วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij
<p><strong><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/marisa2020/blobid0-ee0d17668d7f2d13103dedd88b1d48b4.jpg" /></strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p>วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรมรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p>
สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
th-TH
วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2822-0374
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283968
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 33 คน และครูผู้สอน จำนวน 304 คน รวมทั้งสิ้น 337 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสอบถามประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคู่ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเรียนการสอนกับด้านความสามารถในการแก้ปัญหาภายในโรงเรียน (r = 0.884) รองลงมา ได้แก่ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการกับด้านความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา (r = 0.875) และคู่ที่มีค่าต่ำสุด ได้แก่ ด้านการกำหนดภารกิจของโรงเรียนกับด้านการพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง (r = 0.695)</span></p>
มัญฑิตา ดวงคำดี
วานิช ประเสริฐพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
1
10
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284025
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 356 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การกำหนดทิศทางขององค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การมีวิสัยทัศน์ และการควบคุมองค์กร<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การร่วมมือ การหลีกเลี่ยง การยอมให้ การประนีประนอม และการเอาชนะ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ในระดับสูงมาก (r = 0.848) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมีความสัมพันธ์กับด้านการร่วมมือในระดับสูงสุด</span></p>
ณภัทธ คงเจริญ
วานิช ประเสริฐพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
11
20
-
บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทในการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290274
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 2) ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมต่อการบริหารสถานศึกษา 3) บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทในการบริหารโรงเรียน และ 4) สังเคราะห์องค์ความรู้จากการบูรณาการดังกล่าว การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงปรากฏการณ์ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษามีจุดเด่นในการส่งเสริมคุณธรรมตามแนวพุทธศาสนา โดยผู้บริหารและครูให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจริยธรรมควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนา ได้แก่ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และการเชื่อมโยงหลักสูตรกับการปฏิบัติจริง รวมทั้งการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสม ได้แก่ พรหมวิหาร 4 กัลยาณมิตร 7 และอิทธิบาท 4 ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานคุณธรรมในการบริหารบุคคล การพัฒนาครู และการเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียน โดยสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมิติทางวิชาการและคุณธรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงหลักธรรมกับบทบาทของผู้บริหาร ครู และผู้เรียน ส่งผลให้การบริหารสถานศึกษามีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพเชิงระบบและการพัฒนาคุณธรรม<br /></span>4. องค์ความรู้จากการวิจัยสามารถพัฒนาเป็นแนวทางการบริหารสถานศึกษาเชิงองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การบริหารตน การบริหารคน และการบริหารงาน ซึ่งเน้นคุณธรรมควบคู่กับประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด ABTKSI Model</p>
พระครูปริยัติธรรมธัช ปิยธมฺโม (ชำนิวัตร)
บุญร่วม คำเมืองแสน
อุทัย กมลศิลป์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
21
30
-
บูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290271
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินชีวิตของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาคุณค่าของประเพณีแซนโฎนตา 3) บูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และ 4) ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการคุณค่าดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 รูป/คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินชีวิตของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา การเลี้ยงช้าง และการทอผ้าไหม ควบคู่กับการยึดมั่นในประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะประเพณีแซนโฎนตา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. คุณค่าของประเพณีแซนโฎนตา เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการยึดมั่นในคุณธรรมทางศาสนา อีกทั้งยังช่วยสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การบูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต พบว่า ส่งผลให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกทางคุณธรรม ได้แก่ ความเมตตา ความเสียสละ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและความเข้มแข็งของชุมชน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. องค์ความรู้จากการศึกษา พบว่า การบูรณาการคุณค่าความกตัญญู ความสามัคคี ความเสียสละ และความเมตตา สามารถอธิบายผ่านรูปแบบ “ESCS Model” ซึ่งประกอบด้วยด้านจริยธรรม สังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงกันในการหล่อหลอมวิถีชีวิตของประชาชน</span></p>
พระมหาวิสุทธิ์ ปฏิพโล (ศรีพิมพ์)
บุญร่วม คำเมืองแสน
อุทัย กมลศิลป์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
31
40
-
รูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290270
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินชีวิตของบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณอายุราชการ 3) พัฒนารูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท และ 4) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณอายุราชการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้เกษียณอายุราชการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณมีลักษณะเรียบง่ายและสมถะ ดำรงชีวิตร่วมกับครอบครัว มีบทบาทในการดูแลบุตรหลาน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและสังคม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสม ได้แก่ ไตรลักษณ์ อริยสัจ 4 อายุวัฒนธรรม 5 และทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ซึ่งช่วยให้ผู้เกษียณสามารถปรับตัว ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และดำเนินชีวิตอย่างสมดุล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพเกิดจากการบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสมดุลในมิติด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถสังเคราะห์เป็น “LIFE Model” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่อธิบายการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณในมิติด้านปัญญา จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน</span></p>
วีระ รัฐมนตรี
บุญร่วม คำเมืองแสน
อุทัย กมลศิลป์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
41
50
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานของโรงเรียนในกลุ่มตำบลทุ่งนาเลา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287283
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) พัฒนาทักษะการเขียนแผนและการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และ 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาทักษะดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนกลุ่มตำบลทุ่งนาเลาที่สมัครใจเข้าร่วมวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจและสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้ แต่ยังมีครูบางส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนการวางแผนโครงงานและการสะท้อนผลได้อย่างครบถ้วน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ในวงรอบที่ 2 หลังการพัฒนาโดยใช้การนิเทศภายใน ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในระดับมาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span>โดยสรุป การใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในสามารถพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธวัฒน์ ศรีสวัสดิ์
สุภัทร พันธ์พัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
51
60
-
การพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ความท้าทายเป็นฐานของครูโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287478
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูลให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ความท้าทายเป็นฐาน 2) พัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ประกอบด้วย 2 วงรอบ แต่ละวงรอบมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูอาสาสมัคร 7 คน จากโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถาม กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วย การศึกษาเอกสารด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์ที่ใช้ แต่ยังมีบางส่วนไม่ชัดเจนในขั้นการกำหนดแนวคิดหลัก ในวงรอบที่ 2 การนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาช่วยให้ครูทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและสามารถนำแนวคิดไปใช้ได้อย่างเหมาะสม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ในวงรอบที่ 1 ครูสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้นการกำหนดแนวคิดหลักและการประเมินผล ส่งผลให้การจัดกิจกรรมยังไม่ครบกระบวนการ ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม ครอบคลุมทุกขั้นตอน ทำให้ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ดีขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านความพึงพอใจ ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง เห็นว่ากลยุทธ์ที่ใช้ช่วยให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
จิรเชษฐ์ ไชยพันโท
ละเอียด จงกลนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
61
70
-
การพัฒนาสมรรถนะครูการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287479
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะครูในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาวให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม 2) พัฒนาสมรรถนะครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม และ 3) ประเมินความพึงพอใจของครูและนักเรียนต่อการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยจำนวน 10 คน ได้แก่ ครูผู้สมัครใจจากโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินสมรรถนะ และแบบสอบถาม กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วย การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายและนำแนวคิดไปใช้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ในวงรอบที่ 1 ครูสามารถจัดกิจกรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการสะท้อนคิดและการประเมินผล อย่างไรก็ตาม ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมได้อย่างถูกต้องครบถ้วนและเหมาะสม<br /></span>3. ด้านความพึงพอใจ ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยสรุปกลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในสามารถยกระดับสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาครูในบริบทอื่นได้</p>
อริสา พรมจรรย์
ละเอียด จงกลนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-20
2026-04-20
13 1
71
80
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยุคดิจิทัลในโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287489
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล 2) พัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานระบบ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อการพัฒนาทักษะครู การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart กลุ่มผู้ร่วมวิจัยและผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และนักวิชาการศึกษา จากโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึก และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ควบคู่กับการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับดี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะดังกล่าวอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการศึกษาในยุคดิจิทัล</span></p>
อนุวัตร์ ภายชิต
วิรัช เจริญเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-21
2026-04-21
13 1
81
90
-
การพัฒนาทักษะครู ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน โรงเรียนนครขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287416
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนนครขอนแก่นให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) พัฒนาความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะและการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน การวิจัยเป็นรูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Stephen Kemmis and Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ครูโรงเรียนนครขอนแก่นที่สมัครใจ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม และแบบประเมินทักษะ กลยุทธ์ในการพัฒนา ได้แก่ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานเพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 1 มีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก แม้ยังพบข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้บางประเด็น แต่ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายแนวคิดและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีความสามารถในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 สามารถออกแบบกิจกรรมได้ถูกต้องและเหมาะสมในภาพรวม และเมื่อเข้าสู่วงรอบที่ 2 ซึ่งเน้นการนิเทศภายใน พบว่าครูทุกคนสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมได้ครบถ้วน เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านรูปแบบกิจกรรมและการนิเทศติดตามที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน สรุปได้ว่า กลยุทธ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน สามารถยกระดับความรู้ ความสามารถ และความพึงพอใจของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
ศิลปคม สีจองแสง
วิรัช เจริญเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-21
2026-04-21
13 1
91
100
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานการป้องกันการแก้ไขนักเรียนออกกลางคันโรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287581
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันของโรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองขอนแก่น 2) พัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงาน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาทักษะครู เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้รับผิดชอบงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 15 คน จาก 5 โรงเรียน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกต แบบบันทึกการนิเทศ และแบบสรุปผลการศึกษาดูงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อน-หลังการพัฒนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินงาน โรงเรียนมีมาตรการป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและการนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่สูง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนาทักษะครู วงรอบที่ 1 (อบรมเชิงปฏิบัติการและนิเทศติดตาม) ทำให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น และสามารถใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ วางแผน ดำเนินงาน และติดตามประเมินผลได้ดีขึ้น วงรอบที่ 2 (ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้) ทำให้ครูสามารถประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่ดีให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span>3. ผลการประเมิน ภายหลังการพัฒนา ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงเรียนมีความเป็นระบบมากขึ้น และสามารถลดปัญหานักเรียนออกกลางคันได้อย่างมีประสิทธิผล สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศติดตาม และการศึกษาดูงาน สามารถยกระดับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กานต์ชุดา สมสะอาด
เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-25
2026-04-25
13 1
101
110
-
การพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้แบบสืบเสาะสำหรับครูโรงเรียนบ้านกุดเลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287609
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะ 2) พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนา และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างคือครูโรงเรียนบ้านกุดเลา จำนวน 9 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 1 ครูมีความเข้าใจในระดับดี และในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายแนวคิดและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 สามารถออกแบบแผนและจัดกิจกรรมได้ในภาพรวม แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้นอธิบาย สรุป และขยายความรู้ เมื่อพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดกิจกรรมได้ครบทั้ง 5 ขั้นตอนอย่างถูกต้องและเหมาะสม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะอยู่ในระดับมาก สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายใน สามารถยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน</span></p>
นิภาพร ลีปา
ละเอียด จงกลนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-04-25
2026-04-25
13 1
111
120