วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij
<p><strong><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/marisa2020/blobid0-ee0d17668d7f2d13103dedd88b1d48b4.jpg" /></strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p>วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรมรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p>
สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
th-TH
วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2822-0374
-
ภาวะผู้นำเชิงประกอบการบนฐานอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อการบริหารการศึกษาอย่างยั่งยืน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288113
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงประกอบการ สำหรับการบริหารการศึกษา โดยใช้อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์และบูรณาการองค์ความรู้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการ หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำมาวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการตีความเชิงพุทธปรัชญา และการสังเคราะห์แนวคิด เพื่อพัฒนากรอบการ บูรณาการระหว่างหลักอริยมรรคมีองค์ 8 กับแนวคิดภาวะผู้นำเชิงประกอบการในการบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารพบว่า สามารถพัฒนาเป็นกรอบการ บูรณาการภาวะผู้นำเชิงประกอบการบนฐานอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งประกอบด้วย (1) สัมมาทิฏฐิ พัฒนาวิสัยทัศน์และความเข้าใจที่ถูกต้อง (2) สัมมาสังกัปปะ ส่งเสริมการคิดเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม (3) สัมมาวาจา พัฒนาการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (4) สัมมากัมมันตะ ส่งเสริมการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบ (5) สัมมาอาชีวะ สนับสนุนการดำเนินงานอย่างสุจริตและยั่งยืน (6) สัมมาวายามะ พัฒนาความเพียรและการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง (7) สัมมาสติ ส่งเสริมการตัดสินใจอย่างมีสติ และ (8) สัมมาสมาธิ เสริมสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการ กรอบการ บูรณาการดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างหลักพุทธธรรมกับภาวะผู้นำ เชิงประกอบการ และสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารการศึกษาที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรม คุณธรรม และความยั่งยืนขององค์กรการศึกษา</p>
พระครูโกศลธรรมโชติ
พระมหาอาคม อตฺถเมธี
พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
หลักการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษาตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288108
<p>ทความวิชาการเรื่อง หลักการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษาตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์หลักอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษา โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร จากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักพุทธธรรม การบริหารการศึกษา และภาวะสูญเสียการเรียนรู้ จากนั้นนำมาสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อพัฒนาเป็นกรอบการบริหารการศึกษาตามหลัก พุทธธรรม ผลการศึกษาพบว่า หลักอริยมรรคมีองค์ 8 สามารถสังเคราะห์เป็นกรอบการบริหารการศึกษาเพื่อฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ได้ 8 ประการ ได้แก่ (1) สัมมาทิฏฐิ การกำหนดนโยบายและเป้าหมายการเรียนรู้อย่างถูกต้อง (2) สัมมาสังกัปปะ การสร้างวิสัยทัศน์และแรงจูงใจเชิงบวก (3) สัมมาวาจา การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง (4) สัมมากัมมันตะ การปฏิบัติงานตามหลักคุณธรรม (5) สัมมาอาชีวะ การบริหารทรัพยากรและสภาพแวดล้อมทางการศึกษาอย่างเหมาะสม (6) สัมมาวายามะ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (7) สัมมาสติ การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีสติและการกำกับตนเอง และ (8) สัมมาสมาธิ การเสริมสร้างสมาธิและความมั่นคงทางจิตใจของผู้เรียน ทั้งนี้ กรอบการบริหารดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและครูในการวางนโยบาย ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และกำหนดมาตรการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรมและศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน แนวทางดังกล่าวเป็นผลจากการสังเคราะห์เชิงแนวคิดจากเอกสาร จึงควรมีการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบประสิทธิผลของกรอบการบริหารในบริบทของสถานศึกษาที่มีความแตกต่างกันก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง</p>
พระครูโกศลธรรมโชติ
พระมหาอาคม อตฺถเมธี
พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
พลวัตการบริหารการคลังภาครัฐภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ: บทวิเคราะห์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ปีงบประมาณ 2569
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295747
<p data-start="948" data-end="1636">ภายใต้ภาวะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจยังต้องอาศัยมาตรการของรัฐในการประคับประคองการฟื้นตัว การบริหารการคลังของประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การบริหารการคลังภาครัฐภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ 2) พิจารณาผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อความยั่งยืนทางการคลัง และ 3) เสนอแนวทางการบริหารการคลังที่เหมาะสมกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยในระยะยาว การศึกษาใช้เอกสารวิชาการ งานวิจัย รายงานเศรษฐกิจ รายงานการคลัง และเอกสารเชิงนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยพิจารณาภายใต้แนวคิดการบริหารการคลังภาครัฐ วินัยทางการคลัง ธรรมาภิบาลทางการคลัง และความยั่งยืนทางการคลัง<br />จากการศึกษาพบว่า ฐานะการคลังของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้นจากรายจ่ายภาครัฐที่ขยายตัว การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แม้นโยบายการคลังแบบขยายตัวจะช่วยสนับสนุนอุปสงค์รวม การจ้างงาน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่การดำเนินนโยบายต่อเนื่องย่อมเพิ่มภาระดอกเบี้ยและลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการดำเนินนโยบายในอนาคต ความยั่งยืนทางการคลังจึงมิได้ขึ้นอยู่กับระดับหนี้สาธารณะเพียงประการเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐในการจัดเก็บรายได้ การจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย คุณภาพของการใช้จ่าย และการกำกับดูแลด้านการคลังให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้<br />บทความเสนอว่า การบริหารการคลังภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะควรดำเนินควบคู่กันทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ทบทวนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของประเทศ และบริหารโครงสร้างหนี้และต้นทุนดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่รัฐสามารถรองรับได้ พร้อมทั้งยกระดับการเปิดเผยข้อมูลและการประเมินผลนโยบาย เพื่อรักษาความสามารถของรัฐในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป</p>
ธันย์ชนก สุขแจ้ง
วีระชาติ โชติวรอานนท์
วัลลภ เจกะวงค์
ก้องเกียรติ อรัญสาร
ธนัสถา โรจนตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288110
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และสังเคราะห์กรอบการบริหารที่บูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยใช้การวิจัยเอกสาร ศึกษาจากพระไตรปิฎก หนังสือ ตำราวิชาการ บทความวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เชิงบูรณาการตามประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม หลักสังคหวัตถุ 4 และแนวทางการประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมจะเกิดประสิทธิผลเมื่อบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เข้ากับกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกขั้นตอน ได้แก่ การร่วมรับรู้ข้อมูล การร่วมเสนอความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินงาน และการร่วมติดตามประเมินผล ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจ ความร่วมมือ ความรับผิดชอบร่วม และการพัฒนาคุณภาพการบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บทความยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ 4S-5P Participatory Management Model ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างฐานคุณธรรมจากหลัก Sangaha-vatthu กับกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยเป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยขยายแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมเดิมจากการเน้นโครงสร้างและกระบวนการ ไปสู่การบูรณาการมิติด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพของความสัมพันธ์ในการบริหารสถานศึกษา</p>
พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ
พระมหาณัฐกานต์ กิตติโสภโณ
สุทัศน์ ประทุมแก้ว
พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
การสร้างดุลยภาพระหว่างครอบครัวกับสิทธิของผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างคู่สมรส
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297640
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและเหตุผลของการกำหนดเหตุยกเว้นโทษในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างคู่สมรสตามมาตรา 71 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายอาญา วิเคราะห์ข้อจำกัดของบทบัญญัติดังกล่าว และศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเพื่อแสวงหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร กฎหมาย คำพิพากษาศาล และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับหลักความเสมอภาคระหว่างคู่สมรส และการคุ้มครองผู้ที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบภายในครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า มาตรา 71 วรรคหนึ่ง มีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ปัญหาด้านถ้อยคำที่ยังคงใช้คำว่า “สามี” และ “ภริยา” ซึ่งไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของกฎหมายสมรสเท่าเทียม และ (2) ปัญหาด้านโครงสร้างของบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นเหตุยกเว้นโทษโดยบทบัญญัติ ส่งผลให้ผู้เสียหายถูกจำกัดการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มการคุ้มครองผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค ขณะเดียวกัน การศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่าสามารถจำแนกแนวทางการกำหนดความรับผิดออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบยกเว้นโทษ ระบบความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์หรือยอมความได้ ระบบการดำเนินคดีโดยรัฐ และระบบที่ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้เอง ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขมาตรา 71 วรรคหนึ่ง โดยปรับปรุงถ้อยคำจาก “สามี” และ “ภริยา” เป็น “คู่สมรส” และปรับเปลี่ยนลักษณะความรับผิดจากเหตุยกเว้นโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยมีต้นแบบจากกฎหมายอาญาเยอรมัน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสถาบันครอบครัวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย</p>
ธัญพิชชา วงศ์อัศวเวศย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
กระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ในยุควิถีใหม่ตามหลักไตรสิกขา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288111
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาเรื่องกระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ในยุควิธีใหม่ตามหลักไตรสิกขา จากการศึกษา พบว่า การศึกษาในยุควิธีใหม่มิได้มุ่งเพียงการพัฒนาความรู้เชิงวิชาการหรือทักษะทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านจริยธรรม จิตใจ และปัญญา หลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์ กระบวนการศึกษาตามหลักไตรสิกขาช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างพื้นฐานแห่งความมีวินัยและความรับผิดชอบ (ศีล) พัฒนาสมาธิและการกำกับตนเอง (สมาธิ) รวมถึงเสริมสร้างปัญญาเพื่อการคิดอย่างมีเหตุผลและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า (ปัญญา) เมื่อประยุกต์ใช้กับการศึกษาในยุควิธีใหม่ จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่เพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี แต่ยังเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมดุลทั้งกาย วาจา และใจ อันเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมร่วมสมัย</p> <p> </p>
พระมหาณัฐกานต์ กิตฺติโสภโณ
สุทัศน์ ประทุมแก้ว
พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ
ยิ่งสรรค์ หาพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
ภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล: การบูรณาการแนวคิดการบริหารการศึกษาร่วมสมัยกับหลักพุทธธรรม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/298096
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยศึกษาพัฒนาการของแนวคิดภาวะผู้นำ องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล และการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการบริหารการศึกษา อาศัยการศึกษาจากหนังสือ ตำราวิชาการ บทความวิชาการ งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ<br>ผลการสังเคราะห์พบว่า ภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัลเป็นกระบวนการบริหารที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษาให้สามารถกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารและการตัดสินใจ พัฒนาทุนมนุษย์ ส่งเสริมนวัตกรรม และบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล การบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 และโยนิโสมนสิการ ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำให้มีความสมดุลระหว่างสมรรถนะด้านดิจิทัลกับคุณธรรมของผู้บริหาร ส่งผลให้การบริหารสถานศึกษามีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียน ครู และสังคม<br>องค์ความรู้ที่ได้จากบทความนี้ คือ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัลที่บูรณาการศาสตร์การบริหารการศึกษากับหลักพุทธธรรม โดยมุ่งพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัลควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา การกำหนดนโยบายทางการศึกษา และการศึกษาวิจัยด้านพุทธบริหารการศึกษาในอนาคต</p>
สาริกา ไสวงาม
พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ภาวะผู้นำทางการเมืองบนฐานการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288112
<p>บทความวิชาการเรื่อง “ภาวะผู้นำทางการเมืองบนฐานการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายบทบาทของภาวะผู้นำทางการเมืองที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาการบริหารการศึกษาในสังคมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ อันประกอบด้วยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และหลักนิติธรรม การบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองซึ่งเป็นผู้กำหนดกรอบการจัดสรรทรัพยากรและการสร้างระบบสนับสนุนทางการศึกษา ในมิติของพระพุทธศาสนา ภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธมิได้มุ่งเน้นเพียงการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณธรรม ความเมตตา ความซื่อสัตย์สุจริต และความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้การบริหารการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และยั่งยืน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้นำทางการเมืองน้อมนำหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธมาใช้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารการศึกษา เพิ่มความเชื่อมั่นของสังคม และสร้างการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านปัญญา คุณธรรม และสันติสุขของชุมชนการศึกษาในระยะยาว</p> <p> </p>
สุทัศน์ ประทุมแก้ว
พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ (ใจตรง)
พระมหาณัฐกานต์ กิตติโสภโณ (ศรีสุข)
พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288038
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่สามารถพยากรณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 306 คน ในปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหาร 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นข้อมูล ภาวะผู้นำ การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร และการสนับสนุนจากต้นสังกัดและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .945, .975, .947, .959 และ .968 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .978 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลโดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ปัจจัยการบริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นข้อมูล การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 2 (Adjusted R² = .712) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z = 0.405(X₁) + 0.359(X₃) + 0.136(X₄)</span></p>
กุลรตี เอกสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
1
14
-
ปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288687
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และ 2) สร้างข้อเสนอแนะสำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 26 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้นำหมู่บ้านหรือคณะกรรมการหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ และเครือข่ายผู้ใช้น้ำ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้าและการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับกับผู้ให้ข้อมูล<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนมี 10 ประเด็น ได้แก่ แหล่งน้ำมีระบบกักเก็บไม่เพียงพอ ปริมาณน้ำระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้งไม่สมดุล คุณภาพน้ำโดยรวมเหมาะสมต่อการเกษตรแต่บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อน การควบคุมการใช้น้ำยังไม่สม่ำเสมอ ขั้นตอนการขอใช้น้ำและการจัดลำดับความสำคัญยังไม่ชัดเจน การจัดสรรน้ำไม่ครอบคลุมทุกฤดูกาลเพาะปลูก การใช้น้ำมีปริมาณสูงแต่ขาดระบบวัดและติดตาม การบำรุงรักษาระบบส่งน้ำยังพึ่งพางบประมาณภาครัฐ การวางแผนใช้น้ำยังไม่มีฐานข้อมูลที่เป็นระบบ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐขาดความต่อเนื่อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ข้อเสนอแนะสำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำหนดกติกาชุมชนที่เป็นธรรม การจัดทำฐานข้อมูลน้ำชุมชน การพัฒนากลไกคณะกรรมการน้ำชุมชนให้ทำงานต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำ ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในระยะยาว</span></p>
สุนทร ปัญญะพงษ์
อัญชลี ชัยศรี
ทัศไนวรรณ ดวงมาลา
วิมลศิลป์ ปรุงชัยภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
15
32
-
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297325
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 2) พัฒนาครูให้มีสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน (PAOR) 2 วงรอบ กลุ่มผู้ศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้า 1 คน และผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า 7 คน เป็นครูโรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน ปีการศึกษา 2568 ผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวน 3 คน คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ หัวหน้าวิชาการ เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมิน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคนิค 5W1H พัฒนาโดยการใช้กลยุทธ์ประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการทดสอบหลังการอบรม เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 20<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม ของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H ของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก<br /></span>4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าต่อการพัฒนาสมรรถนะครูการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก</p>
สมภพ เพชรวิชิต
เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
33
46
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295917
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลฉวีวรรณ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.82 และแบบประเมินความพึงพอใจซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความรู้และประโยชน์ที่ได้รับ และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ที่ผสานเกมคณิตศาสตร์มีความเหมาะสมสำหรับใช้ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการคูณของนักเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งนี้ การตีความผลควรอยู่ภายใต้ขอบเขตของการวิจัยแบบกลุ่มเดียวที่ไม่มีชั้นเรียนเปรียบเทียบ</span></p>
วราภรณ์ บำเพ็ญ
ประภาศ ปานเจี้ยง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการใช้โปรแกรม BookMarksDG 2567 เพื่อจัดทำบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน (ปพ.5) ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288875
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม BookMarksDG 2567 2) พัฒนาทักษะครูด้านการใช้โปรแกรมดังกล่าวเพื่อจัดทำบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน (ปพ.5) และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้าร่วมการพัฒนา การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัยเป็นครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น จำนวน 8 คน และมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบงานทะเบียนและวัดผล วิธีการพัฒนาประกอบด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ การมอบหมายงาน และการนิเทศติดตาม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุม แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>|ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมเพิ่มขึ้น โดยครูที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ในวงรอบแรกสามารถพัฒนาจนผ่านเกณฑ์ภายหลังได้รับการนิเทศและคำชี้แนะในวงรอบที่ 2<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ทักษะการใช้โปรแกรมของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก และครูที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมมีทักษะดีขึ้นในวงรอบที่ 2 โดยเฉพาะการบันทึกคะแนนและการจัดพิมพ์รายงาน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาในระดับสูง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาที่ผสานการฝึกปฏิบัติจริงกับการนิเทศติดตามรายบุคคลช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงทักษะการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการวัดและประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
กร เหมลา
สุรินทร์ ภูสิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน ชุมชนบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293067
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน (2) เปรียบเทียบระดับการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม จำแนกตามอายุและรายได้ต่อเดือน และ (3) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธีเชิงอธิบายเป็นลำดับ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นประชาชนในชุมชน จำนวน 340 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.715 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Tukey ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ การจัดการองค์ความรู้การทอผ้า และการแก้ไขปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส ส่วนการสร้างสรรค์และพัฒนาลวดลายใหม่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. เมื่อจำแนกตามอายุและรายได้ต่อเดือน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่พบความแตกต่างในบางประเด็น ได้แก่ การพัฒนาลวดลาย การจัดเก็บองค์ความรู้ และการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าร่วมกิจกรรมผ้าทอ<br /></span>3. แนวทางการบริหารจัดการควรมุ่งรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างช่วงวัย จัดระบบองค์ความรู้และฐานข้อมูลลวดลาย และพัฒนาช่องทางการตลาดเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และความยั่งยืนของชุมชน</p>
มีนา ถาวรกูล
ยุวดี พ่วงรอด
ธนัสถา โรจนตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะด้านการผลิตสื่อและการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยแอพพลิเคชั่นแคนวา ของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288008
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแอพพลิเคชัน Canva 2) พัฒนาและประเมินทักษะในการผลิตและการใช้สื่อของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแมกแทกการ์ท จำนวน 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 7 คน ที่สมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความ<br />พึงพอใจ กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> วงรอบที่ 1 ช่วยให้ครูมีความรู้ความเข้าใจและสามารถผลิตสื่อด้วย Canva ได้ แต่ยังมีครู 3 คนที่ประสบปัญหาในการออกแบบเนื้อหา การเลือกแม่แบบ และการใช้เครื่องมือ ทำให้ผลงานไม่สมบูรณ์ จึงได้ปรับปรุงในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศติดตาม พบว่าครูทุกคนสามารถผลิตและใช้สื่อได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และพร้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />สรุปได้ว่าการใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตามช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูด้านการผลิตและการใช้สื่อด้วยแอพพลิเคชัน Canva ได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งยังเป็นแนวทางที่ควรส่งเสริมให้ขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นต่อไป</p>
นิติยา ศรีวิหยัด
ละเอียด จงกลนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน โรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295256
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคาร ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) พัฒนาครูให้มีความสามารถในการเขียนแผนและจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะครูด้านจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบ 2 วงรอบ แต่่ละวงรอบมีี 4 ขั้นตอน ได้้แก่่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลยุทธ์การพัฒนาวงรอบที่ 1 คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม ส่วนวงรอบที่ 2 คือ การนิเทศติดตาม มีกลุ่มผู้ร่วมวิจัย คือ ครูโรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคารที่สมัครใจ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัย พบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ในวงรอบที่ 1 ครูทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ในวงรอบที่ 1 ครูทุกคนสามารถปฏิบัติได้ในระดับมากที่สุด ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ มีครูจำนวน 4 คน สามารถปฏิบัติได้อยู่ในระดับมาก แต่ครูจำนวน 2 คน สามารถปฏิบัติได้อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งได้นำไปพัฒนาในวงรอบที่ 2 จนสามารถปฏิบัติได้อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านความพึงพอใจ ครูทุกคนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก</span>โดยสรุป การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน โรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคาร โดยกลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของครูในการจัดการจัดการเรียนรู้ ควรส่งเสริมให้นำกลยุทธ์ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาครูต่อไป</p>
รพีพรรณ อนนทสีหา
สมหวัง พันธะลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288395
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 ประชากรเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูในปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,612 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 310 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ ประกอบด้วย ปัจจัยด้านลักษณะองค์การ ตัวนโยบาย การสนับสนุนจากภายนอก ความเพียงพอของทรัพยากร บุคลากร และภาวะผู้นำ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .984, .978, .978, .943, .970 และ .991 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .994 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ลักษณะองค์การ ภาวะผู้นำ การสนับสนุนจากภายนอก บุคลากร ความเพียงพอของทรัพยากร และตัวนโยบาย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยเรียงจากสูงไปต่ำ ได้แก่ การจัดการองค์การ การแปลงนโยบาย การสร้างความเข้าใจและการยอมรับของผู้ปฏิบัติงาน การควบคุม กำกับ ติดตามและประเมินผล และการพัฒนาบุคลากร<br /></span>3. ปัจจัยลักษณะองค์การ (β = .408) การสนับสนุนจากภายนอก (β = .281) และภาวะผู้นำ (β = .222) สามารถร่วมกันพยากรณ์การนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 68.60 (R² = .686, Adjusted R² = .683, p < .001)</p>
ภัสรา บำรุงหลี่
เก็จกนก เอื้อวงศ์
จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291735
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 โดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครู จำนวน 318 คน กำหนดขนาดโดยใช้ตารางเครจซี่และ มอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 ข้อมูลได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 โดยเรียงลำดับ จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร ด้านการมองโลกในแง่ดี ด้านการมุ่งเน้นจุดแข็งของบุคลากร ด้านการสื่อสารเชิงบวก และด้านการตระหนักรู้ตนเอง <br />2) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้จุดแข็งของครูแต่ละคนในการมอบหมายงาน เมื่อครูได้ทำงานที่ถนัดและชื่นชอบ สถานศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าผู้บริหาร</p>
นัทธมน เลิศอุดมโชค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296742
<p>การวิจัยนี้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และ 3) ศึกษาแนวทางการสร้างการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการวิจัยตามแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ทหารกองประจำการสังกัดค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 300 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ด้วยการคัดเลือกตัวแปรอิสระแบบ Enter Method และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาความ<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. ระดับการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br>2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีตัวแปรทั้งหมด 3 ตัว แต่มีตัวแปร 1 ตัว คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 45.3 และ<br>3. แนวทางการสร้างการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 พบว่า แนวทางการสร้างการรับรู้สิทธิและสวัสดิการทหารกองประจำการ โดยเน้นหลักการ 3 ประการ คือ 1) การสื่อสารและการให้ข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลาย 2) สร้างแรงจูงใจและภาพลักษณ์ 3) การยกระดับสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิต</p>
ปาลิกา แก้วเนย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของ สถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294074
<p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม จำนวน 395 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1. ความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในแต่ลด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านการประเมินมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านการวางแผน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านการปฏิบัติ ตามลำดับ<br />2. การเปรียบเทียบความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ที่แตกต่างกัน มีความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
ณกฤช บุญศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการหารด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295920
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ก่อนและหลังเรียน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนชาตรีวิทยา จำนวน 13 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 20 แผน 2) แบบฝึกทักษะ 3) แบบทดสอบ (KR-20 = 0.81) และแบบประเมินความพึงพอใจ (ค่าความเชื่อมั่น = 0.84) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent Samples</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (= 16.15, S.D.=1.07) สูงกว่าก่อนเรียน (= 6.77, S.D.=0.93) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ในภาพรวมระดับมากที่สุด (= 4.56, S.D. = 0.49) เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านเนื้อหา (= 4.64) ด้านความรู้และประโยชน์ ( = 4.61) ด้านกิจกรรม ( = 4.56) ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านนวัตกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 4.44) อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ</li> </ol>
นพวรรณ หนูทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมโรงเรียนอนุบาลศักดิ์สุภา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288908
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม 2) พัฒนาทักษะของครูในการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้ร่วมวิจัยและผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยครูและผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศักดิ์สุภา รวมจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึก และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมเพิ่มขึ้น โดยผลการประเมินอยู่ในระดับดีทุกรายการ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผู้ร่วมวิจัยมีทักษะและสามารถจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศช่วยพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมได้ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย</span></p>
วันดี ภูตะคาม
สุภัทร พันธ์พัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293245
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 400 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ค่าความคลาดเคลื่อน .05 และกระจายตัวอย่างครอบคลุมทั้ง 16 ตำบล เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.60–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .899 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาประเด็นสาระ<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านปริมาณงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านทัศนคติต่อเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านความคุ้มค่าของทรัพยากร และด้านความรู้ด้านดิจิทัล<br>2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นตามปัจจัยส่วนบุคคลโดยภาพรวมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในบางด้านเมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลบางประการ<br>3. แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพควรมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีร่วมกันเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และคุณภาพการให้บริการประชาชนในระดับพื้นที่</p>
สาลินี ดวงสา
โชติ บดีรัฐ
ภาสกร ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295310
<p>การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตรโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม 2) ออกแบบ และสร้างรูปแบบ 3) ประเมินรูปแบบ4) เปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า ประชากรที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม จำนวน 10 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตร โรงเรียนละ 4 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และหัวหน้างานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งสิ้น40 คน และใช้โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา เป็นโรงเรียนปฏิบัติการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามความคิดเห็นสภาพปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินแบบสอบถามความคิดเห็น รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แผนปฏิบัติการทดลองรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินผลการทดลองก่อนและหลังการใช้รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินของแบบประเมินผลการทดลองก่อนและหลังการใช้รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าต่อรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร แบบประเมินของแบบประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าต่อรูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรหาคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่า IOC สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (t-test dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตรอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้แก่ PDIS Model ประกอบด้วย การวางแผน (Planning : P) การจัดทำหลักสูตร (Designing :D) การนำหลักสูตรไปใช้ (Implementing : I) การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล (Supervision and Evaluation : S) 3) ผลการประเมินรูปแบบมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 4) ผลการเปรียบเทียบผลการทดลอง พบว่า หลังการทดลอง<br>สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่าอยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะในการวิจัย คือ ผู้บริหารควรนำรูปแบบนี้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการหลักสูตร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารจัดการหลักสูตร รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตร โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ</p>
วิศระ เชียงหว่อง
อภินันต์ อันทวีสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนภูเขียว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288522
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาทักษะของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มผู้ร่วมวิจัยเป็นครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนภูเขียว จำนวน 12 คน กิจกรรมพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ บันทึกการนิเทศ และบันทึกการประชุม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตและการสัมภาษณ์<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และสามารถจัดกิจกรรมตามกระบวนการ 6 ขั้นตอนได้ในระดับดี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. มีครูจำนวน 4 คนที่มีทักษะอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะขั้นการศึกษาค้นคว้าและขั้นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เมื่อดำเนินการวงรอบที่ 2 โดยใช้การนิเทศอย่างต่อเนื่อง ครูทั้ง 4 คนมีทักษะเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับดี และสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และจัดกิจกรรมได้เหมาะสมมากขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาในระดับที่เป็นไปตามผลการประเมินของการวิจัย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามผลการประเมินที่กำหนดไว้ในงานวิจัย</span></p>
นรินทร วิมุกติบุตร์
เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมตามหลักอริยสัจ 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291739
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ และความต้องการคุณลักษณะการแก้ปัญหาของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม (2) ศึกษากระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 และ (3) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรตามหลักอริยสัจ 4 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สามเณรและผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดทรงศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นสามเณรจำนวน 30 รูป ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามทักษะการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 จำนวน 20 ข้อ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและการเลือกแนวทางแก้ปัญหายังมีข้อจำกัด ขณะที่สามเณรมีความต้องการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาในระดับมาก หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 พบว่าทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปรากฏการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพด้านการคิดอย่างเป็นระบบ การมีสติ และความมั่นใจในการตัดสินใจแก้ปัญหา</p> <p> องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัยคือ การยืนยันว่าหลักอริยสัจ 4 สามารถสังเคราะห์เป็นกระบวนการแก้ปัญหาเชิงการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยสามารถใช้เป็นกรอบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การคิดอย่างมีเหตุผล และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พระไพศาล จนฺทธมฺโม (วงศ์ภูงา)
พระมหาสังคม ชยานนฺโท
สมควร นิยมวงศ์
กาญจนพงศ์ สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296972
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เปรียบเทียบปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ 3) ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก <br>เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 240 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล</li> <li class="show">2. ผลการเปรียบเทียบปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (β = 0.418) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ร้อยละ 20</li> <li class="show">3. แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ควรส่งเสริมความเสมอภาค การรับฟังความคิดเห็น ความโปร่งใสในการดำเนินงาน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการ อันจะนำไปสู่การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การมีส่วนร่วม; การบริหารจัดการ; ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก; อำเภอเขาค้อ</p>
มัณฑนา สินจ้าง
ธนัสถา โรจนตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การจัดการชุมชนเข้มแข็งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294196
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความรู้และความเข้าใจของประชาชนในการนำแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 2) ศึกษาการดำเนินชีวิตของประชาชนตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ศึกษาการจัดการชุมชนเข้มแข็งตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ (1) กลุ่มผู้นำชุมชน (2) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลหล่ายงาว (3) กลุ่มแกนนำกลุ่มอาชีพในชุมชน (4) ปราชญ์ชาวบ้าน (5) พระสงฆ์ และ (6) ชาวบ้าน จำนวน 4 คน รวมจำนวน 20 คน เป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการศึกษาเอกสาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสังเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการศึกษาพบว่า<br /></strong>1.ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยมีการตีความและปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของครัวเรือนและชุมชน ผ่านหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยมีศูนย์เรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจ<br />2.ประชาชนมีการดำเนินชีวิตตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลและเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนและชุมชน<br />3.การจัดการชุมชนเข้มแข็งเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการที่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วม การพึ่งตนเอง กระบวนการเรียนรู้ ผู้นำ และเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
อนุตตมา อมรวิวัฒน์
กมลพร กัลยาณมิตร
สถิตย์ นิยมญาติ
ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ ออมไว้กำไรชีวิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288148
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์ การวิจัยเป็นการทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ “ออมไว้กำไรชีวิต” จำนวน 3 แผน รวม 6 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์แบบเกณฑ์การให้คะแนน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.91, S.D. = 0.29) แบบประเมินความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนเฉลี่ย 74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า กระบวนการเปรียบเทียบ การใช้จินตนาการ และการนำความคิดที่ได้มาพัฒนาเป็นงานเขียน สามารถนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาได้</span></p>
นราภรณ์ โคตรสมบัติ
ศิริพร พึ่งเพ็ชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน ของโรงเรียนบ้านหนองบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296073
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนบ้านหนองบากให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถเขียนแผนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาครูโรงเรียนบ้านหนองบากให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้าร่วมการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เข้าร่วมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าคือ ครูโรงเรียนบ้านหนองบาก ปีการศึกษา 2568 จำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตการณ์ แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินความพึงพอใจของครู และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> <strong>ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยคะแนนทดสอบหลังการพัฒนา (ร้อยละ 87.50) สูงกว่าก่อนการพัฒนา (ร้อยละ 54.16) คิดเป็นร้อยละ 33.33 และสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้องตามเกณฑ์ในวงรอบที่ 2</li> <li class="show">ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87</li> </ol> <p> 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71</p>
จักรพันธ์ ชาติชาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ของโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288916
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD 2) พัฒนาทักษะครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD การวิจัยเป็นแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแมกแทกการ์ท ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า 9 คน คือครูผู้สมัครใจในโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถาม ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยวิธีพรรณนา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าก่อนประชุม 3.89 คะแนน<br>2. ทักษะการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือของครูอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.15) โดยเฉพาะขั้นการทดสอบย่อยและการให้คะแนนพัฒนาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.22) ทั้งนี้ครู 2 คนที่มีผลการจัดการเรียนรู้ในระดับปานกลางได้รับการนิเทศร่วมพัฒนาในวงรอบที่ 2 และสามารถพัฒนาขึ้นสู่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.44)<br>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.33)<br>4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD อยู่ในระดับมากเช่นกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.45)<br>โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ช่วยพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครู ตลอดจนสร้างความพึงพอใจแก่ครูและนักเรียน ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม</p>
จักรพงศ์ ดาโสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-30
2026-08-30
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293258
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ ด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ สถานศึกษาขนาดเล็ก เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 จำนวน 40 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือครู โรงเรียนละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 80 คน และโรงเรียนบ้านบะลังกา เป็นโรงเรียนปฏิบัติการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ แผนปฏิบัติการทดลอง แบบประเมินก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบ และแบบประเมินผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า ตรวจสอบหาคุณภาพเครื่องมือโดยการหาค่าความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์โดย (IOC) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (t-test dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. สภาพปัญหาการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />2. รูปแบบการพัฒนาการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังเคราะห์จากแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ CEPLA Model ประกอบด้วย การคิดสร้างสรรค์ (Creativity – C) การฝึกภาวะผู้นำ ( Empowerment – E) การเสริมทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving skill – P) การเสริมทักษะภาวะผู้นำ (Leadership Skill – L) การสร้างแรงจูงใจผ่านการยกย่อง และให้กำลังใจ (Appreciation – A) <br />3. ผลการประเมินความเหมาะสม ความถูกต้อง และความเป็นไปได้ของรูปแบบ ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นด้วย โดยมีค่าความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 -1.00 <strong> </strong>4) ผลการเปรียบเทียบการทดลองใช้รูปแบบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5) ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า อยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
ปัทมวรรณ ทองพันธุ์
อภินันต์ อันทวีสิน
พัชราภรณ์ ดวงชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การปลูกฝังค่านิยมคุณธรรมของเด็กและเยาวชนสามจังหวัดชายแดนใต้สู่การสร้างสรรค์สังคมสันติสุข
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288062
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างตัวชี้วัดค่านิยมคุณธรรมและกิจกรรมการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา 2) ทดลองใช้กิจกรรมและประเมินพฤติกรรมค่านิยมคุณธรรม และ 3) เสนอรูปแบบกิจกรรมการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรม เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กและเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 112 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 56 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชนด้านศาสนา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์เด็กจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ตัวแทนเยาวชนจากสถานสงเคราะห์ และผู้นำเยาวชนภาคประชาสังคม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรม แบบประเมินพฤติกรรมค่านิยมคุณธรรม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบจับคู่ (Paired Sample t-test) การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มอิสระ (Independent Sample t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. การสร้างตัวชี้วัดค่านิยมคุณธรรมตามหลักไตรสิกขาและโอวาท 3 ที่บูรณาการกับค่านิยม 12 ประการ สามารถพัฒนาเป็นระบบตัวชี้วัดที่สะท้อนการประเมินพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนได้อย่างครอบคลุม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมค่านิยมคุณธรรมเพิ่มขึ้นจาก 3.96 ก่อนการทดลอง เป็น 4.23 หลังการทดลอง และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้ ความเข้าใจ และพฤติกรรมด้านคุณธรรมดีขึ้น โดยแสดงออกถึงความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่น การทำงานร่วมกัน และการยอมรับความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของกิจกรรมในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม</span></p>
ภมรรัตน์ ชุมภูประวิโร
สุชาติ ใหมอ่อน
ไชยยุทธ์ อินบัว
จิตต์ นิลวิเชียร
ปานวลัย รัตณบุตรศรี
รัชชเมธ จันทนวล
ภัทรานิษฐ์ จันสีสุก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น โรงเรียนบ้านนาง้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295436
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาครูให้มีความรู้และความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น (2) พัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น (3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยเป็นครูจำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมินความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้กลยุทธ์การพัฒนา คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น โดยคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 33.33 และอยู่ในระดับมากที่สุด<br>2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในวงรอบที่ 1 อยู่ในระดับมาก และพัฒนาเป็นระดับมากที่สุดในวงรอบที่ 2 หลังการนิเทศแบบชี้แนะ<br>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาในระดับมากที่สุด<br>4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้นในระดับมากที่สุด</p>
อภิชาติ ลพพันทอง
สมหวัง พันธะลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานของครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนกลุ่มตำบลทุ่งพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288613
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูผู้สอนภาษาอังกฤษด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐาน 2) พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบสอบถามความพึงพอใจ และบันทึกการประชุม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. วงรอบที่ 1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศติดตาม ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจของครูเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50.63 เป็นร้อยละ 84.38 และครูสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ได้ในระดับสูง แต่ยังขาดความมั่นใจในการนำแผนไปใช้ โดยเฉพาะขั้นฝึกทักษะและการประยุกต์ใช้ความรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. วงรอบที่ 2 การนิเทศภายในและการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ และพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูได้ชัดเจน<br /></span>3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน ผลการวิจัยแสดงว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้ง 2 วงรอบช่วยให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนกลุ่มตำบลทุ่งพระมีความรู้ ความมั่นใจ และสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานได้ดีขึ้น</p>
ไกรลาศ ประสงค์ศิลป์
สุภัทร พันธ์พัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292620
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ศึกษา จำนวน 380 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .899 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านทรัพยากร ด้านกระบวนการบริหารจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านนวัตกรรมและการพัฒนาองค์ความรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในบางด้านเมื่อจำแนกตามอายุและรายได้ต่อเดือน สะท้อนว่าปัจจัยประชากรบางประการมีอิทธิพลต่อการรับรู้ประสิทธิภาพในบางมิติ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพควรมุ่งเสริมสร้างความพร้อมด้านทรัพยากร เพิ่มความยืดหยุ่นของกระบวนการบริหารจัดการ พัฒนาระบบการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ศึกษา</span></p>
สุภาพร ปานดำ
โชติ บดีรัฐ
ยุวดี พ่วงรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294256
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบอไจล์ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 285 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.84, S.D. = 0.64) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.59, S.D. = 0.47)<br>2. ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบอไจล์ พบว่า ด้านที่มีลำดับความสำคัญสูง ได้แก่ การเสริมพลังและพัฒนาภาวะผู้นำตนเอง การตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นบนข้อมูล และการสร้างนวัตกรรมและการทดลอง<br>3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ ประกอบด้วย 3 ด้าน รวม 31 แนวทาง ได้แก่ การเสริมพลังและพัฒนาภาวะผู้นำตนเอง จำนวน 13 แนวทาง การตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นบนข้อมูล จำนวน 9 แนวทาง และการสร้างนวัตกรรมและการทดลอง จำนวน 9 แนวทาง โดยมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
จินตนา กุตระแสง
สุพจน์ ดวงเนตร
คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้วรรณคดีเป็นฐานของโรงเรียนในกลุ่มตำบลกวางโจน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288219
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน 2) พัฒนาสมรรถนะของครูในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการพัฒนาสมรรถนะ ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัยเป็นครูในโรงเรียนกลุ่มตำบลกวางโจน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ แบบสอบถาม และแบบประเมินความพึงพอใจ กิจกรรมพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การพรรณนาผลตามประเด็นการวิจัย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐานเพิ่มขึ้น และสามารถเขียนแผนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ แต่ยังมีครูจำนวน 2 คนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะขั้นการดำเนินกิจกรรมและการประเมินผล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ในวงรอบที่ 2 ใช้การนิเทศภายในเพื่อให้คำปรึกษาและปรับการจัดกิจกรรม ครูทั้ง 7 คนสามารถจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้องและครบตามขั้นตอนมากขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนา และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ตามบริบทของผู้เรียน</span></p>
บุษญา ขวัญคุ้ม
สุภัทร พันธ์พัฒนกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัย ของสถานศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296210
<p><strong>บทคัดย่อ</strong> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของ สถานเอกชน กรุงเทพมหานคร 2. พัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติการสอนระดับปฐมวัย ในโรงเรียน เอกชน กทม. ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2568 จำนวน 353 คนและผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 10 คนเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ ข้อมูล โดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีการปฏิบัติในระดับปฏิบัติมากและปัญหาการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีปัญหาในระดับปัญหาปานกลาง 2) การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการ<strong>ประเด็นที่ </strong><strong>1</strong> กระบวนการปฏิบัติงาน การบริหารวิชาการมิได้อยู่ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการแต่อยู่ที่ความสามารถในการพัฒนากระบวนการบริหารให้สอดคล้องกบสภาพแวดล้อมทางสังคม ความกลมกลืนระหว่าง สถานศึกษา หลักสูตร และชุมชน ผู้บริหารจะต้องวางแนวปฏิบัติให้ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ สถานศึกษาเกิดการพัฒนาสำหรับกระบวนการปฏิบัติงานวิชาการที่ใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย <strong>ประเด็นที่ </strong><strong>2</strong> การบริหารงานวิชาการถือว่าเป็นหัวใจหลักของสถานศึกษาที่ผู้บริหาร ครู และ บุคลากรทางการศึกษาจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญสูงสุด ผู้บริหารกำหนดกรอบการบริหารงาน วิชาการโดยยึดตามกรอบของกระทรวงใช้ในการบริหาร ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องงานวิชาการอย่างครอบคลุม</p>
นิตยา ศรีมกุฎพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาเหล่าหนองเหล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/289480
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2) พัฒนาทักษะครูให้มีความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ดังกล่าว 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การวิจัยเป็นแบบเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าและผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยครูศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาเหล่าหนองเหล็ก จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. วงรอบที่ 1 ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ การมอบหมายงาน และการนิเทศติดตาม พบว่าผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นในระดับมาก (35%) โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมคนที่ 1, 3 และ 4 มีพัฒนาการสูงสุด (40%) ส่วนคนที่ 2 และ 5 ต้องพัฒนาเพิ่มเติม ความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.27) จุดแข็งคือการใช้มือและนิ้ว (x̄ = 3.72) แต่ควรปรับปรุงด้านการประสานงานมือ–ตา–สมอง (x̄ = 2.76) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.75) โดยเฉพาะด้านการนำความรู้ไปใช้ (x̄ = 4.83)<br>2. วงรอบที่ 2 มีการพัฒนาแก้ไขปัญหาจากวงรอบแรก โดยใช้การนิเทศติดตามและการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล พบว่าผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าทุกคนสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้ครบทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจและความพึงพอใจในระดับสูง<br>โดยสรุป การดำเนินการทั้งสองวงรอบช่วยยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของครูในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้อย่างมีนัยสำคัญ วงรอบแรกเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ ส่วนวงรอบที่สองเป็นการพัฒนาเชิงลึก ส่งผลให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าทุกคนบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา แม้ยังมีบางด้านที่ควรต่อยอด เช่น การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการสื่อสารกับผู้ปกครอง</p>
วิภาดา แมนวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293355
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษายุค BANI World 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูยุค BANI World และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษายุค BANI World ที่มีอำนาจในการอธิบายแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มเป้าหมายที่ร่วมให้ข้อมูลสำหรับการศึกษานี้ คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 รวมทั้งสิ้น 317 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแยกประเภทตามชั้นภูมิ เครื่องมือ สังเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับภาวะผู้นำยุค BANI World เพื่อจัดทำเป็นข้อคำถามประมาณค่า 5 ระดับ จากการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อ 0.890 ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อสรุป ผู้วิจัยได้เลือกใช้สถิติดังต่อไปนี้ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตามวิธีของ Pearson และค่าสัมประสิทธิ์ การประมวลผลสถิติถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกตัวแปรเป็นขั้นตอนข้อค้นพบจากการวิจัยชี้ให้เห็น 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารยุค BANI World ทั้งในระดับภาพรวมและรายด้านมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง 2) แรงจูงใจของครูในยุค BANI World ทั้งในระดับภาพรวมและรายด้านมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่มีอำนาจในการอธิบายแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต ในรูปของคะแนนมาตรฐานสูงสุด คือ มิติของด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ตามด้วย ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.920 ปรากฏนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 84.60 มีสมการพยากรณ์ดังนี้ แบบจำลองสมการทำนายในรูปของคะแนนปฐมภูมิ (Y<sub>i</sub>) = 1.117 + 0.326X<sub>4</sub> + 0.173X<sub>2</sub> + 0.139X<sub>1</sub> + 0.106X<sub>3</sub> และ แบบจำลองสมการทำนายในรูปแบบค่าคะแนนมาตรฐาน (Z<sub>yi</sub>) = 0.390Z<sub>X4</sub> + 0.246Z<sub>X2</sub> + 0.166Z<sub>X1 </sub>+ 0.186Z<sub>X3</sub></p>
สุภาวดี คงอุ่น
ยุทธศาสตร์ กงเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292641
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก 2) ศึกษาหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่ 3) ศึกษาแนวทางปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในการทำการเกษตรที่ได้รับน้ำจากการชลประทานอ่างเก็บน้ำแม่มอก ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และตำบลบ้านใหม่ไชยมงคล ตำบลไทยชนะศึก ตำบลทุ่งเสลี่ยม ตำบลกลางดง ตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย จำนวน 357 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา สถิติ t-test และ One-way ANOVA<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี (ร้อยละ 61.90) การจัดสรรน้ำดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ชลประทานเป็นหลัก และใช้ระบบการส่งน้ำตามรอบเวร อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือระบบการกระจายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ และการได้รับน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่อุปสรรคหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานเสื่อมสภาพ และการขาดการวางแผนที่เป็นระบบ<br>2. หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.72) โดยด้านการบริหารงานภายในกลุ่มมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการจัดการน้ำ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการดูแลบำรุงรักษา ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุ ระดับการศึกษา จำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายได้ภาคการเกษตร พื้นที่รับน้ำ การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม และแหล่งข้อมูลข่าวสาร มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br>3. แนวทางปรับปรุงจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบจัดสรรน้ำให้ยืดหยุ่นและใช้ข้อมูลเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ การจัดทำแผนตรวจสอบและงบประมาณซ่อมบำรุงที่ชัดเจน การพัฒนาระบบสื่อสารและความโปร่งใสภายในกลุ่ม และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่องทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ผลการวิจัยสะท้อนว่า การเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มการมีส่วนร่วม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดความยั่งยืนในระดับชุมชน</p>
สำราญ เขียวสำริด
โชติ บดีรัฐ
ยุวดี พ่วงรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนา การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักวุฒิธรรมร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297507
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน จังหวัดขอนแก่น 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักวุฒิธรรมร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม และ 4) ประเมินหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ พระสอนศีลธรรม จำนวน 234 รูป และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้หลักสูตร คือ พระสอนศีลธรรม จำนวน 30 รูป เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น หลักสูตรฝึกอบรม คู่มือการใช้หลักสูตร แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ แบบวัดเจตคติ และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น ดัชนีความสอดคล้อง และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พระสอนศีลธรรมมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์โดยรวมเท่ากับ 0.532 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ 2) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ที่มาและความจำเป็น หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหา กระบวนการจัดกิจกรรมฝึกอบรม สื่อและเทคโนโลยีการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมและคู่มือการใช้หลักสูตรมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) หลังการฝึกอบรม พระสอนศีลธรรมมีความรู้และเจตคติต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์สูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีทักษะปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และ 4) พระสอนศีลธรรมมีความคิดเห็นต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> หลักสูตรฝึกอบรม; หลักวุฒิธรรม; การเรียนรู้เชิงประสบการณ์; สมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์; การจัดการเรียนรู้เชิงรุก</p>
นิรุต ป้องสีดา
วิทยา ทองดี
ประยูร แสงใส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะการเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294588
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและประเมินความเหมาะสมแบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 เรื่อง การเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้คอนคอร์ด อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 จำนวน 6 แผน 2. แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) และ3. แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทย จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้คอนคอร์ด มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.27 <br />2. ผลสัมฤทธิ์การทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ22.70, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.29 และค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 13.80 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.60</p>
ศศิกานต์ โพธิ์ภักดี
ชนินทร์ ยาระณะ
วารุณี โพธาสินธุ์
บุญสม ยานะธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครู โรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296566
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาครูให้มีความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครูโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการ 2 วงรอบ ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคารที่สมัครใจเข้าร่วมการพัฒนา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.50–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. ครูมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 20.00<br>2. ครูมีความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̅ = 3.74, S.D. = 0.10) และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก (X̅ = 3.79, S.D. = 0.47) หลังการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูสามารถปรับปรุงและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น<br>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.53, S.D. = 0.21) และ<br>4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.52, S.D. = 0.20)</p>
ดนัย ลุนบุดดา
เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290306
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนออทิสติกชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ จำนวน 3 คน และพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการวาดแผนภาพเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพ และใบงาน เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> จากการศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวกและการลบของนักเรียนออทิสติกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนนค่าเเฉลี่ย 2.26 คิดเป็นร้อยละ 75.25 นักเรียนออทิสติกได้คะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 และโดยรวมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 สำหรับนักเรียนออทิสติกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ ที่มีรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการวาดแผนภาพที่สร้างขั้น สามารถพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบของนักเรียนออทิสติกที่เป็นกรณีศึกษาได้ตามที่ตั้งไว้<br /> แนวทางพัฒนาคือ 1) การประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนการศึกษาพิเศษ ครูผู้สอนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษสามารถนำเทคนิคการวาดแผนภาพไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ เพื่อช่วยให้นักเรียนออทิสติกเข้าใจโจทย์ได้ง่ายขึ้นและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีขั้นตอน 2) การปรับใช้กับผู้เรียนที่มีระดับความสามารถต่างกัน ควรปรับระดับความซับซ้อนของโจทย์และรูปแบบแผนภาพให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน เช่น การใช้ภาพง่ายและชัดเจนสำหรับผู้ที่มีทักษะพื้นฐานต่ำ และใช้แผนภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้เรียนที่มีทักษะสูงกว่า 3) การบูรณาการกับวิชาอื่น เทคนิคการวาดแผนภาพสามารถประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ใช้วาดวงจรหรือกระบวนการทดลอง ภาษาไทยใช้การวาดผังเรื่อง หรือสังคมศึกษาใช้วาดแผนที่ความคิด เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบและการสื่อสารข้อมูล<br /><br /></p>
ราชภัฏ พัฒนกุล
วารุณี โพธาสินธุ์
ติณณภพ หลวงมณีวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293698
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู และ 2) ศึกษาสมรรถนะการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู <br>การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ คู่มือรูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และ แบบประเมินสมรรถนะการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผลการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล มีผลการประเมินของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.50 - 5.00</p> <p> 2) ศึกษาสมรรถนะการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มีผลการพัฒนาสมรรถนะการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู ภาพรวมอยู่<br>ในระดับดี ( = 4.22) โดยสมรรถนะการสอนของนักศึกษาครูที่มีผลการประเมินสูงสุด คือ สมรรถนะที่ 1 ด้าน<br>การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดีมา ( = 4.51) รองลงมาคือ สมรรถนะที่ 2 ด้านการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับดี ( = 4.35) และสมรรถนะที่ 3 ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับที่ดี <br>( = 3.78) ตามลำดับ</p>
ธารทิพย์ ขุนทอง
อลัลดา รื่นเจริญ
ประภาพร ชนะจีนะศักดิ์
พรทิพย์ อ้นเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนาน สำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295760
<p>การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เแบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอพอใจของครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติกโรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย ครูโรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา จำนวน 5 คน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 9 จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการนิเทศและติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p>
สุทธิดา ด้วงรัตน์
ธีระ รุญเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การศึกษาสถานการณ์สถานภาพศักยภาพและภูมิปัญญาของผู้สูงอายุในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288794
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ สถานภาพ และศักยภาพของผู้สูงอายุด้านสุขภาพ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และภูมิปัญญา และ 2) ศึกษาประเภท กลไก และปัญหาในการถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้สูงอายุในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรเป็นผู้สูงอายุจำนวน 12,311 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 385 คน กำหนดขนาดตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนประชากรใน 11 ตำบล ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพจำนวน 24 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .89 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ศักยภาพของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.58, S.D. = 0.44) ด้านจิตใจและด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน (x̄ = 3.82) รองลงมาคือด้านภูมิปัญญา (x̄ = 3.48) ด้านสุขภาพ (x̄ = 3.36) และด้านเศรษฐกิจ (x̄ = 3.04)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุครอบคลุมงานหัตถกรรม เครื่องจักสาน การแกะสลัก การตีมีด การทำเครื่องบูชาและโคมยี่เป็ง อาหาร การเกษตร สมุนไพร และการดูแลสุขภาพพื้นบ้าน การถ่ายทอดเกิดผ่านครอบครัว โรงเรียน โรงเรียนผู้สูงอายุ วัด และกิจกรรมของชุมชน ปัญหาที่พบคือการขาดผู้สืบทอด การรวมกลุ่มที่ไม่ต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดที่ยังมีไม่เพียงพอ</span></p>
วารุณี โพธาสินธุ์
สุชาดา เมฆพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292707
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับศักยภาพ และ 3) ศึกษาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพของ อสม. การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจาก อสม. ในพื้นที่อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร จำนวน 601 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. อสม. มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.01, σ = 0.74) ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านทักษะการปฏิบัติงาน ขณะที่ด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และการสื่อสารสุขภาพมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ รายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่นคือการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารสุขภาพและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>2. การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า ระดับการศึกษาแตกต่างกันส่งผลให้ศักยภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 ส่วนเพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ และประสบการณ์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ<br>3. แนวทางการเพิ่มศักยภาพควรมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและการบันทึกข้อมูลสุขภาพ เพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพสมัยใหม่ จัดอบรมเชิงปฏิบัติในกลุ่มย่อยและทบทวนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสริมระบบสนับสนุนด้านทรัพยากร พี่เลี้ยง และแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของ อสม. ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
รัฐสิทธิ์ อุ่นเจริญ
กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์
ภาสกร ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294728
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา 3) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา ในด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า ประชากร คือ โรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 จำนวน 6 โรง ผู้ให้ข้อมูลโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงโรงเรียนละ 9 คน รวมทั้งสิ้น 54 คน กลุ่มทดลอง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็น 2) แบบประเมินความตรงเชิงเนื้อหา 3) รูปแบบ APDIE MODEL 4) แบบประเมินรูปแบบ 5) แผนปฏิบัติการทดลอง 6) แบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง 7) แบบประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า สถิติที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้วิจัยได้สังเคราะห์รูปแบบ ชื่อ APDIE MODEL ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปสู่การทดลอง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพและความต้องการของผู้เรียน 2) การวางแผน 3) การพัฒนา 4) การนำไปใช้ ผลการประเมินรูปแบบได้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 การประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 และผลการใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนระหว่างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดและความต้องการจำเป็นพิเศษทางการได้ยินเพื่อนำผลมาปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล</p>
ชัชภาค วงษ์ซื่อ
ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์
ปลีลา ศักดิ์สิริชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนกุดจิกวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288301
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน 2) พัฒนาทักษะของครูในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการพัฒนาต่อการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยครูโรงเรียนกุดจิกวิทยาคาร ผู้อำนวยการโรงเรียน และนักวิชาการศึกษาจากกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึก และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. ครูผู้เข้าร่วมการพัฒนามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนเพิ่มขึ้น โดยผลการประเมินอยู่ในระดับดีทุกรายการ <br />2. ครูสามารถดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาด้านการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ชัยอนันต์ โพธิ์บุญปลูก
วิรัช เจริญเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296574
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า กลุ่มประชากร คือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัด จำนวน 36 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลหลักคือผู้อำนวยการและหัวหน้างานบริหารวิชาการ รวม 72 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง ส่วนโรงเรียนที่ใช้ทดลองปฏิบัติการคือ โรงเรียนวัดบ้านไร่ มีผู้เข้าร่วมทดลองรวม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัญหา รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม แผนปฏิบัติการ และแบบประเมินผลด้านต่าง ๆ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ APIC Model ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน (Analysis) การวางแผนทางวิชาการและการจัดการเรียนรู้ (Planning) การดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้ (Implementation) และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Collaborative Assessment) 3) ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหามีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 4) ผลการเปรียบเทียบการทดลองใช้รูปแบบพบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดข้อเสนอแนะจากการวิจัย ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน ร่วมวางแผนและดำเนินงานจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแผนงาน ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินผล เพื่อนำผลไปใช้ปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการอย่างต่อเนื่อง</p>
พิไลพร สมพงษ์
พัชราภรณ์ ดวงชื่น
ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290386
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 292 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และ<br>การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสู่ความเป็นเลิศโดยภาพรวมอยู่ในระดับ <br>ปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็น โดยรวมมีค่าเท่ากับ 0.470 โดยพบว่า ด้านที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด 2 อันดับแรก คือ ด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับชุมชน และ 2) แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลและยืนยันโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีรวมทั้งสิ้น 15 แนวทาง ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับ มากถึงมากที่สุด แนวทางที่สำคัญที่สุด คือ<br>เน้นการพัฒนาระบบ ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการ PLC เพื่อเป็นกลไกหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนและวางแผนการสอน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย การนำระบบ ผู้นำร่วม (Shared Leadership) มาใช้อย่างเป็นทางการ การกำหนดให้การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นนโยบายหลักของสถานศึกษา การใช้แพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางสื่อสารหลักกับชุมชนเพื่อสร้างความโปร่งใส และการริเริ่มโครงการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล ของสถานศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ : การบริหารสู่ความเป็นเลิศ, โรงเรียนขนาดเล็ก </strong></p>
ธภัทร วิกุลชัยวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
โมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293708
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรม Jamovi ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 และระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 2) องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู และระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลทางตรงและทางอ้อมเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรม โดยผ่านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู โดยมีค่า Relative Chi-Square เท่ากับ 1.37 ค่า SRMR เท่ากับ 0.02 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.04 ค่า CFI เท่ากับ 0.99 ค่า TLI เท่ากับ 0.99 ค่า GFI เท่ากับ 0.99 และค่า AGFI เท่ากับ 0.99 และโมเดลสมมติฐานมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p>
ณัฐสรณ์ ชูก้อนทอง
สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา โรงเรียนบ้านวังปลาโด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295761
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา2) เพื่อพัฒนาครูให้มีความสามารถด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านวังปลาโด จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> <strong>ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ด้านความรู้ความเข้าใจในการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์ม แคนวา พบว่า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 90.38</li> <li class="show">ด้านทักษะความสามารถด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ด้านความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
จิระนันต์ แสนตะระนะ
ฉัตรแก้ว คณะวาปี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การจัดระบบสารสนเทศการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288824
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการ และ 2) เปรียบเทียบสภาพการจัดระบบสารสนเทศดังกล่าวของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 โดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียน การวิจัยตั้งสมมติฐานว่าโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบสารสนเทศสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูผู้ปฏิบัติงานในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 4 จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนขนาดของโรงเรียน (เล็ก กลาง ใหญ่) โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> สภาพการจัดระบบสารสนเทศโดยรวมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาอยู่ใน ระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.87 เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีการปฏิบัติในระดับสูงสุดคือ ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา รองลงมาคือ ด้านสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอน และ ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ตามลำดับ ส่วนด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านกระบวนการเรียนรู้ ผลการเปรียบเทียบตามขนาดโรงเรียน ผลการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐานพบว่าขนาดของโรงเรียนส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดระบบสารสนเทศแตกต่างกันไปในแต่ละด้าน ดังนี้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร: ไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างโรงเรียนทุกขนาด ชี้ให้เห็นว่าทุกโรงเรียนดำเนินงานภายใต้กรอบและมาตรฐานเดียวกันจากส่วนกลาง ด้านสื่อและนวัตกรรม และ ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน: พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดย โรงเรียนขนาดใหญ่ มีการดำเนินงานในระดับที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความได้เปรียบด้านทรัพยากร งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา: โรงเรียนขนาดเล็ก มีการดำเนินงานต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ไม่มีความแตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่ามีโครงสร้างและระบบการนิเทศที่เป็นทางการและต่อเนื่องมากกว่า ด้านกระบวนการเรียนรู้ และ ด้านการวัดผลประเมินผล: พบความแตกต่างที่ซับซ้อน โดย ด้านกระบวนการเรียนรู้ โรงเรียนขนาดกลางมีความแตกต่างจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วน ด้านการวัดผลประเมินผล พบความแตกต่างระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยสรุป สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้รับการสนับสนุนเพียงบางส่วน เนื่องจากขนาดของโรงเรียนไม่ได้ส่งผลให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในทุกมิติ แม้โรงเรียนขนาดใหญ่จะมีความโดดเด่นในด้านที่ต้องอาศัยทรัพยากรสูง เช่น สื่อและนวัตกรรม แต่ในด้านการพัฒนาหลักสูตรกลับไม่พบความแตกต่าง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางนโยบายสนับสนุนที่แตกต่างกันตามบริบทของขนาดโรงเรียน โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง</p>
มนตรี ไชยบุญทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292878
<p class="s13"><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การวิจัยครั้งนี้</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Mixed Methods Research) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">มีวัตถุประสงค์เพื่อ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">1) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">กลุ่มตัวอย่าง</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ที่ใช้ในการศึกษาเชิงปริมาณ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ได้แก่ ครูปฐมวัยจำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">86</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">จากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Stratified Random Sampling) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">แบ่งตามสัดส่วนของครูแต่ละอำเภอ</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงเท่ากับ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">0.98 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">0.60</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">-1.00</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สัมภาษณ์</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">6</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน และวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (</span></span><span class="s12"><span class="bumpedFont15">𝑥̅</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">)</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">S.D.) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และค่าความต้องการจำเป็น (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">PNImodified</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">โดยใช้ว</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ิธีสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">6</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน และวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">2) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การตรวจสอบยืนยันโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">กลุ่มผู้ให้ข้อมูล</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ใน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การสนทนากลุ่ม (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Focus group) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">จำนวน 5 คน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพที่พึงประสงค์ แบบสัมภาษณ์ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ประเด็น</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การสนทนากลุ่ม (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Focus group) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">แบบสอบถามความเหมาะสม</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความเป็นไปได้</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความเป็นประโยชน์</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ค่า</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ดัชนี</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความต้องการจำเป็น </span></span></p> <p class="s13"><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ผลการวิจัย พบว่า 1</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ลำดับ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความต้องการจำเป็น</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ลำดับที่ 1 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">2</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">)</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ผลการสร้าง ตรวจสอบยืนยันความเหมาะสม พร้อมทั้งประเมินความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ของโปรแกรม</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ประกอบด้วย 5 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">องค์ประกอบ</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> 1</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">จัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ 2 จัดทำสื่อและหาแหล่งเรียนรู้ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4 การวัดและประเมินพัฒนาการ 4) แนวทางพัฒนา ประกอบด้วย </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">1</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">หลักการพัฒนา 70:20:10 2</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> วิธีการเสริมสร้างสมรรถนะครู 5) แนวทางการประเมิน</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">มีความ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เหมาะสม</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">อยู่ในระดับมาก</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ที่สุด </span></span> </p>
ณัฐยา สีสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295125
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ความต้องการจำเป็นของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 308 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 36 ข้อ ประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.64-0.98 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.69-0.89 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้างที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. สภาพปัจจุบันของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน สภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน<br>2. ความต้องการจำเป็นของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2) การมีวิสัยทัศน์ 3) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ และ 4) การสื่อสารและการจูงใจ<br>3. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 พบว่า มีแนวทางทั้งหมด 7 แนวทาง และผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ปนัดดา เทียบแก้ว
ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน
ปาริชา มารี เคน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288323
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความเป็นนวัตกรของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 และแบบสอบถามความเป็นนวัตกรของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.34, S.D. = 0.75) ส่วนด้านการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.19, S.D. = 0.75)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความเป็นนวัตกรของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการมีความกล้าเสี่ยงและลองผิดลองถูกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.49, S.D. = 0.55) ส่วนด้านการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.39, S.D. = 0.59)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเป็นนวัตกรของครูในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span>4. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความเป็นนวัตกรของครูได้ร้อยละ 34.20</p>
มณีญา ชุณหจันทร์
โสภนา สุดสมบูรณ์
จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษขอนแก่น
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296665
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น และ 2) พัฒนาและประเมินรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 348 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน สำหรับการสัมภาษณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน สำหรับการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNImodified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 83) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.56) ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การคิดเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ ความรับผิดชอบต่อการกระทำ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และการใช้หลักการด้านสุนทรียสาธก<br>2. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ แนวคิด และวัตถุประสงค์ (2) วิธีดำเนินการ (3) กลไกการพัฒนา (4) แนวทางการประเมิน และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยสาระสำคัญของรูปแบบมุ่งพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของครูผ่านการใช้หลักการด้านสุนทรียสาธก การสร้างแรงบันดาลใจ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม การคิดเชิงบวก และความรับผิดชอบต่อการกระทำ ภายใต้กลไกการเรียนรู้แบบ 70:20:10 และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผลการประเมินรูปแบบด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ศิริการณ์ น้อยวังหิน
ละเอียด จงกลนี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับ ความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291216
<p>วิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารการพัฒนารูปแบบ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 5 ด้านได้แก่ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาทั้งระบบ การบริหารตนเอง และการมีภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ส่วนแนวทางในการบริหารตามแนวคิดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถานศึกษาควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้มีการประชุมทั้งรูปแบบออนไซด์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดมี 5 องค์ประกอบคือ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก กระบวนการดำเนินงานและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีระบบงานและกลไกจำนวน 4 ด้าน คือการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไข กระบวนการดำเนินงาน ASIE Model ประกอบด้วย 1) Analysis School Potentials 2) Strategy determination 3) Implementation 4) Evaluation Successful ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.55)</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า คุณภาพผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 25667 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 76.41 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 69.22 ที่ผลต่างโดยรวม 7.19 คุณภาพครูพบว่า ครูมีคุณภาพและทักษะการปฏิบัติงาน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D = 0.50) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติจากหน่วยงานของรัฐ ปีการศึกษา 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 100 และคุณภาพกระบวนการบริหารมีระดับการดำเนินงานในระดับมากที่สุด ( = 4.53, S.D. = 0.50)</li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่ามีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.51) ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุดที่สุด ( = 4.53, S.D. = 0.50)</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การพัฒนารูปแบบ; การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุด</p> <p>วิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารการพัฒนารูปแบบ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 5 ด้านได้แก่ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาทั้งระบบ การบริหารตนเอง และการมีภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ส่วนแนวทางในการบริหารตามแนวคิดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถานศึกษาควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้มีการประชุมทั้งรูปแบบออนไซด์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดมี 5 องค์ประกอบคือ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก กระบวนการดำเนินงานและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีระบบงานและกลไกจำนวน 4 ด้าน คือการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไข กระบวนการดำเนินงาน ASIE Model ประกอบด้วย 1) Analysis School Potentials 2) Strategy determination 3) Implementation 4) Evaluation Successful ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.55)</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า คุณภาพผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 25667 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 76.41 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 69.22 ที่ผลต่างโดยรวม 7.19 คุณภาพครูพบว่า ครูมีคุณภาพและทักษะการปฏิบัติงาน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D = 0.50) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติจากหน่วยงานของรัฐ ปีการศึกษา 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 100 และคุณภาพกระบวนการบริหารมีระดับการดำเนินงานในระดับมากที่สุด ( = 4.53, S.D. = 0.50)</li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่ามีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.51) ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุดที่สุด ( = 4.53, S.D. = 0.50)</li> </ol>
พัฒน์อนิญช์ ตระกูลอินคอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย Active Learning ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293739
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ผู้บริหารต้องจัดการเพื่อสนับสนุน Active Learning ในระดับเขตพื้นที่และจังหวัด 2) ตรวจสอบระบบนิเทศติดตาม กลไกสนับสนุน และมาตรการส่งเสริมจากผู้บริหารระดับนโยบายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง และ 3) พัฒนาแนวทางนโยบายต้นแบบเชิงระบบระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ที่เสริมศักยภาพผู้บริหารให้สามารถขับเคลื่อน Active Learning อย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 300 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องจัดการเพื่อสนับสนุน Active Learning ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การพัฒนาครูและบุคลากร การนิเทศภายใน และการประเมินผลและการปรับปรุง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนด้านการจัดสรรทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระบบนิเทศติดตามและกลไกสนับสนุนที่ช่วยให้การขับเคลื่อน Active Learning มีความต่อเนื่อง ประกอบด้วย การพัฒนาครูอย่างสม่ำเสมอ การนิเทศแบบโค้ชชิ่ง การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ที่จำเป็น และการนำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางนโยบายต้นแบบเชิงระบบระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ประกอบด้วย การกำหนดทิศทางและเป้าหมายการขับเคลื่อน Active Learning ที่ชัดเจน การจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นของสถานศึกษา การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง การนิเทศติดตามเชิงพัฒนาโดยใช้กระบวนการโค้ชชิ่งและ PLC และการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เพื่อใช้ข้อมูลจากการประเมินในการปรับปรุงการดำเนินงานและสนับสนุนการขับเคลื่อน Active Learning อย่างต่อเนื่อง</span></p>
เสกชัย ชมภูนุช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม
2026-08-31
2026-08-31
13 2