วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru <p>วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวารสารทางวิชาการเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการ และบทความจากผลงานวิจัยในศาสตร์ทางด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities) ด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ และการบัญชี (Business, Management and Accounting) ด้านสังคมศาสตร์ (Social Sciences)</p> th-TH <p>บทความ&nbsp; ข้อความ&nbsp; ภาพประกอบ&nbsp; และตารางประกอบที่ลงพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์&nbsp; กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นตามเสมอไป&nbsp; และไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ&nbsp; ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์เพียงผู้เดียว</p> bhathravej@yahoo.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรเวช ฟุ้งเฟื่อง) rdibsrujo@bsru.ac.th (จิรภรณ์ คล้ายวิจิตร) Wed, 31 Dec 2025 00:58:07 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 หนี้ครัวเรือนและการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินในประเทศไทย: ช่องว่างทางกฎหมายและแนวทางพัฒนา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286065 <p>ปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยทวีความรุนแรงและอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 90.9 ในปี 2566 (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2566) ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนรุ่นใหม่ และครัวเรือนรายได้ต่ำที่มีระดับความรู้ทางการเงินต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมทางการเงินส่วนบุคคล (Lusardi &amp; Mitchell, 2014) ที่ชี้ว่าข้อจำกัดด้านความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การก่อหนี้ ขณะเดียวกัน แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แต่การบังคับใช้และขอบเขตการคุ้มครองยังไม่ครอบคลุมธุรกรรมทางการเงินดิจิทัล การวิเคราะห์เครดิตด้วยข้อมูลออนไลน์ และแพลตฟอร์มฟินเทค ซึ่งสะท้อนปัญหาตามแนวคิดช่องว่างทางกฎหมาย (Zander, 2010) ทฤษฎีการเข้าถึงความยุติธรรม (Cappelletti &amp; Garth, 1978) ว่ากฎหมายที่ไม่สอดรับกับบริบทใหม่ทำให้ประชาชนเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการเข้าถึงสิทธิ บทความนี้ประยุกต์ระเบียบวิธีการศึกษาเชิงเอกสารและการวิเคราะห์กฎหมายเชิงหลักวิชา พร้อมพิจารณากรอบมาตรฐานสากล เช่น OECD/INFE Framework (2022) EU Consumer Credit Directive (2021) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกฎหมายไทยและเสนอแนวทางพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน ผลการศึกษาชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องบูรณาการการยกระดับความรู้ทางการเงินควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและกลไกกำกับดูแล เช่น การออกกฎหมายรองรับสินเชื่อดิจิทัล การจัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยและคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินอิสระ (Digital Financial Ombudsman) ได้แก่ ระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ (Online ADR) และมาตรการกำกับเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการทางการเงินและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> สปัณย์ณา ธรรมศรีสันต์, พิบูลย์ วิฑูรย์ปัญญากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286065 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทวิเคราะเชิงภูมิศาสตร์: หนานหนิงนครแห่งการพัฒนาที่น่าจับตามอง https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286746 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงสาเหตุของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของนครหนานหนิง ประเทศจีน และปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการพัฒนาจนทำให้เป็นนครที่น่าจับตามองอย่างมากในปัจจุบัน บทความนี้ได้นำแนวคิดภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์การขนส่ง ทฤษฎีโลกาภิวัตน์ ทฤษฎีจุดศูนย์กลาง-แกน และเมืองหน้าด่านมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ต่อข้อคำถามดังกล่าว ผลการวิเคราะห์พบว่า นครหนานหนิงสามารถใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะเมืองชายแดนที่เชื่อมต่อกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพผ่านการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมขนส่งที่ครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ สามารถลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างเมืองให้สั้นลงด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ดีจึงสามารถสร้างการเข้าถึงได้อย่างสะดวก และยังช่วยหนุนเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มกำลัง นครหนานหนิงได้เปลี่ยนบทบาทจากเมืองชายแดนเชิงรับมาสู่เมืองหน้าด่านเชิงรุก สร้างโอกาสทางการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งนี้การพัฒนานครหนานหนิงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพ มีสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นมาเฉพาะด้านเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเมืองและประเทศ ผนวกกับได้มีนโยบายการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน อันก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างทวีคูณ หมายความว่านักศึกษาที่มาแลกเปลี่ยนจะได้เรียนรู้สังคม วัฒนธรรม การเมือง และเมื่อจบออกไปสามารถต่อยอดเชิงธุรกิจในอนาคตร่วมกันได้ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการพัฒนาของนครแห่งนี้</p> นราธร สายเส็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286746 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 โครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287210 <p>บทความวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนกับการทำงานบริการวิชาการตามโครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกการสนับสนุนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านวิชาการอย่างเป็นระบบสู่การขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดอาชีพ รายได้ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของครัวเรือนในชุมชน</p> <p>การหยุดหรือชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งภาคการผลิตและบริการที่ผ่านมา ได้ส่งผลต่อการเลิกจ้างและการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมากกลับสู่ภูมิลำเนา การสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการให้สถาบันการศึกษาได้มีบทบาทเสริมสร้างองค์ความรู้ พัฒนา และเพิ่มมูลค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ศักยภาพของพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาการผลิตสินค้าและบริการให้มีมาตรฐาน เกิดการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถให้ชุมชนหรือครัวเรือนสร้างรายได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน</p> ปิยรัตน์ วงศ์จุมมะลิ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287210 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรับผิดทางละเมิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในฐานะผู้เผยแพร่โดยปริยาย ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287212 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรับผิดทางละเมิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในฐานะผู้เผยแพร่โดยปริยาย ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้ระบบกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้หลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 432 ควบคู่กับการวิเคราะห์มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระบบกฎหมายไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายที่เชื่อมโยงความรับผิดของแพลตฟอร์มเข้ากับหลักความผิดจากการกระทำของตนเอง (fault-based liability) อย่างชัดเจน อีกทั้ง ไม่สามารถนำมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาใช้บังคับแก่กรณีหมิ่นประมาทได้ เนื่องจากมาตรา 14 วรรคแรกบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ไม่รวมการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” ดังนั้น การหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์จึงไม่อยู่ในขอบเขตการบังคับใช้ของมาตรา 15 ทำให้ผู้ให้บริการไม่สามารถถูกกำหนดความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้</p> <p>จากการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบพบว่า สหรัฐอเมริกายึดแนวทางภูมิคุ้มกันเบ็ดเสร็จ (Absolute Immunity) ภายใต้มาตรา 230 แห่งกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารที่เหมาะสม (Communications Decency Act) ซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันที่กว้างเกินสมควรจนลดทอนความรับผิดของแพลตฟอร์ม สหภาพยุโรปใช้แนวทางภูมิคุ้มกันแบบมีเงื่อนไข (Conditional Safe Harbour) ภายใต้คำสั่งว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Directive) และกฎหมายการให้บริการดิจิทัล (Digital Services Act (DSA)) โดยกำหนดกลไกแจ้งและลบข้อมูล (notice-and-takedown) เป็นเงื่อนไขในการยกเว้นความรับผิด ส่วนออสเตรเลียได้พัฒนาแนวคิดผู้เผยแพร่โดยปริยาย ผ่านคำพิพากษาศาลสูงสุดในคดี Fairfax –Media Publications v Voller (2021) และ Google LLC v Defteros (2022) ซึ่งวางหลักการจำแนกระหว่างพฤติกรรมเชิงรุกและเชิงรับของแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมทางละเมิด ในบริบทไทยแนวคิดผู้เผยแพร่โดยปริยายสามารถอธิบายได้ภายใต้กรอบของความผิดจากการกระทำของตนเองหรือการละเว้นที่ควรกระทำ โดยตีความว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซึ่งเปิดพื้นที่ให้เผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร อาจถือได้ว่ามีส่วนร่วมในผลแห่งการกระทำละเมิดในลักษณะเดียวกับผู้เผยแพร่โดยปริยาย</p> เสรีวัฒน์ ศรีโยหะ, ธีทัต ชวิศจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287212 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/285307 <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สภาพปัญหาและอุปสรรค และการพัฒนาประสิทธิภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ด้วยการวิจัยแบบผสานวิธี 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน หรือพี่เลี้ยงควบคุมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา จำนวน 58 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วยผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน หรือพี่เลี้ยงควบคุมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 5 คน และนักศึกษาเข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมประสิทธิภาพการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 5 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.51) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม ( =4.72) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านทักษะความสัมพันธ์และความรับผิดชอบ ( =4.64) ด้านทักษะทางปัญญา ( =4.43) ด้านความรู้ ( =4.41) และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี ( =4.36) ด้านปัญหาและอุปสรรค พบว่า ปัญหาด้านความรู้และทักษะระบบงานสารบรรณ งานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ทักษะการร่างหนังสือราชการ และทักษะการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Excel สำหรับจุดเด่นของนักศึกษา ได้แก่ มีความขยันตั้งใจเรียนรู้งานอย่างดี มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ เสียสละ เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมงาน ข้อควรปรับปรุง ได้แก่ ความรู้ด้านระบบสารบรรณ และระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ทักษะการร่างหนังสือราชการ ทักษะการใช้โปรแกรม Microsoft Excel การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การปรับตัวในสังคม การกล้าแสดงออก และภาวะผู้นำ ข้อเสนอแนะการพัฒนานักศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ จัดกิจกรรมหรือหลักสูตรการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ทั้งรูปแบบออนไซต์และสื่อออนไลน์ MOOC เพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ </p> อารี ผสานสินธุวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/285307 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมการทดสอบปรับเหมาะแบบพหุมิติด้วยคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์ สำหรับประเมินภาวะหมดไฟในการทำงานของครู https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286730 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการทดสอบปรับเหมาะแบบพหุมิติด้วยคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์ สำหรับประเมินภาวะหมดไฟในการทำงานของครู ด้วยการประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติ คลังข้อคำถามพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของมาร์ชแลช และแจคสัน โดยมีพฤติกรรมที่แสดงออก 3 ด้าน ดังนี้ 1) ความอ่อนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) 2) การสูญเสียความสัมพันธ์ส่วนบุคคล (Depersonalization) และ 3) ความไม่สมหวังในผลสำเร็จของตน (Reduced Personal Accomplishment) โดยมีขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนี้ 1) กำหนดจุดเริ่มต้นการทดสอบโดยกำหนดค่าคุณลักษณะแฝงให้อยู่ระหว่าง -0.5 ถึง +0.5 แล้วใช้กระบวนการสุ่มเลือกข้อคำถามที่มีค่าพารามิเตอร์ตำแหน่งอยู่ในช่วงดังกล่าวมาเป็นข้อคำถามข้อแรก 2) คัดเลือกข้อคำถามข้อถัดไป โดยคัดเลือกข้อคำถามที่ให้ข้อมูลสารสนเทศของผู้ทดสอบสูงที่สุด ณ ตำแหน่งคุณลักษณะแฝงที่ประมาณค่าได้ภายหลังการตอบข้อคำถามแต่ละครั้ง 3) ประมาณค่าภาวะหมดไฟในการทำงานของครู ใช้วิธีการประมาณค่าแบบ Expected a Posterior (EAP) และ 4) ยุติการทดสอบ (Termination Criterion) โดยใช้ 2 เกณฑ์ร่วมกัน คือยุติเมื่อค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการประมาณค่าคุณลักษณะแฝงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.3 หรือยุติเมื่อข้อคำถามหมดคลัง</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏว่า โปรแกรมการทดสอบปรับเหมาะแบบพหุมิติด้วยคอมพิวเตอร์แบบออนไลน์ สำหรับประเมินภาวะหมดไฟในการทำงานของครู สามารถเข้าใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ www.atb-mcat.com โปรแกรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด เป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญ และมีความคิดเห็นจากครูผู้ใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุมนา อภิวัฒน์นวพล, พีร วงศ์อุปราช, ปิยะทิพย์ ประดุจพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286730 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ภาษาในโฆษณาภาษาจีนของผลิตภัณฑ์กันแดดมิสทีน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286742 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โฆษณาภาษาจีนของผลิตภัณฑ์กันแดดมิสทีนในตลาดจีน โดยมุ่งศึกษาการเลือกใช้คำศัพท์ การใช้ภาษา และรูปแบบการสื่อสาร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียเวยป๋อระหว่างปี พ.ศ. 2566 – 2567 รวมทั้งสิ้นจำนวน 32 ชิ้น ดำเนินการวิเคราะห์การใช้ภาษาในโฆษณาภาษาจีนจากกลวิธีทางภาษา ใช้การเทียบคู่ต้นฉบับภาษาจีนของคำโฆษณากับคำแปลภาษาไทยของผู้วิจัย เพื่อวิเคราะห์และจัดประเภทกลวิธีทางภาษาที่ใช้เพื่อแสดงค่านิยมเกี่ยวกับความงามในโฆษณาผลิตภัณฑ์กันแดดมิสทีน ผลการวิจัยพบการใช้กลวิธีทางภาษา 5 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำ การกล่าวอ้าง การถาม-ตอบ การใช้ภาพพจน์ และการใช้คำถามวาทศิลป์ จากการวิเคราะห์ยังพบว่ากลวิธีทางภาษาที่ใช้มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมจีนและค่านิยมความงาม การใช้คำศัพท์และภาษา เป็นไปเพื่อเป้าหมายในสร้างมาตรฐานความงาม การผลิตซ้ำวาทกรรมความงามในโฆษณาสะท้อนภาพกระบวนสร้างค่านิยมความงามในสังคมจีน</p> พนิดา อยู่บำรุง, ปานชีวา บุตราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286742 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองด้วยบิ๊กดาต้า: กรณีศึกษาบริบทสังคมไทยยุคดิจิทัล https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286781 <p>ประเทศไทยเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้จึงมุ่งแสวงหาแนวทางจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านบิ๊กดาต้ามาใช้ประโยชน์ วัตถุประสงค์ทางการศึกษาประกอบด้วย 1) เพื่อศึกษาลักษณะสำคัญของบิ๊กดาต้าที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2566 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะข้อมูลจากบิ๊กดาต้ากับเหตุการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่ภาวะวิกฤตออนไลน์ในบริบทของสังคมไทย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์บิ๊กดาต้าในการเฝ้าระวังและจัดการกับภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองในอนาคต วิธีการวิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ใช้การวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบบิ๊กดาต้าจำนวน 132,660 ข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤตออนไลน์ปริมาณของข้อมูลในภาพรวมและข้อมูลเชิงลบจะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ระดับรุนแรงของความรู้สึกเชิงลบจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน การตรวจสอบภาวะวิกฤตออนไลน์สามารถใช้เมฆคำ (Word Cloud) เพื่อระบุประเด็นสำคัญได้ ในบรรดาแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า<br />ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือเอกซ์ (X) เป็นแพลตฟอร์มที่นำไปสู่ภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองมากที่สุด ในขณะที่เฟซบุ๊ก (Facebook) และเว็บไซต์ (Website) เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการสื่อสารวิกฤตอย่างเป็นทางการ</p> จุติพร ปริญโญกุล, ธาตรี ใต้ฟ้าพูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286781 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แบบจำลองสมการโครงสร้างผลของมาสคอตน้องหมีเนยแบรนด์ Butterbear ต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286806 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบจำลองสมการโครงสร้างผลของมาสคอตน้องหมีเนยแบรนด์ Butterbear ต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชัน Y ขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 316 คน สถิติที่ใช้ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบ และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มาสคอตด้านความคุ้นเคยมีอิทธิพลต่อความดึงดูดใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .96, p &lt; .001) โดยสามารถอธิบายความดึงดูดใจได้ร้อยละ 91.9 (R² = .919) นอกจากนี้มาสคอตด้านความดึงดูดใจ (β = .43, p &lt; .05) และมาสคอตด้านความคุ้นเคย (β = .42, p &lt; .05) มีอิทธิพลต่อทัศนคติ โดยร่วมกันสามารถอธิบายทัศนคติได้ร้อยละ 70.5 (R² = .705) ในขณะเดียวกันทัศนคติซึ่งเป็นตัวแปรส่งผ่านมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ (β = .95, p &lt; .001) และสามารถอธิบายความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 90.5 (R² = .905) แบบจำลองสมการโครงสร้างผลของมาสคอตน้องหมีเนยแบรนด์ Butterbear ต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อโดยรวมมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (χ² = 34.048, df = 29, relative χ² = 1.174, p = .238, RMSEA = .024, RMR = .019, GFI = .983, TLI = .997) ซึ่งยืนยันได้ว่าแบบจำลองสมการโครงสร้างนี้มีความสอดคล้องกับสมมติฐานที่กำหนดไว้</p> วันทนีย์ เจียรสุนันท์, ธาตรี ใต้ฟ้าพูล, นภวรรณ ตันติเวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286806 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286890 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และสร้างสมการถดถอยพหุคูณทำนายการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน จำนวนทั้งสิ้น 24,671 คน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*Power คำนวณได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 119 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามออนไลน์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะซึมเศร้า (X<sub>1</sub>) ความว้าเหว่ (X<sub>2</sub>) และภาวะการกลัวการตกกระแส (X<sub>3</sub>) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการใช้โซเชียมีเดียที่เป็นปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรที่สามารถทำนายการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า ความว้าเหว่ และภาวะการกลัวการตกกระแส โดยสามารถร่วมกันทำนายการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ได้ร้อยละ 35.7 ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p>Y’ = 1.301 + .190(X<sub>1</sub>) + .221(X<sub>2</sub>) + .311(X<sub>3</sub>)</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p>Z’<sub>y</sub> = .183(Z<sub>X1</sub>) + .263(Z<sub>X2</sub>) + .376(Z<sub>X3</sub>)</p> พงศ์พิจักษณ์ หิญชีระนันทน์, กนก พานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286890 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์และการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของทรงซ้อบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286918 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตลักษณ์และการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มทรงซ้อ<br />บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการอ่านโดยละเอียด จากบัญชีติ๊กต็อก 10 บัญชีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 คนขึ้นไป การศึกษาในครั้งนี้ใช้มุมมองวาทศาสตร์ดิจิทัลร่วมกับมุมมองสตรีนิยมในการทำความเข้าใจถึงวิธีการสร้างและการนำเสนออัตลักษณ์ของกลุ่มทรงซ้อ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทรงซ้อส่วนใหญ่มีอายุ 20 ปี และเป็นเจ้าของธุรกิจ ใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่น อัตลักษณ์ที่ปรากฎสะท้อนผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ รูปลักษณ์ภายนอก การแต่งกาย การประกอบอาชีพ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้านการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของทรงซ้อเป็นการใช้สัญลักษณ์วัตถุเพื่อแสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความสำเร็จ การปรับเปลี่ยนตัวตนอย่างต่อเนื่องบนสื่อออนไลน์ด้วยการตอบสนองต่อผู้ติดตามในลักษณะที่ประชดประชันหรือสร้างความขบขัน การสร้างตัวตนผ่านพฤติกรรมที่ท้าทายบรรทัดฐานเดิม เช่น การใส่ชุดนอนในที่สาธารณะ หรือการแสดงออกที่เกินจริง เพื่อสะท้อนความเป็นอิสระและการไม่ยึดติดกับกรอบสังคม ปรากฏการณ์ทรงซ้อสะท้อนถึงบทบาทใหม่ของผู้หญิงในยุคดิจิทัล ซึ่งท้าทายค่านิยมชายเป็นใหญ่ และเป็นการสร้างพื้นที่แสดงออกสำหรับผู้หญิงตามแนวคิดสตรีนิยมยุคดิจิทัล กลุ่มทรงซ้อกลายเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและอิสระของผู้หญิงในสังคมร่วมสมัย อีกทั้งยังชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของสื่อออนไลน์ในการประกอบสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาททางเพศในสังคมไทยยุคดิจิทัล</p> ขวัญสุธา โสฬส, วราภรณ์ ฉัตราติชาต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/286918 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความแพร่หลายของเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่อร่วมสมัย https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287124 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแพร่หลายของเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่อร่วมสมัย โดยเก็บข้อมูลเรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูจากอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บทความจำนวน 25 บทความ และคลิปจำนวน 25 คลิป ระหว่าง พ.ศ. 2567-2568 โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องเล่า และวัฒนธรรมประชานิยม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่ออินเทอร์เน็ตมีความแพร่หลายอย่างมาก โดยจำแนกได้ 5 รูปแบบ คือ 1) เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาและรูปลักษณ์เทพเจ้ากวนอู 2) เรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อเทพเจ้ากวนอู 3) เรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีกรรมบูชาเทพเจ้ากวนอู 4) เรื่องเล่าเกี่ยวกับศาลเจ้ากวนอู และ 5) เรื่องเล่าเกี่ยวกับวัตถุมงคลเทพเจ้ากวนอู นอกจากเรื่องเล่าเหล่านี้จะทำหน้าที่เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้ากวนอูไปสู่สาธารณชนแล้ว เรื่องเล่ายังทำหน้าที่สร้างและยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้ากวนอู ผ่านประสบการณ์ของผู้ศรัทธาที่ได้ขอพรบนบาน ประกอบพิธีกรรม และการเช่าบูชาวัตถุมงคล ปัจจุบันเทพเจ้ากวนอูได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในวัฒนธรรมไทย เทพเจ้ากวนอูเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่เชื่อมต่อและแสดงถึงรากเหง้าของคนไทยเชื้อสายจีน เห็นได้จากศาลเจ้ากวนอูส่วนใหญ่ตั้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวจีน ม้าขี่หรือร่างทรงและผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน พิธีกรรมต่าง ๆ ยึดอยู่กับรากวัฒนธรรมจีน ด้วยเรื่องเล่าเหล่านี้ได้รับการสร้างสรรค์ ต่อเติมและวิวัฒน์อยู่ในอินเทอร์เน็ต เรื่องเล่าเทพเจ้ากวนอูในสื่อร่วมสมัยจึงดำรงอยู่อย่างมีพลวัต</p> Xu JingYi, อภิวัฒน์ สุธรรมดี, สมบัติ สมศรีพลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287124 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถทางภูมิศาสตร์ โดยใช้ปรากฎการณ์เป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287145 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถทางภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรูปแบบปกติ และ 2) เปรียบเทียบความสามารถทางภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี จำนวน 2 ห้องเรียนรวมทั้งหมด 70 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่มกำหนดให้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มตัวอย่าง ผลจากการสุ่มได้ห้องเรียนที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 35 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และห้องเรียนที่ 2 เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 35 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบปกติ และแบบวัดความสามารถทางภูมิศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้การทดสอบค่าที</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนความสามารถทางภูมิศาสตร์หลังเรียนของกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานกับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลในระดับใหญ่มาก (Cohen's <em><strong><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;d" alt="equation" /></strong></em> = 6.49) และ 2) คะแนนความสามารถทางภูมิศาสตร์หลังเรียนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลในระดับใหญ่มาก (Cohen's <strong><em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;d" alt="equation" /></em></strong> = 12.34) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เป็นแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพสูงในการส่งเสริมความสามารถทางภูมิศาสตร์และมีข้อได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญเหนือกว่าการจัดการเรียนรู้รูปแบบปกติ</p> สุทธิภัทร์ พลภักดี, พรภิรมย์ หลงทรัพย์ , รสริน เจิมไธสง, มนต์ชัย พงศกรนฤวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287145 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสร้างข้อสอบคู่ขนานอัตนัยอัตโนมัติสำหรับวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287245 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างโมเดลข้อสอบอัตนัยวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2) พัฒนาระบบสร้างข้อสอบคู่ขนานอัตนัยอัตโนมัติวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และ 3) ตรวจสอบความเป็นคู่ขนานระหว่างแบบทดสอบต้นแบบกับแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งวิธีดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างและประเมินคุณภาพโมเดลข้อสอบ จำนวนทั้งสิ้น 40 โมเดล ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันให้สามารถสร้างข้อสอบคู่ขนานแบบอัตนัยอัตโนมัติได้ พร้อมทั้งประเมินคุณภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเป็นคู่ขนานของแบบทดสอบ โดยนำแบบทดสอบต้นแบบและแบบทดสอบที่สร้างจากระบบคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเป็นคู่ขนานของข้อสอบรายข้อ และนำไปทดลองสอบกับนักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ลงทะเบียนวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำนวน 30 คน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลข้อสอบวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สร้างขึ้นมีคุณภาพผ่านเกณฑ์คุณภาพที่กำหนดทุกโมเดล 2) ระบบสร้างข้อสอบคู่ขนานอัตนัยอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้น สามารถสร้างข้อสอบคู่ขนานอัตโนมัติ ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบ โดยมีคุณภาพของระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการตรวจสอบความเป็นคู่ขนานของข้อสอบรายข้อโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าข้อสอบทุกข้อของแบบทดสอบทั้ง 2 ฉบับ สอดคล้องกับเกณฑ์ความเป็นคู่ขนานที่กำหนด และผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองสอบพบว่า แบบทดสอบต้นแบบมีค่าความยากเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 0.49 ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 0.33 ค่าความแปรปรวนทั้งฉบับเท่ากับ 0.23 ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบเท่ากับ 286.30 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์ มีค่าความยากเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 0.47 ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 0.43 ค่าความแปรปรวนทั้งฉบับเท่ากับ 0.24 ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบเท่ากับ 283.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 เมื่อทำการทดสอบความแตกต่างของมูลดังกล่าวของแบบทดสอบทั้ง 2 ฉบับ ปรากฏว่าไม่แตกต่างกัน จากผลการตรวจสอบความเป็นคู่ขนานโดยผู้เชี่ยวชาญและผลจากการทดลองสอบจึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบต้นแบบและแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์มีความเป็นคู่ขนานกัน</p> รัชกฤช ธนพัฒนดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287245 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจโดยการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287279 <p>อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แต่ยังประสบปัญหาการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เต็มศักยภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม ความต้องการ และข้อจำกัดเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี รวมถึงการพัฒนาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการประยุกต์ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา</p> <p>การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ด้านนิติศาสตร์และการบริหารธุรกิจ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม 100 ราย การสัมภาษณ์เชิงลึก 30 ราย ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการ รวมถึงการศึกษาเอกสารและกฎหมายเปรียบเทียบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้ประกอบการมีความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในระดับจำกัด โดยเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เป็นที่รู้จักมากที่สุด ขณะที่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีความรู้จักน้อยที่สุด มีช่องว่างระหว่างการตระหนักรู้และการปฏิบัติจริง โดยร้อยละ 35 ของผู้ประกอบการไม่เคยดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา อุปสรรคหลัก ได้แก่ ขาดความรู้ความเข้าใจ ปัญหาด้านต้นทุนในการจดทะเบียน และขั้นตอนยุ่งยาก การใช้ประโยชน์ยังคงอยู่ในระดับพื้นฐานเพื่อการตลาดมากกว่าเชิงกลยุทธ์ การศึกษากรณีศึกษาระดับสากลแสดงให้เห็นแนวทางการบริหารจัดการสิทธิ 6 รูปแบบ ได้แก่ การขยายแบรนด์ การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบมีเงื่อนไข การอนุญาตแบบไม่เสียค่าตอบแทน การสร้างมาตรฐานและระบบรับรอง การสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ</p> <p>การวิจัยสรุปว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต้องอาศัยการดำเนินการแบบบูรณาการที่ผสานการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การพัฒนาความสามารถเชิงปฏิบัติการ และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ข้อเสนอแนะรวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะด้าน การปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ และการสร้างกลไกสนับสนุนที่ครอบคลุมเพื่อแปลงศักยภาพของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> ธีทัต ชวิศจินดา, เสสินา นิ่มสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287279 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของชุดการสอน เรื่องนาฏยศัพท์ ตามแนวคิด STEAM Education ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กรณีศึกษา โรงเรียนวัดประดิษฐาราม เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287834 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนด้วย ชุดการสอนเรื่องนาฏยศัพท์ตามแนวคิด STEAM Education กับก่อนเรียน กรณีศึกษา โรงเรียนวัดประดิษฐาราม เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดประดิษฐาราม เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องนาฏยศัพท์ตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test (Dependent Sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนเรื่องนาฏยศัพท์ตามแนวคิด STEAM Education ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อีกทั้งการบูรณาการแนวคิด STEAM Education ช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนนาฏศิลป์มากขึ้น มีความสนุกในการเรียนรู้ มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กาญจนาพร นนทรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287834 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรวมกันของคำนามที่บกพร่องและคำชี้ในภาษาเกาหลี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287217 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของคำนามที่บกพร่อง รูปแบบการรวมกันของคำนามที่บกพร่องกับคำชี้ในภาษาเกาหลี และหน้าที่ของกลุ่มคำนามที่บกพร่องกับคำชี้ในประโยคภาษาเกาหลี โดยรวบรวมคำนามที่มีข้อจำกัดด้านการเติมคำชี้จากพจนานุกรมภาษาเกาหลีมาตรฐานจำนวน 228 คำ จำแนกเป็นคำนามทั่วไปจำนวน 222 คำ และคำนามไม่อิสระจำนวน 6 คำ ส่วนตัวอย่างประโยคภาษาเกาหลีรวบรวมจากพจนานุกรมภาษาเกาหลีและคลังข้อมูลของศูนย์วิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ทางดิจิทัลของมหาวิทยาลัยโครยอ จากผลการวิจัยพบว่า 1) คำนามที่บกพร่องปรากฏ 3 ลักษณะ ได้แก่ คำเกาหลีแท้ คำยืมจากภาษาจีน และคำลูกผสม คำนามที่บกพร่องส่วนใหญ่เป็นคำที่ยืมจากภาษาจีนและส่วนหนึ่งเป็นสุภาษิตสี่พยางค์ ส่วนคำเกาหลีแท้ส่วนใหญ่เป็นคำประสม 2) รูปแบบการรวมกันของคำชี้ในภาษาเกาหลีกับคำนามที่บกพร่องมีจำนวน 13 รูปแบบ สามารถเรียงตามลำดับการปรากฏของคำชี้จากมากไปน้อยได้ดังนี้ คำชี้ “에, 로, 의, 에도, 이나, 이다, 은, 가, 를, 로부터, 에는, 도, 만큼” และ 3) คำชี้ในภาษาเกาหลีจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำชี้บอกหน้าที่ และคำชี้ช่วย สำหรับคำชี้บอกหน้าที่มีจำนวน 8 คำ สามารถจำแนกหน้าที่ทางไวยากรณ์ตามการปรากฏร่วมกับคำนามที่บกพร่องได้ดังนี้ คำชี้บอกหน้าที่ “에, 로, 로부터, 에는” ทำให้คำนามที่บกพร่องทำหน้าที่เป็นวลีวิเศษณ์ในประโยค คำชี้ “의” ทำหน้าที่ขยายคำนาม คำชี้ “가” ทำหน้าที่ประธาน คำชี้ “를” ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยค และคำชี้ “이다” ทำหน้าที่เป็นภาคแสดงในประโยค ทั้งนี้ เมื่อ “이다” รวมกับวิภัตติปัจจัย “-면” เป็นคำว่า “이면” ทำให้คำนามที่บกพร่องทำหน้าที่เป็นวลีวิเศษณ์ในประโยค ส่วนคำชี้ช่วยมีจำนวน 5 คำ ได้แก่ “은, 도, 만큼, 나, 에도” คำชี้ช่วยดังกล่าวเมื่อรวมกับคำนามที่บกพร่องแล้วทำหน้าที่เน้นหรือเสริมความหมายในประโยคให้ชัดเจนมากขึ้น</p> อรษา สิทธิโชติอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287217 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์การทับศัพท์ภาษาเกาหลี: กรณีศึกษาชื่อสถานที่ท่องเที่ยว https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287266 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทับศัพท์ภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทย จากคลังข้อมูลคำทับศัพท์ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่รวบรวมจากหนังสือนำเที่ยวจำนวน 6 เล่ม จำแนกข้อมูลตามช่วงเวลาก่อนและหลังการประกาศใช้หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาเกาหลี พ.ศ. 2555 ของราชบัณฑิตยสถาน คำทับศัพท์ที่เก็บรวบรวมได้มีทั้งสิ้น 664 คำ ผลการศึกษาพบว่า คำทับศัพท์ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งในช่วงเวลาก่อนและหลังการประกาศใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือความไม่สอดคล้องของการทับศัพท์จากภาษาเกาหลีผ่านอักษรโรมัน ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานจริง ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของการทับศัพท์ภาษาเกาหลีในหลายประเด็น ได้แก่ การแปลส่วนคำที่บอกประเภทของชื่อเฉพาะ การจำแนกความสั้น – ยาวของเสียง การจำแนกเสียงย่อยของหน่วยเสียงเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเสียง และการทับศัพท์ในประเด็นอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาเกาหลีในอนาคต</p> ธเนศ สายจิตบริสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287266 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสื่อสารค่านิยมทางสังคมในโฆษณาของสาธารณรัฐเกาหลี กรณีศึกษา: โฆษณาเพื่อบริการสาธารณะขององค์กร KOBACO ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287269 <p>วิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาค่านิยมที่ปรากฏในโฆษณาเพื่อบริการสาธารณะของสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อทำความเข้าใจมูลเหตุแห่งการสื่อสารค่านิยมนั้น ๆ โดยมุ่งวิเคราะห์หาค่านิยมทางสังคมที่ปรากฏในโฆษณาเพื่อบริการสาธารณะประเภทสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุจำนวน 105 ชิ้นที่ออกอากาศระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 ภายใต้กำกับของ Korea Broadcast Advertising Corporation (KOBACO) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โฆษณาเพื่อบริการสาธารณะของสาธารณรัฐเกาหลีที่ออกอากาศระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 สะท้อนค่านิยมหลักจำนวน 14 ค่านิยม เรียงตามจำนวนมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ 1) ค่านิยมเรื่องการเอื้ออาทร 2) ค่านิยมเรื่องการเคารพสิทธิ 3) ค่านิยมเรื่องการระวังภัย 4) ค่านิยมเรื่องการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 5) ค่านิยมเรื่องการเคารพความหลากหลาย 6) ค่านิยมเรื่องการเคารพความเท่าเทียม 7) ค่านิยมเรื่องการรักสิ่งแวดล้อม 8) ค่านิยมเรื่องการต่อต้านการใช้ความรุนแรงและการบูลลี่ 9) ค่านิยมเรื่องการลดความรีบเร่ง 10) ค่านิยมเรื่องการเคารพในระบอบประชาธิปไตย 11) ค่านิยมเรื่องการใฝ่รู้ 12) ค่านิยมเรื่องการรักชาติ 13) ค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ 14) ค่านิยมในความเป็นท้องถิ่นนิยม แบ่งเป็นค่านิยมที่ให้ยึดถือปฏิบัติจำนวน 12 ค่านิยม และค่านิยมที่ไม่ให้ยึดถือปฏิบัติจำนวน 2 ค่านิยม โดยค่านิยมที่ถูกสื่อสารผ่านโฆษณาเพื่อบริการสาธารณะเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ความวิตกกังวล และความคาดหวังซึ่งสาธารณรัฐเกาหลีกำลังเผชิญและมีความพยายามที่จะหาหนทางรับมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การปรับสมดุลในบทบาททางเพศ 2) การลดช่องว่างระหว่างวัยและเชื้อชาติ และ 3) การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงทางดิจิทัล</p> <p>การศึกษาในครั้งนี้นอกจากจะสะท้อนบริบทของสังคมเกาหลีในปัจจุบันแล้ว ยังช่วยให้สามารถทำความเข้าใจแนวทางในการใช้โฆษณาเพื่อบริการสาธารณะในการขับเคลื่อนค่านิยมทางสังคมในบริบทของสาธารณรัฐเกาหลีได้อีกด้วย</p> ชุติมา อารียะธนวัลย์, ปวินท์ มินทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287269 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 หมู : ความหมายเชิงวัฒนธรรมในเรื่องเล่าและตำนานเกาหลี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287397 <p>หมูในเรื่องเล่าและตำนานเกาหลีมีความหมายในเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างวิถีคิดในโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกในมิติเหนือธรรมชาติ จากตำนานและเรื่องเล่าเกาหลี หมูถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีญาณวิเศษ สามารถชี้นำทำเลที่ตั้งอันเป็นมงคลสำหรับการตั้งถิ่นฐานหรือการก่อสร้างเมืองหลวง อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า นอกจากนี้ หมูยังมีสัญชาตญาณรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและทำหน้าที่เป็นเทพเจ้าแห่งผืนดิน ซึ่งเป็นผู้มอบความอุดมสมบูรณ์และคุ้มครองพืชผลทางการเกษตร ในอีกมิติหนึ่ง หมูถูกยกให้เป็น “แม่สื่อ” ที่ช่วยให้เกิดการมีบุตรและการสร้างต้นตระกูล โดยเฉพาะในตำนานการประสูติของกษัตริย์หรือการก่อตั้งตระกูลใหญ่ อีกทั้งหมูยังถูกมองว่าเป็นผู้พิทักษ์ ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ สัญลักษณ์ของหมูจึงเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความปลอดภัย นอกจากนี้ หมูยังมีบทบาทในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำวิญญาณและเป็นสัญลักษณ์ของอาหารในโลกหลังความตาย อีกทั้งยังถูกใช้เป็นเครื่องรางและสื่อบำบัดโรคในความเชื่อพื้นบ้าน และหมูถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่รู้คุณและตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ กล่าวได้ว่า หมูในตำนานและเรื่องเล่าเกาหลีจึงเป็นสัตว์มงคลที่มีบทบาทหลากหลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชาวเกาหลีที่มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างลึกซึ้งและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน</p> ปริศวร์ ยิ้นเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rdibsru/article/view/287397 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700