วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij <p><strong><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/marisa2020/blobid0-ee0d17668d7f2d13103dedd88b1d48b4.jpg" /></strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p>วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรมรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p> สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น th-TH วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2822-0374 เทคนิคกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างประสิทธิผลภายในองค์กร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/286881 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอเทคนิคกระบวนการทำงานที่สามารถสร้างประสิทธิผลภายในองค์กร ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและการแข่งขันสูง โดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดเชิงทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ การศึกษาชี้ให้เห็นว่า กระบวนการทำงานเป็นกลไกสำคัญที่แปรสภาพทรัพยากรไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณค่า และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิผลขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ<br />ผลการวิเคราะห์พบว่า องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการทำงานที่นำไปสู่ประสิทธิผลขององค์กรประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ (1) การมุ่งเน้นผลลัพธ์ (2) ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (3) แรงจูงใจของบุคลากร และ (4) นวัตกรรมและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เทคนิคสำคัญที่ช่วยยกระดับกระบวนการทำงาน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ การใช้ระบบอัตโนมัติ การประยุกต์หลักการแบบลีน การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การบริหารคุณภาพแบบซิกซ์ซิกมา และการทำแผนที่กระบวนการ นอกจากนี้ การกำหนดทิศทางองค์กร การออกแบบกระบวนการทำงาน การบริหารเครือข่ายอุปทาน และการส่งเสริมนวัตกรรม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการลดความแปรปรวน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และความต่อเนื่องของการดำเนินงาน<br />ประสิทธิผลของการปฏิบัติการขององค์กรเกิดจากการบูรณาการกระบวนการทำงาน เทคโนโลยี ทรัพยากร และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคุณค่า ลดต้นทุน และบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ได้อย่างยั่งยืน</p> ธีร์ดนัย กัปโก พระมหาปรีชา ทองแม้น แพรทอง กัปโก แพรวพรรณ ประจักษ์โก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 409 420 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283968 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 33 คน และครูผู้สอน จำนวน 304 คน รวมทั้งสิ้น 337 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสอบถามประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคู่ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเรียนการสอนกับด้านความสามารถในการแก้ปัญหาภายในโรงเรียน (r = 0.884) รองลงมา ได้แก่ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการกับด้านความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา (r = 0.875) และคู่ที่มีค่าต่ำสุด ได้แก่ ด้านการกำหนดภารกิจของโรงเรียนกับด้านการพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง (r = 0.695)</span></p> มัญฑิตา ดวงคำดี วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 1 10 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284025 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 356 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การกำหนดทิศทางขององค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การมีวิสัยทัศน์ และการควบคุมองค์กร<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การร่วมมือ การหลีกเลี่ยง การยอมให้ การประนีประนอม และการเอาชนะ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ในระดับสูงมาก (r = 0.848) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมีความสัมพันธ์กับด้านการร่วมมือในระดับสูงสุด</span></p> ณภัทธ คงเจริญ วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 11 20 บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทในการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290274 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา 2) ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมต่อการบริหารสถานศึกษา 3) บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทในการบริหารโรงเรียน และ 4) สังเคราะห์องค์ความรู้จากการบูรณาการดังกล่าว การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงปรากฏการณ์ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษามีจุดเด่นในการส่งเสริมคุณธรรมตามแนวพุทธศาสนา โดยผู้บริหารและครูให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจริยธรรมควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนา ได้แก่ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และการเชื่อมโยงหลักสูตรกับการปฏิบัติจริง รวมทั้งการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสม ได้แก่ พรหมวิหาร 4 กัลยาณมิตร 7 และอิทธิบาท 4 ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานคุณธรรมในการบริหารบุคคล การพัฒนาครู และการเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียน โดยสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมิติทางวิชาการและคุณธรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงหลักธรรมกับบทบาทของผู้บริหาร ครู และผู้เรียน ส่งผลให้การบริหารสถานศึกษามีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพเชิงระบบและการพัฒนาคุณธรรม<br /></span>4. องค์ความรู้จากการวิจัยสามารถพัฒนาเป็นแนวทางการบริหารสถานศึกษาเชิงองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การบริหารตน การบริหารคน และการบริหารงาน ซึ่งเน้นคุณธรรมควบคู่กับประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด ABTKSI Model</p> พระครูปริยัติธรรมธัช ปิยธมฺโม (ชำนิวัตร) บุญร่วม คำเมืองแสน อุทัย กมลศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 21 30 บูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290271 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินชีวิตของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาคุณค่าของประเพณีแซนโฎนตา 3) บูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และ 4) ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการคุณค่าดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 รูป/คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินชีวิตของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา การเลี้ยงช้าง และการทอผ้าไหม ควบคู่กับการยึดมั่นในประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะประเพณีแซนโฎนตา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. คุณค่าของประเพณีแซนโฎนตา เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการยึดมั่นในคุณธรรมทางศาสนา อีกทั้งยังช่วยสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การบูรณาการคุณค่าประเพณีแซนโฎนตาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต พบว่า ส่งผลให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกทางคุณธรรม ได้แก่ ความเมตตา ความเสียสละ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและความเข้มแข็งของชุมชน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. องค์ความรู้จากการศึกษา พบว่า การบูรณาการคุณค่าความกตัญญู ความสามัคคี ความเสียสละ และความเมตตา สามารถอธิบายผ่านรูปแบบ “ESCS Model” ซึ่งประกอบด้วยด้านจริยธรรม สังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงกันในการหล่อหลอมวิถีชีวิตของประชาชน</span></p> พระมหาวิสุทธิ์ ปฏิพโล (ศรีพิมพ์) บุญร่วม คำเมืองแสน อุทัย กมลศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 31 40 รูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290270 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินชีวิตของบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณอายุราชการ 3) พัฒนารูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท และ 4) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณอายุราชการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้เกษียณอายุราชการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณมีลักษณะเรียบง่ายและสมถะ ดำรงชีวิตร่วมกับครอบครัว มีบทบาทในการดูแลบุตรหลาน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและสังคม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เหมาะสม ได้แก่ ไตรลักษณ์ อริยสัจ 4 อายุวัฒนธรรม 5 และทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ซึ่งช่วยให้ผู้เกษียณสามารถปรับตัว ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และดำเนินชีวิตอย่างสมดุล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพเกิดจากการบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเถรวาทอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสมดุลในมิติด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถสังเคราะห์เป็น “LIFE Model” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่อธิบายการดำเนินชีวิตของผู้เกษียณในมิติด้านปัญญา จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน</span></p> วีระ รัฐมนตรี บุญร่วม คำเมืองแสน อุทัย กมลศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 41 50 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานของโรงเรียนในกลุ่มตำบลทุ่งนาเลา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287283 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) พัฒนาทักษะการเขียนแผนและการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และ 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาทักษะดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนกลุ่มตำบลทุ่งนาเลาที่สมัครใจเข้าร่วมวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจและสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้ แต่ยังมีครูบางส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนการวางแผนโครงงานและการสะท้อนผลได้อย่างครบถ้วน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ในวงรอบที่ 2 หลังการพัฒนาโดยใช้การนิเทศภายใน ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในระดับมาก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span>โดยสรุป การใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในสามารถพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 51 60 การพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ความท้าทายเป็นฐานของครูโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287478 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูลให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ความท้าทายเป็นฐาน 2) พัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ประกอบด้วย 2 วงรอบ แต่ละวงรอบมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูอาสาสมัคร 7 คน จากโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถาม กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วย การศึกษาเอกสารด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์ที่ใช้ แต่ยังมีบางส่วนไม่ชัดเจนในขั้นการกำหนดแนวคิดหลัก ในวงรอบที่ 2 การนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาช่วยให้ครูทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและสามารถนำแนวคิดไปใช้ได้อย่างเหมาะสม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ในวงรอบที่ 1 ครูสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้นการกำหนดแนวคิดหลักและการประเมินผล ส่งผลให้การจัดกิจกรรมยังไม่ครบกระบวนการ ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม ครอบคลุมทุกขั้นตอน ทำให้ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ดีขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านความพึงพอใจ ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง เห็นว่ากลยุทธ์ที่ใช้ช่วยให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> จิรเชษฐ์ ไชยพันโท ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 61 70 การพัฒนาสมรรถนะครูการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287479 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะครูในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาวให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม 2) พัฒนาสมรรถนะครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม และ 3) ประเมินความพึงพอใจของครูและนักเรียนต่อการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยจำนวน 10 คน ได้แก่ ครูผู้สมัครใจจากโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายอำเภอน้ำหนาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินสมรรถนะ และแบบสอบถาม กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วย การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายและนำแนวคิดไปใช้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ในวงรอบที่ 1 ครูสามารถจัดกิจกรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการสะท้อนคิดและการประเมินผล อย่างไรก็ตาม ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมได้อย่างถูกต้องครบถ้วนและเหมาะสม<br /></span>3. ด้านความพึงพอใจ ครูและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยสรุปกลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในสามารถยกระดับสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาครูในบริบทอื่นได้</p> อริสา พรมจรรย์ ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-20 2026-04-20 13 1 71 80 การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยุคดิจิทัลในโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287489 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล 2) พัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานระบบ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อการพัฒนาทักษะครู การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart กลุ่มผู้ร่วมวิจัยและผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และนักวิชาการศึกษา จากโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึก และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ควบคู่กับการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับดี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะดังกล่าวอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการศึกษาในยุคดิจิทัล</span></p> อนุวัตร์ ภายชิต วิรัช เจริญเชื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-21 2026-04-21 13 1 81 90 การพัฒนาทักษะครู ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน โรงเรียนนครขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287416 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนนครขอนแก่นให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) พัฒนาความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะและการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน การวิจัยเป็นรูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Stephen Kemmis and Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ครูโรงเรียนนครขอนแก่นที่สมัครใจ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม และแบบประเมินทักษะ กลยุทธ์ในการพัฒนา ได้แก่ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานเพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 1 มีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับมาก แม้ยังพบข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้บางประเด็น แต่ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายแนวคิดและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีความสามารถในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 สามารถออกแบบกิจกรรมได้ถูกต้องและเหมาะสมในภาพรวม และเมื่อเข้าสู่วงรอบที่ 2 ซึ่งเน้นการนิเทศภายใน พบว่าครูทุกคนสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมได้ครบถ้วน เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านรูปแบบกิจกรรมและการนิเทศติดตามที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน สรุปได้ว่า กลยุทธ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน สามารถยกระดับความรู้ ความสามารถ และความพึงพอใจของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> ศิลปคม สีจองแสง วิรัช เจริญเชื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-21 2026-04-21 13 1 91 100 การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานการป้องกันการแก้ไขนักเรียนออกกลางคันโรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287581 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันของโรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองขอนแก่น 2) พัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงาน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาทักษะครู เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้รับผิดชอบงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 15 คน จาก 5 โรงเรียน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกต แบบบันทึกการนิเทศ และแบบสรุปผลการศึกษาดูงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อน-หลังการพัฒนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการดำเนินงาน โรงเรียนมีมาตรการป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและการนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่สูง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนาทักษะครู วงรอบที่ 1 (อบรมเชิงปฏิบัติการและนิเทศติดตาม) ทำให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น และสามารถใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ วางแผน ดำเนินงาน และติดตามประเมินผลได้ดีขึ้น วงรอบที่ 2 (ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้) ทำให้ครูสามารถประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่ดีให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span>3. ผลการประเมิน ภายหลังการพัฒนา ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงเรียนมีความเป็นระบบมากขึ้น และสามารถลดปัญหานักเรียนออกกลางคันได้อย่างมีประสิทธิผล สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศติดตาม และการศึกษาดูงาน สามารถยกระดับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขนักเรียนออกกลางคันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กานต์ชุดา สมสะอาด เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-25 2026-04-25 13 1 101 110 การพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้แบบสืบเสาะสำหรับครูโรงเรียนบ้านกุดเลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287609 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะ 2) พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนา และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างคือครูโรงเรียนบ้านกุดเลา จำนวน 9 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 1 ครูมีความเข้าใจในระดับดี และในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายแนวคิดและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 สามารถออกแบบแผนและจัดกิจกรรมได้ในภาพรวม แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้นอธิบาย สรุป และขยายความรู้ เมื่อพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดกิจกรรมได้ครบทั้ง 5 ขั้นตอนอย่างถูกต้องและเหมาะสม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้รูปแบบสืบเสาะอยู่ในระดับมาก สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายใน สามารถยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน</span></p> นิภาพร ลีปา ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-25 2026-04-25 13 1 111 120 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้นาฎศิลป์ เรื่อง รำบายศรีสู่ขวัญ โดยใช้ทักษะปฏิบัติของกลุ่มโรงเรียนตำบลบ้านบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287615 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ เรื่องรำบายศรีสู่ขวัญ โดยใช้ทักษะปฏิบัติ 2) พัฒนาทักษะของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ให้ถูกต้อง และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart โดยดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายคือครูจำนวน 7 คนในกลุ่มโรงเรียนตำบลบ้านบัวที่สมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถาม โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์เพิ่มขึ้น สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้และออกแบบกิจกรรมได้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ในวงรอบแรกยังพบว่าครูบางส่วนขาดความชำนาญในการปฏิบัติ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการปรับปรุงในวงรอบที่ 2 โดยใช้การนิเทศภายในแบบโค้ชชิ่ง (Coaching) ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ครบถ้วนตามกระบวนการทักษะปฏิบัติ 4 ขั้น ได้แก่ เลียนแบบ ฝึกปฏิบัติ ปรับปรุงพัฒนา และปฏิบัติอย่างชำนาญ ส่งผลให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะปฏิบัติในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการฝึกปฏิบัติจริง การได้รับคำแนะนำจากการนิเทศภายใน และการนำไปใช้ในชั้นเรียน โดยสรุป การพัฒนาครูโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ สามารถยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทการจัดการเรียนรู้จริงได้อย่างมั่นใจ</span></p> เจริญรัตน์ รักษ์มณี สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-27 2026-04-27 13 1 121 130 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามกระบวนการจัดการเรียนรู้ MIAP Model ของครูแผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287735 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามกระบวนการ MIAP Model 2) พัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ครูแผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามกระบวนการ MIAP Model เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 1 ครูส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระดับมาก และในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถอธิบายและดำเนินการจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 สามารถจัดทำแผนและดำเนินกิจกรรมได้ในภาพรวม แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้น Information และ Application เมื่อดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถจัดกิจกรรมได้ครบทั้ง 4 ขั้นตอนของ MIAP Model อย่างเหมาะสม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะอยู่ในระดับมาก<br /></span>4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามกระบวนการ MIAP Model อยู่ในระดับมาก และมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมมากขึ้น สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในอย่างต่อเนื่อง สามารถยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามกระบวนการ MIAP Model ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน</p> อรรถวิทย์ ตรีเหรา ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-27 2026-04-27 13 1 131 140 การพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สำหรับครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนหนองกุงศรีวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287878 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 2) พัฒนาทักษะของครูในการจัดกิจกรรมดังกล่าว 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 8 คน กลยุทธ์ที่ใช้คือการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินทักษะ บันทึกการนิเทศ และบันทึกการประชุม โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจากร้อยละ 34.38 เป็นร้อยละ 77.50 แสดงให้เห็นว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถพัฒนาความรู้พื้นฐานของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้อยู่ในระดับดี สามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อได้รับการนิเทศติดตามในวงรอบที่ 2 ครูที่มีทักษะในระดับปานกลางสามารถพัฒนาเป็นระดับดี สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องจากกระบวนการพัฒนามีความสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานและสามารถนำไปใช้ได้จริง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์</span></p> สุพัตรา คำหงษา สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-27 2026-04-27 13 1 141 152 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์ของโรงเรียนในกลุ่มตำบลโคกสะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288070 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์ 2) พัฒนาทักษะครูในการเขียนแผนและจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้าร่วมโครงการพัฒนา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยครูจำนวน 5 คน ในกลุ่มโรงเรียนตำบลโคกสะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทุกคนมีพัฒนาการอย่างชัดเจน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการเขียนแผนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม<br /></span>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาในระดับมาก โดยในวงรอบที่ 1 ยังมีครูบางส่วนที่ไม่บรรลุผลในขั้นการออกแบบและทดสอบกิจกรรม จึงได้นำปัญหาสู่การพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้การนิเทศแบบโค้ชชิ่งร่วมกับการประชุมเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ครูทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และครูมีความพึงพอใจในระดับสูง โดยสรุป การพัฒนาทักษะครูโดยใช้กิจกรรมหุ่นยนต์ร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม สามารถยกระดับสมรรถนะครูและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> สาธาร รวบรัด สุรินทร์ ภูสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-27 2026-04-27 13 1 153 162 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ (บ้านบ่อราษฎรบำรุง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/289422 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูจำนวน 28 คน ในโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ (บ้านบ่อราษฎรบำรุง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามสภาพปัญหา แบบประเมินรูปแบบ แผนปฏิบัติการทดลอง แบบประเมินก่อน–หลังการทดลอง และแบบประเมินด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า โดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่า IOC วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ SHARE Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสำรวจความหลากหลายของผู้เรียน การปรับเจตคติให้เคารพในความแตกต่าง การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำร่วมกัน การสะท้อนคิดเพื่อเติบโตทางวัฒนธรรม และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเฉลี่ยเท่ากับ 1.00<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง</span></p> ณัฐวุฒิ คงเพ็ชร ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-28 2026-04-28 13 1 163 174 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สังกัดหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/286882 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการและพนักงานราชการ สังกัดหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Independent Samples t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) พร้อมเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffé<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.30, S.D. = 0.52) โดยปัจจัยจูงใจมีระดับสูงสุดในด้านความสำเร็จของงาน รองลงมาคือความก้าวหน้า ลักษณะงาน การยอมรับนับถือ และความรับผิดชอบ ขณะที่ปัจจัยค้ำจุนมีระดับสูงสุดในด้านนโยบายและการบริหาร รองลงมาคือสภาวะการทำงาน เงินเดือน ความสัมพันธ์ในหน่วยงาน และการนิเทศงาน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่อายุและตำแหน่งงานไม่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน</span></p> กาญจนา มีโชติ ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-28 2026-04-28 13 1 175 184 แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287944 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 123 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.497 แสดงถึงความจำเป็นในการพัฒนาในระดับค่อนข้างสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ รองลงมา คือ การปฏิบัติการนิเทศ การประเมินผลและรายงานผล การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ และการวางแผนการนิเทศ ตามลำดับ</p> สุเมธตา งามชัด กฤษฏาพันธ์ พงษ์บริบูรณ์ วีระพงษ์ เทียมวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-28 2026-04-28 13 1 185 194 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287959 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 59 คน และครูผู้สอน จำนวน 240 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นของทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวม มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI </span><sub>Modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.217 เมื่อพิจารณารายด้าน เรียงลำดับ ความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านนักเรียน ด้านผู้บริหาร ด้านครู และด้านโรงเรียน ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การพัฒนาสถานศึกษาสู่มาตรฐานตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. มีทั้งหมด 10 แนวทาง และผลการความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = </span><span style="font-size: 0.875rem;">4.69, S.D. = 0.56) อยู่ในระดับมาก ที่สุดและความเป็นไปได้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, S.D. = 0.56) อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> สุขุมาล เค้าแคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-28 2026-04-28 13 1 195 202 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะการสะกดคำ และโปรแกรม Class Point ที่มีผลต่อทักษะการอ่านสะกดคำสัทอักษรจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/289980 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ (4) ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะและโปรแกรม ClassPoint ที่มีผลต่อทักษะการอ่านสะกดคำสัทอักษรจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/8 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้แผนการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.15, S.D. = 0.82) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48, S.D. = 0.57) และนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน (Game-Practice-Tech-Reflect)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ และมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51, S.D. = 0.35)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนทักษะการอ่านสะกดคำหลังเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 44.00) สูงกว่าก่อนเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 20.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.21)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินโดยครูผู้สอน พบว่ารูปแบบมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.56) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้ในบริบทสถานศึกษา</span></p> นัทธ์ชนัน ศรีโพนทัน รัชกร ประสีระเตสัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-28 2026-04-28 13 1 203 214 การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับครูในโรงเรียนหนองกุงราษฎร์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287817 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูด้านการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล 2) พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครู และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูโรงเรียนหนองกุงราษฎร์วิทยา จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน การสร้างสรรค์สื่อและนวัตกรรมดิจิทัล และการวัดและประเมินผลด้วยเครื่องมือดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น โดยสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน และภายหลังการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนมีระดับทักษะอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลอยู่ในระดับมาก </span>สรุปได้ว่า การพัฒนาครูโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศภายในภายใต้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ สามารถยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้การจัดการเรียนรู้มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน</p> กิตติชัย กิ่งเกตุ สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 215 226 องค์ประกอบการบริหารความเสี่ยงตามทัศนะของบุคลากรในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292003 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารความเสี่ยงตามทัศนะของบุคลากรในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) เปรียบเทียบองค์ประกอบดังกล่าวกับกรอบแนวคิดมาตรฐาน COSO การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากร ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มตัวอย่าง จำนวน 437 โรง กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan ได้จำนวน 205 โรงเรียน และกำหนดผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 3 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 615 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินการเปรียบเทียบกับมาตรฐาน COSO วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. องค์ประกอบการบริหารความเสี่ยงประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ ได้แก่ มาตรการควบคุมความเสี่ยง แผนการบริหารความเสี่ยง การป้องกันความเสี่ยง การกำกับดูแล การบริหารทรัพยากรบุคคล การรายงานและติดตามผล กระบวนการบริหารความเสี่ยง การกำหนดกลยุทธ์ คุณลักษณะผู้เรียน และแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. องค์ประกอบที่ค้นพบมีความแตกต่างจากกรอบแนวคิดมาตรฐาน COSO ในบางประเด็น โดยเฉพาะองค์ประกอบที่สะท้อนบริบททางการศึกษา</span></p> อนุวัฒน์ ลือศิริวัฒนา วรกาญจน์ สุขสดเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 227 236 การพัฒนารูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของโรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291241 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของโรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบ และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา กลุ่มปฏิบัติการทดลอง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพปัญหา รูปแบบ SPIE Model แบบประเมินรูปแบบ แผนปฏิบัติการทดลอง แบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง และแบบประเมินด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ SPIE Model ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ผู้เรียนและสภาพแวดล้อม การวางแผน การดำเนินการ และการประเมินผลและปรับปรุง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเฉลี่ยเท่ากับ 1.00<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ผลการใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าอยู่ในระดับมาก</span></p> นันทภัค โคตรประทุม ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 237 248 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในสหวิทยาเขตเมืองสองคลอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291453 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 169 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.59) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62) รองลงมาคือ ด้านการสื่อสารและการสร้างแรงจูงใจ (</span><em style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.60) ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.58) และด้านการทำงานเป็นทีม (</span><em style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.58) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้าย คือ ด้านการพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.55) อยู่ในระดับมากที่สุด<br /></span>2. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะสามารถสังเคราะห์ได้เป็น 5 ด้าน ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ และการสื่อสารและการสร้างแรงจูงใจ</p> วราภรณ์ ตาทิพย์ สิทธิชัย มูลเขียน ภูวนาท มูลเขียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 247 256 การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291705 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ด้านกายภาพ ด้านวิชาการ และด้านการบริหาร และ 2) เปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาดสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 192 คน ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการบริหาร และด้านกายภาพ ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันโดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระหว่างสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่</span></p> วิศรุต มีดี อัจฉรา วัฒนาณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 257 266 การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานระบบจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของสถานศึกษา ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287562 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) 2) พัฒนาทักษะการดำเนินงานระบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะครู กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่พัสดุ จำนวน 12 คน ในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาชื่นชม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 และผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านงานพัสดุ จำนวน 10 คน การวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบนิเทศ กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศติดตาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ยังมี 2 คนไม่บรรลุเกณฑ์เนื่องจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำร่างขอบเขตของงานและรายงานขอซื้อขอจ้าง และในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนมีความรู้ความเข้าใจถูกต้องครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านทักษะการดำเนินงานระบบ e-GP ในวงรอบที่ 1 ครูยังมีข้อบกพร่องบางขั้นตอน แต่ในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามระเบียบ มีทักษะดีขึ้นอย่างชัดเจน <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านความพึงพอใจ พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาในระดับสูง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ </span>สรุปได้ว่า กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับการนิเทศติดตามมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจของครูด้านการดำเนินงานระบบ e-GP จึงควรส่งเสริมให้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาอื่นต่อไป</p> ยงยุทธ สิงห์ขรเขต สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 267 278 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ โรงเรียนบ้านโนนตุ่นสามัคคีศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292102 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ 2) พัฒนาทักษะการเขียนแผนและการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการพัฒนา และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าและผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 28 คน ประกอบด้วย ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 6 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง และผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวน 22 คน ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบสังเกต และแบบสอบถามความพึงพอใจ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในวงรอบที่ 2 สามารถอธิบายและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมได้จริงอย่างเป็นระบบ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านเนื้อหาและการนำไปใช้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมาก มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน</span></p> บุญฑริกา อุทธา เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 279 288 การพัฒนาทักษะครูด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนพุทไธสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292121 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial 2) พัฒนาครูให้มีทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatialและ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 10 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบทดสอบ แบบประเมินการผลิตสื่อและใช้สื่อการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial มีผลการทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 86.50<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ทักษะการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial พบว่ากลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีทักษะการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54 , S.D. = 0.60) <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมการพัฒนาทักษะครูด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โลกเสมือนจริงจักรวาลนฤมิตด้วยแพลตฟอร์ม Spatial พบว่ากลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า มีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมการพัฒนาทักษะครูอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.57, S.D. = 0.47)</span></p> จุฑามาศ ห้าวจันทึก ประพนธ์ หลีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 289 298 การจัดการเรียนรู้แบบเปิด (Open Approach) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลย่า (Polya) ที่มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/289347 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเปิด (Open Approach) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลย่า (Polya) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Research) แบบ One Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 45 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน รวม 23 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (ค่าความยาก 0.65-0.75 ค่าอำนาจจำแนก 0.30 และค่าความเชื่อมั่น 0.71) และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ค่าความยาก 0.30-0.77 ค่าอำนาจจำแนก 0.27-0.97 และค่าความเชื่อมั่น 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ one-sample t-test และ dependent t-test<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลย่ามีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 78.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 81.22 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 นอกจากนี้ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียน (ค่าเฉลี่ย 16.22 คะแนน หรือร้อยละ 81.11) สูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ย 9.78 คะแนน หรือร้อยละ 48.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลย่าสามารถพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> สรัญญารัตน์ ธานะพงค์ พินโย พรมเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 299 308 แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลจำป่าหวาย จังหวัดพะเยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291525 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ และ 2) พัฒนาแนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลจำป่าหวาย จังหวัดพะเยา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือ จำนวน 3 คน ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ จำนวน 5 คน และสัมภาษณ์เพื่อพัฒนาแนวทาง จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลจำป่าหวาย จำนวน 66 คน ได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan) และทำการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการจำแนกประเภทข้อมูล |<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.29, S.D. = 0.37) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ทักษะการคิดแก้ปัญหา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 9 แนวทาง และ 32 วิธีดำเนินการ ครอบคลุมทักษะการคิดแก้ปัญหา การใช้ชีวิตในสังคม ด้านสุขภาวะ การวางแผนและการจัดการการเงิน การรู้สารสนเทศและการรู้หนังสือ การสื่อสาร การใช้ชีวิตในบ้านและนอกบ้านอย่างปลอดภัย การทํางานเป็นทีมและการมีมนุษยสัมพันธ์ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ</span></p> วัชระ จตุพร วิลาวัลย์ สมยาโรน นริศรา เสือคล้าย อาภาพรรณ ประทุมไทย สุนทร คล้ายอ่ำ ลำไย สีหามาตย์ น้ำฝน กันมา ณัฐวุฒิ สัพโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 309 322 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนโสตศึกษาสถานศึกษา กลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292409 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2) พัฒนาและสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าของรูปแบบ การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูจากโรงเรียนโสตศึกษาสถานศึกษากลุ่ม 1 จำนวน 6 โรง โรงเรียนละ 9 คน รวม 54 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และระยะทดลองใช้ ได้แก่ บุคลากรโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม จำนวน 12 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบประเมิน รูปแบบ CPOTCM Model แผนปฏิบัติการทดลอง และแบบประเมินก่อน-หลัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัญหาหลัก ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยังไม่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการปฏิบัติจริง การมีส่วนร่วมในการวางแผนหลักสูตรยังไม่เพียงพอ และการจัดการเรียนรู้ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของผู้เรียน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบ CPOTCM Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความรู้ความเข้าใจ การวางแผนหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การนิเทศการสอน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการติดตามและประเมินผล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบมีความเหมาะสมในระดับสูง โดยมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการทดลองใช้พบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ผลการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> ใหม่วิมล ชนะชัย ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ ปลีลา ศักดิ์สิริชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-29 2026-04-29 13 1 323 332 การศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292332 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งความสุข การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 306 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิแบบไม่เป็นสัดส่วน และผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน (ค่าอำนาจจำแนก 0.76-0.99 ค่าความเชื่อมั่น 0.99) และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ (ค่าอำนาจจำแนก 0.76-0.93 ค่าความเชื่อมั่น 0.99) รวมทั้งแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการเป็นองค์กรแห่งความสุขโดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนีสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม ได้แก่ ด้านความสมานฉันท์ในองค์กร ด้านบทบาทผู้บริหาร และด้านที่ทำงานน่าอยู่ <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุข ประกอบด้วย 3 ด้าน 20 แนวทาง โดยผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </span>สรุปได้ว่า การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร การพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร และการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความยั่งยืนขององค์กร</p> ทินกร ฤทธิศร สุพจน์ ดวงเนตร คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 333 344 การศึกษาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในคัมภีร์พับสาของวัดในจังหวัดพะเยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/286074 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของการเก็บรวบรวมคัมภีร์พับสาในวัดจังหวัดพะเยา 2) ศึกษาและปริวรรตคัมภีร์พับสาทางพระพุทธศาสนา และ 3) เสนอรูปแบบการจัดการองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในคัมภีร์พับสา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้การวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 รูป/คน ประกอบด้วยพระสงฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และปราชญ์ท้องถิ่น จากวัดจำนวน 5 แห่งในจังหวัดพะเยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการพรรณนาความ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. คัมภีร์พับสาในจังหวัดพะเยาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความเชื่อ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชาวล้านนา ซึ่งมีการสืบทอดผ่านวัดในชุมชนอย่างต่อเนื่อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การศึกษาและปริวรรตคัมภีร์พับสาพบว่า เนื้อหาสามารถจำแนกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านศรัทธาและความเชื่อ ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านวิถีชีวิต ด้านภูมิปัญญา และด้านอักษรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างองค์ความรู้ของสังคมล้านนา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบการจัดการองค์ความรู้ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดองค์ความรู้ การแสวงหา การปรับใช้ และการประยุกต์ใช้ โดยมีองค์ประกอบสนับสนุน 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้าง การมีส่วนร่วม ทรัพยากร และการบริการ</span></p> มงคลกิตติ์ โวหารเสาวภาคย์ วันชัย พลเมืองดี พระครูใบฎีกาเฉลิมพล อริยวํโส (เฉลิมพล คำเชื้อ) พระปลัดพงศ์ศิริ พุทฺธิวํโส (พงศ์ศิริ นำทาน) พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 345 354 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293309 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยบูรณาการวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 86 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ โรงเรียนละ 2 คน รวม 172 คน และโรงเรียนบ้านสะเดาน้อยเป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ แผนปฏิบัติการทดลอง แบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง และแบบประเมินผลการใช้รูปแบบ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการบริหารจัดการเรียนรู้โดยใช้ DLTV โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การติดตามผล และการประเมินผลและปรับปรุง (POME Model)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการประเมินรูปแบบมีความเหมาะสม โดยค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 <br />4. ผลการทดลองใช้รูปแบบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า อยู่ในระดับมาก </span>โดยสรุป รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับการบริหารจัดการเรียนรู้โดยใช้ DLTV ในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p> ศิรินภา อินตา อภินันต์ อันทวีสิน พัชราภรณ์ ดวงชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 355 366 การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293740 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดเชียงใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 2) วิเคราะห์ปัจจัยและแนวทางการดำเนินกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 และ 3) สังเคราะห์และเสนอกรอบแนวคิดการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 60 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารจำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D.= 0.56) โดยด้านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การวางแผนกลยุทธ์ การติดตามและประเมินผล และการจัดสรรทรัพยากร ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยและแนวทางการดำเนินกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ เช่น ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ (LMS) การพัฒนาครูผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการนิเทศเชิงคุณภาพ ซึ่งช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนในโรงเรียนเมืองและชนบทได้อย่างเป็นรูปธรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. การสังเคราะห์กรอบแนวคิดการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์พบว่า ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การวางแผนกลยุทธ์ การจัดสรรทรัพยากร การติดตามและประเมินผล การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านความเสมอภาคทางการศึกษา </span>โดยสรุป การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ในระดับสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG 4) อย่างเป็นรูปธรรม</p> เสกชัย ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 367 376 ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293277 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 309 คน ได้จากการกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.95 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการนิเทศการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี และการจัดการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ ตามลำดับ ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการนิเทศการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี และการพัฒนาหลักสูตรและหลักสูตรสถานศึกษา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมมีค่า PNI <sub>modified</sub> เท่ากับ 0.12 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การจัดการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ รองลงมาคือการพัฒนาหลักสูตรและหลักสูตรสถานศึกษา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการควรมุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เป็นสำคัญ โดยส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การสร้างสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การใช้การประเมินเพื่อพัฒนา และการพัฒนาครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างเป็นรูปธรรม</span></p> ศุภธิดา งามเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 377 386 ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293284 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 การวิจัยเป็นเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 24 คน และครูผู้สอน 314 คน รวม 338 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI <sub>modified</sub>)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.70, S.D. = 0.56) โดยด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.83, S.D. = 0.71) รองลงมาคือ ด้านการมีภาวะผู้นำร่วม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.77, S.D. = 0.62) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.91, S.D. = 0.15) โดยด้านการมีโครงสร้างสนับสนุนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.94, S.D. = 0.13) รองลงมาคือด้านการเป็นชุมชนกัลยาณมิตร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.93, S.D. = 0.14)<br /></span>2. ความต้องการจำเป็นโดยภาพรวมมีค่า PNI <sub>modified</sub> เท่ากับ 0.32 โดยด้านการเป็นชุมชนกัลยาณมิตรมีค่าสูงสุด (0.37) รองลงมาคือ ด้านการมีโครงสร้างสนับสนุน ด้านการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ด้านการมีทีมร่วมแรงร่วมใจ ด้านการมีภาวะผู้นำร่วม และด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ตามลำดับ</p> จันจิรา ประกอบผล วิเชียร รู้ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 387 396 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ เรื่องมาตรฐานการผลิตผักตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292437 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ (Zep quiz) และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ (Zep quiz) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 12 คน ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (t-test dependent)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ (Zep quiz) พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 15.66, S.D. = 1.61) สูงกว่าก่อนเรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 11.00, S.D. = 1.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ (Zep quiz) พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.19, S.D. = 0.70) โดยนักเรียนมีความเห็นว่ากิจกรรมมีความสนุกสนานท้าทายและช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น </span>สรุปได้ว่า การใช้แพลตฟอร์มเกมตอบคำถามออนไลน์ (Zep quiz) เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่สามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการผลิตพืชผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อรณิชา ฮวบหิน ประชุม อุทาพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-04-30 2026-04-30 13 1 397 408