วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj
<p>วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ (ThaiJo2 ISSN : 2985-2854 (Print) ISSN : 2985-2870 (Online)) รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยตีพิมพ์ 1 ฉบับต่อปี มกราคม – ธันวาคม</p>Royal Thai Naval Academyen-USวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ 2985-2854<p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และ ศึกษาศาสตร์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของโรงเรียนนายเรือ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากโรงเรียนนายเรือก่อนเท่านั้น</p>การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการห่วงโซ่คุณค่า การสนับสนุนภาครัฐ และผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs ในเขตพื้นที่การค้าชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/282599
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการห่วงโซ่คุณค่า การสนับสนุนภาครัฐ และผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการห่วงโซ่คุณค่า การสนับสนุนภาครัฐ และผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ในเขตพื้นที่การค้าชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 307 ราย โดยการสุ่มแบบแบ่งพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คือ จังหวัดอุบลราชธานี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน คือ จังหวัดมุกดาหาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูงมาก (a= 0.939) สถิติที่ใช้คือ สถิติเชิงบรรยายและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ในภาพรวม ผู้ประกอบการมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการห่วงโซ่คุณค่าและผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs อยู่ในระดับมาก ขณะที่การสนับสนุนภาครัฐอยู่ในระดับน้อย 2) ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการห่วงโซ่คุณค่ากับผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs อยู่ในระดับสูงมากทางบวก 3) การสนับสนุนภาครัฐมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs อยู่ในระดับปานกลางทางบวก 4) การจัดการห่วงโซ่คุณค่ามีความสัมพันธ์กับการสนับสนุนภาครัฐอยู่ในระดับปานกลางทางบวก เมื่อพิจารณาด้านย่อย พบว่า การจัดการห่วงโซ่คุณค่ามีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การบริหารทรัพยากรบุคคลกับด้านการเรียนรู้และการเติบโต การตลาดและการขายกับด้านการเรียนรู้และการเติบโต และการตลาดและการขายกับด้านลูกค้า ตามลำดับ ข้อค้นพบที่ได้ ธุรกิจ SMEs ควรจัดการห่วงโซ่คุณค่าโดยเฉพาะด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยควรคัดเลือก พัฒนาและฝึกอบรมพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจเรียนรู้และการเติบโตสูงที่สุด และควรจัดการห่วงโซ่คุณค่าด้านการตลาดและการขาย โดยธุรกิจ SMEs ควรมีกลยุทธ์ทางการตลาด ส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลการดำเนินงานของธุรกิจ ส่วนภาครัฐควรให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ</p>พีชญาดา พื้นผาเคียงขวัญ อักษรวงศ์พิมลสินี อุดมพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-181216990การพัฒนาสำนึกสากลด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/284288
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อสำนึกสากลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน ขั้นตอนที่ 1.1 การศึกษาความหมายและลักษณะสำนึกสากล โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 1.2 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาสำนึกสากลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และขั้นตอนที่ 2 การศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อสำนึกสากลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง หน่วยการจัดการเรียนรู้ แบบวัดสำนึกสากล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (One Way Repeated Measurement ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อสำนึกสากลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีรายละเอียด ดังนี้ </span>1.1 สำนึกสากล หมายถึง การที่บุคคลรู้คิดเหตุผลโดยสามารถกำกับการกระทำของตนเองว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมโลกด้วยความรับผิดชอบต่อผลการกระทำในฐานะสมาชิกคนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืน ซึ่งมีลักษณะสำนึกสากล จำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม 2) ด้านใส่ใจต่อประเด็นโลก และ 3) ด้านพึ่งพากันในฐานะพลเมืองโลก 1.2 การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาสำนึกสากลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 5 ขั้น ดังนี้ 1) การสังเกตและเลือกปรากฏการณ์ 2) การตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหา 3) การสำรวจเพื่อหาคำตอบ 4) การตรวจสอบความเข้าใจ และ 5) การสะท้อนคิดและจัดระบบคุณค่า 2. ประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการสำนึกสากลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>ณัฐศักดิ์ โลมาศเกศินี ครุณาสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-1812191104การพัฒนาการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาด้วยกระบวนการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับเจเนอเรทีฟเอไอเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/284290
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับเจเนอเรทีฟเอไอเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยการเลือกตัวอย่างแบบการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ หน่วยการเรียนรู้ แบบวัดความฉลาดรู้สารสนเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียร์สัน สถิติทดสอบ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับเจเนอเรทีฟเอไอเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมี 6 ขั้นตอนดังนี้ (1) ขั้นเผชิญสถานการณ์ผสานเจนเอไอ (2) ขั้นระดมความคิดเห็นต่อประเด็นสงสัย (3) ขั้นวางแผนแสวงหาความรู้คู่เจนเอไอ (4) ขั้นแสวงหาความรู้ (5) ขั้นอภิปรายขยายผล และ(6) ขั้นกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการสืบสอบหาคำตอบต่อไป 2) ประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบสอบและแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับเจเนอเรทีฟเอไอเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ พบว่า ความฉลาดรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีพัฒนาการเพิ่มสูงขึ้นทุกครั้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>วงศกร รอดประยูรเกศินี ครุณาสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-18121105118การประเมินผลการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยใช้รูปแบบ CIPP Model
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/276787
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยใช้รูปแบบ CIPP Model และเสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยกำหนดประชากรและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย นักเรียนของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแม่เงิน จำนวน 44 คน และสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 25 คน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลแม่เงิน จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ด้านบริบท พบว่า กิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงอายุสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า เจ้าหน้าที่/ วิทยากร/ ครูจิตอาสา มีความรู้ความสามารถในหลักสูตรหรือกิจกรรมในระดับมาก และการได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพออยู่ในระดับปานกลาง ด้านกระบวนการ พบว่า หลักสูตรการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ กำหนดระยะเวลาเหมาะสมและการขอรับงบประมาณสนับสนุนได้รับจากหลายหน่วยงานอยู่ในระดับน้อย ด้านผลผลิต พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุทำให้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าของตนเอง มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้สูงอายุ แต่กิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุยังไม่สามารถช่วยลดรายจ่ายหรือสร้างรายได้</p>ภัทรฤทัย ลางเมืองนวลนภา จุลสุทธิประยูร อิมิวัตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-18121119134การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/276878
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี จำแนกตามระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนเข้าใหม่ของโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย <em>(</em><em>M)</em> ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน <em>(</em><em>SD)</em> และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านครูผู้สอนและด้านการจัดการศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษา ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม และด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลมารีนิรมล จังหวัดจันทบุรี ในภาพรวม และรายด้าน (การจัดการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการศึกษา อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน) เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>ณัฏฐ์วิกร หรรษาพันธุ์เชียง เภาชิตนักรบ หมี้แสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-18121135149MOU 2544 ต่างมุมมองแต่จุดประสงค์เดียวกัน
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/283310
<p>บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf – MOU 2544) มีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 2 กรณี ได้แก่ การคงไว้และการยกเลิก MOU 2544 การยกเลิกโดยไม่มีสิ่งใดมารองรับย่อมส่งผลให้เกิดช่องว่างของการเจรจาแก้ไขปัญหา ต้องยอมรับว่า MOU 2544 คือความคืบหน้าในระดับหนึ่งที่มีการพยายามแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลร่วมกัน แต่ในอีกมุมมองอีกด้านก็ต้องยอมรับว่า MOU 2544 ได้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเด็นอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทยที่สืบเนื่องมาจากการประกาศไหล่ทวีปของกัมพูชาที่พาดผ่านเกาะกูดของไทย อีกทั้งขนาดของพื้นที่ทับซ้อนที่มีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอื่น ๆ ที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านเคยมีร่วมกัน บทความนี้จึงขอนำเสนอเหตุผลและความคิดเห็นในแต่ละด้านว่าแตกต่างกันอย่างไร และมีสิ่งใดที่สามารถเป็นจุดร่วม แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วจุดประสงค์ของทุกฝ่ายนั้นไม่ว่าจะยกเลิกหรือไม่ก็มีจุดประสงค์ร่วมกันคือเพื่อการจัดการผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยและกัมพูชาเป็นภาคีอยู่เป็นสำคัญ</p>สมาน ได้รายรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-18121112Cultural factors as key components for optimised International Cooperations: A case study of ASEAN and Western differences
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/279566
<p>Maritime security is crucial for the Indo-Pacific region since it serves as a critical component of both global logistics and economic stability. However, the region’s security landscape is both traditionally and non-traditionally complex and contested. International cooperation, therefore, is often observed as tangible solutions to tackling these challenges. Yet, the existing cooperative mechanisms have been questioned by their overlapping complexity of alliances leading to challenges in balancing interests especially a collaboration of ASEAN and Western nations where differences have been noticed and somehow regressing trust. Contemporarily, a simple factor as culture has played a vital role in shaping security perspectives, as illustrated by the U.S.'s overlooked cultural considerations in Iraq and Afghanistan, which impacted operational success (Gorka, 2016). Integrating cultural understanding within security frameworks (through a theory like Social Identity Theory: SIT) may optimise cooperation, particularly with ASEAN participants, by deepening trust and shared identity. While cultivating a shared perception of common interests is challenging and time-consuming to assess, cultural engagements can offer a more effective approach to fostering cooperation and partnerships that benefit existing cooperations through elementarily undemanding processes as language participation, tradition and culture immersion, and multi-level relationships. This qualitative-approach paper aims to provide<span style="text-decoration: line-through;">s</span> actionable strategies for enhancing ASEAN-Western cooperation through culturally tailored trust-building measures by provoking a sense of “us” toward partnership.</p>Thananun Aungkajornkul
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-181211332Unpacking King Rama IX's Aspirational Commitment: Contribution for Governance, Societal Values, and the Monarchy-People Nexus in Thailand
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/279861
<p>This academic article examines the significant role of King Rama IX's aspirations, as reflected in his speeches, in shaping governance, societal values, and the relationship between the monarchy and the Thai people. King Rama IX ruled for nearly seventy years, merging traditional monarchy with modern governance, with a particular focus on sustainable development, moral leadership, and community engagement. His speeches, beyond their ceremonial function, instilled a national ethos centered on unity, ethical conduct, and civic duty. This study analyzes how these aspirations influenced Thai governance, promoting inclusivity, shared responsibility, and resilience. By positioning the monarchy as a moral compass, King Rama IX strengthened its role as a guardian of social values and national identity. His pledges deeply impacted various social groups, fostering civic participation and aligning royal vision with public aspirations. Additionally, the paper explores how his commitments interact with the broader socio-political landscape, demonstrating their lasting influence on governance and cultural continuity in contemporary Thailand. This study underscores the enduring impact of King Rama IX's legacy, providing insights into the evolving relationship between the monarchy, governance, and the people, and highlighting the balance between tradition and modernity in shaping Thai identity.</p>Chaded Sookde
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-181213346มุมมองของหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ต่อเยอรมนีระหว่าง พ.ศ. 2457 – 2460
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/276805
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองต่อเยอรมนีของหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงเบอร์ลิน ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งข่าวสารจากข่าวสารฝ่ายเยอรมนีเข้ามาในสยาม ซึ่งในขณะนั้นข่าวสารที่เผยแพร่เข้ามาในสยามจะมาจากฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นส่วนใหญ่ โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาหลักฐานชั้นต้น ได้แก่ เอกสารกระทรวงการต่างประเทศสยามในสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งเอกสารชั้นรองที่เกี่ยวข้องด้วยระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ทรงมีความเป็นกลางในการรายงานข่าวสารจากประเทศเยอรมนี ไม่ได้ทรงเอนเอียงเข้าข้างเยอรมนีแต่อย่างใด</p>วัศพล ธรรมรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-181214754นวัตกรรมบล้อคเชนเพื่อประชาธิปไตยทางตรง
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/rtna-socialj/article/view/273366
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบหลักการใช้เทคโนโลยีบล้อคเชนทำให้เป็นประชาธิปไตยทางตรงสมบูรณ์ให้เป็นระบบไร้ศูนย์กลางในการควบคุม ไม่มีใครครอบงำแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายได้ ระบบทำงานอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจากฉันทามติของประชาชนเห็นร่วมกัน และทุกครั้งที่มีการลงมติขอความเห็นชอบกฎหมายหรือการขอฉันทามติในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาสำคัญเรื่องในเรื่องใด คำขอฉันทามติ จะถูกส่งไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนทุกคน และลงมติด้วยตนเอง ไม่มีผู้แทนราษฎรอีกต่อไป เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอย่างแท้จริงตามอุดมคติ</p>ณฐพร กายสิทธิ์ปรเมศวร์ กุมารบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงเรียนนายเรือ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-182025-08-181215568