https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/issue/feed วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) 2023-12-21T00:00:00+07:00 ผศ.ดร.นนท์ณธี ดุลยทวีสิทธิ์ nonnadhi.du@bsru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวารสารทางวิชาการเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการ และบทความจากผลงานวิจัยในศาสตร์ทางด้าน สหวิทยาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266257 การพัฒนารูปแบบศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้บริการเทียบเท่ามาตรฐานสากล 2023-08-09T19:13:21+07:00 กฤษฎา ภูมี k.poomee@hotmail.com ณัฐดนัย สิงห์คลีวรรณ Nutdanai.si@bsru.ac.th นุกูล สาระวงศ์ Nukul.sa@bsru.ac.th สมบัติ ทีฆทรัพย์ Sombat.Te@bsru.ac.th เอกสิทธิ์ ลิ้มสุวรรณ Ekasit.Li@bsru.ac.th สุพจน์ เตชวรสินสกุล supot.te@bsru.ac.th <p>งานศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการให้เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศเป็นการยกระดับศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธา ให้เป็นที่รู้จักมีความเป็นเลิศทางด้านการทดสอบวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในงานวิศวกรรมโยธา และการสอบเทียบ เพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้บริการเทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยการดำเนินงานที่เป็นระบบมีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดความมั่นใจคุณภาพและความน่าเชื่อถือในรายงานผลการทดสอบวัสดุ จากห้องปฏิบัติการให้กับผู้มาขอรับบริการทดสอบวัสดุ ศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาจึงต้องปรับตัวเข้าสู่การพัฒนารูปแบบศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้บริการเทียบเท่า ให้มีการพัฒนาการปฏิบัติงานทางด้านมาตรฐานการทดสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการพัฒนาระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล อันจะเป็นแนวทางให้ก้าวเข้าสู่การพัฒนารูปแบบศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้บริการระดับมาตรฐานสากล ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงระยะก่อนการพัฒนารายได้ศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาอยู่ที่ 11ล้านบาทเศษต่อปี กับในช่วงปี 2565 ที่ได้มีการพัฒนารูปแบบศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธาแล้ว รายได้ค่าธรรมเนียมทดสอบวัสดุได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่13ล้านบาทเศษต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับค่าสำรวจความพึงพอใจจากผู้มาขอรับบริการทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธา ที่มีเปอร์เซ็นต์ค่าความพึงพอใจ ทั้งในด้านคุณภาพการทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธา และในด้านคุณภาพการบริการสูงเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทุกข้อคำถามการสำรวจความพึงพอใจจากบริษัทลูกค้าที่เข้ามารับบริการทดสอบวัสดุจากศูนย์ทดสอบวัสดุวิศวกรรมโยธา</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266906 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดเทศกาลดนตรี 2023-08-30T17:08:00+07:00 ณัฏฐ์ เดชะปัญญา nutt.de@bsru.ac.th คณกร สว่างเจริญ Kanakorn.sa@bsru.ac.th พงศ์ หรดาล Pong.ho@bsru.ac.th กิตติรัตน์ ฐานสุวรรณศรี Kittirat.th@bsru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดเทศกาลดนตรีโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 17 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงด้วยวิธี Snowball เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดเทศกาลดนตรี ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กลยุทธ์ด้านการจัดการ กลยุทธ์ด้านการตลาด กลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ กลยุทธ์ด้านแนวคิดการดำเนินธุรกิจ</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266356 มายาคติความเป็นคนไทยในหนังสือนำเที่ยวประเทศไทยที่เขียนโดยชาวจีน 2023-08-09T14:17:48+07:00 เดชา ชาติวรรณ decha.c@pnru.ac.th <p>บทความวิจัยเรื่อง “มายาคติความเป็นคนไทยในหนังสือนำเที่ยวประเทศไทยที่เขียนโดยชาวจีน” <br>มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามายาคติความเป็นคนไทย และกลวิธีการสร้างมายาคติผ่านการประกอบสร้างความหมายสัญญะ ที่สะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ต่าง ๆ ในสังคมจีนที่คอยกำกับการดำรงอยู่ของมายาคติเหล่านั้น ผ่านหนังสือ<br>นำเที่ยวประเทศไทยที่เขียนโดยชาวจีน งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) <br>โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบทตามแนวคิดมายาคติของ Roland Barthes คือการให้ความสำคัญกับความหมาย<br>ในระดับที่สอง ซึ่งเป็นความหมายโดยนัยทางสังคม ร่วมกับวิเคราะห์ตัวบทในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ชาวจีนที่พํานักอยู่ในประเทศไทยเกิน 1 ปี จำนวน 6 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ามี 5 มายาคติ ในหนังสือที่ศึกษาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้จะกล่าวถึง<br>&nbsp;3 มายาคติที่โดดเด่น ได้แก่ 1) “กะเทย” ตัวแทนความเป็นไทย 2) จีนคือเบื้องหลังความเจริญและวัฒนธรรมไทย 3) ราชวงศ์และชนชั้นสูงตัวแทนความหรูหราของไทย โดยมายาคติเหล่านี้เกิดจากการสร้างด้วยกลวิธี 1) เลือกใช้คำเพื่อสร้างความหมายสัญญะ 2) การเลือกสัญญะอีกตัวเพื่อเทียบเคียงให้เกิดความหมายเหมือน คล้าย ต่าง <br>3) การจัดเรียงสัญญะเพื่อให้เกิดการถ่ายโอนความหมาย 4) การเลือกให้ข้อมูล รายละเอียด&nbsp; ซึ่งทั้ง 3 มายาคติ <br>มีอุดมการณ์ชาตินิยม อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ อุดมการณ์ชนชั้นและผู้ปกครองในรัฐจารีต เป็นอุดมการณ์หลักอยู่เบื้องหลังมายาคติเหล่านี้</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265736 การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงราย 2023-08-09T09:54:20+07:00 ทัศน์พล ชื่นจิตต์ thatsapol2015@gmail.com ไอลดา มณีกาศ Ilada.ma@bsru.ac.th ณัฐธิดา ดวงแก้ว Nuttida.do@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจข้อมูลแหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ 2) พัฒนาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยใช้แหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ การจัดกระบวนการกลุ่ม แบบสอบถาม มารวบรวมสังเคราะห์และจำแนกหมวดหมู่ตามประเด็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลวิจัยพบว่า</p> <p>1) แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุมีลักษณะการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันตามภูมิปัญญาที่สนใจ ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาความเชื่อและพิธีกรรม แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาวิถีชีวิต แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาดนตรีและศิลปหัตถกรรม แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาภาษาและวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาสมุนไพร สุขภาพ และอาหาร</p> <p>2) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีกระบวนการ 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 2. ศึกษาข้อมูลองค์ความรู้ทุนทางสังคมและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น 3. การกำหนดแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของชุมชน 4. กำหนดแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ที่เหมาะสม 5. การพัฒนาครูภูมิปัญญาท้องถิ่น 6. การพัฒนาในด้านของสื่อการสอน 7. ดำเนินการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตามแนวทางที่กำหนดไว้ 8. การประสานภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ 9. การประเมินผลจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย</p> <p>3) การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.34 ซึ่งแสดงว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้ และผลความพึงพอใจและความรู้ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 ซึ่งแสดงว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย มีความพึงพอใจและเมื่อเรียนรู้นวัตกรรมทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของแหล่งภูมิปัญญา ทำให้ชุดกิจกรรมฉบับนี้นำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของชุมชนได้</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265937 ประสิทธิภาพของวิธีการสกัดโดยคลื่นอัลตราโซนิคต่อปริมาณคาเฟอีนและฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียจากกากกาแฟ 2023-08-15T13:31:02+07:00 ทิพยรัตน์ ชาหอมชื่น cvttyr@ku.ac.th พรทิพย์ เรืองโรจน์ porntip.run@ku.th พีระพล สมประเสริฐ peerapon.so@ku.th ณัฐพร สร้างตระกูล nattaporn.sangt@ku.th ธนัช จิโรจนนุกุล thanat.ji@ku.th อุโฆษ สุวรรณ cvteks@ku.ac.th วิมลรัตน์ อินศวร wimonrat.i@ku.th <p>กากกาแฟเป็นวัสดุเศษเหลือจากธุรกิจกาแฟสด มีแนวคิดนำกากกาแฟไปใช้ประโยชน์เนื่องจากประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ชีวภาพหลายชนิด วัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือศึกษาการสกัดสารจากกากกาแฟด้วยคลื่นอัลตราโซนิคร่วมกับตัวทำละลายคือเอทานอล เอทานอลเข้มข้น 70% และไดคลอโรมีเทน ระยะเวลาการสกัด 20 นาที หาปริมาณคาเฟอีนและทดสอบฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียของสารสกัด&nbsp; พบว่าการสกัดด้วยเอทานอล เอทานอลเข้มข้น 70% และไดคลอโรมีเทนได้ร้อยละผลผลิตของสารสกัดเท่ากับ 11.4&nbsp; 4.8 และ12.4 ตามลำดับ&nbsp; สารสกัดด้วยเอทานอลเข้มข้น 70% มีปริมาณคาเฟอีนสูงที่สุดเท่ากับ 416.9 ppm และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>Escherichia coli&nbsp; Staphylococcus aureus </em>และ <em>Staphylococcus epidermidis</em> ได้มากที่สุด รองลงมาคือเอทานอลและไดคลอโรมีเทน จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้คลื่นอัลตราโซนิคร่วมกับตัวทำละลายในการสกัดสารจากกากกาแฟซึ่งเป็นวัสดุเศษเหลือได้รวดเร็วและสารสกัดจากกากกาแฟมีประสิทธิภาพสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266497 แนวทางการปรับปรุงอาคารสำนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน กรณีศึกษาอาคารสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 2023-08-09T19:48:09+07:00 ธนกฤต จ้อยจินดา thanagrit13@gmail.com ชัยยศ ดำรงกิจโกศล Chaiyot.Da@bsru.ac.th ปรีดา จันทวงษ์ Preeda.ch@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพของกรอบอาคารสำนักงานในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของอาคารให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของอาคารประเภทสำนักงาน ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวม 3,400 ตารางเมตร แบ่งเป็น พื้นที่ปรับอากาศ 2,080 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 61.2 และพื้นที่ไม่ปรับอากาศ 1,320 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 38.8 ของพื้นที่ชั้น โดยรวบรวมข้อมูลวัสดุกรอบอาคาร เช่น ผนังทึบ ผนังโปร่งแสงและหลังคารวมถึงการใช้พลังงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารสำนักงานเท่านั้น และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานของอาคารก่อนการปรับปรุงด้วยโปรแกรม Building Energy Code software version 1.0.6 (BEC v.1.0.6) จากนั้นวิเคราะห์หาแนวทางการปรับเปลี่ยนวัสดุกรอบอาคาร เช่น ผนังทึบ ผนังโปร่งแสง เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าการถ่ายเทความร้อนของอาคารโดยเทียบกับค่าก่อนการปรับปรุงและหลังปรับปรุงโดยมีระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสม</p> <p> ผลวิจัยค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของอาคารพบว่า ค่า OTTV ก่อนปรับปรุงเท่ากับ 62.578 วัตต์/ตร.<br />ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้ไม่เกิน 50 วัตต์/ตร.ม. และในส่วนของหลังคา ค่า RTTV ก่อนปรับปรุงเท่ากับ 27.327 วัตต์/ตร.ม. ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้ไม่เกิน 10 วัตต์/ตร.ม. จึงกำหนดแนวทางการปรับปรุง แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ <br />1) แนวทางการปรับปรุงกรอบอาคารใช้วิธีการปรับปรุงผนังทึบ โดยติดตั้งวัสดุดั้งเดิมเว้นช่องว่างอากาศ 9 ซม. <br />และเสริมแผ่นโพลีเอสทีรีนความหนาแน่น 24 ความหนา 25 มม. และปิดทับด้วยแผ่นยิปซั่มความหนา 9 มม. <br />2) แนวทางการปรับปรุงกรอบอาคารส่วนผนังโปร่งแสง โดยการเปลี่ยนกระจกโฟลตใสเป็นกระจกโฟลตสีเขียว สามารถลดค่า OTTV ลงเหลือ 42.471 วัตต์/ตร.ม. และ 3) การปรับปรุงหลังคาโดยใช้วิธีการปูฉนวนใยแก้วแบบม้วนความหนาแน่น 12 กก./ลบ.ม. หนา 75 มม. และหุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์เหนือฝ้าเพดานชั้น 9 สามารถลดค่า RTTV ลงเหลือ 6.956 วัตต์/ตร.ม. จากแนวทางการปรับปรุงผนังทึบแสงและโปร่งแสงร่วมกับการปรับปรุงหลังคาที่นำวิเคราะห์นี้เป็นแนวทางที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้นที่สุด สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ 15,058.38 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี คิดเป็นเงิน 72,129.64 บาทต่อปี ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 431,274.03 บาท โดยมีระยะเวลาคืนทุนที่ 5.98 ปี</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266379 การศึกษาและเปรียบเทียบคุณสมบัติของเนื้อดินปั้นจากหลายแหล่ง เพื่อผลิตเป็นกระถางเซรามิก 2023-08-09T19:16:23+07:00 นันทนัช วัฒนสุภิญโญ nuntanut.wa@bsru.ac.th นิติพร ถิ่นพิบูลย์ nuntanut.bsru@hotmail.com จิราภรณ์ พรหมเจริญ Jiraporn.pr@bsru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อดินปั้นจากหลายแหล่งเพื่อผลิตเป็นกระถางเซรามิก โดยการนำแหล่งดินปั้นเซรามิกทั้ง 3 แหล่ง ได้แก่ แหล่งดินเชียงราย ดินเซลาดอน และดินปากเกร็ด เผาที่อุณหภูมิ 1,000 1,100 และ1,200 องศาเซลเซียส (การเผาไหม้แบบสมบูรณ์) ซึ่งจะมีการควบคุมเวลา 6 ชั่วโมง 30 นาที ในแต่ละอุณหภูมิในการเผา ผลการวิจัย พบว่า สีและลักษณะภายนอกของเนื้อดินหลังการเผาของดินเชียงราย และดินเซลาดอน เมื่อเพิ่มอุณหภูมิในการเผาจะมีสีของดินหลังการเผาที่อ่อนลง แต่แหล่งดินปากเกร็ด เมื่อเพิ่มอุณหภูมิในการเผาจะมีสีของดินหลังการเผาที่เข้มขึ้น ซึ่งในส่วนของลักษณะภายนอกของดินเชียงรายมีความขรุขระเล็กน้อย มีรอยแตกร้าวในเนื้อดิน มีการโก่งงอเล็กน้อย และลักษณะภายนอกของดินเซลาดอนจะมีความเรียบเนียน ไม่มีรอยแตกร้าว ไม่มีการโก่งงอ และในแหล่งดินปากเกร็ดลักษณะภายนอกของเนื้อดินค่อนข้างเรียบเนียน ไม่มีรอยแตกร้าว แต่มีการโก่งงอเล็กน้อย การทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพด้านการดูดซึมน้ำ พบว่าแหล่งดินเซลาดอน เผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส มีร้อยละการดูดซึมน้ำร้อยละ 7.43 เหมาะสมกับการนำไปผลิตเป็นกระถางเซรามิก และการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพด้านการหดตัว พบว่าแหล่งดินเซลาดอน เผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส มีร้อยละการหดตัว ร้อยละ 3.54 เหมาะสมกับการนำไปผลิตเป็นกระถางเซรามิก</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265561 การพัฒนาคู่มือเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสำหรับพยาบาล โรงพยาบาลรัฐในพื้นที่โครงการอีอีซี: กรณีศึกษา โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา 2023-08-24T09:47:46+07:00 น้ำตาล กิตติกูล namtan.kit@rru.ac.th วัชรี ปั้นนิยม Watcharee.pu@bsru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษที่จำเป็นต่องานของพยาบาล และรูปแบบเนื้อหาของคู่มือเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสำหรับพยาบาล 2) เปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังใช้คู่มือเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสำหรับพยาบาล กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม คือ พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลพุทธโสธร แผนกศัลยกรรม อายุรกรรม ผู้ป่วยนอก การพยาบาลผู้คลอด และออร์โธปิดิกส์ จำนวน 175 คน กลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ คือ หัวหน้าหอผู้ป่วยหรือหัวหน้าแผนกที่ศึกษา จำนวน 18 คน และกลุ่มตัวอย่างทดลองใช้คู่มือฯ ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพในแผนกที่ศึกษาจำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินคุณภาพคู่มือฯ คู่มือเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสำหรับพยาบาล พร้อมซีดีที่จัดทำเป็นคิวอาร์โค้ด และแบบทดสอบก่อนและหลังทดลองใช้คู่มือฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ทดสอบสมมติฐานด้วย paired sample t-test และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษในระดับมาก (<em> = </em>3<em>.</em>73, S<em>.</em>D<em>. = </em>0<em>.</em>17<em>)</em> และ (<em> = </em>3<em>.</em>51, S<em>.</em>D<em>. = </em>0<em>.</em>22<em>)</em> ตามลำดับ โดยหัวข้อที่ต้องการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดมากที่สุด ได้แก่ ฟังและเข้าใจข้อซักถามหรือ ความต้องการของคนไข้ ฟังและเข้าใจประวัติและอาการของคนไข้ และพูดซักประวัติและสอบถามอาการ จากการสัมภาษณ์พบว่าปัญหาการฟังและการพูดที่สำคัญและมีการกล่าวถึงมากที่สุด ได้แก่ การพูดเป็นคำ ไม่สามารถเรียบเรียงเป็นประโยค ไม่คุ้นเคยกับสำเนียงและภาษาถิ่นของคนไข้ชาวต่างชาติ ข้อจำกัดด้านคำศัพท์ และไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษ</p> <p> จากการบันทึกผลการใช้คู่มือเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสำหรับพยาบาลพร้อมซีดี พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อรูปแบบ เนื้อหาและการใช้ภาษาของคู่มือฯ และหลังทดลองใช้คู่มือฯ พัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบหลังใช้คู่มือฯ สูงขึ้นกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266373 ผลของความเข้มข้นน้ำใบย่านางสกัดต่อสมบัติวุ้นกรอบ 2023-08-15T15:04:03+07:00 น้ำฝน ชูพูล namfon.ch@rmutsv.ac.th รุ่งทิพย์ รัตนพล Rungthip.ra@bsru.ac.th จิราภรณ์ ตันติพงศ์อาภา Jiraporn.Ta@bsru.ac.th เดชศักดิ์ วิจิตต์พันธ์ Dachsak.wi@bsru.ac.th วรรณนิสา เภาพันธ์ Wannisa.ph@bsru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบน้ำใบย่านาง โดยทำการศึกษาความเข้มข้นของน้ำใบย่านางสกัดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบ ในอัตราส่วน 1:6, 1:9 และ 1:12 (%/w/v) ของอัตราส่วนใบย่านางต่อน้ำ จากผลการศึกษา พบว่า ความเข้มข้นของน้ำใบย่านางที่ลดลงจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบมีค่าความสว่าง (<em>L</em><sup>*</sup>) ลดลง แต่มีค่าความเป็นสีแดง (<em>a</em><sup>*</sup>) และค่าความเป็นสีเหลือง (<em>b</em><sup>*</sup>) เพิ่มขึ้น และมีค่าความชื้นร้อยละ 1.73 - 1.80 ขณะที่ปริมาณน้ำอิสระ (a<sub>w</sub>) จะมีค่าอยู่ในช่วง 0.73 - 0.77 คุณภาพด้านเนื้อสัมผัส พบว่า ค่าความแน่นเนื้อและค่าความยืดหยุ่นของผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบน้ำใบย่านางมีความแตกต่างกัน เมื่อความเข้มข้นของน้ำใบย่านางลดลงจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบมีค่าความแน่นเนื้อและค่าความยืดหยุ่นลดลง จากผลการประเมินทางประสาทสัมผัสด้วยวิธีให้การคะแนนความชอบ 9 ระดับ (9-point hedonic scale) กับผู้ทดสอบชิมที่ไม่ผ่านการฝึกฝน 40 คน พบว่า ผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบน้ำใบย่านางที่มีความเข้มข้นของน้ำใบย่านางสกัด 1:9 (%/w/v) มีคะแนนความชอบในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมสูงกว่าตัวอย่างผลิตภัณฑ์วุ้นกรอบน้ำใบย่านางที่ระดับความเข้มข้นอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์ชอบมาก</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266338 การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์เกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเขตธนบุรี 2023-08-08T17:14:06+07:00 นิธิวดี พะเทพ nitivadee.pa@bsru.ac.th อังคาร ปริญญาชัยศักดิ์ aungkarn.pr@bsru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ เกมเพื่อการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์เกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สาระเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเขตธนบุรี 2) เพื่อวัดระดับการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่มีต่อเกมเพื่อการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์เกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดอินทาราม กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มด้วยการจับสลากมา 1 ห้องเรียน ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3&nbsp; จำนวน 25 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเกมเพื่อการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์เกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( &nbsp;= 4.82, S.D. = 0.40) 2) นักเรียนมีระดับการคิดเชิงคำนวณอยู่ในระดับดี ( &nbsp;= 74.80, S.D. = 2.87)&nbsp; 3) ผลการประเมินความถึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมเพื่อการเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์เกมมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( &nbsp;= 4.84, S.D. = 0.38)&nbsp;</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266368 การปนเปื้อนบาซิลลัส ซีเรียส ในเส้นขนมจีนที่จำหน่ายในตลาดสด กรุงเทพมหานคร 2023-09-07T16:14:20+07:00 ปิยะรัตน์ จิตรภิรมย์ p.chitpirom@yahoo.com กิจจา จิตรภิรมย์ Kitja.ji@bsru.ac.th แพร สายบัวแดง Phaer.sa@bsru.ac.th <p>การปนเปื้อนเชื้อก่อโรคในอาหารยังคงเป็นปัญหาทางสุขภาพในลำดับต้น ๆ ของประเทศไทยและในระดับโลก วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อสำรวจการปนเปื้อนของจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดและ บาซิลลัส ซีเรียส ในตัวอย่างขนมจีนรวมทั้งสิ้น 50 ตัวอย่าง ซึ่งวางจำหน่ายในตลาดสดจำนวน 10 แห่งในกรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่างที่เก็บได้จะถูกนำส่ง เพาะเลี้ยงและตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา นำเสนอข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณาได้แก่ จำนวน ร้อยละ และพิสัยเป็นต้น</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่างขนมจีนมีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดอยู่ระหว่าง &lt;2.5x10<sup>3</sup> - &gt;5.7x10<sup>6</sup> CFU/g และสามารถตรวจพบการปนเปื้อนเชื้อ <em>Bacillus cereus</em> จำนวน 12 ตัวอย่าง (ร้อยละ 24.0) ซึ่งพบการปนเปื้อนสูงสุดที่ระดับ 290 CFU/g &nbsp;ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญในการติดตาม การเฝ้าระวังการปนเปื้อนในอาหารที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออันส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนต่อไป</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266330 ผลของอัตราส่วนของน้ำใบกัญชาและน้ำองุ่นต่อสมบัติทางกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ของเจลลี่ผลไม้ 2023-08-15T13:33:04+07:00 ปุณยนุช นิลแสง poonyanuch@vru.ac.th ธนาพร บุญเชียง thanapon.boon@vru.ac.th กัญญารัตน์ ใบนางแย้ม kanyarat.bai@vru.ac.th หฤทัย บรรเทา haruethai.ban@vru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่ผลไม้ผสมน้ำชาใบกัญชาที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยศึกษาปริมาณของน้ำชาใบกัญชาและน้ำองุ่นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน 4 สูตรได้แก่สูตรที่ 1 น้ำชาใบกัญชา 100% สูตรที่ 2 น้ำชาใบกัญชา : น้ำองุ่น ในอัตราส่วน 70:30 สูตรที่ 3 น้ำชาใบกัญชา : น้ำองุ่น ในอัตราส่วน 50:50 และสูตรที่ 4 น้ำชาใบกัญชา : น้ำองุ่น ในอัตราส่วน 30:70 โดยทำการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี จุลชีววิทยาตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์เยลลี่อ่อน มผช.519/2547 ทดสอบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระและทดสอบปริมาณสารสารเตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ผลการวิจัยพบว่าผลิตภัณฑ์เจลลี่ผลไม้ผสมน้ำชาใบกัญชาทั้ง 4 สูตร มีลักษณะกายภาพเป็นก้อนวุ้นคงรูปเมื่อนำออกจากซองบรรจุ เนื้อสัมผัสนุ่มยืดหยุ่น ไม่แข็งกระด้าง สีใสตามธรรมชาติของปริมาณน้ำผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบ และมีความคงตัวดีเมื่อตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 18-24 ชั่วโมง สำหรับสมบัติทางเคมี พบว่ามีค่า pH 3.22-6.39 ค่าร้อยละของปริมาณกรดรวม 0.2-0.45 และค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระ DPPH 34.85-48.63 โดยสูตรที่ 4 เป็นอัตราส่วนที่ให้ค่าร้อยละของปริมาณกรดรวมและร้อยละการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด เมื่อทำการทดสอบปริมาณสาร THC ด้วยชุดทดสอบเทส กัญ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าผลิตภัณฑ์เจลลี่ผลไม้ผสมน้ำชาใบกัญชาทั้ง 4 สูตรมีสาร THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266375 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตพระวิหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร 2023-08-21T20:29:02+07:00 พชรพล ทินบุตร 6414470013@rumail.ru.ac.th กัลยมน อินทุสุต Kanyamon.in@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตพระวิหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตพระวิหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิทยฐานะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพระวิหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ปีการศึกษา 2565 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยอาศัยตารางสำเร็จรูปของโคเฮ็น (Cohen, Manion and Morrison 2011) ได้จำนวน 217 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบมาตรส่วน 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของคอนบาค ได้เท่ากับ .972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’s post hoc comparisons method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน ครูที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกัน และครูที่มีวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่แตกต่างกัน</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266380 ผลของฤดูกาลและแหล่งกำเนิดน้ำเสียต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี 2023-08-09T19:46:52+07:00 ภรต สุภางค์ยุทธ parot_supangyut@hotmail.com อรอนงค์ ผิวนิล Onanong.ph@bsru.ac.th วัชรพงษ์ วาระรัมย์ Watcharapong.wa@bsru.ac.th ธนิศร์ ปัทมพิฑูร Thanit.Pa@bsru.ac.th นพวรรณ เสมวิมล Noppawan.se@bsru.ac.th จุลบุตร จันทร์สูรย์ chulabut.ch@bsru.ac.th ภาวิน วิจิตรตระการ Pavin.Wi@bsru.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของฤดูกาลที่มีผลต่อคุณภาพน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี โดย วิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำทางกายภาพ เคมี และทางชีวภาพ โดยกำหนดจุดเก็บตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนของแหล่งกำเนิดน้ำเสียตลอดแนวลำน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี ได้แก่ แหล่งเกษตรกรรม แหล่งชุมชน แหล่งประมง และแหล่งเหมืองแร่ จำนวนรวม 39 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่าผลของฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้งมีผลต่อค่าความนำไฟฟ้า(EC) ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด(SS) ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด(TDS) ของแข็งทั้งหมด (TS) ความเป็นกรด-ด่าง(pH) ความสกปรกในรูปบีโอดี(BOD) แอมโมเนีย(NH<sub>3</sub>) ออร์โธฟอสเฟต (PO<sub>4</sub><sup>3-</sup>) ความเค็ม (Salinity) โคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด(TCB) ฟีคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (FCB) และอีโคไลต์ (<em>E. Coli)</em> ในฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 กิจกรรมจากการประมงเป็นแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่มีผลต่อคุณภาพน้ำมากที่สุด ส่วนพื้นที่แหล่งเกษตรกรรม แหล่งชุมชน และแหล่งเหมืองแร่ มีปริมาณธาตุ และปริมาณแบคทีเรียปนเปื้อนในน้ำปริมาณสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้งซึ่งไม่มีอิทธิพลจากการเจือจางด้วยปริมาณน้ำที่มีจำนวนมากในแม่น้ำเพชรบุรี ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลสำคัญต่อการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำแม่น้ำเพชรบุรีให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินที่มิใช่ทะเล และใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำให้มีความยั่งยืนของแม่น้ำเพชรบุรีต่อไป</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266213 การพัฒนาการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2023-08-08T18:36:00+07:00 มะลิวัลย์ พิมพ์โยยาง lantakfa.nom@gmail.com ชมภูนุช หุ่นนาค Chompoonunch.hu@bsru.ac.th <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) เพื่อวิเคราะห์ระดับการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม (2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม</p> <p> การวิจัยเป็นวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 382 คน ได้แก่ กลุ่มประชาชนผู้มารับบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 14 คน ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ/พนักงาน จำนวน 9 คน และกลุ่มประชาชน จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย (1) ด้านระดับการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้าโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (2) ด้านปัญหาและอุปสรรคการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า พบว่า ประกอบด้วย (ก) ป้ายบอกจุดบริการต่าง ๆ ไม่ชัดเจน และ (ข)เจ้าหน้าที่ให้บริการไม่แล้วเสร็จตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ และ (3) ด้านแนวทางการพัฒนาการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลลานตากฟ้า พบว่า ประกอบด้วย (ก) ควรจัดให้มีป้ายบอกจุดบริการไว้ในบริเวณที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน (ข) ควรจัดให้มีป้ายประชาสัมพันธ์ขั้นตอนในการขอรับบริการให้ประชาชนทราบอย่างละเอียด และ (ค) ควรปรับปรุงการให้บริการของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ ปฏิบัติงานรวดเร็วขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/264881 อาการของระบบทางเดินหายใจและความเครียดของผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2023-09-07T16:13:53+07:00 โยธิน พลประถม yothin.po@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการของระบบทางเดินหายใจ ระดับความเครียด และความสัมพันธ์ของอาการของระบบทางเดินหายใจกับความเครียดของผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีใช้สูตรประมาณค่าสัดส่วนทราบประชากร ได้จำนวน 120 คน และทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบเลือกโดยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับอาการของระบบทางเดินหายใจและแบบสอบถามเกี่ยวกับความเครียดของผู้ปฏิบัติงาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปฏิบัติงานมีอาการระคายเคืองตาคันตา จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 35.0 อาการคัดจมูกน้ำมูกไหล จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 66.7 อาการหายใจขัด จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 อาการแน่นหน้าอก จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 10.0 อาการหายใจเสียงหวีด จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 8.3 และอาการไอ จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 73.3 ความเครียดของผู้ปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ย 0.99 อยู่ในระดับน้อย อาการระคายเคืองตาคันตา อาการคัดจมูกน้ำมูกไหล อาการหายใจขัด อาการแน่นหน้าอก และอาการหายใจเสียงหวีด มีความสัมพันธ์กับความเครียดในการปฏิบัติงาน โดยมีค่าทางสถิติที่ .005, .048, .000, .000 และ .000 ตามลำดับ ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265665 ความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปฐมวัย) ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสตีมศึกษา 2023-08-09T10:38:04+07:00 รัศมี ตันเจริญ rassamee@ymail.com ยุวรัตน์ จงใจรักษ์ Yuwarat.jo@bsru.ac.th จรูญศรี คล้ายลี Jaroonsee.kl@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปฐมวัย) ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสตีมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 กลุ่มที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปฐมวัย) สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 14 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดความคิดรวบยอด และแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสตีมศึกษา โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ<br />สตีมศึกษา สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และอยู่ในระดับดีมาก (x̅=36.79, คิดเป็นร้อยละ 91.98, S.D<em>.</em>=1.89) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน ทั้งด้าน 1) การบอกลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงหรือความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ (x̅=8.86, คิดเป็นร้อยละ 88.60, S.D<em>.</em>=0.86) 2) การจับคู่และเปรียบเทียบความแตกต่างและความเหมือนของสิ่งต่าง ๆ (x̅=9.50, คิดเป็นร้อยละ 95.00, S.D<em>.</em>=0.76) 3) การจำแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ (x̅=9.36, คิดเป็นร้อยละ 93.60, S.D<em>.</em>=0.63) และ 4) การเรียงลำดับสิ่งของและเหตุการณ์ (x̅=9.07, คิดเป็นร้อยละ 90.70, S.D<em>.</em>=1.00)</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266426 ผลกระทบต่อคุณภาพข่าวและคุณค่าข่าวของสื่อมวลชนไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 2023-08-15T11:51:14+07:00 วิโรจน์ ศรีหิรัญ wirojs@hotmail.com กฤษณะ เชื้อชัยนาท Krissana.ch@bsru.ac.th ประพจน์ ณ บางช้าง Prapoj.na@bsru.ac.th สุวิมล อาภาผล Suwim.ch@bsru.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อคุณภาพข่าวและคุณค่าข่าวของสื่อมวลชนไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิชาการและนักวิชาชีพด้านนิเทศศาสตร์รวมทั้งประชาชนผู้บริโภคข่าว จำนวน 32 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่าโควิดส่งผลกระทบต่อคุณภาพข่าวฯ ในเชิงบวกคือ ข่าวต้องมีคุณภาพข่าวที่มากขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะความถูกต้องครบถ้วนและแม่นยำ, ส่งผลกระทบเชิงลบคือ กระทบต่อความสมดุลและเที่ยงธรรมในการนำเสนอข่าวจากผลประโยชน์ทางธุรกิจทำให้เกิดการให้ข้อมูลเพียงแค่ด้านเดียวไปบ้าง และส่งผลกระทบโดยภาพรวมฯคือ สื่อมวลชนยังไม่สามารถนำเสนอข่าวที่ยากให้เข้าใจได้ง่าย เพราะสื่อยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนในเรื่องโควิดได้อย่างชัดเจน (2) ผลกระทบต่อคุณค่าข่าวฯ ส่วนใหญ่มองว่าในเชิงบวกคือ สื่อมักเน้นด้านความเจริญก้าวหน้ามากกว่าในช่วงปกติที่ไม่มีโรคระบาด โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันและระงับความรุนแรงจากโรคระบาดนี้, เชิงลบคือ เน้นเรื่องสะเทือนอารมณ์โดยมีการเน้นดราม่ามากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างจุดขายต้องการขายข่าว และผลกระทบโดยภาพรวมคือ ไม่ส่งผลต่อคุณค่าข่าวมากนัก ข่าวส่วนใหญ่ยังเน้นคุณค่าด้านความทันเหตุการณ์เป็นหลัก โดยหากจะมีส่งผลอยู่บ้างคือจะเน้นคุณค่าด้านผลกระทบของโรคระบาดนี้ต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนมากกว่าในช่วงเวลาปกติ ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า สื่อควรเป็นทั้ง“นักวารสารศาสตร์”และ “นักสร้างสรรค์เนื้อหา”ในเวลาเดียวกัน และมีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าข่าวต้องมีคุณภาพข่าวและคุณค่าข่าวที่เน้นการประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ใช่เน้นนำเสนอความรู้สำเร็จรูปที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266357 การแปลกับการศึกษาแนวทางส่งเสริมภาพลักษณ์ของป้ายสาธารณะภาษาจีนในจังหวัดภูเก็ต 2023-08-15T12:48:15+07:00 สิริรัตน์ แก้วหีตนุ้ย sirirat.ka@live.com กฤตพร สินชัย Krittaporn.si@bsru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและสาเหตุข้อผิดพลาดทางการแปลป้ายภาษาจีน 2. เพื่อศึกษาทัศนะของนักท่องเที่ยวชาวจีนและผู้ประกอบการชาวไทยที่มีต่อป้ายภาษาจีน 3. เพื่อเสนอข้อเสนอแนะด้านการแปลในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของป้ายภาษาจีนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลโดยการวิเคราะห์ป้ายภาษาจีน 3 ประเภท อันประกอบด้วย ป้ายให้ข้อมูล ป้ายเตือน และป้ายควบคุม จำนวน 100 ป้าย และสัมภาษณ์ทัศนะจากทั้งชาวจีน จำนวน 10 คนและชาวไทย จำนวน 10 คน ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาตามแนวคิดเกี่ยวกับข้อผิดพลาดทางการแปลของดวงตา สุพล (2541) และแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุความผิดพลาดในการแปลของสุพรรณี ปิ่นมณี (2555)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. ข้อผิดพลาดทางการแปลที่พบมากที่สุด คือ “การแปลผิดความหมาย” รองลงมา คือ “การเลือกใช้คำไม่เหมาะสม” และ“การแปลขาด”ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจาก 1) การใช้กลวิธีการแปลที่ไม่เหมาะสม 2) ความรู้ทางภาษาของผู้แปลที่ไม่เพียงพอ 3) การใช้เครื่องมือช่วยแปลอย่างขาดวิจารณญาณ และ 4) การขาดความรอบคอบในการจัดทำป้าย 2. ทัศนะของนักท่องเที่ยวชาวจีนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชาวไทย ส่วนใหญ่เห็นว่า ป้ายที่ปรากฏข้อผิดพลาดทางการแปลสามารถใช้สื่อสารและทำความเข้าใจได้ในระดับเบื้องต้น โดยมีการเสนอให้มีการเพิ่มปริมาณป้ายภาษาจีนให้มากขึ้น และควรมีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนดำเนินการจัดทำป้าย 3. ข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ป้ายในด้านการแปล มีดังนี้ 1) ใช้กลวิธีการแปลที่เหมาะสม 2) ศึกษาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ 3) ใช้เครื่องมือช่วยแปลอย่างมีวิจารณญาณ 4) ตรวจทานการแปลโดยผู้เชี่ยวชาญ และ5) ปรับบทแปลตามความจำเป็น สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบ เพื่อการพัฒนาป้ายสาธารณะภาษาจีนในพื้นที่ในอนาคตต่อไป</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265016 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 2023-08-08T10:38:08+07:00 สุเนตร ทวีถาวรสวัสดิ์ sunate.th@bsru.ac.th อนุชัย ถนอมสินรัตน์ anuchai.th@bsru.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวและสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คนมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับกลุ่มของประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐจำนวน 13 คนมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาร่วมกับการวิเคราะห์ SWOT ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพการท่องเที่ยวของตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชันมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านพื้นที่ ด้านการจัดการ และด้านการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แต่ด้านกิจกรรมและกระบวนการมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนผลการวิเคราะห์ SWOT ของศักยภาพการท่องเที่ยว พบว่า มีจุดแข็งคือ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตริมน้ำ มีการคมนาคมสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับแก่นักท่องเที่ยว ผู้นำและคนในชุมชนมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชน จุดอ่อน คืองบประมาณของชุมชนไม่เพียงพอกับการพัฒนาภูมิทัศน์ของพื้นที่ การจัดกิจกรรมภายในตลาดน้ำยังไม่มีความต่อเนื่อง ป้ายสื่อสารข้อมูลการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ และขาดการส่งเสริมความรู้ใหม่ให้กับผู้ประกอบการ ส่วนโอกาส คือเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก และอุปสรรค คือการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก ดังนั้นรูปแบบการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะมี 4 มิติ คือ แลมป์โมเดล (LAMP MODEL) ได้แก่ มิติภูมิทัศน์ (L : Landscape) มิติกิจกรรม (A : Activity) มิติการจัดการ (M : Management) และมิติผู้ร่วมดำเนินการ (P : Partnership) </p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/265141 การประกอบสร้างและการพัฒนามนุษย์จากเรื่องเล่าความรักในละครชายรักชาย 2023-08-09T11:07:36+07:00 อัควิทย์ เรืองรอง dr.akhawit_bsru@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์เนื้อหา แนวคิดและกลวิธีการใช้ภาษาจากเรื่องเล่าชายรักชายในละครโทรทัศน์ 2) วิเคราะห์การพัฒนามนุษย์จากเรื่องเล่าชายรักชายในละครโทรทัศน์ ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ คือ เรื่องเล่า 3 เรื่อง ในเว็บไซต์ lineTV.me คือ เดือนเกี้ยวเดือน รุ่นพี่ และพี่ว้ากตัวร้ายกับนายปี 1 ซึ่งเคยนำเสนอเป็นละครโทรทัศน์มาก่อน ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากผู้ที่เคยชมละครทั้ง 3 เรื่อง จำนวน 10 คน และใช้ทฤษฎีเรื่องเล่า การประกอบสร้าง และ การพัฒนามนุษย์ นำผลวิเคราะห์มาจัดหมวดหมู่แล้วเสนอรายงานแบบพรรณนาวิเคราะห์ประกอบภาพและตาราง </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เรื่องเล่าชายรักชายใช้การประกอบสร้างเนื้อหาที่เป็นลักษณะร่วมของทั้ง 3 เรื่อง คือ การแอบชอบรุ่นพี่ รักสามเส้า การหึงหวง การง้องอน และการปกปิดความรัก ส่วนลักษณะต่างกัน คือ การใช้ความรุนแรง การไม่ยอมรับของครอบครัวและสังคม ลักษณะดังกล่าวไม่ต่างจากเนื้อหาของชายรักหญิง ยกเว้น การไม่ยอมรับของครอบครัวและสังคมของชายรักชาย การประกอบสร้างแนวคิด พบแนวคิดการไม่ยึดติดเพศ ความรักของชายรักชายไม่ต่างชายรักหญิง และการยอมรับของครอบครัวและสังคมนำไปสู่ความสุข การประกอบสร้างการใช้วัจนภาษา เช่น ใช้คำ “แอบชอบ” “หึง” “ขอโทษ” เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหา การใช้คำ “กู/มึง” ของพระเอกที่ใช้กับนายเอกเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้ต่างจากตัวละครเกย์ ตุ๊ด ในเรื่องเล่าอื่น ส่วนอวัจนภาษามีทั้งสัมผัสภาษา เช่น การจูบ กอด และจับมือ มุ่งสื่อเนื้อหาให้ไม่ต่างจากคู่รัก ชายหญิง วัตถุภาษา เช่น เกียร์เป็นสัญญะของคณะวิศวกรรมศาสตร์และริสแบนด์ที่ตัวละครเอกมอบให้กันสื่อถึงความรักและผูกพันเป็นอัตลักษณ์ของตัวละครชายรักชาย ด้านการพัฒนามนุษย์ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ วิจารณ์และตีความจากเรื่องเล่าและการสัมภาษณ์ที่พบทั้ง 3 เรื่อง ถือเป็น “ตัวบท” ที่แสดงปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่าน ผู้ชม ด้วยการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางปัญญาให้รู้เท่าทัน “ตัวบท” ที่ประกอบสร้างขึ้นที่ไม่ได้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เช่น ชายรักชายเป็นเรื่องธรรมชาติดุจเดียวชายรักหญิง เรื่องของสิทธิและ การเลือกที่จะเป็นตามความพึงใจของตนและเรื่องคุณค่าและความเท่าเทียมของมนุษย์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์วิจารณ์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างคุณลักษณ์ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ในแง่ที่รู้เท่าทัน “ตัวบท” ของเรื่องเล่า </p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266237 ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดตำรับยาห้าราก มะขาม และข่า 2023-09-07T16:13:34+07:00 อาวุธ หงษ์ศิริ tomarwut@gmail.com อัจฉรา แก้วน้อย Atchara.Ka@bsru.ac.th อ้อมบุญ วัลลิสุต Omboon.vi@bsru.ac.th อินทัช ศักดิ์ภักดีเจริญ Intouch.sa@bsru.ac.th <p>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของสารสกัดตำรับยาห้าราก มะขาม และข่า ด้วยตัวทำละลายเอทานอลร้อยละ 95 รวมทั้งวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิกรวม และสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม จากนั้นนำสารสกัดมาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ และการยับยั้งการอักเสบโดยการวัดปริมาณไนตริกออกไซด์ที่สร้างจากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปโพลีแซคคาไรด์ (LPS) ทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี 2,2-Diphenyl-1-picrylhydrazyl radial scavenging capacity assay (DPPH Assay) วิเคราะห์ปริมาณสารฟีนอลิกรวมด้วยวิธี Folin Ciocalteu reagent method และปริมาณสารฟลาโวนอยด์รวมโดยใช้วิธีอลูมิเนียมคลอไรด์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สารสกัดข่าแสดงฤทธิ์ในการต้านการอักเสบมากที่สุด โดยมีค่า IC<sub>50 </sub>เท่ากับ 9.31±0.67 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด โดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 26.20±0.01 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และยังพบปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม และสารประกอบฟลาโวนอยด์รวมสูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 442.03±0.01 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมสารสกัด และ 198.44±0.67 มิลลิกรัมเควอซิทินเทียบเท่าต่อกรัมสารสกัด ตามลำดับ ดังนั้นสารสกัดข่า มีศักยภาพในการนำมาศึกษาวิจัยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อระงับการอักเสบและทดสอบประสิทธิภาพต่อไป</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266376 การเก็บความลับเพื่อการพัฒนาอัตมโนทัศน์: การศึกษาการพัฒนาอัตมโนทัศน์ของตัวละครเอกในนวนิยายเรื่อง Can You Keep a Secret? 2023-08-30T17:07:06+07:00 กัลยกร ทองเต็ม kanyakorn.thongtem@g.swu.ac.th ฐิติมา กมลเนตร Thitima.ka@bsru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาอัตมโนทัศน์ของตัวละครเอกในนวนิยายเรื่อง Can You Keep a Secret? ของผู้แต่ง Sophie Kinsella โดยวิเคราะห์ผลกระทบจากการเก็บความลับ โดยใช้ทฤษฎีองค์ประกอบของอัตมโนทัศน์ของ Carl Roger เป็นกรอบในการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นผลกระทบจากการเก็บความลับต่อองค์ประกอบของอัตมโนทัศน์ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอัตมโนทัศน์ ตัวละครเอกของเรื่องพัฒนาความเคารพในตนเองผ่านการเก็บความลับนำไปสู่การพัฒนาภาพลักษณ์ของตนเอง และผลลัพธ์จากการพัฒนาภาพลักษณ์ของตนเองทำให้ตัวละครเอกบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนเอง</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/266029 The Water Management School as an Innovation to the Water Management Solution: The Success in Network Governance. 2023-08-09T11:50:58+07:00 Suwida Nuamcharoen suwida.nan@gmail.com Wit Sattakorn w_sattakorn@hotmail.com <p>The objectives of this study were: 1) to examine the utilization of the network governance style of administration in implementing the Water Management School, an innovative initiative by The Phrae Provincial Administrative Organization (PAO), and 2) to provide guidelines for introducing the network governance in innovation in water management. A qualitative research design was adopted for this case study, employing methods such as document analysis, in-depth interviews, group discussion, and non-participatory observation. Data triangulation was used to ensure data validity, and semi-structured interviews were conducted as the primary data collection tool. Content analysis was applied for data analysis.</p> <p><strong> </strong>The study's findings revealed that the collaborative steps taken by the Water Management School included problem identification, establishing the school, and building a network for development. Network governance features, such as participatory approaches, community involvement, multi-level governance, and collaboration, were emphasized throughout the process to achieve sustainable water use and conservation. Moreover, guidelines for introducing network governance in innovation in water management were identified, including the assessment of the existing water management system, establishment of a shared vision and clear goals, creation of a collaborative network structure, building trust and fostering partnerships, encouraging participation and stakeholder engagement, promoting knowledge sharing and innovation, enhancing capacity building, monitoring, evaluating, and adapting, promoting policy coherence and supportive legal frameworks, and fostering long-term commitment and sustainability.</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/254769 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4C’s) ภาพลักษณ์ตราสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัส 2022-03-11T11:59:03+07:00 บพิธ อภิวันทนกุล bopit.apiwan@gmail.com ณัฏฐณิชา ณ นคร Nattanicha.N@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์กับการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัส เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4C’s) ปัจจัยทางด้านภาพลักษณ์ตราสินค้า ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัส มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทำการวิจัยจำนวนทั้งสิ้น 400 คน ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่สมัครใช้บริการดิสนีย์พลัสในประเทศไทย สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐาน F-Test (ANOVA) และสมการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นที่มีต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4C’s) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความต้องการของผู้บริโภค มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความคิดเห็นที่มีต่อปัจจัยภาพลักษณ์ตราสินค้า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านคุณประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความคิดเห็นที่มีต่อปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภค โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านพฤติกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความคิดเห็นที่มีต่อปัจจัยการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัส โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการตัดสินใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 1 พบว่า ปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัสที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 2 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4C’s) ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 3 ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ตราสินค้า และผลการทดสอบสมมติฐานที่ 4 ปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่าส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครใช้บริการดิสนีย์พลัส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2023-12-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ISSN 2774-1176 (Online)