วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch <p><strong> </strong><strong>วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน (</strong><strong>Basic Education Research Journal) เป็นวารสารที่รองรับการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดออกวารสาร</strong><strong>ปีละ </strong><strong>2 ฉบับ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน (เผยแพร่ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน) <br /></strong><strong>ฉบับที่ 2 </strong><strong>กรกฎาคม - ธันวาคม (เผยแพร่ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม)</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li class="show">1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่บทความวิจัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานภายนอกในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน</li> <li class="show">2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอองค์ความรู้ที่ได้จากบทความวิจัย</li> </ol> <p><strong>Focus &amp; Scope </strong></p> <p> วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการเป็นสื่อกลาง เผยแพร่บทความวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการนำองค์ความรู้ที่ผ่านกระบวนการวิจัยไปสู่การปฏิบัติ นสถานศึกษา ชุมชน สังคม มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p> <p><strong>การพิจารณากลั่นกรองบทความ </strong></p> <p>วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักเกณฑ์การพิจารณา เพื่อตีพิมพ์เป็นวารสารฉบับออนไลน์บนเว็บไซต์ ดังนี้<br />1.บทความวิจัยจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br />2.บทความวิจัยต้องผ่านการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ ก่อนส่งให้ผู้ประเมิน<br />3.บทความวิจัยที่รับพิจารณาตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินจากผู้ประเมินในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) อย่างน้อยสองคน หากมีผลแตกต่างกัน ทางกองบรรณาธิการจะส่งให้ผู้ประเมินคนที่สาม ซึ่งกระบวนการประเมินนี้ทั้งผู้ประเมินและผู้นิพนธ์จะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review) และกองบรรณาธิการแจ้งผลการประเมินให้ผู้นิพนธ์ทราบ โดยผู้นิพนธ์ต้องแก้ไขบทความวิจัยในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่ ตามที่ผู้ประเมินให้ข้อเสนอแนะ โดยผ่านกองบรรณาธิการ เพื่อความสมบูรณ์ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเผยแพร่ จึงจะได้รับหนังสือตอบรับการตีพิมพ์นับตั้งแต่วันที่ได้รับผลการประเมินและถือเป็นที่สิ้นสุด</p> <p><strong>คำแนะนำผู้นิพนธ์</strong></p> <p>ผู้นิพนธ์ต้องไม่รายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลเท็จ หรือการปลอมแปลง บิดเบือน รวมไปถึงการตกแต่ง หรือเลือกแสดงข้อมูลเฉพาะที่สอดคล้องกับข้อสรุป ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งผู้นิพนธ์จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมการวิจัยอย่างเคร่งครัด</p> <p><strong>การตรวจสอบบทความ และพิสูจน์อักษร</strong></p> <p> วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ (อักขรวิสุทธิ์) และการตรวจสอบการคัดลอกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ CopyCatch (Copyright, Academic Work and Thesis Checking System) โดยจะต้องมีระดับความซ้ำซ้อน ไม่เกิน 20% </p> <p><strong>อัตราค่าใช้จ่ายในการรับบทความเพื่อตีพิมพ์</strong></p> <p> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ในวารสาร </p> สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน th-TH วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2774-0684 การพัฒนาชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการประเมินเพื่อพัฒนาวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 (Development of a Self Training Kit for Learning Management through Formative Assessment Techniques for Computing Science Elementary School under Lopburi Primary Educational Service Area Office 1) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255487 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการประเมินเพื่อพัฒนา วิชาวิทยาการคำนวณ ระดับประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจของครูที่เข้ารับการอบรมก่อนและหลังการอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้ารับการอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง และ 4. เพื่อนิเทศติดตามความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครูที่เข้ารับการอบรมด้วยชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนวิชาวิทยาการคำนวณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ที่ได้จากการเลือกตัวอย่าง<em>แบบเจาะจง</em> (Purposive Sampling) จำนวนทั้งหมด 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ1. ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองและคู่มือการใช้ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการฝึกอบรม 3. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง และ 4. แบบนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติทดสอบที (t-test dependent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการประเมินเพื่อพัฒนา วิชาวิทยาการคำนวณ ระดับประถมศึกษา มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. คะแนนจากการทดสอบหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภายหลังการอบรม ครูมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นทุกชุดกิจกรรม 3. ครูมีความพึงพอใจต่อการอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 4. การนิเทศติดตามความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครูที่เข้ารับการอบรม พบว่า ครูมีการเตรียมการสอน นำเข้าสู่บทเรียนด้วยการใช้คำถามกระตุ้นทบทวนความรู้เดิมและเชื่อมโยงความรู้ใหม่ จัดเนื้อหาได้สอดคล้องกับตัวชี้วัด ในด้านการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการประเมินเพื่อพัฒนาในวิชาวิทยาการคำนวณ พบว่า มีการใช้เทคนิคการประเมินเพื่อพัฒนาทั้งในด้านการนำเข้าสู่บทเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลท้ายชั่วโมงเรียน โดยใช้ในการวัดและประเมินผลท้ายชั่วโมงมากที่สุด ส่วนใหญ่ครูจะใช้เทคนิคกลวิธีตั๋วออก (Exit Ticket) และเทคนิค K W L (รู้แล้ว อยากรู้ เรียนรู้) เพื่อประเมินสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้</p> กุลรตี เอกสุวรรณ (Kulratee Eaksuwan) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กขีดสมรรถนะสูง (Development of Strategies for Managing Small High-Performance School) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255117 <p> การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กขีดสมรรถนะสูง โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดเล็กของจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 184 คน มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแล้ววิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม โดยกำหนดเป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กขีดสมรรถนะสูงในรูปแบบ TOWS Matrix ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ทำการประเมินความถูกต้องครอบคลุม ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์โดยใช้คู่มือการประเมินกลยุทธ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) เมื่อนำเอาจุดแข็งที่มีอยู่มาปรับใช้เพื่อให้ได้รับโอกาสอย่างเต็มที่จึงกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) คือ กลยุทธ์ที่ 1 ปฏิบัติงานให้มีความเชี่ยวชาญ 2) เมื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเพื่อป้องกันหรือแก้ไขภาวะคุกคาม จึงกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงป้องกัน <br />(ST Strategy) คือ กลยุทธ์ที่ 2 ร่วมพัฒนางานสู่ความเป็นเลิศ 3) เมื่อแก้ไขจุดอ่อนโดยใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับ จึงกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO Strategy) จำนวน 2 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 3 จัดระบบสารสนเทศเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา และกลยุทธ์ที่ 4 สร้างคุณค่าของวัฒนธรรมองค์กร 4) เมื่อแก้ไขหรือลดปัญหาอันเกิดจากจุดอ่อนและภาวะคุกคาม จึงกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงรับ (WT Strategy) คือ กลยุทธ์ที่ 5 เพิ่มศักยภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยี และ 5) ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กขีดสมรรถนะสูงโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยในด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ด้านความถูกต้องครอบคลุม และด้านความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ขจรศักดิ์ เขียวน้อย (Kajornsak Khiawnoi) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 การนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดชัยนาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 (Supervision using the practical research process to promote the ability to develop innovative learning management of teachers in mathematics learning subject group Secondary School in Chainat Department of the Secondary Educational Service Area Office 5) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255293 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างคู่มือการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดชัยนาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อศึกษาผลการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2563 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 จำนวน 33 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) การดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการนิเทศโดยกระบวนการวิจัย (research-based supervision) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ ตามกระบวนการของวิจัยปฏิบัติการ คือ 1) การวางแผน (P-Plan) 2) การปฏิบัติการ (A-Action) 3) การสังเกต (O-Observing) และ 4) การสะท้อนผล (R-Reflecting) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) คู่มือการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการฯ 2) แบบประเมินคุณภาพคู่มือฯ3) แบบสัมภาษณ์ 4) แบบสังเกตการสอนของครู 5) แบบประเมินความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 6) แบบประเมินคุณภาพของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการนิเทศฯ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติและการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการสร้างคู่มือการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.86 - 1.00 ทุกด้าน และผลการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E<sub>1</sub>) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) ของคู่มือการนิเทศ เท่ากับ 84.74/81.60 และผลการประเมินคุณภาพของคู่มือการนิเทศฯ โดยผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยโดยรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการนิเทศโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ พบว่า 2.1) ผลการประเมินความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ จำแนกตามกลุ่มคะแนนคุณภาพที่ได้รับ พบว่า ครูมีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี ร้อยละ 69.70 รองลงมา มีผลการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 30.30 ตามลำดับ 2.2) ผลการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ พบว่า มีผลการใช้งานครบทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดี คิดเป็นร้อยละ 84.85 ซึ่งผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูฯ ผ่านเกณฑ์การยอมรับได้ 2.3) ครูมีความพึงพอใจต่อการนิเทศฯ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2.4) ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดชัยนาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 หลังจากครูนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาไปใช้ในการสอน พบว่า ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 70.00 และผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 61.54 </p> <p> </p> แคทรียา แสงดาวเทียน (Kattareya Sangdowntien) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง ร้อยละ ที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยเทคนิค 6 : 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (Development of using the Mathematics skills exercise for CIPPA Learning Management on the subject of Percentage Focusing on Integrated Problem Solving with techniques 6 : 6, Learning Area of Mathematics, Prathomsuksa 6 students) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255160 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง ร้อยละ ที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยเทคนิค 6:6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง ร้อยละ ที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยเทคนิค 6:6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ แผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง ร้อยละที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยเทคนิค 6 : 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.40/83.25 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ร้อยละของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง ร้อยละ ที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการด้วยเทคนิค 6 : 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด</p> ทวุธ วงค์วงค์ (Tawoot Wongwong) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-07-01 2022-07-01 2 1 การนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้ช่วย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 (PDER Supervision for Enhancing Competency in Classroom Assessment of Assistant Teachers under Nakhon Si Thammarat Primary Educational Service Area Office 2) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255327 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 2) ศึกษาผลการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียน และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้ช่วยที่มีต่อการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 59 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้ช่วย 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพของชุด การนิเทศ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.6-1.0 และค่า RAI เท่ากับ 0.92 แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.8-1.0 ค่า p ตั้งแต่ 0.28 - 0.75 ค่า r ตั้งแต่ 0.25 - 0.81 และค่า K-R 20 เท่ากับ 0.93 แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC เท่ากับ 1.0 และค่า RAI เท่ากับ 0.93 แบบสอบถามความคิดเห็น มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.8-1.0 ค่า r ตั้งแต่ 0.28 –0.80 และมีค่า  เท่ากับ 0.94 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย และการทดสอบค่าที </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เป็น 0.68 และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) 5.70 2) ผลการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนของครูผู้ช่วย พบว่า ครูผู้ช่วยมีความรู้ความเข้าใจด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนหลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนอยู่ในระดับดี 3) ครูผู้ช่วยมีความคิดเห็นต่อการนิเทศแบบ PDER เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนว่า เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก</p> บำเพ็ญ หนูกลับ (Bumpen Nooklub) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นการเรียนรู้แบบรวมพลัง วิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (The Development of The Learning Process Model for The Lesson on "Electric Current" in Physics Subject Based on Project-Based Learning Focus on Collaborative Learning to Promote Learning and Innovation Skills for High School Grade 11 Students.) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255216 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นการเรียนรู้แบบรวมพลัง วิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นการเรียนรู้แบบรวมพลัง วิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตาก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 33 คน 1 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส แบบประเมินทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล โดยมีกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบด้วย 6 ขั้นตอน (PNICFP Model) คือ 1) ขั้นตั้งปัญหาที่ท้าทาย (A Challenging Problem or Question: P) 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ขั้นกำหนดประเด็นที่ต้องการรู้ (Need to know: N) 3) ขั้นแสวงหาความรู้และนวัตกรรม (Inquiry &amp; Innovation: I) 4) ขั้นเรียนรู้และตัดสินใจ (Student Voice and Choice: C) 5) ขั้นสะท้อนกลับ</span><span style="font-size: 0.875rem;">และปรับปรุง (Feedback &amp; Revision: F) 6) ขั้นนำเสนอสู่สาธารณะ (Publicly present product: P) </span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (PNICFP Model) โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นการเรียนรู้แบบรวมพลัง วิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบ</span><span style="font-size: 0.875rem;">การจัดการเรียนรู้ (PNICFP Model) โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นการเรียนรู้แบบรวมพลัง วิชาฟิสิกส์ เรื่องไฟฟ้ากระแส เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 </span>สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมหลังเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.54, S.D.=0.15)</p> ปัทมา ภู่สวาสดิ์ (Pattama Pusawat) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด (Proposed Policy for Educational Management of Schools under the Secondary Education Service Area Office Roi Et in the Pandemic Of Covid-19 Phornphan Seelamontree) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255439 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์สภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนลักษณะต่างๆ ด้านข้อดี ข้อเสีย โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ในการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (2) เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนทุกลักษณะในการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (3) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ (1) วิเคราะห์สภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (2) พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาโดยการประชุมระดมความคิด และ (3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 60 คน ครูผู้สอน 60 คน และครูผู้ปฏิบัติหน้าที่งานวิชาการ 60 คน และผู้เชี่ยวชาญ 9 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการจัดการศึกษาแบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดการศึกษา และแบบประเมินข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน ด้านบริหารจัดการในภาพรวมโรงเรียนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสำคัญด้านการจัดการเรียนรู้โรงเรียนส่วนมากใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน และด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมีระบบติดตามดูแลผ่านช่องทางออนไลน์ ให้ความช่วยเหลือตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด (2) แนวทางการจัดการศึกษาด้านการบริหารจัดการ ควรมีการประชุม วางแผน ติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ด้านการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานทั้งการจัดการเรียนการสอนแบบปกติที่โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์การจัดการเรียนการสอนแบบถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการจัดการเรียนการสอนด้วยการนำส่งเอกสารที่บ้าน โดยปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและของผู้เรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการกำหนดนโยบายและแนวทางในการติดตามช่วยเหลือนักเรียนในกรณีนักเรียนที่ขาดเรียน และ (3) ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ, การพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้, การพัฒนาผู้เรียนและบุคลากรทางด้านวิชาการและศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 20 กลยุทธ์ 75 ตัวบ่งชี้ ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> พรพรรณ สีละมนตรี (Phornphan Seelamontree) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 รูปแบบการพัฒนาครูโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม (The Teacher Development Model by using Professional Learning Community to Promote Active Learning of Mathayom Wat Dusitaram School) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/256325 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสภาพปัญหาและความต้องการในการใช้รูปแบบการพัฒนาครูโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานสภาพปัญหาและความต้องการในการใช้รูปแบบ ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบและพัฒนารูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ ขั้นตอนที่ 4 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ แบบทดสอบ แบบประเมินหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนและครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon Signed Rank Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหาพบว่า การจัดการเรียนรู้ของครูส่วนใหญ่ยึด</span><span style="font-size: 0.875rem;">กรอบเนื้อหาตามหนังสือเรียน ขาดการส่งเสริมกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในชีวิตประจำวันความต้องการของครู พบว่า ครูต้องการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก</span><span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้น 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบการพัฒนาครูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ </span><span style="font-size: 0.875rem;">2) วัตถุประสงค์3) วิธีดำเนินงาน 4) ระบบสนับสนุน 5) การวัดและประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งรูปแบบมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาครูพบว่า 1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัด</span><span style="font-size: 0.875rem;">การเรียนรู้เชิงรุกของครูหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนารูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด</span><span style="font-size: 0.875rem;">การเรียนรู้เชิงรุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก 4.</span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาครู พบว่า รูปแบบการพัฒนาครูที่พัฒนาขึ้นโดยรวมมีประสิทธิผลผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ทุกด้าน</span></p> วรนันท์ ขันแข็ง (Woranan Khankhaeng) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-06-30 2022-06-30 2 1 การศึกษานำร่องเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษในสถานการณ์โควิด-19 (A Pilot Study to Develop Research and Instructional Management Ability of English Teachers During the COVID-19 Pandemic) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/255307 <p> การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและวิธีการจัดการเรียนรู้ของครู การพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาการสอนภาษาอังกฤษของครูในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 2) ออกแบบแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ<strong> และ </strong><strong>3) </strong>ศึกษาผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน คือ วางแผน ปฏิบัติ สังเกต และ สะท้อนกลับ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยครูผู้สอนภาษาอังกฤษชาวไทย สังกัด สพป.เลย 2 จำนวน 6 คน และนักศึกษาวิชาเอกการสอนภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยมูฮัมมาดียะห์ เกรซิค อินโดนีเซีย จำนวน 6 คน รวมทั้งสิ้น 12 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินการปฏิบัติ และแบบบันทึกการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1.สภาพปัญหาการสอนภาษาอังกฤษของครูในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า ครูมีปัญหาการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อสื่อสารวิธีการเรียน นักเรียนบางคนขาดอุปกรณ์ในการเรียนแบบออนไลน์ ผู้ปกครองไม่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือนักเรียนในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่บ้านได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งคือเด็กเล็กความสนใจสั้น ไม่สามารถนั่งเรียนหน้าจอได้เป็นเวลานาน <span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า พัฒนาครูด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้ครูมีความสามารถในการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ซึ่งเป็นวิธีสอนที่ช่วยแก้ปัญหาการเรียนในสถานการณ์โควิด-19 โดยการฝึกปฏิบัติการวิจัยจริงร่วมกับนักศึกษาอินโดนีเซียซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสื่อดิจิทัลเพื่อสอนภาษาอังกฤษ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการดำเนินการวิจัย </span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ พบว่า ครูมีความสามารถในการดำเนินการวิจัย ภาพรวมเท่ากับ 89.33 สูงกว่าเกณฑ์คะแนนร้อยละ 70 ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100</span><strong style="font-size: 0.875rem;"> และ</strong><span style="font-size: 0.875rem;">มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 64.67 โดยคะแนนพัฒนาการอยู่ระหว่างร้อยละ 60-68 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับสูง จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ทั้งนี้</span>จากการที่ครูนักวิจัยหลักและ<span style="font-size: 0.875rem;">นักวิจัยร่วมได้ปฏิบัติการวิจัยช่วยแก้ปัญหาให้นักเรียน</span><span style="font-size: 0.875rem;">สามารถเข้าถึงการเรียนในช่วงสถานการณ์โควิด-</span><span style="font-size: 0.875rem;">19 มากยิ่งขึ้น นักเรียนได้พัฒนาทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ได้เรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่น่าสนใจ มีพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ผู้ปกครองและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้</span></p> วนิดา สิมพล, ปาลินา ปาลินา (Wanida Simpol), (Paulina Paulina) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-07-01 2022-07-01 2 1 รูปแบบการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 (Model for Teachers Development in Using Information Technology and Communicationfor Learning Activities in Primary Schools under Regional Education Office No.11) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/254646 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบในการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาครูในการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาครูในการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 11 จำนวน 14,950 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงสำรวจ จำนวน 395 คนใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บข้อมูลด้วย Google Form Application วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ทดลองใช้รูปแบบกับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา จำนวน 30 คน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า <span style="font-size: 0.875rem;">1. องค์ประกอบการพัฒนาครู มี 5 องค์ประกอบ คือ ทักษะพื้นฐานด้าน ICT ทักษะการใช้ ICT ในการติดต่อสื่อสาร ทักษะการรู้ทัน ICT ทักษะการบูรณาการ ICT ในการเรียนการสอน และคุณธรรม จรรยาบรรณการใช้ ICT </span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการพัฒนาครูในการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย หลักการของรูปแบบ, วัตถุประสงค์ของรูปแบบ, องค์ประกอบของรูปแบบ, กระบวนการของรูปแบบ, การวัดและประเมินผล</span><span style="font-size: 0.875rem;">และ ชุดพัฒนา คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) </span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการใช้รูปแบบในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา</span><span style="font-size: 0.875rem;">คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) มีประสิทธิภาพ 81.20/87.14 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และคะแนนหลังพัฒนาสูงกว่าคะแนนก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</span></p> อินทิรา ชูศรีทอง (Inthira Choosithong) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-07-01 2022-07-01 2 1 การพัฒนา การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้กับครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (The Develop Active Learning Management Skill for Teachers in the Small Primary Schools : Participatory Action Research) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/256305 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะสำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้กับครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก 2) ประเมินความพึงพอใจของครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 3) ประเมินประสิทธิผลของการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ด้วยเทคนิคการเสริมพลัง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมและกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูที่มีความประสงค์เข้าร่วมพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง มีวิธีดำเนินการ 5 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนการวิจัย 2) ระยะวางแผน 3) ระยะการนำแผนไปปฏิบัติ 4) ระยะตรวจสอบและสะท้อนผลการดำเนินงาน และ 5) ระยะติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานและการพัฒนา โดยมีวิธีการพัฒนาครู 6 วิธี เรียกว่า 3TDCMPLC ดังนี้ 1) การฝึกอบรม (T: Training)2) ครูเครือข่าย (T: Teacher Network) 3) การศึกษาจากต้นแบบ (T:Teacher Model) 4) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (D: Directed Learning) 5) การช่วยเหลือนิเทศจากพี่เลี้ยง (CM: Coaching and Mentoring) และ 6) การประชุม PLC (PLC: Professional Learning Community) ด้วยสถิติพื้นฐานที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการอุปมานจากการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลจากการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้กับครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ด้วยการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมทำให้ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น 2) ความพึงพอใจของครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ประสิทธิผลในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น</p> อุษณีย์ ดวงพรม (Usanee Doungprom) ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2022-07-01 2022-07-01 2 1