วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru <p>ISSN 2821-9481 (Online)</p> <p><br />วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงใน สาขาบริหารธุรกิจ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาการบัญชี สาขาท่องเที่ยว สาขานิเทศศาสตร์ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน กำหนดจัดพิมพ์และเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม โดยไม่มีค่าใข้จ่ายในการตีพิมพ์ ซึ่งจัดพิมพ์รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) </p> <p>***วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รับพิจารณาบทความซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพของ TCI เน้นความโปร่งใส ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักจริยธรรม / จรรยาบรรณ ตรวจสอบได้ โดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของผู้เสนอหรือผู้เกี่ยวข้องใด ๆ และปฏิบัติกับผู้เขียนทุกคนด้วยความเสมอภาคกัน***</p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา en-US วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2821-9481 บทบรรณาธิการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru/article/view/297623 <p>-</p> ประสิทธิ์ รุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-06-29 2026-06-29 5 1 แนวทางการส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru/article/view/289017 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวและ (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการท่องเที่ยว โดยผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อตรวจสอบอิทธิพลและหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลถดถอยมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 122.428, p &lt; 0.05) โดยตัวแปรอิสระทั้งสองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการท่องเที่ยวได้ ร้อยละ 38.1 (R² = 0.381) ทั้งนี้พบว่าพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลเชิงบวกสูงที่สุด (β = 0.384, p &lt; 0.05) การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลเชิงบวกเช่นกัน (β = 0.275, p &lt; 0.05) จากผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์เป็น 5 แนวทางสำคัญที่สามารถใช้ในการส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ได้แก่ แนวทางที่ 1 การพัฒนาเนื้อหาที่สร้างอารมณ์และแรงบันดาลใจแนวทางที่ 2 การส่งเสริมการรีวิวและเนื้อหาจากผู้ใช้งานจริง (UGC) แนวทางที่ 3 การทำการตลาดร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ แนวทางที่ 4 การเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวบนแพลตฟอร์มยอดนิยม และแนวทางที่ 5 การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบ</p> กัญญรัตน์ แก้วประสิทธิ์ ไทรัตนคุณ ศักดิ์ศรีสุนทร อภินันท์ ตั้งใจ บุณวัทน์ ศรีขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2026-06-29 2026-06-29 5 1 1 15 รูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru/article/view/289025 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา (2) เพื่อศึกษาปัจจัยกสรเดินทางท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา และ (3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้วิธีเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยมีการเก็บรวมรวบแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวชายหาดสมิหลาจังหวัดสงขลา การวิจัยเชิงปริมาณนั้นเป็นรูปแบบการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวที่เดินมาท่องเที่นวชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน เป็นวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ทาง Google Form ตามสูตร Taro Yamane เป็นการศึกษาปัจจัยการเดินทางท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดสมิหลา จังหวัดสงขลา จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สถิติ ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เป็นสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับและนิยมเดินทางมากับครอบครัวหรือเพื่อน โดยมีแรงจูงใจหลักที่ส่งผลต่อการเดินทาง ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งดึงดูด (Pull Factors) เช่น ความสวยงามของชายหาดและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน และปัจจัยผลักดัน (Push Factors) เช่น ความต้องการผ่อนคลายและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบว่าการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบันยังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม และการสร้างกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งสมมติฐานได้ ดังนี้ ปัจจัยการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่สัมพันธ์กันส่งผลต่อแรงจูงใจในการเดินทางท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน</p> อภิวัฒน์ จันทร์ณรงค์ จิรารัตน์ ปลอดดี จิรนันท์ พัฒนรักษ์ พิมพิศา ศรีพระจันทร์ บุณวัทน์ ศรีขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2026-06-29 2026-06-29 5 1 16 36 แรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru/article/view/289021 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับแรงจูงใจและความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษา (2) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความตั้งใจ และ (3) เสนอแนวทางส่งเสริมแรงจูงใจที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรีในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จำนวน 406 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่ .948 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับแรงจูงใจและความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับ มาก โดยแรงจูงใจด้านความต้องการประสบความสำเร็จมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนความตั้งใจพบว่าบรรทัดฐานทางสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ความต้องการประสบความสำเร็จ (nAch) และ ความต้องการอำนาจ (nPow) มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจ<br />ในการเป็นผู้ประกอบการ (p &lt; .001) ในขณะที่ความต้องการมิตรสัมพันธ์ (nAff) ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ (p = .146) แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ร้อยละ 53.8 (Adjusted R² = .538) แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจภายในที่เน้นความสำเร็จและภาวะผู้นำมีบทบาทสำคัญกว่าปัจจัย<br />ด้านความสัมพันธ์ แนวทางการส่งเสริมที่เหมาะสม ได้แก่ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวางแผนธุรกิจ การสร้างเครือข่ายทางสังคม การพัฒนาโปรแกรมภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ และการจัดตั้งระบบพี่เลี้ยงทางธุรกิจ</p> <p> องค์ความรู้ใหม่คือการยืนยันว่า แรงจูงใจภายในด้านความต้องการประสบความสำเร็จและความต้องการอำนาจมีบทบาทสำคัญอย่างชัดเจน ในการขับเคลื่อนความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการ<br />ของนักศึกษาในบริบทนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการทำนายของทฤษฎีแรงจูงใจของ McClelland</p> กัณฑ์ธิมา รามยัง รอฟัร แก้วมณี สุฮัซน่า กาฬเนตร วิทยา ขาวขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2026-06-29 2026-06-29 5 1 37 52 อิทธิพลการจัดการโลจิสติกส์ต่อประสิทธิภาพซัพพลายเชนของผู้ให้บริการ โลจิสติกส์เดลิเวอรี่ ในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mgt-skru/article/view/295825 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพซัพพลายเชน 2) ศึกษาการจัดการโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพซัพพลายเชนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์เดลิเวอรี่ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 ชุด ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า การจัดการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพซัพพลายเชนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์เดลิเวอรี่อยู่ในระดับมาก การจัดการโลจิสติกส์ส่งผลต่อประสิทธิภาพซัพพลายเชนอย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 82.4 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ และการใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์อย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพซัพพลายเชนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์เดลิเวอรี่ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านการควบคุมต้นทุน การเพิ่มความคล่องตัว และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์เดลิเวอรี่ในอนาคต</p> ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย ภคพร ผงทอง อนันต์ น้อยมหาพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2026-06-29 2026-06-29 5 1 53 65