วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัย ทางพระพุทธศาสนา ปรัชญา การศึกษา รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์<br />2. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัย ด้านอีสานศึกษา ด้านสันติศึกษา และด้านวิปัสสนาศึกษา<br />3. เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการและผลงานวิจัยของบุคลากรในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</strong><br />บทความวิชาการ/บทความวิจัย/วิจารณ์หนังสือ บทความละ 4,000 บาท<br />หมายเลขบัญชี : 464-2-34391-9<br />ธนาคาร : ทหารไทยธนชาต<br />ชื่อบัญชี: สถาบันวิจัยพิมลธรรม/พระโสภณพัฒนบัณฑิต<br />** พร้อมส่งสลิปการโอนเงินและแจ้งชื่อ-สกุล มาที่ E-mail: phimoldhamma.prij@gmail.com<br />ทั้งนี้ วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม ขอสงวนสิทธิ์ว่า การโอนค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความและค่าสมัครสมาชิกมาแล้ว ไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ไม่ว่ากรณีใดๆ</p> th-TH nites.san@mcu.ac.th (ผศ.ดร.นิเทศ สนั่นนารี) phimoldhamma.prij@gmail.com (นางสาวมาริสา ไสวงาม) Thu, 21 Dec 2023 17:38:57 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 มองหาคุณค่าชีวิต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267036 <p>วิจารณ์หนังสือนี้ นำเสนอการมองหาคุณค่าชีวิต เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอจึงได้มาถ่ายทอดนำเสนอทางการเขียนเป็นบทความที่มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ ได้อธิบายมุมมองให้ผู้ที่มาอ่านให้เห็น คุณค่าของตัวเองและผู้อื่น ในการดำเนินชีวิต การดำเนินชีวิตให้มีความสุขนั้นสามารถทำได้โดยใช้หลักการเบื้องต้น คือ มีจุดมุ่งหมายชัดเจน การมีแผนที่ชัดเจนและกำหนดเป้าหมายชัดเจนให้ตนเองช่วยให้รู้ว่าต้องการอะไรและจะเข้าถึงความสุขอย่างไรรักษาสุขภาพที่ดี สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณมีความสุข ดูแลร่างกายและจิตใจโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เหมาะสมและมีการพักผ่อนที่เพียงพอ บริหารจัดการเวลาการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเครียดและสร้างความสุขในชีวิต วางแผนกิจกรรมที่สำคัญและสำนึกในการใช้เวลาที่มีอยู่ในแต่ละวัน พักผ่อนและผ่อนคลาย การให้เวลาให้กับตนเองเพื่อพักผ่อนและผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข เช่น อ่านหนังสือหรือพักผ่อนดูภาพยนตร์ที่ชอบ ความสัมพันธ์ที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนสนิท โดยใส่ใจและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และกับสังคม จิตใจบริสุทธิ์ การพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจให้สร้างความสุข การสร้างความตระหนักในกิเลส พฤติกรรมที่ดี และความผาสุกในตัวเองช่วยให้มีความสุขในชีวิต สร้างเงื่อนไขในการสร้างความสุข การสร้างสภาวะในการดำเนินชีวิตที่ช่วยให้คุณมีความสุข</p> พระดำรง สุมงฺคโล, สมเดช นามเกตุ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267036 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 กุญแจภาวนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267874 <p>หนังสือกุญแจภาวนา เป็นหนังสือที่รวบรวมโอวาทธรรมะของหลวงปู่ชา สุภทฺโท ที่ได้มุ่งนำเสนอแก่นของประสบการณ์การปฏิบัติเจริญภาวนาในทุกแง่มุม ด้วยการแบ่งโครงสร้างเนื้อหาออกเป็น 3 หัวข้ออย่างชัดเจน และภายในแต่ละส่วนก็มีรายละเอียดปัญหาปลีกย่อยลึกลงไปอีก สำหรับส่วนที่ 1 ทำอย่างไรจึงจะออกจากทุกข์ได้ ได้กล่าวถึงการรู้จากปริยัติ ว่าต่างกับรู้จากปฏิบัติอย่างกว้างๆ ได้แก่ การอุปมา ความแตกต่างว่าเหมือนเราตกจากยอดไม้ ในส่วนที่ 2 การทำนั้นทำอย่างไร โดยได้กล่าวว่า ถ้าจะปฏิบัติต้องเดินทางสายกลาง เราจะไม่เอาใจใส่ความสุข ความทุกข์ และในส่วนที่ 3 อัตโนมัติของจิต เป็นการกล่าวถึงคำจำกัดความของอัตโนมัติของจิต ว่าคือ จิตที่เป็นอยู่โดยไม่ได้แต่งมัน แต่ถ้าถึงจุดมันจะเป็นของมันเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ยังให้ข้อคิดเตือนใจ และวิธีจัดการกับอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม คือ กุญแจสำหรับเปิดประตูสู่ปัญญาด้วย ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าการเจริญภาวนาสำคัญกับชีวิตมาก เป็นหลักธรรมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก ถึงมีศัพท์บาลีอยู่มาก จึงต้องอาศัยการตีความเพิ่มเติม แต่หนังสือเล่มนี้ก็เปี่ยมไปด้วยสาระอันทรงคุณค่า เปิดโลกทัศน์ให้เข้าใจหลักธรรมที่ถูกต้อง ให้รู้จักวิธีแก้ปัญหาที่อันเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสำหรับการปฏิบัติเจริญภาวนา ตลอดจนชี้แนะแนวทางปฏิบัติที่ตรงประเด็นแก่การหลุดพ้นจากกองทุกข์กิเลสทั้งปวง</p> สุดารัตน์ ต่ายธานี, พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267874 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ประเพณีการแต่งกายของชาวม้งบ้านห้วยทรายเหนือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268214 <p> บทความนี้ นำเสนอการแต่งกายของชาวม้งบ้านห้วยทรายเหนือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแต่งกายของชาวม้งบ้านห้วยทรายเหนือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก รวบรวมข้อมูลจากในวรรณกรรมต่างๆ และนักวิชาการในชนบทผ่านการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและแบบเป็นทางการ ได้ใช้กระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Anganalysis) จากการศึกษาพบว่าชาวม้งบ้านห้วยทรายเหนือนั้น มีเรื่องราวและประเพณีการแต่งกายของชาวม้งบ้านห้วยทรายเหนือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ประวัติหมู่บ้านห้วยทรายเหนือและวิถีชีวิตชาวม้ง 2) ลักษณะการแต่งกาย 3) การแต่งกายในพิธีต่างๆ การแต่งกายแบบดั้งเดิมของชนชาติม้ง บ้านห้วยทรายเหนือ เป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติม้งในหมู่บ้าน และทุกคนยังคงสืบสานประเพณีนี้</p> วิชชุพงศ์ วรศาสตร์กุล, วรางคณา ทวีวรรณ, เพ็ญนภา แสงโสดา Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268214 Tue, 26 Dec 2023 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้กับความสมดุลของการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้และวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268562 <p>บทความวิชาการนี้ นำเสนอเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ หลักการองค์ประกอบ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงของการจัดการเรียนรู้ ระบบนิเวศการเรียนรู้ และวัฒนธรรมการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้กับเยาวชนเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีและด้านสังคมส่งผลการจัดการเรียนรู้ปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ทั้งนี้การจะจัดการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้นั้น จำเป็นจะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้และการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสมด้วย โดยจากการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับบุคคลอื่นเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม การแบ่งปันความรู้ และการถ่ายโอนความรู้ที่จะช่วยในองค์การมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นเป็นวิธีการแบบองค์รวมเพื่อการศึกษาที่บูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่ใช้พื้นที่ทางกายภาพและเสมือนจริงเข้าด้วยกันเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และกระตุ้นการเติบโตทางปัญญา เน้นการพัฒนาตนเองจากสิ่งง่ายๆไปสู่สิ่งยากโดยต้องมีเครือข่ายการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ซึ่งเมื่อศึกษาถึงองค์ประกอบของวัฒนธรรมการเรียนรู้ ระบบนิเวศการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้พบว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเมื่อสถานศึกษามีวัฒนธรรมการเรียนรู้และระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ดีย่อมทำให้การจัดการเรียนรู้ภายในสถานศึกษาดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน</p> โสภนา สุดสมบูรณ์ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268562 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ในนราธิวาส กรณีศึกษา ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268440 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระดับชุมชนอันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำการศึกษาผ่านมิติความสัมพันธ์ในระดับชุมชนที่เกิดขึ้นและยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ชุมชนโต๊ะโม๊ะ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ กลุ่มชาวบ้าน และเยาวชน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> อัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิมของคนในชุมชนยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งควบคู่ไปกับการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมอีสาน โดยมีปัจจัยสำคัญคือ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทั้งเรื่องการตั้งถิ่นฐาน และการประกอบอาชีพระหว่างคนมลายูพื้นถิ่นกับผู้ที่เข้าไปตั้งรกรากใหม่ไม่มีการทับซ้อนกัน และเป็นไปด้วยความสมัครใจ รวมถึงการปรับตัวในการอยู่ร่วมกันจนเกิดการยอมรับวัฒนธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมเดิมทำให้สามารถยึดโยงคนในชุมชนที่มีความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันได้</p> นัทธมน ราชเสน, ณัฏฐินี ปิยะศิริพนธ์, วสิน ทับวงษ์ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268440 Thu, 21 Dec 2023 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์กรรมในอรรถกถาธรรมบทตามนิยัตินิยม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266670 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรรมในอรรถกถาธรรมบท 2) ศึกษากรรมตามนิยัตินิยมในทางปรัชญา และ 3) วิเคราะห์กรรมในอรรถกถาธรรมบทตามนิยัตินิยมในทางปรัชญา เป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถาธรรมบท และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมในอรรถกถาธรรมบทตามนิยัตินิยม จากนั้นได้รวบรวมข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้องค์ความรู้ตามวัตถุประสงค์<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. กรรมในอรรถกถาธรรมบท เป็นการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาจำแนกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1) จำแนกตามเวลาที่ให้ผล คือกรรมให้ผลในปัจจุบัน กรรมให้ผลในภพหน้า กรรมให้ผลในภพต่อไป และกรรมเลิกให้ผล 2) จำแนกตามการให้ผลตามหน้าที่ คือกรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด 3) จำแนกตามความแรงในการให้ผล ได้แก่ กรรมหนัก กรรมที่ทำมามาก เพื่ออธิบายคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในธรรมบท 4) จำแนกตามลักษณะอาการแสดงออก 5) จำแนกตามคุณภาพของกรรม<br /></span>2. หลักนิยัตินิยมในทางปรัชญา คือแนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งสภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นถูกกำหนดโดยสภาวะที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่เนื่องจากแนวคิดนี้ก็เป็นแค่เพียงแนวคิดหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้นตามมาเสมอไป แต่สามารถเกิดผลลัพธ์ตามมาที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้<br />3. วิเคราะห์กรรมในอรรถกถาธรรมบทตามนิยัตินิยมในทางปรัชญาพบว่า กรรมในอรรถกถาธรรมบทเป็นการกระทำที่มีเจตนา และให้ผลตามเจตนา บุคคลใดทำกุศลกรรมย่อมได้รับสุข มีสุคติเป็นที่ไป บุคคลใดทำอกุศลกรรมย่อมได้รับทุกข์ มีทุคติเป็นที่ไป ทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ทฤษฎีนิยัตินิยมเชื่อว่า การกระทำทุกอย่างของมนุษย์เป็นไปตามโชคชะตาถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า นิยัตินิยมเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทหนึ่ง</p> พระปลัดสมหมาย ขนฺติมโน, พระครูศรีปัญญาวิกรม , วิเชียร ชาบุตรบุณฑริก Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266670 Thu, 21 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรมแผนกธรรม ของสำนักศาสนศึกษาในเขตอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/264103 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ 2) ศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนและผู้เรียน จำนวน 205 รูป กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนจำนวน 112 รูป ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 12 รูป โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้แบบสอบถามและแบบสอบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้ววิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" /> = 4.05, S.D. = 0.56) ได้แก่ 1) หลักสูตร 2) การจัดการเรียนการสอน 3) สื่อการเรียนการสอน 4) การวัดและประเมินผล 5) ความสัมพันธ์กับชุมชน 6) อาคารสถานที่ 7) การส่งเสริมสนับสนุนจากภายนอก 8) ศักยภาพของครูผู้สอน 9) ปัจจัยด้านแรงขับภายในและแรงจูงใจของผู้เรียน 10) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสุดของผู้เรียน 11) ความพึงพอใจต่อผลการจัดการศึกษา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีการใช้หลักสูตรที่คณะสงฆ์กำหนดขึ้น มีโครงสร้างและเนื้อหาสาระที่แม่กองธรรมสนามหลวงกำหนดให้ แบ่งช่วงเวลาในการจัดการเรียนการสอน 3 ช่วงเวลาตามความเหมาะสม มีสื่อการเรียนการสอนไม่หลากหลาย การผลิตสื่อการเรียนสอนขึ้นมาเองน้อย มีการประเมินผลเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ มีการอบรมก่อนสอบสนามหลวง ชุมชนให้สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมน้อย ห้องเรียนมีขนาดเหมาะสมกับจำนวนผู้เรียน มีการจัดรับทุนการศึกษาหรือเกียรติบัตรแก่ผู้ที่สอบได้เพื่อสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องน้อย การสนับสนุนจากพุทธศาสนิกชนดีและเหมาะสม จำนวนผู้เรียนน้อยลง การนำสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้น้อย<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ คือ แนวทางการจัดการศึกษา 9 ด้าน เพื่อสามารถนำไปปรับใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรมแผนกธรรมเชิงรุก ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น</span></p> พระมหาสุทัศน์ อุตฺตโร (จันอากาศ), วิทยา ทองดี, ปาณจิตร สุกุมาลย์, อังคณา ตุงคะสมิต Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/264103 Fri, 22 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ในการครองตนของคนไทยในปัจจุบัน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269239 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการครองตนของคนไทยในปัจจุบัน 2) ศึกษาหลักพุทธจริยศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการครองตน และ 3) วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ในการครองตนของคนไทยในปัจจุบัน เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก หนังสือวิชาการทางพระพุทธศาสนามีพุทธศาสนสุภาษิต เป็นต้น และงานวิจัยที่เกี่ยวเรื่องตน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้เหตุผลและให้เหตุผล แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เขิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัญหาการครองตนของคนไทยในปัจจุบัน พบว่า ปัญหาการครองตนของคนไทยในปัจจุบันมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1) จิตเปราะบางรักง่ายหน่ายเร็ว 2) ขาดการตรึกตรองอย่างรอบคอบ 3) ขาดความเพียรพยายาม ขาดการใฝ่รู้สู้สิ่งยาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธจริยศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการครองตน พบว่า 1) หลักสติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกรู้เท่าทันต่อสิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2) หลักโยนิโสมนสิการ คือ การเจริญปัญญา โดยการคิดพิจารณาอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และลึกซึ้ง และ 3) หลักอิทธิบาท 4 คือสิ่งที่ทำให้เกิดหนทางสู่ความสำเร็จ หรือความต้องการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลยิ่งๆ ขึ้นไป<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลักพุทธจริยศาสตร์ในการครองตนของคนไทยในปัจจุบัน พบว่า เมื่อนำหลักพุทธจริยศาสตร์ไปวิเคราะห์การครองตนของคนไทยในปัจจุบันแล้ว ทำให้ทราบว่า คนไทยมีการครองตนดีขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทเลินเล่อ มีการครุ่นคิด ตรึกตรองไตร่ตรองใคร่ครวญ พิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงคุณค่าแท้คุณค่าเทียม มีเหตุผลในเรื่องต่างๆ ก่อนลงมือทำ และเป็นคนมีความบากบั่น เพียรทำหน้าที่การงานทั้งงานของตนและงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จอยู่เสมอ</span></p> ธัญชนก อินทแพทย์, พระเทพวชิรวิมล, พระครูสีลสราธิคุณ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269239 Fri, 22 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์ความงามของหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด ตามหลักสุนทรียศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269240 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติ พัฒนาการและการสร้างหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาความงามในทางสุนทรียศาสตร์ และ 3) ศึกษาวิเคราะห์ความงามของหอโหวด 101 ตามหลักสุนทรียศาสตร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม โดยศึกษาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชากรผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน เครื่องมือวิจัยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประวัติ พัฒนาการและการสร้างหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ชื่อที่มาของหอคอยแห่งใหม่ในประเทศไทยแห่งนี้ มาจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแรงบันดาลใจการสร้างโดย นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด หอโหวด 101 ตั้งอยู่กลางเมืองในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด ก่อสร้างในระหว่างปี พ.ศ. 2560 - พ.ศ. 2563<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความงามในทางสุนทรียศาสตร์ พบว่า เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของความงาม ที่ว่าด้วยความงามและสิ่งที่งามทั้งในงานศิลปะและในธรรมชาติ โดยศึกษาประสบการณ์ คุณค่าความงามและมาตรฐานในการวินิจฉัยว่า ความงามคืออะไร โดยใช้ 4 ทฤษฎี เป็นหลักเกณฑ์ตัดสินความงามของหอโหวด 101 ได้แก่ 1) ทฤษฎีอัตนัยนิยม 2) ทฤษฎีปรนัยนิยม 3) ทฤษฎีสัมพัทธนิยม และ 4) ทฤษฎีอุบัติการณ์ใหม่<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความงามของหอโหวด 101 ตามหลักสุนทรียศาสตร์ พบว่า ทฤษฎีอัตนัยนิยม ความงามและการรับรู้ความงามขึ้นอยู่กับจิตของแต่ละบุคคล ทฤษฎีปรนัยนิยม ความงามมีอยู่โดยตัวเอง มิให้ใครมาให้ค่าเชิงตัดสินความงามใดๆ ทฤษฎีสัมพัทธนิยม คุณค่าความงามมิได้มีอยู่ในตัวเอง แต่คุณค่าความงามทำให้ผู้พบเห็นเกิดการรับรู้ความงามขึ้นในจิตของแต่ละบุคคลเอง ทฤษฎีอุบัติการณ์ใหม่ คุณค่าขึ้นอยู่กับชุมชน สังคม ศาสนา เป็นต้น ดังนั้น หอโหวด 101 จึงถูกสร้างสรรค์เป็นวัตถุ เกิดเป็นความงาม ที่มีความโดดเด่นสะดุดตาของผู้พบเห็น</span></p> มนสิชา กนกแก้ว, พระเทพวชิรวิมล, พระครูสีลสราธิคุณ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269240 Fri, 22 Dec 2023 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268331 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ 2) ศึกษาระดับการเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ จำนวน 127 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง เครจซีและมอร์แกน แล้วสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่าเกี่ยวกับความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษาและการเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษาที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .90 และ .95 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์ของสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ การอดทนต่อความยืดเยื้อของปัญหา ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมาก คือ การรับรู้ขอบเขตผลกระทบของปัญหา การรับรู้สาเหตุและความรับผิดชอบ และการควบคุมสถานการณ์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ บรรยากาศในการทำงานแบบเปิด ส่วนด้านอยู่ในระดับมาก คือ ภาวะผู้นำฉันท์เพื่อนร่วมงาน ความสามารถในการปรับตัว การสนับสนุนและจัดสรรทรัพยากรที่ดีและการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span>3. ความฉลาดในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การสุขภาพดีของสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .84 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พรรณราย จันทราชา, เก็จกนก เอื้อวงศ์, อาจารี คูวัธนไพศาล Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268331 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์จริยศาสตร์แนวประโยชน์นิยมเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนระหว่างศาสนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269028 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีของจริยศาสตร์แนวประโยชน์นิยม 2) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนระหว่างศาสนา และ 3) วิเคราะห์จริยศาสตร์แนวประโยชน์นิยมเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนระหว่างศาสนา เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประโยชน์นิยมเป็นทัศนะทางจริยศาสตร์ที่ถือเอาประโยชน์สุขเป็นเกณฑ์ตัดสินการกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขมากที่สุดแก่คนจำนวนมากที่สุด แนวคิดทางจริยศาสตร์ของประโยชน์นิยมยอมรับหลักประโยชน์หรือหลักมหสุข ความสุขในทัศนะของแนวคิดประโยชน์นิยม คือ ความพึงพอใจ ความเพลิดเพลิน และความสนุกสนานอันปราศจากความทุกข์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การอยู่ร่วมกัน คือ กลุ่มคนอย่างน้อยสองคนขึ้นไปมาอาศัยอยู่รวมกันในบริเวณหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ความสัมพันธ์ทางตรง เช่น การพูดจา ทักทาย การทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันสองศาสนา จัดเป็นการอยู่ร่วมกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม จะต้องมีหลักของศาสนาเข้ามาใช้ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. เมื่อวิเคราะห์จริยศาสตร์แนวประโยชน์นิยมเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนระหว่างศาสนาแล้ว ทำให้ทราบว่า สุขหรือความสุข ได้แก่ ความสะดวก ความสบายทั้งกายใจ หรือความปลอดโปร่งโล่งใจ โดยที่ความสุขของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์การตัดสินตามมหสุข 4 ประการ คือ 1) กระทำที่ก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดแก่คนจำนวนมากที่สุด 2) เกิดความพึงพอใจ มีลักษณะของการปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามในระหว่างอยู่ร่วมกัน </span><span style="font-size: 0.875rem;">3) เกิดความปรารถนาดี และ 4) ความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลกับความพึงพอใจของสังคม ซึ่งเป็นหลักของการกระทำที่เป็นพื้นฐานของประโยชน์นิยม คือ การกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนส่วนใหญ่</span></p> พระกฤตกร กิตฺติกโร (สุรำไพ), พระครูสีลสราธิณ, สงวน หล้าโพนทัน Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269028 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง: แนวทางการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268857 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง: แนวทางการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความเที่ยง (KR-20) เท่ากับ 0.83 และแบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 26 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ t-test แบบ Paired Samples ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อน และหลังการเข้าร่วมโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเข้าร่วมโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการเข้าร่วมโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 12.84, p =.00) และผลการประเมินผลงานของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 18.80 โดยมีเกณฑ์คุณภาพ อยู่ในระดับดีมาก<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ พอใจในกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด (4.66) ด้านความพึงพอใจด้านวิทยากร อยู่ในระดับมากที่สุด (4.61) และด้านความพึงพอใจในบริการ อยู่ในระดับมากที่สุด (4.58) ตามลำดับ</span></p> เกริกไกร ปริญญาพล, สิริลักษณ์ จิระวัฒนาสมกุล, ชไมพร ไกยสิทธิ์ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268857 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 สมรรถนะผู้จัดการหมู่บ้านของบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266425 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสมรรถนะผู้จัดการหมู่บ้านของบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ พนักงานในตำแหน่งผู้จัดการหมู่บ้านของบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 20 คน และตัวแทนลูกบ้านจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแนวแบบสัมภาษณ์การสนทนากลุ่ม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สมรรถนะผู้จัดการหมู่บ้านของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งมี 7 ด้านประกอบด้วย 1) ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในตำแหน่งผู้จัดการหมู่บ้าน ร้อยละ (100.00) 2) การมุ่งเน้นการบริการที่ดี ร้อยละ (100.00) 3) การมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ร้อยละ (93.33) 4) ความรับผิดชอบ ร้อยละ (93.33) 5) ความยืดหยุ่นและการรับแรงกดดัน ร้อยละ (90.00) 6) การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ร้อยละ (90.00) และ 7) การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ ร้อยละ (83.33) ผลการศึกษาพบว่าสมรรถนะด้านความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในตำแหน่งผู้จัดการหมู่บ้าน และ สมรรถนะด้านการมุ่งเน้นการบริการที่ดีมีความสำคัญมากที่สุด สมรรถนะอีก 5 ด้านมีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ ผลการจัดขีดความสามารถของสมรรถนะ (Proficiency Level) ซึ่งอธิบายระดับพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ความชํานาญ (Expertise) ของผู้จัดการหมู่บ้านมี 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ขั้นพื้นฐาน (Novice) ระดับที่ 2 ขั้นปฏิบัติงาน (Adequate) ระดับที่ 3 ขั้นประยุกต์ใช้ (Develop) ระดับที่ 4 ขั้นก้าวหน้า (Advance) และระดับที่ 5 ขั้นเชี่ยวชาญ (Expert) และมีการกำหนดระดับพฤติกรรมที่แสดงออกตามสมรรถนะ (Competency Description) ผู้จัดการหมู่บ้านของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งไว้ 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 5 ประกอบด้วย ชื่อสมรรถนะ นิยามศัพท์สมรรถนะ ระดับสมรรถนะ และคำอธิบายพฤติกรรมที่แสดงออกในแต่ละระดับสมรรถนะ</p> ณพล หวังสุข , ธนาสิทธิ์ เพิ่มเพียร Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266425 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266965 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการพัฒนาทักษะการบริหาร 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตร และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 การวิจัยครั้งนี้มีการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 จํานวน 201 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและและสภาพที่พึงประสงค์ โดยความเชื่อมั่นของเท่ากับ 0.856 และ 0.872 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNI <sub>modified </sub>ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 15 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 10 รูป/คน เป็นการประเมิน ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะทางการบริหาร เรียงลำดับได้ดังนี้ 1) ทักษะด้านเทคนิค 2) ทักษะด้านการบริหารเวลา 3) ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 4) ทักษะด้านการวินิจฉัย 5) ทักษะด้านการตัดสินใจ 6) ทักษะด้านการสื่อสาร และ 7) ทักษะด้านมโนภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหาร โรงเรียนพระปริยัติธรรม มีองค์ประกอบ คือ หลักการและแนวคิด วัตถุประสงค์ เนื้อหาและผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยเรียงลำดับการพัฒนาตามลำดับความต้องการ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบการพัฒนาทักษะการบริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหาร โรงเรียนพระปริยัติธรรม มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด</span></p> พระครูชินวรวิวัฒน์ ชินวโร (งามงอน), พระมหาพิสิฐ วิสิฏฐปญฺโญ, พระฮอนด้า วาทสทฺโท, จิราภรณ์ ผันสว่าง Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266965 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมในประเพณีข้าวสากของชาว ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269250 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของประเพณีบุญข้าวสากในบริบทสังคมอีสาน 2) ศึกษาประเพณีการทำบุญข้าวสากของชาวตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 3) วิเคราะห์หลักพุทธธรรมในประเพณีบุญข้าวสากในตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทำพิธี ผู้นำชุมชน ชาวบ้านทั่วไป รวมทั้งสิ้น 26 คน ศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือวิจัยคือการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประวัติและพัฒนาการของประเพณีบุญข้าวสากในบริบทสังคมอีสาน พบว่า บุญข้าวสากเกิดจากพิธีของพราหมณ์ ต่อมาเมื่อเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาก็นำแนวคิดเดิมมาผสมผสานเข้ากับแนวคิดของพระพุทธศาสนา เมื่อเผยแพร่ถึงภาคอีสานของไทย ก็ได้รับเอาความเชื่อนี้ไว้และเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่ง<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประเพณีการทำบุญข้าวสากของชาวตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า บุญข้าวสากหรือบุญเดือน 10 มีความเชื่อว่า ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันที่ยมบาลเปิดประตูนรกให้สัตว์นรกได้มารับส่วนบุญกุศลจากญาติที่อยู่ในโลกมนุษย์ ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ไปจนถึงเที่ยงคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เมื่อพวกสัตว์นรกมารับส่วนบุญแล้วจะอวยพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลักธรรมในประเพณีบุญข้าวสากในตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในประเพณีบุญข้าวสากของชาวตำบลดงลิงมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ การระลึกถึงความดีที่บรรพบุรุษได้ทำแก่ตน แล้วทำตอบแทน (กตัญญูกตเวที), ทำบุญด้วยการแบ่งปันอาหารประเภทต่างๆ (ทาน) สำรวมกาย วาจา ใจ (ศีล) ทำจิตใจให้สงบตั้งมั่นขณะทำบุญและฟังธรรม (ภาวนา)</span></p> พระอธิการอินทรภพ สีลเตโช (ปรางทอง), พระครูสีลสราธิคุณ, สงวน หล้าโพนทัน Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269250 Sat, 23 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267024 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและแนวการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 2) ศึกษาหลักพุทธจริยศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมการปฏิบัติธรรม และ 3) วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการค้นคว้าแบบวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประวัติและแนวการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถือธุดงควัตร 13 และให้ความสำคัญในการอยู่ป่าเป็นวัตรมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ท่านเป็นผู้ถือเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติได้แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า หุบเขา </span><span style="font-size: 0.875rem;">เงื้อมเขา ท้องถ้ำ ธารเขา แนวทางการปฏิบัติของท่าน คือการอบรมจิตใจ รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตนเองและสิ่งทั้งหลาย เป็นต้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธจริยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม โดยใช้หลักไตรสิกขา หลักอานาปานสติ หลักสติสัมปชัญญะ เป็นต้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงปู่มั่น </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภูริทตฺโต หลักไตรสิกขาเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรม วิเคราะห์หลักอานาปานสติเพื่อส่งเสริมสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน หลักสติสัมปชัญญะเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรม</span></p> พระอนุชา อธิปญฺโญ (อรบุตร), พระครูสีลสราธิคุณ , พระเทพวชิรวิมล Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267024 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ วิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266815 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ 2) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ 3) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (2) แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ (3) แบบวัดความสามารถในการเขียนแผนการตลาดและแผนธุรกิจ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัญหาและแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ พบว่า นักเรียนมีพื้นฐานการเรียนรู้แตกต่างกัน ทั้งนี้จึงควรมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค จิ๊กซอว์<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ พบว่า สำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.00/82.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ไม่น้อยกว่าที่กำหนด คือ 80/80<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจ พบว่า นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจสูงกว่าห้องเรียนปกติ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ พบว่า มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การตลาดสำหรับธุรกิจและการเขียนแผนธุรกิจ วิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> พัชราภรณ์ วงษ์เพชร , อาทิตย์ อาจหาญ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266815 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267164 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง 2) เปรียบเทียบทักษะในการประดิษฐ์ใบตองของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่1 ที่เรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่เรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนที่เรียน วิชางานใบตอง สาขาคหกรรมศาสตร์ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 ห้อง ปวช.1/1 จำนวน 21 คน โดยการสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 2) แบบวัดทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง เรื่องพื้นฐานการประดิษฐ์งานใบตอง 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ในเรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง สถิติในการวิจัยที่เป็นการใช้กับกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มเดียว (One-Sample t-test)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคหกรรมศสตร์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.5/92.75 ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 70/70<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบทักษะทางการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย วิชางานใบตอง อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งค่าเฉลี่ย (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" /> = 4.50) และมีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.52)</span></p> ภาณุเดช ศรีมงคล, อาทิตย์ อาจหาญ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267164 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โรงเรียนประภัสสรวิทยา วัดศรีนวล จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266013 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 2) เปรียบเทียบการจัดการการเรียนรู้ จำแนกตามเกรดเฉลี่ย อายุ และระดับชั้นเรียน และ 3) เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ รูปแบบวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสม เป็นการผสมผสานวิจัยระหว่างวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กับวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร คือ นักเรียนโรงเรียนประภัสสรวิทยา วัดศรีนวล จังหวัดของแก่น จำนวน 160 รูป ใช้ระดับชั้นเป็นหน่วยสุ่ม เป็นการสุ่มอย่างง่าย จึงได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 78 รูป ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-way ANOVA) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิควิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา โรงเรียนประภัสสรวิทยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบการจัดการเรียนตามหลักอริยสัจ 4 จำแนกตามเกรดเฉลี่ย อายุ และระดับชั้นเรียน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา โรงเรียนประภัสสรวิทยา วัดศรีนวล จังหวัดขอนแก่น พบว่า ควรจัดการเรียนที่สามารถให้นักเรียนกำหนดรู้ถึงปัญหาในการเรียนสามารถแก้ไขปัญหาในการเรียนได้ จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายกระตุ้นนักเรียนให้เกิดอยากเรียนรู้อยากเรียน สอนให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ มีหลักการคิดอย่างเป็นขั้นตอน และสร้างความตระหนักและสอนให้นักเรียนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล</span></p> พระมหาพงษ์เพ็ชร วชิรเมธี (แสงใส) , ปาณจิตร สุกุมาลย์, นิรัช เรืองแสน Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/266013 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269103 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตร นายทหารชั้น-ประทวน พนักงานราชการ และลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานครทุกคน จำนวนทั้งสิ้น 343 นาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test ในการเปรียบเทียบระหว่างตัวแปร และค่าสถิติ One-way ANOVA เพื่อหาความแตกต่างระหว่างตัวแปร และทำการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีของ LSD หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคุณภาพชีวิตการทำงานกับความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก โดยใช้วิธีการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับความคิดเห็นในเรื่องปัจจัยความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน</span>จำนวน 3 ด้าน พบว่า ด้านความพึงพอใจในงานมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ ด้านความกระตือรือร้นในการทำงาน และด้านความรื่นรมย์ในงาน ตามลำดับ <br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และคุณภาพชีวิตในการทำงาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านสถานภาพ, ด้านระยะเวลาการทำงาน และด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกันมีผลต่อความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลในด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และภาระครอบครัวที่แตกต่างกัน มีผลต่อความสุขในการทำงานของกำลังพลกรมส่งกำลังบำรุงทหารบกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยรวมไม่แตกต่างกัน</span></p> ณรงค์ฤทธิ์ เติมลาภ , ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269103 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์ความงามของพระพุทธรูปไม้ตามหลักสุนทรียศาสตร์ในตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269238 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติพัฒนาการและการสร้างพระพุทธรูปไม้ของชาวตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาเกณฑ์การตัดสินความงามในทางสุนทรียศาสตร์ และ 3) วิเคราะห์ความงามของพระพุทธรูปไม้ตามหลักสุนทรียศาสตร์ในตำบลสวนจิก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ พระสงฆ์ ปราชญ์ชาวบ้าน และประชาชนในพื้นที่ จำนวน 30 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. พระพุทธรูปไม้มีขึ้นโดยความเคารพศรัทธาของชาวพุทธในชุมชนตำบลสวนจิก ซึ่งการสร้างได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย พัฒนาการของไม้ที่นำมาใช้แกะสลัก เดิมทีจะนิยมใช้ไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล ในปัจจุบันจะนิยมใช้ไม้ที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีแก่นสามารถนำมาแกะสลักได้ ในการแกะสลักพบว่า มีรูปแบบปางต่างๆ มากขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ มี 3 ทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีวัตถุนิยม ซึ่งเชื่อว่าความงามแท้จริงมีอยู่ในตัววัตถุไม่เกี่ยวกับจิต 2) ทฤษฎีแบบจิตนิยม ซึ่งเชื่อว่าความงามเป็นคุณสมบัติของจิตไม่ใช่วัตถุ 3) ทฤษฎีสัมพัทธ์นิยม มีความเชื่ออยู่กึ่งกลางระหว่างทฤษฎีวัตถุนิยมและจิตนิยม และที่สำคัญต้องประกอบกับความเชื่อด้านศาสนาและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. พระพุทธรูปไม้ในตำบลสวนจิก มีความงามภายในด้านของคุณค่าและวัตถุที่ก่อเกิดเป็นแรงศรัทธาของชาวพุทธในชุมชน หากนำหลักทฤษฎีสัมพัทธนิยม มาใช้เพื่อวิเคราะห์ความงามภายนอก พบว่า เป็นลักษณะพระพุทธรูปไม้ที่มีลักษณะพิเศษ หากวิเคราะห์ความงามภายใน ก็พบว่า พระพุทธรูปไม้ถูกปลูกฝั่งไว้ให้เป็นสิ่งเคารพบูชา เป็นความเชื่อด้านศาสนาและวัฒนธรรมซึ่งเป็นบริบทเดิมของชุมชน ถือว่าเป็นชุมชนที่มีความเชื่อและเคารพศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง</span></p> พระพรมภิพัฒ ปญฺญาวชิโร (วิชัยโคตร), พระครูสีลสราธิคุณ, พระมหาสากล สุภระเมธี Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269238 Sun, 24 Dec 2023 00:00:00 +0700 วิเคราะห์การทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบันตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269218 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบัน 2) ศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่ส่งเสริมการทำหน้าที่ของสามีภรรยา และ 3) วิเคราะห์การทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบันตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากคัมภีร์มิลินทปัญหา พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ เอกสารวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้เหตุผลและให้เหตุผล แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. สภาพปัญหาการทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบัน พบว่า ปัญหาการทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบันมี 4 ประการ คือ 1) ปัญหาการไม่ทำหน้าที่ในฐานะสามีภรรยาในทิศเบื้องหลัง (ปัจฉิมทิศ) 2) ปัญหาการประพฤตินอกใจ 3) ปัญหาการไม่ช่วยเหลือในการงานของกันและกัน 4) ปัญหาการใช้ชีวิตไม่เสมอกัน <br />2. หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่ส่งเสริมการทำหน้าที่ของสามีภรรยา พบว่า หลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่ส่งเสริมการทำหน้าที่ของสามีภรรยามี 4 ข้อ คือ 1) หลักปัจฉิมทิศ 2) หลักฆราวาสธรรม 3) หลักสังคหวัตถุ 4) หลักสมชีวิธรรม<br />3. วิเคราะห์การทำหน้าที่ของสามีภรรยาในสังคมไทยปัจจุบันตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า สามีจะยกย่องให้เกียรติ มอบความเป็นใหญ่ในบ้านมีเรื่องการเงิน เป็นต้น หาสร้อย แหวน เครื่องแต่งตัวให้สวยงาม ส่วนภรรยาจัดบ้านให้เรียบร้อย สงเคราะห์ญาติทั้งสองฝ่าย ขยันทำงาน สามีภรรยามีรักเดียว รักษาใจให้นิ่ง อดทนอดกลั้นในชีวิตคู่ มีความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ เกื้อกูล พูดจาน่าฟัง ทำสิ่งเป็นประโยชน์ดีงาม มีความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ต่อกัน และมีทัศนคติหรือมีรสนิยมตรงกัน มีปกตินิสัยเสมอกันหรือคล้ายคลึงกัน ชอบบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นเหมือนกัน</p> พระปกาศิต สีลวฑฺฒโน (ศักดิ์ขวา), สงวน หล้าโพนทัน, พระมหาสากล สุภรเมธี Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269218 Mon, 25 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขวาไร่ศึกษา จังหวัดมหาสารคาม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/265944 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขวาไร่ศึกษา จังหวัดมหาสารคามที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขวาไร่ศึกษา จังหวัดมหาสารคาม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังใช้ชุดแบบฝึกทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขวาไร่ศึกษา จังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ห้อง จำนวน 185 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยกลุ่มได้ห้อง 5/3 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) ชุดแบบฝึกทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ความแตกต่างของ<br />ค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระ t (t-test dependent) <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br />1. การพัฒนาชุดฝึกทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขวาไร่ศึกษา จังหวัดมหาสารคาม มีประสิทธิภาพ 86.20/89.35 <br />2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />3. นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะอยู่ในระดับพึงพอใจมากในทุกด้านเมื่อจำแนกเป็นด้านพบว่า เนื้อหาที่สอนทันสมัยนำไปใช้ได้จริงมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด และด้านกิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ เป็นด้านที่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</p> พระมหาวาทิตย์ อภิปุณฺโณ, วิทยา ทองดี, ปาณจิตร สุกุมาลย์ Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/265944 Mon, 25 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ในงานบุญผะเหวดของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267014 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเพณีบุญผะเหวดในบริบทของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาหลักพุทธจริยศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการทำบุญในพระพุทธศาสนา และ 3) วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ในงานบุญผะเหวดของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการทางศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด รวมทั้งสิ้น 20 คน โดยศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือวิจัยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประเพณีบุญผะเหวดในบริบทของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประเพณีที่จัดขึ้นใน</span><span style="font-size: 0.875rem;">เดือนสี่และจัดอยู่ในฮีตที่สี่ของประเพณีสิบสองเดือนอีสานเป็นประเพณีที่แฝงไปด้วยปรัชญา คติธรรม ความเชื่อ และหลักการปฏิบัติของชาวร้อยเอ็ดได้อนุรักษ์ สืบสานและได้พัฒนา ประเพณีบุญผะเหวดจนกลายเป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของชาวร้อยเอ็ดและยังเป็นประเพณีที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม ประเพณีและการดำเนินชีวิตของชาวร้อยเอ็ดโดยเฉพาะในหมู่ยาวชนคนรุ่นใหม่<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลักพุทธจริยศาสตร์ในงานบุญผะเหวดของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา หลักปฏิบัติที่เป็นจุดหมายของผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะต้องบำเพ็ญบารมีให้เต็มสำหรับพระเวสสันดรเป็นชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า สำหรับชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร เป็นชาติที่ต้องบำเพ็ญทานบารมีให้เต็ม หลักพุทธจริยศาสตร์ที่ปรากฏในบุญผะเหวด คือ การให้ทาน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. วิเคราะห์หลักพุทธจริยศาสตร์ในงานบุญผะเหวดของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด คือผู้วิจัยวิเคราะห์คุณค่าทางพุทธจริยศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งประกอบไปด้วยคุณค่าทางด้านพุทธศาสนา คุณค่าทางด้านศีลธรรม คุณค่าทางด้านคุณธรรม คุณค่าทางด้านจริยธรรม ที่เป็นหลักพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในทัศนะของพุทธศาสนา</span></p> พระสุพล สุพโล (ต้องโพนทอง), พระครูสีลสราธิคุณ , พระเทพวชิรวิมล Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/267014 Tue, 26 Dec 2023 00:00:00 +0700 แมวของชเรอดิงเกอร์และการตีความเรื่องพหุจักรวาล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268455 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์ และแนวคิดพหุจักรวาล 2) วิเคราะห์การตีความทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์กับแนวคิดพหุจักรวาล เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์ และ แนวคิดพหุจักรวาล พบว่า ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์ คือ การทดลองทางความคิดในทางกลศาสตร์ควอนตัมแบบโคเปนเฮเกน โดยนักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ชื่อ แอร์วิน ชเรอดิงเกอร์ เป็นการอธิบายสถานะของอะตอม หรือสิ่งที่เป็นอนันต์ ซึ่งอาจอยู่ในสถานะทั้งหมดพร้อมกันจนกว่าจะมีการวัด หรือสังเกตการณ์ โดยตัวอย่างในการทดลอง คือ ตัวแมวที่อยู่ในกล่อง ก่อนที่จะมีการวัด แมวจะอยู่ในสถานะทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตพร้อมกัน ซึ่งทำให้เกิดการทับซ้อนความเป็นจริงในสถานะของแมว ภายหลังนักฟิสิกส์ ชื่อ ฮิว เอเวอรเรต เสนอทฤษฎีการตีความแบบหลายโลก เพื่อแก้ปัญหาสภาวะทับซ้อนดังกล่าว เป็นที่มาของแนวคิดจักรวาลคู่ขนานและพหุจักรวาล<br />2. การตีความทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์กับแนวคิดพหุจักรวาล พบว่า เมื่อพิจารณาการตีความตามกรอบของตรรกศาสตร์ตะวันตก มีลักษณะการใช้เหตุผลแบบอุปนัย และ จัดเข้าในประเภท อุปมาณประมาณ ตีความตามตรรกศาตร์อินเดีย ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเกอร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญทางปรัชญา ในการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลคู่ขนาน และพหุจักรวาล เพื่อการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของสถานะที่แตกต่างกันแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ในขณะที่เราสังเกตเห็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น</p> พระครูปลัดธันรบ โชติวํโส (วงศ์ษา) Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/268455 Tue, 26 Dec 2023 00:00:00 +0700 การเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269113 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และ 2) เปรียบเทียบการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบด้วยค่าสถิติ t-test และ One-way ANOVA เมื่อพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบความแตกต่าง รายคู่โดยวิธีของ LSD<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" /> = 4.74)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน บุคคลผู้ช่วยเหลือเมื่อต้องไปโรงพยาบาล และระยะทางจากบ้านเพื่อไปโรงพยาบาลแตกต่างกัน มีการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 </span>จากปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพในด้านความสามารถเสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการพัฒนาระบบบริการให้ครอบคลุมกับกลุ่มเป้าหมายในทุกระดับ และมีแนวทางในการช่วยเหลือเมื่อพบผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาค่าใช้จ่าย</p> พรนิดา ขจรดำรงเชิดกุล , ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/269113 Tue, 26 Dec 2023 00:00:00 +0700