้านสุขลักษณะทั่วไปทางเดินในตลาดไม่กว้างขวาง การสัญจรลำบาก</li> <li class="show">กระบวนการแก้ไขปัญหาตลาดเมืองบาเจียงจะเลินสุก แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า ด้านสุขลักษณะทั่วไปควรมีการปรับปรุงโครงสร้างอาคารให้แข็งแรงและจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ ด้านการจัดการสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมเจ้าหน้าที่ภาครัฐควรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบการจัดการสุขาภิบาลให้ถูกสุขลักษณะ ด้านความปลอดภัยอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยงานภาครัฐจะต้องเข้าไปร่วมมือกับผู้บริหารตลาดตรวจสอบมาตรฐานของสินค้าและมีการติดป้ายราคาสินค้าให้เห็นอย่างชัดเจน ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขลักษณะสิ่งแวดล้อมภายในตลาดและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบคุณภาพอาหารให้เป็นมาตรฐาน</li> </ol> วงโสดา คำพูมี วัชราภรณ์ จันทนุกูล ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 597 608 ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242272 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในเมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเพื่อศึกษาแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในเมือง&nbsp;&nbsp; ปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 309 คน และกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 17 คน&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย&nbsp; ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา <strong>ผลการวิจัย พบว่า &nbsp;</strong>(1) สภาพปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในเมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านบุคคล ค่าจ้างและเงินเดือนไม่สามารถจูงใจให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp; ด้านกระบวนการการบริการไม่ทันใจลูกค้าลูกค้าต้องมายืนรอนาน ด้านภาพลักษณ์ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย ด้านการตลาดรูปแบบสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า &nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านการวางแผนแผนงานที่วางไว้ไม่มีการปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ &nbsp;ด้านการผลิตผลิตได้เกินความต้องการ&nbsp; (2) แนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในเมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก&nbsp; สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน พบว่า&nbsp; ด้านการเงิน หน่วยงานรัฐควรจัดหาแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการประกอบการธุรกิจ&nbsp; ด้านการผลิต&nbsp; ควรมีการจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับงานที่ปฏิบัติและควรจัดหาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้า&nbsp; ด้านทรัพยากรบุคคล ควรมีการจัดหาแรงงานมีฝีมือทักษะ ด้านการตลาด ควรมีการจัดตั้งกลุ่มชมรมเพื่อลดการแข่งขันทางด้านการตลาด&nbsp; ด้านการเข้าถึงบริการหน่วยงานของรัฐ &nbsp;หน่วยงานภาครัฐจะต้องลดขั้นตอนในการติดต่อประสานงาน&nbsp;</p> สายสะหวาด ไชยะวง ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 609 622 การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242359 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 &nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อ &nbsp;1) ศึกษาการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2&nbsp; 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2&nbsp; 3) หาแนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2&nbsp; ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย&nbsp; และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 40 คน&nbsp; โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 2 ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 3.50, S.D. = 0.92) และการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 3.47, S.D. = 0.84) เช่นกัน</p> <p>2) การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ปัจจัยด้านการตระหนักรู้คุณค่า ปัจจัยด้านการรับรู้&nbsp; ปัจจัยด้านทัศนคติ และปัจจัยด้านทักษะการเรียนรู้ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 &nbsp;อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ได้แนวทางการพัฒนาศักยภาพ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่&nbsp; 1.ด้านสุขภาพ ประกอบด้วย การดูแลสุขภาพด้วยกิจกรรมการผ่อนคลาย&nbsp; การพักผ่อน&nbsp; การออกกำลังกาย&nbsp; การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และการตรวจสุขภาพประจำปี&nbsp; 2.&nbsp;ด้านการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่ม ชมรม การเป็นจิตอาสา&nbsp; และ 3.&nbsp;&nbsp;ด้านความมั่นคง ประกอบด้วย ความมั่นคงในชีวิตด้านเศรษฐกิจ &nbsp;ด้านครอบครัว และด้านและทรัพย์สิน</p> <p>&nbsp;</p> ชัชฎาภรณ์ ไชยสัตย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 623 638 รูปแบบการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัดและชุมชนในประเทศไทย ด้วยกระบวนการทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241671 <p>การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ คือ &nbsp;(1) เพื่อศึกษากระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัด ชุมชนและสถานศึกษาของประเทศไทย (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัดและชุมชนในประเทศไทย ด้วยกระบวนการทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี (3) เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัดและชุมชนในประเทศไทยด้วยกระบวนการทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร เชิงคุณภาพและเชิงปฏิบัติการแบบ List Model โดยเริ่มที่ ศึกษาเอกสารงานและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึกในภาคสนามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 รูป/คน ที่เกี่ยวข้องด้านการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในวัด ชุมชนและสถานศึกษา จำนวนรวม 8 แห่ง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.กระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัด ชุมชนและสถานศึกษาของประเทศไทย มี 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ก่อนการอนุรักษ์ ได้แก่ การสร้างศรัทธา การจัดระบบองค์กรทำงาน การอบรมบุคลากรและการจัดการประเพณีเชิงพุทธ ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการอนุรักษ์&nbsp; สำรวจ ทำความสะอาด จัดหมวดหมู ลงทะเบียน ถ่ายดิจิทัล ทำทะเบียน ห่อผ้าคัมภีร์ ติดป้ายรหัสคัมภีร์ ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างความยั่งยืนในการอนุรักษ์ ได้แก่ การทำแหล่งเรียนรู้ การเผยแพร่ การสร้างเครือข่า การจัดระบบยกย่อง การประเมินผล</p> <p>2.รูปแบบการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัดและชุมชนในประเทศไทยด้วยกระบวนการทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีมี 5ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่1การสร้างศรัทธา ถ่ายทอดชุดความเชื่อให้คนในชุมชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานอย่างถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม ขั้นที่ 2 การจัดระบบข้อมูลและกระบวนการทำงาน (ศีล) คือ จัดทำแผน และอบรมบุคลากรอนุรักษ์คัมภีร์ ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการอนุรักษ์ (สมาธิ) การจัดการประเพณีเชิงพุทธ เริ่มอนุรักษ์ตามกระบวนการเทคโนโลยี บันทึกภาพสภาพของคัมภีร์ใบลานก่อนการสำรวจทำความสะอาดที่เก็บคัมภีร์ สำรวจ สภาพและคัดแยก คัมภีร์ จัดเรียงใบลานให้สมบูรณ์ ทำความสะอาดคัมภีร์ จัดหมวดหมู่ ลงทะเบียน ถ่ายดิจิทัลคัมภีร์ ทำทะเบียน ห่อผ้าและติดป้ายรหัสคัมภีร์ มีพิธีงานบุญในการอัญเชิญเก็บคัมภีร์ ขั้นที่ 4 การพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ (ปัญญา)และขั้นที่ 5 การแผ่ขยายสู่ความยั่งยืน (เมตตา) คือ มีการเผยแพร่ บริการองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย การจัดระบบยกย่อง การประเมินผล มีระบบการสร้างธัมมทายาท มีการจัดงานบุญของชุมชนด้านการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน เพื่อให้ชุมชนมีศรัทธาย่างยั่งยืนในการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน</p> <ol start="3"> <li class="show">แนวทางการเสริมสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของวัดและชุมชนในประเทศไทยด้วยกระบวนการทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี มี 5 วิธีการสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน คือ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU เชิญเป็นกรรมการ สมัครเป็นสมาชิกเครือข่าย ร่วมกลุ่มตั้งเครือข่ายเองและเครือข่ายส่วนตัวและมี 17 วิธีการรักษาเครือข่ายให้อยู่อย่างยั่งยืน คือ มีการร่วมงานระหว่างเครือข่าย มีการรักษาสัมพันธภาพทีดี มีการจัดงานร่วมกัน มีการแบ่งบทบาทในการพัฒนา มีการจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม&nbsp; มีการกำหนดแผนและมาตรฐานการทำงานร่วมกัน มีระบบสร้างแรงจูงใจ มีระบบการยกย่องบุคลากรในเครือข่าย มีการสร้างผู้สืบทอดเครือข่าย มีการจัดระบบการบริหาร มีศูนย์ประสานและมีผู้ประสานงานเครือข่าย มีงบประมาณที่กิจกรรมเครือข่าย และ มีการติดตามประเมินผลสรุปผลงานร่วมกัน</li> </ol> พระมหาฉัตรเทพ พุทฺธชาโต Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 639 659 รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242278 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก&nbsp; 2) เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3&nbsp; 3)เพื่อนำเสนอรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 &nbsp;เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูปฐมวัย จำนวน 15 คน ผู้เชี่ยวชาญ&nbsp; คือ พระภิกษุสงฆ์ และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 รูป/คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวทางในการสนทนากลุ่ม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) สภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ตามหลักสูตรปฐมวัย 2) รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ซึ่งมีผลการดำเนินการดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ 6 กิจกรรมหลัก &nbsp;การติดตามผลและประเมินผล 3) รูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประกอบด้วย (1) หลักการและเหตุผล (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนในของโรงเรียนในสังกัดสำนักงนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 (3) กระบวนการดำเนินการ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตร ทั้ง 6 กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการ 4 ด้านมาการบูรณาการกับหลักภาวนา 4 ดังนี้ ก) การพัฒนาด้านร่างกาย คือ กายภาวนา ข) การพัฒนาด้านสังคม คือ ศีลภาวนา ค) การพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจ คือ จิตตภาวนา ง) การพัฒนาด้านสติปัญญา คือปัญญาภาวนา (4) การติดตามผลและประเมินผล</p> วนิดา แพเพชรทอง พระปลัดโฆษิต โฆสิโต ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ สามิตร อ่อนคง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 ุุ660 670 แนวทางพัฒนาการส่งออกสินค้าผ่านด่านวังเต่า เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242271 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการส่งออกสินค้าผ่านด่านวังเต่า เมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการส่งออกสินค้าผ่านด่านวังเต่า เมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว &nbsp;กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 191 คน&nbsp; ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย &nbsp;&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<strong> ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;</strong>สภาพปัญหาการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการผ่านด่านวังเต่า เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศลาวเป็นปัญหาต่อการส่งออก &nbsp;ด้านการเมืองและกฎหมายมีการลักลอบ ส่งออกสินค้าแบบผิดกฎหมาย และด้านสังคมและวัฒนธรรมวัฒนธรรมและวันหยุดของลาวและไทยเป็นปัญหาต่อการส่งออกสินค้า แนวทางพัฒนาการส่งออกสินค้าผ่านด่านวังเต่า เมืองโพนทอง&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก &nbsp;ด้านสถานที่ควรมีการจัดพื้นที่เพื่อให้บริการมีความเหมาะสมกับ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาระงาน &nbsp;ด้านกระบวนการและขั้นตอนในการให้บริการผู้ให้บริการสามารถแจ้งหน่วยงานเมื่อเกิดปัญหา &nbsp;ด้านคุณลักษณะผู้ให้บริการเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการควรยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะสุภาพ ด้านค่าใช้จ่าย หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการควรหารือร่วมกันเกี่ยวภาษีส่งออก &nbsp;&nbsp;ด้านความสะดวกในการรับบริการ ควรมีผู้ให้บริการคอยให้คำแนะนำและพร้อมแก้ไขปัญหา&nbsp; ด้านข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารในป้ายประกาศต้องมีความทันสมัย &nbsp;จากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย พบว่า ด้านสถานที่ควรกำหนดจุดจอดรถให้เหมาะสมเพียงพอ&nbsp; และสถานที่ตั้งควรเข้าถึงได้ง่าย &nbsp;ด้านความสะดวกในการรับบริการควรนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เพียงพอ&nbsp; ด้านคุณสมบัติผู้ให้บริการ ควรพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้านกระบวนการและขั้นตอนในการให้บริการ ควรลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการให้บริการ ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาเร่งด่วน&nbsp; ด้านข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ ควรประกาศแจ้งข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์และการสื่อสารออนไลน์ &nbsp;</p> เลิศสะไหม วงคำหล้า วัชราภรณ์ จันทนุกูล ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 671 684 An Analysis on Translation Strategies of Oscars Best Picture Nominated Film Titles of the 2010s from English to Thai https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240986 <p>The main objective of this study is to analyze and classify techniques used in translating the Oscars Best Picture nominated films titles to Thai language from 2010 to 2019 ceremonies. This research has correspondingly tended to assess on the comparison of the source language (SL) and target language (TL) of the titles. The data were analyzed based on the theoretical frameworks suggested by Vermeer (1996) and Newmark (1988). Besides, film titles translation techniques of Thongwan (2012) is applied to this analysis. There are 89 Oscars best picture nominations from the 82nd to 91st Academy Awards collected from the official website of the Academy Awards, oscars.org. The result of the study showed that there were nine techniques in the film titles translation in the 2010s from English to Thai. Furthermore, the analysis of the film title translations assist translators of other languages to comprehend the direction of English film titles translation to foreign languages.</p> Yachurawate Hongsiri Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 687 704 พื้นฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐประศาสนศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242364 <p>การศึกษาแนวคิดพื้นฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นการศึกษาความหมายแนวคิดทางปรัชญาที่มีความสำคัญต่อสังคมในเชิงปฏิบัติ และมีผลต่อเนื่องจนถึงการบริหารในระบบของการเมืองการปกครอง ที่เป็นพื้นฐานทางปรัชญาก็เพื่อศึกษาปรัชญาการปกครองในทัศนะของนักปรัชญาต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเมืองการปกครองของประเทศ</p> <p>ดังนั้น นักปรัชญาตะวันตกจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องปรัชญาการปกครองเป็นหลักสำคัญ เช่น หลักการปกครองและการเป็นผู้ปกครองของนักปรัชญา เช่นอาริสโตเติล กล่าวว่า การปกครองเน้นที่ความสงบสุขของประชาชนเป็นหลัก รูปแบบการปกครองแต่ละรูปแบบนั้นไม่มีความเท่าเทียมกันเพราะขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้ปกครองว่ามีการใช้หลักปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อสอดรับกับแนวคิดที่จะปรับใช้รูปแบบใดเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง</p> พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม พระลิขิต ทินปญฺโญ พูนศักดิ์ กมล Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 735 748 ซิ่นตีนแดง : ผ้ามงคล ภูมิปัญญาท้องถิ่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240645 <p>ผ้าซิ่นตีนแดง เป็นผ้าทอพื้นเมืองภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทย&nbsp; ลาว&nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่</p> <p>พุทไธสง และนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ &nbsp;ซึ่งบรรพบุรุษได้ทอเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มของคนในครัวเรือน มีการถักทอจากมือรุ่นสู่รุ่นด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้าน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้ถ่ายทอดกันมา ถือเป็นผ้าเพื่อให้เกิดความเป็นมงคล ผู้เฒ่าจะใช้ผ้าตีนแดงไปผูกไว้กับเสาเอกของบ้าน เพื่อให้ครอบครัวของเจ้าบ้านมีฐานะมั่นคงอาศัยอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็น &nbsp;บ้างก็เป็นผ้าเพื่อกราบไหว้ผู้ใหญ่ในงานมงคล &nbsp;งานแต่งงาน หรือเป็นผ้ารับไหว้ และแม้แต่การนำมาแต่งกายให้พ่อนาคในงานบวชก็เพราะถือความเป็นสิริมงคล</p> <p>กาลเวลาล่วงไป ความศรัทธาและค่านิยม ก็ไม่อาจต้านทานกระแสของการเปลี่ยนแปลงไปได้ ภาพการนุ่งซิ่นตีนแดงของชาวบุรีรัมย์ก็เริ่มเลือนรางและลดบทบาทลง เพราะการมองไม่เห็นคุณค่าของผ้าซิ่นตีนแดงที่บรรพบุรุษสะสมความเป็นมงคลไว้ให้ กลับไปนิยมการสวมใสผ้าหยาบที่เกิดจากการผลิตด้วยเครื่องจักร สวมใส่ไปวัดแต่งไปในงานบุญ</p> <p>บทความนี้เขียนขึ้นและเผยแพร่เพื่อหวังเพียงได้ปลูกตื่นฟื้นฟูการนุ่งซิ่นตีนแดง ผ้ามงคลภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง&nbsp; ภาพการนุ่งซิ่นตีนแดงไปทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม และแม้การสวมใส่ไปทำงานของชาวอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์ หวนกลับคืนมาอีกครั้ง</p> ชยาภรณ์ สุขประเสริฐ พระครูศรีปัญญาวิกรม พระมหาถนอม อานนฺโท พระมหาพจน์ สุวโจ ไว ชึรัมย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 705 718 ประสบการณ์เรื่องเล่ากับจินตนาการทางภาษาในวรรณกรรมจวงจื่อ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/240609 <p>บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนเรื่องเล่าทางจินตนาการในวรรณกรรมจวงจื่อ ที่ยืนยันว่าคนฉลาดคือคนที่สามารถใช้จินตนาการในการเล่าเรื่อง เพราะจวงจื่อมองว่าประสบการณ์เรื่องเล่าแบบตรงไปตรงมาอย่างที่เพลโต้เสนอนั้นมิได้นำไปสู่ความรู้ที่แท้จริง เพลโต้จึงให้เหตุผลว่าการที่นักกวีเล่าเรื่องของนักรบเขาได้ใช้จินตนาการมิใช่นักรบจริง เราจึงไม่อาจถือได้ว่าเรื่องนั้นเชื่อถือได้เท่ากับนักรบเล่าเรื่องของตนเอง เพราะการใช้จินตนาการเป็นการถอดแบบมิใช่วิธีการเล่าเรื่องที่ดีและเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถอดแบบธรรมชาติของสิ่งนั้นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่จวงจื่อเสนอว่าการเล่าเรื่องด้วยวิธีการถอดแบบนั้นก็เพื่อสร้างอารมณ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังซึ่งเป็นวิธีการที่จะเชื่อมโยงความรู้สึกได้ เพราะเรื่องเล่าผ่านจินตนาการจะเป็นแง่มุมที่นำไปสู่ความจริงภายในของมนุษย์ที่สามารถรับรู้ร่วมกัน จวงจื่อจึงให้เหตุผลว่าผู้ที่ฟังจากประสบการณ์ของผู้เล่านั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้สึกหรือความเข้าใจที่ตรงกัน เขาสนใจเพียงว่าระหว่างผู้เล่าและผู้ฟังมีการรับรู้ผ่านประสบการณ์บางอย่างร่วมกันหรือมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากที่สุดเพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงที่นำไปสู่ความจริงได้โดยผ่านจินตนาการทางภาษาเป็นสื่อกลาง</p> Thamatistan Pornbandalchai Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 719 734 ผู้บริหารมืออาชีพในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242274 <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการเป็นผู้บริหารมืออาชีพสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษานักบริหารการศึกษามืออาชีพต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงคือ ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อบริหารองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น รวมทั้งมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำองค์กรมีวิสัยทัศน์ที่สามารถกำหนดภาพในอนาคตขององค์กรได้อย่างชัดเจน มีจิตวิญญาณความเป็นนักบริหาร รวมทั้งบริหารตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นที่พึงของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ในทุกโอกาส ต้องเป็นผู้มีภูมิความรู้ทางด้านการศึกษามีความเป็นผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้นำในการบริหารคุณภาพการศึกษา และมีความรู้ในหลักการบริหาร เทคนิคการบริหาร และการวางแผนกลยุทธ์ รวมทั้งต้องรู้จักนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาองค์กรประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องมีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ (ProfessionalFocus) เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการองค์กรให้มีความก้าวทันโลกในยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ และที่สำคัญต้องมีคุณธรรม จริยธรรม นำหลักพุทธธรรมมาเป็นเครื่องเตือนใจในการบริหาร คือหลักการครองตน การครองคน การครองงาน โดยนำหลักฆราวาสธรรม 4 มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร รวมถึงหลักทศพิธราชธรรม 10 ในการปกครองคน เป็นต้น</p> วีระพงษ์ ปรองดอง ละเอียด จงกลนี ประจิตร มหาหิง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 749 764 เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วมสมัย: การสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/243209 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนเรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารในสื่อร่วมสมัย โดยศึกษาเรื่องเล่าการผจญมารทั้ง 8 เหตุการณ์ในบทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถาหรือที่รู้จักกันในชื่อบท “พระคาถาพาหุง” ที่ได้รับการผลิตซ้ำในสื่อร่วมสมัยประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวนทั้งสิ้น 17 สำนวน ผลการศึกษาพบว่า เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมาร 8 เหตุการณ์ในสื่อร่วมสมัยมีการสืบทอดขนบวรรณคดีคำสอนอย่างชัดเจน โดยนำเสนอผ่านกลวิธีการสอน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) กลวิธีการสอนแบบตรงไปตรงมา 2) กลวิธีการสอนโดยการสอดแทรกทัศนะหรือคำสอนของผู้เขียน 3) กลวิธีการถามตอบปัญหาธรรม และ 4) กลวิธีการสอนผ่านพฤติกรรมและคำพูดของตัวละคร อีกประการหนึ่งเรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารยังสะท้อนให้เห็นการดำรงอยู่และพลวัตของวรรณคดีพุทธประวัติตอนสำคัญในฐานะเรื่องเล่าที่ได้รับการผลิตซ้ำในพื้นที่ร่วมสมัยที่มีความเป็นสากล ส่งผลให้เกิดความรับรู้เรื่องเล่าพระพุทธเจ้าผจญมารของผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น</p> พรพิมล เพ็งประภา กิตติยา คุณารักษ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 ึุ765 778 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการศึกษาวิถีใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245007 <p>ในบทความนี้ได้มุ่งวิเคราะห์ ถึงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการศึกษาวิถีใหม่ จากการศึกษา ค้นคว้าเอกสาร บทความและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมกับบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลให้มีความเจริญงอกงาม คือ สติปัญญา อารมณ์และสังคม การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการศึกษาวิถีใหม่ เป็นการวิเคราะห์ผล ใช้แนวทางสังเคราะห์ ด้วยการลดทอนข้อมูล การจัดระบบข้อมูลและการตีความ นำไปสู่บทสรุป การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการศึกษาวิถีใหม่ ที่ตระหนักถึงการพัฒนาและการเรียนรู้ เพื่อรับสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากประสบการณ์ความรู้ที่มีอยู่เดิม นำมาพิจารณาถึงความสอดคล้องและเหมาะสมกับวิถีใหม่ ที่เน้นการคิดเชิงระบบในองค์ความรู้ใหม่ ที่เกิดดุลยภาพทั้งด้านคุณลักษณะความรู้ ทักษะและทัศนคติ</p> รชต กฤตธรรมวรรณ รุ่งนภา ตั้งจิตรเจริญกุล องค์อร สงวนญาติ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 ึึ779 788 ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245008 <p>ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคลากรวิชาชีพ ทำหน้าที่หลักด้านการบริหารจัดการการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงบุคลากรในสถานศึกษาด้วย เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรม และการดำรงชีวิต ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเกิดโรคอุบัติใหม่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยของประชากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รวดเร็ว การปรวนแปรของสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้องค์การทั้งภาครัฐและเอกชนต่างได้รับผลกระทบ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำจำเป็นต้องปฏิรูปตนเองโดยได้ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูป เพื่อนำพาสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายต้องการ ที่จะต้องบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ และความสมดุลจนบรรลุผลตามแผนที่วางไว้</p> พรรณิภา งามเลิศ รุ่งนภา ตั้งจิตรเจริญกุล องค์อร สงวนญาติ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-08-30 2020-08-30 5 2 ึ769 784