วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch <p><strong>วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( OBEC </strong><strong>Basic Education Research Journal) ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัยระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และส่งเสริมให้นักวิชาการ นักการศึกษา ทั้งภายในและภายนอกสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้สนใจได้นำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบของบทความวิจัย </strong></p> <p><strong>วารสารกำหนดตีพิมพ์ </strong><strong>ปีละ </strong><strong>2 ฉบับ </strong></p> <p><strong>เดือนมกราคม - มิถุนายน</strong></p> <p><strong>เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่บทความวิจัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานภายนอกในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p> <p> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอองค์ความรู้ที่ได้จากบทความวิจัย </p> <p><strong>Focus &amp; Scope </strong></p> <p> วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการเป็นสื่อกลางเผยแพร่บทความวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการนำองค์ความรู้ที่ผ่านกระบวนการวิจัยไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา ชุมชน สังคม มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน </p> th-TH innoobecjournal@gmail.com (ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา) innoobecjournal@gmail.com (กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา) Wed, 29 Dec 2021 11:06:36 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กระบวนการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กเพื่อรับรางวัลพระราชทาน The Administration and Management Processes of Small Education Schools to Receive the Royal Award https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249113 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาความเข้าใจและการให้ความหมายของการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กเพื่อรับรางวัลพระราชทาน 2) ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กเพื่อรับรางวัลพระราชทาน โดยผู้วิจัยได้เน้นศึกษาจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม คือ 1) ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาขนาดเล็กที่เคยได้รับรางวัลพระราชทาน จำนวน 3 คน และ 2) ผู้ให้ข้อมูลรองจำนวน 31 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย 4 วิธีการหลัก ได้แก่ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกตและการจดบันทึก โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางของไมลส์และฮูเบอร์แมน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กเพื่อรับรางวัลพระราชทานเป็นวิธีการที่ทำให้บุคลากรเกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงาน และนำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพของสถานศึกษา อันประกอบไปด้วย 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ภายใต้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร 2) การมีระบบพัฒนาองค์กรให้เกิดประสิทธิผลสู่ความเป็นเลิศ 3) การจัดหาและพัฒนาสื่อเทคโนโลยีและการสื่อสาร 4) การขับเคลื่อนระบบการประกันคุณภาพภายในสู่การปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง และ 5) การจัดระบบข้อมูลและสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีแนวปฏิบัติที่ดี คือ การบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กเพื่อรับรางวัลพระราชทานควรเริ่มจากการมุ่งเน้นพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการเสริมสร้าง ฝึกอบรม ประชุม สัมมนาถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพเพิ่มขึ้น สามารถนำผลที่ได้จากการพัฒนาไปใช้ประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการประเมิน สถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องยาวนานและประสบความสำเร็จจนเป็นแบบอย่างให้แก่สถานศึกษาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อันเป็นการสร้างคุณค่าและรักษาความดีให้สมศักดิ์ศรีรางวัลพระราชทานสืบไป</p> ขจรศักดิ์ เขียวน้อย (Kajornsak Khiawnoi) Copyright (c) 2021 วารสารการวิจัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249113 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบชุมชนการเรียนรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 Development of Professional Learning Community of The Secondary Educational Service Area Office 25 Model (PLC-KKSec25 Model) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249336 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การพัฒนารูปแบบชุมชนการเรียนรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 (Development of Professional Learning Community of The Secondary Educational Service Area Office 25 Model) : PLC-KKSec 25 Model ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (The Research and Development) แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model 2) เพื่อทดลองใช้รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model &nbsp;กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะผู้บริหารและครูในสหวิทยาเขตแก่นนครราชพฤกษ์ จำนวน 447 คน แบ่งเป็นคณะผู้บริหาร 17 คน ครูผู้สอน 430 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET &nbsp;แบบนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model และแบบสอบถามออนไลน์ความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model ใช้วิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลโดยคณะศึกษานิเทศก์ประจำแต่ละสหวิทยาเขต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 (Development of Professional Learning Community of The Secondary Education Service Area Office 25 Model) : PLC-KKSec25 Model มีองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการและแนวคิดของ PLC-KKSec25 Model 2) จุดประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการขับเคลื่อน PLC-KKSec25 Model มี 4 ขั้นตอน คือ (1) การวางแผนหลังจากที่วิเคราะห์และกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไข (Plan) (2) การปฏิบัติตามแผนที่กำหนด (Act) (3) การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน (Observe) (4) การสะท้อนผลหลังจากการปฏิบัติงาน (Reflection) 4) การวัดและประเมินผล และ 5) ข้อมูลย้อนกลับ ภายใต้องค์ประกอบของ PLC-KKSec25Model ที่มีการกำหนด บรรทัดฐานและสร้างค่านิยมร่วมกัน (Shared values and norms) วิธีการปฏิบัติที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective focus on student learning) การร่วมมือของครู (Collaboration) การเปิดใจและรับการชี้แนะจากการปฏิบัติงาน (Expert advice and study visit) &nbsp;การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflection dialogue) และการประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ประกอบด้วย ทรัพยากรแหล่งเรียนรู้บนเครือข่ายกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่าย กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่าย เครื่องมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่าย และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเครือข่าย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 87.69/86.27 จากการทดลองภาคสนาม (Field Testing)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ผลการศึกษาการใช้รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน GPA (20.18) ในภาคเรียน 1/2561 สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(20.08)ในภาคเรียน 1/2560 โดยมีผลต่าง +0.1 ส่วนด้านผลจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมสูงขึ้นทุกรายวิชา เมื่อเทียบกับระดับ สพม.25 (14.38) ระดับจังหวัด (13.85) ระดับ สพฐ. (12.92) และระดับประเทศ (12.69) และผลจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมสูงขึ้นทุกรายวิชา เมื่อเทียบกับระดับสพม.25 (6.03) ระดับจังหวัด(8.45) ระดับ สพฐ. (9.52) และระดับประเทศ (8.95) และจากการการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้ PLC-KKSec25 Model พบว่า โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก และครูผู้สอนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> คเชนทร์ กองพิลา (Kachen Kongpila) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249336 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 Supervision model for developing research potential in the classroom of science teachers for learners’ learning of Science Department of the Secondary Educational Service Area Office 16 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249337 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาผลการนิเทศโดยใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ครูผู้สอน จำนวน 40 คน นักเรียนที่เรียน จำนวน 1,566 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และส่วนที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย และส่วนที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีชื่อว่า เอพีไอดีดับเบิ้ลอี (APIDEE Model) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ความเหมาะสม 1.00 และผลการประเมินค่ามาตรส่วนประมาณค่าพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พบว่า 2.1) ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัย<br>ในชั้นเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการนิเทศ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2.2) ผลการประเมินเค้าโครงวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพรวม ในระดับดี เมื่อจำแนกรายบุคคล พบว่าครูผู้สอนที่มีผลการประเมินระดับดีมาก ร้อยละ 17.50 คน ระดับดี ร้อยละ 75.00 ระดับปานกลาง ร้อยละ 7.50 และระดับปรับปรุง ร้อยละ 00.00 2.3) ผลการประเมินความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียนฉบับสมบูรณ์ พบว่า โดยภาพรวมในระดับดีมาก เมื่อจำแนกเป็น รายบุคคลพบว่าครูผู้สอนที่มีผลการประเมินระดับดีมาก ร้อยละ 22.50 ระดับดี ร้อยละ 60.00 และระดับปานกลาง ร้อยละ 17.50 และระดับปรับปรุงไม่มี 2.4) พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ตามระดับชั้นที่เรียนกับครูผู้สอนที่ทำการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นทุกคนหลังจากการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศ 2.5) ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการนิเทศ โดยใช้รูปแบบการนิเทศเอพีไอดีดับเบิ้ลอี (APIDEE Model) พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธนชพร ตั้งธรรมกุล (Tanachaporn Tungtummakul) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249337 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ AIPDDONE The development of computer teacher competency in the use of information technology and communication in constructivist learning management with AIPDDONE supervision process https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249282 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ AIPD<sub>DON</sub>E กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง จากของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 20 คน ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 สร้างและพัฒนากระบวนการนิเทศ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ และขั้นตอนที่ 3 เพื่อศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ AIPD<sub>DON</sub>E มุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ (ICT Competency) 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสารสนเทศ (Information)&nbsp;ด้านไอซีที (ICT) และด้านเทคโนโลยี (Technology) เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้ มี 2 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่ แนวทางการพัฒนาสมรรถนะ ชุดฝึกอบรมและชุดนิเทศ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะ แบบสังเกตการสอน แนวทางการสนทนากลุ่มครู แบบสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1. กระบวนการนิเทศที่ส่งเสริมสมรรถนะครูคอมพิวเตอร์ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ คือกระบวนการนิเทศแบบ AIPD<sub>DON</sub>E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การประเมินสมรรถนะ (Assessing : A) ขั้นที่ 2 การให้ความรู้ (Information : I) ขั้นที่ 3 การวางแผนการนิเทศการสอน (Planning : P) ขั้นที่ 4 การปฏิบัติการนิเทศการสอน (Doing : D) แบ่งวิธีการนิเทศออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 วิธีการนิเทศแบบชี้นำให้คำปรึกษา (Directive consulting approach : D) ใช้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ที่มีผลการประเมินสมรรถนะในระดับน้อยและน้อยที่สุด กลุ่มที่ 2วิธีการนิเทศแบบร่วมมือ (Operation collaborative approach : O) ใช้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ที่มีผลการประเมินสมรรถนะในระดับปานกลาง กลุ่มที่ 3 วิธีการนิเทศแบบชี้นำตนเอง (Non-directive and self-directed approach : N) ใช้สำหรับครูคอมพิวเตอร์ ที่มีผลการประเมินสมรรถนะในระดับมากและมากที่สุดและขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation : E)</p> <p>2. ครูคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.61 เมื่อพิจารณาแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการพัฒนาตามวิธีการนิเทศ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า วิธีการนิเทศแบบชี้นำ ให้คำปรึกษา ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการฝึกอบรมเท่ากับ 0.95 วิธีการนิเทศแบบร่วมมือ ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการฝึกอบรมเท่ากับ 0.61 และวิธีการนิเทศแบบชี้นำตนเอง ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการฝึกอบรมเท่ากับ 0.27 และผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ครูทุกคนสามารถนำความรู้ไปผลิตสื่อ แผนการจัดการเรียนรู้ สร้างชุมชนการเรียนรู้ร่วมกัน และมีสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์<br>ทั้ง 3 ด้าน</p> <p>3. ผลกระทบทางบวกที่เกิดติดตามมาจากครูคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ความพึงพอใจในงาน การเป็นตัวแบบนวัตกรรม และการยอมรับจากภายนอก โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จจากครู และจากผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>4. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูคอมพิวเตอร์ ที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะจากการเผยแพร่นวัตกรรมการนิเทศ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้บริหารสถานศึกษาได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ครูคอมพิวเตอร์ ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69</p> <p>&nbsp;</p> ปาริชาติ เภสัชชา (Parichat Pasetcha) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249282 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 Research and development of learning experience management using STEM education Model to develop critical thinking skills for Pre-school children in Schools under Nongbualamphu Primary Educational Service Area Office 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/248932 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 4) เพื่อศึกษาผลการใช้การจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาปฐมวัย จำนวน 10 คน ครูปฐมวัย จำนวน 80 คน และเด็กปฐมวัย ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 จำนวน 1,400 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา แบบวัดเจตคติของครู แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิและ&nbsp; ครูปฐมวัยมีความต้องการการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากความเหมาะสมของการจัดประสบการณ์เรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษา ซึ่งประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าเฉลี่ยรวมความเหมาะสมของการจัดประสบการณ์เรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษา 3.87 ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของเด็กก่อนการทดลองทั้ง 5 ทักษะการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&nbsp;</p> ปาริชาติ ปิติพัฒน์ (Parichart Pitiphat) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/248932 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด Factors Affecting Global Citizenship of Student in Phontongpattanawittaya School The Secondary Education Service Area Office Roi Et https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249369 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. ศึกษาระดับปัจจัยและระดับความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด และ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด และ 3. สร้างสมการพยากรณ์ความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด<strong> &nbsp;</strong>ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 2,744 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 396 คน โดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่างและเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักการทางสถิติ (Statistical Sampling Methods) ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling)&nbsp; จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 &nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List)&nbsp; ตอนที่ 2 แบบสอบถามวัดระดับความเป็นพลโลกเป็นแบบมาตรวัดประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และ ตอนที่ 3 แบบสอบถามวัดปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลโลกตามการรับรู้ของตนเอง ลักษณะเครื่องมือเป็นแบบมาตรวัดประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับค่าความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์ของคอนบาร์ค มีค่าเท่ากับ 0.97 และค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยหาค่า&nbsp; IOC&nbsp; มีค่าเท่ากับ 1.00&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป&nbsp; ในการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยใช้วิธี Multiple Regression&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1. ระดับความเป็นพลโลกของโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด อยู่ในระดับปานกลาง ( &nbsp;เท่ากับ 2.88) และ ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ได้แก่ ความรู้เชิงลึกอยู่ในระดับมาก (เท่ากับ 3.62) ประชาธิปไตย อยู่ในระดับมาก (เท่ากับ 3.52) สิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก (เท่ากับ 3.51) ความยุติธรรม&nbsp; อยู่ในระดับปานกลาง ( เท่ากับ 3.13)&nbsp; ความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่ในระดับมาก (เท่ากับ 3.61)&nbsp;&nbsp;</p> <p>2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด พบว่าตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์ทางบวก โดยมีค่าอยู่ระหว่าง .608 ถึง .717 คู่ที่มีค่าความสัมพันธ์สูงสุด ได้แก่ ความรู้เชิงลึกกับสิ่งแวดล้อม มีค่าเท่ากับ .717 รองลงมาคือ ความรู้เชิงลึกกับประชาธิปไตย ส่วนคู่ที่มีค่าความสัมพันธ์ต่ำสุด ได้แก่ ความรู้เชิงลึกกับความเป็นพลโลก&nbsp; มีค่าเท่ากับ .608&nbsp; โดยพบปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลเมืองโลก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 ได้แก่&nbsp; สิ่งแวดล้อม (beta เท่ากับ .289) ประชาธิปไตย (beta&nbsp; เท่ากับ .284) และความรู้เชิงลึก&nbsp; (beta&nbsp; เท่ากับ .203) โดยที่ค่าประสิทธิภาพของการทำนาย R<sup>2</sup> เท่ากับ .479&nbsp;&nbsp;</p> <p>3. ปัจจัยที่พยากรณ์เชิงบวกความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด คือ สิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย และความรู้เชิงลึก และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ได้ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p>Y=.594 + .238<strong> (X<sub>1</sub></strong>)+ .256&nbsp; (<strong>x<sub>2</sub></strong>)&nbsp; +.172<strong> (x<sub>3</sub></strong>) &nbsp;&nbsp;</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p>Z=.289<strong> (Z<sub>1</sub>)</strong> + .284 (<strong>Z<sub>2</sub>)</strong> + .203 (<strong>Z<sub>3</sub>)</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> วิไลภรณ์ เตชะ (Wilaiporn Techa) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249369 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี The Guidelines for the implementation of quality assurance with in educational institutions under Singburi Primary Educational Service Area Office https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249259 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) เพื่อสร้างแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) เพื่อตรวจสอบแนวทางทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R &amp; D) มีขั้นตอนการวิจัย จำนวน 3 ขั้นตอน ดังนี้</p> <p>ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยใช้แหล่งข้อมูลบุคคลสำหรับตอบแบบสอบถาม คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มละ 97 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 338 คน</p> <p>ขั้นตอนที่ 2 สร้างแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยข้อมูลประกอบด้วย &nbsp;1) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา &nbsp;2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จากตอนที่ 1</p> <p>ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้ร่วมสนทนากลุ่มประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 1 คน &nbsp;2) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 3 คน &nbsp;3) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 3 คน &nbsp;4) ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 3 คน &nbsp;และ &nbsp;5) ครูวิชาการ จำนวน 2 คน รวม 12 คน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>ตอนที่ 1 ผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย</p> <p>1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าด้านระดับปฐมวัย เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับ มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.57 และด้านระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.59</p> <p>2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความคิดเห็นของครูวิชาการ พบว่า ด้านระดับปฐมวัย เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับ มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.57 และด้านระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.59</p> <p>3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความคิดเห็นของประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าด้านระดับปฐมวัย เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.59 และด้านระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.60</p> <p>4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความคิดเห็นของผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน พบว่า ด้านระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.62</p> <p>ตอนที่ 2 ผลการสร้างแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้</p> <ol> <li class="show">โครงสร้างการบริหารงาน การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา</li> </ol> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แนวทางการดำเนินงานควรประกอบด้วย 2 ระดับ คือ ระดับอำนวยการ และระดับดำเนินงาน แต่ละระดับมีดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.1 ระดับอำนวยการ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นประธาน รองผู้อำนวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ เป็นรองประธาน หัวหน้าฝ่ายบุคคล เป็นกรรมการ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปเป็นกรรมการ และหัวหน้าฝ่ายวัดและประเมินผล เป็นกรรมการและเลขานุการ</p> <p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.2 ระดับดำเนินงาน ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นรองประธาน ครูหัวหน้าฝ่าย/หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นกรรมการ หัวหน้าฝ่ายวัดและประเมินผล เป็นกรรมการและเลขานุการ&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. บุคลากรที่ดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.1 ผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.2 ครูผู้สอน/บุคลากรทางการศึกษา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ภารกิจการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 3.1 การวางแผนการดำเนินงาน3.2 การดำเนินงานตามแผน 3.3 การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล 3.4 การปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. การเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ เพื่อดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาด้านเทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศ อาคารสถานที่ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ และทรัพยากรต่างๆ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. การรายงานการประเมินตนเอง (SAR) ต่อหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ตอนที่ 3 ผลการตรวจสอบแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ผลการวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมทั้ง 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.60</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> สยาม สุ่มงาม (Siam Sumngam) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249259 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นมืออาชีพเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน Model of Teacher Professional Development for the 21 st Century 's Learners Using School based https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249272 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นวิจัยพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาครูมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นมืออาชีพเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน ศึกษาผลการใช้รูปแบบประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบเป็นนักเรียน 94 คน ครู 102 คน และผู้บริหาร 3 คน จากโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา รวม 3 โรงเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นครู แบบประเมินทักษะนักเรียนในศตวรรษที่ 21 แบบบันทึกการสนทนากลุ่มผู้บริหาร ครู วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสังเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ประเมินและปรับปรุงรูปแบบโดยการสัมมนาผู้รู้ จำนวน 9 คน สังเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการสัมมนาผู้รู้และนำเสนอเป็นรูปแบบการพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นมืออาชีพเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นมืออาชีพเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน เป็นรูปแบบ Semantic Model ที่ใช้ภาษาในการอธิบาย ตามแนวคิดหลักการพัฒนารูปแบบของจอยซ์และเวลล์ (Joyce and weil, 2000) หลักการพัฒนาการทำงานอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนต่อเนื่อง ครูพัฒนางานปกติที่โรงเรียนให้มีคุณภาพ และร่วมกับเพื่อนครูทำงานเป็นทีม โดยผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ครูประสบความสำเร็จ มีระบบปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพครู 2 ระบบ ระบบใหญ่ คือระบบการควบคุมคุณภาพการปฏิบัติงานของผู้บริหารด้วยวงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle : PDCA) และระบบย่อย ระบบปฏิบัติการพัฒนาครูด้วยชุมชนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC ) การนำรูปแบบไปใช้มี 6 ขั้นตอน คือ (1) ปลุกอุดมการณ์ความเป็นครู (2) สำรวจความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติของครูมืออาชีพเพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3) วางแผน : แผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียน (Annual Plan) และแผนพัฒนาตนเองรายบุคคล (Individual Development Plan : ID Plan (4) ปฏิบัติตามแผน (Do : D) ผู้ปฏิบัติการประกอบด้วย ครู ชุมชนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาวิชาชีพ (PLC) และผู้บริหารโรงเรียนกำกับคุณภาพ (5) ตรวจสอบ (Check : C) ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิผลของการพัฒนาตามแผนงาน (6) พัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Act : A) เงื่อนไขความสำเร็จคือ ผู้บริหาร มีภาวะผู้นำ และแสดงความเชื่อในคุณค่าของการพัฒนาคุณภาพครู ครูต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ ครูทุกคนเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ และการประเมินความสำเร็จตามแผนและการปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพครู ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบจากการสนทนากลุ่มสรุปว่ารูปแบบมีความเหมาะสมเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ และผลจากการประชุมผู้รู้ จำนวน 9 คน สรุปยืนยันความถูกต้องสมบูรณ์ของรูปแบบ</p> อรนุช มั่งมีสุขศิริ (Oranuch Mungmesuksiri) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249272 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 The study of the development result of learning activities with the QSCCS process using social media to develop problem-solving skills of secondary school students M 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249431 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนนครขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยที่จำนวน 3 คน สำหรับใช้ทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จำนวน 12 คน สำหรับทดสอบแบบกลุ่มเล็ก และจำนวน 28 คน สำหรับการทดสอบภาคสนาม ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ&nbsp; QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 &nbsp;2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.27- 0.68 ค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.27-0.85 และมีค่าความเชื่อมั่นและมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.82 <br>3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (p) 0.27-0.67 ค่าอำนาจจำแนก (r) 0.27–0.79 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ 0.75&nbsp; 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างตามกรอบคำถาม 3 ด้าน เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ t-test Dependent &nbsp;</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า&nbsp;</p> <ol> <li class="show">ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การตั้งคำถาม (Learning to Question) 2) การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) 3) การสร้างองค์ความรู้ (Learning to Construct) 4) การสื่อสารและนำเสนอ (Learning to Communicate) และ 5) การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Service) ที่มีประสิทธิภาพของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีค่าเท่ากับ 85.32/89.06 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้&nbsp;</li> <li class="show">ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li class="show">ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01</li> <li class="show">ความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ QSCCS โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> อรวรรณ กองพิลา (Orawun Kongpila ) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249431 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 Research and development of teacher competency development programs in creating electronic lessons Junior high school level in educational opportunity expansion schools under the office of Nongbaulamphu Primary Educational Service Area 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249300 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะของครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพอันพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ 3) เพื่อพัฒนาโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ 4) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนำโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 1) เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพ อันพึงประสงค์ของคุณลักษณะและตัวบ่งชี้สมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ แบบประเมินความเหมาะสมคุณลักษณะและตัวบ่งชี้ของสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส มีสมรรถนะ 3 ด้าน 30 ตัวบ่งชี้ คือ ด้านความรู้มี 10 ตัวบ่งชี้ ด้านการแสดงออกมี 10 ตัวบ่งชี้ และด้านความสามารถมี 10 ตัวบ่งชี้</p> <p>&nbsp; &nbsp; 2) ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาส มีสภาพปัจจุบันเกี่ยวกับสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ด้านความรู้ ด้านการแสดงออก และด้านความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีสภาพที่พึงประสงค์เกี่ยวกับสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ด้านความรู้ ด้านการแสดงออกและด้านความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความสามารถด้านความรู้ และด้านการแสดงออก</p> <p>&nbsp; &nbsp;3) โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วย ความเป็นมาของโปรแกรม หลักการของโปรแกรม จุดหมายของโปรแกรม สาระที่ใช้ในการพัฒนา</p> <p>&nbsp; &nbsp;4) ผลของการนำโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้พบว่าครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส มีคะแนนก่อนพัฒนา ได้คะแนนเฉลี่ย 23.36 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.41 และมีคะแนนหลังการพัฒนาได้คะแนนเฉลี่ย 33.83 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.58 แสดงว่าครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส มีคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา ผลการประเมินทักษะการสอนหลังการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสโดยรวมอยู่ในระดับมากและผลการวัดเจตคติของครูต่อโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะครู ด้านการสร้างบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อดิศร โครตนรินทร์, เจียมพล บุญประคม (Adisorn Khotnarin), (Jiampol Boonprakom) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249300 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 สภาพการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะที่มีต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 The condition of requesting to have or to promote academic standing Towards the performance of teacher civil servants Secondary Education Service Area Office District 42 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249319 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะที่มีต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และใช้รูปแบบการสำรวจ (Survey Research) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,483 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการเปิดตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 333 คน ในการศึกษาที่ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ และใช้การสุ่มอย่างง่าย เพื่อให้ได้จำนวนตามขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการไม่น้อยกว่าตามที่ตารางของเครซี่และมอร์แกนกำหนดไว้ที่ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ การศึกษาในครั้งนี้มีบุคลากรข้าราชการครูของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 เป็นกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษา จำนวน 637 คน ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น คำนวณโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.9237 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์สภาพการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะที่มีต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 วิเคราะห์โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลความหมายของกลุ่มของค่าเฉลี่ยผลการศึกษา พบว่า ข้าราชการครูมีความต้องการอบรมเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจหลักเกณฑ์ และวิธีการพัฒนาให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะที่สูงขึ้น ในภาพรวม อยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ข้อ 3 ตัวชี้วัดและเกณฑ์การตัดสิน ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ข้อ 7 แนวปฏิบัติการขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน</p> อภิเชษฐ์ ฉิมพลีสวรรค์ (Apichate Chimpaleesawan) Copyright (c) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/obecresearch/article/view/249319 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700