วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou <p>วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์&nbsp; กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติดังนี้ 1. ด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา 2.ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์&nbsp; 3. ด้านการศึกษา และ 4.สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตาม</p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี th-TH วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2539-5726 ธุรกิจการศึกษาในมุมมองพุทธจริยศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241658 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดธุรกิจการศึกษา 2) เพื่อศึกษาปัญหาข้อถกเถียงทางจริยศาสตร์ในการจัดธุรกิจการศึกษาและ 3) เพื่อวิเคราะห์ธุรกิจการศึกษาในมุมมองพุทธจริยศาสตร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้ได้ศึกษาประเด็นปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษาใน 2 ประเภท คือ อาคาริยะ (servile arts) และอนาคาริยะ (liberal arts) การศึกษาแรกเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ ส่วนการศึกษาที่สองเป็นการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในงานวิจัยนี้พบข้อถกเถียง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถือว่าธุรกิจการศึกษาของทั้งสองประเภทเป็นการกระทำที่สมควรเพราะเป็นสิทธิและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับธุรกิจการศึกษาโดยให้เหตุผลว่ามันเป็นละเมิดสิทธิที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยได้พิจารณาประเด็นข้อถกเถียงของทั้งสองกลุ่มข้างต้นแล้วให้เหตุผลตามมุมมองของพุทธจริยศาสตร์ว่า พุทธจริยศาสตร์เห็นด้วยกับการทำธุรกิจการศึกษาทั้งสองประเภท ตราบเท่าที่ธุรกิจการศึกษานั้นไม่ขัดต่อหลักพุทธจริยศาสตร์ เช่นหลักสัมมาอาชีวะ หลักไตรสิกขา หลักกุศล-อกุศล หลักอาทีนวะและหลักมหา ปเทส 4 เป็นต้น เมื่อมีการทำธุรกิจการศึกษาตามหลักพุทธจริยศาสตร์ข้อคัดค้านของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยบนเหตุผลที่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมจะได้รับการแก้ไข</p> พระสุภาพร เตชธโร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-20 2020-12-20 5 3 19 32 การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอุดรธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241659 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกและ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 2) แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้การทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27&nbsp; 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> สมชาย พาชอบ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-20 2020-12-20 5 3 33 42 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241661 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษา โดยใช้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตาม 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาทักษะชีวิตของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนเรียนรู้เพศศึกษา โดยใช้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนและ3) แบบวัดทักษะชีวิต สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบ (t-test dependent sample) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษา โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 83.40/81.92 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้&nbsp; 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแบบผสมผสาน สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ3) นักเรียนมีทักษะชีวิตต่อการเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.06)</p> ภานุ นิลศิลา ลักขณา สุกใส Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-20 2020-12-20 5 3 43 52 ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้การออกแบบกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241365 <p>การวิจัยครั้งนี้&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้การออกแบบกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&nbsp; 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ การออกแบบกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบความสามารถในความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ก่อนและหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ การออกแบบกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนภูแลนคาวิทยายน จำนวน 30 คน โดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ 3) แบบวัดความสามารถ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 2 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test dependent sample) ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้การออกแบบกราฟิก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.89/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้การออกแบบกราฟิก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) ความสามารถในความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ การออกแบบกราฟิกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> นฤมล มิ่งขวัญ ลักขณา สุกใส Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-20 2020-12-20 5 3 53 64 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาหน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242284 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)&nbsp;เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้&nbsp;KWDL&nbsp;ร่วมกับแบบฝึกทักษะ&nbsp;หน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์&nbsp;สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp;ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75&nbsp; 2)&nbsp;เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp;ก่อนและหลังใช้กิจกรรมการเรียนรู้&nbsp;KWDL&nbsp;ร่วมกับแบบฝึกทักษะ&nbsp;3)&nbsp;เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาหน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์&nbsp;สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp;ก่อนและหลังใช้การจัดการเรียนรู้&nbsp;KWDLร่วมกับแบบฝึกทักษะ&nbsp;กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนภูแลนคาวิทยายน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน เวลา 16 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากรายข้ออยู่ระหว่าง 0.30-0.80&nbsp; ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20-0.47 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.75 และ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหา เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 2 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 &nbsp;สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test dependent sample) ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้&nbsp;KWDL&nbsp;ร่วมกับแบบฝึกทักษะ&nbsp;หน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์&nbsp;สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp;มีประสิทธิภาพตาม (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 83.5/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ตรรกศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp;โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้&nbsp;KWDL&nbsp;ร่วมกับแบบฝึกทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ3) ทักษะการแก้ปัญหาทางการเรียน&nbsp;โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ&nbsp;KWDL&nbsp;ร่วมกับแบบฝึกทักษะหน่วยการเรียนรู้&nbsp;ตรรกศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน&nbsp;อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วรวิทย์ วันเมฆ ชวนพิศ รักษาพวก Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-20 2020-12-20 5 3 65 76 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242321 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ระหว่างก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL และ 3) เปรียบเทียบการแก้ปัญหาทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัสระหว่างก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2&nbsp; โรงเรียนวังใหม่พัฒนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน&nbsp; ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยการจับฉลาก รูปแบบการวิจัย เป็นแบบแผนการทดลองเบื้องต้น (Pre Experimental Design) โดยมีกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest-Postest Only Design) เครื่องมือวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL จํานวน 16 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบวัดการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบอัตนัย จำนวน 4 ข้อ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Sample) <strong>&nbsp;</strong>ผลการวิจัยพบว่า :</p> <p>1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 83.47/81.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (70/70)</p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) ผลการแก้ปัญหาทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิค KWDL สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>&nbsp;</p> พชรพล อารีชาติ ชวนพิศ รักษาพวก Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-22 2020-12-22 5 3 77 86 ผลการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242322 <p>&nbsp;</p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยให้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจากการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลง 3) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยน้ำคำ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 1 ที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 25 แผน มีค่าความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก 4.48 2)แบบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจากการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลง มีค่าความยากง่าย 0.46 ถึง 0.73 ค่าอำนาจจำแนก 0.47 ถึง 0.84 และค่าความเชื่อมั่น 0.95 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ค่าความสอดคล้อง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.75 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา ผลวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.96/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังจากการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมเพลง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทั้ง 4 ทักษะ ดังนี้ ทักษะการเรียงลำดับ มีคะแนนเฉลี่ย 4.29 ทักษะการรู้ค่า 1-20 มีคะแนนเฉลี่ย 4.20 ทักษะการจำแนกเปรียบเทียบ มีคะแนนเฉลี่ย 4.07 และทักษะการจัดหมวดหมู่ มีคะแนนเฉลี่ย 3.82 3) ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อกิจกรรมเพลงเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับพึงพอใจมาก</p> <p>&nbsp;</p> พัชราภรณ์ ลาผา ชวนพิศ รักษาพวก Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-22 2020-12-22 5 3 87 98 การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้นิทานประกอบภาพเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการเขียนสะกดคำของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242324 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำที่ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ระหว่างก่อนและหลังเรียนโดยใช้นิทานประกอบภาพ และ 2) ศึกษาความคงทนในการเขียนสะกดคำของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้โดยใช้นิทานประกอบภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้&nbsp; ด้านการเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูป คือ ไม่สามารถเขียนสะกดคำที่เกิดการเปลี่ยนรูปได้เมื่อมีตัวสะกด ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ของโรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล ที่มีปัญหาทางการเขียนสะกดคำ จำนวน 8 คน ที่ได้รับการคัดกรองจากแบบคัดกรองของกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการทดลองแบบทดลองกลุ่มเล็ก ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 9 สัปดาห์ในทุกวันเสาร์ครั้งละ 2 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน เวลา 18 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำ เป็นแบบเขียนตามคำบอก จำนวน 30 คำ และ 3) ชุดนิทานประกอบภาพ จำนวน 3 ชุด (สระอะ สระเอะและสระเออ) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าที (t-test)&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียนสะกดคำที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้นิทานประกอบภาพ ก่อนเรียนมีความสามารถในการเขียนสะกดคำคิดเป็นร้อยละ 32.92 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนที่มีความสามารถในการเขียนสะกดคำร้อยละ 80.42 คิดเป็นร้อยละ 47.50 2) ค่าเฉลี่ยความคงทนของความสามารถในการเขียนสะกดคำของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่ได้รับหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้นิทานประกอบภาพ เมื่อผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.75 คิดเป็นร้อยละ 82.50 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;</p> คณวร สัญญะ เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-22 2020-12-22 5 3 99 110 การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่องโจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มช่วยเหลือเป็นรายบุคคล (TAI) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242325 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้โจทย์ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5&nbsp;โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค&nbsp;(TAI)&nbsp;ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้โจทย์ปัญหาก่อนและหลัง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค&nbsp;(TAI)&nbsp;ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา และ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (TAI) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา ซึ่งเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ของโรงเรียนบ้านสระสี่เหลี่ยม จำนวน 12 คน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน เวลา 16 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ผลวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (TAI) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา หน่วยการเรียนรู้โจทย์ปัญหาและพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนหลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (TAI) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา หน่วยการเรียนรู้โจทย์ปัญหาและพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ.05 3) พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (TAI) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ มากที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> ชิษณุพงศ์ เงินแจ่ม สุนันท์ สีพาย Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-22 2020-12-22 5 3 111 122 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้ปัญหา หน่วยการเรียนรู้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242326 <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) แบบ One Group Pretest Posttest Design มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 3)เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านประคำ จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 7 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน เวลา 16 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากรายข้ออยู่ระหว่าง 0.30-0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20-0.47 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.75 และ 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นแบบทดสอบสถานการณ์ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 &nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ One Sample&nbsp; Wilcoxon&nbsp; Signed&nbsp; Ranks&nbsp; Test &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตาม (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 83.42/82.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>3) ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4) ความคงทนในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เมื่อผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พจนีย์ ขำชาลี รัชกร ประสีระเตสัง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 123 138 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242327 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&nbsp; 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 3) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนของนักเรียน เมื่อเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ประชากรที่ใช้ ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเครือข่ายจัตุรัส-หนองบัวใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ปีการศึกษา 2562 ทั้งหมด 166 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสระสี่เหลี่ยม จำนวน 10 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ One Sample Wilcoxon Signed Ranks Test &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6&nbsp; มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 80.38/80.67 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้&nbsp; 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS&nbsp; หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ.05 4) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีสรรคนิยมของ Underhill ร่วมกับเทคนิค QSCCS หน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีคะแนนความคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&nbsp;</p> ดลชนก รัตนบุญทา รัชกร ประสีระเตสัง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 141 152 The การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับแบบฝึกทักษะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241536 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค SQ4R ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค SQ4R ร่วมกับแบบฝึกทักษะระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3&nbsp; โรงเรียนบ้านห้วยหัน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค SQ4R ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้การอ่านจับใจความ 3) แบบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที&nbsp; (t-test Dependent Sample) ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค SQ4R&nbsp; ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 82.38/80.28 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3&nbsp; โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อภิญญา โนบันเทา รัชกร ประสีระเตสัง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 153 164 โปรแกรมสุขศึกษาในการสร้างเสริมทักษะชีวิตร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในโรงเรียนชีทวนวิทยาสามัคคี ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242343 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการสร้างเสริมทักษะชีวิตร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 33 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 33 คน ซึ่งกลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมสุขศึกษา เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบให้มีการเรียนการสอนตามปกติ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และใช้สถิติอนุมานเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยของคะแนนายในกลุ่มด้วย Paired t-test เปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยของคะแนนระหว่างกลุ่มด้วย Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนด้านความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ ด้านทักษะชีวิตและด้านแรงสนับสนุนทางสังคม สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากโปรแกรมสุขศึกษาได้ประยุกต์การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตในวัยรุ่น&nbsp; โดยสรุปโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ทักษะชีวิตร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม ในการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 นำไปขยายผลสู่กลุ่มนักเรียนในระดับเดียวกันได้</p> นิตยา ศรไชย สุภาพร ใจการุณ กุลชญา ลอยหา Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 165 178 พลวัตวัฒนธรรมของประชาชนตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา: คติความเชื่อ และการละเล่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242344 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประวัติคุณค่าและความสำคัญด้านความเชื่อ การละเล่นของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านมิติความเชื่อและการละเล่น (3) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อ และการละเล่นกับการสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสนทนาจากกลุ่มเป้าหมาย นำผลสนทนามาวิเคราะห์และเขียน</p> <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประวัติคุณค่าและความสำคัญด้านความเชื่อ การละเล่นของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านมิติความเชื่อและการละเล่น (3) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อ และการละเล่นกับการสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสนทนาจากกลุ่มเป้าหมาย นำผลสนทนามาวิเคราะห์และเขียนรายงานการวิจัยด้วยวิธีเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าประวัติคุณค่าและความสำคัญด้านความเชื่อ การละเล่นของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พิธีกรรมดังกล่าวมีคุณค่าต่อระบบการดำเนินชีวิต การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม การช่วยเหลือคนที่สิ้นหวังจากการเจ็บป่วย ซึ่งคุณค่าที่เกิดขึ้นล้วนมีผลกระทบต่อคนในพื้นที่ คือ 1. เกิดคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม 2. เกิดคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ 3. เกิดคุณค่าทางด้านการรักษาโรค 4. เกิดคุณค่าด้านสังคม ดังนั้น คุณค่าและความสำคัญด้านความเชื่อ และการละเล่นของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงปรากฏเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรมดังนี้ 1) ความกตัญญูกตเวที 2) สามัคคีธรรม 3) ความเสียสละ 4) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านมิติความเชื่อและการละเล่น ความเชื่อในพิธีกรรม“มะม๊วต”ได้มีการสืบทอดต่อกันเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามขั้นตอนและสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี องค์ประกอบที่เกี่ยวกับความเชื่อนั้นประกอบด้วย แนวคิด พิธีกรรม และผู้ประกอบพิธีกรรม เช่น ความเชื่อที่เกี่ยวกับผี วิญญาณ ความเชื่อที่เกี่ยวกับของรักษาโรค ความเชื่อที่เกี่ยวกับการเข้าทรง “มะม๊วต”จะมีการจัดพิธีกรรมและการติดต่อกับวิญญาณโดยผ่านร่างทรง คือ ครูผู้ประกอบพิธีกรรม“มะม๊วต”ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมผ่านมิติความเชื่อ และการละเล่นพิธีกรรม“มะม๊วต”ประกอบด้วย 1. ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม 2. ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ 3. ความสัมพันธ์ทางด้านสังคม เป็นต้น</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> ธยายุส ขอเจริญ พระครูโกศลศาสนวงศ์ พระธงชัย ขนฺติธโร สุทัศน์ ประทุมแก้ว Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 179 192 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242345 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองแดง(คุรุราษฎร์บำเพ็ญ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ 4) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Dependent Sample) ผลวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>&nbsp; เท่ากับ&nbsp; 81.50/80.50&nbsp; ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นพวรรณ ถนอมพันธ์ นฤมล ภูสิงห์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 193 204 การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242347 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ &nbsp;ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม 3) เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม โดยการวิจัยและพัฒนา ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล จำนวน 252 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้วยเพลง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง 3) แบบวัดทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบด้วย t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเพลงภาษาอังกฤษตามสมัยนิยม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม</p> <p>&nbsp;</p> นิตยา พงษ์พัง รัชกร Ratchakorn Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-23 2020-12-23 5 3 205 214 การเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242351 <p>การเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษานโยบายและการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นในล้านนา 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา 3) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา ลักษณะการวิจัยเป็นการวิจัยในแบบผสม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพคือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) และการจัดสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) การวิจัยเชิงปริมาณใช้การตอบแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ได้ฝึกปฏิบัติตามหลักการทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในวัดดังกล่าว เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 300 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจำนวน 100 คน รวมจำนวน 400 คน โดยกำหนดจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนแต่ละวัด/องค์กรในพื้นที่ 5 จังหวัดประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแพร่ จังหวัดลำพูนและจังหวัดพะเยา ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายและการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นในล้านนาพบว่า ภาครัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวของประเทศโดยได้กำหนดกรอบการทำงาน อยู่ 3 เรื่องที่สำคัญของประเทศ คือ เป็นไปตามกลไกของนโยบายการพัฒนาสามพลังของประชารัฐซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาโดยเน้นภาคเศรษฐกิจ อาชีพ รายได้ความร่วมมือและชุมชนเข้มแข็ง &nbsp;2) การพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยวของวัดและชุมชนในล้านนา พบว่า การพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยวของวัดและชุมชนในล้านนาเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจ สืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้/วิถีชีวิตชุมชนดีขึ้น และเป็นการตอบสนองความต้องการชุมชนในการฟื้นฟูความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) เสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา พบว่าแนวทางการเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้น แบ่งเป็นเครือข่ายภายในชุมชน โดยใช้แนวทางของคำว่า “บวร”หมายถึง ความร่วมมือ ระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน 4) ความสัมพันธ์ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชนในล้านนา พบว่า มีความสัมพันธ์ในการท่องเที่ยวในรูปแบบของการมีส่วนร่วมของชุมชน เครือข่ายการท่องเที่ยวในการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งวัด ชุมชน ผู้ประกอบการ ภาครัฐและเอกชน ให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดและชุมชน&nbsp;</p> พระชยานันทมุนี พระครูสิริสุตานุยุต พูนทรัพย์ เกตุวีระพงศ์ สมจันทร์ ศรีปรัชยานนท์ ฤทธิ์ชัย แกมนาค Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 215 228 ผลพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธีสตาร์ท (START) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242352 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ My School ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กลวิธีสตาร์ท (START) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ My School ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กลวิธีสตาร์ท (START) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กลวิธีสตาร์ท (START) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเขวา อำเภอเกษตรสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 17คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธีสตาร์ท (START) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม แผนละ 3 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง&nbsp; 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ My School เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3.แบบทดสอบวัดการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบด้วย t-test dependent ผลวิจัย พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธีสตาร์ท (START) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กลวิธีสตาร์ท (START) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้กลวิธีสตาร์ท (START) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> ธารีฉัตร ศรีซุย รัชกร ประสีระเตสัง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 229 238 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242372 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อศึกษาการปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชนของชุมชนบ้านวังหมอ ตำบลบ่อ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 2. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชนของชุมชนบ้านวังหมอ ตำบลบ่อ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน&nbsp; และ 3. เพื่อพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชนของชุมชนบ้านวังหมอ ตำบลบ่อ อำเภอเมืองน่าน&nbsp; เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; เชิงคุณภาพ&nbsp; และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยเน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชนของชุมชนบ้านวังหมอ ในภาพรวมจากการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ด้านที่มีปัญหาและอุปสรรคมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน&nbsp; ส่วนด้านที่มีปัญหาน้อยที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ 2) กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชน คณะผู้วิจัยดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อยกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และประชาชนในชุมชน&nbsp; ซึ่งมีรายขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ออกแบบกระบวนการการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนใน &nbsp;การอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชน&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อยกับคณะกรรมการหมู่บ้าน&nbsp; ผู้นำศาสนาคริสต์ ผู้นำศาสนาพุทธ และประชาชนในพื้นที่ 3) คณะวิจัยดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับ&nbsp; การอนุรักษ์และจัดการป่าชุมชน&nbsp; และ 4. ผู้เข้าร่วมกระบวนการความคิดเห็นและเสนอความคิดเห็น 3. การพัฒนารูปแบบการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชนของชุมชนบ้านวังหมอได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมคิด ร่วมร่างธรรมนูญศีลธรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และจัดการป่าชุมชน&nbsp; ซึ่งเป็นรูปแบบที่พัฒนาร่วมกันของประชาชนในชุมชน มีเนื้อหาที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และจัดการป่า&nbsp; ในชุมชน ทั้งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ดำเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์ และการประเมินผลร่วมกัน และ 4) การประเมิน (ร่าง) ธรรมนูญศีลธรรมชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และการจัดการป่าชุมชน ของชุมชน ดำเนินการโดยการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการวิจัย ซึ่งผลการวิจัยประชาชนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และคณะกรรมการประจำหมู่บ้านเห็นชอบให้มีการบังคับใช้ธรรมนูญศีลธรรมฉบับดังกล่าว</p> <p>&nbsp;</p> ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล พระสมุห์อุทัย อุทยเมธี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 239 254 การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัว ในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242373 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ&nbsp; 2) เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัว 3) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ทัศนคติ&nbsp; พฤติกรรม&nbsp; ด้านการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ&nbsp; (Action Research) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) การวางแผน (Plan)&nbsp; (2) การดำเนินงาน (Action) (3) การสังเกต (Observation) (4) การสะท้อนกลับ (Reflection) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มติดสังคม สังกัดชมรมผู้สูงอายุ ศูนย์สุขภาพชุมคำข่า ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เลือกสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 40 คน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยจำนวน 15 คน (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัว ผู้แทนชมรมผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปความรู้ ทัศนคติพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ข้อมูลเชิงคุณภาพ สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานทดสอบ<em> Paired</em> <em>t</em>-<em>Test</em> ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อม 3 อ. 2 ส. ลำล่องป้องกันป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้&nbsp; ทัศนคติ&nbsp; พฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P-value&lt;0.05) ข้อเสนอแนะสามารถนำรูปแบบการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำครอบครัวไปปรับใช้และดำเนินงานในแต่ละบริบทของพื้นที่หรือการพัฒนารูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอื่น</p> กมลทิพย์ จันทร์คำ มณฑิชา รักศิลป์ นพรัตน์ ส่งเสริม Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 255 266 การดำเนินการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245275 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการดำเนินการการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ ตามขนาดของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาอาเซียนศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2561 จำนวน จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการดำเนินการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong>µ</strong>&nbsp;=3.79) และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถ (<strong>µ</strong>&nbsp;=3.88) ด้านสังคมและวัฒนธรรม (<strong>µ</strong>&nbsp;=3.78) และด้านการสื่อสาร (<strong>µ</strong>&nbsp;=3.70) 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการดำเนินการการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ โดยจำแนกตามขนาดโรงเรียนที่แตกต่างกัน พบว่า โรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีระดับการดำเนินการการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูทั้งโดยรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกัน 3) สภาพปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ สภาพปัญหา ได้แก่ (1) กิจกรรมการเรียนรู้พลเมืองอาเซียนยังบูรณาการไม่ครบกับทุกกลุมสาระการเรียนรู &nbsp;(2) ครูบางท่านยังขาดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ (3) ครูบางท่านยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นพลเมืองอาเซียน ข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการกับทุกกลุมสาระการเรียนรูให้เข้ากับการเป็นพลเมืองอาเซียน&nbsp; (2) ครูควรพัฒนาตนเองด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ (3) ครูควรได้รับการพัฒนาให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นพลเมืองอาเซียน&nbsp;</p> เฉลิมเกียรติ ผานาค ธีรชัย บุญมาธรรม Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 267 276 ปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายในการบังคับใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242374 <p>บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบังคับโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เกี่ยวกับบทลงโทษสู่การคุมประพฤติ การพักการลงโทษและการกำหนดโทษการสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ การศึกษาพบว่าพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มีการกำหนดบทลงโทษที่สูง เพื่อต้องการให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว แต่ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาให้รอการการลงโทษ การกำหนดบทลงโทษหากเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด แต่ไม่มีเงื่อนไขให้ไปทำการปลูกป่า ฟื้นฟูป่าและคุ้มครองดูแลรักษาแต่อย่างใดและมิได้มีการกำหนดโทษฐานการสมคบกันกระทำความผิดจึงทำให้การคุ้มครองดูแลรักษาป่าไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผลการศึกษา จึงมีข้อเสนอแนะให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ได้รับโทษจำคุกอย่างเหมาะสมควร คุมประพฤติทุกคดี โดยให้ทำการฟื้นฟูและคุ้มครองดูแลรักษาป่าทั้งให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการพักการลงโทษควรมีเงื่อนไขอย่างเช่นเดียวกัน ทั้งการกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิด</p> ชญาภา บุตรดี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 277 290 พฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245274 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตาม เพศ สถานภาพทางครอบครัว โรงเรียน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2561 จำนวน 295 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ค่าที (Independent Sample t-test) และการทดสอบค่าเอฟ หรือการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test/One–way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=3.27) และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2 ด้าน นอกนั้นอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้แก่&nbsp; ด้านการใช้เวลาว่าง (=4.22) ด้านความเครียด (=3.66) ด้านการเข้าใจตนเอง (=3.10) ด้านการคบเพื่อน (=3.10) ด้านสุขภาพ (=2.83) และด้านการนําสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย (=2.66)&nbsp; 2) ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตาม เพศ สถานภาพทางครอบครัวและโรงเรียน พบว่า โดยรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เรียงตามลำดับความถี่สูงสุดไปหาต่ำสุด ดังนี้ (1) ครูควรปลูกจิตสำนึกในเรื่องภัยของยาเสพติดให้กับนักเรียนทุกระดับชั้น (2) ครูและผู้ปกครองนักเรียนควรแนะนำวิธีการเลือกคบเพื่อนที่ดี และควรสอดส่องดูแลการคบหาสมาคมเพื่อนๆของนักเรียนอย่างใกล้ชิด (3) สถานศึกษาควรสนับสนุนอุปกรณ์การกีฬา ดนตรี หรือกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ (4) ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำชับเอาใจใส่ในการป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาและควบคุม กวดขันการเสพยาเสพติดในโรงเรียนอย่างเข้มงวด (5) ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนต้องให้ความสำคัญมีจิตสำนึกร่วมกันที่จะปกป้องคุ้มครองดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด</p> <p>&nbsp;</p> ศรราม ฦาชา ชนะชัย อวนวัง ทัชชวัฒน์ เหล่าสุวรรณ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 291 302 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อควบคุมน้ำหนักของเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242377 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ &nbsp;เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อควบคุมน้ำหนักของเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม ความรู้เรื่องโรคอ้วน พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย น้ำหนักตัว ของเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างขนาดตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน &nbsp;และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 30 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดแรงสนับสนุนทางสังคม ความรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายของนักเรียนที่เป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างแบบตรวจสอบรายการ แบบสอบถาม และแบบทดสอบที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที่ใช้ คือ การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบที และการทดสอบเอฟ ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการควบคุมน้ำหนักของนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง พบว่า ในภาพรวมนักเรียนมีน้ำหนักตัวลดลง 2.44 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 &nbsp;เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียนมีน้ำหนักตัวที่ลดลงทุกคน โดยมีน้ำหนักตัวที่ลดลงตั้งแต่ 1.3 ถึง 3.8 กิโลกรัม 2) คะแนนที่วัดครั้งหลังด้านความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม ความรู้เรื่องโรคอ้วน พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 น้ำหนักตัวของนักเรียนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ธนพันธุ์ ไชยชนะ กุลชญา ลอยหา จำลอง วงษ์ประเสริฐ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-29 2020-12-29 5 3 303 314 การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย กรณีศึกษาสังคมพหุวัฒนธรรมในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242379 <p>ก</p> <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรมในชุมชนประตูท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของหลักการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรม ตามหลักการของแต่ละศาสนา และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบและวิธีการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรมที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม พบว่า หลักการอยู่ร่วมกันของคน ด้วยการสร้างให้ประชาชนในชุมชนประตูท่าแพ เข้าใจและยอมรับซึ่งความแตกต่างในเรื่องของแนวคิดวัฒนธรรมประเพณี และความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ลัทธิความเชื่อความสอดคล้องของหลักการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมส่งเสริมให้มีการพัฒนาเปิดกว้างแต่ละชุมชนสู่สังคมอย่างเท่าเทียมกัน ให้ทุกคนในสังคมหันมาเข้าใจความแตกต่างและสนใจเรียนรู้ความแตกต่างกับความรู้ที่มีอยู่ ส่งเสริมการยอมรับในเรื่องความแตกต่างในเรื่องความคิดตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกัน อันจะเป็นผลให้การอยู่ร่วมกันในชุมชนที่มีความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม อาภรณ์รัตน์ เลิศไผ่รอด Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 315 324 ความร่วมมือของผู้ประกอบการในการบริหารตลาดดาวเฮือง เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242380 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการตลาดดาวเฮือง เมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเพื่อศึกษาความร่วมมือของผู้ประกอบการในการบริหารตลาดดาวเฮือง เมือง ปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 136 คน และกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 16 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารจัดการตลาดดาวเฮือง เมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านราคาหน่วยงานภาครัฐมีการตรวจสอบมาตรฐานราคาสม่ำเสมอ ด้านผลิตภัณฑ์มีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ย่างสม่ำเสมอ ด้านการส่งเสริมการตลาดมีการแจ้งขั้นตอน กฎ ระเบียบ หรือกติกา อย่างชัดเจน ด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อมมีการกำจัดขยะมูลฝอยหลังจากการจำหน่ายสินค้า ความร่วมมือของผู้ประกอบการในการบริหารตลาดดาวเฮือง เมืองปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผนเจ้าของตลาดกำหนดอัตราค่าใช้พื้นที่ในตลาดไว้ ด้านการควบคุมเจ้าของตลาดให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบคุณภาพสินค้า&nbsp; ด้านการจัดการเจ้าของตลาดให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการควบคุมดูแลความสะอาดเรียบร้อย บริเวณตลาดสดทั้งหมดด้านการชี้นำและสั่งการ เจ้าของตลาดมีการกำกับดูแลการทำความสะอาดภายในบริเวณตลาดสดอย่างสม่ำเสมอ</p> สุดาพอน จิดปัญญา ไพศาล พากเพียร จิตรกร โพธิ์งาม Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 325 338 แนวทางพัฒนาการดำเนินงานของกลุ่มผลิตสินค้า ODOP เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242403 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานของกลุ่มผลิตสินค้า ODOP เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานของกลุ่มผลิตสินค้า ODOP เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่างจำนวน 123 คน ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดำเนินงานของกลุ่มผลิตสินค้า ODOP เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาด้านการวางแผนกลุ่มมีการวางแผนการตลาด ด้านการจัดการตลาดกลุ่มมีการสำรวจความต้องการของตลาด ด้านการจัดการผลิตกลุ่มวางแผนผลิตสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาด ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์กลุ่มกำหนดระเบียบ ข้อบังคับกลุ่ม การจัดสรรผลกำไร&nbsp; ด้านการบัญชีการเงินและงบประมาณ กลุ่มให้ความรู้ในการจัดการบัญชีเบื้องต้น แนวทางพัฒนาการดำเนินงานของกลุ่มผลิต สินค้า ODOP เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า ด้านการวางแผนหน่วยงานภาครัฐและประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามแนวนโยบายของภาครัฐที่กำหนดไว้&nbsp; ด้านการจัดการตลาดควรศึกษาความต้องการของตลาด กำหนดราคาให้เหมาะสม&nbsp; ประชาสัมพันธ์เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ด้านการจัดการควรมีการสร้างองค์ความรู้กระบวนการผลิต&nbsp; ตรวจสอบคุณภาพให้มีมาตรฐาน ด้านการบัญชีการเงินและงบประมาณ&nbsp; ควรมีการฝึกอบรมจัดทำหบัญชี มีกระบวนการตรวจสอบ การบริหารงบประมาณที่โปร่งใส&nbsp; ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ควรให้มีการยกระดับบุคลากรด้วยการฝึกอบรม หลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ &nbsp;</p> สุลิขัน แก้วอ่อนสี ไพศาล พากเพียร ประสิทธิ์ กุลบุญญา Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 339 352 การจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมในเขตเทศบาลนครปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242404 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมและแนวทางการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมในเขตเทศบาลนครปากเซ&nbsp; แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เก็บข้อมูลด้วยการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 238 คนและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 18 คน โดยใช้เครื่องมือคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมในเขตเทศบาลนครปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมระดับปัญหามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า จิตสำนึกในการจัดการขยะเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรแก้ไข ด้านความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะ ควรให้ความรู้เกี่ยวกับขยะที่ย่อยสลายยากไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านบทบาทหน่วยงานของรัฐ เทศบาลนครปากเซมีการจัดการขยะในเขตเทศบาลร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรอื่น 2) แนวทางการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วมโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการดำเนินการ ควรจัดหาถังขยะมาใช้ในครัวเรือน ด้านการติดตามและประเมินผล ควรมีการติดตามผลการรักษาความสะอาดบนถนนและทางเท้า ด้านการตัดสินใจ ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือทิศทางการจัดการ และด้านการวางแผน ควรมีส่วนร่วมในการประชุมเกี่ยวกับการจัดการขยะของเทศบาล ควรจัดวางถังแยกไว้ในตามเส้นทางสำคัญและต้องมีมาตรการที่เข้มงวดต่อการละเมิด ต้องสร้างจิตสำนึกและความรู้แก่กับนักเรียนด้านสิ่งแวดล้อม&nbsp; หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการนำประชาชนให้มีส่วนร่วมในการกำจัดขยะเพื่อพัฒนาให้เทศบาลได้รับการเป็นเทศบาลสีขาว</p> พูมาลี วิชาคม วัชราภรณ์ จันทนุกูล ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 353 364 การพัฒนาการบริหารบุคลากรแผนกไปรษณีย์โทรคมนาคมและการสื่อสาร แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242407 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการบริหารบุคลากรและแนวทางการพัฒนาการบริหารบุคลากรแผนกไปรษณีย์โทรคมนาคมและการสื่อสาร แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เก็บข้อมูลด้วยการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 108 คน และสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 17 คน โดยใช้เครื่องมือคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย &nbsp;ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาการบริหารบุคลากร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาบุคลากร มีระบบการติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุง การพัฒนาบุคลากร ด้านการวางแผนบุคลากร มีระบบการจัดทำแผนอัตรากำลังบุคลากรของหน่วยงาน ด้านการสรรหาบุคลากร มีการกำหนดวิธีการสรรหาบุคลากรด้วยวิธีที่เหมาะสมกับนโยบายของหน่วยงาน ด้านการให้พ้นจากงาน มีการวางแผนการงานด้านการเลิกจ้างอย่างชัดเจน ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีการแจ้งผลการประเมินให้ผู้ถูกประเมินอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร&nbsp; 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารบุคลากร ด้านการวางแผน ควรวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรให้ความเหมาะสมกับวิชาชีพเฉพาะ การบริหารบุคลากรต้องมีการวางแผนกรอบอัตรากำลัง ด้านการสรรหาบุคลากร ต้องมีการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ด้านการธำรงรักษาบุคลากร ควรมีการยกย่องบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้มีความเจริญก้าวหน้า ด้านการพัฒนาบุคลากรควรส่งเสริมการพัฒนาด้านวิชาเฉพาะทั้งในและต่างประเทศ ด้านประเมินผลการปฏิบัติงาน ควรประเมินบุคลากรทุกคนอย่างเท่าเทียม ถูกต้อง โปร่งใสและเป็นธรรม ด้านการให้พ้นจากงาน มีการปรึกษาก่อนดำเนินการและมีการประเมินอย่างเป็นระบบด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน</p> สุกทะวี นไชยะลัด วัชาภรณ์ จันทนุกูล ไพศาล พากเพียร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 365 378 การใช้กิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245276 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้กับเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน&nbsp; 20 คน&nbsp; ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ดำเนินการทดลองในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ดำเนินการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 50 นาที ในกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ใช้วิธีการทดลองแบบ One group pretest-posttest design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย จำนวน 20 แผน แบบประเมินพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ&nbsp; ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t กรณีที่กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า การส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมทุกด้าน โดยพบว่าด้านทักษะการวิ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด = 13.60 รองลงมา ได้แก่ ด้านทักษะการกระโดด = 13.00 และด้านทักษะการทรงตัว = 12.85 ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบพัฒนาการกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยทั้งภาพรวมและรายด้าน หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทย อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> <p>&nbsp;</p> ชุลีพร นาหัวนิล นนทชนนปภพ ปาลินทร อภิรดี ไชยกาล ชลิลลา บุษบงก์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 379 390 การเล่านิทานชาดกเพื่อสร้างเสริมความสามารถในการพูดสื่อความหมายของเด็กปฐมวัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245287 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการเล่านิทานชาดกเพื่อสร้างเสริมความสามารถในการพูดสื่อความหมาย และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้นิทานชาดก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาต่อในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้เวลาในการศึกษา คือ ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562 ระยะเวลา 4 สัปดาห์ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.00-10.50 น. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 20 แผน และแบบวัดความสามารถในการพูดสื่อความหมาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t กรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;1) ความสามารถในการพูดสื่อความหมายที่ได้รับการจัดประสบการณ์ โดยใช้การเล่านิทานชาดก โดยรวมรายด้านอยู่ในระดับสูง 2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ หลังการจัดกิจกรรมมีความสามารถในการการพูดสื่อความหมายสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญ .01</p> เพ็ญพักตร์ สายจันทร์ นนทชนนปภพ ปาลินทร อภิรดี ไชยกาล ชลิลลา บุษบงก์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-24 2020-12-24 5 3 391 400 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกระบวนการสร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245288 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อพัฒนาและตรวจสอบกรอบแนวคิดในการสร้างโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกระบวนการสร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 330 คน ใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยโปรแกรม LISREL ผลการวิจัยที่พบว่า พฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก ได้รับอิทธิพลทางตรงจากการปัจจัยสนับสนุนและโยนิโสมนสิการ โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .67 และ.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตามลำดับ ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากความเชื่อมั่นศรัทธา ผ่านโยนิโสมนสิการ โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .23 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วันวิสาข์ ทิมมานพ พักตร์วไล เจริญศักดิ์ ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 401 408 การพัฒนาเมือง และชนบทอย่างสร้างสรรค์ของจังหวัดบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245289 <p>การวิจัยเรื่องสมาร์ทซิตี้ : การพัฒนาเมือง และชนบทอย่างสร้างสรรค์ของจังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยเชิงการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อประมวลองค์ความรู้ ศึกษาแนวคิด หลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โดยศึกษาจากคัมภีร์ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดทั้งงานวิจัยที่มีผู้รู้ได้ศึกษาไว้ รวมถึงการเก็บข้อมูลเชิงปฏิบัติการ (Workshop) คือการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบกระบวนการการพัฒนาเมืองและชนบทอย่างสร้างสรรค์ของจังหวัดบุรีรัมย์จะเห็นได้ว่าเป็นเมืองกีฬาและเมืองวัฒนธรรมขอมโบราณโดยสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีบทบาททางการเมืองคือสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สร้างความนิยมแก่ชาวบุรีรัมย์แต่ยังต้องพึ่งพาทุนจากนักการเมือง แต่ความสำเร็จจากสนามแข่งรถ และฟุตบอลทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นที่มาของบุรีรัมย์โมเดล 2) พัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์การพัฒนาเมืองและชนบทอย่างสร้างสรรค์ของจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์พัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์การพัฒนาเมืองและชนบทอย่างสร้างสรรค์โดยใช้อัตลักษณ์”อันเป็น“รากเหง้า”ทางวัฒนธรรมและความเป็นท้องถิ่นนิยมทำให้เกิดการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ 3) เสนอรูปแบบการพัฒนาเมืองและชนบทของจังหวัดบุรีรัมย์อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนนอกจากเรื่องการนำกีฬามาพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์แล้วบุรีรัมย์ยังสามารถใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ความเป็นบุรีรัมย์ตั้งแต่การแต่งกาย, ภาษา, อาหาร, ภูมิปัญญาท้องถิ่น,สถาปัตยกรรม,การละเล่น ศิลปะ ดนตรี, ความเชื่อ ค่านิยม และประเพณี ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมามาใช้ประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว จนทำให้บุรีรัมย์ตอนนี้จากที่เป็น“เมืองผ่าน”กลายเป็น“เมืองพัก (เมืองท่องเที่ยว)”</p> พระวิชาญ อาทโร/มวลทอง พระครูปริยัติปัญญาโสภณ พระสุเทิด ทีปงฺกโร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 409 424 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245465 <p>&nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4<sub>&nbsp; </sub>ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยให้นักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไปและมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไปจากจำนวนนักเรียนทั้งหมดและ 2) ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่<sub>&nbsp; </sub>4 ที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ประเภท ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทย จำนวน 30 ข้อ โดยใช้สถิติพื้นฐานเป็นค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า &nbsp;1) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดเท่ากับ 22.23 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.11 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (&nbsp;= 3.71, S.D.= 0.07)</p> ลลิลทิพย์ วรรณพงษ์ แสงสุรีย์ ดวงคำน้อย Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 425 438 รูปแบบการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์โดยใช้ STEM สำหรับโรงเรียน ที่มีครูสอนไม่ตรงสาขา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245466 <p>การวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการ และปัญหาของครูเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ STEM 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์โดยใช้ STEM สำหรับโรงเรียนที่มีครูสอนไม่ตรงสาขา ดำเนินการในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการ และปัญหาของครูเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ STEM ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์โดยใช้ STEM สำหรับโรงเรียนที่มีครูสอนไม่ตรงสาขา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูวิทยาศาสตร์ที่สอนไม่ตรงสาขา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 15 คน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร/หัวหน้างานวิชาการ ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ และนักเรียนใน 11 โรง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ประเด็นการสนทนากลุ่มและแบบประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้ STEM โดยภาพรวมมีการดำเนินการอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รองลงมาได้แก่ ด้านการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการประยุกต์ใช้ความรู้และด้านการใช้คำถามกระตุ้นนักเรียน ตามลำดับ 2) ความต้องการของครูเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้ STEM โดยภาพรวมมีความต้องการอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รองลงมา ได้แก่ ด้านการใช้คำถามกระตุ้นนักเรียน ด้านการวัดประเมินผลการเรียนรู้ และด้านการประยุกต์ใช้ความรู้ ตามลำดับ 3) รูปแบบการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์โดยใช้ STEM สำหรับโรงเรียนที่มีครูสอนไม่ตรงสาขา มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลุ่มเป้าหมาย 4) ขั้นตอนและวิธีดำเนินการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 การทำบันทึกตกลงความร่วมมือ ขั้นที่ 2 รวมกลุ่มพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ STEM ประกอบด้วยขั้นตอนเรียกว่า GPERC Model ได้แก่(1) กำหนดเป้าหมาย (Goals Clarified : G) &nbsp;(2) เสนอความรู้และปฏิบัติ (Presenting and Practicing : P) (3) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchange : E) (4) สะท้อนคิด&nbsp; (Reflection : R) (5) สรุปผลและนำไปใช้ (Concluding and Applying : C) ขั้นที่ 3 ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้โดยใช้ STEM ขั้นที่ 4 ประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ STEM 5) เนื้อหาของรูปแบบ 6) การประเมินรูปแบบ และ 7) เงื่อนไขของความสำเร็จ</p> นฤมล ภูสิงห์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 439 454 การจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245468 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และหาแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัย ได้แก่ หัวหน้าครัวเรือนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 351 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน พนักงานส่วนตำบลที่เกี่ยวข้อง ผู้นำจิตอาสาและบุคลากรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งหมดจำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) การจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวม มีการจัดการขยะมูลฝอย อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผน รองลงมา คือ ด้านการจัดองค์การ ด้านการการกำกับ ติดตามและประเมินผล ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการนำสู่การปฏิบัติ ตามลำดับ 2) สภาพปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวม มีสภาพปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดองค์การ รองลงมา คือ ด้านการนำสู่การปฏิบัติ ด้านการกำกับ ติดตามและประเมินผล ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการวางแผน ตามลำดับ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผน มีการนําปัญหาที่เกิดขึ้น จากการจัดการขยะมาวางแผนให้ตรงตามความต้องการของประชาชน (2) ด้านการจัดองค์การ ควรมีการจัดองค์การให้มีความ สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ความต้องการของประชาชนและเป็นไปตามแผนการจัดการขยะมูลฝอย จัดหางบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เพียงพอและพร้อมใช้งาน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็น คณะกรรมการ โดยผ่านการประชาคมทุกระดับ (3) ด้านการนำสู่การปฏิบัติ ควรมีการอบรมให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการ จัดการขยะมูลฝอย สร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชน/หมู่บ้าน สร้างผู้นําชุมชน ผู้นําองค์กร เป็นต้นแบบ จัดประกวดหมู่บ้านปลอดขยะ และยกย้องเชิดชูเกียรติให้บุคคลต้นแบบอย่างต่อเนื่องและ (4) ด้านการกำกับ ติดตาม และประเมินผล ควรมีการนําผลการปฏิบัติงาน และปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงพัฒนาการดําเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีการกำหนดบทลงโทษ ที่ชัดเจนสำหรับ ผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำผิด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและมีการลงโทษที่จริงจัง ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประเมินความพึงพอใจของประชาชนและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง</p> <p>&nbsp;</p> สุวิท เรืองอร่าม สิริภาพรรณ ลี้ภัยเจริญ ปรีดี ทุมเมฆ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 455 472 ประสิทธิผลหลักสูตรการพัฒนาพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245469 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลหลักสูตรการพัฒนาพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ 2) ประเมินผลการทดลองใช้หลักสูตรด้วยการเปรียบเทียบความรู้ของพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ ระดับการปฏิบัติหน้าที่ของพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพในการเป็นวิทยากรและพี่เลี้ยงพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพพระจำวัด (พระ อสว.) ก่อนและหลังการอบรม 3) ความพึงพอใจต่อหลักสูตรพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ และข้อเสนอแนะต่อหลักสูตร พระสงฆ์กลุ่มตัวอย่าง คือพระวิทยากรที่เข้าร่วมโครงการ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินระดับความสามารถการปฏิบัติหน้าที่ก่อนอบรมและหลังฝึกอบรม และแบบประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตร สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและสถิติ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1) การพัฒนาหลักสูตรนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาที่พบในเขตสุขภาพที่ 10 และมีองค์ประกอบตามหลักการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ได้แก่ หลักการ จุดประสงค์ของหลักสูตร ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรม การกำหนดเนื้อหา จัดลำดับประสบการณ์กิจกรรมเรียนรู้ ประกอบด้วยเนื้อหา 4 แผน กิจกรรมเรียนรู้ ประกอบด้วย การบรรยาย การสาธิต การแบ่งกลุ่มระดมสมองและฝึกปฏิบัติเป็นวิทยากร การประเมินหลักสูตรของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความสอดคล้องและเหมาะสม(IOC) 0.90 2) การทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า พระสงฆ์มีความสนใจและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเรียนรู้อย่างดี มีค่าเฉลี่ยความรู้และความสามารถการปฏิบัติหน้าที่พระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 3) ความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมต่อหลักสูตรพระนักสื่อสารส่งเสริมสุขภาพ พบว่า ผู้เข้าอบรมเห็นว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมดีมาก คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 3.63 &nbsp;&nbsp;</p> ตติยา สารธิมา Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 473 486 การมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของเทศบาลตำบล ในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245290 <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของเทศบาลตำบล ในจังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของเทศบาลตำบล ในจังหวัดสุพรรณบุรี 3) เพื่อศึกษาขั้นตอนและกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของเทศบาลตำบล ในจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)&nbsp; ด้วยการสัมภาษณ์นายกเทศมนตรี ในเขตเทศบาลตำบล จำนวน 25 แห่ง โดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของประชาชนในเขตเทศบาลตำบล จำนวน 25 แห่ง ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 400 คน โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณเส้นตรง ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ขั้นตอนและกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของเทศบาลตำบล ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในชุมชนต่อกระบวนการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการใช้ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนเป็นเครื่องมือไปสู่การขับเคลื่อนร่วมกับกิจกรรมอื่น และงานวิจัยในเชิงปริมาณพบว่า ปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือด้านวัฒนธรรม ปัจจัยภายนอกองค์กรที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือด้านกำกับดูแล หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือด้านการมีส่วนร่วม และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ภาพรวมอยู่ในระดับมากคือ ด้านส่งเสริมสตรี ข้อเสนอแนะควรมีการศึกษาถึงปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านงานพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดเชิงลึกต่อความสำเร็จในการบริการประชาชน</p> สหรัฐ กุลศรี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 487 504 การบริหารจัดการจราจรในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตามแนวทางการบริหารจัดการที่ดี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245467 <p>&nbsp;งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยนำไปสู่การเกิดปัญหาการจราจรที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยแก้ไขปัญหาการจราจรที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการจราจร ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการที่ดี ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research)&nbsp;คือ1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)&nbsp; ด้วยการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน จากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และกองบังคับการจราจร โดยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp; 2)&nbsp; การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)&nbsp;ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และกองบังคับการจราจร จำนวน&nbsp;400 คน โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณเส้นตรง ผลงานวิจัยในเชิงปริมาณพบว่า ปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดปัญหาการจราจรในภาพรวม พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสภาพของรถยานพาหนะ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.38, S.D.= 0.54) ปัจจัยที่แก้ไขปัญหาการจราจรในภาพรวม พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือด้านขนส่งสาธารณะมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.30, S.D. = 0.51) และการบริหารจัดการที่ดี ในภาพรวม พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านหลักการมีส่วนร่วม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.53, S.D.=0.59) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ปัจจัยสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาการจราจร คือด้านผู้ขับขี่ยานพาหนะ ที่นิยมการใช้รถส่วนตัวมากกว่าการใช้ขนส่งสาธารณะ ปัจจัยการแก้ไขปัญหาจราจรคือด้านกฎหมายจราจรต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง แนวทางการบริหารจัดการที่ดีในการแก้ไขปัญหาการจราจร คือด้านหลักการมีส่วนร่วม ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในการสอดส่องตรวจตราการบังคับใช้กฎหมายจราจรให้มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะควรมีการศึกษาด้านหลักความโปร่งใส เนื่องจากสำนักงานตำรวจมักถูกมองจากสังคมภายนอกว่าเป็นองค์กรที่เอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น</p> ฉัตรชัย นามเสนาะ ประยุทธ์ สวัสดิ์เรียวกุล Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 505 516 ความน่าเชื่อถือไว้วางใจอาจารย์ตามความคาดหวังของนักศึกษาพยาบาล ในมหาวิทยาลัยเอกชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245639 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาความน่าเชื่อถือและไว้วางใจของอาจารย์ ตามความคาดหวังของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยเอกชน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ถึงสภาพปัจจุบันและความคาดหวังต่อความน่าเชื่อถือและไว้วางใจของอาจารย์จากนักศึกษาจำนวน 367 คนสุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาทุกชั้นปี แบ่งเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม ๆ ละ 4-6 คน จากนักศึกษาทุกชั้นปีในมหาวิทยาลัยเอกชนจนได้ข้อมูลอิ่มตัว ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน จำนวน 61 คน เก็บข้อมูลโดยกลุ่มสนทนา และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา &nbsp;(content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจของอาจารย์อยู่ในระดับดีถึงดีมากทั้ง 4 ด้าน ของทุกชั้นปี แต่มีโอกาสพัฒนาบางประเด็น เช่น การจัดการเรียนการสอน พฤติกรรมและการสร้างแรงจูงใจ และความคาดหวังของนักศึกษาพยาบาลต่อความน่าเชื่อถือและไว้วางใจของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนด้านต่าง ๆ จากการวิเคราะห์และการจัดกลุ่มองค์ประกอบหลัก (Themes) 5 ข้อ มีองค์ประกอบย่อย (Element) 18 ข้อ ได้แก่ 1) ความรู้เนื้อหาและทักษะการสอน เช่น ความรู้เนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอน ความรู้ทักษะการสอนงาน และนิเทศงานในคลินิก การประเมินผลการเรียนรู้ 2) ด้านบุคลิกภาพ เช่น อ่อนโยนสุภาพ พูดจาไพเราะ การแต่งกายเหมาะสม มารยาทสังคมดี คิดบวก ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา 3) ด้านสัมพันธภาพ เช่น เอื้ออาทรเอาใจใส่ ยุติธรรมไม่ลำเอียง ไม่เห็นแก่ตัว เสมอภาคให้เกียรติ 4) ด้านภาวะผู้นำ เช่น สร้างแรงจูงใจ เป็นแบบอย่างรับผิดชอบเข้าใจผู้อื่น และ 5) ด้านวิสัยทัศน์ เช่น ความรู้ทันสมัย ปรับตัวตามสากล</p> <p>&nbsp;</p> เพ็ญจันทร์ แสนประสาน สุจินตนา พันธุ์กล้า อุบล ชุ่มจินดา สิรินดา ศรีจงใจ วิเนตรา แน่นหนา Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 517 528 ภาวะผู้นำสู่การสร้างพฤติกรรมสร้างสรรค์ในพยาบาล Gen Y https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245612 <p>ภาวะผู้นำมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างพฤติกรรมในการทำงาน ในปัจจุบันทีมงานทางการพยาบาลมักจะพบว่ามีพยาบาลในกลุ่มพยาบาล Gen Y เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆประกอบกับการบริการด้านการพยาบาลต้องให้บริการที่รวดเร็ว ถูกต้องทันเวลาในสภาวะที่หลากหลายและซับซ้อน พยาบาลต้องมีความคิดการให้บริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่เกือบตลอดเวลาตามบริบทที่แตกต่าง บทบาทของภาวะผู้นำของพยาบาลในการนำกลุ่มพยาบาล Gen Y มีความจำเป็น ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการสร้างพฤติกรรมสร้างสรรค์ที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจและใช้ศักยภาพของพยาบาลกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรผู้นำต้องเปิดใจยอมรับ และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพยาบาลในกลุ่มนี้ในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านความเชื่อ ทัศนคติ คุณลักษณะ ความต้องการและการสร้างแรงจูงใจ อีกทั้งนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมในองค์กร ผู้นำต้องมีความมั่นคงในอารมณ์ ได้รับความรู้ สิ่งแวดล้อมในงานที่เหมาะสม ส่วนปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในพยาบาลกลุ่มนี้โดยสร้างปัจจัยที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เช่น พฤติกรรมที่สร้างสรรค์ ต้องมีความเชี่ยวชาญทางการพยาบาล มีทักษะเชิงสร้างสรรค์ และมีแรงจูงใจ ดังนั้นการพัฒนาการสร้างสรรค์ในพยาบาล Gen Y ต้องดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดเผย ให้อิสระทางความคิด ให้บุคลากรกล้าเสี่ยง ตัดสินใจได้ มีเวลาให้ทบทวน ตึกตรอง ไม่ย่อท้อต่อความผิดพลาด สร้างความรู้ใหม่ ยอมรับความแตกต่างทางความคิดหรือผลงาน จะช่วยให้พยาบาล Gen Y มีความคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นและส่งผลต่อคุณภาพการพยาบาลดีขึ้นอีกด้วย</p> อัญชัญ วัฒนะพันธ์ศักดิ์ นวลใย พิศชาติ สมหญิง ฤทธิลือไกร Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 529 540 สิทธิพลเมืองของเด็กชายขอบในสังคมเมือง จังหวัดนครสวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242353 <p>บทความเรื่อง “สิทธิพลเมืองของเด็กชายขอบในสังคมเมือง จังหวัดนครสวรรค์” ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาเด็กชายขอบในสังคมเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อศึกษากลไกและกระบวนการเสริมสร้างสิทธิพลเมืองให้กับเด็กชายขอบในสังคมเมือง จังหวัดนครสวรรค์และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสิทธิพลเมืองของเด็กชายขอบในสังคมเมือง จังหวัดนครสวรรค์ &nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็กระดับจังหวัดที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิเด็กชายขอบ หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ในพื้นที่ องค์การ มูลนิธิ สมาคม และองค์กรชุมชนเด็กชายขอบในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ประชาชนในพื้นที่ที่เด็กชายขอบอาศัยอยู่ ทั้งนี้จากผลการศึกษา พบว่าปัญหาของเด็กชายขอบส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด มีเพียงแค่การบรรเทาตามความต้องการเป็นรายบุคคลไป เนื่องจากตัวเด็กเองและครอบครัวของเด็ก ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิของเด็ก และการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของรัฐ อีกทั้งองค์การและหรือมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ ที่พักพิงและการศึกษา ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ งบประมาณหลักในการดำเนินงานและบริหารจัดการนั้น ได้มาจากการสงเคราะห์ปัจเจกบุคคล และในนามของการบริจาคของเอกชน ซึ่งงบประมาณเพียงเท่านี้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของปัญหาสิทธิเด็กชายขอบที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ปัญหาดังกล่าว ภาครัฐควรจะต้องให้ความสนใจและดำเนินการให้ควรช่วยเหลือกับการประสานงานคนในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาและจัดการเป็นปัญหาอย่างยั่งยืน</p> พูลลาภ จันทร์เฉลิม พัชรินทร์ อยู่เย็น Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 541 522 ความสัมพันธ์วิปัสสนากรรมฐานกับหลักไตรสิกขา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241660 <p>ความสัมพันธ์วิปัสสนากรรมฐานกับหลักไตรสิกขานั้นผู้ปฏิบัติจึงเป็นผู้ที่ศึกษาอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา โดยมีศีลตามฐานะของตนๆและอบรมจิตของตนให้มั่นคงตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออำนาจกิเลสต่างๆ ที่จรเข้ามาและเจริญสติปัฏฐาน 4 จนเกิดความเข้าใจถึงขั้นเกิด ภวนามยปัญญาอย่างถูกต้องเห็นตามความเป็นจริง(สัมมาทิฏฐิ) ในเรื่องของรูปนาม เห็นความเกิดดับของรูปนาม(ทิฏฐิวิสุทธิ) เข้าใจหลักไตรลักษณ์ไปทีละขั้น จนในที่สุดก็เริ่มเห็นว่ารูปนามสิ่งเหล่านี้เป็นของน่ากลัว จิตจึงมีความเบื่อหน่ายและมีความเพียรมากขึ้นที่จะต้องการหลุดพ้นจากรูปนามนี้ เมื่อมีความเพียรอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่การวางอุเบกขาต่อรูปนามนี้ และในที่สุดก็สามารถข้ามโคตรแห่งปุถุชน เข้าอริยมรรคอริยผล คลายความยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของตนได้อย่างแท้จริง(สักกายทิฏฐิ) การปฏิบัติที่ผิดทางก็จะไม่มีอีก(สีลพตปรามาส) ความลังเลสงสัยต่างๆในพระรัตนตรัยหรือการปฏิบัติก็หมดสิ้นไป(วิจิกิจฉา) ดังนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเหตุให้ไตรสิกขาบริบูรณ์ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 เพราะผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน 4 จะต้องปฏิบัติตามหลักของมัชฌิมาปฏิปทา ต้องเป็นผู้มีศีล ต้องเป็นผู้มีความเพียร ต้องเป็นผู้มีสติ ต้องเป็นผู้มีสมาธิและมีปัญญาในที่สุด จนถึงความหลุดพ้นคือ วิมุตติ</p> <p>&nbsp;</p> พระครูปทุมภาวนาจาย์ วีระนนท์ วีระนนฺโท กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 631 644 คติความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมบูชาศาลปู่ตาของชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/241731 <p>บทความนี้ ผู้ศึกษาได้เสนอแนวคิดเรื่องคติความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมการบูชาปู่ตาของชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ จะเห็นได้ว่า ชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ มีคติความเชื่อในการดำเนินชีวิตที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คือ (1) มีความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ (2) มีความเชื่อที่สืบทอดมาจนกลายเป็นประเพณี (3) มีความเชื่อในเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ และ (4) มีความเชื่อในเทพเจ้า การบูชากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน เข้าใจว่ามีอำนาจบางอย่างคอยคุ้มครองอยู่ ความเชื่อจึงเกิดจากสภาวะที่บุคคลให้ความมั่นใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นอำนาจลึกลับที่มีผลทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบปัจจุบันจึงมีพิธีกรรมต่างๆ เพื่อบูชาเซ่นสรวงวิญญาณ โดยผ่านเฒ่าจ้ำ เป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารกับผีปู่ตา การกระทำเหล่านี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพราะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคม กล่าวคือ ศาลปู่ตาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน ชาวบ้านให้ความเคารพ ผลของความเชื่อนั้นอาจไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน แต่การดำรงวิถีชีวิตที่อาศัยศาลปู่ตาอาจมีคุณค่าทางจิตใจ คือ ทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน ไม่เศร้าหมองและปัจจัยที่เกิดทางกายภาพ คือ มีความสามัคคี มีประเพณีอันดีงามของชุมชน</p> สุทัศน์ ประทุมแก้ว พระวีระพงษ์ โคษา จักร์กฤษ ทองมี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 645 656 ภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245233 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้หลักธรรมาภิบาลตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีและหลักพุทธธรรม โดยอาศัยหลักครองตน หลักครองคน หลักครองงาน เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ในการวิจัยทางการบริหารการศึกษาและให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาอย่างมีคุณภาพประกอบด้วย ความหมาย ความสำคัญ ลักษณะการพัฒนาภาวะผู้นำและสามารถนำไปใช้ประยุกต์ ในการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาได้</p> พระเดวิศณ์ สุขถาวโร ประจิตร มหาหิง จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 553 564 การบริหารเชิงพุทธสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245232 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการบริหารเชิงพุทธสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาตามบริบทโรงเรียนที่จัดการศึกษาลักษณะพิเศษให้ทราบถึงหลักพุทธธรรมเพื่อให้เกิดผลการบริหารเชิงพุทธและการบริหารเชิงพุทธสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาคือผู้บริหารมีการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมทั้งในการคิด การวางแผน การปฏิบัติตามแผน ในการบริหารงาน ต้องมีกรอบมีรูปแบบที่ชัดเจนไม่ควรให้เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ถ้าบุคลากรในโรงเรียนตั้งแต่หัวหน้า ลูกน้อง ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติได้ตามหลักคำสอนที่นำมาใช้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปอย่างไม่มีวันเสื่อมและจะได้เป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนอื่นๆอีกด้วย&nbsp;ด้านการบริหารของผู้อำนวยการ หรือรองผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะผู้นำ&nbsp;ต้องประยุกต์หลักปาปณิกธรรมมาใช้เพื่อความสำเร็จ ทำให้ประสบความสำเร็จในการครองตน&nbsp;ครองคน&nbsp;และครองงาน ได้แก่&nbsp; 1.จักขุมา หมายถึง&nbsp;มีปัญญามองการณ์ไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจ ต้องรู้ว่าสินค้าที่ไหนได้ราคาถูก&nbsp;แล้วนำไปขายที่ไหนจึงได้ราคาแพง&nbsp;ในสมัยนี้ต้องรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะตก&nbsp;ถ้าเป็นนักบริหารทั่วไปต้องสามารถวางแผนและฉลาดในการใช้คน คุณลักษณะข้อนี้คือ มีความชำนาญในการใช้ความคิด 2. วิธูโร หมายถึง&nbsp;จัดการธุระได้ดี&nbsp;มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน&nbsp;เช่น พ่อค้าเพชรต้องดูออกว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม&nbsp;แพทย์หัวหน้าคณะผ่าตัดต้องเชี่ยวชาญการผ่าตัด&nbsp;คุณลักษณะข้อนี้คือ&nbsp;ความชำนาญด้านเทคนิค 3.นิสสยสัมปันโน หมายถึง&nbsp;พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้&nbsp;เพราะเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เช่น พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมืองก็มีเพื่อนพ่อค้าในเมืองนั้นๆให้ที่พักอาศัยหรือให้กู้ยืมเงิน เพราะมีเครดิตดี&nbsp;นักบริหารที่ดีต้องผูกใจคนไว้ได้&nbsp;คุณลักษณะข้อนี้สำคัญมาก“นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้”คือ&nbsp;ความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์</p> <p>&nbsp;</p> พระครูวิจิตรศาสนการ (แนบเนียม) ละเอียด จงกลนี ประจิตร มหาหิง Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 565 576 ทักษะของผู้บริหารกับความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245231 <p>การจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ตัวแปรที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจะต้องเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้นำที่ดี มีทักษะความเป็นผู้นำ 5 ทักษะ คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ ทักษะทางด้านเทคนิค ทักษะด้านความรู้ความคิดและทักษะด้านการศึกษาและการสอน นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีปัญญา มีความรู้ความสามารถและใช้การวิจัยเพื่อการบริหารและจัดการเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล การบรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพของผู้เรียนจึงต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำสูงคือกุญแจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืนและเพื่อความเป็นเลิศของสถานศึกษา</p> จงดี เพชรสังคูณ จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 577 590 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพุทธกับการบริหารสถานศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/245230 <p>การบริหารเชิงพุทธเป็นการนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาใช้ในด้านการบริหารโดยเน้นที่หลักการบริหาร รูปแบบการบริหารตามแนวทางของพุทธเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการบริหารซึ่งมี 3 ประการ คือ 1) อัตตาธิปไตย 2) โลกาธิปไตย และ 3) ธรรมาธิปไตย ซึ่งหลักการบริหารเชิงพุทธที่สถานศึกษาโดยทั่วไปนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการบริหารสถานศึกษาสามารถประมวลได้ 3 ขั้นตอน 1) องค์ความรู้ (เรียนรู้) 2) ลงมือปฏิบัติ (ทำตามองค์ความรู้) และ 3) ผลลัพธ์ (ตื่นรู้ เข้าใจ จากการปฏิบัติตามข้อ 2) อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญที่สุดของการบริหารสถานศึกษาที่จะนำพาสถานศึกษาไปสู่จุดมุ่งหมายได้นั่นคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้ที่จัดการธุระได้ดี มีความคล่องตัว และต้องเป็นผู้มีนิสยสัมพันธ์และเป็นผู้ที่รู้จักนำหลักธรรมมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่องค์กร</p> สุพิศ ศรีบัว จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 591 604 การบริหารการพัฒนาชุมชนไทยในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242378 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลและวิเคราะห์บริบทการบริหารการพัฒนาชุมชนไทยในปัจจุบัน และ 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางการบริหารการพัฒนาชุมชนไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จากการศึกษาเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย บทความวิชาการ และที่สืบค้นจากแหล่งฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำให้ทราบว่า โลกในยุคปัจจุบันอยู่ภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการแข่งขันที่มีความรุนแรง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้นเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกกลุ่มอย่างมีความสมดุล ในขณะเดียวกันแนวทางการบริหารการพัฒนาชุมชนไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) นั้น นักบริหารหรือผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาชุมชนจำเป็นต้องยึดหลักวิชาการทางโลกบวกกับหลักพุทธธรรม ซึ่งประกอบไปด้วย หลักการมีส่วนร่วม หลักการพึ่งพาตนเองได้ หลักจิตสำนึกและความรับผิดชอบ หลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักไตรสิกขาและหลักทางสายกลาง เป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาชุมชนไทยในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) นำพาไปสู่การพัฒนาประเทศไทยในด้านต่างๆ อย่างยั่งยืนต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> ถนอมขวัญ อยู่สุข Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 605 618 หลักพุทธธรรมเพื่อการให้บริการประชาชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242375 <p>การให้บริการประชาชนเป็นงานหรือกิจกรรมที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือทำหน้าที่ส่งต่อการบริการแก่ประชาชนโดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นงานบริการหรือกิจกรรมทุกประเภทที่รัฐบาลหรือเอกชน จัดทำขึ้นในการสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนหรือลูกค้า เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในการมาขอรับบริการ การให้บริการประชาชนตามหลักธรรมสังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมอันเป็นที่ตั้งไว้เพื่อการสงเคราะห์อนุเคราะห์ ยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกัน ช่วยสร้างความสามัคคี เชื่อมความสัมพันธ์ ผูกมิตรไมตรีในหมู่คณะหรือสังคมไว้</p> ศุภกิจ ภักดีแสน อาษา ศรีประวัติ วารีญา ม่วงเกลี้ยง ถาวร โคตรชัย Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 619 630 บทบาทของพระสงฆ์กับนโยบายความมั่นคงในทศวรรษปี 1970 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/242350 <p>พระภิกษุสงฆ์มีบทบาทและหน้าที่สำคัญมากต่อนโยบายความมั่นคงทั้งในช่วงภาวะสงครามและภาวะปกติ เพราะอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นฐานะของความไว้วางใจของประชาชน ที่รู้สึกสับสนและวิตกกังวลเพราะสภาวะของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองระหว่างประเทศ ดังเช่นที่เคยแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ฝ่ายโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ และส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของไทยในยุคสงครามเย็นด้วย ปัจจุบันบทบาทของพระสงฆ์ในฐานะผู้นำที่เป็นขวัญและกำลังใจของพุทธบริษัทในภาวะที่สังคมเกลื่อนกล่นไปด้วยความไม่ไว้วางใจต่อกันของคนในชาติ ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งภายใต้การครอบงำของกลุ่มพลังฝ่ายขวา/กลุ่มอนุรักษ์นิยมในการเมืองไทย</p> <p>&nbsp;</p> ณรงค์ เชื้อบัวเย็น พระมหาชัยชนะ บุญนาดี Copyright (c) 2020 วารสาร​ มจร​ อุบลปริทรรศน์ 2020-12-25 2020-12-25 5 3 657 674