วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij <p><strong><img src="https://so06.tci-thaijo.org/public/site/images/marisa2020/blobid0-ee0d17668d7f2d13103dedd88b1d48b4.jpg" /></strong></p> <p><strong>ISSN 2822-0374 (Print)<br />ISSN 2822-0366 (Online)</strong></p> <p>วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรมรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศิลปศาสตร์ ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปกิณกะ (Book Review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 3 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – blind peer review)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความวารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม บทความละ 4,000 บาท โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ</p> th-TH phimoldhamma.prij@gmail.com (ผศ.ดร.นิเทศ สนั่นนารี) marisa.saw@mcu.ac.th (นางสาวมาริสา ไสวงาม) Sat, 27 Dec 2025 12:08:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284826 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดเลย 2) ศึกษากระบวนการเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย และ 3) เสนอแนวทางการเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 2 ชุมชนๆ ละ 15 รูป/คน รวมเป็น 30 รูป/คน แบบสนทนากลุ่มจำนวน 15 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาตามหลักอุปนัย<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br />1. บริบทพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย บริบทพื้นที่ชุมชนวัดพระธาตุสัจจะ ตำบลท่าลี่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย และบริบทพื้นที่ชุมชนบ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ชุมชนทั้ง 2 แห่งนี้เป็นชุมชนที่มีการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น <br />2. กระบวนการสร้างเครือข่ายแบบมีส่วนร่วมการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย ได้มีองค์กรความร่วมมือจากภาคีร่วมเป็นเครือข่าย การสร้างเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม มีกระบวนการทำงานเริ่มจากการประสานงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การคัดเลือกคณะทำงานเครือข่ายชุมชน การจัดการและการบริหารงานเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ <br />3. แนวทางการเสริมสร้างเครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ตามแนวชายแดนในจังหวัดเลย ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ และบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานเครือข่าย ซึ่งมีการนำหลักอปริหานิยธรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดแนวทางการบริหารจัดการเชิง<br />บูรณาการ เพื่อที่จะทำให้เครือข่ายมีความเข้มแข็งและการพัฒนาชุมที่ยั่งยืนต่อไป</p> พระมหาสมศักดิ์ สติสมฺปนฺโน (สมศักดิ์ สินนา), พระสิริรัตนเมธี (บุญเพ็ง ตันตุลา), พระมหาธนวัฒน์ ปริยตฺติเมธี (โยธาจันทร์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284826 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283919 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2) เปรียบเทียบปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตามความคิดเห็นของครูจำแนกตามอายุ และประสบการณ์ในการทำงาน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแปรปรวนแบบทางเดียว <br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. สภาพและปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br />2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตามความคิดเห็นของครูจำแนกตามอายุพบว่าภาพรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันแต่เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีปัญหาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแตกต่างกัน</p> วุฒิพงษ์ อินไธสง, อรสา จรูญธรรม , ชาญชัย วงศ์สิรสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283919 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวพุทธร่วมกับการโค้ชเพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้โดยใช้หลักวุฒิธรรม สำหรับพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284738 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวพุทธร่วมกับการโค้ชเพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้โดยใช้หลักวุฒิธรรมสำหรับพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาหลักสูตร และระยะที่ 2 การศึกษาผลการใช้หลักสูตร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ พระสอนศีลธรรม สังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน 30 รูป ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรฝึกอบรม แบบทดสอบวัดความรู้ แบบประเมินความสามารถการออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ โครงสร้างเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการฝึกอบรม สื่อการฝึกอบรม และการวัดและประเมินผล ผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. ผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม พบว่า พระสอนศีลธรรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้หลักวุฒิธรรม หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พระสอนศีลธรรมมีความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้หลักวุฒิธรรมอยู่ในระดับดีมาก พระสอนศีลธรรมมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้หลักวุฒิธรรมอยู่ในระดับมากที่สุดและพระสอนศีลธรรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> นพดล สีทอง; สุวัฒสัน รักขันโท, ชวาล ศิริวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284738 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285067 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษาการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบนพื้นฐานของหลักเศรษฐกิจพอเพียง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนาเชิงเนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สามารถจำแนกได้เป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ (1) รูปแบบมีส่วนร่วมแท้จริง (2) รูปแบบกึ่งครอบครัว (3) รูปแบบที่เกิดจากโครงการของรัฐ และ (4) รูปแบบที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก การดำเนินงานครอบคลุมด้านการผลิต การจำหน่าย และการบริหารจัดการ โดยพบว่าวิสาหกิจที่เข้มแข็งสามารถพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ สร้างงาน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชุมชน แต่ส่วนใหญ่ยังเผชิญปัญหาด้านการบริหารจัดการ ความรู้ และความต่อเนื่องของกิจกรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. การพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เน้นหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน พร้อมเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม พบว่ากลุ่มที่เข้มแข็งมีการนำหลักการดังกล่าวไปใช้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการดำเนินงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพชุมชน อย่างไรก็ตาม หลายกลุ่มยังมีความเข้าใจไม่ลึกซึ้ง ทำให้การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาไม่ต่อเนื่อง<br /></span>3. แนวทางการพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะก่อตั้ง มุ่งเน้นการคัดเลือกคณะกรรมการที่มีคุณภาพและการใช้ทรัพยากรภายในชุมชนอย่างคุ้มค่า 2) ระยะเติบโต เน้นการบริหารจัดการด้านคน งาน ทุน ชุมชน และการพัฒนาตนเอง และ 3) ระยะยั่งยืน มุ่งสร้างเครือข่าย พัฒนาวัฒนธรรมการเรียนรู้ และบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p> สุดใจ จันทะบุรม, จักรพรรณ วงค์พรพวัณ, พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต (สุกันยา อรุโณ) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285067 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284468 <p>การวิจัยครั้งที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2/2567 จำนวน 2 ห้องเรียน โดยกลุ่มทดลองคือนักเรียนห้อง DB.1/2 จำนวน 35 คน และกลุ่มควบคุมคือนักเรียนห้อง DB.1/3 จำนวน 35 คน รวมทั้งหมด 70 คน ได้มาจากการเลือกแบบสุ่มตัวอย่าง (Random Sampling) ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งการทดลอง (Quasi-Experimental Research Design) เครื่องมือในการวิจัย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต จำนวน 6 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การประเมินประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มควบคุม เท่ากับร้อยละ 82.63 และผลการประเมินประสิทธิภาพของกลุ่มทดลอง เท่ากับร้อยละ 94.60 ซึ่งแสดงว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการสอนแบบสาธิต มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม เท่ากับ 24.79 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลองเท่ากับ 28.38 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนน กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> กันติชา แพงโสดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284468 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักวิถีพุทธสำหรับโรงเรียนวิถีพุทธในจังหวัดเชียงใหม่ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/286566 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของการจัดการศึกษา ตามหลักวิถีพุทธในโรงเรียนวิถีพุทธจังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของโรงเรียนวิถีพุทธในจังหวัดเชียงใหม่ 3) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักวิถีพุทธสำหรับโรงเรียนวิถีพุทธ และ 4) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรประกอบด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 2,745 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 1,160 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวัง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.34, S.D. = 0.82) ด้านกิจกรรมวันพระ มีคะแนนสูงที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.47) ส่วนด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับต่ำที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21, S.D. = 0.71)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความต้องการจำเป็นโดยรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเท่ากับ 0.101 โดยความต้องการสูงที่สุดคือด้านกายภาพ ขณะที่ด้านพฤติกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีค่าความต้องการต่ำที่สุด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. รูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามหลักวิถีพุทธที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ด้านได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านการเรียนการสอน ด้านพฤติกรรมผู้บริหารและครู ด้านกิจกรรมวันพระ และด้านการส่งเสริมวิถีพุทธ พร้อมกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ การบริหารจัดการตามหลักพุทธ การจัดการตามไตรสิกขา และการมีส่วนร่วมของชุมชน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านกายภาพและด้านการเรียนการสอนเป็นด้านที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด</span></p> กรรณิการ์ โพธาสินธุ์ , นงนภัส พันธ์พลกฤต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/286566 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287074 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มประชากร ได้แก่ ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,699 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 313 คน ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ได้แก่ ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการ ปัจจัยการจัดโครงสร้างองค์การ ปัจจัยนโยบายการบริหารงาน ปัจจัยวัฒนธรรมองค์การ ปัจจัยการพัฒนาบุคลากร และปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีค่าความเที่ยงอยู่ระหว่าง .90 - .97 และแบบสอบถามการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. ปัจจัยการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยนโยบายการบริหารงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด <br />2. ระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด <br />3. ปัจจัยการบริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />4. ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจัยนโยบายการบริหารงาน และปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />โดยสามารถร่วมกันทำนายการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูได้ร้อยละ 43.4</p> มณีรัตน์ จิตปรีดา, โสภนา สุดสมบูรณ์, อรรณพ จีนะวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287074 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการยุค Bani world ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284037 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในยุค BANI World และ 2) เสนอกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในยุค BANI World ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 337 คน จากประชากร 2,120 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการปรับตัวทางการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และด้านการปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นคล่องตัวมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาทักษะอนาคต การปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นคล่องตัว และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้<br /></span>2. กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในยุค BANI World ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ ได้แก่ การยกระดับทักษะอนาคตของผู้บริหารและครู การปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นคล่องตัว การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเสริมสร้างกระบวนทัศน์และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการสถานศึกษา และการส่งเสริมการปรับตัวทางการศึกษาของผู้บริหารและครูในยุคดิจิทัล</p> นิศารัตน์ นวนมา, วิเชียร รู้ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284037 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287412 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล 2) ศึกษาการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการบริหารกับการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล และ 4) วิเคราะห์ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานีชุมพร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูในสถานศึกษา จำนวน 341 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยทางการบริหาร 5 ด้าน ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร บรรยากาศองค์การ วัฒนธรรมองค์การ การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .93, .84, .87, .86 และ .92 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <br />1. ปัจจัยทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. การดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />3. ปัจจัยทางการบริหารและการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .900<br />4. ปัจจัยทางการบริหาร 5 ปัจจัยส่งผลต่อการดำเนินงานโรงเรียนมาตรฐานสากล เรียงตามลำดับ ดังนี้ การบริหารจัดการ (X<sub>4</sub>) การจัดการเรียนรู้ (X<sub>5</sub>) วัฒนธรรมองค์การ (X<sub>3</sub>) ภาวะผู้นำของผู้บริหาร (X<sub>1</sub>) และบรรยากาศองค์กร (X<sub>2</sub>) โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 81.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้ <br />Y<sub>1</sub> = 1.039 + 1.961(X<sub>4</sub>) + 1.543(X<sub>5</sub>) + 1.232(X<sub>3</sub>) + .813(X<sub>1</sub>) + .630(X<sub>2</sub>)<br />Z<sub>1</sub> = .303(X<sub>4</sub>) + .270(X<sub>5</sub>) + .190(X<sub>3</sub>) + .143(X<sub>1</sub>) + .126(X<sub>2</sub>)</p> พัชรินทร์ จิตติศักดิ์, จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์, โสภนา สุดสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287412 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284069 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2) ศึกษาคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 การวิจัยเป็นแบบเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 327 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของการบริหารงานวิชาการเท่ากับ 0.97 และคุณภาพผู้เรียนเท่ากับ 0.98 โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีการปฏิบัติเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา การวัดผลและประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการนิเทศการศึกษา<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. คุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณ มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตร ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการสร้างนวัตกรรม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .741) โดยคู่ที่มีความสัมพันธ์สูงสุดคือด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษากับความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณ ส่วนคู่ที่มีความสัมพันธ์ต่ำสุดคือด้านการนิเทศการศึกษากับความสามารถในการสร้างนวัตกรรม</span></p> ช่อเพชร สิทธิพล, อดุลย์ พิมพ์ทอง, วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284069 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284032 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในยุค BANI World และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 500 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ โดยเรียงลำดับค่าน้ำหนักองค์ประกอบจากมากไปน้อย ได้แก่ การสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม การคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม และการมีวิสัยทัศน์ในการบริหารเชิงนวัตกรรม<br /></span>2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า χ² = 51.621, p-value = 0.172, SRMR = 0.009, RMSEA = 0.020, CFI = 0.999 และ TLI = 0.998 แสดงให้เห็นว่าโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความเหมาะสมและสามารถใช้อธิบายโครงสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พิมพ์จารุภัทร ชาญประเสริฐ, นิยดา เปี่ยมพืชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284032 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284029 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 39 คน และครูผู้สอน 297 คน รวมทั้งสิ้น 336 คน จากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 จำนวน 249 โรงเรียน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และพิสัยควอไทล์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.56) โดยด้านการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40, S.D. = 0.57) รองลงมาคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.39, S.D. = 0.57) ด้านชุมชนกัลยาณมิตร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.59) ด้านภาวะผู้นำร่วม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.58) ด้านโครงสร้างสนับสนุนในชุมชน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.59) และด้านทีมร่วมแรงร่วมใจ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. = 0.59)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ประกอบด้วยแนวทางสำคัญ 6 ประการ เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยต่ำไปสูง ได้แก่ 1) แนวทางด้านวิสัยทัศน์ร่วม 2) ทีมร่วมแรงร่วมใจ 3) การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ 4) ชุมชนกัลยาณมิตร 5) โครงสร้างสนับสนุนชุมชน และ 6) ภาวะผู้นำร่วม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> ลลิลญา ปุรินทะ , ยุทธศาสตร์ กงเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284029 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284105 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 327 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบสัดส่วนตามขนาดโรงเรียน และกำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้รับผิดชอบงานด้านยาเสพติดในสถานศึกษา จำนวน 3 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.67) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) อยู่ระหว่าง 0.20–0.70<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านครูแกนนำ จำนวน 5 แนวทาง 2) ด้านการเฝ้าระวัง จำนวน 4 แนวทาง 3) ด้านการพัฒนาระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จำนวน 4 แนวทาง และ 4) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จำนวน 5 แนวทาง</span></p> พัชร ทิทา , วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284105 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการของระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283784 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดกลาง 2) ออกแบบและสร้างรูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการของระดับปฐมวัย 3) การทดลองใช้รูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ประชากรที่ใช้ ได้แก่ โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 8 โรง สังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ผู้ให้ข้อมูลโรงละ 5 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ และครูปฐมวัย รวม 40 คน เลือกแบบเจาะจง และใช้โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนปฏิบัติการทดลอง ได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ และครูปฐมวัย รวม 12 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นสภาพปัญหา แบบประเมินรูปแบบและแบบประเมินผลการใช้รูปแบบด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test dependent)<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย พบว่า ภาพรวมมีสภาพปัญหาระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22, S.D. = 0.52) เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการนิเทศกำกับติดตาม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.31, S.D. = 0.51) ด้านการประเมิน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28, S.D. = 0.51) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17, S.D. = 0.54) และด้านการวางแผน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.14, S.D. = 0.52)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ออกแบบและสร้างรูปแบบ พบว่า มีรูปแบบการดำเนินการ ดังนี้ 1) การวางแผน 2) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 3) การนิเทศกำกับติดตาม 4) การประเมิน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่าหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /></span>4. ผลการใช้รูปแบบ ด้านประสิทธิผล และคุณค่า อยู่ในระดับมากที่สุด และประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก</p> สุวิมล จันทวิสูตร, อภินันต์ อันทวีสิน, พัชราภรณ์ ดวงชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283784 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283928 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ จำนวน 97 คน และครูวิชาการ จำนวน 117 คน รวมทั้งสิ้น 214 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยลำดับความต้องการจำเป็น ได้แก่ การพัฒนาสื่อนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก การนิเทศการศึกษาที่หลากหลาย การกำหนดภารกิจและเป้าหมายที่ท้าทาย การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก และการบริหารจัดการหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง<br /></span>2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ประกอบด้วย 6 ด้าน รวม 30 แนวทาง โดยแต่ละด้านมี 5 แนวทาง ครอบคลุมการพัฒนาสื่อนวัตกรรม การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก การนิเทศการศึกษาที่หลากหลาย การกำหนดภารกิจและเป้าหมายที่ท้าทาย การจัดการเรียนการสอนเชิงรุก และการบริหารจัดการหลักสูตรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง</p> วิไลรัตน์ นนท์ตรี, วานิช ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283928 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพการเข้าถึงและการเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสารต่อพฤติกรรมการใช้บริการ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284146 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการใช้บริการสถานีขนส่งผู้โดยสารของผู้ใช้บริการท้องถิ่น 2) ศึกษาประสิทธิภาพการเข้าถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารของผู้ใช้บริการท้องถิ่น และ 3) ศึกษาประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสารของผู้ใช้บริการท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการใช้บริการสถานีขนส่งผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 21-30 ปี ใช้บริการสถานีขนส่งเดือนละ 1 ครั้ง เหตุผลหลักในการใช้บริการคือความใกล้ที่พัก ใช้บริการช่วงเวลา 12.00-17.59 น. ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อครั้ง และเข้าถึงสถานีโดยรถยนต์ส่วนบุคคล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านประสิทธิภาพการเข้าถึงสถานีขนส่งผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยพิจารณาจากความสะดวกในการเดินทาง ระยะทาง และรูปแบบการเข้าถึงสถานี<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านคุณภาพการบริการและความต่อเนื่องของระบบการให้บริการ นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศและรายได้ที่แตกต่างกันส่งผลต่อระดับความพึงพอใจต่อประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</span></p> แวววัน นฤมล, ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284146 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284000 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 การวิจัยดำเนินการเป็น 2 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจลำดับขั้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมจำนวน 293 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐานและดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (PNI <sub>Modified</sub>) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการสร้างเครือข่ายดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ (PNI <sub>Modified</sub> = 0.208)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายดิจิทัลที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบเปิดกว้าง และการกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล</span></p> วรินดา สุ่ยหา , ยุทธศาสตร์ กงเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284000 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธสุนทรียศาสตร์ในอสุภกรรมฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285213 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดความงามตามพุทธสุนทรียศาสตร์ 2) ศึกษาแนวคิดอสุภกรรมฐานในพุทธปรัชญา และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธสุนทรียศาสตร์กับอสุภกรรมฐาน งานวิจัยเป็นการศึกษาวิเคราะห์เอกสารจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำราพุทธปรัชญา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีการพรรณนาและตีความเชิงปรัชญา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. แนวคิดความงามในพุทธสุนทรียศาสตร์เน้น “ความงามภายใน” ที่เกิดจากภาวะจิตอันสงบ สว่าง และปราศจากความยึดมั่น มากกว่าความงามเชิงรูปธรรมภายนอก ความงามแท้คือภาวะแห่งความว่าง ความเรียบง่าย และความกลมกลืนกับธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูสู่ปัญญาและการหลุดพ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. อสุภกรรมฐานเป็นวิธีการพัฒนาปัญญาเพื่อลดละราคะ โดยการพิจารณาความไม่งามของร่างกายตามความเป็นจริง อสุภะจึงมิใช่การมองโลกอย่างด้านลบ แต่เป็นการเปิดเผย “สัจจะแห่งสังขาร” เพื่อทำให้จิตเห็นสภาวธรรมตามไตรลักษณ์ พุทธสุนทรียศาสตร์ตีความว่า ความงามแท้ คือ การเห็นความไม่งามอย่างรู้เท่าทันและไม่ยึดติด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. พุทธสุนทรียศาสตร์ในอสุภกรรมฐานชี้ให้เห็นว่า ความงามมิได้อยู่ที่รูป รส กลิ่น เสียง แต่เกิดจากการเข้าถึงความจริงของชีวิต อสุภกรรมฐานเป็น “สุนทรียภาพเชิงพุทธ” ที่เปลี่ยนประสบการณ์ความงามจากระดับโลกียะสู่โลกุตระ ช่วยให้จิตคลายความกำหนัด ความหลงในรูป จนเกิดความบริสุทธิ์แห่งจิต อันเป็นความงามขั้นสูงสุด คือ ความงามแห่งนิพพาน</span></p> พระอนุชิต โอวาทกฺขโม (นาก้อนทอง), พระครูภาวนาโพธิคุณ (สมชาย พังหมื่นไว), สุวิน ทองปั้น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285213 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284847 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 384 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบกับตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิโดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษามีค่าความเที่ยงเท่ากับ .91 และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า <br /></strong>1. การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก <br />2. สถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกันมีการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพไม่แตกต่างกัน <br />3. แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สถานศึกษาควรดำเนินการดังนี้ (1) บูรณาการเนื้อหาให้เชื่อมโยงกับอาชีพที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการ (2) ส่งเสริมให้ครูนำกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน (3) สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียนเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะอาชีพ (4) ส่งเสริมให้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกหรือสถานประกอบการ (5) ส่งเสริมให้นักเรียนได้จัดการตนเองและเรียนรู้ด้วยตนเอง (6) ส่งเสริมให้มีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย (7) ส่งเสริมให้มีการจัดเวทีเพื่อนำเสนอผลงานอาชีพของนักเรียน และ (8) ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม</p> โสภนา สุดสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284847 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมบทบาทสตรีเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายของสมาชิกสภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290038 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การส่งเสริมบทบาทสตรีเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายของสมาชิกสภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน และสมาชิกสภาสมาคมสตรีฯ จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>สมาชิกสมาคมสภาสตรีแห่งชาติที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุสูงกว่า 55 ปี จำนวน 306 คน มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 279 คน ปฏิบัติงานในฐานะสมาชิกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จำนวน 302 คน ตำแหน่งสมาชิกสมาคม จำนวน 336 คน 2) ปัจจัยคุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหาร ภาพรวมในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.80 ปัจจัยการพัฒนาภาวะผู้นำสตรี ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.79 และปัจจัยการสร้างภาคีเครือข่าย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.70 3) การส่งเสริมบทบาทสตรีมีอิทธิพลรวมต่อการสร้างภาคีเครือข่ายสูงสุด (beta = 0.926) 4) ผู้นำสตรีส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการสื่อสารอย่างมีพลังเพื่อสร้างแรงจูงใจ และขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการเครือข่ายสมัยใหม่</p> รัศรินทร์ ลัดใหม่กุลวัฒน์, ตระกูล จิตวัฒนากร, นพรัตน์ น้อยเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/290038 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพการคิดขั้นสูง เพื่อพัฒนาความเป็นครูวิชาชีพ สำหรับนิสิตหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287978 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพการคิดขั้นสูงเพื่อพัฒนาความเป็นครูวิชาชีพ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยและพัฒนาเชิงออกแบบ การวิจัยแบบกึ่งทดลอง และการวิจัยเชิงประเมิน กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา จำนวน 147 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบการคิดขั้นสูง แบบประเมินการคิดสร้างสรรค์ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา<br /><strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างการคิดขั้นสูงและความเป็นครูวิชาชีพยังอยู่ในระดับที่ควรพัฒนา โดยมีค่าความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) อยู่ระหว่าง 0.49-0.57 และด้านที่มีความต้องการสูงสุด คือ การวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ (PNI <sub>modified</sub> = 0.57)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพการคิดขั้นสูงเพื่อพัฒนาความเป็นครูวิชาชีพที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก (POS-MR) ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบ วิธีดำเนินการ และการประเมินผล<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่านิสิตมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28, S.D. = 0.51)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ารูปแบบมีความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง มีความเหมาะสม ความถูกต้อง ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.44, S.D. = 0.26) โดยด้านความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.53, S.D. = 0.26)<br /></span>สรุปได้ว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างการคิดขั้นสูงและความเป็นครูวิชาชีพของนิสิตครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21</p> พันทิวา ทับภูมี, นิรัช เรืองแสน, ปาณจิตร สุกุมาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/287978 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการเรียนผ่านบทเรียนบนระบบ E-Learning https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283971 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและแนวทางการพัฒนาการเรียนผ่านบทเรียนบนระบบ E-Learning เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา โดยอาศัยกระบวนการบริหารจัดการตามวงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เป็นกรอบในการพัฒนาและขับเคลื่อนการดำเนินงานทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ<br />การจัดการเรียนการสอนผ่านระบบ E-Learning เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา และสามารถควบคุมจังหวะการเรียนรู้ของตนเองได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต<br />บทความนี้นำเสนอองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาบทเรียน E-Learning ได้แก่ การออกแบบเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและศักยภาพของผู้เรียน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ และการประยุกต์ใช้วงจร PDCA ในการวางแผน ดำเนินการ ติดตามประเมินผล และปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน</p> ธันยพร จันมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/283971 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลูกนิมิต: การอธิบายปริศนาธรรมผ่านลูกนิมิตวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/281057 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ในลูกนิมิตอุโบสถวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ผลการศึกษา พบว่า อุโบสถวัดโพธิ์ชัยเสมารามเป็นสุนทรียศิลป์ที่เกิดจากการหลอมรวมวัสดุ ได้แก่ อิฐ หิน ปูน และทราย จนกลายเป็นงานพุทธศิลป์ที่งดงามวิจิตร มีคุณค่าทางศิลปกรรมและจิตวิญญาณ ก่อให้เกิดพลังศรัทธาและทำหน้าที่เป็น “ปุญญเขต” หรือแดนแห่งบุญ ซึ่งเป็นวิสุงคามสีมาอันศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา<br />ลูกนิมิตของวัดมีลักษณะพิเศษคือ มีรูปทรงกลมคล้ายแก้วมณีหรือมณีรัตนะ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร อันสื่อถึงหลักธรรมและพุทธกิจที่พระพุทธองค์ทรงประกอบจนครบ 80 พรรษา สีทองของลูกนิมิตเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ส่วนลวดลายคลื่นน้ำมหาสมุทรเปรียบเสมือนพระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ที่พระองค์ทรงแสดงไว้เพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์<br />ปริศนาธรรมเหล่านี้ชี้ให้เห็นความหมายลึกซึ้งของการหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการทั้งปวง และมุ่งสู่บรมสุข คือความสุขอันนิรันดร์ในทางพระพุทธศาสนา</p> พระครูสุชัยมงคลกิจ สุคโต (การสำเนียง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/281057 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์คำสอนเทศน์มหาชาติเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองไทยที่เข้มแข็ง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285096 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์คำสอนที่ปรากฏในเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญของไทย และพิจารณาคำสอนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่ดี ในระบอบประชาธิปไตยของไทยโดยตามเนื้อหาคำเทศน์มหาชาติ ทั้ง 13 กัณฑ์ และเชื่อมโยงกับหลักการสำคัญของความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม การมีส่วนร่วม และคุณธรรมจริยธรรม ผลการศึกษาพบว่า คำเทศน์มหาชาติได้สอดแทรกคำสอนที่ส่งเสริมคุณลักษณะของพลเมือง 5 มิติ คือ มิติด้านการเสียสละ มิติด้านการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิติด้านความอดทนอดกลั้น มิติด้านการยึดมั่นในคุณธรรม และมิติด้านการตระหนักถึงความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ บทความนี้จึงเป็นข้อเสนอวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้คำสอนจากเทศน์มหาชาติในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาความเป็นพลเมืองในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน</p> พระมหาไทยน้อย ญาณเมธี (สลางสิงห์), พระครูสมุห์ศิลาศักดิ์ สุเมโธ (บุญทอง), พระครูปลัดสุริยะ ชวนปญฺโญ , ศุภสิทธิ์ ลินทมาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285096 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์อัปปมาทธรรมในฐานะพลวัตของการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธปรัชญา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284539 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ อัปปมาทธรรม (ความไม่ประมาท) ในฐานะ พลวัตของการดำเนินชีวิต ตามแนวพุทธปรัชญา โดยใช้การศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาและเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง พร้อมการอธิบายเชิงเหตุผลเพื่อสนับสนุนข้อค้นพบเชิงปรัชญา<br />ผลการวิเคราะห์พบว่า อัปปมาทธรรมเป็นหลักการสำคัญที่ทำหน้าที่ทั้งเป็น “กรอบกำกับชีวิต” และ “พลังขับเคลื่อนการพัฒนา” โดยมุ่งนำมนุษย์ไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตและการเกื้อกูลตนเองและผู้อื่นอย่างยั่งยืน อัปปมาทธรรมส่งเสริมการใช้ปัญญาพิจารณาอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) และการควบคุมพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ทำให้การดำเนินชีวิตมีทิศทาง มีคุณค่า และเกิดสุขภาวะทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม<br />นอกจากนี้ อัปปมาทธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงความไม่ประมาทเชิงรับในลักษณะการสำรวมระวังเท่านั้น หากยังปรากฏในมิติของความไม่ประมาทเชิงบวกที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาตนเอง การพัฒนาสังคม และการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก อัปปมาทธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับหลักพุทธปรัชญาอย่างเป็นองค์รวม</p> ภานุวัฒน์ สิงห์คำป้อง, สุวิน ทองปั้น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/284539 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 พระวินัยกับการอนุรักษ์ป่าไม้ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285869 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเรื่อง พระวินัยกับการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติประกอบด้วยองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่มีความสัมพันธ์และเกื้อกูลกัน ทั้งในมิติทางกายภาพ เช่น ดิน น้ำ อากาศ และแสงแดด รวมถึงมิติทางเคมี เช่น แร่ธาตุและสารอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ ตามแนวพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อป่าไม้ในฐานะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นสัปปายะของภิกษุสงฆ์ ได้แก่ ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร ถ้ำ ซอกเขา และเรือนว่าง<br />การศึกษาพบว่า หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ปรากฏในพระวินัยสามาร5จำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ (1) หลักอนุญาต และ (2) หลักข้อห้าม โดยเฉพาะหลัก นิสสัย 4 ที่กำหนดกรอบการดำรงชีวิตของภิกษุเพื่อป้องกันมิให้ก่อความเสียหายต่อป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เช่น การห้ามบ้วนน้ำลายหรือขับถ่ายลงในแหล่งน้ำ การทำลายพื้นดิน และการพรากภูตคาม นอกจากนี้ พระวินัยยังสนับสนุนการพัฒนาตนและสังคมผ่านหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ หลักภาวนา 4 และหลักสัปปายะ ซึ่งช่วยหล่อหลอมจิตสำนึกด้านจริยธรรมสิ่งแวดล้อมบทความนี้ชี้ให้เห็นบทบาทของพระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจริยธรรมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศ เพื่อความสมบูรณ์และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว</p> สรวิชญ์ วงษ์สะอาด, ณัฏฐนาถ ศรีเลิศ, ทิพย์ภวิษณ์ ใสชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/prij/article/view/285869 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700