วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru
<p>วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวารสารทางวิชาการเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั่วไป ได้เผยแพร่บทความจากผลงานวิจัยในศาสตร์ทางด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities) ด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ และการบัญชี (Business, Management and Accounting) ด้านสังคมศาสตร์ (Social Sciences)</p>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
th-TH
วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
2774-1176
<p>บทความ ข้อความ ภาพประกอบ และตารางประกอบที่ลงพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นตามเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์เพียงผู้เดียว</p>
-
กลยุทธ์และวัตถุประสงค์การสื่อสารความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287196
<p>ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติมีบทบาทสำคัญที่ทำให้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจหรือซีเอสอาร์แพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งการสื่อสารซีเอสอาร์มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานซีเอสอาร์ แต่การสื่อสารซีเอสอาร์มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์และวัตถุประสงค์การสื่อสารซีเอสอาร์ในประเทศไทย การวิจัยนี้ใช้วิธีสัมภาษณ์กับผู้บริหารงานด้านซีเอสอาร์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน 7 ท่าน และนักวิชาการที่ศึกษาวิจัยในด้านซีเอสอาร์ 4 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์และวัตถุประสงค์การสื่อสารซีเอสอาร์สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย แต่มีระดับความสำคัญที่แตกต่างกัน โดยกลยุทธ์การให้ข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นกลยุทธ์ที่ถูกใช้มากที่สุดในประเทศไทย ส่วนกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกใช้กับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบองค์กร สำหรับวัตถุประสงค์การสื่อสารซีเอสอาร์ ผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร และเพื่อแสดงถึงความชอบธรรมและความรับผิดชอบขององค์กร ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์การสื่อสารซีเอสอาร์ของตน</p>
ศราวุธ ทองแก้ว
ธาตรี ใต้ฟ้าพูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-25
2026-06-25
11 1
1
18
-
การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมพฤฒพลัง ของผู้สูงอายุในชุมชนเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/290135
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และสังเคราะห์กระบวนการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมพฤฒพลังของผู้สูงอายุในชุมชนเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี มีผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 42 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงภายใต้ความสมัครใจ ประกอบด้วย ผู้สูงอายุและปราชญ์ชุมชน 14 คน หน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 14 คน และผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพ และเจ้าของพื้นที่ 14 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว การสนทนากลุ่ม แบบประเมินแหล่งท่องเที่ยวตามองค์ประกอบ 6As และแบบบันทึกการระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการออกแบบเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสำรวจทุนวัฒนธรรมและบริบทชุมชน การวิเคราะห์ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวตามองค์ประกอบ 6As การคัดเลือกพื้นที่และพัฒนาแบบ และการนำผลงานออกแบบไปสู่การปฏิบัติ แนวคิดการออกแบบเพื่อส่งเสริมพฤฒพลัง โดยพัฒนาพื้นที่ให้มีความปลอดภัย เข้าถึงได้สะดวก มีจุดพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดภูมิปัญญา มีส่วนร่วมทางสังคม และสร้างรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยว ผลจากกระบวนการดังกล่าวทำให้ชุมชนได้ต้นแบบการออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมกับการใช้สอยพื้นที่จริงและสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนสูงวัยที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p>
สมลักษณ์ บุญณรงค์
การุณย์ อินทวาส
อรวิริยา นามสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
11 1
19
33
-
การจัดการเรียนรู้แบบอภิปรายประเด็นการเมืองร่วมสมัยเพื่อพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองของนักศึกษาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/291272
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบอภิปรายประเด็นการเมืองร่วมสมัย และ (2) วิเคราะห์การพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองของนักศึกษาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบอภิปรายประเด็นการเมืองร่วมสมัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักศึกษาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 22 คน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการเมืองการปกครองไทย ภาคการศึกษาที่ 1/2567 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การสังเกตแบบมีส่วนร่วม คำถามปลายเปิด แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และบันทึกสะท้อนคิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบอภิปรายประเด็นการเมืองร่วมสมัย มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การใช้ประเด็นการเมืองร่วมสมัยเป็นฐานในการอภิปราย <br />และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์กับสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองจริงผ่านกิจกรรมอภิปราย 6 หัวข้อหลัก 2) การพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองของผู้เรียน พบพัฒนาการสำคัญ 4 มิติ ได้แก่ <br />(1) ผู้เรียนมีความสนใจและตื่นตัวต่อประเด็นทางการเมืองมากขึ้น (2) ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดเห็นและเคารพความแตกต่างทางความคิด (3) ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อมูล และการสื่อสารเชิงเหตุผล และ (4) ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาท สิทธิ และหน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมือง พร้อมทั้งสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดจากการอภิปรายสู่บริบทชีวิตประจำวัน</p>
ศิริขวัญ บุญธรรม
สมทรง บรรจงธิติทานต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
11 1
34
45
-
เส้นทางการทำงานของคนไทยผู้ย้ายถิ่นในสหรัฐอเมริกาภายใต้สถานะทางกฎหมายไม่มั่นคง: การวิเคราะห์เชิงช่วงชีวิต
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/291612
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเส้นทางในการทำงานของคนไทยที่ได้ย้ายถิ่นไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้สถานะทางกฎหมายไม่มั่นคง โดยใช้แนวคิดช่วงชีวิต (Life Course Perspective) เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจย้ายถิ่น การเปลี่ยนผ่านในช่วงชีวิตและเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปเส้นทางการทำงานในสังคมปลายทาง การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับคนไทยที่ย้ายถิ่นไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ถูกต้องจำนวน 6 คน ผู้ให้ข้อมูลถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอายุ ได้แก่ กลุ่มอายุ 20–29 ปี กลุ่มอายุ 30–44 ปี และกลุ่มอายุ 45–60 ปี โดยอ้างอิงแนวคิดช่วงชีวิตซึ่งเสนอว่าการย้ายถิ่นและเส้นทางการทำงานมีความสัมพันธ์กับช่วงวัยและเหตุการณ์เปลี่ยนผ่านในชีวิต ทั้งนี้ ในแต่ละกลุ่มอายุประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลเพศชาย 1 คน และเพศหญิง 1 คน เพื่อสะท้อนความแตกต่างของประสบการณ์การทำงานและการดำรงชีวิตภายใต้สถานะทางกฎหมายไม่มั่นคงในแต่ละช่วงชีวิต </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า เส้นทางการทำงานของคนไทยผู้ย้ายถิ่นมีลักษณะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปและสัมพันธ์กับการเปลี่ยนผ่านในช่วงชีวิต โดยสามารถจำแนกออกเป็น 4 ช่วงสำคัญ ได้แก่ (1) ช่วงการตัดสินใจย้ายประเทศ (2) ช่วงการดำเนินการย้ายถิ่น (3) ช่วงการเริ่มต้นทำงานในสังคมปลายทาง และ (4) ช่วงการตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวร ในแต่ละช่วงดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมาย โอกาสทางเศรษฐกิจ และเครือข่ายทางสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปเส้นทางการทำงานและการดำรงชีวิตในประเทศปลายทาง บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจเส้นทางการทำงานของผู้ย้ายถิ่นจำเป็นต้องพิจารณาผ่านกระบวนการย้ายถิ่นและช่วงชีวิตของปัจเจก ภายใต้บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมายของประเทศปลายทาง</p>
ภคพล เส้นขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
11 1
46
58
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพพนักงานให้การดูแล ของโรงเรียนจุฬารัตน์ อินเตอร์ เฮลท์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292827
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ และศึกษาผลที่มีต่อสมรรถนะวิชาชีพพนักงานให้การดูแล โรงเรียนจุฬารัตน์ อินเตอร์ เฮลท์ ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบ และระยะที่ 3 การทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหลักสูตรพนักงานให้การดูแล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย คู่มือการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ <br />และแบบวัดเจตคติวิชาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพพนักงานให้การดูแล ของโรงเรียนจุฬารัตน์ อินเตอร์ เฮลท์ มีคุณภาพและความเหมาะสมผ่านเกณฑ์ของผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด โดยบูรณาการวงจรคุณภาพและทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก คือ หลักการ วัตถุประสงค์ ผู้เรียนและผู้สอน กระบวนการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม และการวัดและประเมินผลและขับเคลื่อนผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นทฤษฎีเชื่อมโยงปฏิบัติ ขั้นฝึกในสถานการณ์จำลองขั้นปฏิบัติงานจริง และขั้นสะท้อนผลประเมินตนเอง 2) ภายหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างมีสมรรถนะวิชาชีพสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในด้านความรู้ ด้านทักษะปฏิบัติที่ประเมินด้วยระบบการสอบภาคปฏิบัติทางคลินิกอย่างเป็นระบบและด้านเจตคติต่อวิชาชีพ และ 3) รูปแบบนี้ได้รับการยอมรับเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริงตามมาตรฐานวิชาชีพ</p>
อรพรรณ สร้อยประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
11 1
59
68
-
การพัฒนานิเวศการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาญจนบุรีด้วยเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระดับเมืองแบบบูรณาการบนพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ที่ไม่ใช่ทางกายภาพ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292998
<p>งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนา “นิเวศการเรียนรู้เพื่อเศรษฐกิจระดับเมือง” ของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ผ่านการบูรณาการพื้นที่การเรียนรู้ทางกายภาพ พื้นที่ดิจิทัล หลักสูตรระยะสั้น และเส้นทางการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชนในระดับเมือง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 400 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน (Yamane, 1973) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และเชิงคุณภาพ จำนวน 67 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องกับพื้นที่การเรียนรู้ในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็น (Thematic Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) เทศบาลเมืองกาญจนบุรีมีพื้นที่การเรียนรู้ทางกายภาพ 9 แห่ง และพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน 7 กิจกรรม (2) พัฒนาหลักสูตรระยะสั้น 3 หลักสูตร ได้แก่ การเป็นผู้ประกอบการ การสร้างสื่อดิจิทัลเพื่อขายสินค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ และการใช้สื่อในตลาดออนไลน์ พร้อมชุดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อยกระดับผู้ประกอบการ และพัฒนาแอปพลิเคชันการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube และ Glide App และ (3) จัดทำเส้นทางการเรียนรู้แบบ One Day Trip จำนวน 3 เส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการพื้นที่การเรียนรู้ทางกายภาพร่วมกับพื้นที่ดิจิทัลสามารถพัฒนาเป็น “นิเวศการเรียนรู้” ที่ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจระดับเมืองอย่างยั่งยืน</p>
ฒวีพร โตวนิช
พจนีย์ สุขชาวนา
สร้อยเพชร ลิสนิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
69
84
-
การพัฒนาโครงสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293075
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาโครงสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี และ 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ประชากรและกลุ่มตัวอย่างแบ่งตามวัตถุประสงค์การวิจัย ข้อที่ 1 คือ ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการพัฒนามนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริหารและนักวิชาการในองค์การภาครัฐและภาคเอกชน ข้อที่ 2 คือ นักศึกษาภาคปกติในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 339 คนได้มาด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิโดยการสุ่มอย่างง่ายในแต่ละคณะจากทั้งหมด 5 คณะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย<br />และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างของทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ประกอบด้วย 15 องค์ประกอบ คือ 1) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ทักษะด้านการแก้ปัญหา 3) ทักษะด้านการสร้างสรรค์ 4) ทักษะด้านนวัตกรรม 5) ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม 6) ทักษะด้านความเข้าใจของความแตกต่างในกระบวนทัศน์ 7) ทักษะด้านความร่วมมือ 8) ทักษะการทำงานเป็นทีม 9) ทักษะภาวะผู้นำ 10) ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ 11) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ 12) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ 13) ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 14) ทักษะอาชีพ และ 15) ทักษะการเรียนรู้ ผลการศึกษาระดับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี พบว่า ในภาพรวมมีคะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง เมื่อจำแนกรายองค์ประกอบพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงทั้ง 15 องค์ประกอบ</p>
พันโทนิติศักดิ์ เชื่อมวราศาสตร์
ปริญญา จิตอร่าม
ภูเบศว์ ตีระวัฒนานน
เกศรา โพธิ์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
85
95
-
การยกระดับความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโดยใช้กระบวนการชูรอเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เมืองสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ เทศบาลเมืองตะลุบัน จังหวัดปัตตานี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293118
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการยกระดับความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโดยใช้กระบวนการชูรอเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เมืองสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ เทศบาลเมืองตะลุบัน จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ หน่วยงานภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้เทศบาลเมืองตะลุบัน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระบวนการการจัดการความรู้ และเวทีสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและนำเสนอข้อมูลในรูปของการพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการยกระดับความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคี จำนวน 11 องค์กรในเทศบาลเมืองตะลุบัน จังหวัดปัตตานี โดยใช้กระบวนการชูรอเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ และการจัดเวทีพบปะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงกับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น การทำว่าวเบอร์อามัส และผลิตภัณฑ์จากก้านจาก ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังพัฒนานักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ให้มีความรู้ความสามารถในการออกแบบและขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้บนฐานทุนวัฒนธรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยได้จัดกิจกรรมแสดงผลงานวิจัยในงาน “Learning City Week” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในชุมชนเพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
อับดุลย์ลาเต๊ะ สาและ
นิอับดุลเลาะ นิตยรักษ์
อิสมาอีล ราโอบ
อาแว แมะอูมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
96
106
-
การเปรียบเทียบการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเมืองหลวงระหว่างกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกับ จาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293174
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสาเหตุของการเกิดอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย กับกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และ 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายและมาตรการป้องกันอุทกภัยของทั้งสองเมืองภายใต้กรอบแนวคิดการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิจัยเอกสาร จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิรวม 25 แหล่งและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการเปรียบเทียบเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าสาเหตุของอุทกภัยในทั้งสองเมืองมีปัจจัยร่วมทางกายภาพจากการเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำปากแม่น้ำและการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทางที่ลดทอนพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ ส่วนกรุงจาการ์ตาเผชิญปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินและภาวะน้ำทะเลหนุนสูงที่รุนแรงกว่ากรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญเป็นผลจากการใช้น้ำบาดาลเกินขีดจำกัด ในด้านนโยบายกรุงเทพมหานครมุ่งเน้นมาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและยุทธศาสตร์เส้นเลือดฝอยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระดับพื้นที่ ขณะที่กรุงจาการ์ตาใช้มาตรการเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นกว่าทั้งการก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลขนาดใหญ่และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยการย้ายเมืองหลวงเพื่อลดความเปราะบางของศูนย์กลางการบริหารในระยะยาว ข้อค้นพบจากการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการและการวางผังเมืองที่ยืดหยุ่นสำหรับประเทศไทย โดยเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างมาตรการเชิงโครงสร้างและมาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง รวมถึงการใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อการพยากรณ์ความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเมืองหลวงต่อภัยพิบัติตามแนวทางของกรอบการดำเนินงานเซนได</p>
นพวรรณ พึ่งพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
107
120
-
การวิเคราะห์กลไกสร้างความหมายเชิงปริชานของสิบอันดับถ้อยคำออนไลน์แห่งปี จากโครงการ Chinese Language Stocktaking (Hanyu Pandian) ระหว่างปีพ.ศ. 2565 - 2567
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292901
<p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กลไกการสร้างความหมายเชิงปริชานของสิบอันดับถ้อยคำออนไลน์แห่งปีจากโครงการ Chinese Language Stocktaking (汉语盘点) ระหว่างปีพ.ศ.2565 - 2567 2) ศึกษาปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการสร้างและขยายความหมายของสิบอันดับถ้อยคำออนไลน์แห่งปี และ 3) วิเคราะห์วาทกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนร่วมสมัยที่สะท้อนผ่านการใช้ถ้อยคำออนไลน์แห่งปี การศึกษานี้บูรณาการกรอบแนวคิดอรรถศาสตร์ปริชานร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรม โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ตัวอย่างประโยคการใช้ถ้อยคำจากข่าวในสื่อของภาครัฐและสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 300 ประโยค</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลไกการสร้างความหมายเชิงปริชานที่ปรากฏมากที่สุด คือ กลไกอุปลักษณ์มโนทัศน์ จำนวน 10 ถ้อยคำ รองลงมา คือ กลไกนามนัยจำนวน 9 ถ้อยคำ การผสานกลไกระหว่างนามนัยกับอุปลักษณ์ มโนทัศน์ จำนวน 5 ถ้อยคำ ถ้อยคำที่มีบทบาทวาทกรรมเด่นชัดโดยไม่สะท้อนกลไกเชิงปริชานอย่างชัดเจน จำนวน 6 ถ้อยคำ ทั้งนี้ ถ้อยคำบางคำสามารถอธิบายความหมายได้โดยอาศัยผังภาพความคิดหลัก 5 รูปแบบ</p> <p> เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างและขยายความหมายพบว่า สิบอันดับถ้อยคำออนไลน์แห่งปีได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ทางสังคม การอนุรักษ์วัฒนธรรมจีนดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ภายใต้กรอบระบบวาทกรรมจีนยุคใหม่และการเล่าเรื่องแบบจีน<br />ผลการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปรับตัวเชิงนโยบายทำให้เกิดกระแสการสร้างถ้อยคำออนไลน์แห่งปีเพื่อใช้บันทึกเหตุการณ์สำคัญ แสดงความคิดเห็น สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกผ่านรูปภาษาในช่วงเวลานั้น</p>
สิริภัทร เมืองแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
121
148
-
รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพ ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในจังหวัดชลบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293175
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในจังหวัดชลบุรี ระดับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในจังหวัดชลบุรี และความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยใช้กรอบแนวคิด Creative Tourism : 3S Principles ได้แก่ เรื่องราว (Stories) อรรถรส (Senses) และลีลา (Sophistication) รวมถึงแนวคิดด้านศักยภาพการท่องเที่ยว 4 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรการท่องเที่ยว การบริการ การบริหาร และการตลาด กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 16 แห่งในจังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผ่านการสุ่มแบบกำหนดโควตาตามแหล่งท่องเที่ยว และการสุ่มแบบบังเอิญจากนักท่องเที่ยวที่สมัครใจตอบแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านลีลา (Sophistication) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านอรรถรส (Senses) และด้านเรื่องราว (Stories) ตามลำดับ สำหรับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีอิทธิพลต่อศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของศักยภาพการท่องเที่ยวได้ร้อยละ 68.2 (R² = .682) และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งองค์ประกอบของรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อศักยภาพการท่องเที่ยว ได้แก่ ด้านอรรถรส (Beta = .359) และด้านลีลา (Beta = .472) ในขณะที่ด้านเรื่องราวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยจึงสะท้อนว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในจังหวัดชลบุรีควรมุ่งเน้นการออกแบบประสบการณ์ การจัดกิจกรรม และการสร้างสรรค์คุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านการกระตุ้นประสาทสัมผัสและการนำเสนอที่มีความประณีต เพื่อเสริมศักยภาพของพื้นที่และขีดความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว</p>
ปาริฉัตร ป้องโล่ห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
149
163
-
กรอบความผิดและความบริสุทธิ์ที่สื่อวาง: การวิเคราะห์ข่าวอาชญากรรมไทยที่นำเสนอผู้ต้องสงสัยและผู้เกี่ยวข้องในคดี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/296118
<p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอผู้ต้องสงสัยและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ในข่าวอาชญากรรมไทยผ่านกลวิธีการวางกรอบข่าว และรูปแบบของการให้เหตุผล โดยอิงจากทฤษฎีการวางกรอบข่าว และทฤษฎีการให้เหตุผล การวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบทเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข่าวอาชญากรรมจาก 2 คดี ในประเทศไทย ซึ่งเป็นคดีที่มีการประกอบสร้างความผิดและความบริสุทธิ์ ได้แก่ คดีแตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ ที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสารบนเรือทั้ง 5 คน และคดีน้องชมพู่ อรวรรณ วงศ์ศรีชา ที่เกี่ยวข้องกับลุงพล ไชย์พล วิภา ข้อมูลประกอบด้วยข่าวออนไลน์ที่เผยแพร่ภายในช่วง 90 วันแรกหลังเกิดเหตุ หรือหลังเป็นข่าวดัง ซึ่งเป็นช่วงที่คดียังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้หมวดหมู่ที่กำหนดไว้จากทฤษฎีการวางกรอบข่าว และทฤษฎีการให้เหตุผล โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ทั้งพาดหัวข่าวและเนื้อหาข่าวเชิงตัวบท</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าข่าวอาชญากรรมไทย 2 คดีนี้ มีการใช้กลวิธีการวางกรอบข่าว และรูปแบบการให้เหตุผลที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับความผิด และความบริสุทธิ์ ในคดีแตงโม พบการใช้กรอบการสันนิษฐานความผิด และกรอบความสงสัย ในขณะที่คดีลุงพลพบการใช้กรอบความเห็นใจ และกรอบความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม เนื้อข่าวที่มีการวิเคราะห์จากคดีเดียวกัน บ่งชี้ถึงกลวิธีในการวางกรอบข่าว และรูปแบบของการให้เหตุผลที่คล้ายกัน การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าข่าวอาชญากรรมไม่ได้เป็นเพียงการรายงานข้อเท็จจริง แต่เป็นกระบวนการสร้างความหมายที่สามารถส่งผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับคดี ผู้ต้องสงสัย และบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี การศึกษานี้มีส่วนสนับสนุนองค์ความรู้ในสาขานิเทศศาสตร์ โดยการแสดงให้เห็นว่ากลวิธีการวางกรอบข่าว และรูปแบบของการให้เหตุผลที่ใช้ในข่าวอาชญากรรมไทยนั้น สามารถส่งผลต่อความเข้าใจของสาธารณชนที่มีต่อคดี และมุมมองที่มีต่อผู้ที่ถูกพาดพิงในข่าว</p>
ชนมน พรรณทรัพย์
Duangkamol Chartprasert
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
11 1
164
178
-
ชีวิตชายจีนโสดในกระแสการอพยพในสยาม ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292647
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาการอพยพของชาวจีนเข้าสู่ประเทศสยามในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของชายจีนโสดในฐานะกลุ่มคนหลักของกระบวนการอพยพแบบ “ชายเป็นหลัก” ภายใต้บริบทการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบการค้าและระบบแรงงานในสังคมสยาม ด้วยว่าความเป็นโสดของชายชาวจีนมิได้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล หากสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างการอพยพและระบบแรงงานที่เอื้อให้ชายชาวจีนจำนวนมากดำรงอยู่ในฐานะแรงงานเคลื่อนย้าย ต้องใช้ชีวิตแยกจากครอบครัว และการตั้งถิ่นฐานถาวร</p> <p> การศึกษาใช้แนวทางวิเคราะห์จุลประวัติศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจชีวิตของชายจีนโสด ผ่านการทำงานและพื้นที่ทางสังคมของชุมชนชาวจีน โดยมุ่งให้เห็นทั้งความไม่มั่นคงของชีวิตแรงงานและวิธีที่ชายชาวจีนอพยพพยายามจัดการกับเงื่อนไขดังกล่าว การแต่งงานกับหญิงชาวสยามถูกพิจารณาในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผู้อพยพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความปรารถนาที่จะตั้งหลักแหล่งในประเทศสยาม มากกว่าจะเป็นเพียงกระบวนการกลมกลืนทางวัฒนธรรม บทความชี้ให้เห็นว่า ชุมชนชาวจีนในประเทศสยามตั้งอยู่บนประสบการณ์ชีวิตและแรงงานของชายจีนโสดจำนวนมาก ซึ่งมักไม่ปรากฏเด่นชัดในงานศึกษาการอพยพที่ผ่านมา การมองผ่านชีวิตของชายจีนโสดจึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจความเป็นชาย การอพยพ และการก่อรูปของชุมชนในสังคมสยามอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น</p>
ภาวิณี บุนนาค
นงนุช ทึ่งในธรรมะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
11 1
179
192
-
การพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิด เพื่อส่งเสริมความพร้อมของนักศึกษาก่อนออกสหกิจศึกษา
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293197
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความพร้อมของนักศึกษาก่อนออกสหกิจศึกษา และ (2) วิเคราะห์มิติของความพร้อมก่อนออกสหกิจศึกษาที่ปรากฏจากบันทึกสะท้อนคิดของนักศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เข้าร่วมกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนออกสหกิจศึกษา จำนวน 34 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมตามรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิด 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การกระตุ้นการตระหนักรู้ (2) การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการทำงานเป็นทีม (3) การสะท้อนคิดเชิงลึก และ (4) การวางแผนและกำกับตนเอง และแบบบันทึกสะท้อนคิดปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นกระบวนการเชิงลำดับที่เชื่อมโยงการตระหนักรู้ตนเองไปสู่การกำกับตนเองและความพร้อมเชิงวิชาชีพ การวิเคราะห์บันทึกสะท้อนคิดพบ 4 ธีมหลัก เรียงตามลำดับความถี่จากมากไปน้อย ได้แก่ (1) การตระหนักรู้ตนเอง (ร้อยละ 24.36) ประกอบด้วยการรับรู้อารมณ์ตนเอง การยอมรับข้อจำกัด และการออกจากพื้นที่ปลอดภัย (2) การกำกับตนเอง (ร้อยละ 20.09) ประกอบด้วยการคิดก่อนตัดสินใจและการวางแผนจัดการปัญหา (3) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (ร้อยละ 17.52) ประกอบด้วยการรับฟังมุมมองที่แตกต่างและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และ (4) ความพร้อมก่อนออกสหกิจศึกษา (ร้อยละ 17.09) ประกอบด้วยความมั่นใจในการปรับตัวและการจัดการอารมณ์ในสถานการณ์จริง ผลการวิจัยสะท้อนว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงกระบวนการสำหรับการออกแบบกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนออกสหกิจศึกษาในระดับอุดมศึกษาไทยได้</p>
อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
ธงชัย พรหมจรรย์
ณัฐกรณ์ นาคนอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
11 1
193
204
-
การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการจ้างแรงงานสูงอายุของไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292884
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการจ้างแรงงานสูงอายุของไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากฎหมายที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการศึกษาเอกสาร โดยประยุกต์ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงเนื้อหาผ่านกรอบแนวคิดนิติศาสตร์เชิงกำกับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มประเทศกรณีศึกษามีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรองรับการจ้างแรงงานสูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม ทว่ามีความแตกต่างเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์มีกฎหมายเฉพาะที่มุ่งเน้นการจัดการระบบเกษียณและการจ้างงานต่อเนื่องโดยตรง ขณะที่เกาหลีใต้บูรณาการมาตรการไว้ในกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติด้านอายุ โดยทั้งสามประเทศมีการผสมผสานมาตรการบังคับ มาตรการจูงใจ และบทลงโทษที่แตกต่างกันตามบริบทของตนเอง เช่น ใช้บทลงโทษทางสังคม อาญา หรือทางแพ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะดังกล่าว โดยอาศัยเพียงกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั่วไปประกอบกับมาตรการจูงใจทางภาษีแบบสมัครใจ ซึ่งส่งผลให้แนวปฏิบัติขาดความชัดเจนและความมั่นคงในการจ้างงาน</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรเร่งถอดบทเรียนเพื่อออกแบบและตรากฎหมายการจ้างแรงงานสูงอายุเป็นการเฉพาะ โดยมีโครงสร้างที่ครอบคลุมการกำหนดอายุเกษียณขั้นต่ำ การเปิดโอกาสให้ทำสัญญาจ้างที่ยืดหยุ่น การออกแบบมาตรการสนับสนุนหรือช่วยเหลือนายจ้าง และการใช้บทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสูงอายุและการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ</p>
เดชา พนาวรกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
11 1
205
221
-
การประยุกต์ใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมเพื่อเสริมสร้างทักษะ Soft Skills สำหรับนักศึกษาครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/291840
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความรู้ความเข้าใจและสมรรถนะการใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมของนักศึกษา 2) ศึกษาการประยุกต์ใช้เครื่องมือดังกล่าวในการวางแผนและจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน และ 3) สังเคราะห์องค์ความรู้และถอดบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติงานจริง โดยดำเนินการวิจัยผ่านกระบวนการเรียนรู้ 3 ระยะ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การลงพื้นที่ปฏิบัติการจริง และการถอดบทเรียนและสะท้อนคิด กับกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมเพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนและสะท้อนคิด (After Action Review) ได้พบผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการตกผลึกองค์ความรู้ 3 แก่นหลัก ได้แก่ 1) การค้นพบตัวตนและเกิดแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งในการประกอบวิชาชีพครู 2) การสามารถแปรทักษะ (Soft Skills) ที่เป็นนามธรรมไปสู่การปฏิบัติจริง โดยนักศึกษาตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหาที่ตนเองได้ใช้ระหว่างลงพื้นที่ และ 3) การเกิดข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ในการต่อยอดและขยายผลการจัดกิจกรรมสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p> โดยสรุป กระบวนการเรียนรู้ 3 ระยะ (อบรม-ปฏิบัติ-สะท้อนคิด) ตามแนวคิดวิศวกรสังคม เป็นแนวทางหนึ่งที่มีศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งผลจากการศึกษากลุ่มเป้าหมายพบว่ามีแนวโน้มช่วยเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จำเป็น และมีส่วนสนับสนุนการบ่มเพาะอัตลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นครูให้แก่นักศึกษา</p>
อนรรฆ สมพงษ์
กิตติกร รักษาพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
11 1
222
235
-
การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293192
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง วัสดุและสสาร และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยโดยใช้แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 3 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการลงความเห็นข้อมูล และทักษะการจำแนกประเภท เรื่อง วัสดุและสสาร แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 18 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง วัสดุและสสาร ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์รายทักษะ เมื่อนักเรียนได้อยู่ในเกมการเอาชีวิตรอดบนเกาะร้างซึ่งต้องเลือกใช้วัตถุที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทำให้นักเรียนถูกกระตุ้นให้ต้องใช้ทักษะการสังเกตและทักษะการจำแนกประเภทในการแก้ปัญหาที่พบ 2) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง วัสดุและสสาร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดถึงระดับมากทั้ง 4 ด้าน (ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรม ด้านเนื้อหา ด้านประโยชน์ และด้านการนำไปใช้) ผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้สูงขึ้นและเป็นไปตามมาตรฐาน</p>
อนิสา เทศอาเส็น
วรางคณา ทองนพคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
236
246
-
การพัฒนาเอกลักษณ์ตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ จังหวัดสมุทรสาคร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/293037
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกลักษณ์ตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์สำหรับวิสาหกิจชุมชน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการ โดยศึกษา และดำเนินการร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ จังหวัดสมุทรสาคร การศึกษานี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยดำเนินกระบวนการตั้งแต่การ ร่วมค้นหาปัญหา การระดมสมอง และการร่วมตัดสินใจออกแบบสร้างสรรค์กับสมาชิก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาเอกลักษณ์ตราสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ "GP 102" พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ และฉลากสเปรย์กันยุงตะไคร้หอมให้ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์การใช้งาน และการออกแบบสื่อส่งเสริมการตลาด ณ จุดขาย ผลการทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบระยะเวลา 3 เดือนก่อนและหลังดำเนินโครงการ พบว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 1,500 บาท เป็น 5,000 บาทต่อเดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และดัชนีความสุขมวลรวมของชุมชน (GVH) เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.85 เป็น 4.38 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Co-creation) ควบคู่กับการใช้หลักการออกแบบเชิงกลยุทธ์ สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน</p>
อิศรา ยิ่งยวด
กรวุฒิ อาศนะ
เพียรพิลาส พิริยาโภคานนท์
ณัฐกานต์ แก้วขำ
จันทรัศมิ์ สิริวุฒินันท์
ดรุษ ประดิษฐ์ทรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
247
258
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของคนเจเนอเรชั่นซี (Generation Z) กรณีศึกษา: องค์การธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/291531
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของคนรุ่นเจเนอเรชั่นซี กรณีศึกษา: ธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ และ 2) ศึกษาปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของคนรุ่นเจเนอเรชั่นซี กรณีศึกษา: ธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารขนาดใหญ่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้จัดการฝึกหัดที่ผ่านการสรรหาและคัดเลือกขององค์การ จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสอบถาม สถิติใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ และการหาค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นต่อปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของคนรุ่นเจนเนอเรชั่นซี ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ อยู่ในระดับมากที่สุด = 4.66, S.D.= 0.540 ด้านความมั่นคงของงาน อยู่ในระดับมากที่สุด = 4.56, S.D.= 0.572 ด้านความเจริญก้าวหน้าในการทำงาน อยู่ในระดับมากที่สุด = 4.53, S.D.= 0.579 ปัจจัยด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ (Beta = 0.234) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าทำงานของตัวแปรตามสูงที่สุด รองลงมา ปัจจัยด้านลักษณะของงาน (Beta = 0.175) และอันดับสาม เป็นปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้าในการทำงาน (Beta = 0.174) ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
พัชทิชา กุลสุวรรณ์
สุริยา บุตรพันธ์
ปิยบุตร ปานภาษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
259
271
-
กระบวนการสร้างสรรค์นิยายภาพดิจิทัลเพื่อสะท้อนความซื่อสัตย์สุจริต ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292964
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์นิยายภาพดิจิทัลเพื่อสะท้อนความซื่อสัตย์สุจริตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และเพื่อศึกษาความซื่อสัตย์สุจริตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่สะท้อนผ่านนิยายภาพดิจิทัล โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทั้งนี้ผู้วิจัยจะดำเนินการศึกษาประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จากเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาใช้สำหรับกระบวนการสร้างสรรค์นิยายภาพดิจิทัล</p> <p>ผลวิจัยพบว่า กระบวนการสร้างสรรค์นิยายภาพดิจิทัลเพื่อสะท้อนความซื่อสัตย์สุจริตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สามารถกระบวนการได้ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นขั้นเตรียมการซึ่งประกอบไปด้วยการเตรียมเนื้อเรื่องและศึกษาแรงบันดาลใจเพื่อใช้ในการผลิตนิยายภาพ อีกส่วนคือขั้นผลิตนิยายภาพซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนการร่างภาพ ลงสี และใส่คำบรรยาย อีกทั้งการศึกษาความซื่อสัตย์สุจริตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่สะท้อนผ่านนิยายภาพดิจิทัลนั้น พบว่าความซื่อสัตย์มีหลายลักษณะได้แก่ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงอำนาจส่วนตน การเป็นผู้มีความจริงใจ รักชาติบ้านเมืองแม้ต้องถูกคำครหา การเป็นผู้มีสัจจะ และการเป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยเห็นแก่ชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตที่สะท้อนออกมาดังกล่าวนี้ล้วนแสดงออกผ่านการวีรกรรมในการแก้ไขวิกฤติการณ์ของบ้านเมืองทั้งสิ้น</p>
พิเชฐ วงษ์จ้อย
ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์ยะรา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
272
292
-
แนวโน้มการจัดเทศกาลดนตรีเพื่อความสำเร็จ: การวิจัยเชิงอนาคต
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/292133
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มการจัดเทศกาลดนตรีเพื่อความสำเร็จ และสังเคราะห์แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาเทศกาลดนตรีในบริบทของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 17 คน เก็บข้อมูล 3 รอบ วิเคราะห์ด้วยค่ามัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า แนวโน้มการจัดเทศกาลดนตรีเพื่อความสำเร็จประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการจัดการ (2) ด้านการตลาด (3) ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power และ (4) ด้านแนวคิดการดำเนินธุรกิจ โดยทุกด้านมีระดับค่ามัธยฐานอยู่ในระดับสูง (Md. มากกว่า 4.50) และมีพิสัยควอไทล์ต่ำ สะท้อนถึงความเห็นสอดคล้องกันของผู้เชี่ยวชาญในระดับสูง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการทั้ง 4 ด้านเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของเทศกาลดนตรี และสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์เพื่อพัฒนาเทศกาลดนตรีในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
ณัฏฐ์ เดชะปัญญา
ปาริชาติ ปรีชากร
คณกร สว่างเจริญ
สมบัติ ทีฆทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
293
308