วารสารไทยคดีศึกษา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal <h3>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</h3> <p><strong>วารสารไทยคดีศึกษา </strong>เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือเกี่ยวกับไทยศึกษา ในมิติทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม วารสารมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ โดยบทความภาษาไทยมีค่าธรรมเนียม บทความละ 4,000 บาท และบทความภาษาอังกฤษมีค่าธรรมเนียม บทความละ 6,000 บาท วารสารไทยคดีใช้การประเมินคุณภาพบทโดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญแบบปกปิด 2 ฝ่าย รายละเอียดและเนื้อหาที่ปรากฏ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวและความรับผิดชอบเฉพาะของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องตรงกับความคิดเห็นหรือเป็นความรับผิดชอบของคณะบรรณาธิการผู้จัดทำ นอกจากนี้ บทความที่ประสงค์จะตีพิมพ์ลงในวารสารไทยคดีศึกษาต้องปฏิบัติตามนโยบายการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ที่กองบรรณาธิการชี้แจงไว้ในจรรยาบรรณต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้เขียนบทความอย่างเคร่งครัด</p> Thai Khadi Research Institute, Thammasat University en-US วารสารไทยคดีศึกษา 2985-0576 <p>ผู้เขียนจะต้องลงนามในแบบฟอร์มรับรองบทความ เพื่อให้คำยืนยันความรับผิดชอบว่า บทความของผู้เขียนนั้นไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน พร้อมรับทราบว่า กระบวนการส่งบทความเข้าพิจารณาและตีพิมพ์ในวารสารไทยคดีศึกษานั้น จะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ <u>ยกเว้น</u> ในกรณีที่ผู้เขียนขอยกเลิกการตีพิมพ์บทความในวารสารไทยคดีศึกษาไม่ว่าด้วยสาเหตุใด และหลังจากบทความนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิไปแล้ว ผู้เขียนจะต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการประเมินเป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน)</p> พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมในศิลปะสุโขทัยและ ศิลปะอยุธยา: ข้อสันนิษฐานการสร้างและพัฒนาการรูปแบบศิลปะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297347 <p>พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมเกิดขึ้นในศิลปะสุโขทัยช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 สันนิษฐานว่าเกิดจากความต้องการจัดวางสัญลักษณ์มงคลเป็นรูปจักรวาลทรงกลมตามคติเรื่องโลกศาสตร์ และการสร้างมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับจักรบนฝ่าพระบาทจากคติเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิของกษัตริย์สุโขทัย พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมที่เกิดขึ้นในศิลปะสุโขทัยมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์จากการให้ความสำคัญอย่างมากกับการจัดเรียงสัญลักษณ์มงคลภายในวงจักรที่ขยายใหญ่เต็มฝ่าพระบาทและแบ่งเป็นจำนวน 7 - 8 ชั้น ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ศิลปะอยุธยาได้สร้างพระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมโดยรับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะสุโขทัย แต่ได้พัฒนารูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการจัดเรียงสัญลักษณ์มงคลอยู่ในวงจักรจำนวน 3 ชั้น และหันกลับมาให้ความสำคัญกับรูปจักรหรือดอกบัวที่อยู่กลางฝ่าพระบาทด้วยการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น</p> สิโรตม์ ภินันท์รัชต์ธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 1 50 พระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์กลุ่มจีวรลายดอกหล่อโลหะ https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297348 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระพุทธรูปจีวรลายดอกที่หล่อจากโลหะพบหลักฐานเป็นจำนวนมากกระจายตัวอยู่แทบทุกภาคของไทย อย่างไรก็ตาม การศึกษารูปแบบและกรรมวิธีการสร้างพระพุทธรูปกลุ่มดังกล่าวที่ผ่านมายังไม่ปรากฏชัด ด้วยเหตุนี้ในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการทางรูปแบบ ที่มา และ ปัจจัยที่ทำให้พระพุทธรูปจีวรลายดอกหล่อโลหะมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปในแต่ละช่วงเวลาและเสื่อมความนิยมลง โดยใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมกับเอกสารทางประวัติศาสตร์และข้อมูลสัมภาษณ์ช่างเป็นเครื่องมือในการศึกษา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาสรุปได้ว่า พระพุทธรูปจีวรลายดอกหล่อโลหะในต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งมีรูปแบบที่ใกล้ชิดกับพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ในพุทธศตวรรษที่ 24 น่าจะเป็นพระพุทธรูปจีวรลายดอกกลุ่มแรก ๆ ที่สร้างโดยการหล่อ ซึ่งน่าจะมาจากการใช้แม่พิมพ์หินสบู่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นอย่างช้า โดยมีแหล่งหินที่สำคัญคือเขาชะโงกซึ่งมีการใช้งานสืบมาจนถึงปัจจุบัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่กลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 พบว่าพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดพระพุทธชินราช ได้ส่งอิทธิพลให้แก่พระพุทธรูปจีวรลายดอก อันเป็นผลมาจากกระแสความนิยมในราชสำนักและขุนนางเป็นสำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รวมไปถึงพระพุทธรูปศิลปะล้านนา ซึ่งคงเป็นผลมาจากกระแสความนิยมและความเชื่อที่ว่ามีที่มาจากเมืองหลวงเก่าอย่างเชียงแสน&nbsp; มีรูปแบบ “อย่างสยามแท้” และเก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หมวดใหญ่ ยังปรากฏให้เห็นเช่นกันในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับการใช้ศิลปวัฒนธรรมสุโขทัยสำหรับสร้างและพัฒนาแนวคิดเรื่องชาตินิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา ตลอดจนการตีพิมพ์เผยแพร่งานศึกษาสุโขทัยในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับปัจจัยที่ทำให้พระพุทธรูปกลุ่มนี้เสื่อมความนิยมลงคงมาจากความนิยมในพระพุทธรูปสุโขทัยที่กำลังทวีความรุนแรง และราคาพระพุทธรูปจีวรลายดอกค่อนข้างสูงสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของสยามขณะนั้นที่ตกต่ำลงอย่างหนัก</p> ณรัณฐ์ อัครนิธิพิรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 51 88 รูปแบบเทริดของประติมากรรมรูปบุคคลจากแหล่งโบราณคดีเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297352 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ใน พ.ศ. 2522 แหล่งโบราณคดีเนินทางพระได้รับการขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดี พบประติมากรรมรูปบุคคลทรงเทริด เมื่อนำรูปแบบของประติมากรรมปูนปั้นรูปบุคคลทรงเทริดแหล่งโบราณคดีเนินทางพระ เปรียบเทียบกับประติมากรรมทรงเทริดในศิลปะอินเดียสมัยปาละ ประติมากรรมทรงเทริดในศิลปะเขมรสมัยบายน ประเทศกัมพูชา ศิลปะเขมรสมัยบายนที่พบในประเทศไทย ประติมากรรมทรงเทริดในศิลปะพม่าสมัยพุกาม และศิลปะหริภุญชัย ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบเอกลักษณ์เทริดแหล่งโบราณคดีเนินทางพระ คือ กระบังหน้าทำริ้วเส้นตรงหนึ่งเส้น มีการประดับดอกไม้สี่กลีบหรือลวดลายต่าง ๆ บนกระบังหน้า การประดับรอยหยักฟันปลาเหนือกระบังหน้า ตาบมีจำนวน 7 ตาบหรือมากกว่า 7 ตาบ และตาบเรียงต่อกัน ตาบตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด ตาบเอียงเข้าหาศูนย์กลาง ตาบมีความสูงไล่ระดับ ลวดลายประดับตาบเป็นลายสามเหลี่ยมซ้อนกัน มีริ้วที่ขอบตาบ ด้านล่างตาบประดับลายวงกลม ซึ่งรับอิทธิพลมาจากศิลปะเขมรสมัยบายน ประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ดี พบข้อแตกต่างจากศิลปะเขมรสมัยบายน ประเทศกัมพูชา ได้แก่ การประดับดอกไม้สี่กลีบกลางกระบังหน้าเพียงหนึ่งดอก และตาบไม่มีจำนวนน้อยกว่า 7 ตาบ</p> อุบลวรรณ โสไกร เชษฐ์ ติงสัญชลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 89 124 ความนิยมของราชสำนักไทยต่องิ้วจีน: การยกย่องวัฒนธรรมจีนหรือแค่การบริโภคตามรสนิยม https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297353 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมุมมองของราชสำนักไทยต่องิ้วจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า งิ้วจีนปรากฏครั้งแรกในหลักฐานการบันทึกของชาวต่างชาติในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา และปรากฏเป็นการแสดงประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงนั้นราชสำนักไทยมองงิ้วจีนเป็นเครื่องบอกรสนิยมการบริโภคที่มีความหรูหราหรือเป็นเครื่องบอกความร่ำรวยของพระราชอาณาจักร ประเภทงิ้วที่เป็นที่นิยมได้แก่งิ้วบู๊ ต่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 งิ้วจีนไม่ปรากฏในงานพระราชพิธีต่าง ๆ อีกเลย การเปลี่ยนแปลงของสถานภาพงิ้วจีนเกิดจากทั้งปัจจัยภายในคือปัญหาการเงินและการสร้างชาติตามแนวคิดชาตินิยม และปัจจัยภายนอกอย่างความตกต่ำและเฟื่องฟูของวัฒนธรรมและวิทยาการของประเทศจีน แต่หลังจากที่ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีนใน พ.ศ. 2518 ราชสำนักและรัฐบาลไทยได้กลับมาสนใจงิ้วจีนอีกครั้ง ในฐานะเครื่องมือเพื่อใช้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และสร้างความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติภายในประเทศรวมทั้งเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผลการศึกษา&nbsp; ยังแสดงให้เห็นว่าราชสำนักได้แสดงบทบาทเสมือนเป็นผู้คัดเลือก ผู้นำเข้า ผู้นำกระแสวัฒนธรรมจากภายนอกเข้าสู่สังคมไทยและผู้อุปถัมภ์ โดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าแม้ว่าราชสำนักจะมีความนิยมในวัฒนธรรมจีนกับวัฒนธรรมตะวันตกมากแค่ไหน แต่วัฒนธรรมทั้งสองยังคงมีฐานะที่ด้อยกว่าวัฒนธรรมอินเดีย เพราะวัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อในการเป็นกษัตริย์” ดังตัวอย่างของสถานะการแสดงโขน</p> ทัศน์ธนิต ทองแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 125 156 ประวัติศาสตร์นิพนธ์หัวเมืองฝ่ายเหนือ (เหนือล่าง) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297383 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างผ่านการจัดแบ่งกลุ่มจังหวัด ทำให้เห็นภาคเหนือตอนล่างเป็นกลุ่มเดียวกัน และอิงแอบกับรัฐส่วนกลาง ส่งผลให้การศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างขาดการศึกษาในเชิงสังคมวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในเชิงลึก โดยเฉพาะแง่มุมการสร้างความเป็นตัวตนและอัตลักษณ์ในระดับล่าง และขาดการเชื่อมโยงให้เห็นเป็นภาพใหญ่ที่สัมพันธ์กับภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนพัฒนาการของการก่อตัวของรัฐที่สัมพันธ์กับอาณาจักร อื่น ๆ ทั้งที่อาณาบริเวณนี้มีความสำคัญ แต่เมื่อมองเป็นแค่ส่วนหนึ่งของรัฐขนาดใหญ่ ทำให้ความเข้าใจต่อสังคมวัฒนธรรมพร่าเลือนไปด้วย และจากการศึกษาโครงเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์ พบลักษณะ 3 ประการที่สัมพันธ์กันซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำความเข้าใจการก่อตัวของรัฐ การกลายเป็นชุมชนที่มีผู้คนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ประการแรก งานศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับภาคเหนือตอนล่างถูกอธิบายในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ จึงทำให้ประวัติศาสตร์ในพื้นนี้ไม่มีตัวตนที่แน่ชัด ประการที่สอง การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยังยึดโยงกับแนวทางการศึกษาของประวัติศาสตร์ไทย ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ชาติเป็นหลัก ทำให้ความเป็นประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่หรือท้องถิ่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ หรือเป็นส่วนค้ำจุนให้ประวัติศาสตร์ชาติดำรงอยู่ ประการที่สาม เมื่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ จึงทำให้ขาดการศึกษาในมิติของการก่อตัวของชุมชนและผู้คน การมองภาคเหนือตอนล่างผูกโยงกับรัฐ ทำให้ไม่เห็นชีวิตทางสังคมของหัวเมืองเหนือในอดีต</p> ชัยพงษ์ สำเนียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 157 210 ระบบนิเวศการจัดการความรู้เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองในชุมชนศิลปาชีพตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297384 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบนิเวศการจัดการความรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองในเขตพื้นที่ชุมชนศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชุมชนบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธี คือ การสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เอกสาร กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีที่หลากหลาย คือ การยืนยันข้อมูลระหว่างการสัมภาษณ์ ตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎีหลังการวิเคราะห์ และตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบรายงานเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าระบบนิเวศการจัดการความรู้ เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองในพื้นที่ชุมชนบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 4 หลักการ 1) หลักการเรียนรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลอง 2) หลักนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลอง 3) หลักการเพิ่มทักษะสำคัญในการจัดการความรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลอง และ 4) หลักการมีส่วนร่วมและชุมชนเข้มแข็งเพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลอง</p> อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง มารีกี มะเด็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 211 237 การศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องบุญ - บาปที่มีอิทธิพล ต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297386 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องบุญ - บาปที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) โดยการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และใช้สถิติพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องบุญ - บาปที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่าด้านความเชื่อจากอิทธิพลทางสังคมรอบด้านของนักท่องเที่ยว มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และรองลงมาคือ ด้านความเชื่อเรื่องกรรมดี - ชั่ว ด้านความเชื่อเรื่องสวรรค์ - นรก และด้านความเชื่อตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาตามลำดับ สำหรับผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมนักท่องเที่ยว จำแนกตามอายุพบว่า อายุของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน กับพฤติกรรมความเชื่อเรื่องบุญ - บาปที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา ทั้งในด้านความเชื่อตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ด้านความเชื่อเรื่องกรรมดี - ชั่ว ด้านความเชื่อเรื่องสวรรค์ - นรก และด้านความเชื่อจากอิทธิพลทางสังคมรอบด้านของนักท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา กลับไม่ส่งผลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องบุญ - บาปมีอิทธิพลสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมและความเชื่อในกรรมดี - ชั่ว ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมาได้อย่างยั่งยืน</p> กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 238 278 ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์ฉบับวิวาท (กรรม) https://so06.tci-thaijo.org/index.php/thaikhadijournal/article/view/297388 <p>N/A</p> ปัณณทัต จิตตกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 23 1 279 285