ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo
<p>วารสารปัญญาเป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จัดพิมพ์เป็นวารสารวิชาการรายปักษ์ ๆ ละ 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) โดยพิจารณาเนื้อหา ดังนี้ 1) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา และ 2) ศึกษาศาสตร์ เป็นวารสารที่มีการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double-blind peer review) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อส่งเสริมวิชาการด้านพุทธศาสนาและปรัชญา การศึกษา 2) เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย 3) เพื่อสงเสริมให้อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปมีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิชาการ 4) เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นด้านพุทธศาสนาและปรัชญา การศึกษา ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จำนวน 8,000 บาท (แปดพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ กรณีผู้เขียนมีความประสงค์ให้บทความได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิฯ จำนวน 3 ท่าน มีค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เพิ่มจำนวน 1,000 บาท รวมเป็น 9,000 บาท (เก้าพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p>
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
th-TH
ปัญญา
2697-4940
<p>ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์ บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารปัญญา ถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ</p>
-
การพัฒนารูปแบบการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287066
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหาแนวทางการพัฒนารูปแบบการสอนในการส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช 2) ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของรูปแบบการสอน 3) สร้างคู่มือการเรียนการสอนและหาองค์ความรู้ใหม่ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยใช้การวิจัยเชิงแบบการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา จำนวน 30 รูป/คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) คู่มือและรูปแบบการสอน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนน ค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการสอน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>แนวทางการพัฒนารูปแบบการสอน พบว่า กระบวนการวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละตามแผนการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 64.53/82.73 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ตามที่กำหนดไว้</li> <li>เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>คู่มือการเรียนการสอนและหาองค์ความรู้ใหม่ พบว่า มีการสร้างคู่มือการจัดการเรียนการสอนจำนวน 6 บทเรียน และท้ายบทมีแบบทดสอบ จำนวน 5 ด้าน รวมทั้งสิ้น 50 ข้อ</li> <li>ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.76, SD.= 0.01)</span></li> </ol>
พระมหาโยธิน มหาวีโร (มาศสุข)
แสงสุรีย์ ทองขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
1
10
-
การพัฒนากลไกเชิงพุทธบูรณาการในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดลำปาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/288855
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของผู้เตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ 2) พัฒนาระบบและกลไกการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) บูรณาการกลไกเชิงพุทธในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดลำปาง โดยใช้วิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก 26 คน และปฏิบัติการ 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ปัญหาและความต้องการ คือ 1) นโยบายและแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อป้องกันโรค สร้างรายได้และเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบดูแล และปัจจัยที่มีต่อการเตรียมความพร้อม คือ ความรู้และทัศนคติ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ที่อยู่อาศัย ด้านข้อมูลและบริการ</li> <li>การพัฒนาระบบและกลไกอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน คือ 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบและกลไก 2) กระบวนการออกแบบระบบและกลไก โดยการประเมินสถานการณ์ การมีส่วนร่วมและกำหนดทิศทางด้านสุขภาพ การเงิน สังคม และสภาพแวดล้อม โครงสร้างความรับผิดชอบ การดำเนินงาน การติดตามและประเมินผล 3) กระบวนการพัฒนาระบบและกลไกเน้นการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจแก่ผู้สูงอายุและบริบทชุมชนโดยสำรวจความเห็นเพื่อออกแบบการดำเนินงานและสร้างเครือข่าย</li> <li>การบูรณาการกลไกเชิงพุทธ ได้แก่ 1) กายภาวนา การดูแลและเสริมสร้างความแข็งแรงอย่างมีสติ 2) สีลภาวนา การสร้างสังคมสันติ มีคุณธรรม 3) จิตตภาวนา ความเข้มแข็ง มั่นคง สงบ และมีสติ 4) ปัญญาภาวนา เข้าใจชีวิตและโลกตามความจริง เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีที่สร้างสุขต่อตนเองและสังคม ลดอัตตาความยึดมั่น และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและเป้าหมาย</li> </ol>
สมจันทร์ ศรีปรัชยานนท์
พระมหานพดล มีคำเหลือง
สหัทยา วิเศษ
ปาณิสรา เทพรักษ์
ศยามล อินทิยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
11
23
-
รูปแบบการให้คำปรึกษาด้วยการเสริมพลังอำนาจ สำหรับนักศึกษา ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/287706
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบการให้คำปรึกษาในสังคมปัจจุบัน 2) วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของการเสริมพลังอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 และ 3) นำเสนอรูปแบบการให้คำปรึกษาด้วยการเสริมพลังอำนาจสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ สืบค้นงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2562–2564 จำนวน 53 เรื่อง ผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์การคัดเข้า–คัดออก และประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของสถาบันโจแอนนาบริกส์ (JBI) จนเหลืองานวิจัยที่มีคุณภาพเหมาะสมจำนวน 29 เรื่อง เพื่อนำมาสังเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>แนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบการให้คำปรึกษาในสังคมปัจจุบัน เป็นกระบวนการช่วยเหลือที่เกิดจากสัมพันธภาพของบุคคล มีทั้งการให้คำปรึกษาแบบเฉพาะรายและแบบกลุ่ม โดยใช้กลยุทธ์และเทคนิคต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม</li> <li>องค์ประกอบสำคัญของการเสริมพลังอำนาจในช่วงโควิด-19 เป็นกระบวนการฟื้นฟูอำนาจและเสริมสร้างศักยภาพ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพ การระบุปัญหา การหาทางออก การใช้ทรัพยากรทางสังคม และการตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเอง</li> <li>รูปแบบการให้คำปรึกษาด้วยการเสริมพลังอำนาจสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย คือ ES Model ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และได้จากการสังเคราะห์งานวิจัยตามเกณฑ์ JBI</li> </ol>
วาริณี โสภาจร
พระครูธรรมคุต (สุทธิพจน์ สุทฺธิวจโน)
ศรายุทธ เหลื่อมเก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
24
32
-
การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290593
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพ ปัญหา และแนวทางการนิเทศภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง 2) สร้างรูปแบบการนิเทศภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และ 3) ประเมินรูปแบบการนิเทศดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้บริหารสถานศึกษาหรือครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 500 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบประเมิน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และประชาพิจารณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน หาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ และค่าร้อยละ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>องค์ประกอบการนิเทศภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลฯ พบว่า มี 6 องค์ประกอบ ในภาพรวมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี ผลการศึกษาสภาพ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การสะท้อนผลการนิเทศผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ มีส่วนร่วมในการศึกษาสภาพปัญหา และปัจจัยที่มีต่อการนิเทศภายในน้อย ดังนั้น แนวทาง คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงข้อมูล และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันหลังการนิเทศ</li> <li>รูปแบบการนิเทศฯ ประกอบด้วย 8 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า <br />4) กระบวนการ 5) ผลผลิต 6) ผลลัพธ์ 7) การให้ข้อมูลย้อนกลับ และ 8) ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จ มีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก</li> </ol>
ปาณิสรา ศิลาพล
บัณฑิต ฉัตรวิโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
33
45
-
รูปแบบการนิเทศโดยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนวัดอินทาราม “โกวิทอินทราทร”
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/288003
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น 2) สร้างรูปแบบการนิเทศ 3) ศึกษาผลการใช้ และ 4) ประเมินรูปแบบการนิเทศโดยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนวัดอินทาราม “โกวิทอินทราทร” ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ครูโรงเรียนวัดอินทาราม “โกวิทอินทราทร” จำนวน 16 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ครูมีความต้องการได้รับการสนับสนุนให้ทำวิจัยในชั้นเรียน โดยมีลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะการนำไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้โดยใช้ระบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้</li> <li>รูปแบบการนิเทศโดยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สร้างทีมและกำหนดข้อตกลงร่วมกัน 2) วางแผนการนิเทศ 3) ร่วมปฏิบัติการนิเทศ 4) เปิดรับการชี้แนะการทำวิจัยในชั้นเรียน 5) สะท้อนผลการนิเทศร่วมกัน 6) เผยแพร่สู่สาธารณะและสร้างเครือข่าย</li> <li>ผลการทดลองใช้รูปแบบ 1) ครูมีความสามารถในการปฏิบัติตามกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน โดยรวมมีความสามารถอยู่ในระดับดี 2) ครูมีความสามารถในการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี 3) สรุปข้อมูลสะท้อนผลการส่งเสริมความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยรวม พบว่า ครูทุกคนมีส่วนร่วมและมีผลงานทางวิชาการ</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศโดยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียน โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
สุพัตรา คชสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
46
56
-
การสังเคราะห์สถานการณ์ข้อความรู้ที่ปรากฏในแผนการศึกษาแห่งชาติ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290571
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์สถานการณ์ข้อความรู้ที่ปรากฏในแผนการศึกษาแห่งชาติของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย และการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา จากแผนการศึกษาแห่งชาติทั้ง 9 ฉบับ เพื่ออธิบายพัฒนาการเชิงแนวคิดและพลวัตของ “ข้อความรู้” ในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>สถานการณ์ข้อความรู้สามารถจำแนกได้เป็น 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ 1) ยุคสร้างชาติเพื่อความทันสมัย ซึ่งมุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อหล่อหลอมพลเมืองดีของชาติ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างชาติบนฐานประชาธิปไตย ตลอดจนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กับการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานภายใต้กรอบแนวคิดทุนนิยมเสรี 2) ยุคพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแบบองค์รวม ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งปัญญา ร่างกาย จิตใจ และสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การก่อรูปของสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานของความเอื้ออาทร ความสมานฉันท์ และการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ และ 3) ยุคสังคมโลกเดียวกัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเสริมสร้างพลเมืองโลกที่มีสมรรถนะด้านพหุวัฒนธรรมและสันติภาพ ตลอดจนการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเสมอภาค ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของกรอบความคิดทางการศึกษาที่เปลี่ยนผ่านจากการเน้น “การสร้างชาติ” สู่ “การพัฒนามนุษย์อย่างองค์รวม” และต่อเนื่องสู่ “การสร้างพลเมืองโลกในสังคมดิจิทัล” ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายการศึกษาของประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน</p>
ธงชัย สมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
57
68
-
รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครู ด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/289407
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 2) พัฒนารูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คน ผู้บริหารและครู จำนวน 1,060 คน ใช้วิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ประกอบด้วย 5 สมรรถนะหลัก ได้แก่ 1) สมรรถนะด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ 2) สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ 3) สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) สมรรถนะด้านการวัดและประเมินผล และ 5) สมรรถนะด้านการทบทวนและสอนซ่อมเสริม</li> <li>รูปแบบการประเมินแบบเสริมพลังเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ใช้กลยุทธ์และหลักการของการประเมินแบบเสริมพลัง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดพันธกิจหรือเป้าหมาย 2) การรวบรวมข้อมูล 3) การวางแผนสำหรับอนาคต ผลการประเมินคุณภาพประเมินรูปแบบ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสม ด้านความถูกต้อง และด้านความเป็นประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม พบว่า หลังการใช้รูปแบบกลุ่มทดลองมีสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</li> </ol>
กรไกร ภูมิไสว
สุขแก้ว คำสอน
สวนีย์ เสริมสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
69
80
-
การศึกษาผลการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ เรียนรู้ชีวิตมนุษย์และสัตว์ และการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/289576
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน 1.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 1.3) ศึกษาคุณภาพชิ้นงานจากการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา 2) เปรียบเทียบการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 11 คน โรงเรียนบ้านหนองใหญ่ โดยการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4, 4 และ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา จำนวน 3 แผน รวม 12 ชั่วโมง มีการประเมินความสอดคล้องและเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย 4.87 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 แบบประเมินคุณภาพชิ้นงานความเชื่อมั่น 0.73 และแบบประเมินการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์มีค่าความเชื่อมั่น 0.81 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>ผลการเรียนรู้ จากการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา ในประเด็นดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>คุณภาพชิ้นงาน คะแนนในภาพรวมชิ้นงานอยู่ในระดับดีมาก</li> <li>การคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
พิชญา โข่พิมาย
วาสนา กีรติจำเริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
81
92
-
รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบบูรณาการในยุคดิจิทัล
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290091
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล 2) บูรณาการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล และ 3) นำเสนอรูปแบบการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบบูรณาการในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา </p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัลประกอบด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยี ดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารธรรมะ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ และ ติ๊กต็อก เป็นต้น เพื่อเข้าถึงผู้คนได้อย่าง รวดเร็ว มีการสร้างเนื้อหาในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์</li> <li>บูรณาการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล เน้นการบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ บูรณาการการเผยแผ่แบบองค์รวม บูรณาการการเผยแผ่เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตจริง และบูรณาการการเผยแผ่ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่</li> <li>รูปแบบการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบบูรณาการในยุคดิจิทัล ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความมีส่วนร่วมจากเนื้อหาที่น่าสนใจ การสร้างเว็บไซต์และบล็อกเพื่อสื่อสารข้อมูล การจัดสัมมนาออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเข้าถึงผู้คนทั่วโลก รวมถึงการรักษาความถูกต้องและเหมาะสมของเนื้อหาเพื่อรักษาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา</li> </ol>
สันติราษฎร์ พวงมลิ
พระเมธาวินัยรส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
93
102
-
วิเคราะห์ค่านิยมและพฤติกรรมการบริจาคเชิงพุทธพาณิชย์และไสยศาสตร์พาณิชย์บนฐานศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290205
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของฐานศรัทธา ค่านิยม และพฤติกรรมการบริจาคของพุทธศาสนิกชนไทย 2) วิเคราะห์ค่านิยมและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริจาคเชิงพุทธพาณิชย์และไสยพาณิชย์ และ 3) วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ที่สอดคล้องกับจริยศาสตร์ตะวันตกเชิงศรัทธาและพฤติกรรมการบริจาคของพุทธศาสนิกชนไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 204 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี แบ่งเป็น 3 กลุ่มเจเนอเรชั่น และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 9 คนจาก 3 เจเนอเรชั่น</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>พุทธศาสนิกชนไทยมีศรัทธาในพุทธจริยศาสตร์อยู่ในระดับสูงสุด ศรัทธาในไสยพาณิชย์อยู่ในระดับปานกลาง และศรัทธาในพุทธพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำ โดยแต่ละเจเนอเรชั่นมีการตีความศรัทธาแตกต่างกันตามประสบการณ์และบริบททางสังคม</li> <li>ด้านค่านิยมพบว่าพฤติกรรมการบริจาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลบริโภคนิยม อย่างไรก็ตาม ทุกช่วงวัยยังคงยึดพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางจิตใจ</li> <li>การวิเคราะห์เชิงจริยศาสตร์สะท้อนว่าหลักบุญกิริยาวัตถุสัมพันธ์กับการบริจาคในสามลักษณะ ได้แก่ การบริจาคโดยไม่หวังผลตอบแทน การบริจาคโดยหวังอานิสงส์ และการบริจาคตามหน้าที่ ซึ่งสอดคล้องกับจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของอิมมานูเอล คานท์ และประโยชน์นิยมของจอห์น สจ๊วต มิลล์</li> </ol> <p class="a" style="margin-right: 11.3pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;">ผลการวิจัยสรุปว่า พระพุทธศาสนาโดยหลักพุทธจริยศาสตร์ยังคงเป็นแกนกลางทางศีลธรรมที่สามารถกำกับและประเมินพฤติกรรมการบริจาคในสังคมไทยร่วมสมัย โดยเป็นกรอบสร้างสมดุลระหว่างศรัทธา เศรษฐกิจ และสังคม</p>
รณฤทธิ์ มณีสงฆ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
103
114
-
การศึกษาคุณค่าและความเชื่อในพิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทย กลไกการสืบทอดองค์ความรู้และจริยธรรมวิชาชีพในศตวรรษที่ 21
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290623
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณค่าและสาระสำคัญของพิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทยในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาความเชื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้ประกอบวิชาชีพในปัจจุบัน และ 3) ศึกษาการปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อเสนอแนวทางสืบทอดอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาผ่านการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูฯ ประจำปี 2568 เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้ร่วมพิธี</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>คุณค่าและสาระสำคัญ พิธีไหว้ครูเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดศาสตร์การรักษาและความกตัญญูต่อบรมครูช่วยปลูกฝังจริยธรรมวิชาชีพและความเมตตาต่อผู้ป่วย ทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สร้างความภาคภูมิใจในเครือข่ายวิชาชีพ</li> <li>ความเชื่อและอิทธิพล ผู้ประกอบวิชาชีพยังคงเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติและบารมีครูที่ช่วยคุ้มครองเสริมสิริมงคล การไหว้ครูช่วยเพิ่มพลังใจและความมั่นใจในการรักษา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการประสิทธิ์วิชาตามฤกษ์ยามที่สัมพันธ์กับประสิทธิภาพของสมุนไพรและตำแหน่งชีพจร</li> <li>การปรับตัวและการสืบทอด มีการยืดหยุ่นด้านรูปแบบและเวลาให้สอดคล้องวิถีชีวิตปัจจุบัน และมีการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยอธิบายหลักการแพทย์แผนไทยเพื่อการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ แต่ยังคงรักษาแก่นแท้และเครื่องบวงสรวงตามจารีตโบราณ</li> </ol> <p>แนวทางสำคัญในการสืบทอด คือ การส่งต่อประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น และการสร้างความตระหนักในคุณค่าของใบประกอบโรคศิลปะควบคู่กับจารีตประเพณี การผสานศรัทธาทางจิตวิญญาณเข้ากับปัญญาทางวิทยาการ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยดำรงอยู่และก้าวหน้าอย่างสง่างามในศตวรรษที่ 21</p>
กันธิมา เผือกเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
115
125
-
บูรณาการการปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290782
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการปฏิบัติงานเลขานุการ 2) ศึกษาการปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม 3) บูรณาการการปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม และ 4) นำเสนอองค์ความรู้การปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก ตำราเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ พระสังฆาธิการเจ้าคณะผู้ปกครอง 5 รูป นักวิชาการ 5 รูป/คน เจ้าหน้าที่งานสารบรรณ 5 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา นำเสนอข้อมูลแบบพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>แนวคิดทฤษฎีการปฏิบัติงานเลขานุการ 4 ด้าน คือ ด้านงานธุรการ ด้านการสื่อสาร ด้านบุคลิกภาพ และด้านมนุษยสัมพันธ์และบริการ</li> <li>การปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม 4 ประการ คือ หลักอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จ หลักวจีสุจริต 4 เป็นหลักการสื่อสารที่ดี หลักธรรมอันทำให้งาม 2 เป็นความอดทนและสุภาพเรียบร้อย และหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการผูกใจผู้อื่นไว้ด้วยการผูกไมตรี</li> <li>บูรณาการการปฏิบัติงานเลขานุการด้วยหลักพุทธธรรม พบว่า หลักธรรมทั้ง 4 ด้าน สอดรับกันอย่างลงตัว โดยงานธุรการใช้หลักอิทธิบาท 4 งานสื่อสารใช้หลักวจีสุจริต 4 ด้านบุคลิกภาพใช้หลักธรรมอันทำให้งาม 2 และด้านมนุษยสัมพันธ์และบริการใช้หลักสังคหวัตถุ 4</li> <li>องค์ความรู้ที่ได้ เรียกว่า “4S Model” S1 คือ System Skill (ใจรักธุรการ) S2 คือ Speech Ethics (สื่อสารเป็นธรรม) S3 คือ Self-Character (งามบุคลิกภายใน) และ S4 คือ Social Harmony (มีใจบริการ) ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเลขานุการพัฒนาทั้งสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมภายในควบคู่กัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</li> </ol>
พระณัฐวุฒิ พันทะลี
พระมหาชัชวาลย์ ฐิตคุโณ จารย์คุณ
พระครูวุฒิธรรมสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
126
138
-
การส่งเสริมศักยภาพชุมชนในการจัดการขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบนพื้นฐานอริยสัจ 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/292076
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจัดการขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และประยุกต์ใช้อริยสัจ 4 เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนากลไกขับเคลื่อนเพื่อสร้างศักยภาพชุมชน พื้นที่วิจัยได้รับการคัดเลือกอย่างเจาะจงที่บ้านหนองโนนน้อย ตำบลโคกมั่งงอย อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) การวิเคราะห์บริบทและปัญหาของชุมชน เป็นการตรวจสอบสถานการณ์ขยะในปัจจุบันและระบุปัญหาในระดับครอบครัว 2) กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน และ 3) การประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 77 คน ประกอบด้วยผู้แทนครอบครัวและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในชุมชน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยแบบสอบถาม แนวทางการสนทนากลุ่ม บันทึกการสังเกต และบันทึกภาคสนาม ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบที (paired sample t-test) ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึง ธันวาคม 2568</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>หลังจากการดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการขยะต้นทาง กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ความเข้าใจ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการขยะต้นทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยเฉพาะในการคัดแยกขยะ การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ และการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียว ในระดับชุมชน ปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดลดลงอย่างมาก คิดเป็นเพียง 10.87 เปอร์เซ็นต์ของขยะทั้งหมด นอกจากนี้ ความพึงพอใจของชุมชนต่อกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันอยู่ในระดับสูง คิดเป็น 88.56 เปอร์เซ็นต์</p>
ศักดิ์ชาย เพ็ชรตรา
ดุสิต หิรัญวรรณ
วราวุฒิ มหามิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
139
149
-
บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนในภาคเหนือตอนบนของไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/291696
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชน 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชน 3) นำเสนอรูปแบบการพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชน และ 4) ศึกษาผลลัพธ์เชิงปรากฏการณ์นำรูปแบบบทบาทของพระสงฆ์ที่พัฒนาขึ้นไปปฏิบัติในชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 24 รูป ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) การปกครอง 2) การศึกษา 3) การศึกษาสงเคราะห์ 4) การเผยแผ่ 5) การสาธารณูปการ และ 6) การสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งบทบาทการปกครองช่วยสร้างความเป็นระเบียบและความยุติธรรม การศึกษาและการสงเคราะห์ช่วยเพิ่มศักยภาพและโอกาสทางสังคม ขณะที่บทบาทด้านการสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยตรง</li> <li>ปัญหาและอุปสรรค 6 ด้าน ได้แก่ 1) ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐและความไม่ชัดเจนในบทบาทของพระสงฆ์ 2) ขาดทรัพยากร งบประมาณ 3) ขาดข้อมูลของชุมชนที่ชัดเจน 4) คำสอนไม่สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล 5) ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 6) ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ</li> <li>รูปแบบการพัฒนาบทบาท ประกอบด้วย 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การพัฒนาจิตวิญญาณ 2) การเป็นผู้นำทางสังคม 3) การสนับสนุนการศึกษา 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 5) การส่งเสริมช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ด้อยโอกาสผ่านกิจกรรมช่วยเหลือและบริการสุขภาพ</li> <li>ผลลัพธ์เชิงปรากฏการณ์ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านสังคมและวัฒนธรรม พระสงฆ์ช่วยเสริมสร้างจริยธรรมและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น 2) ด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน 3) ด้านการช่วยเหลือในภาวะวิกฤต และ 4) ด้านจิตวิญญาณ พระสงฆ์เป็นผู้นำจิตวิญญาณ สอนหลักธรรม</li> </ol>
พระวีรวัฒน์ พรหมเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
150
163
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290424
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร และ 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์สมการโครงสร้าง โดยใช้ประชากรครูและผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 500 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ครอบคลุมโรงเรียนขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ การวิจัยพัฒนารูปแบบสมมติฐานตามกรอบธรรมาภิบาล 6 องค์ประกอบ ได้แก่ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม หลักนิติธรรม ความเสมอภาค และประสิทธิผล ข้อมูลเก็บผ่านแบบสอบถาม Likert Scale ที่มีคุณภาพสูง และวิเคราะห์ด้วยวิธีคอมโพสิตเชิงยืนยัน (CCA) และ PLS-SEM</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>รูปแบบธรรมาภิบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านนิติธรรม 2) ด้านคุณธรรม 3) ด้านความโปร่งใส 4) ด้านความมีส่วนร่วม 5) ด้านความรับผิดชอบ และ 6) ด้านความคุ้มค่า</li> <li>ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกับความพึงพอใจในการทำงานของครู พบว่ารูปแบบมีอิทธิพลทั้งในทางตรง และทางอ้อมผ่านบรรยากาศองค์กร ทั้งในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียขนาดใหญ่ โดยด้านที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ด้านความมีส่วนร่วม (น.น.= 0.88) รองลงมาคือ ด้านนิติธรรม (น.น.= 0.82) ส่วนด้านที่มีอิทธิพลน้อยที่สุดคือ ด้านคุณธรรม (น.น.= 0.78) จึงสรุปว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้</li> </ol>
กมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา
พีรพงศ์ ทิพนาค
พรเทพ เมืองแมน
สุขุม มูลเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
2026-04-30
2026-04-30
33 1
164
175