ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo
<p><strong>วารสาร ปัญญา</strong> <br />มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ ในมิติที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ต่างๆ ดังนี้ 1) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา 2) สาขาศึกษาศาสตร์ และ 3) สาขาสังคมศาสตร์ </p>
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
th-TH
ปัญญา
2697-4940
-
การสร้างสังคมที่เป็นธรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/285640
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทาง พัฒนากระบวนการ และสร้างเครือข่ายในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดชัยภูมิ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชน จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม, ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภา ข้าราชการ และประชาชน จำนวน 32 คน และจัดสนทนากลุ่มเฉพาะในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong> </p> <ol> <li>แนวทางการสร้างสังคมที่เป็นธรรมของ อปท. เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำใน 5 มิติ ได้แก่ ความยุติธรรมทางสังคม ความเสมอภาค ความเท่าเทียมในการกระจายรายได้ การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ข้อมูลจากภาคประชาชนชี้ให้เห็นว่าระดับความเห็นต่อความเป็นธรรมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจยังมีความเหลื่อมล้ำปรากฏอย่างชัดเจน</li> <li>กระบวนการพัฒนาความเป็นธรรมของ อปท. สามารถสังเคราะห์เป็น “กระบวนการ 5 ขั้นตอน” ได้แก่ การใช้ข้อมูลจริงเป็นฐานการวางแผน, การกระจายทรัพยากรตามความจำเป็น, การมีส่วนร่วมเชิงโครงสร้าง, การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน และการประเมินผลต่อเนื่องอย่างมีส่วนร่วม</li> <li>อปท.สามารถจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน และภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างสังคมที่เป็นธรรมในทุกมิติอย่างยั่งยืน</li> </ol>
ปัญญา คล้ายเดช
สมปอง สุวรรณภูมา
ณรัฐ สวาสดิ์รัตน์
สุกิจ ชัยมุสิก
ธีร์ดนัย กัปโก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
1
9
-
ผลทดลองใช้รูปแบบการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/284930
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูงของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง และ 2) ศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง เป็นการวิจัยแบบแผนทดลองกลุ่มเดียว มีการทดสอบก่อนและหลังเรียน ประชากร ได้แก่ นักศึกษาที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 150 คน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา จำนวน 30 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จากรายวิชาที่ผู้วิจัยรับผิดชอบ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียนในชั้นเรียนจริง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดสมรรถนะด้านการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง 3) แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>สมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูงหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการอ่านขั้นสูงและทักษะการคิดขั้นสูง ภาพรวมนักศึกษามีความคิดเห็นในระดับมาก</p>
พิเชษฐ์ คำงาม
คชา ปราณีตพลรัง
ศิริศักดิ์ ธมฺมสกฺโก
ศราวุธ พุ่มเจริญ
เด่นชัย ชยาภสฺสโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
10
21
-
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ผจญภัยในปรากฏการณ์ของโลกและภัยพิบัติและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับผังกราฟิก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/286786
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ผจญภัยในปรากฏการณ์ของโลกและภัยพิบัติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนการเรียนและหลังการเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน จากโรงเรียนบ้านหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับผังกราฟิก จำนวน 4 แผน รวมเวลาเรียน 12 ชั่วโมง มีการประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย 4.73 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.86 และแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีค่าความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.92 งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>การคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
ปรารถนา เรียนพงศ์ชัย
วาสนา กีรติจำเริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
22
32
-
การเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยหลักสูตรธรรมศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/286862
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะชีวิตของนักศึกษา 2) ศึกษาหลักสูตรธรรมศึกษาระดับอุดมศึกษา และ 3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยหลักสูตรธรรมศึกษา ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยภาคสนาม โดยการสำรวจเอกสารชั้นต้นและชั้นรองที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 32 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 10 รูป/คน นำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะชีวิตของนักศึกษา เป็นคุณลักษณะหรือความสามารถที่อยู่ภายในตัวของนักศึกษาและแสดงออกมาโดยการบริหารจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและเท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้แก่ ทักษะทางการตระหนักรู้ ทักษะทางการแก้ปัญหา และทักษะทางความคิด</li> <li>หลักสูตรธรรมศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นหลักสูตรจัดโดยคณะสงฆ์ไทยสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 รายวิชาในหลักสูตรมุ่งเรียนรู้หลักพระพุทธศาสนาและครอบคลุมการเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษา</li> <li>แนวทางการเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยหลักสูตรธรรมศึกษามี 5 แนวทาง ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาในเชิงนโยบายและมีระบบการเสริมหนุนทักษะชีวิตของนักศึกษา สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เรียกว่า “CBLHP Model” ได้แก่ C = Confidence ทักษะแห่งการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง B = Behavior ทักษะการประพฤติที่สอดคล้องกับสังคม L = Lesson Learning ทักษะการถอดบทเรียนแห่งชีวิตของมนุษย์ H = Hermeneutics ทักษะแห่งการตีความสื่อสาร และ P = Practice ทักษะการปฏิบัติตนตามหลักธรรม</li> </ol>
สุภาพร บำรุงวงศ์
สุวิญ รักสัตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
33
44
-
องค์ประกอบของทักษะการจัดการเรียนรู้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287127
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบของทักษะการจัดการเรียนรู้ เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานวิธี ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาองค์ประกอบจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ประกอบ 2) สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องจากการสังเคราะห์เอกสาร และ 3) ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>องค์ประกอบของทักษะการจัดการเรียนรู้ มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การใช้สื่อการเรียนรู้ 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การสื่อสาร 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 5) การตั้งคำถาม 6) การอธิบายและเล่าเรื่อง และ 7) การจัดการชั้นเรียน และผลการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.88, S.D. = 0.33)</p>
เพ็ญพรรษา อุ้ยปัดฌาวงศ์
วัลนิกา ฉลากบาง
ทรัพย์หิรัญ จันทรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
45
57
-
การพัฒนาศักยภาพด้านทักษะการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผลลัพธ์ทางด้านรัฐศาสตร์ของวิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287285
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ 2) สร้างคู่มือการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางด้านรัฐศาสตร์ และประยุกต์ใช้ในบริบทของวิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร และ 3) พัฒนาทักษะและเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาผ่านการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ทางด้านรัฐศาสตร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ขั้นตอนการศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็น ใช้กลุ่มตัวอย่าง 306 รูป/คน สัมภาษณ์เชิงลึก 30 รูป/คน ขั้นตอนการสร้างรูปแบบ ใช้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน 5 คน ขั้นตอนการศึกษาผลลัพธ์ ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 13 คน และขั้นตอนการยืนยันรูปแบบ ใช้ผู้ประเมินความพึงพอใจ 306 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างและผู้ประเมินใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย ส่วนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้การเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า-คัดออก เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Normality Test Modified Priority Needs Index (PNI <sub>modified</sub>) Factor Analysis, Multiple Regression Analysis</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>ตัวแปรที่สังเกตได้ 7 ด้าน คือ ปรัชญาการศึกษา การบริหารจัดการศึกษา การศึกษาในศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนการสอนแบบมุ่งผลลัพธ์ รูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผลการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนเชิงมุ่งผลลัพธ์ โดยมีค่าเฉลี่ยรวม <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.16, S.D. = 1.77 ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนภาพรวมระดับปานกลาง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .400–.526 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 35.6 (ค่าความคลาดเคลื่อน .347) และตัวแปรอิสระทั้ง 7 ด้าน สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
วรเชษฐ์ โทอื้น
กันต์ ศรีหล้า
พีรพงษ์ แสนสิ่ง
สมชัย แสนภูมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
58
70
-
รูปแบบการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางสังคมการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไทในภาคอีสานตามหลักสัปปุริสธรรม 7
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287289
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการธำรงอัตลักษณ์สังคมการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท <br />2) วิเคราะห์ปัญหาการธำรงอัตลักษณ์สังคมการเมืองผู้ไทตามสัปปุริสธรรม 7 3) สร้างรูปแบบ และ 4) นำเสนอรูปแบบดังกล่าว โดยใช้วิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ชุมชนผู้ไท 4 จังหวัด (กาฬสินธุ์ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร) รวม 1,148 คน เครื่องมือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม 55 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก .446–.852 และค่าความเชื่อมั่น .984 วิเคราะห์ข้อมูลสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การธำรงอัตลักษณ์สังคมการเมืองผู้ไท โดยรวมและรายด้าน โดยรวมอยู่ระดับมากและรายด้าน ด้านสูงสุด คือ การรักษาปฏิสัมพันธ์ในชุมชน รองลงมา คือ ความทรงจำทางวัฒนธรรม ต่ำสุด คือ การรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจชุมชน</li> <li>สภาพปัญหาการธำรงอัตลักษณ์สังคมการเมืองผู้ไทตามสัปปุริสธรรม 7 โดยรวมและรายด้าน โดยรวมอยู่ระดับมากและรายด้าน ด้านสูงสุด คือ การรู้ความมุ่งหมาย รองลงมา คือ การรู้จักชุมชน ต่ำสุด คือ รู้จักตน</li> <li>รูปแบบการธำรงอัตลักษณ์สังคมการเมืองผู้ไทตามสัปปุริสธรรม 7 1) ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ องค์ประกอบที่สำคัญของการธำรงรักษาอัตลักษณ์สังคมการเมืองผู้ไท 2) กระบวนการ ได้แก่ การบูรณาการตามสัปปุริสธรรม 7 เป็นการดำเนินกิจกรรมจัดโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ 3) ผลผลิต นำวัฒนธรรมอันดีงามมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสร้างกำลังใจจากความศรัทธาที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทตามสัปปุริสธรรม 7 ที่ยั่งยืน</li> <li>ประเมินรูปแบบอยู่ในระดับมาก คือ ความเป็นไปได้ การนำไปใช้ประโยชน์ ความถูกต้อง และความเหมาะสม ตามลำดับ บูรณาการสัปปุริสธรรม 7 สามารถเสริมความยั่งยืนของอัตลักษณ์ผู้ไทในสังคมการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ</li> </ol>
ณัฐวุฒิ พันทะลี
วีรนุช พรมจักร์
สุขพัฒน์ อนนท์จารย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
71
82
-
การพัฒนาความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีการสอนสำหรับนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287333
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสามารถในการจัดการเรียนรู้นักศึกษาครูคณิตศาสตร์หลังได้รับการพัฒนาความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีการสอน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือ นักศึกษาครูคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 1/2567 รายวิชา การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 ออกแบบการวิจัยโดยใช้แนวคิดความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีการสอน ระยะที่ 2 พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี เครื่องมือในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสังเกตการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์หลังการได้รับการพัฒนาความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีการสอน นักศึกษาครูมีความสามารถ ทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับดีมาก ประกอบด้วย 1) การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดีมาก สามารถสร้างสถานการณ์ปัญหาและคาดการณ์แนวคิดของนักเรียนได้ 2) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อยู่ในระดับดีมาก สามารถแสดงบทบาทครูผู้อำนวยการเรียนรู้ ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการคิดของนักเรียน 3) การพัฒนาและใช้สื่อการสอนในการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี สามารถสร้างสื่อเพื่อสนับสนุนแนวคิดของนักเรียนได้ 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ อยู่ในระดับดีมาก สามารถกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้รวมทั้งระบุเกณฑ์การประเมินได้อย่างเหมาะสม และ 5) การวางแผนและใช้กระดานดำ อยู่ในระดับดี สามารถลำดับแนวคิดของนักเรียนมาติดกระดานนำเสนอได้อย่างเหมาะสม</p>
กตัญญุตา บางโท
กิตติศักดิ์ ใจอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
83
95
-
การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287979
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาเอกสารเกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ จำนวน 12 แหล่ง 2) การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง 3) การศึกษาพหุกรณีโรงเรียนต้นแบบ โดยการสัมภาษณ์ จำนวน 2 โรงเรียน และ 4) การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการ จากการสังเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และการศึกษาพหุกรณีโรงเรียนต้นแบบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลง 2) การสร้างสรรค์และนวัตกรรม 3) การทำงานเป็นทีม 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 5) การมุ่งความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และด้านการมุ่งความสำเร็จ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านการทำงานเป็นทีม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
เยาวเรศ เสนากิจ
วันเพ็ญ นันทะศรี
วัลนิกา ฉลากบาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
96
105
-
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนบนสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ แบบเปิดออนไลน์ตามความถนัดด้านพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/288051
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการ จำเป็นการเรียนการสอนบนสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้แบบเปิดออนไลน์ตามความถนัดด้านพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ และ 4) ประเมินรูปแบบฯ การวิจัยนี้เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 นักศึกษาครู 480 คน ระยะที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญ 9 คน และระยะที่ 3 นักศึกษาครู 60 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา 2) แบบวัดความสามารถทางพหุปัญญา 3) แบบวัดลักษณะการคิดวิเคราะห์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ และ 5) แบบประเมินรูปแบบฯ สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นทุกรายการ มีค่า PNI <sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> =0.29 โดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ</span></li> </ol> <ol start="2"> <li>การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ผลการประเมินรูปแบบฯ อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด</li> <li>ผลการทดลองใช้รูปแบบฯ พบว่า (1) การทดสอบความสามารถด้านพหุปัญญาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) การทดสอบการคิดวิเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การประเมินผลรูปแบบด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก</li> </ol>
ลักขณา สุกใส
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
106
118
-
การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการ สำหรับเยาวชนในจังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287695
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการสำหรับเยาวชน 2) พัฒนากลยุทธ์การขับเคลื่อนและสร้างเครือข่ายการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการ และ 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของกลยุทธ์ดังกล่าวในจังหวัดขอนแก่น การวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ เยาวชนในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 50 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) กลยุทธ์การขับเคลื่อนและสร้างเครือข่ายการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการ 2) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองเชิงพุทธ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบพึ่งพากัน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>เยาวชนในจังหวัดขอนแก่นมีความต้องการให้มีการดำเนินกระบวนการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกพลเมืองตามหลักพุทธธรรม</li> <li>กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินความเหมาะสมในระดับ “มาก” (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.40, S.D. = 0.13) สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่</li> <li>ผลการทดลองใช้กลยุทธ์พบว่า ค่าเฉลี่ยผลคะแนนหลังอบรม (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 15.96, S.D. = 1.60) สูงกว่าก่อนอบรม (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 8.16, S.D. = 0.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>กลยุทธ์การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองเชิงพุทธบูรณาการที่ได้รับการประเมินและปรับปรุงมีความสอดคล้องกับความต้องการของเยาวชนและสามารถใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาพลเมืองเชิงพุทธได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol>
ณฐอร เจือจันทร์
วิรุธ นิลเพ็ชร
วาริณี โสภาจร
อภิชิต เหมือยไธสง
ทวี อภโย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
119
131
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา-ดนตรีศึกษา ของวิทยาลัยนาฏศิลปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/288394
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพครู 2) พัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพครู 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพครูของนักศึกษา สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา-ดนตรีศึกษา ของวิทยาลัยนาฏศิลปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยและพัฒนา เก็บข้อมูล 3 ระยะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้บริหาร อาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้สอนรายวิชาชีพครู นักศึกษา ปีการศึกษา 2567 โดยเป็นวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบประเมิน และแบบทดสอบสมรรถนะวิชาชีพครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ วิเคราะห์จาก ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>การเสริมสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพครูของนักศึกษามีความตระหนักและความสำคัญต่อสมรรถนะวิชาชีพครูทุกกลุ่ม โดยเฉพาะด้านการจัดการเรียนรู้ การสื่อสารกับผู้เรียน ความสามารถในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ และจรรยาบรรณวิชาชีพ มีความต้องการให้มีการบูรณาการและการทดลองในสถานการณ์จริง โดยนำมาส่งเสริมบูรณาการให้เป็นระบบ</li> <li>รูปแบบการจัดการความรู้ “ครูดีต้องมี BEAT” ขั้นตอนที่ 1 B : Brief the Issue จับจังหวะโจทย์ แบ่งประเด็นการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 E : Envision the Plan วางท่าร่าย วางลายเสียง วางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน ขั้นตอนที่ 3 A : Articulate with Community รังสรรค์ศิลป์ร่วมใจ การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 T : Transfer into Action ออกศิลป์แสดง การแสดงความรู้เพื่อพัฒนาและนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ</li> <li>ข้อมูลผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูก่อนและหลังการใช้รูปแบบ ก่อนใช้รูปแบบ นักศึกษามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ “ผ่านเกณฑ์” ทุกด้าน ผลการทำแบบทดสอบสมรรถนะวิชาชีพครู ก่อนจัดกิจกรรม สูงกว่าหลังจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> </ol>
กิตติศักดิ์ สินธุโคตร
วิภาพร ฝ่ายเพีย
อิศรฉัตร พันธ์ไชย
หฤทัย นัยโมกข์
ปรเมศวร์ โพธิ์คล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
132
142
-
พุทธนวัตกรชุมชน: รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/288728
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ 2) พัฒนารูปแบบคุณภาพชีวิต และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ 3) สร้างพุทธนวัตกรชุมชนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี วิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำฯ พบว่า 1) เกิดรูปแบบการฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต จากทุนทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวปกาเกอะญอเป็นต้นทุนสร้างรายได้ 2) รูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน การประกอบอาชีพเสริม 3) รูปแบบการการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งศึกษาเส้นทางป่าสมุนไพร ไร่กาแฟ โรงอบสมุนไพร บ้านชนเผ่าจำลอง และภาพวาดศูนย์ปกาเกอะญอศึกษา</li> <li>การพัฒนารูปแบบคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำฯ พบว่า 1) เกิดการฝึกอบรมส่งเสริมองค์ความรู้และการศึกษา 2) เกิดการฝึกอบรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาอาชีพที่ยั่งยืน 3) สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการโดยชุมชน 4) ลดความเหลื่อมล้ำผ่านการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ 5) เชื่อมโยงนโยบายรัฐกับศักยภาพชุมชน</li> <li>การสร้างพุทธนวัตกรชุมชนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเลื่อมล้ำฯ พบว่า สร้างพุทธนวัตกรในชุมชน จำนวน 20 คน เกิดการฝึกอบรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาอาชีพ พัฒนาชีวิตของคนในชุมชนให้สอดคล้องกับหลักธรรมะ และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน</li> </ol>
กิตติ์ ขวัญนาค
สังวรณ์ สมบัติใหม่
ปุระวิชญ์ วันตา
ทินกร จูเรือน
ประเสริฐ ปอนถิ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
143
151
-
ภาวะผู้นำกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287545
<p>การพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยจะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสมดุลหรือมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันในระหว่างมิติ อันเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์อยู่ดี มีสุข โดยบูรณาการใน 3 มิติคือ นิเวศวิทยา สังคม และเศรษฐกิจ ให้มีความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเท่าเทียม และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาอยู่ในเป้าหมายที่ 4 ที่ระบุไว้ว่า สร้างหลักประกันให้การศึกษามีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและครอบคลุม ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ซึ่งเป้าหมายด้านการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการบรรลุเป้าหมายด้านอื่น ๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการยกระดับและพัฒนาเด็กเยาวชนทุกคนให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และยั่งยืน ทั้งนี้ต้องอาศัยศักยภาพของผู้บริหารทางการศึกษาที่มีภาวะผู้นำเชิงระบบกับภาวะผู้นำแบบยั่งยืน ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเป้าหมายที่เชื่อมโยงบุคคล องค์การและสังคมเข้าด้วยกัน มีวิธีการคิดเชิงระบบ มองถึงบทบาทระยะยาวขององค์การและกำหนดกลยุทธ์ที่สร้างความสมดุลระหว่างสังคม สิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพด้านการเงินขององค์การ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมและศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับผลลัพธ์ของการศึกษาให้เท่าเทียมกัน สร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาให้บรรลุตามเป้าหมายและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นภายในองค์การ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการพัฒนานวัตกรรม สร้างความผูกพันของบุคลากร และยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกมิติ</p>
สาริศา เจนเขว้า
เสวียน เจนเขว้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
152
164
-
การออกแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักศึกษากระบวนวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287351
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการสังเคราะห์การออกแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษากระบวนวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยนักศึกษาได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่นและสนใจ สำรวจ และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการและการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยการวิเคราะห์ด้านวัสดุ ด้านกระบวนการ และด้านการใช้งานของภูมิปัญญาท้องถิ่น นำผลการวิเคราะห์มาออกแบบการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบของการใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสื่อหรือเป็นตัวอย่างในการสอน รวมถึงการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแกนเพื่อการจัดการเรียนรู้ กล่าวคือ ใช้เป็นกิจกรรมในการดำเนินการเรียนการสอนเพื่อเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ โดยผู้สอนได้ตรวจจากแผนการจัดการเรียนรู้และสังเกตการสอนหน้าชั้นของนักศึกษา ทั้งนี้ นักศึกษาได้ร่วมกันสะท้อนถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าว สรุปได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อได้เห็นได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า ได้เห็นถึงสติปัญญาของคนในสมัยก่อน จึงเกิดความภาคภูมิใจที่จะนำเอาภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่นมานำเสนอให้เพื่อน ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ และไม่เคยคิดว่าจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในภูมิปัญญาที่เห็นกันว่าเป็นของเก่า และไม่คิดว่าจะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ แสดงให้เห็นถึงการเกิดเจตคติที่ดีทั้งต่อกระบวนวิชาและต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษา</p>
สุทธิกัญจน์ ทิพยเกษร
วริสรา ไกรจิตเมตต์
มนตรี แรงจัดงาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญา
2025-12-30
2025-12-30
32 3
165
176