วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij <p><strong><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/marisa2020/blobid0-ee0d17668d7f2d13103dedd88b1d48b4.jpg" /></strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p>วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรมรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p> สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น th-TH วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2822-0374 ภาวะผู้นำเชิงประกอบการบนฐานอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อการบริหารการศึกษาอย่างยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288113 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงประกอบการ สำหรับการบริหารการศึกษา โดยใช้อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์และบูรณาการองค์ความรู้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการ หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำมาวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการตีความเชิงพุทธปรัชญา และการสังเคราะห์แนวคิด เพื่อพัฒนากรอบการ บูรณาการระหว่างหลักอริยมรรคมีองค์ 8 กับแนวคิดภาวะผู้นำเชิงประกอบการในการบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารพบว่า สามารถพัฒนาเป็นกรอบการ บูรณาการภาวะผู้นำเชิงประกอบการบนฐานอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งประกอบด้วย (1) สัมมาทิฏฐิ พัฒนาวิสัยทัศน์และความเข้าใจที่ถูกต้อง (2) สัมมาสังกัปปะ ส่งเสริมการคิดเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม (3) สัมมาวาจา พัฒนาการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (4) สัมมากัมมันตะ ส่งเสริมการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบ (5) สัมมาอาชีวะ สนับสนุนการดำเนินงานอย่างสุจริตและยั่งยืน (6) สัมมาวายามะ พัฒนาความเพียรและการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง (7) สัมมาสติ ส่งเสริมการตัดสินใจอย่างมีสติ และ (8) สัมมาสมาธิ เสริมสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการ กรอบการ บูรณาการดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างหลักพุทธธรรมกับภาวะผู้นำ เชิงประกอบการ และสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารการศึกษาที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรม คุณธรรม และความยั่งยืนขององค์กรการศึกษา</p> พระครูโกศลธรรมโชติ พระมหาอาคม อตฺถเมธี พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 หลักการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษาตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288108 <p>ทความวิชาการเรื่อง หลักการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษาตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์หลักอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ในการบริหารการศึกษา โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร จากพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักพุทธธรรม การบริหารการศึกษา และภาวะสูญเสียการเรียนรู้ จากนั้นนำมาสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อพัฒนาเป็นกรอบการบริหารการศึกษาตามหลัก พุทธธรรม ผลการศึกษาพบว่า หลักอริยมรรคมีองค์ 8 สามารถสังเคราะห์เป็นกรอบการบริหารการศึกษาเพื่อฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ได้ 8 ประการ ได้แก่ (1) สัมมาทิฏฐิ การกำหนดนโยบายและเป้าหมายการเรียนรู้อย่างถูกต้อง (2) สัมมาสังกัปปะ การสร้างวิสัยทัศน์และแรงจูงใจเชิงบวก (3) สัมมาวาจา การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง (4) สัมมากัมมันตะ การปฏิบัติงานตามหลักคุณธรรม (5) สัมมาอาชีวะ การบริหารทรัพยากรและสภาพแวดล้อมทางการศึกษาอย่างเหมาะสม (6) สัมมาวายามะ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (7) สัมมาสติ การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีสติและการกำกับตนเอง และ (8) สัมมาสมาธิ การเสริมสร้างสมาธิและความมั่นคงทางจิตใจของผู้เรียน ทั้งนี้ กรอบการบริหารดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและครูในการวางนโยบาย ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และกำหนดมาตรการฟื้นฟูภาวะสูญเสียการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรมและศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน แนวทางดังกล่าวเป็นผลจากการสังเคราะห์เชิงแนวคิดจากเอกสาร จึงควรมีการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อทดสอบประสิทธิผลของกรอบการบริหารในบริบทของสถานศึกษาที่มีความแตกต่างกันก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง</p> พระครูโกศลธรรมโชติ พระมหาอาคม อตฺถเมธี พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 พลวัตการบริหารการคลังภาครัฐภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ: บทวิเคราะห์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ปีงบประมาณ 2569 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295747 <p data-start="948" data-end="1636">ภายใต้ภาวะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจยังต้องอาศัยมาตรการของรัฐในการประคับประคองการฟื้นตัว การบริหารการคลังของประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การบริหารการคลังภาครัฐภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ 2) พิจารณาผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อความยั่งยืนทางการคลัง และ 3) เสนอแนวทางการบริหารการคลังที่เหมาะสมกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยในระยะยาว การศึกษาใช้เอกสารวิชาการ งานวิจัย รายงานเศรษฐกิจ รายงานการคลัง และเอกสารเชิงนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยพิจารณาภายใต้แนวคิดการบริหารการคลังภาครัฐ วินัยทางการคลัง ธรรมาภิบาลทางการคลัง และความยั่งยืนทางการคลัง<br />จากการศึกษาพบว่า ฐานะการคลังของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้นจากรายจ่ายภาครัฐที่ขยายตัว การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แม้นโยบายการคลังแบบขยายตัวจะช่วยสนับสนุนอุปสงค์รวม การจ้างงาน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่การดำเนินนโยบายต่อเนื่องย่อมเพิ่มภาระดอกเบี้ยและลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการดำเนินนโยบายในอนาคต ความยั่งยืนทางการคลังจึงมิได้ขึ้นอยู่กับระดับหนี้สาธารณะเพียงประการเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐในการจัดเก็บรายได้ การจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย คุณภาพของการใช้จ่าย และการกำกับดูแลด้านการคลังให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้<br />บทความเสนอว่า การบริหารการคลังภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะควรดำเนินควบคู่กันทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารหนี้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ทบทวนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของประเทศ และบริหารโครงสร้างหนี้และต้นทุนดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่รัฐสามารถรองรับได้ พร้อมทั้งยกระดับการเปิดเผยข้อมูลและการประเมินผลนโยบาย เพื่อรักษาความสามารถของรัฐในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป</p> ธันย์ชนก สุขแจ้ง วีระชาติ โชติวรอานนท์ วัลลภ เจกะวงค์ ก้องเกียรติ อรัญสาร ธนัสถา โรจนตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288110 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และสังเคราะห์กรอบการบริหารที่บูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยใช้การวิจัยเอกสาร ศึกษาจากพระไตรปิฎก หนังสือ ตำราวิชาการ บทความวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เชิงบูรณาการตามประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม หลักสังคหวัตถุ 4 และแนวทางการประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมจะเกิดประสิทธิผลเมื่อบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เข้ากับกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกขั้นตอน ได้แก่ การร่วมรับรู้ข้อมูล การร่วมเสนอความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินงาน และการร่วมติดตามประเมินผล ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจ ความร่วมมือ ความรับผิดชอบร่วม และการพัฒนาคุณภาพการบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บทความยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ 4S-5P Participatory Management Model ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างฐานคุณธรรมจากหลัก Sangaha-vatthu กับกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยเป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยขยายแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมเดิมจากการเน้นโครงสร้างและกระบวนการ ไปสู่การบูรณาการมิติด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพของความสัมพันธ์ในการบริหารสถานศึกษา</p> พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ พระมหาณัฐกานต์ กิตติโสภโณ สุทัศน์ ประทุมแก้ว พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 การสร้างดุลยภาพระหว่างครอบครัวกับสิทธิของผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างคู่สมรส https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297640 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและเหตุผลของการกำหนดเหตุยกเว้นโทษในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างคู่สมรสตามมาตรา 71 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายอาญา วิเคราะห์ข้อจำกัดของบทบัญญัติดังกล่าว และศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเพื่อแสวงหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร กฎหมาย คำพิพากษาศาล และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับหลักความเสมอภาคระหว่างคู่สมรส และการคุ้มครองผู้ที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบภายในครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า มาตรา 71 วรรคหนึ่ง มีข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ปัญหาด้านถ้อยคำที่ยังคงใช้คำว่า “สามี” และ “ภริยา” ซึ่งไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของกฎหมายสมรสเท่าเทียม และ (2) ปัญหาด้านโครงสร้างของบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นเหตุยกเว้นโทษโดยบทบัญญัติ ส่งผลให้ผู้เสียหายถูกจำกัดการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มการคุ้มครองผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค ขณะเดียวกัน การศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่าสามารถจำแนกแนวทางการกำหนดความรับผิดออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบยกเว้นโทษ ระบบความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์หรือยอมความได้ ระบบการดำเนินคดีโดยรัฐ และระบบที่ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้เอง ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขมาตรา 71 วรรคหนึ่ง โดยปรับปรุงถ้อยคำจาก “สามี” และ “ภริยา” เป็น “คู่สมรส” และปรับเปลี่ยนลักษณะความรับผิดจากเหตุยกเว้นโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยมีต้นแบบจากกฎหมายอาญาเยอรมัน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสถาบันครอบครัวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย</p> ธัญพิชชา วงศ์อัศวเวศย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 กระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ในยุควิถีใหม่ตามหลักไตรสิกขา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288111 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาเรื่องกระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ในยุควิธีใหม่ตามหลักไตรสิกขา จากการศึกษา พบว่า การศึกษาในยุควิธีใหม่มิได้มุ่งเพียงการพัฒนาความรู้เชิงวิชาการหรือทักษะทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านจริยธรรม จิตใจ และปัญญา หลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์ กระบวนการศึกษาตามหลักไตรสิกขาช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างพื้นฐานแห่งความมีวินัยและความรับผิดชอบ (ศีล) พัฒนาสมาธิและการกำกับตนเอง (สมาธิ) รวมถึงเสริมสร้างปัญญาเพื่อการคิดอย่างมีเหตุผลและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า (ปัญญา) เมื่อประยุกต์ใช้กับการศึกษาในยุควิธีใหม่ จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่เพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี แต่ยังเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมดุลทั้งกาย วาจา และใจ อันเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมร่วมสมัย</p> <p>&nbsp;</p> พระมหาณัฐกานต์ กิตฺติโสภโณ สุทัศน์ ประทุมแก้ว พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ ยิ่งสรรค์ หาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 ภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล: การบูรณาการแนวคิดการบริหารการศึกษาร่วมสมัยกับหลักพุทธธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/298096 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยศึกษาพัฒนาการของแนวคิดภาวะผู้นำ องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัล และการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการบริหารการศึกษา อาศัยการศึกษาจากหนังสือ ตำราวิชาการ บทความวิชาการ งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ<br>ผลการสังเคราะห์พบว่า ภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัลเป็นกระบวนการบริหารที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษาให้สามารถกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารและการตัดสินใจ พัฒนาทุนมนุษย์ ส่งเสริมนวัตกรรม และบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล การบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สัปปุริสธรรม 7 และโยนิโสมนสิการ ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำให้มีความสมดุลระหว่างสมรรถนะด้านดิจิทัลกับคุณธรรมของผู้บริหาร ส่งผลให้การบริหารสถานศึกษามีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียน ครู และสังคม<br>องค์ความรู้ที่ได้จากบทความนี้ คือ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษาในยุคดิจิทัลที่บูรณาการศาสตร์การบริหารการศึกษากับหลักพุทธธรรม โดยมุ่งพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัลควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา การกำหนดนโยบายทางการศึกษา และการศึกษาวิจัยด้านพุทธบริหารการศึกษาในอนาคต</p> สาริกา ไสวงาม พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท (เข็มมา) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ภาวะผู้นำทางการเมืองบนฐานการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288112 <p>บทความวิชาการเรื่อง “ภาวะผู้นำทางการเมืองบนฐานการบริหารการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายบทบาทของภาวะผู้นำทางการเมืองที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาการบริหารการศึกษาในสังคมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธ อันประกอบด้วยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และหลักนิติธรรม การบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองซึ่งเป็นผู้กำหนดกรอบการจัดสรรทรัพยากรและการสร้างระบบสนับสนุนทางการศึกษา ในมิติของพระพุทธศาสนา ภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธมิได้มุ่งเน้นเพียงการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณธรรม ความเมตตา ความซื่อสัตย์สุจริต และความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลให้การบริหารการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และยั่งยืน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้นำทางการเมืองน้อมนำหลักธรรมาภิบาลเชิงพุทธมาใช้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารการศึกษา เพิ่มความเชื่อมั่นของสังคม และสร้างการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านปัญญา คุณธรรม และสันติสุขของชุมชนการศึกษาในระยะยาว</p> <p>&nbsp;</p> สุทัศน์ ประทุมแก้ว พระพรสวรรค์ ฐิติญาโณ (ใจตรง) พระมหาณัฐกานต์ กิตติโสภโณ (ศรีสุข) พระปลัดฮอนด้า วาทสทฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288038 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่สามารถพยากรณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 306 คน ในปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหาร 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นข้อมูล ภาวะผู้นำ การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร และการสนับสนุนจากต้นสังกัดและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .945, .975, .947, .959 และ .968 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .978 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลโดยรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ปัจจัยการบริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นข้อมูล การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 2 (Adjusted R² = .712) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z = 0.405(X₁) + 0.359(X₃) + 0.136(X₄)</span></p> กุลรตี เอกสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 1 14 ปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288687 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และ 2) สร้างข้อเสนอแนะสำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 26 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้นำหมู่บ้านหรือคณะกรรมการหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ และเครือข่ายผู้ใช้น้ำ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้าและการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับกับผู้ให้ข้อมูล<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong>1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนมี 10 ประเด็น ได้แก่ แหล่งน้ำมีระบบกักเก็บไม่เพียงพอ ปริมาณน้ำระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้งไม่สมดุล คุณภาพน้ำโดยรวมเหมาะสมต่อการเกษตรแต่บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อน การควบคุมการใช้น้ำยังไม่สม่ำเสมอ ขั้นตอนการขอใช้น้ำและการจัดลำดับความสำคัญยังไม่ชัดเจน การจัดสรรน้ำไม่ครอบคลุมทุกฤดูกาลเพาะปลูก การใช้น้ำมีปริมาณสูงแต่ขาดระบบวัดและติดตาม การบำรุงรักษาระบบส่งน้ำยังพึ่งพางบประมาณภาครัฐ การวางแผนใช้น้ำยังไม่มีฐานข้อมูลที่เป็นระบบ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐขาดความต่อเนื่อง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ข้อเสนอแนะสำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำหนดกติกาชุมชนที่เป็นธรรม การจัดทำฐานข้อมูลน้ำชุมชน การพัฒนากลไกคณะกรรมการน้ำชุมชนให้ทำงานต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำ ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในระยะยาว</span></p> สุนทร ปัญญะพงษ์ อัญชลี ชัยศรี ทัศไนวรรณ ดวงมาลา วิมลศิลป์ ปรุงชัยภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 15 32 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297325 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 2) พัฒนาครูให้มีสามารถด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน (PAOR) 2 วงรอบ กลุ่มผู้ศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้า 1 คน และผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า 7 คน เป็นครูโรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน ปีการศึกษา 2568 ผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวน 3 คน คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ หัวหน้าวิชาการ เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมิน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยเทคนิค 5W1H พัฒนาโดยการใช้กลยุทธ์ประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการทดสอบหลังการอบรม เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 20<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม ของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H ของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก<br /></span>4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าต่อการพัฒนาสมรรถนะครูการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้เทคนิค 5W1H โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก</p> สมภพ เพชรวิชิต เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 33 46 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296742 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และ 3) ศึกษาแนวทางการสร้างการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการสังกัดกองทัพภาคที่ 3 การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ทหารกองประจำการในค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 300 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าสมการพร้อมกัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการของทหารกองประจำการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคลเป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .376, p &lt; .001) ขณะที่ปัจจัยทางสังคมและปัจจัยจากภายในหน่วยงานไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแปรทั้งสามร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการรับรู้ได้ร้อยละ 20.5 (R² = .205, Adjusted R² = .197)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการสร้างการรับรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ การสื่อสารและให้ข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลาย การสร้างแรงจูงใจและภาพลักษณ์ที่ดีของการรับราชการทหาร และการยกระดับสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ</span></p> ปาลิกา แก้วเนย ธนัสถา โรจนตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 47 58 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295917 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลฉวีวรรณ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.82 และแบบประเมินความพึงพอใจซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความรู้และประโยชน์ที่ได้รับ และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ 7E ที่ผสานเกมคณิตศาสตร์มีความเหมาะสมสำหรับใช้ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการคูณของนักเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งนี้ การตีความผลควรอยู่ภายใต้ขอบเขตของการวิจัยแบบกลุ่มเดียวที่ไม่มีชั้นเรียนเปรียบเทียบ</span></p> วราภรณ์ บำเพ็ญ ประภาศ ปานเจี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 59 68 การพัฒนาทักษะครูด้านการใช้โปรแกรม BookMarksDG 2567 เพื่อจัดทำบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน (ปพ.5) ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288875 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม BookMarksDG 2567 2) พัฒนาทักษะครูด้านการใช้โปรแกรมดังกล่าวเพื่อจัดทำบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน (ปพ.5) และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้าร่วมการพัฒนา การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัยเป็นครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น จำนวน 8 คน และมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบงานทะเบียนและวัดผล วิธีการพัฒนาประกอบด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ การมอบหมายงาน และการนิเทศติดตาม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุม แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>|ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมเพิ่มขึ้น โดยครูที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ในวงรอบแรกสามารถพัฒนาจนผ่านเกณฑ์ภายหลังได้รับการนิเทศและคำชี้แนะในวงรอบที่ 2<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ทักษะการใช้โปรแกรมของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก และครูที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมมีทักษะดีขึ้นในวงรอบที่ 2 โดยเฉพาะการบันทึกคะแนนและการจัดพิมพ์รายงาน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาในระดับสูง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาที่ผสานการฝึกปฏิบัติจริงกับการนิเทศติดตามรายบุคคลช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงทักษะการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการวัดและประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง</span></p> กร เหมลา สุรินทร์ ภูสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 69 78 การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน ชุมชนบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293067 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม จำแนกตามอายุและรายได้ต่อเดือน และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธีเชิงอธิบายเป็นลำดับ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นประชาชนในชุมชน จำนวน 340 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.715 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Tukey ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมด้านอัตลักษณ์ผ้าทอโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ การจัดการองค์ความรู้การทอผ้า และการแก้ไขปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส ส่วนการสร้างสรรค์และพัฒนาลวดลายใหม่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่อยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. เมื่อจำแนกตามอายุและรายได้ต่อเดือน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่พบความแตกต่างในบางประเด็น ได้แก่ การพัฒนาลวดลาย การจัดเก็บองค์ความรู้ และการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าร่วมกิจกรรมผ้าทอ<br /></span>3. แนวทางการบริหารจัดการควรมุ่งรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างช่วงวัย จัดระบบองค์ความรู้และฐานข้อมูลลวดลาย และพัฒนาช่องทางการตลาดเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และความยั่งยืนของชุมชน</p> มีนา ถาวรกูล ยุวดี พ่วงรอด ธนัสถา โรจนตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 79 90 การพัฒนาทักษะด้านการผลิตสื่อและการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยแอพพลิเคชั่นแคนวา ของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288008 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแอพพลิเคชัน Canva 2) พัฒนาและประเมินทักษะในการผลิตและการใช้สื่อของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแมกแทกการ์ท จำนวน 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยคือครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 7 คน ที่สมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความ<br />พึงพอใจ กลยุทธ์การพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> วงรอบที่ 1 ช่วยให้ครูมีความรู้ความเข้าใจและสามารถผลิตสื่อด้วย Canva ได้ แต่ยังมีครู 3 คนที่ประสบปัญหาในการออกแบบเนื้อหา การเลือกแม่แบบ และการใช้เครื่องมือ ทำให้ผลงานไม่สมบูรณ์ จึงได้ปรับปรุงในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศติดตาม พบว่าครูทุกคนสามารถผลิตและใช้สื่อได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และพร้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />สรุปได้ว่าการใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตามช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูด้านการผลิตและการใช้สื่อด้วยแอพพลิเคชัน Canva ได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งยังเป็นแนวทางที่ควรส่งเสริมให้ขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นต่อไป</p> นิติยา ศรีวิหยัด ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 91 100 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานโรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295256 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคารให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) พัฒนาครูให้มีความสามารถในการเขียนแผนและจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะครูด้านจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลยุทธ์การพัฒนา ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตาม ผู้ร่วมวิจัยเป็นครูโรงเรียนชุมชนหนองสอวิทยาคารที่สมัครใจเข้าร่วม จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังการพัฒนาในวงรอบที่ 1 ครูทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพิ่มขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">ส่วนความสามารถในการจัดการเรียนรู้ในวงรอบที่ 1 พบว่า ครู 4 คนอยู่ในระดับมาก และครู 2 คนอยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังได้รับการนิเทศติดตามในวงรอบที่ 2 ครูทั้ง 2 คนมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก <br />3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก</span></p> <p><strong> </strong></p> รพีพรรณ อนนทสีหา สมหวัง พันธะลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 101 112 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการหารด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295920 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการหารก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยใช้แบบแผนกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชาตรีวิทยา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 15 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 6.77 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span>2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านความรู้และประโยชน์ที่ได้รับจากชุดกิจกรรม และด้านกิจกรรม ส่วนด้านนวัตกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่อยู่ในระดับมาก</p> นพวรรณ หนูทอง ประภาศ ปานเจี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 113 122 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรีเขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288395 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) ศึกษาการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,612 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 310 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษาแล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มีค่าความเที่ยงระหว่าง .943–.994 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยลักษณะองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ภาวะผู้นำ การสนับสนุนจากภายนอก บุคลากร ทรัพยากรเพียงพอ และตัวนโยบาย ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการจัดการองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ การแปลงนโยบาย การสร้างความเข้าใจและการยอมรับของผู้ปฏิบัติงาน การควบคุม กำกับ ติดตามและประเมินผล และการพัฒนาบุคลากร ตามลำดับ และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ปัจจัยลักษณะองค์การ (β = .408) การสนับสนุนจากภายนอก (β = .281) และภาวะผู้นำ (β = .222) สามารถร่วมกันพยากรณ์การนำนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยไปปฏิบัติได้ร้อยละ 6 (R² = .686, Adjusted R² = .683, p &lt; .001)</span></p> ภัสรา บำรุงหลี่ เก็จกนก เอื้อวงศ์ จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 123 136 แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291735 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 318 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกโดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงบวกของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร การมองโลกในแง่ดี การมุ่งเน้นจุดแข็งของบุคลากร การสื่อสารเชิงบวก และการตระหนักรู้ตนเอง และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกควรมุ่งให้ผู้บริหารสร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากร มองปัญหาและอุปสรรคอย่างสร้างสรรค์ และค้นหาและใช้จุดแข็งของครูในการมอบหมายงาน โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ปฏิบัติงานตามความถนัด เห็นคุณค่าของตนในการทำงานร่วมกัน และมองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น แรงจูงใจ และการทำงานร่วมกันของบุคลากรในสถานศึกษา</span></p> นัทธมน เลิศอุดมโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 137 150 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293355 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในยุค BANI World และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 317 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.890 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านร่วมกันพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 920 และมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 84.60 ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานสูงสุด ได้แก่ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ตามลำดับ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{Y}" alt="equation" /><sub>i</sub>) </span><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.117 + 0.326X<sub>4</sub> + 0.173X<sub>2</sub> + 0.139X<sub>1</sub> + 0.106X<sub>3</sub> </span><span style="font-size: 0.875rem;"> และ แบบจำลองสมการทำนายในรูปแบบค่าคะแนนมาตรฐาน <br />(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{Z}" alt="equation" /></span><sub>i</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) = 0.390Z</span><sub>X4</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> + 0.246Z</span><sub>X2</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> + 0.166Z</span><sub>X1 </sub><span style="font-size: 0.875rem;">+ 0.186Z</span><sub>X3</sub></p> สุภาวดี คงอุ่น ยุทธศาสตร์ กงเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 151 160 การพัฒนาการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296210 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร และ 2) พัฒนาแนวทางการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 353 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาปฐมวัย จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการในการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ปัญหาการบริหารวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษามีระดับการปฏิบัติสูงสุด และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษามีระดับปัญหาสูงสุด<br /></span>2. แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการประกอบด้วย 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก กระบวนการบริหารวิชาการ 6 ขั้นตอน คือ การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การส่งเสริม นิเทศ กำกับและติดตาม การตรวจสอบและประเมินผล และการรายงานผลการดำเนินงาน ประเด็นที่สอง การพัฒนางานวิชาการให้ครอบคลุมภารกิจด้านหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ การวิจัย สื่อและนวัตกรรม แหล่งเรียนรู้ การนิเทศ การประกันคุณภาพ และการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p> นิตยา ศรีมกุฎพันธุ์ สุดารัตน์ เปรมชื่น อรวรรณ ชมชัยยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 161 170 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296972 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เปรียบเทียบปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ 3) ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 240 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประชาชนที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคลอื่นที่ศึกษาส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่าง ทั้งนี้ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรมีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และปัจจัยด้านการบริหารจัดการสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 20<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมควรให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินกิจกรรม รับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผล ควบคู่กับการส่งเสริมความเสมอภาค การรับฟังความคิดเห็น ความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความไว้วางใจระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับชุมชน</span></p> มัณฑนา สินจ้าง ธนัสถา โรจนตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 171 183 การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293698 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู และ 2) ศึกษาสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครูภายหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู การวิจัยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา <br />แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือรูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และแบบประเมินสมรรถนะด้านการสอนของนักศึกษาวิชาชีพครู วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการเตรียมความพร้อมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 50-5.00 และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการใช้รูปแบบ นักศึกษาวิชาชีพครูมีสมรรถนะด้านการสอนโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับดีมาก รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับดี และด้านการประเมินผลการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับดี ตามลำดับ</span></p> ธารทิพย์ ขุนทอง อลัลดา รื่นเจริญ ประภาพร ชนะจีนะศักดิ์ พรทิพย์ อ้นเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294074 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม และ 2) เปรียบเทียบความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม จำนวน 395 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane และเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการประเมินมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการวางแผน และด้านการปฏิบัติ ตามลำดับ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประชาชนที่มีเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> ณกฤช บุญศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม โรงเรียนอนุบาลศักดิ์สุภา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288908 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม 2) พัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาทักษะด้านการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล โดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศติดตามเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนา ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนอนุบาลศักดิ์สุภา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนาเท่ากับร้อยละ 00 และหลังการพัฒนาเท่ากับร้อยละ 80.04<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยครูที่มีข้อจำกัดในวงรอบแรกสามารถปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ได้เหมาะสมขึ้นภายหลังได้รับการนิเทศติดตามในวงรอบที่ 2<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> วันดี ภูตะคาม สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293245 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 2) ศึกษาปัจจัยด้านทักษะดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล และ 3) เสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล การวิจัยใช้รูปแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 400 คน ครอบคลุม 16 ตำบล เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.899 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของกำนันและผู้ใหญ่บ้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านปริมาณงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในบรรดาด้านที่ประเมินฅ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยด้านทักษะดิจิทัลทั้ง 4 ด้านร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคะแนนประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลได้ร้อยละ 30 (R² = 0.873) โดยแบบจำลองโดยรวมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานสูงสุด (β = 0.329)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพควรดำเนินการควบคู่กันทั้งการพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัล การกำหนดมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูล การสนับสนุนอุปกรณ์และระบบช่วยเหลือทางเทคนิค ตลอดจนการติดตามประเมินผล เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านดิจิทัลตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง</span></p> สาลินี ดวงสา โชติ บดีรัฐ ภาสกร ดอกจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครู กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนภูเขียว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288522 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาทักษะของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาทักษะ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนภูเขียว จำนวน 12 คน กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการนิเทศ และแบบบันทึกการประชุม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 77.92<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูสามารถเขียนแผนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานได้ดีขึ้น ในวงรอบแรกมีครู 4 คนที่มีทักษะอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะขั้นการศึกษาค้นคว้าและการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เมื่อได้รับการนิเทศในวงรอบที่สอง ครูทั้ง 4 คนสามารถพัฒนาทักษะเป็นระดับดี และจัดกิจกรรมได้ครบทั้ง 6 ขั้นตอน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 34 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.40</span></p> นรินทร วิมุกติบุตร์ เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมตามหลักอริยสัจ 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291739 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม 2) ศึกษากระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม และ 3) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของสามเณรโดยประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ สามเณรโรงเรียนพุทธธรรมวิทยา วัดทรงศิลา จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 30 รูป คัดเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 28 รูป/คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 3 รูป/คน ครูผู้สอน 11 รูป/คน และสามเณร 14 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบบันทึกสะท้อนคิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ก่อนการพัฒนา สามเณรมีทักษะการแก้ปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย 4 ขั้น ได้แก่ การรับรู้และกำหนดปัญหา (ทุกข์) การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) การกำหนดเป้าหมาย (นิโรธ) และการเลือกแนวทางและลงมือปฏิบัติ (มรรค)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังการพัฒนา สามเณรมีทักษะการแก้ปัญหาโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก และสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อมูลเชิงคุณภาพยังสะท้อนว่า สามเณรสามารถคิดอย่างเป็นลำดับ วิเคราะห์เหตุปัจจัย กำหนดเป้าหมาย และเลือกแนวทางปฏิบัติได้ชัดเจนขึ้น</span></p> พระไพศาล จนฺทธมฺโม (วงศ์ภูงา) พระมหาสังคม ชยานนฺโท สมควร นิยมวงศ์ กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การจัดการชุมชนเข้มแข็งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294196 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้และความเข้าใจของประชาชนในการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 2) ศึกษาการดำเนินชีวิตของประชาชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ศึกษาการจัดการชุมชนเข้มแข็งตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน 5 คน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลหล่ายงาว 3 คน แกนนำกลุ่มอาชีพ 4 คน ปราชญ์ชาวบ้าน 2 คน พระสงฆ์ 2 รูป และประชาชนในชุมชน 4 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยปรับใช้หลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันให้สอดคล้องกับบริบทของครัวเรือนและชุมชน มีศูนย์การเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้<br /></span>2. ประชาชนดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนและชุมชน และ <br />3. การจัดการชุมชนเข้มแข็งมีลักษณะบูรณาการ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การมีส่วนร่วม การพึ่งตนเอง กระบวนการเรียนรู้ ผู้นำชุมชน และเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันและสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง</p> อนุตตมา อมรวิวัฒน์ กมลพร กัลยาณมิตร สถิตย์ นิยมญาติ ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ ออมไว้กำไรชีวิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288148 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์ เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หน่วยการเรียนรู้ “ออมไว้กำไรชีวิต” โดยใช้รูปแบบการสอนซินเนคติกส์ จำนวน 3 แผน รวม 6 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนเฉลี่ย 74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.47 และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการสอนรูปแบบซินเนคติกส์เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> นราภรณ์ โคตรสมบัติ ศิริพร พึ่งเพ็ชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 การพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน ของโรงเรียนบ้านหนองบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296073 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูโรงเรียนบ้านหนองบากให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาครูโรงเรียนบ้านหนองบากให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่เข้าร่วมการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล ครูผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านหนองบาก ปีการศึกษา 2568 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินความพึงพอใจของครู และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยมีคะแนนหลังการพัฒนาร้อยละ 87.50 สูงกว่าก่อนการพัฒนาซึ่งมีคะแนนร้อยละ 54.16 และสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดในวงรอบที่ 2<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูผู้ร่วมวิจัยมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น และภายหลังการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูทุกคนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71</span></p> จักรพันธ์ ชาติชาย กฤตพัฒน์ พลคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ของโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288916 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD 2) พัฒนาทักษะครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าก่อนการประชุม 89 คะแนน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมาก และครูจำนวน 2 คนที่มีผลการประเมินระดับปานกลางในวงรอบที่ 1 เมื่อได้รับการนิเทศแบบร่วมพัฒนาในวงรอบที่ 2 มีผลการประเมินเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก<br /></span>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ <br />4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยสะท้อนว่า การพัฒนาครูผ่านการศึกษาเอกสาร การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศแบบร่วมพัฒนา ช่วยให้ครูมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ดีขึ้น</p> จักรพงศ์ ดาโสม เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-30 2026-08-30 13 2 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293258 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างสำหรับศึกษาสภาพปัญหา ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 40 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลเป็นครูโรงเรียนละ 2 คน รวม 80 คน ส่วนการทดลองใช้รูปแบบดำเนินการที่โรงเรียนบ้านบะลังกา โดยมีผู้บริหารและครูเข้าร่วม จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ แผนปฏิบัติการทดลอง แบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง และแบบประเมินผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ CEPLA Model ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การคิดสร้างสรรค์ (Creativity: C) การเสริมพลังอำนาจ (Empowerment: E) การเสริมทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving Skill: P) การเสริมทักษะภาวะผู้นำ (Leadership Skill: L) และการยกย่องและให้กำลังใจ (Appreciation: A)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีค่า IOC ระหว่าง 0.80-1.00<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</span></p> ปัทมวรรณ ทองพันธุ์ อภินันต์ อันทวีสิน พัชราภรณ์ ดวงชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การปลูกฝังค่านิยมคุณธรรมของเด็กและเยาวชนสามจังหวัดชายแดนใต้สู่การสร้างสรรค์สังคมสันติสุข https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288062 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างตัวชี้วัดค่านิยมคุณธรรมและกิจกรรมการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา 2) ทดลองใช้กิจกรรมและประเมินพฤติกรรมค่านิยมคุณธรรมของเด็กและเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ และ 3) เสนอรูปแบบกิจกรรมการปลูกฝังค่านิยมคุณธรรม เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กและเยาวชน จำนวน 112 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 56 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 รูป/คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรม แบบประเมินพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ตัวชี้วัดค่านิยมคุณธรรมที่บูรณาการหลักไตรสิกขาและโอวาท 3 จำแนกเป็น 4 กลุ่ม รวม 63 ตัวชี้วัด และพัฒนาเป็นกิจกรรม 4 กิจกรรม ครอบคลุมด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมค่านิยมคุณธรรมเพิ่มจาก 96 เป็น 4.23 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน และคะแนนหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบกิจกรรมประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ การสร้างตัวชี้วัด การพัฒนากิจกรรม การประเมินพฤติกรรม และการนำเสนอรูปแบบกิจกรรม โดยเชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับค่านิยมคุณธรรมและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม</span></p> ภมรรัตน์ ชุมภูประวิโร สุชาติ ใหมอ่อน ไชยยุทธ์ อินบัว จิตต์ นิลวิเชียร ปานวลัย รัตณบุตรศรี รัชชเมธ จันทนวล ภัทรานิษฐ์ จันสีสุก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น โรงเรียนบ้านนาง้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295436 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้และความเข้าใจของครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น 2) พัฒนาความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้น เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านนาง้อง จำนวน 6 คน และผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 25 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลยุทธ์การพัฒนาใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศแบบชี้แนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูมีความรู้และความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้นเพิ่มขึ้น โดยคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 33.33<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้นจากระดับมากในวงรอบที่ 1 เป็นระดับมากที่สุดในวงรอบที่ 2 ภายหลังได้รับการนิเทศแบบชี้แนะ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บันได 5 ขั้นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> อภิชาติ ลพพันทอง สมหวัง พันธะลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานของครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนกลุ่มตำบลทุ่งพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288613 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูผู้สอนภาษาอังกฤษด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐาน 2) พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานของครู และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 8 คน ดำเนินการ 2 วงรอบตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการประชุม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนาเท่ากับร้อยละ 63 และหลังการพัฒนาเท่ากับร้อยละ 84.38<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้สมองเป็นฐานดีขึ้น โดยในวงรอบที่ 1 ครูสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ได้ในระดับสูง แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำแผนไปใช้จริง โดยเฉพาะขั้นฝึกทักษะและขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ภายหลังการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ด้วยการนิเทศภายในและการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ครูสามารถออกแบบและจัดกิจกรรมได้หลากหลาย เหมาะสมกับผู้เรียน และส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติได้ดีขึ้น<br /></span>3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน</p> ไกรลาศ ประสงค์ศิลป์ สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292620 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ศึกษา จำนวน 380 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.899 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test และ One-way ANOVA ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฝนหลวงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านทรัพยากร ด้านกระบวนการบริหารจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านนวัตกรรมและการพัฒนาองค์ความรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยภาพรวมเมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่พบความแตกต่างรายด้าน ได้แก่ อายุในด้านนวัตกรรมและการพัฒนาองค์ความรู้ และรายได้ต่อเดือนในด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก<br /></span>3. แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเสริมความพร้อมด้านทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการบริหารจัดการ พัฒนาระบบข้อมูลและการใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และพัฒนาระบบจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ</p> สุภาพร ปานดำ โชติ บดีรัฐ ยุวดี พ่วงรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294256 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบอไจล์ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 285 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.84, S.D. = 0.64) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.59, S.D. = 0.47)<br>2. ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบอไจล์ พบว่า ด้านที่มีลำดับความสำคัญสูง ได้แก่ การเสริมพลังและพัฒนาภาวะผู้นำตนเอง การตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นบนข้อมูล และการสร้างนวัตกรรมและการทดลอง<br>3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบอไจล์ ประกอบด้วย 3 ด้าน รวม 31 แนวทาง ได้แก่ การเสริมพลังและพัฒนาภาวะผู้นำตนเอง จำนวน 13 แนวทาง การตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นบนข้อมูล จำนวน 9 แนวทาง และการสร้างนวัตกรรมและการทดลอง จำนวน 9 แนวทาง โดยมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> จินตนา กุตระแสง สุพจน์ ดวงเนตร คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้วรรณคดีเป็นฐานของโรงเรียนในกลุ่มตำบลกวางโจน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288219 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน 2) พัฒนาสมรรถนะของครูในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการพัฒนาสมรรถนะ ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ผู้ร่วมวิจัยเป็นครูในโรงเรียนกลุ่มตำบลกวางโจน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินทักษะ แบบสอบถาม และแบบประเมินความพึงพอใจ กิจกรรมพัฒนาประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การพรรณนาผลตามประเด็นการวิจัย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ในวงรอบที่ 1 ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้วรรณคดีเป็นฐานเพิ่มขึ้น และสามารถเขียนแผนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ แต่ยังมีครูจำนวน 2 คนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะขั้นการดำเนินกิจกรรมและการประเมินผล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ในวงรอบที่ 2 ใช้การนิเทศภายในเพื่อให้คำปรึกษาและปรับการจัดกิจกรรม ครูทั้ง 7 คนสามารถจัดการเรียนรู้ได้ถูกต้องและครบตามขั้นตอนมากขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนา และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ตามบริบทของผู้เรียน</span></p> บุษญา ขวัญคุ้ม สุภัทร พันธ์พัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาเหล่าหนองเหล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/289480 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2) พัฒนาทักษะครูให้มีความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ดังกล่าว 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การวิจัยเป็นแบบเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าและผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยครูศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาเหล่าหนองเหล็ก จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. วงรอบที่ 1 ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง การประชุมเชิงปฏิบัติการ การมอบหมายงาน และการนิเทศติดตาม พบว่าผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นในระดับมาก (35%) โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมคนที่ 1, 3 และ 4 มีพัฒนาการสูงสุด (40%) ส่วนคนที่ 2 และ 5 ต้องพัฒนาเพิ่มเติม ความสามารถในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.27) จุดแข็งคือการใช้มือและนิ้ว (x̄ = 3.72) แต่ควรปรับปรุงด้านการประสานงานมือ–ตา–สมอง (x̄ = 2.76) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.75) โดยเฉพาะด้านการนำความรู้ไปใช้ (x̄ = 4.83)<br>2. วงรอบที่ 2 มีการพัฒนาแก้ไขปัญหาจากวงรอบแรก โดยใช้การนิเทศติดตามและการให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล พบว่าผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าทุกคนสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ได้ครบทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจและความพึงพอใจในระดับสูง<br>โดยสรุป การดำเนินการทั้งสองวงรอบช่วยยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของครูในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ได้อย่างมีนัยสำคัญ วงรอบแรกเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ ส่วนวงรอบที่สองเป็นการพัฒนาเชิงลึก ส่งผลให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าทุกคนบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา แม้ยังมีบางด้านที่ควรต่อยอด เช่น การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการสื่อสารกับผู้ปกครอง</p> วิภาดา แมนวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292641 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก 2) ศึกษาหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่ 3) ศึกษาแนวทางปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่มอก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในการทำการเกษตรที่ได้รับน้ำจากการชลประทานอ่างเก็บน้ำแม่มอก ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และตำบลบ้านใหม่ไชยมงคล ตำบลไทยชนะศึก ตำบลทุ่งเสลี่ยม ตำบลกลางดง ตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย จำนวน 357 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา สถิติ t-test และ One-way ANOVA<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี (ร้อยละ 61.90) การจัดสรรน้ำดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ชลประทานเป็นหลัก และใช้ระบบการส่งน้ำตามรอบเวร อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือระบบการกระจายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ และการได้รับน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่อุปสรรคหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานเสื่อมสภาพ และการขาดการวางแผนที่เป็นระบบ<br>2. หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.72) โดยด้านการบริหารงานภายในกลุ่มมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการจัดการน้ำ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการดูแลบำรุงรักษา ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุ ระดับการศึกษา จำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายได้ภาคการเกษตร พื้นที่รับน้ำ การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม และแหล่งข้อมูลข่าวสาร มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br>3. แนวทางปรับปรุงจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบจัดสรรน้ำให้ยืดหยุ่นและใช้ข้อมูลเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ การจัดทำแผนตรวจสอบและงบประมาณซ่อมบำรุงที่ชัดเจน การพัฒนาระบบสื่อสารและความโปร่งใสภายในกลุ่ม และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่องทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ผลการวิจัยสะท้อนว่า การเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มการมีส่วนร่วม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดความยั่งยืนในระดับชุมชน</p> สำราญ เขียวสำริด โชติ บดีรัฐ ยุวดี พ่วงรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนา การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักวุฒิธรรมร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนจังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/297507 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน จังหวัดขอนแก่น 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามหลักวุฒิธรรมร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม และ 4) ประเมินหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ พระสอนศีลธรรม จำนวน 234 รูป และกลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้หลักสูตร คือ พระสอนศีลธรรม จำนวน 30 รูป เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น หลักสูตรฝึกอบรม คู่มือการใช้หลักสูตร แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ แบบวัดเจตคติ และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น ดัชนีความสอดคล้อง และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พระสอนศีลธรรมมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์โดยรวมเท่ากับ 0.532 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ 2) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ที่มาและความจำเป็น หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหา กระบวนการจัดกิจกรรมฝึกอบรม สื่อและเทคโนโลยีการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมและคู่มือการใช้หลักสูตรมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) หลังการฝึกอบรม พระสอนศีลธรรมมีความรู้และเจตคติต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์สูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีทักษะปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และ 4) พระสอนศีลธรรมมีความคิดเห็นต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> หลักสูตรฝึกอบรม; หลักวุฒิธรรม; การเรียนรู้เชิงประสบการณ์; สมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์; การจัดการเรียนรู้เชิงรุก</p> นิรุต ป้องสีดา วิทยา ทองดี ประยูร แสงใส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะการเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294588 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและประเมินความเหมาะสมแบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 เรื่อง การเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้คอนคอร์ด อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 จำนวน 6 แผน 2. แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) และ3. แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนวรรณยุกต์ภาษาไทย จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษานานาชาติปีที่ 6 โรงเรียนนานาชาติยูนิตี้คอนคอร์ด มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.27 <br />2. ผลสัมฤทธิ์การทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนวรรณยุกต์ด้วยหลักโทนเสียง (Tone Rules) สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ22.70, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.29 และค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 13.80 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.60</p> ศศิกานต์ โพธิ์ภักดี ชนินทร์ ยาระณะ วารุณี โพธาสินธุ์ บุญสม ยานะธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครู โรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296566 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) พัฒนาครูให้มีความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครูโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการ 2 วงรอบ ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคารที่สมัครใจเข้าร่วมการพัฒนา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.50–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. ครูมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพิ่มขึ้น โดยคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา คิดเป็นร้อยละ 20.00<br>2. ครูมีความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̅ = 3.74, S.D. = 0.10) และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก (X̅ = 3.79, S.D. = 0.47) หลังการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ครูสามารถปรับปรุงและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น<br>3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.53, S.D. = 0.21) และ<br>4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.52, S.D. = 0.20)</p> ดนัย ลุนบุดดา เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290306 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนออทิสติกชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ จำนวน 3 คน และพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการวาดแผนภาพเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพ และใบงาน เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> จากการศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวกและการลบของนักเรียนออทิสติกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนนค่าเเฉลี่ย 2.26 คิดเป็นร้อยละ 75.25 นักเรียนออทิสติกได้คะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 และโดยรวมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้เทคนิคการวาดแผนภาพ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 สำหรับนักเรียนออทิสติกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ ที่มีรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการวาดแผนภาพที่สร้างขั้น สามารถพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบของนักเรียนออทิสติกที่เป็นกรณีศึกษาได้ตามที่ตั้งไว้<br /> แนวทางพัฒนาคือ 1) การประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนการศึกษาพิเศษ ครูผู้สอนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษสามารถนำเทคนิคการวาดแผนภาพไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ เพื่อช่วยให้นักเรียนออทิสติกเข้าใจโจทย์ได้ง่ายขึ้นและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีขั้นตอน 2) การปรับใช้กับผู้เรียนที่มีระดับความสามารถต่างกัน ควรปรับระดับความซับซ้อนของโจทย์และรูปแบบแผนภาพให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน เช่น การใช้ภาพง่ายและชัดเจนสำหรับผู้ที่มีทักษะพื้นฐานต่ำ และใช้แผนภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้เรียนที่มีทักษะสูงกว่า 3) การบูรณาการกับวิชาอื่น เทคนิคการวาดแผนภาพสามารถประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ใช้วาดวงจรหรือกระบวนการทดลอง ภาษาไทยใช้การวาดผังเรื่อง หรือสังคมศึกษาใช้วาดแผนที่ความคิด เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบและการสื่อสารข้อมูล<br /><br /></p> ราชภัฏ พัฒนกุล วารุณี โพธาสินธุ์ ติณณภพ หลวงมณีวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนาน สำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295760 <p>การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เแบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติก โรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอพอใจของครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนคู่ขนานสำหรับบุคคลออทิสติกโรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย ครูโรงเรียนบ้านไผ่ประถมศึกษา จำนวน 5 คน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 9 จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการนิเทศและติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> สุทธิดา ด้วงรัตน์ ธีระ รุญเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การศึกษาสถานการณ์สถานภาพศักยภาพและภูมิปัญญาของผู้สูงอายุในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288794 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ สถานภาพ และศักยภาพของผู้สูงอายุด้านสุขภาพ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และภูมิปัญญา และ 2) ศึกษาประเภท กลไก และปัญหาในการถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้สูงอายุในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรเป็นผู้สูงอายุจำนวน 12,311 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 385 คน กำหนดขนาดตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนประชากรใน 11 ตำบล ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพจำนวน 24 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .89 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ศักยภาพของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.58, S.D. = 0.44) ด้านจิตใจและด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน (x̄ = 3.82) รองลงมาคือด้านภูมิปัญญา (x̄ = 3.48) ด้านสุขภาพ (x̄ = 3.36) และด้านเศรษฐกิจ (x̄ = 3.04)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุครอบคลุมงานหัตถกรรม เครื่องจักสาน การแกะสลัก การตีมีด การทำเครื่องบูชาและโคมยี่เป็ง อาหาร การเกษตร สมุนไพร และการดูแลสุขภาพพื้นบ้าน การถ่ายทอดเกิดผ่านครอบครัว โรงเรียน โรงเรียนผู้สูงอายุ วัด และกิจกรรมของชุมชน ปัญหาที่พบคือการขาดผู้สืบทอด การรวมกลุ่มที่ไม่ต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดที่ยังมีไม่เพียงพอ</span></p> วารุณี โพธาสินธุ์ สุชาดา เมฆพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292707 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับศักยภาพ และ 3) ศึกษาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพของ อสม. การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจาก อสม. ในพื้นที่อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร จำนวน 601 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. อสม. มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.01, σ = 0.74) ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านทักษะการปฏิบัติงาน ขณะที่ด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และการสื่อสารสุขภาพมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ รายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่นคือการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารสุขภาพและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>2. การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า ระดับการศึกษาแตกต่างกันส่งผลให้ศักยภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 ส่วนเพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ และประสบการณ์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ<br>3. แนวทางการเพิ่มศักยภาพควรมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและการบันทึกข้อมูลสุขภาพ เพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพสมัยใหม่ จัดอบรมเชิงปฏิบัติในกลุ่มย่อยและทบทวนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสริมระบบสนับสนุนด้านทรัพยากร พี่เลี้ยง และแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของ อสม. ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> รัฐสิทธิ์ อุ่นเจริญ กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์ ภาสกร ดอกจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/294728 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา 3) ประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโรงเรียนโสตศึกษา ในด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า ประชากร คือ โรงเรียนโสตศึกษา สถานศึกษากลุ่ม 1 จำนวน 6 โรง ผู้ให้ข้อมูลโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงโรงเรียนละ 9 คน รวมทั้งสิ้น 54 คน กลุ่มทดลอง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็น 2) แบบประเมินความตรงเชิงเนื้อหา 3) รูปแบบ APDIE MODEL 4) แบบประเมินรูปแบบ 5) แผนปฏิบัติการทดลอง 6) แบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง 7) แบบประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า สถิติที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้วิจัยได้สังเคราะห์รูปแบบ ชื่อ APDIE MODEL ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปสู่การทดลอง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพและความต้องการของผู้เรียน 2) การวางแผน 3) การพัฒนา 4) การนำไปใช้ ผลการประเมินรูปแบบได้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 การประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 และผลการใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ด้านประสิทธิผล และด้านคุณค่า อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนระหว่างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดและความต้องการจำเป็นพิเศษทางการได้ยินเพื่อนำผลมาปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล</p> ชัชภาค วงษ์ซื่อ ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ ปลีลา ศักดิ์สิริชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะครูด้านการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนกุดจิกวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288301 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน 2) พัฒนาทักษะของครูในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการพัฒนาต่อการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยครูโรงเรียนกุดจิกวิทยาคาร ผู้อำนวยการโรงเรียน และนักวิชาการศึกษาจากกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบบันทึก และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. ครูผู้เข้าร่วมการพัฒนามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนเพิ่มขึ้น โดยผลการประเมินอยู่ในระดับดีทุกรายการ <br />2. ครูสามารถดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />3. ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาด้านการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> ชัยอนันต์ โพธิ์บุญปลูก วิรัช เจริญเชื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296574 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการ 3) ประเมินรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 5) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า กลุ่มประชากร คือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัด จำนวน 36 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลหลักคือผู้อำนวยการและหัวหน้างานบริหารวิชาการ รวม 72 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง ส่วนโรงเรียนที่ใช้ทดลองปฏิบัติการคือ โรงเรียนวัดบ้านไร่ มีผู้เข้าร่วมทดลองรวม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัญหา รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม แผนปฏิบัติการ และแบบประเมินผลด้านต่าง ๆ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ APIC Model ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน (Analysis) การวางแผนทางวิชาการและการจัดการเรียนรู้ (Planning) การดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้ (Implementation) และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Collaborative Assessment) 3) ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหามีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 4) ผลการเปรียบเทียบการทดลองใช้รูปแบบพบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดข้อเสนอแนะจากการวิจัย ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน ร่วมวางแผนและดำเนินงานจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแผนงาน ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินผล เพื่อนำผลไปใช้ปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการอย่างต่อเนื่อง</p> พิไลพร สมพงษ์ พัชราภรณ์ ดวงชื่น ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290386 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 292 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และ<br>การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสู่ความเป็นเลิศโดยภาพรวมอยู่ในระดับ <br>ปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็น โดยรวมมีค่าเท่ากับ 0.470 โดยพบว่า ด้านที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด 2 อันดับแรก คือ ด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับชุมชน และ 2) แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลและยืนยันโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีรวมทั้งสิ้น 15 แนวทาง ซึ่งมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับ มากถึงมากที่สุด แนวทางที่สำคัญที่สุด คือ<br>เน้นการพัฒนาระบบ ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการ PLC เพื่อเป็นกลไกหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนและวางแผนการสอน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย การนำระบบ ผู้นำร่วม (Shared Leadership) มาใช้อย่างเป็นทางการ การกำหนดให้การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นนโยบายหลักของสถานศึกษา การใช้แพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางสื่อสารหลักกับชุมชนเพื่อสร้างความโปร่งใส และการริเริ่มโครงการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล ของสถานศึกษา</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ : การบริหารสู่ความเป็นเลิศ, โรงเรียนขนาดเล็ก&nbsp; </strong></p> ธภัทร วิกุลชัยวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 โมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293708 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรม Jamovi ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 และระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 2) องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู และระบบนิเวศนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลทางตรงและทางอ้อมเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรม โดยผ่านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของครู โดยมีค่า Relative Chi-Square เท่ากับ 1.37 ค่า SRMR เท่ากับ 0.02 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.04 ค่า CFI เท่ากับ 0.99 ค่า TLI เท่ากับ 0.99 ค่า GFI เท่ากับ 0.99 และค่า AGFI เท่ากับ 0.99 และโมเดลสมมติฐานมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> ณัฐสรณ์ ชูก้อนทอง สฎายุ ธีระวณิชตระกูล ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา โรงเรียนบ้านวังปลาโด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295761 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา2) เพื่อพัฒนาครูให้มีความสามารถด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านวังปลาโด จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">ด้านความรู้ความเข้าใจในการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์ม แคนวา พบว่า ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 90.38</li> <li class="show">ด้านทักษะความสามารถด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ด้านความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มแคนวา พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> จิระนันต์ แสนตะระนะ ฉัตรแก้ว คณะวาปี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การจัดระบบสารสนเทศการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288824 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการ และ 2) เปรียบเทียบสภาพการจัดระบบสารสนเทศดังกล่าวของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 โดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียน การวิจัยตั้งสมมติฐานว่าโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบสารสนเทศสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูผู้ปฏิบัติงานในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 4 จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนขนาดของโรงเรียน (เล็ก กลาง ใหญ่) โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> สภาพการจัดระบบสารสนเทศโดยรวมการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาอยู่ใน ระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.87 เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีการปฏิบัติในระดับสูงสุดคือ ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา รองลงมาคือ ด้านสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอน และ ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ตามลำดับ ส่วนด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านกระบวนการเรียนรู้ &nbsp;&nbsp;ผลการเปรียบเทียบตามขนาดโรงเรียน ผลการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐานพบว่าขนาดของโรงเรียนส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดระบบสารสนเทศแตกต่างกันไปในแต่ละด้าน ดังนี้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร: ไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างโรงเรียนทุกขนาด ชี้ให้เห็นว่าทุกโรงเรียนดำเนินงานภายใต้กรอบและมาตรฐานเดียวกันจากส่วนกลาง ด้านสื่อและนวัตกรรม และ ด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน: พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดย โรงเรียนขนาดใหญ่ มีการดำเนินงานในระดับที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความได้เปรียบด้านทรัพยากร งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา: โรงเรียนขนาดเล็ก มีการดำเนินงานต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ไม่มีความแตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่ามีโครงสร้างและระบบการนิเทศที่เป็นทางการและต่อเนื่องมากกว่า ด้านกระบวนการเรียนรู้ และ ด้านการวัดผลประเมินผล: พบความแตกต่างที่ซับซ้อน โดย ด้านกระบวนการเรียนรู้ โรงเรียนขนาดกลางมีความแตกต่างจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วน ด้านการวัดผลประเมินผล พบความแตกต่างระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยสรุป สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้รับการสนับสนุนเพียงบางส่วน เนื่องจากขนาดของโรงเรียนไม่ได้ส่งผลให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในทุกมิติ แม้โรงเรียนขนาดใหญ่จะมีความโดดเด่นในด้านที่ต้องอาศัยทรัพยากรสูง เช่น สื่อและนวัตกรรม แต่ในด้านการพัฒนาหลักสูตรกลับไม่พบความแตกต่าง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางนโยบายสนับสนุนที่แตกต่างกันตามบริบทของขนาดโรงเรียน โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง</p> มนตรี ไชยบุญทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/292878 <p class="s13"><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การวิจัยครั้งนี้</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Mixed Methods Research) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">มีวัตถุประสงค์เพื่อ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">1) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">กลุ่มตัวอย่าง</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ที่ใช้ในการศึกษาเชิงปริมาณ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ได้แก่ ครูปฐมวัยจำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">86</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">จากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Stratified Random Sampling) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">แบ่งตามสัดส่วนของครูแต่ละอำเภอ</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงเท่ากับ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">0.98 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">0.60</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">-1.00</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สัมภาษณ์</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">6</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน และวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (</span></span><span class="s12"><span class="bumpedFont15">𝑥̅</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">)</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">S.D.) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และค่าความต้องการจำเป็น (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">PNImodified</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">โดยใช้ว</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ิธีสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">6</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> คน และวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">2) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การตรวจสอบยืนยันโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 3</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">กลุ่มผู้ให้ข้อมูล</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ใน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การสนทนากลุ่ม (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Focus group) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">จำนวน 5 คน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพที่พึงประสงค์ แบบสัมภาษณ์ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ประเด็น</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">การสนทนากลุ่ม (</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">Focus group) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">แบบสอบถามความเหมาะสม</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความเป็นไปได้</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความเป็นประโยชน์</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ค่า</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ดัชนี</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความต้องการจำเป็น </span></span></p> <p class="s13">​<span class="s5"><span class="bumpedFont15">ผลการวิจัย พบว่า 1</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">) </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">และ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ลำดับ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ความต้องการจำเป็น</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ลำดับที่ 1 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">2</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">)</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ผลการสร้าง ตรวจสอบยืนยันความเหมาะสม พร้อมทั้งประเมินความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ของโปรแกรม</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">ประกอบด้วย 5 </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">องค์ประกอบ</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">1) หลักการ &nbsp; 2) วัตถุประสงค์ &nbsp;3) เนื้อหา ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">&nbsp; &nbsp; &nbsp;1</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">จัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ 2 จัดทำสื่อและหาแหล่งเรียนรู้ </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4 การวัดและประเมินพัฒนาการ 4) แนวทางพัฒนา ประกอบด้วย </span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">1</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">หลักการพัฒนา 70:20:10 2</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15"> วิธีการเสริมสร้างสมรรถนะครู 5) แนวทางการประเมิน</span></span> <span class="s5"><span class="bumpedFont15">มีความ</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">เหมาะสม</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">อยู่ในระดับมาก</span></span><span class="s5"><span class="bumpedFont15">ที่สุด </span></span>&nbsp;</p> ณัฐยา สีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/295125 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ความต้องการจำเป็นของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ตัวอย่าง ได้แก่&nbsp; ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 308 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 36 ข้อ ประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.64-0.98 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.69-0.89 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้างที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br></strong>1. สภาพปัจจุบันของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน สภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน<br>2. ความต้องการจำเป็นของสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2) การมีวิสัยทัศน์ 3) การวิเคราะห์และสังเคราะห์ และ 4) การสื่อสารและการจูงใจ<br>3. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 พบว่า มีแนวทางทั้งหมด 7 แนวทาง และผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปนัดดา เทียบแก้ว ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน ปาริชา มารี เคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/288323 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความเป็นนวัตกรของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 และแบบสอบถามความเป็นนวัตกรของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.34, S.D. = 0.75) ส่วนด้านการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.19, S.D. = 0.75)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความเป็นนวัตกรของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการมีความกล้าเสี่ยงและลองผิดลองถูกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (M = 4.49, S.D. = 0.55) ส่วนด้านการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.39, S.D. = 0.59)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเป็นนวัตกรของครูในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span>4. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความเป็นนวัตกรของครูได้ร้อยละ 34.20</p> มณีญา ชุณหจันทร์ โสภนา สุดสมบูรณ์ จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/296665 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น และ 2) พัฒนาและประเมินรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 348 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน สำหรับการสัมภาษณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน สำหรับการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNImodified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br></strong>1. สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 83) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.56) ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การคิดเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ ความรับผิดชอบต่อการกระทำ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และการใช้หลักการด้านสุนทรียสาธก<br>2. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงบวกของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ แนวคิด และวัตถุประสงค์ (2) วิธีดำเนินการ (3) กลไกการพัฒนา (4) แนวทางการประเมิน และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยสาระสำคัญของรูปแบบมุ่งพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของครูผ่านการใช้หลักการด้านสุนทรียสาธก การสร้างแรงบันดาลใจ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม การคิดเชิงบวก และความรับผิดชอบต่อการกระทำ ภายใต้กลไกการเรียนรู้แบบ 70:20:10 และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผลการประเมินรูปแบบด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศิริการณ์ น้อยวังหิน ละเอียด จงกลนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับ ความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/291216 <p>วิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารการพัฒนารูปแบบ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80-1.00 &nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 5 ด้านได้แก่ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาทั้งระบบ การบริหารตนเอง และการมีภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ส่วนแนวทางในการบริหารตามแนวคิดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถานศึกษาควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้มีการประชุมทั้งรูปแบบออนไซด์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดมี 5 องค์ประกอบคือ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก กระบวนการดำเนินงานและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีระบบงานและกลไกจำนวน 4 ด้าน คือการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไข กระบวนการดำเนินงาน ASIE Model ประกอบด้วย 1) Analysis School Potentials 2) Strategy determination 3) Implementation 4) Evaluation Successful ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.55)</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า คุณภาพผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 25667 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 76.41 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 69.22 ที่ผลต่างโดยรวม 7.19 คุณภาพครูพบว่า ครูมีคุณภาพและทักษะการปฏิบัติงาน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D = 0.50) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติจากหน่วยงานของรัฐ ปีการศึกษา 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 100 และคุณภาพกระบวนการบริหารมีระดับการดำเนินงานในระดับมากที่สุด ( &nbsp;= 4.53, S.D. = 0.50)</li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่ามีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.51) ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุดที่สุด ( &nbsp;= 4.53, S.D. = 0.50)</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การพัฒนารูปแบบ; การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุด</p> <p>วิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารการพัฒนารูปแบบ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดเพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียนแกน้อยศึกษา&nbsp; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 361 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80-1.00 &nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 5 ด้านได้แก่ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม การพัฒนาทั้งระบบ การบริหารตนเอง และการมีภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ส่วนแนวทางในการบริหารตามแนวคิดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สถานศึกษาควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้มีการประชุมทั้งรูปแบบออนไซด์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดมี 5 องค์ประกอบคือ แนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก กระบวนการดำเนินงานและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ โดยมีระบบงานและกลไกจำนวน 4 ด้าน คือการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไข กระบวนการดำเนินงาน ASIE Model ประกอบด้วย 1) Analysis School Potentials 2) Strategy determination 3) Implementation 4) Evaluation Successful ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.55)</li> <li class="show">ผลการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่า คุณภาพผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 25667 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 76.41 สูงกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 69.22 ที่ผลต่างโดยรวม 7.19 คุณภาพครูพบว่า ครูมีคุณภาพและทักษะการปฏิบัติงาน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D = 0.50) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติจากหน่วยงานของรัฐ ปีการศึกษา 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 100 และคุณภาพกระบวนการบริหารมีระดับการดำเนินงานในระดับมากที่สุด ( &nbsp;= 4.53, S.D. = 0.50)</li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนบนพื้นที่สูงที่มีระดับความยุ่งยากมากที่สุดพบว่ามีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.51) ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุดที่สุด ( &nbsp;= 4.53, S.D. = 0.50)</li> </ol> พัฒน์อนิญช์ ตระกูลอินคอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบาย Active Learning ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/293739 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ผู้บริหารต้องจัดการเพื่อสนับสนุน Active Learning ในระดับเขตพื้นที่และจังหวัด 2) ตรวจสอบระบบนิเทศติดตาม กลไกสนับสนุน และมาตรการส่งเสริมจากผู้บริหารระดับนโยบายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง และ 3) พัฒนาแนวทางนโยบายต้นแบบเชิงระบบระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ที่เสริมศักยภาพผู้บริหารให้สามารถขับเคลื่อน Active Learning อย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 300 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องจัดการเพื่อสนับสนุน Active Learning ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การพัฒนาครูและบุคลากร การนิเทศภายใน และการประเมินผลและการปรับปรุง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนด้านการจัดสรรทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระบบนิเทศติดตามและกลไกสนับสนุนที่ช่วยให้การขับเคลื่อน Active Learning มีความต่อเนื่อง ประกอบด้วย การพัฒนาครูอย่างสม่ำเสมอ การนิเทศแบบโค้ชชิ่ง การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ที่จำเป็น และการนำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางนโยบายต้นแบบเชิงระบบระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ประกอบด้วย การกำหนดทิศทางและเป้าหมายการขับเคลื่อน Active Learning ที่ชัดเจน การจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นของสถานศึกษา การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง การนิเทศติดตามเชิงพัฒนาโดยใช้กระบวนการโค้ชชิ่งและ PLC และการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เพื่อใช้ข้อมูลจากการประเมินในการปรับปรุงการดำเนินงานและสนับสนุนการขับเคลื่อน Active Learning อย่างต่อเนื่อง</span></p> เสกชัย ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม 2026-08-31 2026-08-31 13 2