ปัญญา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo
<p>วารสารปัญญาเป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จัดพิมพ์เป็นวารสารวิชาการรายปักษ์ ๆ ละ 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) โดยพิจารณาเนื้อหา ดังนี้ 1) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา และ 2) ศึกษาศาสตร์ เป็นวารสารที่มีการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double-blind peer review) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อส่งเสริมวิชาการด้านพุทธศาสนาและปรัชญา การศึกษา 2) เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย 3) เพื่อสงเสริมให้อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปมีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิชาการ 4) เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นด้านพุทธศาสนาและปรัชญา การศึกษา ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จำนวน 8,000 บาท (แปดพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ กรณีผู้เขียนมีความประสงค์ให้บทความได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิฯ จำนวน 3 ท่าน มีค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เพิ่มจำนวน 1,000 บาท รวมเป็น 9,000 บาท (เก้าพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p>
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
th-TH
ปัญญา
2697-4940
<p>ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์ บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารปัญญา ถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ</p>
-
รัฐธรรมนูญ 2560 กับหลักประชาธิปไตยสากล: การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ความชอบธรรม และกรอบจริยธรรมเชิงพุทธ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/296098
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของบทบัญญัติสำคัญในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กับหลักประชาธิปไตยสากลโดย พิจารณาผ่านกรอบแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีหลักอธิปไตยของประชาชน หลักนิติรัฐและทฤษฎีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ควบคู่กับการประยุกต์กรอบจริยธรรมจากหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ หลักธรรมาภิบาล อปริหานิยธรรม และมัชฌิมาปฏิปทา เพื่อเสริมมิติทางจริยธรรมของการออกแบบและการใช้อำนาจรัฐ วิธีการศึกษาค้นคว้าเป็นการศึกษาค้นคว้าเชิงเอกสาร โดยศึกษาตัวบทรัฐธรรมนูญ งานวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าโครงสร้างที่มาของวุฒิสภา บทบาทขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในการกำหนดฝ่ายบริหาร การกำหนดเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยถ้อยคำที่กว้าง และความเข้มงวดของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่อการลดทอนความยึดโยงระหว่างอำนาจรัฐกับเจตจำนงของประชาชน บทความเสนอว่าการปรับปรุงรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวควรมุ่งเสริมสร้างความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตยในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนความขัดแย้งทางการเมือง และชี้ให้เห็นว่าหลักพุทธธรรมสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบจริยธรรมสาธารณะที่สนับสนุนการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่สมดุล โปร่งใส และยั่งยืนได้</p>
กันตินันท์ นามตะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
33 2
174
181
-
ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ร่วมกับเทคโนโลยี ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเสียงคำสำหรับนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/290942
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 33 คน โดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง วิเคราะห์การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ผลคะแนนระหว่างเรียน (E1) มีคะแนนเฉลี่ย 81.38 และคะแนนหลังเรียน (E2) มีคะแนนเฉลี่ย 80.90 แสดงว่า แผนการจัดการเรียนเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ตามที่กำหนดไว้</li> <li>การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนอยู่ในระดับ มาก โดยหลังเรียน ( = 32.36, S.D. = 7.90) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 24.88, S.D. = 10.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .000</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า โดยภาพรวมความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการจัดการเรียนการสอน นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด ( = 2.87, S.D. = 0.32)</li> </ol>
ธนัชชา สบายยิ่ง
ศิวนิต อรรถวุฒิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
1
13
-
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย: กรณีศึกษา นักศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/291168
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษารายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ 2) วิเคราะห์สาเหตุของข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจำนวน 39 คน โดยเป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารงานเขียนประโยคภาษาอังกฤษ หัวข้อ “My Routine” จำนวน 39 ชิ้นงาน แต่ละชิ้นงานมีความยาวประมาณ 10 ประโยค โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร (Content Analysis) สถิติที่ใช้ คือค่าความถี่และค่าร้อยละ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ คือ การสะกดคำ กาลของคำกริยาและรูปกริยา การใช้คำไม่เหมาะสมหรือใช้รูปแบบคำไม่ถูกต้อง การใช้คำนำหน้านาม a/an/the การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่และการใช้เครื่องหมาย โครงสร้างประโยคหรือประโยคไม่สมบูรณ์ ความไม่สอดคล้องระหว่างประธานกับกริยา การใช้บุพบทผิดหรือไม่มีบุพบท การใช้สรรพนาม และประโยคยาวผิดโครงสร้าง</li> <li>สาเหตุของข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์เกิดจากอิทธิพลของภาษาแม่ต่อการเรียนรู้ภาษาที่ 2 และข้อจำกัดด้านความรู้เรื่องไวยากรณ์และคลังคำศัพท์ เนื่องจากโครงสร้างประโยคและการเรียงคำของภาษาไทยและภาษาอังกฤษแตกต่างกันในหลายประเด็น ทำให้มีการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ มีการแปลแบบคำต่อคำ มีการสลับโครงสร้างประโยค และมีการเขียนประโยคที่ไม่สมบูรณ์ โดยผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยที่ได้ไปออกแบบสื่อการสอนเพื่อจัดทำแบบฝึกหัดทางไวยากรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</li> </ol>
ชญาณ์นันท์ ปิติกรพวงเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
14
26
-
กลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ในจังหวัดเลย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/291578
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย 2) วิเคราะห์กลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) เสนอกลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเน้นพื้นที่เป้าหมาย 3 อำเภอ คือ ด่านซ้าย เชียงคาน และนาแห้ว และกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่นักท่องเที่ยว 400 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ศึกษา 15 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบประชุมกลุ่มย่อย สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ผลการศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย พบว่า จังหวัดเลยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งด้านประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เช่น ประเพณีผีตาโขนอำเภอด่านซ้าย ประเพณีผาสารทลอยเคราะห์อำเภอเชิงคาน และประเพณีแห่ดอกไม้อำเภอนาแห้ว เป็นต้น</li> <li>ผลการวิเคราะห์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลยประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการให้ความรู้ 2) ด้านทักษะการอนุรักษ์ 3) ด้านการมีส่วนร่วม และ 4) ด้านการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันจังหวัดเลยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน</li> <li>ผลการเสนอกลยุทธ์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในจังหวัดเลย โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์ 2) ด้านพันธกิจ 3) ด้านกลยุทธ์ตาม KSPM Model</li> </ol>
พระมหาอภิพงค์ คำหงษา
พระมหาโยธิน มาศสุข
พระมหาวัตนา ขันทะชา
เขมจิรา คำหงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
27
40
-
การสร้างสรรค์พุทธนวัตศิลป์ในรูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัล จากลายประดับวิหารล้านนา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/292237
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบภาพพิมพ์ลายประดับวิหารล้านนา 2) สร้างรูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัลของลายประดับวิหารล้านนา และ 3) การสร้างสรรค์พุทธนวัตศิลป์รูปแบบการพิมพ์ดิจิทัลจากลายประดับวิหารล้านนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยผสานการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พื้นที่วิจัยครอบคลุมวิหารล้านนาในภาคเหนือตอนบน จำนวน 16 แห่ง ใน 8 จังหวัด กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาและพุทธศิลป์ จำนวน 20 รูป/คน ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะดิจิทัล จำนวน 5 คน และผู้ร่วมสร้างสรรค์รูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัล จำนวน 20 รูป/คน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 4 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อยืนยันความเหมาะสมของรูปแบบ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>รูปแบบภาพพิมพ์ลายประดับวิหารล้านนามีโครงสร้างการจัดวางลายอย่างเป็นระบบ สามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มลาย และถอดเป็น 4 หน่วยลาย ได้แก่ ลายหลัก ลายรอง ลายเติมเต็ม และลายขอบ</li> <li>การสร้างรูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัล สามารถดำเนินการได้ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลต้นแบบ การคัดลอกลาย การถอดหน่วยลาย การแปลงเป็นดิจิทัล และการจัดองค์ประกอบ 4 รูปแบบ ได้แก่ ลายเต็มพื้นที่ ลายแถบ ลายขอบ และลายศูนย์กลาง</li> <li>การสร้างสรรค์พุทธนวัตศิลป์ในรูปแบบภาพพิมพ์ดิจิทัลเกิดจากการบูรณาการ 3 แกน ได้แก่ รูปแบบลาย ความหมายเชิงคติธรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล จนเกิดผลงานที่รักษารากเดิม มีความร่วมสมัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง</li> </ol>
พระอธิวัฒน์ ธรรมวัฒน์ศิริ
ลิปิกร มาแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
41
52
-
การพัฒนาตัวชี้วัด โมเดลการวัด และแบบวัดสมรรถนะองค์กร สำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/292315
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวชี้วัดและโมเดลการวัดสมรรถนะองค์กร และ 2) พัฒนาแบบวัดสมรรถนะองค์กรสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 80 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกชนิดมีโครงสร้างและกึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจำนวน 418 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดสมรรถนะองค์กรจำนวน 65 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>โมเดลการวัดสมรรถนะองค์กรประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สมรรถนะหลัก 2) สมรรถนะเชี่ยวชาญ และ 3) สมรรถนะทางสังคม รวมทั้งสิ้น 13 ตัวชี้วัด</li> <li>เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเป็นแบบวัดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 65 ข้อ มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ (α) เท่ากับ .990 ผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี ( (47, N = 418) = 60.676, p =.087, CFI =.998, RMSEA = .026) แสดงให้เห็นว่าแบบวัดที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประเมินและพัฒนาบุคลากรของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol>
พระมหาวชิรวิทย์ ยางไชย
ฉลอง พันธ์จันทร์
ธีระพงษ์ มีไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
53
65
-
การประยุกต์หลักพุทธธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเสริมสร้างสุขชีวี วิถีพุทธในกลุ่มผู้สูงอายุของเทศบาลเมือง จังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/292738
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างสุขชีวีวิถีพุทธของกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในการดูแลของเทศบาลเมือง จังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษาการเสริมสร้างสุขชีวีในกลุ่มผู้สูงอายุที่เข้าถึงหลักธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ 3) ประเมินการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุในการเข้าถึงหลักพุทธธรรมและการนำไปปฏิบัติ ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมวิธี มีกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 100 คน และเชิงคุณภาพ 40 คน จาก 4 เทศบาล ได้แก่ บ้านทุ่ม บ้านเป็ด บ้านศิลา บ้านสีฐาน เครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน การถดถอยพหุขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>หลักพุทธธรรมที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างสุขชีวีวิถีพุทธของกลุ่มผู้สูงอายุ คือ ทาน ศีล สมาธิ และสติ ร้อยละ 34.9 ตามด้วยสัจธรรมแห่งชีวิตและหลักการอยู่ร่วมในสังคม ร้อยละ 29.5 และการปฏิบัติสาธยายธรรม ร้อยละ 25.6 ซึ่งล้วนเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นการพัฒนาจิตใจและคุณธรรมในชีวิตประจำวัน</li> <li>ผู้สูงอายุเข้าถึงหลักธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยนิยมรับชมและรับฟังเนื้อหาธรรมะผ่าน Line และการใช้ร่วมกันหลาย Application รวมกันสูงถึงร้อยละ 49.8 แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการรับสื่อแบบผสมผสาน โดยมีแนวโน้มใช้ YouTube เป็นช่องทางรองในการรับชมเนื้อหาธรรมะ ร้อยละ 12.0</li> <li>ประเมินรูปแบบอยู่ในระดับมาก คือ การเข้าถึงหลักพุทธธรรมและการนำหลักพุทธธรรมไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แสดงว่าผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างมีการเข้าถึงและนำหลักพุทธธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันในระดับสูงอย่างมีนัยสําคัญ</li> </ol>
พระณฐโชค สุวโจ
พระมหาสมบัติ คุเณสโก
พระปลัดวสันต์ ธีรวโร
พรสวรรค์ พรดอนก่อ
ประเสริฐ ชมพรมมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
66
79
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมเรียนรู้พุทธนวัตศิลป์ภาพพิมพ์ดิจิทัล ตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคล์บ: กรณีลายประดับวิหารล้านนาในรายวิชาการสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมร่วมสมัย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/292239
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคล์บในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้พุทธนวัตศิลป์ 2) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้พุทธนวัตศิลป์ภาพพิมพ์ดิจิทัล จากลายประดับวิหารล้านนา และ 3) ประเมินผลการเรียนรู้ชุดกิจกรรมเรียนรู้พุทธนวัตศิลป์ของภาพพิมพ์ดิจิทัลตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคล์บ ในรายวิชาการสร้างสรรค์งานพุทธศิลปกรรมร่วมสมัย ผ่านลายประดับวิหารล้านนา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน แบบประเมินผลงานรายโมดูล แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เก็บข้อมูลโดยการสำรวจพื้นที่ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้ชุดกิจกรรม 3 โมดูล และประเมินผลการเรียนรู้ก่อน–หลังกิจกรรม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของโคล์บสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนาชุดกิจกรรมพุทธนวัตศิลป์ได้อย่างเหมาะสม เพราะช่วยเชื่อมประสบการณ์ตรง การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิด และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของลายล้านนาและนำไปสู่การสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ดิจิทัลได้เป็นระบบ</li> <li>ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 โมดูล ได้แก่ 1) การวิเคราะห์และตีความลวดลายล้านนาเชิงพุทธศิลป์ 2) การออกแบบลวดลายด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator เพื่อสร้างไฟล์เวกเตอร์สำหรับการพิมพ์ และ 3) การเรียนรู้เทคนิคภาพพิมพ์ดิจิทัลในสถานประกอบการจริง</li> <li>ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความรู้และผลลัพธ์เชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน คะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 เป็นร้อยละ 72 และผลการทดสอบ t-test แบบจับคู่พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t(19) = 8.48, p<.001</li> </ol>
พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ
พิสิฎฐ์ โคตรสุโพธิ์
พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ
จันทรัสม์ ตาปูลิง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
80
92
-
ผลของการฝึกสมาธิตามหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต่อสุขภาวะ ความสุขเชิงอัตวิสัย และการปฏิบัติตน ตามจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294058
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการฝึกสมาธิตามหลักสูตรสมาธิเพื่อบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อสุขภาวะ 2) ศึกษาผลของการฝึกสมาธิตามหลักสูตรสมาธิเพื่อบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อความสุขเชิงอัตวิสัย และ 3) ศึกษาผลของการฝึกสมาธิตามหลักสูตรสมาธิเพื่อบุคลากรทางการศึกษาที่มีต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร คือ ผู้เข้าอบรมหลักสูตรสมาธิเพื่อบุคลากรทางการศึกษา (คุรุสภา) รุ่นที่ 2 ปี 2566 จำนวน 1,608 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 517 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเชิงคุณภาพจำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ภายหลังการฝึกสมาธิ กลุ่มตัวอย่างมีสุขภาวะที่ดีขึ้นทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ด้านกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านจิตใจในมิติความเมตตา</li> <li>ผลที่มีต่อความสุขเชิงอัตวิสัย พบว่าผู้เข้ารับการอบรมมีความสุขเชิงอัตวิสัยและความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลที่มีต่อการปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา พบว่า จรรยาบรรณต่อสังคม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
เกศกนก ชุ่มประดิษฐ์
วิรุณสิริ ใจมา
วไลทัศน์ วรกุล
ดวงกมล แก้วแดง
ภัทรี ฟรีสตัด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
93
104
-
การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294051
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและคุณค่ามรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา 2) ศึกษากระบวนการการจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์การจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน และการสนทนากลุ่ม 6 คน ในพื้นที่ 3 แห่ง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>มรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ มีพัฒนาการเชื่อมโยงกับเวียงกุมกามและอารยธรรมล้านนา สะท้อนผ่านโบราณสถาน ศิลปกรรม และตำนานท้องถิ่นที่สืบทอดพระพุทธศาสนามายาวนานกว่า 700 ปี โดยวัดสำคัญต่าง ๆ แสดงการผสมผสานศิลปะหริภุญชัย ล้านนา และพม่าอย่างมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม</li> <li>กระบวนการจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา กระบวนการจัดการมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ดำเนินไปอย่างบูรณาการภายใต้กรอบ 4 E ได้แก่ (1) Education การพัฒนาแหล่งเรียนรู้จากวัดสำคัญเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ท้องถิ่น (2) Engineering การออกแบบกิจกรรมและนวัตกรรมสื่อทั้งเชิงสร้างสรรค์และดิจิทัล และ (3) Enforcement การกำกับดูแลผ่านความร่วมมือของวัด ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ และ (4) Engagement Integration) เป็นกลไกที่เชื่อมโยงบ้าน วัด โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</li> <li>การจัดการมรดกวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในอำเภอสารภีมีลักษณะเชิงบูรณาการ ภายใต้กรอบ 4E (1) Education (2) Engineering (3) Enforcement และ (4) Engagement Integration) ควบคู่การพัฒนาพุทธนวัตกรรม อันก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ระดับ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และ ประโยชน์ร่วมกัน ส่งผลต่อการพัฒนาตนของประชาชน ผ่านความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และภาคีเครือข่าย</li> </ol>
พระครูพิพัฒน์ปริยัตยาภรณ์
พระครูโกวิทอรรถวาที
พระมหาอินทร์วงค์ อิสฺสรภาณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
105
117
-
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294709
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ 3) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 118 คน และครูหัวหน้ากลุ่มบริหารงาน จำนวน 118 คน ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกผลการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน งานวิจัยครั้งนี้เป็นแนวทางการวิจัยและพัฒนา</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ผลทุกค่าคะแนนของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับสูงสุด แต่ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ต่ำสุด</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ผ่านวงจรคุณภาพทั้ง 6 องค์ประกอบ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การสร้างเครือข่าย การเรียนรู้เชิงรุก และการยกระดับทรรศนะทางดิจิทัลของบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ยั่งยืน</li> <li>รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลลัพธ์ โดยมีความถูกต้อง และเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก</li> </ol>
ชญาลักษณ์ ชยสรรพสิทธิ์
ณิรดา เวชญาลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
118
129
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมในการอธิบายความเชื่อ เรื่องโหราศาสตร์ของล้านนา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294067
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและวิวัฒนาการความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของล้านนา 2) ศึกษาการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการอธิบายความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ในล้านนา และ 3) วิเคราะห์วิธีการแสดงความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของล้านนาตามแนวพระพุทธศาสนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารและข้อมูลภาคสนาม โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเด็นการวิจัย และใช้การสนทนากลุ่ม จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนาและตีความตามกรอบแนวคิดทางพระพุทธศาสนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของล้านนามีรากฐานจากความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับผีและสิ่งเหนือธรรมชาติ ก่อนจะรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา โหราศาสตร์จึงพัฒนาในลักษณะผสมผสาน โดยมีทั้งมิติการคำนวณทางดาราศาสตร์และมิติความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การกำหนดฤกษ์ยาม</li> <li>การบูรณาการหลักพุทธธรรม พบว่า สังคมล้านนาได้ปรับความเข้าใจเรื่องดวงชะตาให้อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องกรรมและเหตุปัจจัย โหราศาสตร์มิได้ถูกมองว่าเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตอย่างเด็ดขาด หากเป็นเครื่องเตือนสติให้มนุษย์ระมัดระวังการกระทำของตน และใช้ชีวิตโดยความไม่ประมาท</li> <li>วิธีการแสดงความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของล้านนาตามแนวพระพุทธศาสนา พบว่า ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของล้านนาถูกถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ภายใต้กรอบศีลธรรมทางพุทธศาสนา องค์ความรู้สะท้อน 4 มิติ ได้แก่ การปรับศรัทธาให้ตั้งอยู่บนปัญญา การอธิบายชีวิตด้วยหลักกรรม การใช้หลักอริยสัจ 4 เพื่อทบทวนตนเอง และการส่งเสริมความไม่ประมาท โดยใช้โหราศาสตร์เป็นกุศโลบายในการสร้างสติ</li> </ol>
บัวผิน สิงห์แก้ว
ไพรินทร์ ณ วันนา
พระครูสิริสุตานุยุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
130
139
-
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ สังคมไทยเปลี่ยนได้ เริ่มจากเรา และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคผังก้างปลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294926
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ สังคมไทยเปลี่ยนได้เริ่มจากเรา ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 39 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนพิมายวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังก้างปลา จำนวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง มีการประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ย 4.44 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.87 และ แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหามีค่าความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.83 งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังเรียน สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
ขนิษฐา พันทา
อิสรา พลนงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
140
150
-
ระบบคุณค่าและการสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ของชาวไทยองในจังหวัดลำพูน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294404
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างวิถีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา 2) เสริมสร้างคุณค่าและการสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์ระบบคุณค่าและการสร้างอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาของชาวไทยอง ในจังหวัดลำพูน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงเอกสารและเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและเชิงตีความ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การสร้างวิถีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาของชาวไทยองในจังหวัดลำพูน มุ่งเน้นการสืบทอดและปรับพิธีกรรมให้เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน ควบคู่กับการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ผสานกับพระพุทธศาสนา โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างครอบครัว วัด โรงเรียน และชุมชนในการถ่ายทอดอัตลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่เรียนรู้ใหม่</li> <li>การเสริมสร้างคุณค่าและการสร้างอัตลักษณ์ของชาวไทยอง เป็นกระบวนการบูรณาการภาษา พิธีกรรม ภูมิปัญญา และบทบาทของวัดและชุมชน โดยพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น พระสงฆ์และผู้นำชุมชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม</li> <li>ระบบคุณค่าและอัตลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาของชาวไทยอง เกิดจากกระบวนการสร้าง–ใช้–สืบทอด–ผลิตซ้ำ ผ่านความร่วมมือของครอบครัว วัด และชุมชน โดยผสานพระพุทธศาสนากับความเชื่อพื้นบ้าน ก่อให้เกิดคุณค่าด้านความกตัญญู ความสามัคคี และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งยังคงได้รับการถ่ายทอดและปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน</li> </ol>
พระครูอรัญชัยธัช (ธวัชชัย ธนวํโส)
ไพรินทร์ ณ วันนา
พระครูโกวิทอรรถวาที
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
33 2
151
161
-
นวัตกรรมการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธอนุรักษ์ ชุมชนริมน้ำสำหรับยุวมัคคุเทศก์ จังหวัดนครปฐม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/panya-thjo/article/view/294531
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคลังคำศัพท์และบทสนทนาภาษาอังกฤษของแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธอนุรักษ์ชุมชนริมน้ำ จังหวัดนครปฐม 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรอบรมภาษาอังกฤษสำหรับยุวมัคคุเทศก์ และ 3) ทดลองและประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตรในการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารของยุวมัคคุเทศก์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลักและมีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมเป็นข้อมูลเสริมเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นยุวมัคคุเทศก์ 21 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจาก 3 กลุ่ม ได้แก่ พระภิกษุ-สามเณร นักศึกษา และนักเรียน โดยใช้เครื่องมือแบบวัดความรู้มีค่าความเชื่อมั่น KR-20 = 0.84 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ได้คลังคำศัพท์ 200 คำและบทสนทนา 200 บท ครอบคลุม 5 หมวดหมู่ ได้แก่ พิธีกรรมทางพุทธศาสนา พุทธศิลป์ สถานที่น่าเที่ยวเชิงพุทธ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิต มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.80-1.00 (ค่าเฉลี่ย 0.88) ผ่านเกณฑ์ทุกรายการ</li> <li>ได้หลักสูตรอบรม 5 หน่วยการเรียนรู้ ระยะเวลา 15 ชั่วโมง บูรณาการการสอนภาษาแบบเน้นภาระงาน (TBLT) กับกระบวนการพัฒนาระบบ (SDLC) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในระดับมากถึงมากที่สุด</li> <li>ผลการทดลองใช้หลักสูตรกับยุวมัคคุเทศก์ 21 รูป/คน พบว่าหลักสูตรมีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>=83.47/92.67 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนด คะแนนสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 92.67, SD = 3.96) สูงกว่าก่อนอบรม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 61.14, SD = 5.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(20) = 28.74, p < .001, CI [29.24, 33.82]) ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.54, SD = 0.33)</li> </ol>
พระสุขุม สุขวฑฺฒโก (มัชชิกานัง)
ชนมกร ประไกร
รักษ์ทวี เถาโต
มงคล สารินทร์
พระมหาพิเชษฐ์ คำงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
33 2
162
173